คม วิเคราะห์

All posts tagged คม วิเคราะห์

‘ไม้แข็ง’คสช.ยังอยู่ครบ!!

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160605/228973.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559
'ไม้แข็ง'คสช.ยังอยู่ครบ!!

‘ปลดล็อก’ ห้ามออกนอกปท. เป็นแค่เรื่องเล็กๆ ใครหน้าไหนอย่าได้คิดลองดี ‘ไม้แข็ง’ คสช.ยังอยู่ครบ

                    ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กับประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ที่เคยถูกขึ้น “แบล็กลิสต์” เมื่อครั้งที่ คสช.เพิ่งยึดอำนาจและมีคำสั่งฉบับที่ 21/2557 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 สั่งห้ามบุคคลจำนวน 155 ราย ที่มารายงานตัวต่อ คสช. เดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากหัวหน้า คสช.
                    สำหรับเหตุผลในคำสั่งที่ให้ยกเลิกห้ามบุคคล ซึ่งมีทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ เดินทางออกนอกประเทศนั้น ให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ส่งเสริมความรักและความสามัคคีของประชาชนในชาติ อันจะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศ สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    แต่ “เบื้องหลัง” ของคำสั่งที่ “ปลดล็อก” ห้ามนักการเมืองเดินทางออกนอกประเทศดังกล่าวนั้น มาจากมติที่ประชุม คสช.และหน่วยงานความมั่นคง วาระพิเศษ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั่งเป็นประธานในที่ประชุม และได้รับรายงานจาก คสช. สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า สถานการณ์โดยรวมอยู่ในสภาวะเรียบร้อย นำมาซึ่งที่ประชุมมีมติให้บุคคลที่เคยมีรายชื่อที่ คสช.สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหัวหน้า คสช.อีก แต่ยกเว้นสำหรับบุคคลที่มีคดีติดตัว ซึ่งมีคำสั่งศาลห้ามบุคคลนั้นเดินทางออกนอกประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
                    ที่จริงการ “ปลดล็อก” ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ เป็นแค่เรื่องเล็กๆ สำหรับ คสช. ที่หยิบยื่นให้แก่บุคคลที่ คสช.เห็นว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าเอาเข้าจริงที่คนเหล่านี้ถูกขึ้น “แบล็กลิสต์” ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เมื่อครั้งที่ คสช.ยึดอำนาจ เพราะ คสช.ดูจากชื่อและหน้าตาของนักการเมืองและนักธุรกิจรายนั้นแล้วเห็นว่า อยู่ฝ่ายตรงข้าม คสช. หรืออิงกับกลุ่มอำนาจเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่าหลายคนหรือส่วนมากไม่เคยสร้างปัญหาให้แก่คสช. เพราะคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามที่มักสร้างปัญหาให้แก่ คสช.จะมี “คดี” ติดตัว ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ได้รับการปลดล็อกห้ามออกนอกประเทศตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 25/2559 อยู่แล้ว
                    ดังนั้นการที่ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งของ คสช. ฉบับที่ 21/2557 ที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ จึงไม่ “กระเทือนซาง” ต่อ คสช. ในการคุมอำนาจประเทศนี้แม้แต่น้อยนิด แต่เป็น “การผ่อนคลาย” แรงกดดันทางการเมืองทั้งในและจากต่างประเทศที่มีต่อ คสช.ไปได้บ้าง ทำให้บรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการเดินไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ มากขึ้น แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะบอกว่า การยกเลิกคำสั่งห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศไม่มีใครมากดดันทั้งสิ้นและไม่เกี่ยวกับประชามติ เพียงแต่ว่า คำสั่งห้ามบุคคลออกนอกประเทศมีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหารของ คสช. เมื่อพฤษภาคม 2557 จึงผ่อนคลายให้เท่านั้นเอง เมื่อทุกคนอยากให้ผ่อนคลาย ก็ทำให้
                    สำหรับการพยายาม “ผ่อนคลาย” สถานการณ์เมือง ลดแรงกดดันและความตึงเครียดทางการเมืองของ คสช.นั้น ยังมีกรณีอื่นๆ อีก เริ่มตั้งแต่ คสช.เปิดช่อง ส่งสัญญานผ่านมายังคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมือง 50 พรรค แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติได้ จนทำให้บรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายไปในทางที่ดีขึ้น
                    รวมทั้งการ “เปลี่ยนสถานที่” กรณีที่เชิญบุคคลมีความเห็นต่างมาปรับทัศนคติจาก “ค่ายทหาร-พื้นที่ทหาร” มาเป็นที่ “ศาลากลางจังหวัด-อำเภอ-สำนักงานเขต-สถานีตำรวจ” และใช้ตำรวจหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้พูดคุยแทนทหาร
                    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามคิดหาทาง ทำทุกอย่างให้สถานการณ์เบาลงเท่าที่ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของ คสช.ในการบริหารประเทศ เห็นได้จาก คสช.ยังคงคำสั่งสำคัญๆ ที่เป็นกลไกสำคัญและเป็น “ไม้แข็ง” ของ คสช.ไว้เพียบ ดังนี้
                    -คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมมนูญ (ฉบับชั่วคราว) โดยนำมาใช้แทนการยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศหลัง คสช.ทำการรัฐประหาร เพื่อดำเนินการกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ
                    โดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้กำหนดให้หัวหน้า คสช.สามารถแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” และ “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็น “ทหาร” และให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” มีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร, ความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. หรือหัวหน้า คสช.
                    คำสั่งหัวหน้า คสช.ยังกำหนดให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” มีอำนาจออกคำสั่ง “เรียกให้บุคคลมารายงานตัว” หากกระทำการเข้าข่ายกระทำผิดข้างต้น และสามารถเข้าร่วมในการสอบสวนกับ “พนักงานสอบสวน” ได้ และสามารถเข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ ได้ หากมีเหตุสงสัยว่าบุคคลซึ่งกระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด รวมทั้งมีอำนาจยึด อายัด ทรัพย์สิน
                    นอกจากนี้ ข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังกำหนดห้ามการชุมนุมทางการเมือง ด้วย  โดยระบุว่า ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งทำให้คดีที่ “พลเรือน” ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดที่เกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107-112 ประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113-118 ประมวลกฎหมายอาญาและการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. ต้องไปขึ้น “ศาลทหาร” ทั้งที่บุคคลนั้นเป็น “พลเรือน”
                    นอกจากนี้ ยังมีประกาศ คสช. ฉบับที่ 38/2557 เรื่องคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยระบุว่า ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้อยู่ในอำนาจ “ศาลทหาร” ที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย
                    ทั้งนี้ ผลของประกาศ คสช.ฉบับนี้ ทำให้ความผิดที่นอกเหนือจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย แม้ว่าผู้กระทำความผิดนั้นเป็น “พลเรือน” ถ้าคดีนั้นประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกัน ยกตัวอย่าง เช่น พลเรือนคนหนึ่งกระทำการที่เข้าข่ายผิด มาตรา 112 และ “ข้อหาอื่น” ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ “ศาลทหาร” แต่ก็ทำให้ “ข้อหาอื่น” ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมือง  ให้เหตุผลว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศฉบับนี้จึงเท่ากับการ “แช่แข็ง” พรรคการเมือง ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองเห็นว่าประกาศ คสช.ฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
                    ดังนั้น เมื่อ คสช.เริ่มผ่อนคลายโดยยกเลิกประกาศที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ พรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองใหญ่ ก็ออกมา “รุกคืบ” ให้ คสช.ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 โดยอ้างว่า การประชุมพรรคการเมืองมีความจำเป็น เพื่อที่จะได้ปฏิรูปพรรครองรับกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกทั้งเมื่อเข้าสู่การลงประชามติ ก็ควรจะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองด้วย รวมถึงการที่พรรคการเมืองต้องเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และรับรองว่า พรรคการเมืองจะไม่สร้างความวุ่นวายใดๆ ขึ้น แต่ คสช.ยังไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจพรรคการเมือง โดยมองว่า ที่ผ่านมาขนาดมีประกาศ คสช.ควบคุมพรรคการเมือง แต่ก็ยังมีนักการเมืองสร้างปัญหาให้แก่ คสช.อยู่บ่อยๆ จนต้องเรียกบางคนมาปรับทัศนคติ
                    ดังนั้น ถ้ายกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ก็ยิ่งไปกันใหญ่ นักการเมืองคงเคลื่อนไหวโจมตี คสช.กันอย่างเต็มที่ อีกทั้งขณะนี้้กำลังเข้าสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากพรรคการเมืองประชุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองได้ก็อาจมีผลต่อการชี้นำประชามติ
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557และฉบับที่ 103/2557 ควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อ
                    นอกจากนี้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แก่คนคนเดียวคือหัวหน้า คสช. ในการที่จะป้องกัน ระงับ หรือปราบปราม การกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ก็ยังคงอยู่
                    สรุปว่า กลไกที่เป็น “ไม้แข็ง” ของ คสช.ในการยึดครองอำนาจต่อไปยังอยู่ครบถ้วน…ใครหน้าไหนอย่าได้คิดลองดี
———————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘ปลดล็อก’ ห้ามออกนอกปท. แค่ ‘ผ่อนคลาย’ แต่ ‘ไม้แข็ง’ คสช.ยังอยู่ครบ : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น)

ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160529/228541.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2559
ชะตากรรม 'ธัมมชโย' เมื่อ 'การเมือง' เปลี่ยน

น่าติดตามชมอย่างยิ่ง !! ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ จะเป็นอย่างไร เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน

                    คดี “พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย” ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร จากการรับเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กำลังมาถึงจุดที่ “พีค” สุดๆ หลังจากครบกำหนดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขีดเส้นให้ “พระธัมมชโย” เข้ามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
                    ทว่า เมื่อถึงวันนัด “พระธัมมชโย” กลับไม่ได้เข้ามอบตัว ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายตลอดทั้งวันว่า “พระธัมมชโย” จะเข้ามอบตัวภายในกำหนดหรือไม่ โดยตอนแรกมีข่าวว่าจะเข้ามอบตัวที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  ทำให้ที่ สภ.คลองหลวง เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จัดสถานที่เข้ามอบตัว ขณะเดียวกันก็มีบรรดาพระสงฆ์และบรรดาศิษยานุศิษย์ของพระธัมมชโยจำนวนมากแห่มาให้กำลังใจ พร้อมกับทัพสื่อมวลชนที่รอทำข่าว
                    ทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการมอบตัว โดยอ้างว่า ระหว่างจะขึ้นรถพยาบาลเพื่อเดินทางไป สภ.คลองหลวง “พระธัมมชโย” มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลม
                    และจากการที่คดีนี้ทำท่าจะยืดเยื้อ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับ “พระธัมมชโย” โดยจะปล่อยให้คดีไม่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ได้ นำมาซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม  ต้องออกมาชี้แจงว่า ดีเอสไอมีแผนกำหนดมาตรการตามขั้นตอนไว้แล้ว และจะดำเนินการตามกฎหมายกับ “พระธัมมชโย”  คาดว่าจะสามารถเร่งรัดคดีนี้ให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุดไม่เกินภายใน 2-3 สัปดาห์
                    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ได้พูดถึงเรื่องของ “พระธัมมชโย” ว่า  จะไม่ขอรบกับพระ เพราะเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ขอให้เป็นไปตามกฎหมายและทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พระก็คงเหมือนกับทหารที่ต้องมีกฎ ทั้งกฎหมายและวินัยสงฆ์ด้วย และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่มีวิธีิการที่จะดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมไปกับการที่นายกฯขอว่า อย่าทำให้เรื่องนี้เกิดความแตกแยกและอย่ามีการปลุกระดมให้คนออกมาสู้กัน
                    เมื่อฟังและดูท่าทีของนายกฯและรมว.ยุติธรรมแล้ว สรุปได้ว่า จะใช้กฎหมายและดำเนินการให้ “พระธัมมชโย” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ปล่อยปละละเลยแน่
                    แต่การจัดการกับ “พระธัมมชโย” และ “ธรรมกาย” ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะ “ธรรมกาย” มีเครือข่ายมากมาย ทั้งทางสงฆ์และฆราวาสแทรกซึมไปทุกวงการ รวมทั้งมี “สายสัมพันธ์” กับทาง “การเมือง” อีกด้วย
                    การที่ “ศาสนา” เกี่ยวพันกับ “การเมือง” นั้น มีมานานนมแล้ว  หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก นับแต่ยุคที่ถือเทพเจ้าหลายองค์มาถึงยุค ขงจื๊อ เต๋า พุทธ ฮินดู อิสลาม คริสต์ ยูดาย ฯลฯ เราจะพบความจริงว่า ลัทธิ, ศาสนา, ความเชื่อใดๆ จะเติบโตขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อมี “อำนาจรัฐ” หนุนหลัง เช่น ในจีนหากฮ่องเต้นับถือลัทธิใด ลัทธิอื่นก็จะตกต่ำลงขาดแรงสนับสนุน “การเมือง” กับ “การศาสนา” ที่แท้ ก็คือ ปมประเด็นว่าด้วยอำนาจ เพียงแต่เป็นอำนาจคนละมิติที่เหมือนเหรียญคนละหน้าเท่านั้น
                    ดังนั้น การที่ “ธรรมกาย” เติบโตมาด้วยอำนาจการเมืองหนุนไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ จะเห็นได้ว่า “ธรรมกาย” เติบโตแบบก้าวกระโดดในระหว่างที่ “กลุ่มการเมืองชินวัตร” มีอำนาจปกครองประเทศต่อเนื่องหลายรอบระหว่างปี 2544-2557
                    ครั้งหนึ่ง  นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊ก โดยให้ความเห็นที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  ว่า หนึ่งในนั้น คือ การรุกโจมตีวัดพระธรรมกาย ด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ว่า เป็นปาราชิกอวดอุตริมนุสธรรม เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายกลุ่มพระสงฆ์ที่เป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่ายแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และฝ่ายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
                    ข้อความทีี่ “หมอเหวง” โพสต์ จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่า วัดพระธรรมกายเป็นฝ่ายเดียวกับคนเสื้อแดงและทักษิณ ชินวัตร
                    นอกจากนี้ หากมองย้อนไปในช่วง “รัฐบาลพรรคไทยรักไทย” ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร ” เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ได้มีการใช้สถานที่วัดพระธรรมกายจัดงาน “รวมใจทุกศาสนาพัฒนาท้องถิ่นไทยฯ” โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 8 หมื่นคน มาร่วมงาน ซึ่งมี “ทักษิณ” เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาด้วย โดยสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น “รัฐบาลทักษิณ” กำลังอยู่ภาวะคับขันจากการที่ถูก “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ชุมนุมขับไล่  และจะเป็นความบังเอิญหรือเกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้
                    เพราะหลังจากนั้นเพียงเดือนเศษก็มีการถอนฟ้องคดีที่พระธัมมชโยถูกฟ้องว่า เบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา จ.พิจิตร และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่  ใน ต.หนองพระ จ.พิจิตร และที่ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์  โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดให้แก่ลูกศิษย์คนสนิท
                    หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2555 ที่ีออกมาสนับสนุน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ก็มีข่าวออกมาว่า มีการนำกลุ่มชายฉกรรจ์จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไปฝึกอบรมรมอยู่ในวัดพระธรรมกาย เพื่อสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง
                    ส่วน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ในขณะนั้น ก็มีการจัดงานงานหนึ่ง ซึ่งยิ่งใหญ่มากๆ คือ งานฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่บริเวณประตูน้ำ ถนนราชปรารภ งานดังกล่าวมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระจำนวน 22,600 รูป ยิ่งใหญ่ชนิด “ปิดกรุงเทพฯ” กันเลยทีเดียว งานดังกล่าวหลายหน่วยงานร่วมกันจัด ซึ่งมีทั้ง สำนักนายกรัฐมนตรี, วัดพระธรรมกาย, มูลนิธิธรรมกาย และในงานดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใส่ชุดขาวมีแถบสองแถบพาดจากไหล่ทั้งสองข้างลงด้านล่าง ซึ่งมีการวิจารณ์กันว่า ช่างเหมือนกับชุดอุบาสิกาของธรรมกาย ส่วนพระพุทธรูปในงานก็เป็นพระพุทธรูปแบบธรรมกาย อีกทั้งประธานฝ่ายสงฆ์ก็เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าสนับสนุนธรรมกาย
                    นี่…เป็นแค่ตัวอย่าง ที่แสดงให้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมกาย” กับ “อำนาจทางการเมือง”  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “พระธัมมชโย” และ “ธรรมกาย” อยู่รอดและคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ แถมยังเติบโตเรื่อยมาโดยไม่แคร์สายตาใคร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวพุทธ ที่ขัดใจกับพฤติกรรมและคำสอน
                    แต่ปัจจุบัน ในยุค “รัฐบาล คสช.” สถานการณ์การเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะว่าได้เดินหน้าชนกับวัดพระธรรมกายอย่างเต็มที่
                    เห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ไพบูลย์ รมว.ยุติธรรม  ก่อนหน้านี้ในต่างกรรมต่างวาระกัน  ในทำนองพร้อมเอาผิดเต็มที่
                    …“เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมายก็ขอให้ไม่ต้องกลัว เพื่อให้คดีจบให้ได้”
                    …“ได้สั่งการให้ดีเอสไอติดตามกรณีวัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมระดมคน หากมีสิ่งใดแอบแฝง ส่งสัญญาณว่าอาจนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดำเนินการ”
                    …“ไม่มีใครจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้ได้บางครั้ง แต่วันหนึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ถ้าไม่ผิดจะยืดเยื้อไปทำไม”
                    คำพูดของ พล.อ.ไพบูลย์ จึงไม่ต่างอะไรกับการมอบนโยบายของรัฐบาลต่อเจ้าหน้าที่รัฐว่า ต้องเอาคดีวัดพระธรรมกายขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มาก่อน แต่จะ “ผลีผลาม” ก็ไม่ได้ ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพราะหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น “รัฐบาล คสช.” จะเสียเอง
                    นอกจากนี้ ใน “ทางการเมือง” อาจมองได้ว่า การดำเนินคดีกับ “พระธัมมชโย” อย่างชนิดเต็มพิกัด ยังส่งผลเป็นการทำลายฐานกำลังสำคัญของ “กลุ่มอำนาจเก่า” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.ได้อีกด้วย
                    ชะตากรรมของ “พระธัมมชโย” จะเป็นอย่างไร เมื่อ “การเมืองเปลี่ยน” จึงน่าติดตามชมอย่างยิ่ง
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

ไพ่ในมือ‘ประยุทธ์’มีให้เล่นอีกหลายหน้า

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160417/226014.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559
ไพ่ในมือ‘ประยุทธ์’มีให้เล่นอีกหลายหน้า

ไพ่ในมือ “ประยุทธ์” มีให้เล่นอีกหลายหน้า : คมวิเคราะห์ โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

               แค่เริ่มต้นของการเดินไปสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ บรรยากาศการเมืองก็เริ่มเข้มข้นแล้ว กว่าจะไปถึงวันลงประชามติ 7 สิงหาคม อีกเกือบ 4 เดือน ยังมีหลายปัจจัยที่จะเข้ามากระทบ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสร้อนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค นำทัพออกมาแถลงแสดงความไม่เห็นด้วยกับ “คำถามพ่วง” ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะส่งไปทำประชามติ ที่กำหนดให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ ด้วย จากเดิมเป็นอำนาจของ ส.ส.เท่านั้น และบางประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญ

แม้ “อภิสิทธิ์” จะยัง “แทงกั๊ก” ไม่บอกว่าจะโหวต “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ แต่ก็ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่พอใจอย่างหนัก จากปกติที่นายกฯ มักไม่ให้สัมภาษณ์ในวันอาทิตย์ วันนั้นเหมือนตั้งใจ นายกฯสวนกลับทันที โดยให้สัมภาษณ์ผ่าน “โทรศัพท์” ด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะเพราะ “พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบนักการเมือง” หรือจะเพราะ “พล.อ.ประยุทธ์ไม่ค่อยแฮปปี้กับคุณอภิสิทธิ์นัก” ตามเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากวงสนทนาของคอการเมือง แต่การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในวันนั้นและวันต่อมา ก็สะท้อนถึงคำพูดดังกล่าวได้พอสมควร

ทั้งประโยคที่ว่า การให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ “จะทำให้ประเทศชาติเลวร้ายลงหรือไม่ ประชาชนทุกข์มากขึ้นหรือไม่ หรือนักการเมืองที่ไม่ดีเกรงว่าจะทำอะไรที่เลวร้ายเหมือนที่เคยทำไม่ได้อีก” หรือประโยคที่บอกว่าช่วงเป็นรัฐบาลไม่เห็นจะทำอะไร ไม่เห็นจะแก้ปัญหาอะไรได้

พร้อมประเด็น “หากนักการเมืองไม่ลงเลือกตั้งก็ดี คนที่พูดว่าไม่ลง อย่ามาลง” ซึ่งประเด็นนี้ก็ถูกย้ำโดยหลายคนใน คสช. และมีความเป็นไปได้ว่าต่อไปจะมีการย้ำประเด็นนี้หนักขึ้นเพื่อสกัดนักการเมืองบางคนบางกลุ่มไม่ให้ลงเลือกตั้ง

รวมทั้งคำพูดตรงๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า ให้ ส.ว.มาร่วมประชุมเลือกนายกฯ ด้วย “เพราะไม่ไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลหน้า…แค่นี้ขอไม่ได้หรือ”

ภาพการยืนแลกหมัดกับนักการเมือง โดยไม่สนใจว่าจะมาจากพรรคไหนของ พล.อ.ประยุทธ์ มีการมองว่า นี่อาจจะเป็นยุทธศาสตร์การสร้างกระแสในการลงประชามติว่า ประชาชนจะเลือกยืนอยู่ข้างใคร นักการเมือง ที่พล.อ.ประยุทธ์ย้ำให้เข้าใจอยู่เสมอว่า “ไม่ดี” หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ซึ่งประกาศว่าจะ “ปฏิรูปประเทศ”

อีกกระแสที่กำลังก่อตัวเกิดขึ้นมา คือ กระแส “ความกลัว” ต่อสิ่งที่จะเผชิญ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการที่ คสช.ไม่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชามติจะทำอย่างไร ตอนนี้จึงเป็นเสมือน “หลุมดำแห่งความหวาดกลัว” ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่แย่กว่า หรืออาจไม่ได้ไปเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือ ปี 2560

เหตุผลทางการที่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ “รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม” พร่ำบอกคือ การบอกให้รู้เงื่อนไขจะทำให้ประชาชนไม่สนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไปสนใจที่เงื่อนไขมากกว่า แต่ความจริงอีกด้านที่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วคือ การไม่บอกว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนจะได้อะไร ก็ทำให้ประชาชนไม่สนใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ประชาชนไม่สนใจว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร แต่ประชาชนกำลังกลัวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านอาจจะได้เจอสิ่งที่แย่กว่า จึงเป็นไปได้ว่าประชาชนจะออกไปโหวตให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยความกลัว” นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าว

นักวิเคราะห์รายเดิมมองว่า การออกมาใช้สิทธิของประชาชนในช่วงสิบปีหลังเป็นการเลือกเพราะความกลัว ไม่ใช่เลือกเพราะเห็นว่ามีนโยบาย มียุทธศาสตร์ที่ดีกว่า แต่เลือกเพราะกลัวฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนจะแพ้ กลัวอีกฝ่ายจะชนะ เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา ที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ก็เพราะคน กทม.ออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก เพราะกลัวพรรคเพื่อไทยจะชนะ หรือที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้สโลแกน “ไม่เลือกเราเขามาแน่” และการเลือกเพราะความกลัวกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้

มีการตั้งคำถามว่า นี่คือแผนของ คสช.ที่จะทำให้เกิดความกลัวหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ “อำนาจอยู่ที่ผม”

ถึงตอนนี้ แม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะมองว่า การตั้งคำถามพ่วง ให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ ในช่วง 5 ปี นอกจากโอกาสที่ตัวคำถามพ่วงจะผ่านประชามติมีน้อยเต็มที ยังอาจจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ตกไปด้วยนั้น แต่ก็มีการวิเคราะห์อีกด้านว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่จะผ่านประชามติทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง” เหตุผลไม่มีอะไรมากมาย นอกจาก “คสช.เปิดหน้าออกมาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่ต้องการให้ล่ม เพราะถ้าล่มไป นอกจากหมายถึงกระแสกดดันมาที่ คสช. ยังหมายถึงกลไกที่ไม่สมบูรณ์ อันจะหมายถึงทำให้ “เสียของ” ด้วย”

ย้อนดูก่อนหน้านี้ มีการมองว่า คสช.ค่อยๆ วางทุกอย่างไว้ทีละขั้นตอน ไม่บุ่มบ่าม ข้ามขั้น ขณะเดียวกันก็ไม่เคยผูกมัดอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎกติกา หรือแม้กระทั่งการกลับมาเป็นนายกฯ ในรัฐบาลหน้าของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้หัวหน้า คสช.จะพูดปัด ปฏิเสธอยู่เป็นประจำ แต่ก็มักจะมีประโยคสร้อยตามมาเสมอว่า “จะเอายังไงก็ไปคิดกันมา”

ข้อเสนอเรื่องให้มี ส.ว.สรรหาทั้งหมดและมีอำนาจเลือกนายกฯและอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เช่นกัน หลังจากกระแสตอบรับไม่ค่อยดีในช่วงแรกที่ คสช.เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล คสช.ก็ถอย ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ออกมาบอกเองเมื่อ 8 มีนาคม ว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ แต่เป็นความเห็นส่วนตัว คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ว่ามา”

เป็นทั้งการเบรกกระแส และเปิดช่องตรงท้ายไว้ ให้นายกฯ ออกมาพูดใหม่ได้ว่า ที่ต้องการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ เพราะไม่ไว้ใจรัฐบาลหน้า

สำหรับคำถามพ่วงที่จะเปิดทางให้ ส.ว.ที่มาจากกระบวนการสรรหาโดย คสช.มาร่วมเลือกนายกฯนั้น แม้ในใจความของคำถามพ่วงจะมีแค่ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ แต่มีข่าวว่า มีการวางแผนเอาไว้แล้วว่า หากคำถามพ่วงผ่านประชามติ หลังจาก กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามคำถามพ่วงแล้ว และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดว่า ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่า เมื่อ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ ก็ต้องให้ ส.ว.มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย

เท่ากับว่า คสช.จะได้ตามที่ต้องการ เพียงแต่เมื่อวิธีหนึ่งคือให้ กรธ.แก้ไขไม่ได้ ก็เปลี่ยนวิธีมาใช้อีกวิธีคือขอประชามติจากประชาชนแทน

อีกประโยคที่ก่อนหน้านี้ หัวหน้า คสช.พูดอยู่บ่อยๆ คือ “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์” ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้ คสช.สามารถวางกติกาไว้แบบหลวม แบบไม่ให้ผูกมัดตัวเองก็คือ อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่ง “พล.อ.ประยุทธ์” สามารถใช้อำนาจนี้ตลอดไปตราบเท่าที่รัฐบาลใหม่ยังไม่ได้เข้าทำหน้าที่

สถานการณ์นับจากนี้ไปจนถึงวันประชามติ และไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีไพ่อีกหลายใบในมือให้เลือกเล่น!

‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160410/225660.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2559
'บิ๊กตู่-แม้ว' เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ 'ใครพลาดอาจถึงฆาต'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    “ขอบคุณหลายคนที่ช่วยเหลือพรรคทั้งทางตรงและทางอ้อม มีน้ำใจ ช่วยเหลือทั้งทางวิชาการ หรือออกมาต่อสู้ ถูกเรียกไปปรับทัศนคติมาหลายรอบ ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ผมอายุ 67 ปียังใช้ได้อยู่ ยังเดินหลายกิโล ถ้าไปเยี่ยมราษฎรยังไหวอยู่ เดินได้เป็นกิโลๆ ขอให้หมั่นตรวจร่างกาย ออกกำลังกาย มีวินัยการกินการนอนรักษาอารมณ์ให้ดี เมื่ออารมณ์ไม่ดี นิสัยไม่ดีก็ทิ้งไป ชีวิตจะยาวนาน มีความสุข วันนี้ดีใจ ขอบคุณครับ แฮปปี้ วันสงกรานต์” ช่วงหนึ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร สไกป์มาอวยพรอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
                    นัยของนายใหญ่เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ต้องตีความมากนัก คือ ขอให้พลพรรคเพื่อไทยเดินหน้าลุยต่อ แม้ไม่นานมานี้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะโดนขุนพลท็อปบู๊ทจับตาตั้งแต่เรื่องปฏิทินปีใหม่และขันแดง รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจคนในเครื่องแบบมากนัก แต่หากมาไล่มองคำพูดของคีย์แมนเบอร์ 1 ของคสช.นั้น จะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ทำไมยามนี้การขันนอตในการจัดระเบียบประเทศไทยจึงเคร่งครัดยิ่ง นั่นเป็นเพราะการจับจังหวะการเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันนั่นเอง
                    โดยเฉพาะช่วงนี้ แม้สังคมเห็นหน้าตาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเตรียมลงประชามติในอีกไม่นานนี้นั้น มันคือแต้มต่อที่นายใหญ่อ่านสิ่งที่คีย์แมนเบอร์ 1 ของคสช.หวั่นใจ เพราะแรงต้านกับการเขียนบทบัญญัติในกฎหมายหลักของประเทศที่วางไว้นั้น คนการเมืองแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยคนที่จะกุมสภาพคือพรรคข้าราชการ โดยเฉพาะบรรดา ผบ.เหล่าทัพที่จะเป็นคนที่กุมกลไกต่างๆ ไว้ในมือ
                    ฉะนั้นยาแรงที่ป้องกันการดื้อยาตั้งแต่ตอนนี้ไปนั้น มันคือสิ่งจำเป็นของคสช.ในยามนี้ที่จำเป็นต้องใช้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
                    “ส่วนการควบคุมตัวหรือจับกุมผู้ที่เรียกร้องต่างๆ นั้นเป็นไปตามหลักกฎหมาย แต่กลับอ้างหลักสิทธิมนุษยชน คนเหล่านี้ผิดกฎหมายที่ประกาศไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการห้ามชุมนุม ห้ามพูดจาส่อเสียด ซึ่งต้องถามว่า คนเหล่านี้ละเมิดกฎหมายก่อนหรือไม่ วันนี้ผมตอบโต้ต่างประเทศไปว่า ตั้งแต่เข้ามานั้นได้ทำคนตายไปแล้วกี่คน ซึ่งไม่มีสักคน นั่นเป็นเพราะบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนเชื่อฟังกฎหมาย ไม่ต้องตายเหมือนอดีตที่ผ่านมา”
                    และ “ตราบใดที่ผมไม่โดนต่อต้านว่ามากนัก ผมก็จะไม่พูดถึงเขา แต่นี่มันชอบพูดว่าผมทุกวัน ผมก็มนุษย์นะ ให้ผมสงบปาก สงบคำเหรอ เป็นนายกฯ ต้องไม่พูด เงียบๆ เรียบร้อยหรืออย่างไร ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้ จะบอกให้ ไม่มีใครเขาเป็นหรอก เพราะประชาชน ไม่ใช่ว่าผมเก่ง ผมมาเพื่อจัดระเบียบเท่านั้นเอง”
                    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวตอนหนึ่งในช่วงที่เป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงานแก่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ” เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
                    มันสอดรับกับ “การฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำหรือแกนนำประชาชนทั่วไป” หรือหลักสูตรเข้าค่ายปรับทัศนคติของคสช.ที่ประกาศไว้ไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มันคือประกาศอย่างเป็นทางการของขุนพลท็อปบู๊ทที่ส่งออกไปเตือนผู้ที่มีความเห็นในขั้วตรงข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ และแม่น้ำ 5 สายที่เดินเครื่องจัดระเบียบประเทศไทย
                    ก่อนหน้านี้ใครที่แสดงความเห็นที่ คสช.มองว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือมีทัศนคติที่เป็นลบต่อการทำงานในช่วงโรดแม็พของคสช.-รัฐบาลนั้น จะมีการเชิญตัวมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ แม้หลายคนที่จะโดนเชิญตัวมาพบ เมื่อกลับออกไปแล้วก็ไม่ก่อสิ่งรำคาญใจของขุนพลท็อปบู๊ท แต่บางคนเมื่อมาพบขุนพลนายทหารบ่อยครั้งแต่ก็ยังทำตัวเสมือนไม่รับรู้-ไม่รู้เรื่อง
                    ฉะนั้นหลักสูตรนี้แม้ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ แต่เสมือนเป็นคำสั่ง คสช.ที่ยามนี้ใช้ทำอะไรก็ได้บนแผ่นดินไทย แม้บางฝ่ายมองว่ามันละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเคลียร์รันเวย์ให้ราบเรียบเพื่อมิให้มีแรงกระเพื่อมใดๆ เกิดขึ้นในช่วงที่ยังกุมสภาพ
                    พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงการดำเนินการจัดหลักสูตรอบรมนักการเมืองของคสช.ว่า หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ
                    1.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน
                    2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและรับรู้กติกาสังคมปัจจุบันที่เน้นสร้างความปรองดองสมานฉันท์
                    3.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและไว้ใจต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลและ คสช.
                    4.ขอความร่วมมือไม่ให้ผู้เข้ารับการอบรมขัดขวาง และขอความร่วมมือให้ช่วยสนับสนุนงานของรัฐบาลและ คสช.
                    “ส่วนหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมเข้าอบรม คสช. ได้กำหนดไว้ว่า เป็นผู้นำหรือแกนนำประชาชน ที่กระทำผิดกฎหมาย ทำผิดกติกาสังคม และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติจนทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลและ คสช.เกิดความเสียหาย รวมถึงมีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งระหว่างคนในสังคม ตลอดจนมีพฤติกรรมแปลกแยกไปจากสังคม โดยระยะ”
                    เวลาหลักสูตรนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน จำนวน 168 ชั่วโมง ซึ่ง คสช. จะใช้อำนาจตามกฎหมายเท่าที่ทำได้และไม่มีอะไรเกินเลยแต่อย่างใด  สำหรับขั้นตอนปฏิบัติในการเชิญผู้ถูกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวนั้น จะเชิญตัวและดำเนินการอย่างเปิดเผยด้วยการให้เกียรติ พร้อมทั้งแจ้งพฤติกรรมคนที่ถูกเชิญได้รับทราบว่า มีคุณสมบัติใดที่ควรเข้ารับการอบรม อีกทั้งจะต้องแจ้งให้ญาติของผู้ถูกอบรมรับทราบว่าจะไปสถานที่ใด รวมทั้งสามารถเข้าไปเยี่ยมได้
                    ขอย้ำว่า เราจะอำนวยความสะดวกให้คนที่เข้ารับการอบรมเป็นอย่างดี หากจบหลักสูตรอบรม 7 วันแล้ว เราจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับบ้านด้วย
                    คสช.มีอำนาจในการเชิญตัวและตักเตือน “รายชื่อผู้ที่จะเข้ารับการอบรม อาจจะเป็นคนเดิมๆ ที่ คสช.ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด อีกทั้งเชิญมาพูดคุยหลายครั้งแล้ว แต่ช่วงหลังพบว่ามีท่าทีและทัศนคติของคนเหล่านั้นที่ดีขึ้น ย้ำว่า เรายังคงติดตามและเฝ้าดูอยู่เสมอ”
                    ขณะเดียวกันคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists-ICJ) ฮิวแมน ไรท์ส วอชท์ (Human Rights Watch-HRW) แอมแนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International-AI) สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Forum for Human Rights and Development-FORUM-ASIA) สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights-FIDH) และฟอร์ติฟาย ไรท์ (Fortify Rights–FR) กล่าวพร้อมกันในวันนี้ว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพไทยโดยทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม โดยมอบอำนาจหลายประการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 27 ประเภท รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำการให้เกิดความไม่สงบในที่สาธารณะ ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง การตรวจคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธ
                    สองเรื่องนี้แม้มองเบื้องต้นจะเป็นคนละเรื่อง หากมองลงลึกๆ แล้วมันเสมือนผูกกัน เพราะบางคนอาจจะโดนเข้าค่ายอบรม 7 วัน แต่อาจจะเจอแจ็กพอตโดนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 แถมท้าย หากมีการไล่ตรวจสอบคุณสมบัติกันแบบเจาะลึกเพื่อจัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
                    สถานการณ์ยามนี้บางคนอาจจะมองว่ามันคล้ายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 มาตรา 17 ในยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง ที่ทำให้เหตุวุ่นวายในยุคนั้นถึงกับนิ่งสนิท บทเรียนจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ศึกษาและนำมาปรับใช้ในสถานการณ์วันนี้นั้น น่าจะมีความก้าวล้ำไปกว่าเมื่อห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพราะพล.อ.ประยุทธ์มองว่าสถานการณ์มันเปลี่ยน กติกาก็ต้องปรับ แต่หลักการยังคงเดิมมิเปลี่ยนไปคือสกัดกั้นภัยต่อความมั่นคงที่มาจากขั้วอำนาจทางการเมือง
                    บทเรียนความรุนแรงตั้งแต่ปี 2549-2557 นั้น ยังอยู่ในความทรงจำของพล.อ.ประยุทธ์ และยามที่มีอำนาจสูงสุดในยามนี้ หากไม่ถอนรากถอนโคนสารพันปัญหาให้เสร็จสิ้น วังวนความขัดแย้งที่อาศัยอำนาจการเมืองก็ยังไม่จบ และการยึดอำนาจก็อาจจะเสียของ แต่บางครั้งหากใช้ยาแรงเกินไปมันก็อาจจะเกิดกระแสตีกลับมายังขุนพลท็อปบู๊ทเสมือนบางบทเรียนในประวัติศาสตร์เมืองไทย และสิ่งนี้คือยอดปรารถนาของนายใหญ่แห่งเพื่อไทย
                    หมากบนกระดานการเมืองไทยช่วงนี้และอนาคต ถือได้ว่าน่าจับตาเพราะเกมนี้ ใครเดินหมากพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะต้องเก็บฉากแบบถาวร
———————
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160403/225222.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559
เปิดรัฐธรรมนูญ 'ฉบับปราบโกง'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม

                    คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ได้เปิดร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ มีเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต จนมีการให้คำนิยามว่า เป็น “ฉบับปราบโกง” ซึ่งเป็น “จุดขาย” อันหนึ่งในการนำไปทำ “ประชามติ”
                    เริ่มตั้งแต่ “คำปรารภ” ซึ่งบอกให้ทราบถึง “เจตนารมณ์” ในการมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนหนึ่งว่า “…การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ”
                    ทั้งนี้ หากพลิกไปดูอย่างละเอียดในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็จะพบว่า มีการวางกลไกเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แยกกันอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ซึ่งเมื่อนำมาต่อ “จิ๊กซอว์” เข้าด้วยกันก็จะเห็นภาพที่ชัดเจน
                    หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (10) บัญญัติว่า ประชาชนคนไทยมีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ  ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่ได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้ไว้
                    หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นหมวดใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมี ในมาตรา 63  บัญญัติว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ
                    หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 76 บัญญัติว่า รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนด “ประมวลจริยธรรม” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ
                    ใน “ทางการเมือง” ก็ได้มีการกำหนดเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ “คนทุจริต” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
                    มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
                    (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
                    (9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
                    (10) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ ความผิดฐานฟอกเงิน
                    (11) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง
                    (18) เคยพ้นจากตำแหน่ง จากกรณีที่เป็น ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี เสนอแปรญัตติที่มีผลให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายและถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง  หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่
                    และลักษณะต้องห้ามข้างต้นนี้ เป็นลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), รัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรี ด้วย และหากดำรงตำแหน่ง  ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง
                    นอกจากนี้ยังมีการกำหนด ห้าม “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืิอง” มีส่วนได้เสียในเรื่องการแปรญัตติงบประมาณในสภา โดยมาตรา 144  วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้
                    ส่วนวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ ส.ส. หรือ  ส.ว. มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนฯ ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็น ส.ส. หรือ  ส.ว. ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าว แต่ไม่ได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
                    ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ถึงกับบัญญัติเป็น “หมวด” โดยเฉพาะในหมวด 9  เช่น  ห้าม ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี รับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งข้อห้ามนี้ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี และยังรวมถึงผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ได้รับมอบหมายจาก ส.ส. ส.ว, รัฐมนตรี ด้วย
                    ร่างรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ “องค์กรอิสระ” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมาตรา 224 (4) บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี   เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
                    มาตรา 226 บัญญัติว่า  เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำผิด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น เป็นเวลา 10 ปี
                    และยังมีการสร้างกลไกของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการไต่สวนกรณีมีกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คนใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิด ในส่วนของการร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริต ก็จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    ในกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็จะส่งไปยังศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 10 ปีด้วยก็ได้
                    ส่วนขององค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กร คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  (คตง.) ในมาตรา 245 ให้อำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  เสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อ คตง. เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ และในกรณี คตง.เห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว คตง.ก็จะปรึกษาหารือร่วมกับ กกต. และ ป.ป.ช. ซึ่งหากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนด้วย
                    สำหรับกรณีที่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่  หรืออาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่เป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการได้ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้ง ป.ป.ช. กกต. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจขององค์กรนั้นๆ ต่อไป
                    ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้บัญญัติให้องค์กรอิสระต่างๆ ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร โดยถ้าองค์กรอิสระใดเห็นว่า มีผู้กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ก็ให้แจ้งให้องค์กรอิสระนั้นทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
                    นอกจากนี้ ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ  มีการกำหนดว่า ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีการคัดเลือกผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    รวมทั้งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ให้มีการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ส่วนในด้านกฎหมาย ก็ให้มีการปฏิรูปให้มีการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
                    ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปฯ ในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และคาดหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 5 ปี
                    ดังนั้น “จุดเด่น” ในเรื่อง “การปราบโกง” นี่เอง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน “ประชามติ” ก็เป็นได้
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม)

ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ?

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160306/223629.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559
ส.ว.เฉพาะกิจ 'คาน' หรือ 'ค้ำ' รัฐบาล ?

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ? : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น

                     ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอข้อเสนอเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 16 ข้อ และข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ ข้อเสนอข้อที่ 16 ซึ่งใจความสำคัญคือเสนอให้มีการกำหนดบทบัญญัติใน “บทเฉพาะกาล” ที่ต่างไปจาก “บทถาวร” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายทั้งในช่วงหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังเลือกตั้ง และหลังมีรัฐบาลใหม่  ก็มีการจับตามองไปถึง “อำนาจพิเศษ” ใน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ว่าจะมีอะไรบ้าง
                     ต่อมา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีระยะเวลา 5 ปี  และได้มีการพูดถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยยกตัวอย่างให้คิดว่า  จะให้ ส.ว.ทำหน้าที่ให้เกิดการคานอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านและเมื่อถึงเวลาสถานการณ์ปกติ ส.ว. ก็จะเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
                     ชัดเจนมากขึ้นเมื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาเสนอแนวคิดถึงการให้มี “ส.ว.สรรหาทั้งหมด” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีว่า เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นตามกรอบที่วางไว้
                     ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  ก็ออกมา “รับลูก” ทันควัน ถึงข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตร ที่ให้มี ส.ว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า ในหลายประเทศก็ทำแบบนี้ “ผมคิดว่า พล.อ.ประวิตร ก็เข้าใจเช่นเดียวกับผม เพราะคิดเหมือนกันอยู่แล้ว” และหาก ส.ว.อยู่ครบ 5 ปีได้จริงก็ทำหน้าที่พิจารณาร่วมกับ ส.ส.ในการเปิดประชุมรัฐสภา และอภิปรายในเรื่องที่เป็นประเด็นซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องทุจริต และทำหน้าที่แทนประชาชนในการดูแลเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการทำงาน รวมถึงการเดินตามยุทธศาสตร์ประเทศ
                     เมื่อถึงเวลานี้ จึงน่าสรุปได้ว่าแนวทางหนึ่งในกลไกอำนาจพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็คือ “ส.ว.” ที่จะมีบทบาทอย่างสูงในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีเป้าหมายให้ ส.ว.เป็นกลไกเข้ามาคานอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือรัฐบาลชุดต่อไป โดยไม่ต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ อย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกกระแสต่อต้านและถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำไปในที่สุด จึงต้องมีการออกแบบกลไกทางการเมืองส่วนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า แม้ไม่มี คปป.แต่ยังสามารถควบคุมตรวจสอบ หรือคานอำนาจฝ่ายรัฐบาลได้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า คสช.เองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้
                     ทั้งนี้ “ส.ว.เฉพาะกิจ” ตามสูตรนี้  ส.ว.จะมาจากการสรรหาทั้งหมดจำนวน 200 คน ส่วนอำนาจและวาระของ ส.ว.จะมีแค่ไหนนั้นยังไม่มีข้อสรุป
                     แต่ข้อเสนอที่ปรากฏออกมา คือให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเมื่อให้เลือกนายกฯ ก็ต้องมีอำนาจอีกอย่าง คือร่วมอภิปรายและลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ และ ส.ว.ยังมีบทบาทในการดูแลให้รัฐบาลทำตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับวาระในการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.ตอนนี้มีสูตรให้อยู่ 5 ปีเท่ากับวาระในบทถาวร แต่ก็มีเสียงท้วงติงว่าควรจะน้อยกว่านั้น เพราะหากให้มีวาระ 5 ปี และให้มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้ ก็จะเท่ากับให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้ถึง 2 รอบ เพราะ ส.ส.มีวาระ 4 ปี
                     อีกเหตุผลหนึ่ง ที่จำเป็นต้องวางกลไกในส่วน ส.ว.เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อควบคุมดูแลหลังจากมีรัฐบาลใหม่ ก็เพราะว่าตามร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ คสช.ยังอยู่และมีอำนาจเหมือนเดิมทุกประการจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้จนถึงมีรัฐบาลใหม่เท่านั้น
                     มีการมองว่าตามสูตรใหม่นี้ ส.ว.สรรหา ที่มีทั้งหมดถึง 200 คน ก็จะมีสภาพเหมือนเป็นฝ่ายที่สามในรัฐสภา เหมือนเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่อีกพรรค ที่คอยคานอำนาจพรรคการเมืองใหญ่ในระบบเดิม เช่น พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ และหากมองไปที่ข้อเสนอข้อ 16 ของ ครม.ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า “ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน” เอาเข้าจริง ส.ส.ที่เลือกตั้งเข้ามา ก็จะเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น
                     กลไกที่จะมีอำนาจและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางทางการเมืองอย่างสูง ก็คือ “ส.ว.สรรหา” ที่พร้อมที่จะเป็นตัว “คาน” อำนาจรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่ถ้ามองจากอีกมุมที่มองว่านี่คือสูตรของการ “สืบทอดอำนาจ” กลไกของ ส.ว.ที่วางไว้ก็จะทำหน้าที่ในการ “ค้ำ” รัฐบาลทันที
                     อย่างไรก็ตาม มีการพูดคุยกันอยู่ในกลุ่มคนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งก็คือฝั่ง คสช. ว่า หากคิดสูตรนี้ก็ต้องหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องรับเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารที่ประชาชนจำนวนมากให้การสนับสนุน แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับตำแหน่ง แล้วให้นายทหารคนอื่นที่ไม่มีฐานประชาชนสนับสนุนมาเป็น สูตรนี้ก็เสี่ยงที่จะล้มไม่เป็นท่าและอาจเกิดวิกฤติอีกครั้ง อาจจะเหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่ต่อต้าน พล.อ.สุจินดา คราประยูร
                     แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร แต่หากจับท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์  ก็จะพบว่าเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม คือ จากที่เคยยืนยันว่าจะไม่เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ก็มีน้ำเสียงที่ไม่ปฏิเสธอย่างแข็งขันเหมือนเมื่อก่อน  เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ถูกถามว่าหลังเลือกตั้งรัฐบาลนี้จะยังอยู่หรือไม่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ผมจะอยู่ได้อย่างไร ก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณามา…ท่านอยากได้อย่างไร อยู่ที่ท่านกำหนดของท่านเองทั้งนั้น”
                     สำหรับ ส.ว. ตาม “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย”  ใน “บทถาวร” กำหนดให้มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม หรือที่เรียกกันว่า “เลือกทางอ้อม” ในแต่ละกลุ่มมีวาระ 5 ปี ส่วนอำนาจ เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงมีอำนาจไม่มาก โดยอำนาจหน้าที่หลัก คือการกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร  ขณะที่ในบทเฉพาะกาลของร่างแรก ในขณะนี้ยังไม่มีการเขียนในเรื่อง ส.ว.ไว้ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปในร่างสุดท้ายว่าจะมีสูตร ส.ว.ตามที่กล่าวมาข้างต้น เพิ่มเข้าไปหรือไม่
                     ส่วนในอดีต  เช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ส.ว. มีทั้งสิ้น 150 คน  เป็น ส.ว.สรรหาจำนวน 73 คน และเลือกตั้งจำนวน 77 คน  เป็นระบบ “ปลาสองน้ำ” มีวาระ 6 ปี แต่ก็มีอำนาจค่อนข้างมาก คือนอกจากมีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว  ยังมีอำนาจถอดถอนบุคคลสำคัญออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
                     อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
                     ท้ายที่สุด ต้องรอดูว่า สูตร ส.ว.เฉพาะกิจที่ปรากฏออกมาเป็นการวาง “หมากเกมทางการเมือง” เพื่อ “ค้ำบัลลังก์” การสืบทอดอำนาจ หรือ “คานอำนาจ” รัฐบาลใหม่ เพื่อให้เดินตามแนวทาง “ปฏิรูป” ที่ คสช.กำหนดไว้
——————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ? : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น)

การเมืองกระเพื่อม ‘ทักษิณ’ ขยับ

Published February 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160228/223247.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559
การเมืองกระเพื่อม 'ทักษิณ' ขยับ

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : การเมืองกระเพื่อม ‘ทักษิณ’ ขยับ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      ย่างก้าวการขยับของการเมืองในขณะนี้ เรียกได้ว่า คึกคักและเปี่ยมด้วยนัยอย่างยิ่ง จนต้องลุ้นว่า บ้านเมืองเราจะเดินไปในทางไหนต่อไป เพราะการออกมาเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” และเครือข่ายนั้น สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อยทีเดียว
                      “ทักษิณ” เดินหน้าให้สัมภาษณ์สื่อระดับโลกอย่าง วอลล์สตรีท เจอร์นัล, ไฟแนนเชียล ไทม์ส, รอยเตอร์ส และอัลจาซีรา แบบติดๆ กัน จึงเชื่อได้ว่า การขยับครั้งนี้มีการเซตจังหวะจะโคนอย่างมีวาระ  มิใช่การให้สัมภาษณ์เพราะมีการติดต่อมาเท่านั้น
                      อีกทั้งเนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ก็มีความสอดคล้องและเป็นการโจมตีการทำงานของผู้ถืออำนาจในปัจจุบันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องเศรษฐกิจ และยื่นข้อเสนอที่ผู้ติดตามต้องรับฟังอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งก็คือ การขอ “เจรจา”
                      ภายหลังการขยับของ “ทักษิณ” แน่นอนว่ากลุ่มการเมืองของเขาอย่างพรรคเพื่อไทยก็ออกมารับลูกกันอย่างต่อเนื่อง
                      แต่ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัวของ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ที่ออกมาแจกจดหมายเปิดผนึกและท่าทีที่ค่อนข้างรุนแรงต่อ คสช. เช่น การระบุว่าการทำงานของ คสช.เสี่ยงต่อการที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง และเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่ประชาชนโดยเร็ว
                      ท่าทีอันสอดคล้องนี้ ทำให้คนสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ทำไมการเมืองจึงขยับ หลังจากนิ่งมานาน
                      แน่นอนว่า เรื่องเจรจาถูกหยิบมาเป็นประเด็นใหญ่ เพราะชัดเจนว่า “ทักษิณ” เองนั้น ถูกมองอยู่ในสถานะคู่ขัดแย้งอย่างชัดเจน  แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เจตนาของเขา ณ นาทีนี้คือการเจรจาจริงหรือ ที่ถามเช่นนี้เพราะยังสงสัยกันว่า เขาอยู่ในสถานะอะไร และเขายังมีอำนาจต่อรองอะไรอีกหรือไม่
                      การเจรจานั้น อย่างแรกที่ต้องมีคือ ข้อที่จะไปเจรจาตกลงแลกเปลี่ยนกัน  แต่นาทีนี้ “ทักษิณ” กำลังจะตกลงเจรจาแลกเปลี่ยน “อะไร” กับ “ใคร” สิ่งที่เขาต้องการได้คืออะไร  ประชาธิปไตย  รัฐธรรมนูญที่ดี หรือการหยุดคดีที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเขา?
                      เขาจะเอาอะไรไปแลก การหยุดเคลื่อนไหว การเลิกเล่นการเมือง การยอมรับกติกาที่จะมีขึ้นใหม่…หรืออะไรที่มากกว่านั้น?
                      นอกจากนี้ที่คิดจะเจรจาด้วยคือใคร แน่นอนว่า ฟากหนึ่งของขั้วความขัดแย้งมีเขาเป็นตัวยืนหลัก แต่อีกด้านหนึ่งของปลายเชือกที่เขามองเห็นเป็นใครกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น นาทีนี้เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจสิทธิขาดในการเจรจาอีกแล้ว เพราะแม้เขาจะเป็นตัวใหญ่ของฟากหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ใช่ทั้งหมดของความขัดแย้ง เพราะคนที่อยู่อีกด้านของความขัดแย้งก็มีอยู่อีกมากมายและตัวเขาเองก็กำลังอยู่ในสถานะที่ยากลำบากเช่นกัน เพราะสายตาที่มองมาที่เขาของคนคุ้นเคยเริ่มไม่เป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา
                      มุมหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของเขาที่นิ่งเฉยยามทหารเข้ารุกไล่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และการหยุดนิ่งเป็นเวลานานยิ่งคล้ายกับการปล่อยให้มวลชนต้องต่อสู้ด้วยตนเองโดยที่ไม่มีเขาอยู่ในขบวนมาเป็นเวลานาน รวมถึงในอดีตที่มองข้ามมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยจนเป็นการเปิดประตูสู่รัฐประหาร
                      การเจรจาจึงเป็นเพียงวาทะเรียกแขกให้หันมามองเขาเท่านั้น  แต่เป้าหมายหลักคือ เขาต้องการที่จะกลับเข้าสู่ขบวนการเมืองที่กำลังจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า
                      ทั้งนี้เพราะมีสัญญาณมาจากคนในกลุ่มพวกพ้องว่า นาทีนี้ถึงเวลาที่ “ทักษิณ” จะต้องกลับเข้าสู่เวทีแล้ว เพราะชัดเจนว่า ครั้งหน้า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น่าจะลงสนามการเมืองไม่ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นจากกติกาที่ถูกขีดเขียนห้ามเอาไว้ หรือจากความต้องการของตัวเธอเอง
                      จังหวะนี้นี่เองที่ คสช.ตกอยู่ในสถานะเพลี่ยงพล้ำ หรือที่เรียกกันว่า อยู่ในขาลงอย่างเห็นได้ชัด จากเรื่องต่างๆ ที่ทำให้คนเกิดความไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิ หรือการบัญญัติกติกาที่ไม่เป็นธรรมอย่างร่างรัฐธรรมนูญ  แต่ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำให้ทุกเรื่องดูแย่ลงไปกว่าเดิมคือ สภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในขาลงอย่างเห็นได้ชัดจนชาวบ้านร้านตลาดรู้สึกได้เอง
                      มีคำกล่าวว่า ความรู้สึกใดๆ จะไม่ถูกรู้สึกหากปากท้องยังอิ่ม เศรษฐกิจยังดี แต่เรื่องเพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะลุกลามหากเศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวยากหมากแพง เงินทองที่มีเริ่มไม่เพียงพอ
                      ดังนั้นจึงไม่มีจังหวะไหนที่จะเหมาะสมไปกว่านี้ในการเปิดตัว โดยการใช้จุดเด่นของตัวเองเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นตัวกดดันผู้อยู่ในอำนาจ
                      นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขายังมั่นใจว่า ถ้าเลือกตั้ง ต่อให้ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน หรือกติกาแบบใด ก็ยังจะชนะเลือกตั้ง ซึ่ง คสช.เองก็คงเชื่อแบบนั้น ดังนั้นกติกาที่ออกมาจึงไม่ใช่การทำให้กลุ่มที่ใกล้ชิดกับเขาพ่ายแพ้ หากแต่อยู่ที่ “ชนะแล้วจะมีค่าอะไร?”
                      กลไกที่ออกแบบมานั้น เน้นทำให้พรรคอ่อนแอลง และเมื่อได้รับเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแม้จะมีอำนาจ แต่ก็ไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่ออกแบบมามีการควบคุมรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ชนิดที่เรียกได้ว่า กระดิกอะไรแทบไม่ได้
                      ที่สำคัญ ยังจะมี “กลไกระยะเปลี่ยนผ่าน” เพื่อการันตีว่า ไม่ว่าอย่างไรจะมี “เจตนารมน์” ของ คสช.ฝังอยู่ในบ้านเมืองต่อไปอย่างน้อยก็ 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่แข็งกร้าว หรือแบบที่แนบเนียนก็ตาม   คณะกรรมการตามร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติเองก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกนี้ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวยิ่งกว่าการออกแบบให้เลือกตั้งยากเสียอีก
                      ดังนั้นการออกมาในช่วงเวลานี้ จึงเป็นการประกาศเดินหน้าชนกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าองคาพยพของพวกเขาก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน แม้หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับ “ทักษิณ” ในหลายๆ เรื่อง แต่เมื่อเป้าหมายในประการนี้ตรงกัน ก็น่าที่จะเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันคือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดกติกาเช่นว่า
                      อีกสัญญาณหนึ่งทีี่ “ทักษิณ” น่าจะได้รับจนถึงขนาดต้องกลับเข้าสู่การเมืองคือ “สัญญาณ” เลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้าจากพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางที่ขยับอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เชื่อได้ว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ อีกทั้งคำพูดของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เองก็บอกว่า จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พ  ทำให้น่าเชื่อว่า ไม่เกินกลางปีหน้าน่าจะมีเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายใต้กติกาแบบใด และการล่าช้าหรือนิ่งเฉยไม่ยอมกลับเข้าสู่ขบวนก็อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
                      ทั้งหมดจึงน่าจะเป็นเหตุและผลให้การเมืองจากนี้ขยับอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ต้องถามคือ ผู้กุมอำนาจปัจจุบันจะยอมให้มีการขยับถึงขนาดไหน เพราะคงไม่ยอมให้เจตนารมณ์แห่งการรัฐประหารสูญเปล่าอย่างแน่นอน
———————
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : การเมืองกระเพื่อม ‘ทักษิณ’ ขยับ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)
%d bloggers like this: