คิดเป็นเทคโนฯ

All posts tagged คิดเป็นเทคโนฯ

“ขี้เถ้าแกลบ” ช่วยชะลอการสุกของผลไม้ ยืดอายุการขายผลผลิตนานถึง 2 สัปดาห์

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

คิดเป็นเทคโนฯ

สาวบางแค 22

“ขี้เถ้าแกลบ” ช่วยชะลอการสุกของผลไม้ ยืดอายุการขายผลผลิตนานถึง 2 สัปดาห์

ผลไม้ไทย มีคุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยากในการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า เพราะหลังการเก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติพืชผักผลไม้สดยังคงมีการหายใจตามอัตราปกติเหมือนตอนที่ติดอยู่ตามลำต้น ซึ่งกระบวนการหายใจของผลไม้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลไม้สูญเสียความสด หากวางพืชผักผลไม้ในพื้นที่ที่มีระดับก๊าซออกซิเจนมาก ยิ่งส่งผลให้ผลผลิตเหี่ยวง่ายได้

เอทิลีน มีผลต่อการสุกของผลไม้

เอทิลีน เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้ผลไม้เกิดการสุก ดังนั้น วิธีการใดก็ตามที่มีผลลดอัตราการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของเอทีลีนในพืช ย่อมส่งผลให้ชะลอการสุกได้ โดยทั่วไปสภาพที่มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างเอทิลีนในพืช ได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน การเกิดบาดแผลหรือชอกช้ำ รวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลส่งเสริมการสร้างเอทิลีน แต่มี 3 แนวทาง ที่สามารถยับยั้งการสร้างเอทิลีนหรือมีผลทำลายเอทิลีน ได้แก่ 1. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2. อุณหภูมิต่ำ 3. การใช้สารดูดซับเอทิลีน โดยการใช้สารดูดซับเอทิลีนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้การทำลายเอทิลีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด อาจนำมาผสมผสานกันเพื่อชะลอการสุกของผลไม้และยืดอายุการเก็บรักษาได้ เช่น การใช้ห้องเก็บรักษาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความชื้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน จะทำให้อายุการเก็บรักษายาวนานมาก ในกรณีที่ไม่มีห้องเก็บรักษาผลไม้ ก็อาจดัดแปลงได้ โดยการเก็บผลไม้ในถุงพลาสติกแล้วใส่สารดูดซับเอทิลีนลงไป จากนั้นจึงนำไปเก็บในตู้เย็น

ไอเดียเด็ด…ใช้ขี้เถ้าแกลบยืดอายุผลไม้สด

ดร. กิตติ เมืองตุ้ม รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ชื่อว่า “ขี้เถ้าแกลบเสริมฤทธิ์การชะลอการสุกของผลไม้ (Anti Ripening Pack)” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจสินค้าเกษตรได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเทคโนโลยีชนิดนี้ ช่วยถนอมความสดของพืชผักผลไม้เอาไว้ให้นานที่สุด จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค ส่งผลให้ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2559 รางวัลที่ 1 ในระดับอุตสาหกรรม จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมป์และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

จุดประกายแนวคิด

ดร. กิตติ เจ้าของโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับ คุณเรืองศักดิ์ เตียเอี่ยมดี กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงสีข้าว ต. ประเสริฐ อุตรดิตถ์ จำกัด ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์ของเหลือใช้จากขี้เถ้าแกลบของโรงสีข้าว โดยพบว่า การใช้ขี้เถ้าแกลบ เป็นวัสดุตัวกลางในการเสริมสารเสริมฤทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสุกของผลไม้และลดอุณหภูมิในบรรจุภัณฑ์ได้

ดร. กิตติ เล่าว่า การใช้ขี้เถ้าแกลบ เป็นวัสดุตัวกลางในสารเสริมฤทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสุกของผลไม้ และลดอุณหภูมิในบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ สารดูดซับเอทิลีน เป็นที่รู้จักกันดี คือ ด่างทับทิม ที่สามารถทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเอทิลีน ทำให้เกิดเป็นสารแมงกานีสไดออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเอทิลีนได้อีก

ดร. กิตติ ได้ปรับปรุงคุณสมบัติความเป็นรูพรุนของขี้เถ้าแกลบ โดยใช้สาร Glycerol เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับสารในรูพรุน และการใช้สารที่สามารถกักเก็บได้ในรูพรุนขี้เถ้าแกลบ คือสารเคมี ในกลุ่ม KMnO4 และ Propylene glycol เพื่อประโยชน์ในการทำให้ชะลอการสุกของผลไม้ได้ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า แนวคิดดังกล่าวสามารถชะลอการสุกของกล้วยหอมได้ 2 สัปดาห์ (โดยใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 25 กรัม ต่อกล้วย 1 หวี หรือ 8 ผล)

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ ยังช่วยชะลอการสุกของทุเรียนได้ 2 สัปดาห์ (โดยใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 150 กรัม ชะลอการสุกของทุเรียน 2 ผล ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 2 กิโลกรัม) และชะลอการสุกของลางสาดได้ 1 สัปดาห์ (ใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 150 กรัม ชะลอการสุกของลางสาด 2 กิโลกรัม)

ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ ช่วยสร้างผลดีต่อธุรกิจสินค้าเกษตรไทยในวงกว้าง เพราะช่วยชะลอการสุกงอม การสร้างก๊าซเอทิลีน ตลอดจนลดการเปลี่ยนสี กลิ่น และคุณค่าทางอาหารของผลผลิต ทำให้ผลไม้สดสมบูรณ์จนถึงมือผู้บริโภคได้ในปริมาณมากขึ้น ลดปริมาณความเสียหายของสินค้าเกษตรให้ลดลง โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก

“ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ มุ่งเจาะตลาดกลุ่มผู้ส่งออกผลไม้ และเกษตรกร รวมทั้งวางแผนกระจายสินค้าตัวนี้ลงสู่ตลาดค้าส่ง ค้าปลีก ตามห้างและร้านค้าปลีกทั่วไป เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคผลไม้ ที่ต้องการเก็บผลไม้ไว้ได้นานโดยไม่ใส่ตู้เย็น” ดร. กิตติ กล่าว

สำหรับสารชะลอการสุกของผลไม้ชนิดนี้ ใช้งานง่ายมาก ดร. กิตติ ให้คำแนะนำว่า หากต้องการชะลอการสุกของผลไม้ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ จำนวน 3 ซอง ต่อผลไม้น้ำหนัก 100 กรัม (30 ซอง ต่อผลไม้ 1 กิโลกรัม) โดยนำสารชะลอการสุกไปใส่ไว้ร่วมกับผลไม้ก่อนบรรจุในภาชนะ หรือกล่องกระดาษ จะสามารถยืดอายุผลไม้ไปได้ ประมาณ 1 สัปาดห์ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ จำนวน 1 ซอง สามารถใช้ได้กับผลไม้ประเภทต่างๆ ได้แก่ กล้วย 2 หวี กีวี 3 ผล น้อยหน่า 1 ผล มะม่วง 1 ผล หากใช้ในปริมาณ 1 แพ็ก จำนวน 30 ซอง จะสามารถใช้กับทุเรียน 1 ผล และผลไม้อื่นๆ ในปริมาณน้ำหนัก 1 กิโลกรัม

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขี้เถ้าแกลบได้มากถึง 50 เท่า เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 15 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย 150 บาท ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม (แบบแพ็ก) ราคาจำหน่ายปลีก 25 บาท ต่อ 1 กล่อง (จำนวน 30 ซอง ปริมาณ 2 กรัม) หากใครสนใจอยากใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. กิตติ เมืองตุ้ม รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เบอร์โทรศัพท์ (088) 834-4434

มูลนิธิข้าวไทยฯ ปลื้มมีผู้ส่งผลงานประกวดเพิ่มขึ้น

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยฯ เปิดเผยว่า มูลนิธิจัดงานนี้ขึ้นเป็นปีที่ 10 เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทยตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีโครงการส่งเข้าประกวดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยปีนี้มีส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 57 โครงการ แบ่งเป็นระดับอุตสาหกรรม และระดับวิสาหกิจชุมชน การตัดสินอาศัยเกณฑ์การพิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ ความเป็นนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย มีศักยภาพในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ และผลประโยชน์ที่ได้รับทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ในปีนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2559 รางวัลที่ 1 กลุ่มอุตสาหกรรม ชื่อโครงการ “ขี้เถ้าแกลบเสริมฤทธิ์การชะลอการสุกของผลไม้” โดย ดร. กิตติ เมืองตุ้ม และ บริษัท โรงสีข้าว ต.ประเสริฐ อุตรดิตถ์ จํากัด รางวัลที่ 2 กลุ่มอุตสาหกรรม ชื่อโครงการ “GREENMOM VEGETABLE & FRUIT WASHING LIQUID” โดย คุณปิยมาศ บุญชื่น และ คุณสุภัธตรา อารีย์พงศา บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จํากัด

ส่วนรางวัลชมเชย กลุ่มอุตสาหกรรมมี 2 รายการ คือ โครงการ “ริคคาดี” ท็อฟฟี่จากรําข้าวโปรตีนสูง โดย คุณจงรัก ธนูพันธุ์ชัย ห้างหุ้นส่วนจํากัด ลูกจงรัก และ โครงการ “เครื่องดื่มไรซ์เบอร์รี่ไซเดอร์ โดย คุณบรรชร คัดนัมพรเลิศ บริษัท ลณิชา อินเตอร์เนชันแนล จํากัด ส่วนรางวัลที่ 1 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชื่อโครงการ “ไรซ์เบอร์รี่ช็อคโกครัน” อาหารเช้าจากข้าวไทย โดย คุณพิมพ์พิชชา อินทะจันทร์ วิสาหกิจชุมชน บ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก

Advertisements

เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึง คุณภาพเจ๋ง…ฝีมือคนไทย

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

คิดเป็นเทคโนฯ

เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึง คุณภาพเจ๋ง…ฝีมือคนไทย

การประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการประดิษฐ์คิดค้นนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผลักดันผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยให้สามารถนำไปพัฒนาหรือต่อยอดให้สามารถเข้าสู่เชิงพาณิชย์ได้ เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นการยกระดับผลงานและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย

ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 ว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้แก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และสนับสนุนนักวิจัย นักประดิษฐ์ ในการพัฒนางานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจและเชิดชูเกียรติให้แก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์

ในงานการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีผลงานที่เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 113 ผลงาน ใน 7 สาขา โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัล สำนักงาน วช. จะจัดให้มีพิธีมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2560 ร่วมกับพิธีมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

จากผลงานต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวด “เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึงอย่างมีประสิทธิภาพ” เป็นหนึ่งในตัวอย่างผลงานของนักประดิษฐ์ไทยที่เป็นเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วงที่ได้สร้างสรรค์และนำผลงานเข้าร่วมการประกวดในกลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

นายศิชล ถนอมสวย อยู่บ้านเลขที่ 114/340 หมู่บ้านนีโอซิตี้ ถนนนาวงประชาพัฒนา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โทร. (089) 034-7977 นักประดิษฐ์เจ้าของผลงานเครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึงอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า สืบเนื่องจากมีความต้องการเครื่องสูบน้ำที่สามารถใช้ได้กับมอเตอร์พลังงานต่ำ และที่สำคัญต้องประหยัดพลังงาน เพื่อนำมาใช้งานในสวนมะม่วงบนพื้นที่ 25 ไร่ ของครอบครัว ซึ่งอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

“แต่เครื่องสูบน้ำที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ไม่สามารถตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของผม” นายศิชลกล่าว

ด้วยมูลเหตุดังกล่าว จึงทำให้เป็นที่มาของการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ โดยเครื่องสูบน้ำที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ เป็นการใช้แนวคิดในการสร้างเครื่องสูบน้ำแบบชักดึง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องสูบน้ำแบบใช้แรงเหวี่ยง เพราะมีกำลังในการดึงสูง ซึ่งเหมาะสมกับการดึงน้ำที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง เช่น จากบ่อน้ำที่มีความลึกมากๆ

หลักการคือ การเปลี่ยนจานหมุนจากการเคลื่อนที่เป็นวงกลมมาเป็นการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงาน และสูญเสียพลังงานน้อยกว่า

ทั้งนี้ นายศิชล กล่าวว่า เครื่องสูบน้ำแบบชักดึงจะใช้พลังงานต่ำจากมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า โดยให้ความดันที่ 25 บาร์ และสามารถดึงน้ำได้ถึงปริมาณ 1,380 ลิตร ต่อชั่วโมง

“ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการใช้กลไกการทำงานแบบดึงขึ้นช้า แต่ลงเร็ว กล่าวคือ ขณะดึงน้ำขึ้นจะใช้การเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ตอนลงจะเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นโดยการปรับขนาดมอเตอร์ที่อยู่ด้านบน”

“เครื่องนี้เป็นเครื่องแรกที่ผมประดิษฐ์ขึ้นมา และตอนนี้ได้ใช้งานในสวน โดยสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่มีความลึกประมาณ 25 เมตร ขึ้นมาได้อย่างสบาย โดยผมใช้ไฟที่หม้อไฟ ประมาณ 25 แอมป์ สำหรับต้นทุนในการสร้างเครื่องสูบน้ำดังกล่าวนี้ ใช้เงินเบื้องต้นไป ประมาณ 7,000 บาท” นายศิชล กล่าวทิ้งท้าย

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านงานวิจัย

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่ วช. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 11 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม อันเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

การพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย อันเป็นผลงานวิจัยของ นิฏฐิตา เชิดชู วีระศักดิ์ ชื่นตา และ ขนิษฐา แซ่ลิ้ม ในสังกัดหน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็น 1 ใน 600 ผลงาน ที่นำมาร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้

วัตถุประสงค์ในการพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย คณะผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า เพื่อออกแบบสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับออกซิเจนละลาย ค่าความเป็นกรด-ด่าง และอุณหภูมิ ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดจะแบ่งคุณภาพน้ำออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปกติ เฝ้าระวัง และวิกฤต ซึ่งข้อมูลระดับคุณภาพจะถูกนำไปสั่งการทำงานของเครื่องตีน้ำ

พร้อมกันนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้พัฒนาระบบให้อาหารกุ้งแบบอัตโนมัติ โดยคำนวณและสั่งการที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา และปริมาณการให้อาหารและระดับคุณภาพน้ำ

ข้อมูลจากการทำงานของระบบเซ็นเซอร์จะถูกผ่านระบบไร้สายไปยังเครื่องแม่ข่ายที่สถานีฐานในฟาร์ม เพื่อจัดทำเป็นรายงานและแจ้งเตือนผ่านระบบโทรศัพท์มือถือไปยังเจ้าของฟาร์ม

คณะผู้วิจัยได้นำระบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพ ณ ฟาร์มดอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามผสมกุ้งขาว โดยทำการทดสอบ 2 รอบการเลี้ยง รอบการเลี้ยงละ 2 บ่อ แบ่งเป็นบ่อทดลองที่เลี้ยงด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นและบ่อควบคุมที่ใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดิม จำนวนอย่างละ 1 บ่อ

ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดความเสียหายของการเลี้ยงที่เกิดจากปัญหาอันเนื่องมาจากคุณภาพน้ำที่มักจะส่งผลการเลี้ยงกุ้งไม่สามารถดำเนินการไปได้ครบรอบการเลี้ยงตามปกติ จากผลการทดลองพบว่า บ่อทดสอบที่ใช้ระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ สามารถยืดอายุการเลี้ยง จาก 74 วัน เป็น 89 วัน และยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิม คิดเป็น 12.55 เปอร์เซ็นต์ และ 73.3 เปอร์เซ็นต์

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาคุณภาพน้ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการเลี้ยงกุ้ง การมีระบบที่สามารถบริหารจัดการควบคุมคุณภาพน้ำแบบเวลาจริง เป็นสิ่งจำเป็นหากเกษตรกรต้องการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต นอกจากข้อดีของระบบที่สามารถยืดจำนวนวันของรอบการเลี้ยงได้ เมื่อเทียบกับบ่อควบคุม ระบบที่นำเสนอยังสามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการตีน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการฟาร์มจะช่วยให้การดูแลคุณภาพการเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หากสนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เลขที่ 85 ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 109-300 ต่อ 3000

หนุนสู่ชุมชน ผลิตเตาชีวมวล ไม่ง้อแก๊ส แถมได้ขี้เถ้าปรับปรุงดิน

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

คิดเป็นเทคโนฯ

กิตติพจน์ กาญจนเพ็ญ

หนุนสู่ชุมชน ผลิตเตาชีวมวล ไม่ง้อแก๊ส แถมได้ขี้เถ้าปรับปรุงดิน

อาจารย์ประจำหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ประกอบด้วย อาจารย์พลชัย ขาวนวล อาจารย์สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ และ ดร. สุปราณี วุ่นศรี ได้ออกแบบ “เตาชีวมวลประหยัดพลังงาน” สำหรับประกอบอาหารในครัวเรือน โดยแปรสภาพจากวัสดุเหลือใช้สู่ชิ้นงานยอดนิยมในครัวเรือน ต้นทุนต่ำ คุณภาพ 100%

อาจารย์พลชัย ขาวนวล ได้กล่าวถึงแนวคิดในการผลิตเตาชีวมวลว่า มาจากปัญหาสภาวะวิกฤติทางด้านพลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน พลังงานส่วนใหญ่ใช้แล้วหมดไป และไม่มีการสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมีการคิดริเริ่มสรรหาพลังงานจากแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานทดแทน และพลังงานชีวมวล เป็นต้น

การนำพลังงานทดแทนมาใช้ในปัจจุบัน จึงได้รับความนิยมสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานความร้อนจากเตาชีวมวล เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่นำวัสดุเหลือใช้ในบ้านเรือนหรือชุมชน นำกิ่งไม้ เศษไม้ ที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์มาแปรสภาพเป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการหุงต้ม ประกอบอาหาร ทำให้ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้

นอกจากนี้ ยังเป็นการลดมลพิษที่เกิดจากการเผาขยะบางส่วน และยังนำขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาชีวมวลไปใช้ประโยชน์ในการทำวัสดุปรับปรุงดินเพื่อการเพาะปลูกพืชได้อีกด้วย

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ในการประกอบเตาชีวมวลเพื่อใช้ในครัวเรือน อาจารย์สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ กล่าวว่า สามารถหาได้ทั่วไป หรือหาซื้อได้ที่ร้านรับซื้อของเก่าในงบประมาณไม่เกิน 500 บาท ซึ่งประกอบด้วย ท่อเหล็ก หรือแผ่นเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน เศษเหล็กดัดหน้าต่าง เศษเหล็กเส้น ขนาด 0.25 นิ้ว และถังสีโลหะ ขนาด 18 ลิตร ซึ่งวัสดุดังกล่าวหาได้ในท้องถิ่นและสามารถประกอบเองได้ที่บ้าน

วิธีการใช้งานเตาชีวมวล เริ่มจากการเรียงกิ่งไม้ ขนาดยาว 6 นิ้ว หรือ 1 ฝ่ามือ ลงในเตาชีวมวล และควรเรียงแบบขัด เพื่อลดออกซิเจนในห้องเผาไหม้ โดยวางกิ่งไม้ขนาดใหญ่สุดลงก้นเตาและไล่ระดับขึ้นมาจนถึงกิ่งไม้ขนาดเล็กสุดอยู่ด้านบน และความสูงของการเรียงกิ่งไม้ไม่ควรเกินช่องอากาศด้านบน จากนั้นให้จุดกิ่งไม้ในเตาชีวมวล จากด้านบน เนื่องจากจะทำให้มีควันไฟน้อยกว่าจุดจากด้านล่าง รอจนไฟติดกิ่งไม้ก็สามารถใช้งานในครัวเรือนได้ตามปกติ

ดร. สุปราณี วุ่นศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากครัวเรือนใดที่ไม่สามารถหาท่อเหล็กหรือแผ่นเหล็กที่จะนำมาสร้างเตาชีวมวลได้ ก็สามารถดัดแปลงโดยการใช้ปีบเป็นวัสดุทดแทน และไม่ต้องทำขาตั้งเตาเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

ด้าน คุณธนินธรณ์ ขุนจันทร์ ประธานศูนย์การเรียนรู้หมู่บ้านพลังงานทางเลือก ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 บ้านป่าพงศ์ ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า เตาชีวมวล เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อย่างหลากหลายและช่วยประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

“เพราะโดยปกติการใช้แก๊สหุงต้ม ต้นทุนจะอยู่ที่ราคาเดือนละ 400 บาท/ถัง ใช้ได้ประมาณ 1 เดือน แต่เตาชีวมวลลงทุนไม่เกิน 500 บาท ใช้ได้ตลอดทั้งปี”

เชื้อเพลิงที่นำมาใช้ก็เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เรียกได้ว่าทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะพอสมควร

“รู้สึกประทับใจมาก ที่ทาง มทร. ศรีวิชัย เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลตะโหมด ชาวบ้านทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะสามารถนำผลงานมาใช้ได้จริง และยังต่อยอดในการผลิตเตาชีวมวลจำหน่ายเพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้คนในชุมชนได้” คุณธนินธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า เตาชีวมวล มีประโยชน์หลากหลายทั้งในด้านครัวเรือน และด้านการสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน หากสนใจและต้องการเรียนรู้วิธีการผลิตเตาชีวมวล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ อาจารย์พลชัย ขาวนวล อาจารย์ประจำหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย สงขลา โทร. (089) 653-5235

ใหม่ถอดด้าม…ห้องเย็นต้นแบบเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ใหม่ถอดด้าม…ห้องเย็นต้นแบบเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

การออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช เป็นหนึ่งผลงานวิจัยใหม่ถอดด้ามของกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น

โดยผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2559 ของกรมวิชาการเกษตรที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรไทย” ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆนี้

“ห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” ที่คิดค้นขึ้นโดยนักวิจัยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม และศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร สามารถขยายผลต่อยอดสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตด้วยการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดี

อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถ และพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชของไทยให้เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของอาเซียนในอนาคต

นายอานนท์ สายคำฟู วิศวกรการเกษตร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าโครงการวิจัยการออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช กล่าวว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก

แต่ละปีไทยมีการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างมาก สามารถนำรายได้เข้าประเทศสูง 3,000-4,000 ล้านบาท ต่อปี โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผัก เช่น พืชตระกูลแตง มะเขือเทศ พริก ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ผักกาดกวางตุ้ง และผักบุ้งจีน เป็นต้น

ซึ่งกระบวนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์ยังคงคุณภาพดีและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง หากวิธีการเก็บรักษาไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเมล็ดพันธุ์ทั้งคุณภาพและปริมาณ

วิธีเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดีวิธีหนึ่ง คือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชมีต้นทุนค่าเครื่องจักรค่อนข้างสูง และเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปนั้นยังใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอีกด้วย

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงบูรณาการร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก (Seed Lab) ได้ออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นที่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในเครื่องเดียวกัน เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องทำความเย็น ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในส่วนของเครื่องลดความชื้นได้อีกด้วย ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชและต้นทุนการผลิตพืชลดลงได้

เบื้องต้นทีมวิจัยได้ศึกษาและสำรวจข้อมูลการใช้งานห้องเย็นเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้กันอยู่ทั่วไปพบว่า มีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลายรูปแบบ อาทิ เก็บในห้องเย็นที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบทั่วไป ห้องเย็นที่ใช้เครื่องปรับอากาศแบบทั่วไปร่วมกับเครื่องลดความชื้น ห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับเครื่องลดความชื้น และห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับฮีทเตอร์ไฟฟ้า

ซึ่งห้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์บางรูปแบบยังไม่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าเครื่องจักรที่ค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่ยังสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าที่สูงอีกด้วย

จากนั้นทีมวิจัยได้ออกแบบและสร้างห้องเย็นต้นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์เดียวกับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งออกแบบให้ตู้มีขนาดกว้าง 2.2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2.2 เมตร ฉนวนห้องเย็นใช้โฟมโพลียูรีเทรนหนา 50 มิลลิเมตร ระบบทำความเย็นประกอบด้วย มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขนาด 4 แรงม้า (380 โวลต์) ใช้สารทำความเย็น R-22 ซึ่งมีความสามารถในการทำความเย็น 5.85 กิโลวัตต์

ส่วนภายในคอล์ยเย็นได้ติดตั้งคอล์ยร้อนสำหรับลดความชื้นสัมพัทธ์ขนาด 6 กิโลวัตต์ โดยคอล์ยร้อนนี้ได้นำความร้อนจากสารทำความเย็นที่ระบายทิ้งกลับมาใช้ลดความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้อง

ทั้งนี้ได้มีการทดสอบสมรรถนะเครื่องทำความเย็นและทดสอบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบเทียบระหว่างห้องเย็นต้นแบบกับห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก โดยทดลองเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว ผักบุ้ง และงา

ผลการทดสอบพบว่า เครื่องต้นแบบห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น สามารถจุเมล็ดพันธุ์ได้ 5-7 ตัน และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ความชื้นเมล็ด 10-14 เปอร์เซ็นต์ ได้เป็นระยะเวลา 8-12 เดือน ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 40-50 เปอร์เซ็นต์

อีกทั้งห้องเย็นต้นแบบนี้มีสมรรถนะของเครื่องทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้จากการทดสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เปรียบเทียบระหว่างการเก็บรักษาในห้องเย็นต้นแบบกับการเก็บรักษาในห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ พบว่าเมล็ดพันธุ์พืชมีเปอร์เซ็นต์ความงอกที่ไม่แตกต่างกัน

ที่น่าสนใจห้องเย็นต้นแบบยังมีจุดเด่นคือ มีราคาต้นทุนของตัวเครื่อง ประมาณ 750,000 บาท ซึ่งถูกกว่าห้องเย็นที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเดียว และหากต้องการจะควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ด้วยต้องนำเข้าเครื่องลดความชื้นจากต่างประเทศมาใช้ประกอบด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท

อีกทั้งการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในห้องเย็นทั่วไปจะต้องแยกการควบคุมโดยใช้ระบบทำความเย็นหรือคอมเพรสเซอร์ 2 ระบบ แต่กรมวิชาการเกษตรได้ออกแบบให้ห้องเย็นต้นแบบฯใช้ระบบทำความเย็นเพียงระบบเดียว แต่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ จึงใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทดสอบเมล็ดพันธุ์ (Seed Lab)ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ

นายอานนท์กล่าวถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในห้องเย็นต้นแบบว่า ห้องเย็นต้นแบบฯมีอายุการใช้งาน 15 ปี ค่าซ่อมบำรุงประจำปีเฉลี่ยปีละ 3,000-5,000 บาท ใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 0.46 หน่วยต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1,200 บาท ต่อเดือน

เมื่อประเมินความคุ้มค่าที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 5 ตัน ต่อปี จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1.1 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน และถ้าเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืช 10 ตัน ต่อปี หรือเก็บรอบละ 5 ตัน 2 รอบ ต่อปี ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพจะลดลงเหลือเพียง 0.55 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน

เมื่อต้นปี 2559 กรมวิชาการเกษตรได้ขยายผลงานวิจัยฯนี้โดยนำไปทดสอบการใช้งานเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและถั่วเขียว ที่สหกรณ์นิคมลานสักจำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งอนาคตคาดว่า จะสามารถขยายผลห้องเย็นต้นแบบไปสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และผู้ประกอบการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชได้ และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ค่อนข้างมาก

หากสนใจเทคโนโลยี “ห้องเย็นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 940-5790, (02) 579-4497, (02) 940-5581 โทรสาร (02) 940-5791 ในวันและเวลาราชการ

มทร. ศรีวิชัย พลิกวิกฤต แปรรูปยางพาราเป็นของชำร่วย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

คิดเป็นเทคโนฯ

อุทัยวรรณ ชาลีผล

มทร. ศรีวิชัย พลิกวิกฤต แปรรูปยางพาราเป็นของชำร่วย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้

อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม หัวหน้าสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร. ศรีวิชัย) วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ เล็งเห็นว่ายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ และในปัจจุบันมีราคาลดลงมากจากในอดีต ซึ่งน้ำยางสดที่กรีดได้จากสวนยางสามารถนำไปแปรรูปได้หลากชนิด ทั้งในรูปน้ำยางข้นและยางแห้ง

ด้วยเหตุนี้จึงคิดค้นการทำจานรองแก้วจากยางพาราขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาในสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงและได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งผลิตตามคำสั่งซื้อจากผู้ที่ต้องการ ซึ่งจะนำจานรองแก้วจากยางพาราไปใช้เป็นของชำร่วยในงาน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงต่างๆ

คุณสมบัติของยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เหนียว ทนทาน และเป็นฉนวนความร้อน การนำมาทำเป็นจานรองแก้วจะได้คุณสมบัติพิเศษคือ ตกหล่นจะไม่แตกและลดเสียงรบกวนจากการกระทบระหว่างจานรองแก้วกับภาชนะเซรามิก อีกทั้งจานรองแก้วจากยางพาราสามารถป้องกันความร้อนจากแก้วกาแฟหรือแก้วน้ำร้อนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถถือได้อย่างสะดวกและไม่ลื่นมืออีกด้วย โดยต้นทุนในการทำจานรองแก้วจากยางพาราจะมีต้นทุนในการทำที่เปลี่ยนแปลงตามราคาของยางพาราที่เป็นวัตถุดิบหลัก แต่โดยปกติแล้วสามารถนำยางและสารเคมีไปบดผสมในเครื่องผสมยางแบบ 2 ลูกกลิ้ง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จะได้ยางที่ผสมสารเคมีแล้วเรียกว่า ยางคอมปาวด์ ที่สามารถควบคุมต้นทุนได้

โดยเฉลี่ยจานรองแก้ว 1 ชิ้น จะมีน้ำหนักประมาณ 35 กรัม มีต้นทุนการผลิตประมาณ 5 บาท ต่อชิ้น ซึ่งรวมค่าพลังงานและค่าแรงงานแล้ว โดยที่ผ่านมานั้นได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ในอนาคตจะมีการออกแบบจานรองแก้วจากยางพาราที่มีลวดลาย สีสัน และรูปแบบที่แปลกใหม่ และวางจำหน่ายในร้านที่จำหน่ายของชำร่วย และการจำหน่ายออนไลน์ เพื่อสามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจจานรองแก้วจากยางพารา ขายปลีกที่ราคาชิ้นละ 15 บาท แต่หากสั่งซื้อในปริมาณมาก (ตั้งแต่ 100 ชิ้น ขึ้นไป) จะจำหน่ายในราคาส่ง ชิ้นละ 10 บาท ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายอาจปรับเปลี่ยนตามคุณสมบัติพิเศษตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม โทรศัพท์ (082) 270-4367 หรือ (075) 773-336-7 ต่อ 120

เกษตรวิศวกรรม นำเสนอ… เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู พร้อมเคล็ดลับ…ขุดให้ได้หัวมันเยอะ

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เกษตรวิศวกรรม นำเสนอ… เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู พร้อมเคล็ดลับ…ขุดให้ได้หัวมันเยอะ

ด้วย มันสำปะหลัง ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีเกษตรกรปลูกกันมาก และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการปลูกพืชที่ต้องมีเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์การเกษตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ในฐานะที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ดำเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาด้านเครื่องจักรกลการเกษตร จึงได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้มีผลงานที่น่าสนใจและได้เผยแพร่ไปสู่เกษตรกร นั่นคือ เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู

ทั้งนี้ ดร. อนุชิต ฉ่ำสิงห์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เจ้าของผลงานวิจัยกล่าวว่า ด้วยขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เป็นขั้นตอนสำคัญ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต คุณภาพ และการสูญเสียของผลผลิต มีสัดส่วนในการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เนื่องจากจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่ายและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

จากการสำรวจในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สระแก้ว นครสวรรค์ กำแพงเพชร มีแบบแตกต่างกันหลากหลาย ตามความนิยมของแต่ละพื้นที่ ทั้งพบว่ายังมีการพัฒนาแบบใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

“นั่นแสดงให้เห็นว่า เครื่องขุดมันสำปะหลัง แต่ละแบบมีความเหมาะสมเฉพาะพื้นที่ และยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น”

ดร. อนุชิต กล่าวถึงหัวขุดมันสำปะหลังที่สำรวจพบในพื้นที่ต่างๆ ว่า สามารถจำแนกได้ตามลักษณะการพลิกดินได้ดังนี้

หนึ่ง แบบไม่มีการพลิกดิน เป็นการขุดเพียงให้หัวมันลอยจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย หัวมันไม่ลอยขึ้นเหนือผิวดิน เครื่องขุดแบบนี้ส่วนใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการขุดได้ไม่ต่อเนื่องของการใช้กับแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้างของล้อมาก ต้องออกแรงถอนและอาจมีความสูญเสียในดินมาก

สอง แบบมีการพลิกดินออกด้านข้าง ซึ่งพบทั้งพลิกออกข้างเดียว และทั้งสองข้าง

– แบบพลิกดินออกด้านเดียว หากใช้กับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก หรือประมาณ 34-47 แรงม้า และมีระยะห่างที่ระหว่าง อย่างน้อย 80 เซนติเมตร จะสามารถขุดได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้คนคอยเดินตามเก็บ

– แบบพลิกดินออกทั้งสองข้าง แบบนี้จะต้องใช้คนคอยตามเก็บภายหลังการขุด ซึ่งต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก จึงจะสามารถขุดได้อย่างต่อเนื่อง ยังคงมีการใช้อยู่ แต่ความนิยมลดลง และเลิกใช้แล้วจำนวนมาก

ดร. อนุชิต กล่าวต่อไปอีกว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังที่มีการผลิตจำหน่าย และใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีหลายแบบที่ให้ลักษณะการขุดที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากต้องการแรงฉุดลากของรถแทรกเตอร์มาก เป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง คนขับแทรกเตอร์ควบคุมได้ลำบาก ส่งผลต่อการสึกหรอของแทรกเตอร์ และมีการสูญเสียค่อนข้างสูง

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงได้มีการพัฒนาเครื่องขุดมันสำปะหลัง จนสามารถพัฒนาได้เป็น 2 รุ่น คือ รุ่นสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ (มากกว่า 50 แรงม้า) และรุ่นสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก (34-49 แรงม้า)

ทั้งนี้ ในการออกแบบนั้น ดร. อนุชิต บอกว่าได้เน้นที่จะลดข้อจำกัดในการทำงานในไร่มันสำปะหลัง

“เราเน้นการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ด้วยเน้นให้มีการขุดจิกกินดินได้เร็ว พลิกดินออกด้านเดียว รักษาความลึกในการขุดได้สม่ำเสมอ ง่ายต่อการควบคุมแทรกเตอร์ ทำงานได้ต่อเนื่อง ต้องการแรงฉุดลากต่ำ เป็นการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย มีการสูญเสียและเสียหายของหัวมันสำปะหลังน้อยลง โดยจากผลการทดลองพบว่า มีหัวมันเหลือตกค้างในดินเพียง ร้อยละ 1-4 เท่านั้น”

สำหรับลักษณะของเครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมูที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมพัฒนาขึ้น มีคุณลักษณะ ประกอบด้วย

– หน้ากว้าง 55 เซนติเมตร

– ความสามารถในการทำงาน 1.4 ไร่ ต่อชั่วโมง

– ความสูญเสียเนื่องจากเหลือค้างในดิน ประมาณ 1.0-4.0 เปอร์เซ็นต์

– สามารถปรับเลื่อนให้เข้ากับระยะห่างระหว่างแถวได้

-ปรับมุมและความยาวของปีกไถได้ เพื่อให้ใช้กับดินที่ชื้นมากขึ้น และระยะระหว่างแถวเพื่อการเคลื่อนย้ายหัวมันสำปะหลัง

– เหง้ามันสำปะหลังที่ขุดขึ้นมาจะมีลักษณะวางตั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ดร. อนุชิต กล่าวว่า ในส่วนข้อจำกัดนั้น พบว่าการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมูต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่มากกว่า 50 แรงม้า ในการขุดมันสำปะหลังที่มีระยะระหว่างแถว 70-110 เซนติเมตร ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง ต้องใช้คนตามเก็บ ส่วนระยะที่แคบหรือกว้างกว่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้คนตามเก็บ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำว่า ให้ใช้ระยะระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ขึ้นไป เพื่อให้การทำงานได้ต่อเนื่องและลดการสูญเสียของผลผลิต

แนะการปรับแต่งเพื่อลดการสูญเสียผลผลิต

พร้อมกันนี้ ยังได้มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการทำงานด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง เพื่อลดการสูญเสียผลผลิต ลดแรงลากจูง และลดอัตราการกินน้ำมันของแทรกเตอร์ โดย ดร. อนุชิต มีข้อแนะนำว่า

หนึ่ง การปรับใบผาล แนะนำให้ปรับในแนวกลางของใบผาลขุด ตรงกับแนวต้น อาจปรับโดยการเลื่อนชุดผาล หรือปรับความตึงของโซ่ข้าง การตั้งไม่ได้แนวอาจจะมีการสูญเสียสูง

โดยพบว่า หาก…

– ตั้งเยื้องเกินแนวซ้ายมือมากเกินไป จะขุดได้ไม่หมด และอาจมีการกลบเหง้ามัน

– กรณีที่เยื้องเกินแนวขวามากเกินไป จะขุดได้ไม่หมด เกิดการตัดหัวมัน และอาจมีเหง้ามันสำปะหลังบางส่วนพลิกออกด้านขวา และจะถูกเหยียบเมื่อขุดร่องถัดไป

สอง คานขวางควรอยู่ในแนวระดับหรือข้างขวาต่ำกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย หากต้องการให้มีการพลิก แต่จุดนี้ไม่แนะนำให้ดำเนินการ

สาม ปรับแขนกลางให้ยาวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยที่เมื่อทดลองขุดแล้วไม่เกิดลักษณะใบผาลตัดหัวมันสำปะหลัง ซึ่งถ้าปรับแล้ว

– แขนกลางสั้นเกินไป จะเกิดลักษณะขุดจิกมากเกินไป กินดินลึกหากดินไม่แข็งมาก แต่หากดินแห้งและแข็งจะเกิดลักษณะกระโดดหรือขุดไม่เข้า

– แขนกลางยาวเกินไป จะเกิดการตัดหัวมันสำปะหลัง หรือขุดไม่เข้า

– ทดลองขุดหาความเร็วที่เหมาะสม ขุดด้วยความเร็วต่ำจะมีการสูญเสียต่ำ แต่จะมีความสามารถในการทำงานต่อชั่วโมงต่ำไปด้วย ดังนั้น แนะนำให้ขุดเร็วได้โดยที่หัวมันไม่หัก (ส่วนปลายหัว) ดูที่หัวมันสำปะหลังเป็นเกณฑ์ ถ้ามีหัวมันหักแสดงว่าขุดด้วยความเร็วสูงเกินไป

ดร. อนุชิต กล่าวอีกว่า เครื่องขุดมันสำปะหลังหลายรุ่นทำงานได้ดี แต่ส่วนใหญ่ขับแทรกเตอร์ที่ต่อพ่วงในการขุดด้วยความเร็วที่สูงเกินไป ทำให้ดินแตกตัวออกจากหัวมันไม่ทัน เกิดการกระชากทำให้ปลายหัวมันหัก หัวหลุดออกจากเหง้า หรืออาจมีการพลิกกลบ ทำให้มีการสูญเสียเนื่องจากเหลือตกค้างในแปลงจำนวนมาก

ปัจจัยที่มีผลต่อความสูญเสียในการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังในการเก็บเกี่ยว คือ

หนึ่ง ความเร็วของแทรกเตอร์ขณะขุด : ความเร็วสูง มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง โดยเฉพาะดินที่มีความชื้นสูง

สอง ปริมาณวัชพืช : ปริมาณวัชพืชมาก มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง

สาม ความชื้นในดิน : ดินมีความชื้นสูง ดินจะมีแรงดึงดูดกับหัวมันมาก แตกตัวออกจากหัวมันยาก ดังนั้น หากขุดด้วยความเร็วแทรกเตอร์สูง มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง

สี่ การปรับแต่งเครื่องขุด : ควรปรับตั้งแนวกลางผาลขุดให้ตรงแถวมันสำปะหลัง และไม่ปรับให้กินดินลึกหรือตื้นเกินไป จะช่วยลดการสูญเสียหัวมัน เนื่องจากเหลือตกค้างในดิน และการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานจากนักวิจัยไทยที่ทำเพื่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หมู่ที่ 13 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทร. (02) 529-0663

จักรยานสูบน้ำ ได้ทั้งน้ำ ได้ทั้งออกกำลัง

จักรยานสูบน้ำ เป็นผลงานที่วิจัยและพัฒนาโดย นายสุรศักดิ์ ไชยจักร หัวหน้าฝ่ายคลังสินค้า บริษัท แป้งมันกาฬสินธุ์ จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 188 หมู่ที่ 1 ตำบลคำข้าว อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์

จักรยานสูบน้ำ นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทุกคนสามารถนำไปสร้างและใช้ในไร่นาหรือบ้านพักของตนเองได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานระบุว่า ระบบจักรยานสูบน้ำนี้สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในระดับสูง โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แต่อาศัยแรงคนปั่นจักรยาน เพื่อให้ปั๊มน้ำสูบน้ำ เพื่อการบริโภคอุปโภค และเพื่อใช้ในการเกษตร ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำได้ รวมถึงยังให้ประโยชน์ในการออกกำลังกายอีกทางหนึ่ง

อุปกรณ์ที่ใช้

1. เครื่องสูบน้ำแบบก้านชัก

2. โครงจักรยาน (ให้มีล้อและคันถีบที่สามารถใช้งานได้)

3. ท่อ พีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 นิ้ว

4. อุปกรณ์ต่อท่อ พีวีซี และข้อต่อ ประกอบด้วย ข้อต่อเกลียวนอก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว 3 อัน, ข้อต่อ 90 องศา เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ประมาณ 4-6 อัน, ข้อต่อ 90 องศา เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 นิ้ว ประมาณ 4-6 อัน, ข้อลด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ลดเหลือ 0.5 นิ้ว 1 อัน, ฟุตวาล์ว 1 อัน และสายพันร่อง 1 อัน

วิธีประกอบ ใช้จักรยานใหม่หรือเก่าก็ได้ แต่ต้องมีล้อและคันถีบที่ใช้การได้ จากนั้นนำมาต่อกับฐานล่างด้วยโครงเหล็ก ซึ่งจะติดปั๊มน้ำสูบชัก โดยสายพานต่อระหว่างล้อหลังของรถจักรยานกับวงล้อของเครื่องสูบน้ำ

การทำงานง่ายๆ เพียงขึ้นไปนั่งบนอานแล้วออกแรงถีบจักรยาน ปั่นให้ล้อหมุน จากนั้นสายพานก็จะหมุนปั๊มน้ำ ทำให้สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ และที่สำคัญได้ออกกำลังกายไปในตัว

บรรยายภาพ

1. ลักษณะของจักรยานสูบน้ำ

2. ใช้จักรยานใหม่หรือเก่าก็ได้

3. ลักษณะการต่อจักรยานเข้ากับปั๊มน้ำ

กรมวิชาการเกษตร

โชว์ระบบสูบน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ในไร่มัน

ในอดีตเกษตรกรจะเคยชินกับการปล่อยให้น้ำไหลไปตามท้องร่อง ซึ่งนอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำมากแล้ว ยังทำให้หญ้าวัชพืชเกิดขึ้นได้ง่ายตามท้องร่อง ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้เข้าส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาใช้ระบบน้ำหยดโคนต้นแทน ไม่เพียงจะช่วยให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ยังช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเงินและเวลาในการกำจัดวัชพืชอีกด้วย

ดังนั้น ในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังจากผลการวิจัยสู่เกษตรกรที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ กรมวิชาการเกษตร จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จึงได้มีการเปิดตัวแปลงต้นแบบระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับระบบน้ำหยดในแปลงมันสำปะหลังเป็นแห่งแรกของประเทศ

โดย กรมวิชาการเกษตร ได้วางเป้าไว้ ที่จะพัฒนาโมเดลต้นแบบการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับระบบสูบน้ำระบบให้น้ำพืชแบบประหยัด จำนวน 20 แห่ง ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 6 โมเดล ซึ่งมีทั้งลักษณะการใช้แหล่งน้ำบาดาล การใช้แหล่งน้ำผิวดินและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับแนวคิดในการพัฒนาแปลงต้นแบบระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้น เกิดจากการเดินสายสัมมนาเรื่องความต้องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรของเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ 7 ครั้ง ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนแม่บทด้านเกษตรวิศวกรรมให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร ในช่วงเดือนธันวาคม 2558-มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ผลจากการเดินสายสัมมนาพบว่า เกษตรกรจากทุกภาคต้องการระบบและอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชาการของพืชแต่ละชนิดที่ปลูก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตพืช ประกอบกับภายใต้สถานการณ์ภัยแล้งที่เกษตรกรทั่วประเทศประสบอย่างหนักหน่วงมาหลายเดือน เป็นภาวะเร่งด่วนที่กรมวิชาการเกษตรจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฝ่าวิกฤติภัยแล้งใน ปี 2559 ไปได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบการให้น้ำพืชที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถให้น้ำได้แบบประหยัด สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด ออกแบบเหมาะสมกับแหล่งน้ำและสภาพพื้นที่ที่ปลูก รวมทั้งอยู่บนพื้นฐานของการคำนวณต้นทุนการผลิตที่สามารถหาจุดคุ้มทุนหรือลดต้นทุนและให้ผลตอบแทนได้

“พื้นที่ไหนไม่มีน้ำผิวดิน จำเป็นต้องเจาะบ่อบาดาล แต่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การเดินสายไฟฟ้าไปยังแปลงปลูกต้องใช้เงินทุนสูง ดังนั้น ควรนำระบบโซลาร์เซลล์มาใช้สูบน้ำมาเก็บไว้ในตุ่มสำรองพักน้ำ แล้วต่อท่อจ่ายน้ำเข้าสู่ระบบน้ำหยด พื้นที่ปลูก 15 ไร่ ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 120,000 บาท สามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี เพราะการให้น้ำแบบนี้จะทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากไร่ละ 3 ตัน เป็น 6-8 ตัน” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า แปลงของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) กาฬสินธุ์ นับเป็นแห่งแรกของโครงการดังกล่าวที่กรมวิชาการเกษตรได้ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในแปลงของตนเอง เพื่อบริหารจัดการน้ำในหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักวิชาการ

สำหรับ แปลงโมเดลต้นแบบ ที่ ศวพ. กาฬสินธุ์ แห่งนี้ เป็นแปลงที่กรมวิชาการเกษตรได้ออกแบบโดยระดมความคิดจากวิศวกรและนักวิชาการพืชของกรมวิชาการเกษตร หัวใจสำคัญคือ การช่วยให้เกษตรกรก้าวหน้าผ่านภาวะภัยแล้ง โดยวิธีการออกแบบและการแบ่งโซนการให้น้ำที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบที่ติดตั้งได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามศักยภาพของระบบพลังงานแสงอาทิตย์และการเลือกใช้โอ่งเป็นถังพักน้ำ เพื่อส่งต่อไปยังแปลงน้ำหยด ด้วยการออกแบบติดตั้งระบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ที่ต้องการเรียนรู้และนำไปใช้ในแปลงของตน โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยากและราคาไม่แพง เกษตรกรสามารถหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ง่าย โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสมผสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ต้นทุนต่ำสุด

เป้าหมายของโครงการนี้จะสามารถตอบโจทย์สำคัญของเกษตรกร 2 ประการ คือกรณีสถานการณ์ปกติที่มีน้ำ เกษตรกรต้องใช้น้ำเท่าไหร่ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีที่สุด เกิดผลผลิตสูงสุด และจะจัดการน้ำอย่างไร เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้อย่างพอเพียง คุ้มค่า ประหยัดน้ำได้

ในขณะเดียวกัน กรณีที่มีน้ำจำกัด เช่น เกิดวิกฤติภัยแล้ง เกษตรกรต้องให้น้ำน้อยที่สุดเท่าไหร่หรือประหยัดเพียงไร เพื่อประคับประคองให้พืชที่ปลูกไม่ชะงักการเจริญเติบโตและสามารถข้ามผ่านสภาวะแล้งนั้นไปได้

ดังนั้น ประโยชน์ที่จะได้รับการติดตั้งระบบน้ำที่กรมวิชาการเกษตรทำเป็นแปลงต้นแบบระบบน้ำหยดสำหรับมันสำปะหลัง ที่ ศวพ. กาฬสินธุ์ คือจะสามารถปลูกมันสำปะหลังให้ผ่านในช่วงหน้าแล้งได้ เนื่องจากแต่เดิมเกษตรกรจะเริ่มปลูกมันในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มันสำปะหลังไม่ต้องการน้ำมากในช่วงเริ่มต้นของการปลูก แต่เมื่อมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือน ซึ่งต้องการใช้น้ำมาก แต่เป็นช่วงหมดฤดูฝน ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มต้นทุนในการหาน้ำมาให้มันสำปะหลัง

จากปัญหาดังกล่าว ถ้าสามารถเลื่อนการปลูกมันสำปะหลังมาปลูกในช่วงก่อนฤดูฝน เช่น ในช่วงสามเดือนแรกของปี โดยมีระบบน้ำหยดช่วยในการเจริญเติบโตช่วงสามเดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่พืชต้องการน้ำไม่มากนัก จะส่งผลให้มันสำปะหลังมีระบบรากที่ดี หัวและใบมีการเจริญเติบโตดี ทำให้สามารถลดปริมาณวัชพืชได้ เพราะมีใบมันสำปะหลังคลุมแปลง โดยไม่ต้องใช้ยาและสารเคมีในการกำจัดวัชพืช ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ประหยัดน้ำ ได้ระบบที่เอื้อต่อการให้ปุ๋ยทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และมันสำปะหลังสามารถรับน้ำตลอดฤดูฝนได้อย่างเต็มที่ และสุดท้ายคือ จะต้องได้ผลผลิตมันสำปะหลังที่คุ้มทุน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น

โมเดลแปลงระบบน้ำหยดแห่งนี้เป็นแปลงต้นแบบให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ซึ่งเน้นการออกแบบที่ง่าย ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัด ซึ่งอ้อยและมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่สามารถมาเรียนรู้และนำโมเดลต้นแบบของกรมวิชาการเกษตรไปประยุกต์ใช้ขยายผลในแปลงของตนต่อไป

ยางนา

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ยางนา

ตัวอย่างการวิจัย ไม้ใกล้ตัว ที่ให้มูลค่าดั่งทอง

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทาง วช. หวังว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ที่มาจากผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ และเพิ่มช่องทางการขยายผลจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของชุมชน สังคม และเชิงพาณิชย์ต่อไป”

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์พร้อมขายเข้าร่วมกิจกรรมการจัดตลาด คลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ภายใต้แนวคิด ร้อยงานวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ณ ข้างทำเนียบรัฐบาล

โดยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้านความงาม อาทิ สบู่ เจลแต้มสิว สีผึ้งทาปาก และครีมลดรอยหยาบกร้านของผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากต้นยางนา โครงการวิจัยยางนาบูรณาการ ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดำริโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งมี ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ เป็นหนึ่งในผลงานนำมาร่วมจัดแสดงและได้รับความสนใจ

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยางนานั้นเป็นพืชที่มีคุณค่า นอกจากการปลูกเพื่อเป็นป่าแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ดั่งที่เจ้าของผลงานวิจัยบอกว่า ยางนา มีค่าดั่งทอง

แต่ที่สำคัญคือ เป็นการวิจัยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดผลประโยชน์ในการสร้างรายได้และอาชีพของเกษตรกร

นางสาวนิภาพร นาโสก นักวิจัยภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า การวิจัยเรื่องยางนาได้ทำมานาน ประมาณ 7 ปีแล้ว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยหนึ่งในการศึกษาที่ดำเนินการคือ การนำยางนามาใช้ประโยชน์ทางเวชสำอาง ด้วยจากการทดลองในห้องแล็บพบว่า สารสกัดที่ได้จากใบและดอกของต้นยางนา มีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่าสารอัลฟ่าอาร์บูตินและกรดโคจิก ได้ถึง 12 เท่า

จากผลวิจัยที่ได้ คณะผู้วิจัยจึงได้มีการนำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ รักษา สิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ นอกจากนี้ ยังทำเป็นเซรั่มฟื้นฟูเข้มข้น เจลแต้มสิวจากสารสกัดยางนา ด้วยน้ำมันยางนา ประกอบด้วยสารอินทรีย์หลายชนิด แต่ละชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญแตกต่างกันไป ซึ่งจะมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากการทดสอบพบว่า สารสำคัญที่พบในน้ำมันยางนาคือ เทอร์พีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา จึงนำไปใช้ในการบำบัด รักษาสิว กลาก เกลื้อน แผลอักเสบได้ โดยอยู่ภายใต้ชื่อ ALATUS อันมีที่มาจากชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นยางนา

นอกจากนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์ในด้านน้ำมันดีเซลชีวภาพ ด้วยพบว่า น้ำมันยางนา สามารถนำมากลั่นได้เป็นน้ำมันดีเซลชีวภาพ ใสบริสุทธิ์ สีเหลืองอ่อน สามารถนำมาปรับสภาพใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลได้ จากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช ในอัตรา 1:1 สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปได้ ส่วนการสึกหรอของเครื่องยนต์อยู่ระหว่างการศึกษา รวมทั้งการศึกษาเพื่อให้สามารถใช้ได้โดยไม่ผสมสารอื่น

นางสาวนิภาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองประโยชน์ของต้นยางนาแล้ว จะพบว่ามีอย่างมหาศาล สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่า ใบ ดอก ลูกยางนา น้ำมัน ใบและกิ่งแห้ง เช่น ใบ ขณะนี้ทางโครงการวิจัยได้รับซื้อใบยางนาจากเกษตรกรในพื้นที่ ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ดอกยางนา ออกเฉลี่ยต้นละ 4 กิโลกรัม ต่อปี ขายได้ กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเมล็ด นำไปใช้เพาะจำหน่ายเป็นต้นกล้ายางนาเพื่อนำไปปลูกต่อ โดยยางนา 1 ต้น ที่อายุ 30 ปี จะสามารถเก็บเมล็ดไปเพาะเป็นต้นกล้าได้ปีละ 200 กล้า โดยราคาต้นกล้ายางนาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ต้นละ 10 บาท

“ส่วนกิ่งแห้งและใบแห้ง จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่า ยางนา อายุ 30 ปี 1 ต้น จะให้น้ำหนักของกิ่งแห้ง ใบแห้ง เฉลี่ย 1 ตัน ต่อปี ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มภายในครัวเรือน พร้อมกันนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งทดแทนการใช้ถ่านหิน เพื่อนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าของชุมชน” นางสาวนิภาพร กล่าวทิ้งท้าย

จากผลงานวิจัยนี้ คงทำให้หลายคนเห็นประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาลจากต้นยางนา แต่จะไปต่อยอดได้อย่างไรนั้น สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (083) 370-0784

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

การนำน้ำมาใช้ในการบริโภค สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างและเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำสะอาด อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาใช้อุปโภคและบริโภค ทำให้ประสบปัญหาโรคท้องร่วงหรือโรคทางเดินอาหารได้

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เนื่องจากในชุมชนห่างไกลที่อยู่ต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า ยังเข้าไม่ถึง เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนชาวปกากะญอที่อาศัยอยู่ต้นลำน้ำเพชรบุรี ชุมชนแห่งนี้จะบริโภคน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี โดยทั่วไปน้ำจะใส ยกเว้นในฤดูฝนที่น้ำจะขุ่น เนื่องจากการพัดพาตะกอนจากภูเขา แม้ว่าน้ำที่ใช้จะดูใส แต่อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาบริโภค

ทางคณะฯ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แหล่งน้ำอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เนื่องจากตรวจพบจุลินทรีย์ที่บ่งชี้ว่าอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น อี.โคไล สูงกว่า 2,000 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร (โคโลนี เป็นจำนวนของ อีโคไล) ที่ผ่านมายังไม่พบว่าชาวบ้านประสบปัญหาจากการอุปโภค-บริโภคน้ำโดยตรง เช่น ท้องร่วง หรือโรคทางเดินอาหาร แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการรับสารปนเปื้อนในน้ำ และสะสมเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้ ทางคณะฯ จึงได้จัดทำ “ชุดกรองน้ำ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติ” ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นมาผลิต และคู่มือวิธีสำหรับการผลิตน้ำสะอาดจากลำธารเพื่อการบริโภคขึ้น เพื่อนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้พื้นฐานเบื้องต้นแก่ชาวปกากะญอในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีทักษะพื้นฐานในการผลิตเครื่องกรองน้ำใช้เองในระดับครัวเรือน โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งก่อให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สำหรับชุดกรองน้ำดื่มจากวัสดุธรรมชาตินี้ ประกอบด้วย ตัวกรอง 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นกรวด ทราย ถ่าน และเซรามิก หรือกระถาง โดยกรวดจะเป็นตัวกรองชั้นบนสุด สามารถหาได้ทั่วไปจากบริเวณริมแม่น้ำลำธาร กรวดจะสามารถกำจัดอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ เช่น เศษใบไม้ และตะกอนขนาดใหญ่ ถัดลงมาเป็นชั้นทรายละเอียด จะช่วยกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็ก

ขณะที่ตัวกรองถ่าน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษหรือสารตกค้าง ช่วยกำจัดสีและกลิ่น โดยน้ำที่ผ่านตัวกรองทั้ง 3 ชั้น ดังกล่าว แม้จะสามารถนำไปใช้อุปโภคหรือชำระล้างต่างๆ ได้ แต่หากต้องการนำน้ำไปบริโภคหรือดื่ม จะต้องผ่านตัวกรองชั้นที่ 4 คือ ไส้กรองเซรามิก หรือกระถาง ทำหน้าที่ในการกักเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น มั่นใจได้ว่า น้ำที่ผ่านการกรองทั้ง 4 ชั้น ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ดื่มหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยปราศจากเชื้อโรค

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสำหรับการนำน้ำมาใช้ในการบริโภคนั้นคือ เรื่องของสารเคมีตกค้าง และเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อผลิตน้ำเพื่อใช้อุปโภคต้องกำจัดสารเคมีตกค้าง จึงต้องกรองด้วยถ่าน แต่น้ำยังมีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับน้ำบริโภคจะต้องปราศจากจุลินทรีย์ โดยเฉพาะ E.coli จึงจำเป็นต้องกรองด้วยไส้กรองเซรามิกหรือกระถางดินเผาที่หาได้จากธรรมชาติ

ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เมื่อผ่านตัวกรอง 3 ชนิด ข้างต้นแล้ว เราพบว่า อาจยังมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และ อี.โคไล ในระดับที่ไม่อันตราย เพียง 3 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร แต่เมื่อน้ำผ่านไส้กรองเซรามิก ซึ่งภายในเนื้อเซรามิกมีรูพรุนขนาดเล็กมากระดับไมโครมิเตอร์ จะสามารถกรองจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำนั้นสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย”

สำหรับกำลังการผลิตน้ำของชุดกรองน้ำจากวัสดุธรรมชาติขนาดเล็ก เหมาะสำหรับครัวเรือนต้นแบบชุดนี้สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคหรือใช้ชำระล้างได้ในอัตราความเร็วที่ 60 ลิตร ต่อชั่วโมง และ 1 ลิตร ต่อชั่วโมง สำหรับน้ำดื่ม

อย่างไรก็ตาม ชุดกรองน้ำด้วยวิธีการแบบง่ายๆ และไม่ยุ่งยากนี้ สามารถนำไปขยายขนาดเพื่อให้มีกำลังผลิตมากขึ้นได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม หรือในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าใช้ เพราะเป็นวิธีการกรองและผลิตน้ำสะอาดตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและสามารถใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่

แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ จากเส้นใยผลตาลโตนด

โดย : วศินี จิตภูษา

เส้นใยผลตาลโตนด เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นจากการนำผลตาลไปใช้ทำขนมตาล ซึ่งเส้นใยนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตแผ่นใยไม้อัดได้ เช่นเดียวกัน ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในภาคใต้ และเป็นวัสดุที่มีมูลค่ามาก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุที่มีมูลค่าต่างๆ เหล่านี้มาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาถูกมาก ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็น “แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ”

อาจารย์ชาตรี หอมเขียว และทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษจากเส้นใยผลตาลโตนด สามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้วัสดุปลอดสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมผลิตของเล่นไม้สำหรับเด็ก ของเล่นไม้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิการทางสายตา เป็นต้น

สำหรับวิธีการผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ นำเส้นใยผลตาลโตนดที่ได้รับจากการแปรรูปขนมตาลในท้องถิ่นคาบสมุทรสทิงพระมาย่อยให้เส้นใยมีขนาดสั้น จากนั้นนำไปผสมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ได้รับจากโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ต่อจากนั้นผสมแป้งมันสำปะหลังกับน้ำเปล่าและคนให้เข้ากัน เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จ นำน้ำแป้งมันสำปะหลังที่ได้เทใส่ในส่วนผสมของเส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เตรียมไว้ กวนผสมให้วัตถุดิบต่างๆ คลุกเคล้ากัน นำส่วนผสมต่างๆ เทใส่ในเบ้าหรือแม่พิมพ์ และนำแม่พิมพ์ใส่ในเครื่องอัดร้อน โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 190 องศาเซลเซียส และอัดด้วยแรงดัน ประมาณ 2,000 psi เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนดนำแม่พิมพ์ออกจากเครื่องอัดร้อน และนำไปเข้าเครื่องอัดเย็น เพื่อระบายความร้อนออกจากชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานเย็นจึงนำตัวแผ่นใยไม้อัดออกจากแม่พิมพ์

ลักษณะเด่นของแผ่นใยไม้อัดนี้ผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพารา ตลอดจนใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นตัวประสาน ทำให้แผ่นใยไม้อัดที่ได้นี้ปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารเคมีเจือปนเป็นส่วนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นใยไม้อัดที่จำหน่ายในท้องตลาด ความหนาของไม้อัด ประมาณ 4 มิลลิเมตร, 6 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร และ 12 มิลลิเมตร

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ชาตรี หอมเขียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (081) 599-8927

เครื่องอบข้าวเกรียบฟักทอง ผลงาน มทร. ล้านนา ตาก

โดย : ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มแม่บ้านบ้านหนองกระโห้ หมู่ที่ 7 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวเกรียบฟักทอง หลังจากผ่านกระบวนการทำเป็นแท่งแล้ว จะต้องฝานให้เป็นแผ่นชิ้นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท

จากจุดนี้เอง อาจมีปัญหาการตากแดดที่มีแสงแดดไม่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่สมาชิกไม่สามารถนำผลผลิตมาตากแดดได้ ทำให้เกิดเชื้อราเข้าทำลาย ส่งผลถึงการผลิตเสียหาย ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตที่เป็นนักปฏิบัติ เพื่อนำความรู้สู่ชุมชน จึงได้ให้นักศึกษาเข้าไปสำรวจข้อมูลพื้นฐานในชุมชน และหาทางสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของชุมชน นักศึกษาสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ประกอบด้วย นายคมกฤษณ์ หอมชื่น นายชัยยัน อิ่นแก้ว นายอนุวัฒน์ พลธีระ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กานต์ วิรุณพันธ์ อาจารย์ธนารักษ์ สายเปลี่ยน ได้ร่วมกันสร้างตู้อบข้าวเกรียบฟักทอง พร้อมคู่มือการใช้งานให้แก่กลุ่มแม่บ้าน จำนวน 1 เครื่อง ตู้อบ ขนาด 889x640x1,015 มิลลิเมตร ใช้ความร้อนจากแท่งความร้อนที่มีลักษณะเป็นครีบ จำนวน 2 แท่ง ขดเป็นรูปตัวยู ใช้พัดลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สำหรับดูดความร้อนให้หมุนเวียนกระจายทั่วห้องอบ มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดและปรับอุณหภูมิ ภายในตู้อบมีตะแกรงเป็นถาดเพื่อวางแผ่นข้าวเกรียบฟักทอง จำนวน 3 ถาด ขนาด 450×500 มิลลิเมตร ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับตู้อบตามมาตรฐานของประเทศเยอรมนี

จากการทดสอบ พบว่า ในการอบข้าวเกรียบฟักทอง เพื่อให้ความชื้นหลังการอบแล้ว ไม่เกินร้อยละ 12 โดยน้ำหนักตามมาตรฐาน มก.-ธ.ก.ส. เมื่อใช้เวลาการอบที่ 5.30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะได้ความชื้น ร้อยละ 11.76 ช่วงที่เหมาะสมคือ ใช้เวลาอบ 5.0 ชั่วโมง อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ก็จะได้ความชื้นเท่ากัน

ปัจจุบันนี้ กลุ่มแม่บ้านหนองกระโห้ สามารถผลิตข้าวเกรียบฟักทองเพิ่มปริมาณได้มากขึ้น ผลิตได้ทันกับความต้องการของตลาด ได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

ปลื้ม กระเช้าสินค้าสหกรณ์ ช่วยคืนความสุขให้สมาชิก

“กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์” เป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำขึ้น โดยคัดสรรสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความสวยงาม เพื่อให้สมาชิกและผู้บริโภคที่สนใจสินค้าของสหกรณ์นำไปเป็นของขวัญมอบให้กับคนสำคัญ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้ผู้บริโภคที่สนใจได้นำสินค้าที่ดี มีคุณภาพจากสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จัดเป็นกระเช้าเพื่อส่งมอบความสุขเพื่อเป็นของขวัญมอบให้คนสำคัญหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปสำรวจข้อมูลของสินค้าสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าเด่นของแต่ละสหกรณ์ ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเร็วที่สุด และคำนึงถึงมาตรฐานและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยข้อมูลสินค้าที่เจ้าหน้าที่ได้สำรวจมานั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ “โบชัวร์สินค้า” เพื่อจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบอีกด้วย

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในเมื่อเราซื้อข้าวของที่เกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ นำผลผลิตทางการเกษตรเอามาแปรรูป เพิ่มมูลค่า บรรจุหีบห่ออย่างสวยงาม มองแล้วน่าหยิบจับซื้อหาไปฝาก คนกินถูกปาก คนขายถูกใจ สินค้าไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่มุ่งแต่กดราคาซื้อให้ถูก แล้วเอามาขายแพง ตัดวงจรให้สั้นลง ดังนั้น วันปีใหม่เลยใช้โอกาส ส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิก เชื่อมโยงผู้ผลิต ไปยังกลุ่มผู้บริโภค ให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าจัดลงตะกร้า ส่งมอบเป็นของขวัญของฝากไปยังผู้ที่รักนับถือ นี่แหละถึงจะเป็นการคืนความสุขอย่างแท้จริง

“กระเช้าของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ จัดมาตั้งแต่ ปี 2546-2559 แต่ละปีสามารถสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์ 1,200,000-1,300,000 บาท เพื่อขยายช่องทางการขายผลผลิตให้กับชาวบ้าน ปีนี้สหกรณ์ได้ชวนกรมหม่อนไหมเข้าร่วมด้วย เพื่อนำผ้าไหม น้ำหม่อน แยมหม่อน มาร่วมโครงการ” ดร. วิณะโรจน์ กล่าว

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดจำหน่ายด้วยว่า ล้วนคัดสรรจากหลายๆ แหล่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเอาเฉพาะสินค้าคุณภาพ ทั้งอุปโภค บริโภค ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นสินค้าสุขภาพ ของกินเล่น อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ หมูเค็ม ปลาหย็อง ข้าวพอง ลูกหยี บร็อกโคลี่ หมี่กรอบ อีกมากมายสารพัด รวมทั้งของใช้เครื่องเบญจรงค์ กล่องทิชชู หมอนรองคอ ผ้าไหม มารวมไว้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ หรือถ้าไม่สะดวกเดินทางมาเลือกด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเลือกชมได้ ที่ http://www.cpd.go.th

ราคามีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักพันบาท ส่วนสินค้าที่นำมาจัดกระเช้า ยังสามารถเช็กได้อีกว่า มาจากไหน มีสถานที่ติดต่อ เรียกว่าเอาไปฝากช่วงปีใหม่แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ติดอกติดใจขึ้นมา สั่งซื้อกันใหม่ได้ตามแหล่งผลิตที่แจ้งไว้ ยิ่งไปกว่านั้น หากสั่งซื้อสินค้ามูลค่า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ไม่เพียงแค่นี้ องค์การสะพานปลา นำอาหารทะเลแปรรูป มาจัดชุดผลิตภัณฑ์ ใส่กล่องผ้าไหม บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 4 กระปุก เมี่ยงสายไหม ปลาสายไหมอบกรอบ กับชุดลังไม้สน ที่บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 2 กระปุก กะปิ 1 กระปุก ปลาสายไหมอบกรอบ ปลาจิ้งจัง สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.facebook.com/FMOProduct หรือโทรศัพท์ (02) 211-7300 ต่อ 850 ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาย่อมเยา มีให้เลือกจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 นี้ จะรับเป็นชิ้น หรือจัดเป็นชุดได้ทั้งนั้น

เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย ในขณะนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเป็นตลาดภายในประเทศประมาณ 120,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยอยู่ในอันดับ 16 ของโลก และที่ 3 ของเอเชีย ต่อจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“สำหรับตลาดนั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ ประมาณปีละ 10 เปอร์เซ็นต์” นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) หรือ สวก. เปิดเผยในระหว่างการประชุม “คลัสเตอร์เวชสำอาง : เพิ่มมูลค่าเกษตรไทย เสริมเศรษฐกิจไทยสู่สากล” ซึ่ง สวก. จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ความน่าสนใจภายในงานนี้คือ การสนับสนุนของ สวก. แก่ผู้ประกอบการทางด้านเวชสำอาง โดยการใช้วัตถุดิบที่มาจากภาคเกษตร ทั้งข้าวพื้นเมือง และสมุนไพรต่างๆ จนได้ผลงานการวิจัยที่น่าสนใจและสามารถต่อยอดเชิงธุรกิจได้ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพและเวชสำอาง เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีสี โดยการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ การเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย : การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพโพรไบโอติก และเวชสำอางจากผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการหมักข้าวฮางงอกและข้าวก่ำ พันธุ์ KKU URL0381 การพัฒนาผลิตภัณฑ์พอกหน้าชนิดผงและฟิล์มที่มีส่วนผสมจากสารสกัดสมุนไพร การพัฒนาครีมเคอร์คิวมินอยด์ไขมันแข็งขนาดนาโนในระดับโรงงานต้นแบบ เป็นต้น

เวชสำอาง จึงกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ และสามารถรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และจะเป็นอีกหนึ่งทางออกของการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศไทย

ทั้งนี้ด้านของการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านงานวิจัยของนักวิชาการไทยนั้น ทาง สวก. ดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยในงานนี้ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กับสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายปรีดา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีนักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวก. ได้นำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดและแปรรูปผลิตภัณฑ์เวชสำอางหลายอย่าง และที่สำคัญได้ศึกษาวิจัยข้าวพื้นเมือง อย่างเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู มาศึกษาและพบว่าข้าวมีสีแต่ละชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามีนที่มีความจำเป็นต่อผิว ซึ่งสามารถนำมาสกัดทำเป็นเวชสำอางได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้าวสีพื้นเมือง เช่น ผลงานของ ดร. นิสากร แช่วัน แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากข้าวสีและการพัฒนาตำรับเครื่องสำอางชะลอความชราที่มีสารสกัดจากข้าว

จากผลงานวิจัยดังกล่าว ในขณะนี้สามารถนำสารสกัดจากข้าวมันปูมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอยได้ถึง 3 ตำรับ ได้แก่ Perfect Renew Essence, Perfect Renew Day Cream และ Perfect Renew Night Cream

ผลงานวิจัยนี้ได้ศึกษาจากสารสกัดของข้าวสี 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด โดยพบว่า สารสกัดจากข้าวมันปูเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีลักษณะเนื้อสวยงาม เมื่อทำการศึกษาความคงตัวของครีมชะลอความชราที่สภาวะต่างๆ เป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ พบว่า ค่าความหนืดและค่าความเป็นกรด-ด่าง มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในทุกสภาวะ และมีการเปลี่ยนแปลงของสี โดยมีสีเหลืองและแดงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจากการวิเคราะห์ความคงสภาพทางเคมีพบว่า ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษาประมาณ 2 ปี เมื่อเก็บที่สภาวะเย็น และ 1.5 ปี เมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง

นอกจากนี้ ยังมีความปลอดภัยเป็นไปตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และมีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอและกระจ่างใสชุ่มชื้นขึ้น และดูตึงกระชับไม่หย่อนคล้อยและริ้วรอยดูลดเลือนลง

นอกจากนี้ ข้าวไทยยังมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง โดยเป็นผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยอยู่ภายใต้งานวิจัยเรื่องการประยุกต์ใช้สารออกฤทธิ์จากข้าวสีในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงที่มีสารสกัดข้าวสังข์หยด

ผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ เป็นการนำสารกลุ่มโปรแอนโทไซยานิดินจากข้าวสังข์หยด มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของเส้นผมในรูปแบบของแชมพูสระผม ครีมนวดผม และแฮร์โทนิค จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและสามารถนำไปต่อยอดเชิงการค้าได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนเดียวของผลงานวิจัยอีกมากมายที่ผู้สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เลขที่ 2003/61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 579-7435

%d bloggers like this: