ความรู้

All posts tagged ความรู้

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/414112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร”

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พระเกจิอาจารย์,พระอาจารย์นำ ชินวโร,วัตถุมงคล
เปิดอ่าน 1,232 ครั้ง

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร”อมตะเถราจารย์แห่งดินแดนทักษิณ คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย..   เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ท่านผู้รู้ครูบาอาจารย์ของผมที่สอนให้หัดส่องพระ ให้รู้จักการสะสมพระเครื่องพระบูชาหลายคน สอนตรงกันว่าคนเราจะให้เก่งจะให้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ทุกแขนงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถามว่าคนที่เก่งแบบนั้นมีไหม-มี…แต่เยอะไหม-ไม่เยอะ!?!

หล่อลอยองค์ อ.นำ ชินวโร (หน้า-หลัง)

ผู้ที่นิยมเช่าหาพระเครื่อง พระบูชาหรือว่าเครื่องรางของขลัง แต่ละคนจะมีความถนัดจะมีความเก่งกาจแตกต่างกันออกไป แถมเมื่อแยกย่อยลงไปเป็นสายแล้วยังแยกลงไปถึงพระเกจิอาจารย์แต่ละรูปแต่ละองค์ต่างหาก

การที่ผมมีโอกาสคลุกคลีตีโมงนั่งส่องพระกับพี่ๆ ทั้งหลายที่ล้วนแต่เป็นครูบาอาจารย์ของผมทั้งสิ้น ทำให้ผมทราบว่าคนที่รู้จริงเก่งจริงมักจะพูดความจริง ไม่คุยโตโอ้อวด อะไรที่ไม่รู้ก็จะออกตัวบ่ายเบี่ยงทันที ไม่ดันทุรัง ไม่กลัวเสียฟอร์ม เพราะคำว่าเซียนพระที่แท้จริงคือ รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองถนัด

ที่ต้องระวังให้มากคือ พระเครื่องของทุกคน-เจ้าของพระเชื่อว่าพระเครื่องของตัวเองเป็นของแท้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงมากที่จะไปฟันธงว่าพระของเขาเก๊…ทั้งๆ ที่รู้ส่องดูก็เห็นว่าเก๊ แต่ถามว่า มันธุระอะไรของเราที่จะเอาคอไปรับแข้ง–เก็บริมฝีปากไว้แตกหน้าหนาวดีกว่า !?!

เวลาใครให้ช่วยดูพระให้ ถ้าผมไม่รักใคร่สนิทสนมจริงๆ และไม่ใช่พระในสายที่ผมสะสม…ผมก็จะบอกว่า…ผมดูไม่เป็น ใครจะดูแคลนว่า ไหนว่า เล่นพระสะสมพระทำไมดูไม่เป็น ?

ผมขออนุญาตอมพระประธานในโบสถ์ไว้ในปากดีกว่าครับ…!!!!

ถ้ารักจะเล่นพระจะสะสมพระเครื่องต้องขยัน หมั่นศึกษาหาความรู้และต้องขยันส่องพระแท้ในมือ เพื่อจดจำรูปพรรณสัณฐาน เนื้อหา มวลสาร จุดตำหนิจุดสังเกตและต้องเล่นพระที่สังคมส่วนใหญ่เขานิยมเก็บสะสมกัน เช่าหากัน ถึงแม้ว่าจะมีราคาเช่าหาสูงไปบ้าง ถ้าเรามีกำลังทรัพย์ได้มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เขารับประกันรับผิดชอบ…เก๊คืนเงินร้อยเปอร์เซ็นต์และสามารถนำไปปล่อยต่อได้เวลาเกิดโรคทรัพย์จางโดยไม่ขาดทุน-กระเป๋าฉีก !

อย่าเล่นพระด้วยหู ต้องดูด้วยตาและต้องศึกษาข้อมูลของพระเครื่องรุ่นนั้นๆ ให้ถ่องแท้

อย่างพระเครื่ององค์นี้ ผมหยิบจากหิ้งมาส่องเป็นประจำ “รูปหล่อลอยองค์ อ.นำ ชินวโร ๒๕๑๙” วัดดอนศาลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ผมเองให้ความเคารพนับถือพระอาจารย์นำ ชินวโร มากและขอยกให้ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านเอาไว้พอสมควรหลากหลายรูปแบบ

ด้วยเหตุผลว่า ผมเป็นคนเล่นพระที่ชอบพุทธคุณ เชื่อในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธาในคาถาอาคมและพุทธาคม ของพระเกจิที่ปลุกเสก กล่าวสำหรับ พระอาจารย์นำ ชินวโร นั้นมีพลังจิตสูง มีอำนาจญาณสมาบัติที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อันให้ประจักษ์ต่อสายตาของชาวบ้านมาแล้ว

พระอาจารย์นำ ชินวโร เป็นศิษย์สืบสายวิทยาคมมาจากสำนักเขาอ้อ มาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยศึกษากับท่านอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนศาลา ผู้เป็นบิดา ก่อนที่จะมรณภาพ อ.เกลี้ยงได้นำเอาบุตรชายไปฝากเรียนวิทยาคมกับท่านอาจารย์ทองเฒ่า เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ ท่านเป็นพระเถระที่ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเคารพนับถือ เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดดอนศาลาเพื่อทรงกราบนมัสการถึงกุฏิหลายครั้ง รวมไปถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เองในปี ๒๕๒๐ ที่วัดดอนศาลา

วัตถุมงคลของท่านถึงแม้ว่าจะมีมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นพระเหรียญและรูปหล่อลอยองค์รูปเหมือนของท่านมีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น คือ เหรียญรุ่นปี ๒๕๑๙ สร้างและปลุกเสกก่อนจะมรณภาพไม่นาน สุดยอดด้วยเนื้อชนวนมวลสารและพุทธคุณ เพราะมีชนวนโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมไปถึงศาสตราวุธโบราณยุคบ้านเชียงและของวิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า ราคาเช่าหานั้นราคาไปไกลมากและถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะหาเช่าได้ง่ายๆ ทั้งเหรียญและรูปหล่อลอยองค์รูปเหมือนของท่าน…เพราะใครมีใครก็หวง

สำหรับรูปเหมือนลอยองค์จัดสร้างเมื่อปี ๒๕๑๙ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ซึ่งมีความประสงค์นำเอารายได้จากการบูชาไปสร้างถาวรวัตถุในวัดดอนศาลาเป็นการกุศล เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้นั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

“ถ้าจะสร้างก็ต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะชีวิตอาตมาใกล้เข้ามาแล้ว เกรงจะไม่ทันกาล” ทำเอาคณะผู้จัดสร้างนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน เพราะว่าขณะนั้นท่านอาจารย์นำก็กำลังอาพาธอยู่แล้ว ท่านอาจารย์นำก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า “การสร้างนั้นเป็นสิ่งดี เพราะจะได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ขอให้รีบทำเถิด”

จากนั้นท่านก็ขอให้คณะผู้จัดสร้างนำเอาแผ่นโลหะมาให้ท่านเพื่อที่จะลงยันต์เป็นเชื้อชนวนในการสร้าง หลังจากที่ได้นำเอาแผ่นโลหะจำนวนมากไปให้ท่านอาจารย์นำตามที่ต้องการแล้ว ในเดือนสิงหาคม ๒๕๑๙ คณะผู้จัดสร้างก็ได้เดินทางไปรับแผ่นยันต์จากท่าน ซึ่งแผ่นยันต์เหล่านั้นท่านอาจารย์นำได้ลงไว้อย่างเรียบร้อย และได้กล่าวว่า “ลงให้สุดท้ายแล้ว”

นอกจากแผ่นยันต์ที่ท่านอาจารย์นำได้ลงจารให้ไว้ ยังมีชนวนศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง พร้อมทั้งพระบูชาสมัยเก่าที่ชำรุด และโลหะสมัยบ้านเชียงอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคณะผู้สร้างได้นำไปถวายท่านอาจารย์นำปลุกเสกอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการหล่อหลอม และท่านก็ได้รับปลุกเสกพร้อมกับกล่าวว่า “ขอให้สร้างให้เสร็จเดือนหน้า เพราะใกล้เต็มที่แล้ว” (หมายถึงเดือนกันยายน ๒๕๑๙)

แต่ปรากฏว่า การดำเนินการสร้างในครั้งนั้นไม่อาจที่จะสร้างเสร็จสิ้นในเดือนกันยายนได้ เพราะการจัดสร้างได้ทำอย่างพิถีพิถันที่สุด คณะผู้จัดสร้างจึงได้เดินทางไปกราบเรียนท่านอาจารย์นำว่า พระยังไม่เสร็จ เมื่อกราบเรียนแล้ว ปรากฏว่าท่านอาจารย์นำได้นั่งนิ่งไม่พูดว่าอะไร ตามองออกไปข้างหน้าในลักษณะที่ยากจะคาดเดาได้ว่าท่านคิดอย่างไร ทำเอาคณะที่ไปครั้งนั้นอึดอัดใจไปตามๆ กัน

ท่านนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กล่าวว่า “เอาเถอะ! อย่าให้เกินเดือนตุลาคม พ่อจะรอ ถ้าเกินจากนั้นไม่รอแล้ว” คณะผู้จัดสร้างรีบกลับไปดำเนินการสร้างต่อ จนเทหล่อพระได้เพียง ๑,๖๐๐ องค์เท่านั้น รีบขนจากกรุงเทพฯ ไปพัทลุง ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ท่านก็ปลุกเสกให้อย่างเต็มที่เข้าฌานสมาธิเพ่งพลังจิต จนลังไม้บรรจุพระแตกเปรี๊ยะ! และอีก ๓ วันต่อมา คือวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ เวลา ๒๒.๐๐ น.ท่านก็มรณภาพ

สำหรับลักษณะรูปเหมือนพระอาจารย์นำรุ่นนี้เป็นรูปเหมือนขนาดเล็กสำหรับห้อยคอ เป็นรูปพระอาจารย์นำนั่งสมาธิพาดผ้าสังฆาฏิ ใต้ฐานด้านหน้าเป็นฉายาของพระอาจารย์นำว่า “ชินวโร” ใต้ฐานด้านหลังเป็นตัวภาษาขอมที่ปลายสังฆาฏิด้านหลังตอกโค้ดตัว “นะ” ในวงกลม ซึ่งตัวนะของสายเขาอ้อจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนตัว นะ ของสำนักอื่นๆ ส่วนใต้ฐานด้านล่างใช้สว่านเจาะแล้วบรรจุ “ผงอนันตคุณ” พร้อมกับปิดทับด้วยแผ่นเงินที่ประทับตัวหนังสือว่า “ชินวโร” รูปเหมือนพระอาจารย์นำรุ่นนี้สร้างขึ้น ๓ เนื้อ คือ ทองคำ เงิน และ นวโลหะ

ถ้าสนใจจะเก็บสะสม ต้องเป็นพิมพ์นิยมที่เรียกกันว่า “ ตัว ว.ขีด, ตัวที โร-ขีด” คือ ตัวหนังสือ “ชินวโร” บนแผ่นปั๊มทองคำหรือเงิน อักษรนูน ชินวโร ในมี ๓ พิมพ์พระจะมี ๔ แบบ ดังนี้ พิมพ์เนื้อทองคำ ว.มีขีด, พิมพ์เนื้อทองคำ ว.ไม่มีขีด (เกิดจากปั๊ม ว.มีขีดไปมากๆ แล้วขีดติดจางไปเรื่อยๆ), พิมพ์เนื้อเงิน น.ขีด และพิมพ์เนื้อเงิน โร ขีด และที่ก้นพระหรือฐานพระจะมีรอยตะไบลักษณะเหมือนกันหมดทุกองค์และต้องสังเกตว่ามีรอยเสี้ยนเป็นเส้นๆ รอบๆ ตัวหนังสือด้วย

พระรุ่นนี้สร้างน้อยมี ๓ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ เนื้อเงิน และ เนื้อนวโลหะ

20 ศิลปินดีไซน์รูปหนูตามสไตล์สายอาร์ต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/413563?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

20 ศิลปินดีไซน์รูปหนูตามสไตล์สายอาร์ต

31 มกราคม 2563 – 06:00 น.
เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์,กะปิ,ปิยนาฏ ต้นมาลี,แม่หนูสีชมพู,ศูนย์การค้าเมกาบางนา,ยายเพิ้งกับนายพราน,ประติมากรรมหนู
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

มาสร้างสรรค์เรื่องราวและจินตนาการกับหนูผ่านงานศิลปะจัดวาง จากศิลปินสุดแนวของไทย

ศูนย์การค้าเมกาบางนา ต้อนรับปีหนู 2563 สุดสร้างสรรค์ จัดงานศิลปะจัดวาง ในชื่อว่า “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์” เพื่อแสดงผลงานการดีไซน์รูปหนูโดย 20 ศิลปินสุดแนวของไทย ที่นำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวของปีหนูตามจินตนาการ พร้อมสร้างสรรค์งานด้วยนลายเส้นตามสไตล์ของแต่ละศิลปิน โดยงานศิลปะจัดวางนี้จะจัดแสดงตามโซนต่างๆ รอบศูนย์การค้าฯ ตลอดปี 2563 นี้

 The Journey of Mouse ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา

สิรินฉัตร แสงศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดเผยว่า งานศิลปะจัดวาง เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับปีหนู 2563 ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าได้มาชื่นชมไอเดียสร้างสรรค์ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินไทย พร้อมเก็บภาพความประทับใจกับงานศิลปะ โดยเชิญศิลปินจำนวน 20 ท่านมาร่วมนำเสนอผลงานในครั้งนี้ ซึ่งผลงานจะแบ่งออกเป็น 3 คาแรกเตอร์ คือ พ่อ แม่ และลูก เพื่อสะท้อนถึงแนวความคิดของศูนย์การค้าเมกาบางนา ที่เป็นสถานที่พบปะสำหรับครอบครัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกเจเนอเรชั่น นอกจากนี้ยังได้นำลวดลายของศิลปินบางท่านมาจัดทำเป็นสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษ อาทิ ชุดแก้วน้ำ จานรองแก้ว ชุดจาน และถุงผ้า เพื่อให้ลูกค้าแลกรับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย

 Art therapy from love relationship โดย ยายเพิ้งกับนายพราน

โดยงานศิลปะจัดวาง “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์” ได้สร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการของ 20 ศิลปินที่นำเสนอปีหนูในมุมมองที่แตกต่างกัน อาทิ Art therapy from love relationship โดย จิตตกานต์ (ยายเพิ้ง) และธณัฐ สุววรณภัฏ (นายพราน) สองพี่น้องยายเพิ้งกับนายพราน (เด็กออทิสติก) โดยนายพรานเป็นคนเขียนรูปสัตว์ทั้งหมดในรูปแบบของศิลปะเด็ก และมีพี่สาวคอยช่วยเรียบเรียงองค์ประกอบ ภายใต้แนวคิดศิลปะบำบัดจากสัมพันธภาพแห่งความรัก    พ่อหนูและปิ๊กนิกอันแสนอบอุ่น โดย ปิยศักดิ์ เขียวสะอาด ศิลปินไทยที่มีผลงานนำเสนอในต่างประเทศมากมาย โดยงานครั้งนี้สื่อถึงพ่อหนู ผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่ก็มีความอ่อนโยนพร้อมที่จะให้เวลา และความอบอุ่นแก่ครอบครัว

แม่หนูสีชมพู โดย ปิยนาฏ ต้นมาลี

  แม่หนูสีชมพู โดย “กะปิ” ปิยนาฏ ต้นมาลี เจ้าของลายเซ็นและคาแรกเตอร์สุดซ่า ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีชมพูที่ตนเองชื่นชอบเป็นพิเศษ บ่งบอกถึงความสดใส น่ารัก เข้าถึงง่าย พร้อมแต่งด้วยกลิตเตอร์ที่มีความวิบวับหมายถึงการเปล่งประกาย เฉิดฉาย ต้อนรับปีใหม่ให้ปีหนูนี้เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยความสดใส ซาบซ่า ร่าเริง

ประติมากรรมหนู โดย ก้องศักดิ์ พูนผลวัฒนาภรณ์

  แม่หนูผู้โดดเด่น ผลงานการออกแบบจาก วินัย นามวงศ์ เจ้าของลายเส้นที่บอกเล่าเรื่องราวของความรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก และแตกต่าง แต่หากเราเข้าใจในความรู้สึกเหล่านั้น เราอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสนุกไปกับมัน ให้ความรู้สึกถึงการมองโลกในมุมใหม่ๆ เสมือนการสรรสร้างสีสันหลากหลายสีเพื่อสร้างคาแรคเตอร์ให้ประติมากรรมหนู

     ก้องศักดิ์ พูนผลวัฒนาภรณ์ สร้างสรรค์ประติมากรรมหนู โดยให้มองได้เป็นทั้งหยดน้ำ หรือก้อนเมฆที่มีขา แล้วเพนท์ด้วยสีสเปรย์ และสีอะคริลิค ในโทนสีสดใส สนุก เพื่อเฉลิมฉลองสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีหนูนี้

ประติมากรรมหนู โดย จิตติ จำเนียรไวย

     จิตติ จำเนียรไวย นำไอศครีมหลากสีสัน มีทั้งความแข็ง ความนุ่ม และเป็นของเหลวได้ในเวลาเดียวกัน มาเป็นหลักในการสร้างผลงานเพื่อเปรียบเทียบลักษณะของคน ที่มีทั้งแข็งกร้าว อ่อนโยน การไหลละลายของไอศครีมสีต่างๆ ที่สุดท้ายต้องมาผสมรวมกัน เหมือนกับการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้มองเห็นความแตกต่างทั้งในตนเองและผู้อื่น

ประติมากรรมหนู โดย ลันมิตา พานสุวรรณ

   ลันมิตา พานสุวรรณ ถ่ายทอดผลงานออกมาเป็นหนูขี่หลังแมว เดินทางอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม สื่อว่าแม้ทั้งมีความแตกต่าง แต่ก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้ ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกัน และจะอยู่ร่วมกันอย่างเสรี สงบ และมีความสุข

 ศิลปะจัดวาง “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์”

สีสันต์ของความรัก โดย ธนิดา รัตนปิ่นจง นำเสนอผลงานด้วยการใช้สีสันสดใสหลากหลายสี มาสื่อถึงความหลากหลายของความสัมพันธ์ เพศ และวัย ซึ่งความแตกต่างของสีสันเหล่านี้ ใช้แทนความสัมพันธ์ความรักของคนแบบเปิดกว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่งแต้มให้โลกเรามีความสวยงาม สดใส

สายอาร์ตห้ามพลาด!!! ร่วมค้นพบจินตนาการและสไตล์ของประติมากรรมหนู เพื่อต้อนรับปีหนูของเหล่า 20 ศิลปินในงานศิลปะจัดวาง “เดอะ เจอร์นี่ ออฟ เม้าส์” ตลอดปี 2563 นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2105-1000 และ http://www.mega-bangna.com

คมเลนส์ส่องพระ : #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

คมเลนส์ส่องพระ :

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง
เปิดอ่าน 4,777 ครั้ง

คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

***  คมเลนส์ส่องพระ  ฉบับนี้วางตลาดตรงกับ  เทศกาลตรุษจีน  พอดี จึงขอกล่าวคำอวยพรที่นิยมกันสุดๆ ว่า  ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้  มีความหมายว่า  คิดหวังสิ่งใด ขอให้สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่นี้  มีแต่ความสุขมั่งคั่ง  โชคดี  ร่ำรวยตลอดปี  โดยทั่วหน้ากันทุกๆ ท่าน

**  งานประกวดพระ  วันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ นี้ ที่ โรงยิมเนเซียม สนามกีฬากลาง จ.อุตรดิตถ์ (หนอนไม้)  จัดโดย  สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.อุตรดิตถ์

** วันนี้  คมเลนส์ส่องพระ  ขอเริ่มด้วย  พระสมเด็จ  พิมพ์ฐานคู่  กรุเก่าบางขุนพรหม สภาพเดิมๆ สวยสมบูรณ์มาก  มีคราบกรุคลุมทั่วด้านหน้าองค์พระ เสริมเสน่ห์ให้ดูง่ายขึ้น  ด้านหลังเห็นเนื้อพระจัดมาก เป็นพระฟอร์มสวย ตัดขอบทรงสี่เหลี่ยมเป็นเส้นตรง ไม่เอนเอียง สนนราคากว่า ๓ ล้านบาท  ของ   ดามพ์ สุพรรณ   หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคี ที่มีอายุน้อยสุด

**  พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก  องค์นี้เป็นพระที่มีสภาพเดิมๆ สวยสมบูรณ์มาก ไม่เคยผ่านการใช้มาก่อน  คมชัดทุกมิติ  เป็นพระของนักสะสมพระเครื่องชื่อดังท่านหนึ่ง เช่ามาร่วม ๖ ล้านบาท  (ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลจากหนังสือ “พระเครื่องพระศรีวสุนธรา” รางวัลงานประกวดพระเมื่อ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จัดทำโดย นิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”)

**   พระสามหอม  กรุวัดพระธาตุดอยคํา  ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อายุประมาณ ๕๐๐-๗๐๐ ปี  พบจำนวนหลักร้อยองค์ ในคราวที่เจดีย์วัดดอยคำ พังลงมา  องค์พระมีกลิ่นหอมติดอยู่ด้วย จึงเรียกว่า  “พระสามหอม”  พระพิมพ์นี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบพุกาม ของพม่า ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ แบบพิมพ์พุทธคยา  แต่ของกรุดอยคำมีลักษณะเป็นรูปหยดน้ำ  เนื้อพระเหมือนกับ  พระคง กรุดอยคำ  ทุกประการ  องค์นี้มีหน้าตา ปาก จมูก ครบถ้วน  สภาพสวยแบบนี้เช่าหากันประมาณหลักหมื่นกลางขึ้นไป  เป็นพระของ  ตั้ม นครพิงค์  จ.เชียงใหม่

**  พระชัยวัฒน์ชินบัญชร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ปี ๒๕๑๗  ถอดพิมพ์มาจาก พระชัยวัฒน์กะไหล่ทอง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนฯ  โดย หลวงปู่ทิม ได้ลงแผ่นทองด้วยยันต์ ๑๐๘ และนะ ๑๔ ตามตำราวัดสุทัศนฯ  พร้อมด้วยลงพระคาถาชินบัญชร ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)  ประกอบพิธีเททองแบบโบราณทุกประการ    พระชัยวัฒน์ชินบัญชร หลวงปู่ทิม  สร้างด้วยเนื้อโลหะหลายชนิด  องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นเนื้อนวโลหะ สภาพสวย ติดรางวัลงานประกวดที่สมาคมให้การสนับสนุนมาแล้วหลายครั้ง เป็นพระของ  อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์  นักสะสมพระเครื่องผู้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

**  เนื้อเมฆสิทธิ์  เป็นเนื้อโลหะชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุต่างๆ มีสีเขียวมันวาวแบบปีกแมลงทับ มีความเปราะ หากทำตกหล่นจะแตกหักง่าย  พระเกจิอาจารย์สมัยก่อนนิยมนำมาสร้างเป็นพระเครื่อง  ที่โด่งดังมาก  คือ  หลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม  ท่านได้สร้างพระเครื่องด้วยเนื้อเมฆสิทธิ์ไว้หลายพิมพ์ โดยเฉพาะ  พระปิดตา  นิยมกันมาก  องค์ที่นำมาให้ชมนี้ คือ  พระปิดตาเมฆสิทธิ์ หลวงปู่ทับ   เดิมเป็นพระของเซียนใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อ ๓๐ ปีก่อน   ภมร ภคอัครเลิศกุล  (ตือ ประตูน้ำ)  ได้ขอแบ่งแต่ไม่สำเร็จ   ต่อมาภายหลังได้ตกทอดถึงเซียนอีกท่านหนึ่ง  ซึ่งกว่าจะเจรจาได้ก็ต้องจ่ายหนักพอสมควร   มาถึงชั่วโมงนี้ ที่ว่า “หนัก” ก็กลายเป็น “เบา” ไปแล้ว  เพราะราคาพระยอดนิยมสูงขึ้นหลายเท่านั่นเอง

**  เหรียญพระครูจันทรสาราภิรัต (จันทร์) รุ่นแรก เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง วัดแหลมวัง อ.สทิงพระ จ.สงขลา ปี ๒๔๙๘  จัดเป็นเหรียญยอดนิยมของ จ.สงขลา  เช่าหากันถึง ๓ แสนบาท  เหรียญนี้เป็นเหรียญแชมป์งานประกวดหลายงาน  มีความสวยคมชัดมากเหรียญหนึ่งของวงการในขณะนี้  เป็นเหรียญของ  จูน หาดใหญ่  คนหนุ่มไฟแรง นักอนุรักษ์พระท้องถิ่นเมืองใต้…พ่อท่านจันทร์ มุสิกพงษ์  เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๔ มีนาคม ๒๔๒๐ ที่บ้านแหลมวัง ต.คูขุด อ.สทิ้งพระ จ.สงขลา อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๓ ปี โดยมี ท่านพระครูวิจารณ์ศิลคุณ (ชู) เจ้าคณะ อ.สทิงพระ เป็นพระอุปัชฌาย์   ท่านมีนิสัยรักการทำงานที่ก้าวหน้า ในด้านการก่อสร้าง การประดิษฐ์  ช่างไม้ ช่างปูน ช่างแกะสลัก เขียนลวดลายต่างๆ  ฯลฯ  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อปี ๒๔๖๗ ท่านได้มรณภาพเมื่อวันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๕ สิริรวมอายุ ๗๖ ปี

**  ขอเชิญสั่งจอง  หนังสือรวมพระเครื่อง  ท่านเจ้าคุณนรฯ เนื้อผง  จัดทำโดย  ศักดิ์ ตลิ่งชัน  จองเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท (ราคาหน้าปก ๓,๕๐๐ บาท) หนังสือหนากว่า ๕๐๐ หน้า ในเล่มมีรูปพระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ ของทุกวัด ที่ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้มีเมตตาอธิษฐานจิต   มีการแยกพิมพ์   แยกบล็อก   ชี้ตำหนิ  และสนนราคากลางในปัจจุบัน   รวมทั้งยังดูพระเครื่องผ่านโทรศัพท์มือถือ ในระบบ 3D ได้อีกด้วย   หนังสือจะพิมพ์เสร็จไม่เกินเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ สอบถามผ่าน id line ๐๘๐๕๙๖๙๙๙๙

      **  พบกับ  คมเลนส์ส่องพระ  ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป   ขอขอบพระคุณ  ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด  ขอให้โชคดีมีโชคลาภโดยทั่วกัน ***

พระมหาว่าน ปี ๒๔๘๓ สุดยอดพระเครื่อง สายเขาอ้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

พระมหาว่าน  ปี ๒๔๘๓ สุดยอดพระเครื่อง สายเขาอ้อ

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
พระครูสิทธิยาภิรัต เอียด,พระมหาว่าน  ปี ๒๔๘๓,สุดยอดพระเครื่อง สายเขาอ้อ
เปิดอ่าน 2,260 ครั้ง

พระมหาว่าน  ปี ๒๔๘๓ สุดยอดพระเครื่อง สายเขาอ้อ โดย… 0  ตาล ตันหยง  0

พระมหาว่าน  เป็นชื่อของพระเครื่อง ที่  พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด)  อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนศาลา เป็นผู้สร้างขึ้นที่วัดเขาอ้อ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓  เพื่อแจกจ่ายให้แก่ทหารอาสาสมัครไปร่วมรบในสงครามอินโดจีน

นับเป็นสุดยอดวัตถุมงคลของสายเขาอ้อ  และเป็นรูปแบบพิธีกรรมที่ลูกศิษย์เขาอ้อ คนอื่นๆ ยึดถือเป็นแบบแผนตลอดมา

พระอาจารย์เอียด ได้ทำพิธีปลุกเสก โดยนำ พระมหาว่าน ทั้งหมดขึ้นไปทำพิธีบนเขาอ้อ ปลูกปะรำพิธีขึ้นบนเขา ที่เรียกว่า “บนบาท” หรือบริเวณซากมณฑปพระพุทธบาทร้าง  รอบเชิงเขาอ้อ ในบริเวณวัดสร้างปะรำพิธี  นิมนต์พระอาจารย์ที่มีความชำนาญทางไสยศาสตร์ทั่วจังหวัดพัทลุง นั่งปลุกเสก โดยใช้สายสิญจน์โยงจากปะรำพิธีบนยอดเขา ลงมายังเชิงเขา

ในตอนเช้าของทุกวัน จะมีการสวดชัยมงคลของพระภิกษุ ณ เชิงเขา และมีเทศนา ๑ กัณฑ์  พระอาจารย์เอียด ได้ทำพิธีปลุกเสกบนยอดเขาเป็นเวลา  ๑๕ วัน ๑๕ คืน ในระหว่างที่ทำพิธีปลุกเสกอยู่นี้  ห้ามทุกคนขึ้นไปบนยอดเขา  อนุญาตให้ขึ้นไปได้เพียง ๒ ท่าน คือ  พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์  (ขณะนั้นเป็นฆราวาส)  กับ  พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช

เมื่อปลุกเสกครบ ๑๕ วันแล้ว  พระอาจารย์เอียด ได้นำพระเครื่องทั้งหมดเข้าไปปลุกเสกภายในถ้ำฉัททันต์ ณ เชิงเขาอ้อ อีก ๗ วัน ๗ คืน

เมื่อครบกำหนดแล้ว ได้นำพระเครื่องกลับไปยังวัดดอนศาลา  นำเข้าไปปลุกเสกภายในอุโบสถอีก ๗ วัน ๗ คืน  จึงนำพระเครื่องออกแจกจ่ายให้แก่ทหารอาสาสมัครที่ไปร่วมรบในสงครามอินโดจีน

พระเครื่องชุดนี้นับเป็นการสร้างพระเครื่องครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนักเขาอ้อ เท่าที่มีการบันทึกไว้

พระมหาว่าน  มีทั้งสีขาวและสีดำ  บางองค์ก็สีเทา ทุกสีใช้ว่านตัวเดียวกันหมด สีอาจจะต่างกัน เพราะการรมควัน….ส่วนผสมองค์พระ เป็นว่านวิเศษตามตำราวัดเขาอ้อ  ๑๐๘ ชนิด รวมทั้งผงวิเศษต่างๆ ที่ชักโดยคณาจารย์สายเขาอ้อในขณะนั้น   องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็น  พระมหาว่านขาว  พิมพ์เล็ก

ขอขอบพระคุณ  ภาพและข้อมูลจาก  คอท่อม ทัพพระราม

แรงสนั่นเมืองคอนต้อนรับปีหนูทองคำกับปรากฏการณ์ อิ่ม-ไข่-เต่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 9, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412474?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

แรงสนั่นเมืองคอนต้อนรับปีหนูทองคำกับปรากฏการณ์ อิ่ม-ไข่-เต่า

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เหรียญพญาเต่าเรือน,พ่อท่านอิ่ม,ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,097 ครั้ง

แรงสนั่นเมืองคอนต้อนรับปีหนูทองคำ กับปรากฏการณ์ อิ่ม-ไข่-เต่า คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ต้องบอกว่า เรื่องตลกร้ายของวงการพระเครื่องเมืองไทยยุคนี้ มีอยู่มากมายหลายเรื่องนะครับ แต่เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับผม ผมก็สั่งตัวเองว่า อย่าไปยุ่ง ทางใครทางมัน ทางเสือ-เสือเดิน ทางแมว-แมวเดิน !!!!

หนึ่งในเรื่องตลกร้ายที่ผมได้ยินแล้วก็หัวเราะมิออก ร่ำไห้มิได้คือ ข่าวลือกันว่า ผมเขียนถึงพระเครื่องใหม่ๆ รุ่นไหน ทางผู้จัดสร้างจะต้องใส่ซองค่าน้ำหมึกมาให้ผมด้วย ผมจึงจะเขียนถึงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูวัด

พูดง่ายๆ ว่า รับจ้างเขียนเชียร์พระเครื่องว่างั้นเถอะ

เหมือนในวงการเพลง-วงการนักจัดรายการวิทยุสมัย 20-30 ปีก่อน ที่ต้องใช้สูตร “เพลงละพัน วันละเพลง” คือจ่ายหนึ่งพันบาทก็จะเปิดเพลงให้หนึ่งครั้ง ไม่งั้นดีเจไม่เปิดเพลงเชียร์ หรือที่นักการตลาดยุคโซเชียลใช้สูตรหาเงินกันคือ ต้องจ่ายค่าบูทโพสต์เพื่อดันให้ข่าวหรือกระทู้นั้นๆ เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

ก็ไม่ว่ากันครับ…ใครจะพูดอะไร ใครจะคิดอย่างไร มันเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่คนเป็นนักหนังสือพิมพ์, คอลัมน์นิสต์มืออาชีพ ย่อมจะรู้ตัวเองดีว่า เราเขียนหาเงินหรือว่าเขียนหาบุญ เพื่อมอบให้ผู้อ่านได้รับความรู้เป็นวิทยาทาน

ผมเป็นคนไม่มีพรรคครับ มีแต่พวก เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำดี ทำถูกต้อง สามารถเข้าถึงพื้นที่การเขียนของผมได้ครับ โดยไม่ต้องจ่ายอะไร เพราะถูกสั่งสอนมาว่า อาชีพสื่อมวลชน คือ อาชีพที่มีศักดิ์ศรี มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคง

คอลัมน์ “ตามรอยตำนานแผ่นดิน” จึงเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้กับเรื่องราวของพระเครื่อง วัตถุมงคลและประวัติความเป็นมาของพระเถรานุเถระ พระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคม เปิดกว้างให้กับวัตถุมงคลรุ่นใหม่ๆที่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ส่วนผมเขียนแล้วมีคนอ่านมากน้อยเพียงใด มีผลต่อยอดจำหน่ายยอดจองขนาดไหน…วัดกันที่ผลงาน—ไม่ใช่กิจของผม !!

จึงมีเสียงถกเถียงกันว่า จริงหรือที่มีคนอย่างผมอยู่ในชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ บางคนก็เหน็บลับหลังว่า สงสัยว่าพวกปากว่าตาขยิบ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงล่ะมั้ง มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีใครมานั่งหลังขดหลังแข็งเขียนต้นฉบับโดยไม่รับผลประโยชน์จากพระรุ่นที่ผมเขียนถึง ก็สุดแท้แต่สติปัญญา ภูมิรู้ภูมิธรรมของคนคนนั้นครับว่า อยากเป็นเปรตในหมู่ปราชญ์หรือว่าเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต

เรารู้อยู่แก่ใจว่า เราเป็นคนเช่นไหน บนถนนนักหนังสือพิมพ์กว่า 30 ปี ว่าเราทำตัวเป็นเห็บแมวอยู่ลานวัดหรือเปล่า !?

……………

แน่นอนว่า วิถีของผม ย่อมไม่ปรกติธรรมดา ยากที่คนในวงการพระเครื่องบางคนบางกลุ่มจะเข้าใจได้ เซียนพระอย่าง “ใหญ่ เมืองกาญจน์” ที่ไปช่วยงานวัดทุ่งนาใหม่ เขาก็ยอมรับว่า เขาก็งงเช่นกัน เมื่อเขาบอกผมว่า อยากให้ผมช่วยเขียนถึง หลวงพ่ออิ่ม วัดทุ่งนาใหม่ กับวัตถุมงคลที่เขาดำเนินงานสร้าง ต้องจ่ายผมเท่าไร…?

ผมก็ถามเขาว่า จ่ายค่าอะไร ?

เขาบอกว่า ก็ค่ารับจ้างเขียน ผมหัวเราะแล้วบอกว่า ไม่ต้องมาจ่ายผม คุณไปช่วยทำบุญถวายพ่อท่านเถิด ผมไม่รับอะไรของใคร ผมเขียนให้ไม่ได้เขียนเอา

เขาก็บอกว่า เขาเกรงใจ เลยอยากตอบแทนน้ำใจในการทำงาน ผมก็ตอบไปว่า ก็ดีแล้วที่ได้ช่วยพ่อท่าน-ช่วยวัดเอาตามนี้ก็แล้วกัน

ครับ-เขาก็รับปากผมแบบงงๆ ขออนุโมทนา ผมก็สาธุด้วย

…………..

คือเท่าที่ผมทราบข่าวคราวมา เหรียญรุ่นนี้ก็โด่งดังอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดตัวเหรียญพญาเต่าเรือน ลป.อิ่ม-ไอ้ไข่ วัดทุ่งนาใหม่ ข่าวร้อนๆ หลากหลายมิติก็ว่อนไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย เพราะบารมีของพ่อท่านอิ่ม ท่านไม่ธรรมดา…!!!

เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเมืองนครศรีธรรมราช นั้นเป็นหัวเมืองใหญ่ ของภาคใต้ มีอารยธรรมทางด้านศาสนามาอย่างยาวนาน เป็นที่ตั้งพระมหาธาตุเจดีย์และมีเกจิที่สืบทอดวิชาอาคม เก่งกล้าสามารถ ทางด้านวิชาต่างๆๆ หลายรูป ท่านก็เป็นหนึ่งในบรรดาพระเกจิอาจารย์เหล่านั้น แต่ถึงแม้ท่านจะเป็นเลิศ เป็นผู้ที่มีวิชาพุทธาคม แต่ท่านไม่นิยมจะเปิดเผยตัวเองแก่สาธารณชนมากนักเพราะท่านเป็นพระสมถะ และมีอายุมากที่สุด ในจังหวัดนครศรีธรรมราชรูปหนึ่ง

พ่อท่านอิ่ม วัดทุ่งนาใหม่ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีอายุถึง 102 ปีย่าง 103 ปีแล้วและยังสุขภาพแข็งแรง ท่านเป็นหลานชายแท้ๆ ของพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ เทวดาเมืองคอน บวชเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณรนับแต่อายุ 17 ปี และได้ติดตามรับใช้พ่อท่านคล้ายมาโดยตลอด เมื่อพ่อท่านคล้ายมรณภาพ ท่านก็ครองผ้าเหลือง ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในสมณเพศเป็นปรกติวิสัย

ด้วยเหตุที่พ่อท่านอิ่ม เป็นหลานชายของพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ จึงทำให้ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากพ่อท่านคล้ายอย่างหมดสิ้น และท่านยังได้ศึกษา วิชาจากสำนัก ตักศิลาเขาอ้อ อีกด้วย เช่นเดียวกันกับขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจมือปราบชื่อดังในอดีต

ก่อนหน้านี้หลวงปู่อิ่มท่านเคยเป็นเจ้าอาวาส วัดทุ่งนาใหม่ พิปูน นครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากอายุมากแล้ว ท่านจึงได้สละตำแหน่งเจ้าอาวาส หยุดปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส แต่ท่านก็ยังเป็นที่ปรึกษาของเจ้าอาวาสในปัจจุบันนี้ และมีการจัดสร้างวัตถุมงคลในนามของท่านออกมามากมายหลายรุ่น ซึ่งล้วนแต่มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ต้องการของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย เพื่อนำปัจจัยไปบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งปลูกสร้างต่างๆภายในวัดที่ต้องทำนุบำรุงรักษากันเป็นระยะๆ

จนมาในปี 2563 นี้ ทางวัดทุ่งนาใหม่ มีการชำรุดทรุดโทรม ภายในวัดหลายด้าน แต่เนื่องจากปัจจัยไม่มีในการบูรณะ เพื่อไว้ประกอบศาสนกิจต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมา นั่นก็คือ เหรียญพญาเต่าเรือน รุ่น 1 หลวงปู่อิ่ม-ไอ้ไข่ วัดทุ่งนาใหม่ คือด้านหนึ่งเป็นรูปเหมือนของท่าน อีกด้านก็เป็นรูปเหมือนไอ้ไข่ เทวดาน้อยเมืองคอน …ก็แล้วแต่ความนิยมของผู้คนครับ ผมเองก็ไม่ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเชื่อว่า ของดีก็คือของดี

ถือว่า เป็นวัตถุมงคล รุ่น 1 ของวัดทุ่งนาที่มีรูปแบบเป็นพญาเต่าเรือน เทพเจ้าแห่งโชคลาภ อายุยืน ซึ่งในปัจจุบันมีวัดต่างๆ นิยมสร้างกันอย่างมากมายทั่วประเทศ และผู้คนนิยมสะสม ชื่อชอบเป็นอย่างยิ่ง ทราบมาว่า ทันทีที่ผู้คนทราบข่าวว่าทางวัดจะจัดสร้าง ยังไม่ได้เปิดให้จอง พญาเต่าเรือน พิมพ์ไอ้ไข่ ขนาด 2.5 ซม. จัดสร้าง จำนวน 20,000 องค์ ก็ได้หมดไปอย่างรวดเร็ว ภายในวันเดียว

ผมว่า คงด้วยความเคารพศรัทธา เชื่อมั่นในพุทธาคมของท่าน ที่สำคัญทางผู้จัดสร้างก็ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่า ที่มาที่ไปของซึ่งชนวนมวลสาร ได้ผ่านการจารอักขระเลขยันต์จากเกจิชื่อดังอย่างมากมาย และผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว ไม่ว่า ที่วัดหนองกระทุ่ม โดย ลป.ปั่น เทพเจ้าเต่า5G ในปัจจุบัน และที่วัดห้วยผักชี เทพเจ้าพญาเต่าเรือนสิวลีมหาลาภ อันโด่งดัง หรือ ในพิธีปลุกเสกพญาเต่ามังกร วัดดอนรวบ ที่มีเกจิอันดับ 1 ของชุมพร คือ ลพ.ตุด วัดธรรมถาวร เป็นประธานจุดเทียนชัยและร่วมปลุกเสก กับพระเกจิชื่อดังรวม 6 รูป

จึงถือได้ว่า เป็นพระใหม่ที่ชนวนมวลสารแน่น ส่งผลให้สั่นสะเทือนเมืองนครศรีธรรมราช รวมทั้งภาคใต้และทั่วประเทศและทราบมาว่า ขณะนี้ …ซึ่งทางวัดทุ่งนาใหม่และสะพานบุญอีก 80 ศูนย์จองทั่วไทย เขาก็พร้อมจะเปิดให้จอง พร้อมกัน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563

ฉะนั้นคนเขียนหนังสือข้างวัดอย่างผมก็ขอประชาสัมพันธ์ข่าวให้ผู้อ่านทั้งหลายได้ทราบ โดยทั่วกันว่า ยังมีพิมพ์พญาเต่าเรือน หลวงปู่อิ่ม รุ่น 1 ให้เช่าบูชา และสั่งจอง ที่วัดทุ่งนาใหม่ และ ศูนย์จองชั้นนำ ทั่วประเทศไทย จำนวน 80 ศูนย์ ส่วนจะมีศูนย์จองอะไรบ้าง ต้องรบกวนไปทำการบ้านกันต่อเองล่ะครับ เพราะบอกว่า ไม่มีรับจ้างเขียนโฆษณา HA HA HA….

แต่ผมชอบนิยามที่คุณใหญ่ เมืองกาญจน์ ตั้งนะครับว่า อิ่ม-ไข่-เต่า ….แหม…มันช่างสั้นกระชับโดนใจจริงๆ

พ่อท่านอิ่ม -ไอ้ไข่บนหลังพญาเต่าเรือน

คิดได้ไง!?!

เชิดชูผู้มีทักษะด้านศิลปหัตถกรรมปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 25, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412559?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เชิดชูผู้มีทักษะด้านศิลปหัตถกรรมปี 2563

25 มกราคม 2563 – 03:00 น.
ศศป,ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ,SACICT,ครูศิลป์ของแผ่นดิน,ครูช่างศิลปหัตถกรรม,ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม,อัตลักษณ์แห่งสยาม
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

ศ.ศ.ป.เฟ้นหาบุคคลแห่งปี ผู้อนุรักษ์ภูมิปัญญางานหัตถกรรมก่อนที่จะสูญสิ้น

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศ.ศ.ป. หรือ SACICT สานต่อโครงการเชิดชูผู้ทำงานศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2563 คัดสรรบุคคลที่เป็นที่สุดในการอนุรักษ์ และสร้างสรรผลงานแห่งปี เพื่อเชิดชูเป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” เพื่ออนุรักษ์ รักษางานหัตถกรรมที่มีแนวโน้มใกล้สูญหาย ให้คงอยู่ก่อนที่จะสูญหายไป พร้อมผลักดันผลงานสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ร่วมชมสุดยอดผลงานได้ภายใน “งานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11” จัดขึ้นระหว่าง 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ ที่ฮออล์ EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

แสงระวี สิงหวิบูลย์

 แสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ศ.ศ.ป. หรือ SACICT ได้เห็นถึงคุณค่าในตัวบุคคลผู้อนุรักษ์ และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งงานหัตถกรรมบางประเภทก็มีแนวโน้มที่จะสูญหายไปจากวิถีชีวิตและสังคมไทยในปัจจุบัน บางประเภทก็นับวันเหลือผู้ที่สนใจสืบสานงานฝีมือเชิงช่างน้อยลงไปทุกที จึงให้ความสำคัญกับการที่จะอนุรักษ์ รักษาคุณค่าภูมิปัญญา ทักษะฝีมือและองค์ความรู้เชิงช่างที่อยู่ในตัวบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นสมบัติอันมีค่าที่สุดเหล่านี้ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่า เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันอนุรักษ์ รักษา สืบสานต่อ ในขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดผสมผสานด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดสู่ความร่วมสมัย และสมัยนิยมอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์ได้ SACICT จึงมีการดำเนินกิจกรรมคัดสรร และเชิดชูบุคคลที่ทรงคุณค่าเหล่านี้เป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน”    “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” เป็นประจำปี ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับในปี 2563 การพิจารณาของคณะกรรมการที่สำคัญเป็นพิเศษอีกประการหนึ่งที่นอกเหนือจากการพิจารณาจากบุคคลผู้มีทักษะฝีมือ และผู้ที่เปี่ยมด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่สะท้อนผ่านผลงานอันทรงคุณค่า งดงาม น่าประทับใจ ที่เป็นที่สุดของงานแขนงนั้นๆ จริงๆ แล้ว ยังพิจารณาถึงการเป็นผู้ทำงานศิลปหัตถกรรมในประเภทที่มีแนวโน้มขาดแคลนหรือมีแนวโน้มสูญหาย หรือเหลือผู้ทำน้อยรายด้วย ผลสำเร็จของการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงในวันนี้ บุคคลที่ SACICT เชิดชูเป็น …“ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” มีจำนวนกว่า 300 คน และผู้ที่ได้รับการเชิดชูทุกท่านเหล่านี้ จะได้รับโอกาสการส่งเสริม สนับสนุนในกิจกรรมที่จัดโดย SACICT ตามช่องทางและโอกาสที่เหมาะสม ในวันนี้ มีครู และทายาท หลายๆ ท่าน มีผลงานที่มีพัฒนาการก้าวหน้า ทั้งร่วมสมัย และทันสมัยขึ้นไปอย่างมาก หลายๆ ท่านมีการผลิตผลงานจนไม่ทันต่อความต้องการของผู้ที่ต้องการผลงานฝีมือของครูท่านนั้นๆ แต่หลายๆ ท่านก็พร้อมและยินยอมที่จะรอด้วยเพราะต้องการผลงานด้วยฝีมือ “ครู” นั่นเอง” แสงระวี กล่าว

150 ปี แห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 25, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412319?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

150 ปี แห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

24 มกราคม 2563 – 00:05 น.
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม,ราชบพิธ,พระราชาทรงสร้าง,สมเด็จพระสังฆราช,150 ปี
เปิดอ่าน 237 ครั้ง

พระอารามที่ ร.5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาและมีพิธีก่อพระฤกษ์เมื่อ 22 มกราคม 2412

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาและมีพิธีก่อพระฤกษ์เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2412 หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ 1 ปี คำว่า “ราชบพิธ” หมายความว่า “พระราชาทรงสร้าง”

นิทรรศการศุภมงคลสมัย 150 ปีแห่งการสถาปนา

เนื่องในศุภมงคลสมัย 150 ปี แห่งการพระราชทานสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร คณะวัดราชบพิธสถิตมหารสีมาราม ประกอบด้วยคณะสงฆ์ นำโดย เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชน ตลอดจนหน่วยงานภาคี ร่วมจัดงานสมโภช “ศุภมงคลสมัย 150 ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานสมโภชพระอาราม ได้กล่าวว่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ 150 ปี แห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เผยแพร่ประวัติความเป็นมาและศิลปกรรมอันงดงามวิจิตรภายในวัดซึ่งล้วนเป็นศิลปกรรมชั้นเอก มีความประณีตงดงาม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติของพระอารามหลวงแห่งนี้ อีกทั้งพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ที่มีกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ตลอดจนเผยแพร่เกียรติคุณเจ้าอาวาสในทุกยุคให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ตระหนักถึงคุณค่าทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ และความเป็นไทยของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อันแฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัด เพื่อสืบทอดคุณค่าความเป็นไทย และเกิดความภาคภูมิใจในมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย

เครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

          ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย “นิทรรศการแสดงเครื่องราชสักการะ” ที่ได้รับพระราชทานถวายในโอกาสต่างๆ และสิ่งของเครื่องใช้ของอดีตเจ้าอาวาสในทุกยุค เช่น ฝาบาตรและเชิงบาตรมุกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุ่มเงินพุ่มทองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพัดรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9

นิทรรศการศุภมงคลสมัย 150 ปีแห่งการสถาปนา

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ

          นอกจากนี้ยังมี “นิทรรศการนำชมวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ให้ข้อมูลความรู้ทางสถาปัตยกรรมภายในวัด ซึ่งมีความวิจิตรงดงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมสะท้อนความเป็นไทย เช่น พระอุโบสถซึ่งได้รับการออกแบบโดยผสมผสานรูปแบบศิลปกรรมตะวันออก-ตะวันตก และศิลปกรรมไทยรวมกันจนมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ภายนอกได้รับการออกแบบโดยนายช่างศิลปกรรมชั้นครูแห่งยุคคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ส่วนสถาปัตยกรรมภายใน ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก มีการตกแต่งเสาและเพดานโค้งแบบโกธิค ตกแต่งด้วยปูนปั้นลายพรรณพฤกษาผสมผสานกับลายไทย และส่วนสำคัญสุดคือ การนำกระเบื้องเบญจรงค์จากประเทศจีนมาประดับอาคารส่วนต่างๆ โดยลายกระเบื้องเป็นฝีมือออกแบบของ พระอาจารย์แดง แห่งวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเขียนลายต้นแบบและส่งไปผลิตที่ประเทศจีน

สุสานหลวง

          ขณะเดียวกันมี “การแสดงแสงเสียงและสื่อผสม” ให้ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และศาสนา ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามให้เห็นเด่นชัด ซึ่งเป็นการจัดแสดงครั้งแรกในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, ถัดมาเป็น ห้องฉายภาพ “ฉายานิติกร” ชวนแต่งกายผ้าไทยมาฉายรูปที่ห้องภาพ “ฉายานิติกร” โดย นิติกร กรัยวิเชียร โดยจะเปิดให้บริการตามวันและเวลาดังนี้ วันที่ 24-26 มกราคม, วันที่ 31 มกราคม, วันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ที่อาคารภุชงค์ประทานวิทยาสิทธิ์ 2 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ค่าบริการภาพละ 99 บาท พร้อมรับภาพในงาน รายได้จากการถ่ายภาพ เพื่อบำรุงพระอาราม

พระพุทธรูปนาคปรกภายในองค์พระเจดีย์

​​​​​​​

          ปิดท้ายด้วย “นิทรรศการโครงการสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร)” ที่ได้รับการออกแบบจาก อ.เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมไทย) และทีมอาศรมศิลป์ ซึ่งจะเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เน้นธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายแด่บุรพาจารย์ทุกองค์ ถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชทั้ง 3 พระองค์ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายแด่บูรพกษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ และสมเด็จพระปิยมหาราช ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รวมถึงการออกร้านจำหน่ายหนังสือและของที่ระลึกเนื่องในศุภมงคลสมัย 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระรัศมีทองคำลงยาราชาวดีพระพุทธอังคีรส

          พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองวาระอันสำคัญยิ่ง โดยร่วมแต่งกายผ้าไทยเข้าร่วมงานสมโภชพระอาราม เนื่องใน “ศุภมงคลสมัย 150 ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” สามารถเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้

นิทรรศการสะท้อนให้เห็นถึงตัวตน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 25, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/412326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

นิทรรศการสะท้อนให้เห็นถึงตัวตน

23 มกราคม 2563 – 15:00 น.
ช่วง มูลพินิจ,บ้านสิงหไคล,มูลนิธิมดชนะภัย,นิว โฮป,โชว์ดีซี,ฟลาย มี ทู เดอะ มูน,KOSTAR,Nature is Not Saddened,ชิษณุพล ประสานวรกิจกุล,กุลวิทย์ แกลเลอรี่,Lawan Upa-Ins 7th Cycle,ลาวัณย์ อุปอินทร์,Neo Thaiism,ธีรพล สีสังข์,สุบรรณกริช ไกรคุ้ม,เทิดธันวา คะนะมะ
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

การออกแบบตกแต่งภายในที่ช่วยกระตุ้นความคิดและจินตนาการสำหรับผู้ที่มาเยือน

นิทรรศการศิลปะ “ช่วง มูลพินิจ”

          ** นิทรรศการศิลปะ “ช่วง มูลพินิจ” เป็นการแสดงงานในต่างจังหวัดของ ช่วง มูลพินิจ ที่นานครั้งจะได้มีโอกาสจัดขึ้น มีผลงานจิตรกรรม ชื่อศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี 2555, พระมหาชนก เป็นงานชิ้นสำคัญ ตลอดจนงานวาดลายเส้น และงานภาพพิมพ์ จัดแสดงระหว่างวันที่ 18 มกราคม-29 กุมภาพันธ์ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย

นิทรรศการ “เดอะ มีนนิ่ง ออฟไลฟ์”

          ** นิทรรศการ “เดอะ มีนนิ่ง ออฟไลฟ์” การได้เปลี่ยนเป็นศิลปินมืออาชีพเกิดการจากต่อสู้กับโรคมะเร็งในระยะแรก Adana Mam Legros นำเสนอผ่านผลงานของเธอทั้งในด้านงานศิลปะที่โดดเด่นและเป็นบทเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต จัดแสดงระหว่างวันที่ 19 มกราคม-15 กมภาพันธ์ ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ

นิทรรศการศิลปะ “นิว โฮป”

          ** นิทรรศการศิลปะ “นิว โฮป” ผลงานโดยศิลปินอาชีพ ศิลปินรุ่นใหม่ และกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ฝีมือเยี่ยมที่กำลังจะกลายเป็นศิลปินในอนาคต จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-1 มีนาคม ที่โซนเอเทรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าโชว์ดีซี

นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ “ฟลาย มี ทู เดอะ มูน” 

          ** โรงแรมโซ แบงคอก จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ “ฟลาย มี ทู เดอะ มูน” โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส KOSTAR ที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของโรงแรมโซ แบงคอก และการออกแบบตกแต่งภายในที่ช่วยกระตุ้นความคิดและจินตนาการสำหรับผู้ที่มาเยือน จะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม-31 มีนาคม สอบถามโทร.0-2624-0000 หรืออีเมล h6835-co1@sofitel.com

นิทรรศการภาพพิมพ์แกะไม้ “Nature is Not Saddened” 

          ** นิทรรศการภาพพิมพ์แกะไม้ “Nature is Not Saddened” ของ ชิษณุพล ประสานวรกิจกุล จะพาไปสำรวจเรื่องราวของมนุษย์ที่พยายามต่อสู้ และมีอำนาจอยู่เหนือธรรมชาติ และได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดต่อการมีอยู่ของสายพันธุ์เรา หน้าที่ของเราในธรรมชาติคืออะไร หรือมนุษย์อย่างเราๆ จะเหลือหน้าที่เพียงรับใช้เรื่องราวที่เราเชื่อและบูชา จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-28 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. (เว้นวันอาทิตย์-จันทร์) ที่กุลวิทย์ แกลเลอรี่ ซอยร่วมฤดี

นิทรรศการ “Lawan Upa-In’s 7th Cycle”

          ** นิทรรศการ “Lawan Upa-In’s 7th Cycle” เชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส อ.ลาวัณย์ อุปอินทร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) และศิลปบัณฑิตหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยรวบรวมผลงานภาพเหมือน ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นและสร้างชื่อ ภาพเหมือนที่สามารถถ่ายทอดบุคลิก ลักษณะเฉพาะ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้เป็นแบบออกมาได้อย่างมีจิตวิญญาณ เปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้-23 กุมภาพันธ์ เปิดให้เข้าชมวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ

นิทรรศการ “Neo Thaiism”

          ** นิทรรศการ “Neo Thaiism” คือลัทธิศิลปะที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยในมุมมองใหม่ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน เสมือนเป็นการเกิดใหม่ของแนวงานศิลปะไทย นำโดย ธีรพล สีสังข์, สุบรรณกริช ไกรคุ้ม และ เทิดธันวา คะนะมะ โดยศิลปินทั้งสามได้หยิบยกเนื้อหาเรื่องราวแบบไทยๆ มาตีความใหม่ ไร้ซึ่งกรอบความคิดแบบเดิม จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-29 กุมภาพันธ์ ที่จอยแมน แกลเลอรี่ ถ.มหาไชย

คมเลนส์ส่องพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/411063?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

คมเลนส์ส่องพระ

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,พระพุทธรูป สิงห์สาม,พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง มือตกเข่า
เปิดอ่าน 1,842 ครั้ง

คอลัมน์… คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

 ***  คมเลนส์ส่องพระ  วันนี้ขอเริ่มด้วย  พระพุทธรูป สิงห์สาม หน้าตัก ๒.๕ นิ้ว สูง ๔ นิ้ว องค์พระขนาดย่อม แต่โดดเด่นที่พระพักตร์ และพระโอษฐ์ อมยิ้ม แบบศิลปะล้านนายุครุ่งเรืองของเมืองเชียงใหม่ อายุกว่า ๖๐๐ ปี องค์นี้ใต้ฐานมีดินแกลบให้พิจารณาดูความเก่าได้เป็นอย่างดี สนนราคาหลักหมื่นต้น ตามสภาพความสวยงาม ถ้าเล็กกว่านี้ขนาดห้อยคอได้ ราคาจะสูงขึ้น  องค์นี้เป็นพระเก่าเก็บของ   สมชาย ลาสุทธิ   ร้านถ่ายภาพพระเครื่อง ส.สกุณา จ.เชียงใหม่

** **  พระครูประศาสน์สิกขกิจ (พริ้ง อินทโชติ) วัดบางปะกอก ธนบุรี  เป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่  เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ  ทรงให้ความเคารพนับถือในฐานะพระอาจารย์  ชื่อเสียงของ  หลวงพ่อพริ้ง  โด่งดังมากในสมัยสงครามอินโดจีน และสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัตถุมงคลของท่านมีหลายอย่าง ที่หายากอย่างหนึ่ง คือ  พระคงจิ๋ว  เนื้อผงคลุกรัก ขนาดองค์พระสูงประมาณ ๑.๒ ซม. กว้าง ๐.๗ ซม. หนาประมาณ ๐.๕ ซม. ใต้ฐานมียันต์ นับเป็นองค์พิเศษมาก เป็นพระของ  ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน  โรงพยาบาลศิริราช เช่ามาเฉียด ๑ แสนบาท…หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก  นามเดิม “พริ้ง เอี่ยมทศ”  เกิดเมื่อวันอาทิตย์ พ.ศ.๒๔๑๒ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕  เป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นพระครูสัญญาบัตร ที่ “พระครูประศาสน์สิกขกิจ” เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙  มรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ สิริรวมอายุ ๗๙ ปี พรรษา ๕๖

**  พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน รุ่นพินัยกรรม พิมพ์พระรอด ปี ๒๕๐๕  องค์นี้สภาพสวยสมบูรณ์องค์หนึ่ง เป็นพระเก็บเก่าในกรอบเลี่ยมโบราณ องค์พระกดพิมพ์ได้ลึกและคมชัด โดยเฉพาะโครงหน้าหลวงพ่อทวดที่ดูเสมือนมีชีวิตจริง พระพิมพ์พระรอดรุ่นนี้หาชมได้ยากยิ่งกว่าพระพิมพ์พระรอดรุ่นแรก ๒๔๙๗ เสียอีก สนนราคาจึงสูงถึงหลักแสนต้น องค์นี้เป็นพระของ   ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช   รังใหญ่พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้

**  รูปเหมือนหลวงพ่อเงิน  รุ่น “ช้างคู่” ขนาดบูชาหน้าตัก ๑๖ นิ้ว สูง ๒๔ นิ้ว ” สร้างปี ๒๕๒๖ จำนวน ๙ องค์ ปัจจุบันหายากมาก เท่าที่ทราบ ๕ องค์  อีก ๔ องค์ไม่ทราบผู้ครอบครอง  ๕ องค์ที่ทราบ คือ อยู่หน้าวิหารวัดท้ายน้ำ ๒ องค์,  ที่วัดบึงนาราง  ๑ องค์, ที่ว่าการอำเภอบึงนาราง ๑ องค์ และที่  หมู บึงนาราง  ๑ องค์  ก่อนหน้านี้ไม่ทราบว่าใครสร้าง เพิ่งทราบข้อมูลหลังจากบูชาท่านมาถึง ๔ ปี ค่านิยมปัจจุบันราคาหลักแสนกลางถึงปลาย

**  หนุมาน  ทหารเอกของ  พระราม  ในวรรณคดีเรื่อง “รามเกียรติ์” จุดเด่นของ  หนุมาน  คือ มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย แม้จะถูกอาวุธของศัตรู  หากลมพัดถูกกายก็จะพลิกฟื้นคืนชีพทันที  เพราะ  หนุมาน  เป็นลูกของ พระพาย (ลม) นั่นเอง  พระเกจิอาจารย์หลายท่านทุกสมัย จึงนิยมสร้าง เครื่องรางในรูปของ  หนุมาน  ตลอดมา รวมทั้ง  หลวงปู่บุญ  วัดกลางบางแก้ว ท่านได้สร้าง  หนุมานอาสา  (พนมมือร่ายพระเวท ขอพรก่อนออกศึก)  โดยฝีมือช่างชาวบ้านแกะจากไม้พุด ขนาด ๑ องคุลีข้อนิ้วก้อย ลงรักน้ำเกลี้ยง สนนราคาหลักแสน  ภาพด้วยความเอื้อเฟื้อจาก  กมล วิริยะตลอดกาล  (มล เชือกคาด)  ผู้ชำนาญเครื่องรางยอดนิยม

**  “นะไม่ตรึก” เป็นยันต์เก่าที่โบราณาจารย์รจนาขึ้นมาเพื่อให้บังเกิดลาภผลสักการะ ผู้ที่มีใจนึกและรำลึกถึงยันต์นี้ จะมีแต่ความเจริญ มีกินมีใช้ไม่รู้อด   พ่อแก่เจ้าแสง  วัดประเวศน์ภูผา (บ้านตรัง) อ.มายอ จ.ปัตตานี  เมื่อปี ๒๕๕๗ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลชุด “นะไม่ตรึก” ประกอบด้วย  ๑.เหรียญหล่อรุ่นแรก  ๒.เหรียญปั๊มรูปเหมือน  ๓.พระปิดตา และ ๔.พระบูชาพิมพ์ยืนถือไม้เท้า วัตถุมงคลรุ่นนี้มีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม โชคลาภ  ต่อมาพ่อแก่เจ้าแสงได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ สิริรวมอายุ ๙๘ ปี พรรรษา ๗๗ ที่นำมาให้ชมนี้ คือ  เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก  ของ  บอล บ้านโตระ  ร้าน “เวทาสากุ” ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน

**   เหรียญหลวงปู่ทอง  วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร  จ.เชียงใหม่  รุ่น “พัฒนาชาติไทย” ปี ๒๕๖๒ จัดสร้างโดย  พลตรี ดำรงค์ คงเดช  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค ๓ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการ กองทัพไทย พิธีพุทธาภิเษกสมโภช วันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๒ ณ มณฑลพิธีรอบวิหาร “พระพุทธสิริมงคลเสนานาถ” (พระพุทธสิหิงค์) เป็นเหรียญที่ระลึกในโอกาสอายุวัฒนมงคล ๘ รอบ ๙๖ ปี พรรษา ๗๖ พระเดชพระคุณ  พระพรหมมงคล วิ.(หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล)  สร้างด้วยเนื้อทองคำ, เนื้อเงินลงยา, เนื้อเงินหน้ากากทองคำ, เนื้อสามกษัตริย์, เนื้อนวโลหะ, เนื้ออัลปาก้า, เนื้อสัตตะโลหะ, เนื้อทองทิพย์, เนื้อทองชมพู ฯลฯ  หลังจากเหรียญรุ่นนี้ออกมาได้ ๓ เดือน หลวงปู่ก็ได้มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ สิริรวมอายุ ๙๖ ปี พรรษา ๗๖

**  พบกับ  คมเลนส์ส่องพระ  ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ตรงกับ  วันตรุษจีน  ขอให้ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้  โชคดีมีพระแท้มาโปรดบ่อยๆ… ขอขอบพระคุณอย่างสูง  ***

หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ (ตอนจบ) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/411051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ (ตอนจบ)

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗,ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,388 ครั้ง

หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ พิมพ์ใหญ่ยอดนิยมซี ที่เรียกว่า ไหล่จุด ราคาเช่าหามาหยุดอยู่ที่ ๑.๗ ล้านบาท (ตอนจบ)  โดย…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี

ต่อจากฉบับที่แล้ว หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ พิมพ์ใหญ่ยอดนิยมซี ที่เรียกว่า ไหล่จุด พระเครื่องชุดนี้ ในช่วงต่อมามีคุณค่ามหาศาลและหายาก นี่คือคำบอกเล่าจากปากชาวบ้าน พระอาจารย์ทิม พูดย้ำอยู่ตลอด เวลาญาติโยมนำว่านมาให้ ท่านจะเสกว่าน แล้วให้ชาวบ้านนำไปตากไว้บริเวณลานวัด

ชาวบ้านอีกท่านได้เล่าให้คุณกู้ฟังว่า ตนเองได้เข้าไปในป่าลึกเพื่อเสาะหาว่านต่างๆ ที่หายากสมัยนั้นก็มี ว่านสบู่เลือดตัวผู้-ตัวเมีย, ว่านกลิ้งกลางดง, ว่านสาวหลง, ว่านพญาว่าน, ว่านหนุมานนั่งแท่น, ว่านคางคก, ว่านนางกวัก, ว่านนกคุ้ม และว่านอื่นๆ อีกมากมาย

ท่านอาจารย์ทิม อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้

แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือ ไปเจอว่านชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง(มีฝาเปิดปิดดักจับแมลง) แต่นี่เป็นรูปลักษณะคล้ายกันแต่ใหญ่กว่ามาก ความกว้างเกือบเท่าศีรษะคน พอเข้าใกล้มันจะหุบ จะถอนก็ถอนไม่ได้มันจะหุบเข้าหุบออก ด้วยความกลัวจึงไม่เอาต้นว่านต้นนี้ เลยเดินทางกลับ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนเดินป่าหาของป่า ความนี้ทราบไปถึงพ่อเฒ่าท่านหนึ่งได้บอกว่า ถ้าอยากจะได้ว่านต้นนี้ต้องนำไก่เป็นๆ ไปหนึ่งตัวเพื่อไปล่อให้มันกิน จะได้ถอนต้นมันได้ เพราะว่าพอมันกินไก่แล้วลำต้นมันจะอ่อนคล้ายคนนอนหลับ แต่ต้องไปเอายามเช้าอย่าให้สาย ว่าแล้วชาวบ้านคนนั้นก็ทำตามที่ท่านผู้เฒ่าบอก ตกลงว่าได้ต้นว่านนั้นมาสำเร็จแต่ ต้องแลกด้วยชีวิตไก่หนึ่งตัว ทุกวันนี้ยังเป็นปริศนาว่า ว่านต้นนั้นเป็นว่านอะไรกันแน่ นับว่าเป็นเรื่องแปลกแต่จริง

ส่วนพระอาจารย์ทิม จะเก็บข้าวก้นบาตรไว้ทุกวัน เพื่อที่จะนำไปทำส่วนผสมในการทำพระเครื่องหลวงปู่ทวด โดยการนำข้าวก้นบาตรไปตากแดดบนหลังคากุฏิ เพื่อไม่ให้ไก่เข้าไปกิน

รูปปั้นหลวงพ่อทวด ขนาดเท่าตัวจริงที่วิหารวัดช้างให้ ปัตตานี

นอกจากนี้ยังมีการนำข้าวเหนียวในพิธีขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 คือวันไหว้ครู ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี การที่นำข้าวเหนียวที่ปั้นแล้วมาปลุกเสกนั้นเป็นพิธีกรรมโบราณซึ่งมีมานานแล้ว ผู้ที่เข้าพิธีกรรมนั้น ต้องกินข้าวเหนียว เพื่อเป็นสิริมงคล และในแง่ของคนเรียนไสยศาสตร์ หากได้กินข้าวเหนียวในพิธีแล้วจะอยู่ยงคงกระพัน ซึ่งข้าวเหนียวนั้นจะเป็นส่วนผสมในการสร้างหลวงปู่ทวดว่าน 2497 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะนำไปตากแดดให้แห้งแล้วนำไปบดผสมกับว่าน 108 ชนิด

ชาวบ้านในละแวกวัดช้างให้ ทั้งชาวบ้านป่าไร่ เขามีความศรัทธาในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ทิมเป็นอย่างมาก ซึ่งความเมตตาของพระอาจารย์ทิมนั้นมากมาย หากว่าพระอาจารย์ทิมบอกกล่าวไหว้วานอะไรแล้วละก็ ชาวบ้านเขาจะรีบดำเนินการให้ทันที เหมือนกับส่วนผสมพระอาจารย์ทิมได้กล่าวว่า ต้องการกล้วยป่าเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะนำมาเป็นตัวประสาน อีกทั้ง น้ำมันตังอิ้ว และปูนขาว เพื่อให้เนื้อรวมตัวกันและจับตัวเป็นก้อนแข็งเหมือนกับหินครกนั่นเอง

ส่วนเนื้อพระบางองค์ที่ร่วนซุย เป็นเพราะว่า ส่วนผสมในแต่ละครกอาจจะแก่ว่าน ปูนน้อย จึงทำให้พระหลวงพ่อทวดว่านรุ่นแรก เนื้อหาสาระไม่แข็งแกร่ง ในเรื่องมวลสารของพระเครื่องหลวงพ่อทวดแต่ละองค์ไม่มีสูตรสำเร็จที่ชัดเจน ฉะนั้นพระแต่ละองค์ ความแข็ง ความแกร่งนั้นไม่เท่ากัน บางองค์แก่ดิน บางองค์แก่ว่าน บางองค์แก่ปูน

หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ พิมพ์ใหญ่ยอดนิยมซี

สำหรับมวลสารของเนื้อจะใกล้เคียงกันไม่หนีกันมาก หากเนื้อกะเทาะ หรือหักออกมาดู ตัวผมเอง หากดูทุกเนื้อ และทราบดีว่า แต่ละองค์มวลสารจะไม่หนีกันเลย ในเรื่องของมวลสารนั้นสามารถชี้ชัด นั่นต้องบวกกับพิมพ์ และแร่ศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย ทุกอย่างต้องกลมกลืนกัน ไม่มีรายการกระด้าง และไม่มีคำว่า เนื้อถูกแร่ผิด เนื้อผิด แร่ถูก แต่ให้ยึดถึงความชัดเจน และความเป็นธรรมชาติ

ซึ่งหากแยกคำว่า ธรรมชาติไม่ได้ ไม่สามารถแยกแยะความเก่าความใหม่ได้ เนื้อแห้งธรรมชาติ กับเนื้อที่ผ่านการอบแห้ง(ไมโครเวฟ)มันต่างกันมากให้สังเกตให้ดี แต่นั่นต้องเข้าใจคำว่า แห้งธรรมชาติ ให้ได้ หากว่าดูแล้วก้ำกึ่ง ก็สามารถตี “เก๊” ได้เลยทันที ไม่ต้องกังวล

พระแท้นั้นจริงๆ เพียงยกขึ้นมาดูรู้ว่าแท้ นั่นคือพระที่ดูง่าย หากว่าพระบางองค์ถึงขนาดส่องดูนานเป็นครึ่งชั่วโมงโอกาส “เก๊” นั้นสูงมาเลยทีเดียว มวลสารเม็ดแดงของกล้วยป่า และความแห้งเป็นเกล็ดของน้ำมันตังอิ้ว บวกกับข้าวสุกและข้าวเหนียว ผงว่านต่างๆ สองร้อยกว่าชนิด แร่ กายสิทธิ์ ยางว่านต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการ “แช่” เพื่อให้ยางว่านเกาะเพื่อให้เกิดความแข็งตัวขึ้นกว่าเก่า จะมีไม่มาก เพราะว่าเวลามันกระชั้นชิด

สำหรับระยะเวลาการกดพิมพ์พระใช้เวลามากน่าดู มีทั้งพระและฆราวาสร่วมกันกดพิมพ์พระ ส่วนฆราวาสที่ร่วมกันกดพิมพ์พระก็จะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลด้วย ท่านอาจารย์แย้ม พุฒยอด ศิษย์เอกพระอาจารย์ทิม ได้เล่าต่อไปว่า การจัดสร้างทั้งมวลสาร และพิมพ์พระไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์อะไร

การผสมเนื้อก็เช่นกัน จะใช้ “ครกตำข้าว” แบบสมัยก่อนถือว่าทันสมัยที่สุดแล้ว ชาวบ้านก็มีความชำนาญ บวกกับความศรัทธาในองค์หลวงพ่อทวด และวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ทิม การร่วมแรงกายและแรงใจจึงเป็นส่วนผลักดันทำให้พระเครื่องชุดหลวงพ่อทวดว่านรุ่นแรก พ.ศ.2497 นั้นมีความเข้มขลังสุดกำลัง เพราะว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์อะไรแต่อย่างใด เป็นความศรัทธา ใสสะอาดบริสุทธิ์มากๆ เลยทีเดียว

เรื่องเงินทองไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าชาวบ้านทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงิน ร่วมสมทบในทุกๆ เรื่องจึงไม่แปลกใจว่าทำไมพระเครื่องหลวงพ่อทวดว่านรุ่นแรกวัดช้างให้ ถึงมีความขลังแบบสุดๆ ประสบการณ์มากมายเหลือคณานับ

ส่วนการกดพิมพ์พระ พอใกล้วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ การกดพิมพ์พระได้เพียง “หกหมื่นกว่าองค์” ซึ่งพระอาจารย์ทิม ได้มองดูแล้วคงไม่ถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ พระอาจารย์ทิมได้บอกกับ อ.แย้ม ว่า “เจ้าแย้มให้ทุกคนช่วยกันกดพิมพ์พระให้ได้ถึง ๖๔,๐๐๐องค์ ก็แล้วกัน และให้ไปตระเตรียมข้าวของต่างที่จะจัดพิธีปลุกเสกหลวงพ่อทวด ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ พ.ศ. ๒๔๙๗”

ซึ่งหน้าที่ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ท่าน อ.แย้ม ดำเนินการในเรื่องการตระเตรียมข้าวของที่จะทำพิธีปลุกเสกหลวงปู่ทวดว่านรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๙๗

อ.แย้ม กล่าวอีกต่อไปว่า อาจารย์ทิมมักจะพูดเปรยๆ ว่า พระเครื่องหลวงพ่อทวดชุดว่านรุ่นแรกนี้ ต่อไปจะมี “คุณค่ายิ่งกว่าทองคำ” นี่คือคำบอกกล่าวของ อ.แย้ม ที่เชื่อว่าวันนี้ก้ไม่มีใครกล้าเถียงท่าน

ครั้งพอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ พิธีปลุกเสกหลวงพ่อทวดว่านรุ่นแรก วัดช้างให้ ได้จัดขึ้นภายในพระอุโบสถ วัดช้างให้ ในขณะที่กำลังทำพิธีปลุกเสกอยู่นั้น ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น “ร่างกายพระอาจารย์ทิมเกิดอาการสั่นสะท้าน แรงขึ้น และแรงขึ้น จนกระทั่งร่างกายพระอาจารย์ทิมหลังค่อมแบบคนแก่มากมาก หน้าแทบจะจรดพื้น”

ท่านอาจารย์แย้มได้เล่าให้ฟังต่อไปว่า เสียงของพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นเสียงคนแก่มาก ในขณะที่กำลังสวดมนต์อยู่ไม่ขาดสาย เสียงสวดมนต์ไม่มีการขาดช่วงแต่อย่างใด ที่ชัดเจนเสียงสวดมนต์ของคนแก่ ซึ่งไม่ใช่เป็นเสียงของพระอาจารย์ทิมอย่างแน่นอน อ.แย้ม ท่านยืนยันกับคุณกู้ หาดใหญ่ เช่นนั้น

สำหรับพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมในพิธีปลุกเสกพระเครื่องหลวงปู่ทวดรุ่นแรก ๒๔๙๗ ที่บันทึกไว้ มีดังนี้
๑.หลวงพ่อศรีสุข สัจจะวาโร แห่งวัดน้ำน้อยใน จ.สงขลา
๒.หลวงพ่อพรหม วัดน้ำขาวใน จ.สงขลา
๓.หลวงพ่อทอง สำนักสงฆ์ป่ากอ อ.นาหม่อม จ.สงขลา
๔.หลวงพ่อแดง วัดศรีมหาโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
๕.หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ จ.นครศรีธรรมราช
๖.พระครูภัทรกรณ์โกวิท (ท่านเจ้าคุณแดง ธัมมะโชโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดนาประดู่
๗.พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ฯลฯ

และนี่คือ หลากหลายเรื่องราวที่หลอมรวมส่งให้…พระเครื่องหลวงพ่อทวดรุ่นนี้กลายเป็นสุดยอดพระเครื่องอมตะ-จักรพรรดินิรันตรายอมตะตลอดกาล !!

/////////////////////

ใต้ภาพ

1 หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ๒๔๙๗ พิมพ์ใหญ่ยอดนิยมซี

2 ท่านอาจารย์ทิม อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้

3 รูปปั้นหลวงพ่อทวด ขนาดเท่าตัวจริงที่วิหารวัดช้างให้ ปัตตานี

%d bloggers like this: