คมวิเคราะห์

All posts tagged คมวิเคราะห์

อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160515/227673.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2559
อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ 'พลิกสถานการณ์รัฐบาล'

คมวิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’ : โดย…สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

                    จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “ปิดเหมืองแร่ทองคำ” และการพลิกตำรายื้อจ่าย “ค่าโง่คลองด่าน” กลายเป็นพาดหัวใหญ่หลายวันในหน้าหนังสือพิมพ์ กลบข่าวการออกหมายจับ พัฒน์นรี ชาญกิจ “แม่จ่านิว”
                    การเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องเรียกว่ารัฐบาลสามารถพลิกสถานการณ์จากการถูกรุกไล่ทั้งในและต่างประเทศมาได้
                    จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “ปิดเหมืองแร่ทองคำ” ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) ที่ จ.พิจิตร ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม ยุติการทำเหมืองทองคำทั่วประเทศที่พลิกความคาดหมายของสังคม และการพลิกตำรายื้อจ่าย “ค่าโง่คลองด่าน” เพื่อชะลอการจ่ายค่าโง่งวดที่ 2 และ 3 กลายเป็นพาดหัวใหญ่หลายวันในหน้าหนังสือพิมพ์
                    กลบข่าวการออกหมายจับ พัฒน์นรี ชาญกิจ “แม่จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาที่มักออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ก่อกระแส “จัดการลูกไม่ได้จึงหันมาจัดการแม่” ที่กระหน่ำใส่รัฐบาลจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่นำมาใช้ดำเนินคดีกับแม่จ่านิว คือ ผิดมาตรา 112 ข้อหาที่ถูกมองว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” ในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับกลุ่มต่อต้าน ขณะที่หลักฐานความผิดของแม่จ่านิวที่เปิดเผยออกมาได้มีเพียงคำว่า “จ้า” จากการแชทในอินบ็อกซ์(ข้อความส่วนตัว)ในเฟซบุ๊กกับคนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันก่อนหน้านี้เท่านั้น
                    นอกจากเกิดกระแสต้านในไทย เรื่องนี้ยังกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เปิดช่องให้ กลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ตำหนิการกระทำของรัฐบาลไทย รวมทั้งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ด้านเอเชียตะวันออก ที่ออกมาแสดงความไม่สบายใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น
                    โชคดี “ศาลทหาร” ให้ประกันตัว “แม่จ่านิว” ทำให้กระแสเบาบางลง บวกกับมีเรื่องข้อเสนอปรองดองแห่งชาติของ “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่โผล่มาถูกที่ถูกเวลา ประหนึ่งว่าต้องการเข้ามาแย่งพื้นที่ข่าว “แม่จ่านิว”
                    ถึงแม้ว่าข้อเสนอ “รอการกำหนดโทษ” ให้แก่ผู้กระทำความผิดในคดีทางการเมืองในบางคดีของเสรี แทบจะถูกปฏิเสธจากทุกฝ่ายทันทีที่มีการเสนอออกมาก็ตาม
                    จากนั้นก็เป็นคิวของเรื่องเหมืองทองคำและเรื่องค่าโง่ทางด่วน
                    การตัดสินใจสั่งยุติการทำเหมืองทองคำของรัฐบาล คสช. ได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ เพราะเรื่องนี้เป็นข้อพิพาทรุนแรงระหว่างผู้ประกอบการกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนในพื้นที่มายาวนาน แม้ตอนนี้จะยังมีคำถามอยู่บ้างว่า ทำไมจึงอนุญาตให้มีการทำเหมืองต่อไปได้จนถึงปลายปี เป็นการ “พบกันครึ่งทาง” หรือไม่ แต่โดยรวมภาพที่ปรากฏออกมาว่า “เหมืองทองคำในประเทศไทยกำลังจะอวสาน” ก็ทำให้รัฐบาลได้คะแนน ซึ่งแน่นอนคะแนนเหล่านี้จะส่งผลดีต่อรัฐบาลในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย
                    เรื่องต่อเนื่องที่ทำให้ “รัฐบาลประยุทธ์” กลายเป็นพระเอกขึ้นมา คือ การเดินเกมชะลอการเอาภาษีของประชาชนไปจ่ายค่าโง่ในคดีคลองด่านให้แก่บริษัทเอกชน ขณะเดียวกันก็เบียดให้ข่าวที่ประเทศไทยไปชี้แจงเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่อสมาชิกยูเอ็น โดยเฉพาะกรณี มาตรา 112 แผ่วไปด้วย
                    คำสั่งให้รัฐบาลจ่ายค่าโง่ในคดีคลองด่านเป็นเงินรวมกว่า 9,600 ล้านบาท เกิดขึ้นในช่วงต้นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2557 ทั้งที่ทราบกันดีว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในโครงการนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลจะไม่ต้องจ่ายค่าโง่ในกรณีนี้ได้
                    แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองที่บอกว่าเสียดายงบประมาณที่ต้องเสียไปในส่วนนี้ ก็เคยยอมรับทำนองว่าไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว และมีการจ่ายเงินงวดแรกไปแล้วเมื่อ 21 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว
                    จู่ๆ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. ก็ออกมาแถลง ว่า คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีมติให้อายัดเงินที่รัฐบาลจะจ่ายค่าโง่งวดที่ 2 และ 3 ในวันที่ 21 พฤษภาคม และ 21 พฤศจิกายน นี้ รวมเป็นเงิน 4,761 ล้านบาท และอีก 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้าNVPSKG จากโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกรณีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ในการทุจริตและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
                    ทั้งนี้ มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงเรื่องนี้ โดยมีการหยิบยกคำพิพากษาของศาลอาญาที่ตัดสินไปเมื่อ 17 ธันวาคม ปีที่แล้ว ที่พิพากษาว่า นายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อินนา อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม มีความผิดฐานทุจริต โดยการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี
                    แต่เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด จึงได้มีการหารือถึงแนวทางที่จะประวิงเวลาในการจ่ายค่าโง่เอาไว้ก่อน ในที่สุดจึงใช้ “ปปง.” เป็นไม้เด็ดเข้ามาจัดการ
                    ทั้งนี้ กฎหมายให้อำนาจ ปปง.อายัดทรัพย์ที่สงสัยได้เป็นเวลา 90 วัน โดยจะแจ้งให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ เข้าชี้แจงภายใน 30 วัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้เข้ามาเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้อย่างสุจริตอย่างไร เรียกว่าภาระตกเป็นของกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ
                    หาก ปปง.ฟังแล้วไม่เห็นด้วย ก็สามารถยื่นต่อศาลเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ในส่วนนี้ได้ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางเพื่อยื้อเวลา
                    ยิ่งเมื่อมีการเทียบเคียงไปถึงกรณีค่าโง่โครงการทางด่วนบางนา-บางพลี-บางปะกง ที่สุดท้ายมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาว่าไม่ต้องจ่ายค่าโง่ 6,200 ล้าน เพราะมีการทุจริตในการทำสัญญาโครงการ ยิ่งทำให้ความหวังว่ารัฐบาลอาจไม่ต้องจ่ายค่าโง่มีมากขึ้น
                    นอกจากคดีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว ยังมีคดีที่เป็นความหวังว่าจะนำไปสู่การไม่ต้องเสียค่าโง่ในคดีคลองด่านอีก คือ คดีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ฟ้องกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ข้อหาฉ้อโกง โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้รัฐบาลชนะ แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ฝั่งเอกชนชนะ ซึ่งตอนนี้รอคำตัดสินของศาลฎีกาอยู่ หากสุดท้ายรัฐบาลชนะ ก็จะเป็นเหตุให้นำไปสู่การฟ้องแพ่ง รวมถึงเป็นเหตุไปร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อรื้อคำสั่งจ่ายค่าโง่
                    คดีคลองด่านเป็นคดีที่มีความไม่ชอบมาพากลมาตั้งแต่ต้น ที่ “นายวัฒนา อัศวเหม” อดีตนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่มีส่วนสำคัญในการสร้างมหากาพย์นี้ขึ้นมา ซึ่งนายวัฒนาก็ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินจำคุก 10 ปี ในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบเพื่อนำมาขายให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ทำเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการ และขณะนี้ยังคงหลบหนีอยู่
                    ไม่ว่าสุดท้ายจะแพ้หรือชนะก็ถือว่ารัฐบาลได้คะแนนความตั้งใจไปแล้ว
                    ที่สำคัญพลิกสถานการณ์ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำของตัวเองขึ้นมาได้!
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’ : โดย…สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น)

สองปีกับการยึดอำนาจความฝันของพล.อ.ประยุทธ์’ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160508/227219.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2559
สองปีกับการยึดอำนาจความฝันของพล.อ.ประยุทธ์'ที่ยังไม่ถึงฝั่ง'

คมวิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : สองปีกับการยึดอำนาจ ความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ ‘ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    ความตอนหนึ่งของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่กล่าวไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ชัดแล้วว่า การปฏิรูปประเทศตามแนวทางและโรดแม็พที่พล.อ.ประยุทธ์วางไว้นั้น ยังไม่เสร็จสิ้นและหากมองลึกๆ แล้ว งานนี้ต้องมีทายาทของ พล.อ.ประยุทธ์ที่มาสืบทอดเจตนารมณ์ของการยึดอำนาจครั้งนี้ให้ลุล่วง
                    “การปฏิรูปมันปฏิรูปตั้ง 31 วาระ 37 เรื่อง กิจกรรมเยอะแยะไปหมด มันถึงต้องมีระยะที่ 1, 2, 3, 4, 5 คือเหตุผลของการที่จะต้องมีแผนปฏิรูป 5 ปี 4 แผน มีแผนสภาวะอีก 4 แผนสอดคล้องกัน ทั้งหมดร่วมกันเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า เราต้องการอะไรให้ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ใช่ไหม ก็ต้องไปซอยย่อยยิบออกมา และมีกิจกรรมไหนที่รัฐบาล-คสช.กำลังเลือกว่า สิ่งไหนทำได้เลยเราทำเลย อันไหนที่จะเริ่มต้นได้เราก็จะเริ่มต้นในช่วงนี้ถึง 2560 ให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง เป็นการนำร่อง เป็นแบบอย่าง อะไรแก้จบได้ก็จบไปเลย อันไหนจบไม่ได้ก็ไปต่อระยะหน้า ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมแล้ว”
                    “สำหรับตอนนี้เราอยู่จุดของการปฏิรูปในระยะที่ 1 คือ ตั้งแต่เข้ามา (22 พฤษภาคม 2557) ก็แก้ไขความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาที่สำคัญ จัดระเบียบบ้านเมืองให้ทุกคนมาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ก็พยายามเต็มที่นะ ก็ถือว่าบ้านเมืองสงบสมควรนะในขณะนี้ มันก็มีเฉพาะในสื่อ ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น กับคนบางคนที่ออกมาพูดจาที่มันทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ฝากผู้ที่รับผิดชอบด้านนี้ดูแลกันด้วยแล้วกันว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก สิ่งที่มันจะต้องเกิดขึ้นต่อไปอย่างที่ผมคาดหวังก็คือว่า ปฏิรูประยะที่ 1 มันรวมไปตั้งแต่พฤษภาคม 2557 ไปจนถึง 2558 วันนี้ผมทำของปี 2559-2560 ให้เพิ่มขึ้นอีก ก็เอาแผนใหญ่ของ สปช.-สปท.ที่ทำมานี้และมีประโยชน์ พวกเขาคิดมาในภาพรวมและซอยย่อยแผน ตามที่พวกเขาส่งมานั้น พวกเขาก็มีคณะกรรมาธิการศึกษาหลายๆ เรื่อง ผมดูตลอด ผมก็มองว่า เออ…ทุกคน ตั้งใจนะ”
                    “วันนี้ทุกคนคาดหวังว่าจะให้ปฏิรูปให้เสร็จภายใน 1 ปี-2 ปี ไม่มีทางเสร็จหรอก หลายประเทศเป็นร้อยปียังไม่เสร็จเลย ประเทศไทยยังไม่เริ่มปฏิรูปสักที มาเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ ปี 2557 ที่ผ่านมานี้แหละ แล้วท่านจะหยุดหรือท่านจะไม่ให้ประเทศมันเดินหน้าไปแล้วกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมๆประเทศชาติที่ว่า ดีๆ จริงๆ มันไม่ได้ดีหรอก มันกลวงข้างใน เพราะฐานมันไม่แน่น จิตใจคนมันก็็แหลกสลาย ผมคิดว่ามันเสียใจบ้างอะไรบ้าง เพราะความขัดแย้งไง เสียใจ เสียชีวิต เสียอะไรต่างๆ เยอะแยะ วันนี้ต้องปฏิรูปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ ประชาชน ต้องปฏิรูปตัวเอง ผมก็ต้องปฏิรูปตัวเองเสมอ ผมก็อดทน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
                    ข้อความข้างต้นคือสิ่งบ่งชี้ความในใจของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่น่าจะตีความยากนัก เพราะชายชาติทหารคนนี้พูดอะไรตรงๆ ไม่อ้อมค้อมและไม่ต้องตีความมากนัก
                    สองปีที่ คสช.ยึดอำนาจเพื่อขจัดปัญหาของชาติและวางแผนยุทธศาสตร์ไว้ยาวๆ นั้น ทายาทของ คสช.คือตัวตายตัวแทนที่ต้องรับไม้ต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นรูปธรรม
                    คิดล่วงหน้าหากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบไม่ลำบากนัก แผนต่างๆที่ คสช.วางไว้ก็ไม่น่าจะแปรเปลี่ยน เพราะอย่างน้อยห้าปีแรกคนการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มชิ้นเต็มอันนัก
                    กลไกที่ คสช.วางไว้เพื่อบีบความขัดแย้งนับสิบปีให้จบลงหรืออย่างน้อยไม่ให้ขยายผลไปมากกว่าที่ผ่านมาย่อมเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์หวังจะเห็นผลสัมฤทธิ์
                    แต่ในความเป็นจริง มันอาจไม่ง่ายดั่งใจนึกเท่าใดนัก เพราะกระแสต้านที่มาจากบางกลุ่มบางคนที่ไม่สนับสนุน คสช.และรัฐบาลนี้ก็ออกมาขยับเป็นระยะ และการบังคับใช้กฎหมายสารพัดฉบับที่เจ้าหน้าที่รัฐงัดออกมาจัดการนั้น ต้องดูว่า จะจี้จุดตายบางกลุ่ม-บางคนเหล่านี้ให้อยู่หมัดหรือไม่ เพราะหากใครอยู่ในฐานะของ พล.อ.ประยุทธ์วันนี้ก็คงหงุดหงิดใจไม่น้อย เพราะเคยให้โอกาสบางกลุ่ม-บางคนเหล่านี้มาหลายครั้ง แต่เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและยังท้าทายอำนาจรัฐเสมอๆ
                    เมื่อตอนนี้มีการเพิ่มดีกรีการบังคับใช้กฎหมายกันแบบทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องดูว่า สิ่งเหล่านี้จะจัดการกับขั้วตรงข้ามรัฐบาลให้ชะงักงันแบบครั้งเดียวจบได้หรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า การเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับมวลชนเรื่องประชามติต้องเริ่มต้น สิ่งใดที่น่าจะเป็นสิ่งกีดขวางก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น
                    “กกต.จะนำแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมงานวันคิกออฟ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และหลังจากนั้น กกต.จะต้องรีบจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารสรุปสาระสำคัญไปยังที่สถานที่ต่างๆ ให้ทันตามกำหนดการ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมที่มี “ประวิช รัตนเพียร” กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วมดูแลอยู่นั้น ก็จะดำเนินการให้ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล (ศส.ปชต.) ทุกตำบลติดตามการแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด ส่วนด้านอื่นก็พร้อมดำเนินการทุกด้านแล้ว ดังนั้นคาดว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคใดต่อการดำเนินการ” ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวไว้เกี่ยวกับการคิกออฟการแจกจ่ายร่างรับธรรมนูญสู่มวลชน
                    ตอนนี้กระแสต้าน “6 ทำได้ 8 ทำไม่ได้” เกี่ยวกับกฎหมายประชามติกำลังกระพือ แต่อย่าลืมว่า กฎเหล็กที่คนในเครื่องแบบจัดการกับกลุ่มต่อต้านหน้าเดิมๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างถึงกันแบบถึงขั้วนั้น อาจจะส่งผลลบกับภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศบ้าง แต่มองเเล้วรัฐบาลและ คสช.อาจเหมือนไม่แคร์ เพราะสิ่งที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยื่นเรื่องต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลและคสช.ว่าเป้าหมายของรัฐบาลและคสช.คือการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ามาบริหารบ้านเมืองไม่เคยมีเหตุการณ์จับกุมซ้อมทรมานประชาชนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างตามที่เครือข่ายนำมากล่าวอ้าง
                    “ผู้กระทำผิดกฎหมายทุกคนจะถูกควบคุมตัวและปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย แม้แต่คนที่กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่เคยถูกกระทำรุนแรงใดๆทั้งสิ้น อยากให้เครือข่ายนักวิชาการพิสูจน์ให้เห็นด้วยหลักฐาน ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากการฟังตามกันมาหรืออ่านเพียงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียโดยขาดการตรวจทานผิดวิสัยนักวิชาการหรือปัญญาชนที่มีคุณภาพ”
                    เมื่อบวกกับ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมเรื่องเดียวกันว่า “เรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์รับทราบเรื่องแล้วและเราก็ทราบข้อมูลดีว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นประเด็นเท็จ อย่างเช่น ประเด็นที่มีการระบุว่า มีการจับกุมและซ้อมทรมานประชาชนต่างขั้วการเมือง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นข้อความที่เขียนโดยนักวิชาการ อ่านแล้วรู้สึกว่าเหลือเชื่อมากที่ออกมาจากนักวิชาการ ต้องบอกว่า ที่ผ่านมาเราชัดเจนการเชิญกลุ่มเห็นต่างพูดคุยเป็นการยับยั้งไม่ให้เกิดการสร้างบรรยากาศที่ไม่ปรองดองในช่วงการทำประชามติ การพูดว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงเป็นการจินตนาการมากกว่าข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่ได้ว่านักวิชาการเหมารวมทั้งหมด แต่เป็นนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”
                    “คนที่ออกมาพูด เขาพูดเอง เรื่องนี้กระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลมีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้เราคงต้องมีการตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของคนที่พูดยืนยันรัฐบาลไม่ห่วงอยู่แล้ว และไม่กังวล เพราะสิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง ฉะนั้นจะไม่กระทบอะไร” พล.ต.วีรชน กล่าว
                    ดังนั้นชัดอยู่แล้วในคำตอบที่ชี้แจงออกมาว่า คนในเครื่องแบบคิดและวางแผนงานไว้เช่นไรกับสิ่งที่จะต้องเจอ เพราะข้อมูลลึกแต่ไม่ลับจากคนในเครื่องแบบระบุว่า จะจับตากลุ่มที่ตั้งใจจะเล่นงาน คสช.และสถาบันเป็นหลัก เพราะมีการปล่อยปละละเลยมาพักใหญ่แล้ว
                    “ควรเปิดกว้างเหมือนการทำประชามติปี 2550 ไม่ต้องมาพูดว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำด้วยซ้ำ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งการพูดโกหก การด่ากัน ก็ผิดและต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว จึงต้องแยกให้ออกระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต้องระมัดระวังว่า บางครั้งเราไปตีความจำกัดมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการตีความรณรงค์ การเคลื่อนไหว หรือการอ้างเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยที่มีการตีความคนละแบบ ซึ่งจะเป็นปัญหาทำให้สถานการณ์อึดอัด และไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แล้วจะทำให้เกิดกระบวนการในการตัดตอนอำนาจในการตัดสินใจของประชาชน หากเป็นอย่างนั้นประชามติที่ออกมาก็จะไม่เป็นที่น่ายอมรับ ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือทั้งในระดับประเทศและระดับสากล” คำเตือนของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษชนเเห่งชาติ ซึ่ง คสช.ก็น่าจะฟังไว้ประกอบด้วย
                    การปฏิรูปครั้งนี้ คือการวางนโยบายอนาคตประเทศไว้ยาวๆ ตามแนวคิดของ คสช. แต่หากปฏิบัติการบางด้านดำเนินการไปแบบไม่มีสติยั้งคิด อันตรายอาจมีมาแบบเฉียบพลัน
                    ดังนั้นขอให้ตระหนักไว้นิดว่า เหตุแบบ “น้ำผึ้งหยดเดียว” อาจเกิดขึ้นได้ จึงขอให้ใช้ความระมัดระวังสักหน่อย มิเช่นนั้นความฝันของพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะหลุดลอยไปแบบยากที่จะตามกลับมา
—————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : สองปีกับการยึดอำนาจ ความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ ‘ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ

Published May 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160501/226809.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559
ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ

ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยสำนักข่าวเนชั่น

             สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้บางคนเริ่มมองด้วยความหวาดหวั่นว่าอาจจะเป็นชนวนนำพาให้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเคยพูดในทำนองว่าหากวุ่นวายนัก “ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ”

เมื่อต้นสัปดาห์ทหารเข้าจับกุมประชาชน 10 คน ซึ่งตอนแรกยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่ต่อมาได้แจ้งข้อหาในความผิดที่ต่างๆ กัน แต่โดยมากมาจากเรื่องการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งมีการเปิดเผยแผนผังการเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล ซึ่งต่อมาก็มีการตั้งชื่อเล่นไปต่างๆ นานา เช่น “ผังล้ม คสช.” “ผังล้ม รัฐบาล” หรือกระทั่ง “ผังล้มนายกฯ”

โดยหัวขบวนแม้บอกว่าอยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อชัดขนาดนี้ถึงไม่บอกก็รู้ว่าเป็นใคร  รวมทั้งมีความพยายามเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้ง “จตุพร พรหมพันธุ์” หรือ “สมบัติ บุญงามอนงค์”

การจับกุมครั้งนี้มีการยกกฎหมายหลายฉบับมาประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์   พ.ร.บ.ประชามติ  คำสั่ง คสช. แต่ที่น่าสนใจคือมีการยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง มาใช้เป็นเหตุผลด้วย โดยมาตราดังกล่าวระบุว่า

“ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน กกต.ก็ได้ไปแจ้งความจับกุมผู้ที่ถูกระบุว่ากระทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติ จากการโพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการอ้างว่ามีการใช้ถ้อยคำอันไม่เหมาะสม

ซึ่งจากสองเหตุการณ์นี้เอง ทำให้สถานการณ์ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองว่าเรื่องเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามปกติ โดยเฉพาะกับประชามติที่ดูเหมือนว่าจะถูกปิดกั้นการแสดงความเห็น แม้แต่การรณรงค์ก็ทำไม่ได้  ขณะที่การอธิบายความก็อาจถูกกล่าวหาว่าบิดเบือน ทั้งๆ ที่เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการตีความกฎหมายที่สามารถมองได้ต่างมุมต่างมอง

ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวไหลบ่าตามมา ไม่ว่าจะเป็นการที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์คัดค้านเช่น “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ที่ออกมา “ยืนเฉยๆ” เป็นสัญลักษณ์ของการไม่เห็นด้วยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   และที่สุดก็มีคนถูกจับไปอีก 16 คน แต่นั่นมิใช่การแสดงออกครั้งสุดท้าย เพราะมีคนออกมาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการ “ยืนเฉย” ตามสถานที่ต่างๆ และโพสต์ของอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ ยังมีการติดแฮชแท็ก ประชดประชันว่า “#ทวิตอย่างไรไม่ให้ถูกจับ”  เพื่อเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วย และแต่ละคนก็ประชดได้อย่างแสบสันต์ แม้อ่านเผินๆ จะคล้ายการชม แต่ทุกคนก็รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่  และที่แน่ๆ คนเข้ามาร่วมเล่นกันถล่มทลาย

จากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม “หน้ากากขาว”  ที่เคยเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้จับมือกับกลุ่ม “ต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์” แสดงพลังด้วยการระดมกด F5 กับเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลจนเว็บไซต์ล่ม

หากมองผิวเผินอาจเป็นเพียงความเคลื่อนไหวของคนในอินเทอร์เน็ตที่มักจะหลบตัวอยู่หลังคีย์บอร์ด แต่หากพิจารณาดีๆ จะเห็นความอัดอั้นจากกลุ่มคนต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นหน่วยเล็กๆ ของสังคมที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ซึ่งไม่มีใครการันตีได้ว่าพวกเขาจะอยู่แค่แต่หลังจอตลอดไป

เหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนมองว่าวันหนึ่งถนนประชามติอาจเกิดความวุ่นวายและสุดท้ายก็นำไปสู่การไม่มีประชามติ

แม้ช่วงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย  แต่เอาจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรการันตีได้แม้แต่นิดเดียวว่าประชามติจะเกิดขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ถูกเร่งเร้า

ว่ากันว่าผู้มีอำนาจบางคนเองก็ยังไม่อยากลงสู่ถนนเลือกตั้งในตอนนี้เพราะอ่านเกมออกว่าถึงวันนั้นเมื่อไหร่ก็พ่ายแพ้ต่อนักการเมืองอย่างแน่นอน และที่หนักกว่านั้นคือไม่รู้ว่าความพ่ายแพ้นั้นจะยับเยินขนาดไหน จึงยังอาจต้องการกติกา และความมั่นใจที่มากกว่านี้ในการลงสู่สนาม

ขณะที่ฝ่ายต่อต้าน คสช.เองก็ไม่พอใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้และหวังจะใช้สถานการณ์เพื่อทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและ คสช. หมดความชอบธรรม พร้อมๆ กับกดดันให้ คสช.คืนอำนาจและทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีส่วนร่วมจากประชาชนให้มากขึ้น

อนาคตของประชามติจึงยังอยู่บนเส้นด้าย และอยู่บนความเปลี่ยนแปลงของ “สถานการณ์”

ถามว่าถ้าไม่ต้องการให้มีประชามติสามารถทำได้หรือไม่  คำตอบนั้นง่ายแบบฟันธงเลยว่าทำได้

แม้รัฐธรรมูญชั่วคราวจะระบุชัดว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องมีการทำประชามติ และ กกต.ต้องกำหนดวันทำประชามติระหว่าง 90-120 วัน นับแต่ได้รับร่างสรุปย่อจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คล้ายกับว่าไม่มีทางเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติ

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบของผู้มีอำนาจในปัจจุบันที่ไม่เคยมีในอดีตที่ผ่านมาคือ  การเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้สามารถแก้ไขได้

ที่ผ่านมาคณะรัฐประหารของประเทศไทย เขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในลักษณะชั่วคราวที่แข็งตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องเดินตามแผนที่วางไว้ตอนต้น  หรือหากต้องการเปลี่ยนอะไร ก็ต้องใช้วิธีฉีกรัฐธรรมนูญชั่วคราวทิ้ง โดยการ “รัฐประหาร” ตัวเอง

แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 นั้น เปิดทางให้มีการแก้ไขได้ตลอด เหมือนกับที่แก้ไขมาแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการแก้ไขให้ทำประชามติ และครั้งที่สองเป็นการแก้ไขเพิื่อให้กติกาในการทำประชามติชัดเจนขึ้น

เราจึงเห็นได้ว่าการทำให้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีทางออกเช่นนี้ เป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ คสช.

และนั่นหมายความว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในการแก้ไข  และระยะเวลาที่ใช้ก็ไม่มาก เพราะขั้นตอนในการผ่านคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นหากจะทำจริงๆ ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็เรียบร้อย

แต่อย่างแรกหากอยากจะให้ไม่มีประชามติจริงต้องมีเหตุผลที่เรียกกันว่าสถานการณ์ที่สุกงอมเพียงพอให้เป็นความชอบธรรมในการประกาศยกเลิก

ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160327/224799.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559
ร่างทรง 'ส.ว.' สมใจ 'คสช.'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                    การประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งเสร็จสิ้นไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ตามกำหนดการเบื้องต้นพวกเขาจะอาศัยห้วงเวลานั้นในการปรับปรุงรายละเอียดแก้ไข แต่จะไม่แตะต้องหลักการหลักๆ ที่ได้ตัดสินใจไปตั้งแต่การประชุมที่ กทม.
                    พอถึงคราวประชุมก็เป็นไปตามคาดหมาย แต่บังเอิญว่าเรื่องรายละเอียดที่ไปขยายความกันนั้น เป็นเรื่องรายละเอียดที่มาจากการตอบสนองต่อคำขอร้องของแม่น้ำ 4 สาย ที่นำโดย คสช.
                    ข้อเสนอที่ถูกเรียกร้องมานั้น มี 3 ข้อ คือเรื่องว่าด้วย 1.ระบบเลือกตั้ง 2.ส.ว.สรรหา และ 3.การยกเว้นรัฐธรรมนูญในมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอบัญชีชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ แต่หากแบ่งจริงๆ แบบละเอียดแล้ว เราจะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ข้อ 1.ระบบเลือกตั้ง ที่ คสช.ต้องการให้ใช้การเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่ 3 คน แต่ผู้มีสิทธิสามารถกากบาทเลือกได้คนเดียว จากนั้นให้เรียงลำดับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 คน เป็น ส.ส. ในเขตนั้นๆ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ แยกระหว่างแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อ แทนระบบบัตรใบเดียวที่ กรธ.เสนอมา
                    2.ที่มา ส.ว. ซึ่งในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือในวาระแรกของ ส.ว. พวกเขาต้องการให้มี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทั้งหมด 250 คน และให้ระบุไปให้ชัดเลยว่า ใน 250 คน ต้องมี 6 คน ที่เป็นผู้นำเหล่าทัพอันได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
                    3.อำนาจหน้าที่ ส.ว. พวกเขาต้องการสามหน้าที่คือ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินหน้างานปฏิรูป และอภิปรายไม่ไว้วางใจ
                    4.การงดเว้นใช้บัญชีนายกฯ
                    ซึ่ง กรธ.เองก็ตัดสินใจในหลักการตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคนก็ต่างวิเคราะห์กันไปว่า สรุปแล้ว กรธ.ตอบสนองกับข้อเสนอของ คสช.มากน้อยเพียงใด บ้างก็ว่าตอบสนองมาก บ้างก็ว่าตอบสนองน้อย
                    เบื้องต้นกับข้อเสนอแต่ละข้อ กรธ.ตอบดังนี้ 1.เรื่องระบบเลือกตั้ง กรธ.ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดยอ้างว่าไม่เข้ากับระบบที่คิด 2.เรื่องที่มา ส.ว. กรธ.สรุปให้มี ส.ว.สรรหา 200 คน และขอลองใช้ระบบที่คิดมา หรือระบบเลือกไขว้ 50 คน รวมเป็น 250 คน และไม่กำหนดตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพเอาไว้อย่างชัดเจน แต่จะล็อกเอาไว้เป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ 6 ตำแหน่ง
                    3.เรื่องอำนาจ ส.ว. ปฏิเสธอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้เหลือเพียงอำนาจการปฏิรูป
                    และ 4.เรื่องงดเว้นบัญชีนายกฯ มีเงื่อนไขพิเศษคือต้องเลือกตามระบบปกติ จนเมื่อถึงทางตันจึงจะขอมติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) เพื่องดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ และมติดังกล่าวต้องเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษ กล่าวคือใช้ 2 ใน 3 หรือ 500 เสียง จาก 750 เสียง
                    หากดูแค่นี้จะเห็นว่า คสช.ได้น้อยกว่าที่ต้องการไปโขทีเดียว เรื่องระบบเลือกตั้งนั้นถือว่าตัดทิ้งไป เพราะ คสช.ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก แต่เรื่อง ส.ว. พวกเขาได้เรื่องที่มาก็จริง แต่ก็มาจากการสรรหา แต่ในเรื่องของอำนาจ อำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจไม่ไว้วางใจ กลับถูกปฏิเสธ แม้จะมองกันว่าอำนาจสองเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ ส.ว. สามารถควบคุมการทำงานของรัฐบาลปกติได้ หลายคนจึงมองว่าเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว อำนาจที่อยากได้ไม่มี ต่อให้มี ส.ว. เป็นพันก็ไร้ความหมาย จึงเป็นบทสรุปว่า คสช.น่าที่จะเสียในข้อนี้มากกว่าได้
                    และเรื่องสุดท้ายเรื่อง “บัญชีนายกฯ” แม้จะเป็นการเปิดทางให้ แต่เงื่อนไขที่มีก็ยากเสียเหลือเกิน ทำให้ถูกมองว่าถ้าเรียกว่าได้ก็ไม่เต็มปาก เสียทั้งหมดก็ไม่ใช่ จึงอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” สามารถใช้ชั้นเชิงประคองตัวไม่ให้เจ็บช้ำไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน
                    อย่างไรก็ตามการประชุมนอกสถานที่อาจทำให้เราต้องกลับมาดูใหม่ว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาอาจจะตอบสนองได้ตรงจุดตรงเป้าที่ คสช.ต้องการอย่างมีชั้นเชิง เพราะรายละเอียดที่บัญญัติไว้ชี้ชัดว่าเป็นอย่างไร
                    เรื่องที่มา ส.ส. และที่มานายกฯ นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ที่ชัดเจนคือเรื่อง ส.ว. ทั้งในเรื่องอำนาจและที่มา
                    ในเรื่องที่มานั้น ความชัดเจนมีขึ้นเมื่อพวกเขากำหนดว่า ส.ว. จะแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรก ให้ตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา 9 คน เพื่อคัดคนขึ้นมาจำนวน 400 คน และให้ คสช.เป็นคนเคาะเลือกในขั้นสุดท้าย เหลือ 194 คน
                    ขณะที่อีก 50 คนจะมาจากกระบวนการเลือกไขว้จากกลุ่มอาชีพที่ กรธ.ได้ออกแบบไว้ โดยจะเลือกมาทั้งสิ้น 200 คน และเหมือนเดิมที่จะคัดเหลือ 50 คน โดยผู้คัดเลือกก็คือ คสช. เช่นเดิม
                    ส่วนอีก 6 ตำแหน่งนั้น จากเดิมที่ระบุไว้อย่างอ้อมแอ้มว่าเป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ คราวนี้ก็เขียนชัดว่าเป็นผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน
                    สรุปง่ายๆ ว่า ส.ว. ทั้ง 250 คน เป็นคนที่ถูกเลือกโดย คสช. จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าสภา ส.ว. เป็นของ คสช. เรียกได้ว่า ข้อนี้ได้แบบกินรวบ
                    สำหรับอำนาจนั้นก็น่าสนใจ แม้ว่าเบื้องต้นพวกเขาจะตัดอำนาจเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญออก แต่อำนาจเรื่องการปฏิรูปที่บัญญัติเอาไว้ ก็ทำให้ ส.ว.มีอำนาจไม่น้อย
                    โดยเปลาะแรกพวกเขากำหนดว่า ให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้างานปฏิรูป ตามแผนยุทธศาสตร์ต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน แปลความง่ายๆ ว่า รัฐบาลต้องรายงานการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบ
                    ซึ่งการรายงานต่อ ส.ว.นี้ ต้องไม่ลืมว่าในนั้นมีผู้นำเหล่าทัพรวมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลทางอ้อมนั่นเอง
                    นอกจากนี้ยังกำหนดเรื่องการออกกฎหมายว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดก็ตาม หากถูกยับยั้ง ก็ให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาร่วมกันของสองสภา ซึ่งในนี้พวกเขาก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูป และอีกส่วนเป็นเรื่องของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
                    เดิมนั้นระบบออกกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายใด และวุฒิสภายับยั้ง ก็จะเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม และหากสภาผู้แทนยืนยันมติ ก็ให้นำกฎหมายนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้ต่อไป ซึ่งหมายถึงการให้สภาล่างซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมีอำนาจมากกว่าสภาสูง
                    แต่ระบบใหม่นี้ หากกฎหมายถูกยับยั้งในสภาสูง หรือแม้กระทั่งสภาล่างก็ตาม ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หมายความว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดย คสช. จะมีอำนาจในการร่วมพิจารณา ในบทบาทและฐานะที่เท่ากับสภา ส.ส. ในการจะให้กฎหมายใดผ่านหรือไม่ผ่าน
                    และยิ่งดูจำนวนของ ส.ว.ที่มองได้ว่าในอนาคตพวกเขาจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา
                    มิพักต้องพูดถึงอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ หรืออำนาจในการร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกบัญญัติไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
                    ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มองเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว คสช.ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างเพียงพอแล้วในการเข้าควบคุมเรื่องต่างๆ ผ่านทาง ส.ว. ใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ตามความหมายของ คสช.
                    การเสนอข้ออื่นจึงอาจเป็นเพียงการหวังสูง หรือยื่นเพื่อต่อรอง หากได้ก็กำไร ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย เพราะลำพังแค่นี้พวกเขาก็สานต่ออำนาจและเจตนารมณ์ได้แบบเนียนๆ อย่างน้อยก็อีก 5 ปี ผ่านกลวิธีที่คิดค้นขึ้นโดย “เนติบริกร” มือหนึ่งอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์”
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

เบื้องลึก3ข้อเสนอคสช.:‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ?

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160320/224401.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559
เบื้องลึก3ข้อเสนอคสช.:‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ?

เบื้องลึก3ข้อเสนอ คสช. :‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ? : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

           ชัดเจนในเจตนาอย่างยิ่งหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 3 ข้อ เป็นข้อเสนอที่ต่อยอดข้อเสนอข้อ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก่อนหน้านี้

จากข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม. “ขอให้บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจในระยะแรก ใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มี “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ” และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”

ข้อเสนอ 3 ข้อของ คสช. ที่อ้างว่ามาจากที่ประชุมแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คือ 1.ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง 250 คน โดยกำหนดให้มี ส.ว.โดยตำแหน่ง 6 คน คือ ปลัด กห., ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. มีวาระ 5 ปี มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ

จุดที่โดนวิจารณ์หนัก นอกเหนือจากเรื่อง “ที่มา” ที่วิจารณ์กันตั้งแต่ก่อนเปิดข้อเสนอออกมา คือ การให้มีผู้นำเหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ยกเว้นจากข้อกำหนดในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ข้าราชการเข้าไปเป็น ส.ว. ขณะที่ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช. บอกว่า “ที่ให้ปลัดกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.ด้วย เพราะไม่อยากให้มีรัฐประหารอีก”

อีกจุดใหญ่คืออำนาจที่ให้แก่ ส.ว.ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ควบคุมการบริหารแผ่นดินด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล..!!!

“พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” คืออะไร แหล่งข่าวสาย คสช. อธิบายว่า มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือพิทักษ์ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือ ในช่วง 5 ปีแรก จะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ถ้า ส.ว.ไม่เห็นด้วย โดย ส.ว.จะมีสภาพเหมือน “พรรคที่ใหญ่ที่สุด” ในรัฐสภา หากพรรค ส.ว.เห็นด้วยกับฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนั้นก็จะเป็นเสียงข้างมากทันที อีกส่วนของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือ การทำหน้าที่แต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้เป็นอำนาจ ส.ว.นั้น ส.ว.จะทำหน้าที่ได้ทั้ง “คาน” และ “โอบอุ้ม” รัฐบาลตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือ “หากเป็นรัฐบาลที่อยู่ตรงข้ามกับ คสช. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ว.ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบ คานอำนาจรัฐบาล แต่ถ้าเป็นรัฐบาลฝั่ง คสช. ส.ว.ก็จะทำหน้าที่โอบอุ้มรัฐบาลด้วยการลงมติไว้วางใจ” แหล่งข่าวคนเดิมอธิบาย

ส่วนที่ต้องให้ ส.ว.ชุดนี้มีอายุถึง 5 ปี ซึ่งมากกว่าอายุสภาผู้แทนฯ ที่มีเพียง 4 ปีนั้น ก็เท่ากับ ส.ว.ชุดนี้จะคาบเกี่ยวอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลอย่างน้อย 2 ชุด รวมถึงกลไกอื่นๆ จึงเป็น 5 ปี ที่จะส่งผลมากกว่า 5 ปี…????

2.การเลือกตั้ง ส.ส.ใช้บัตร 2 ใบแทนสูตรบัตรใบเดียวของ กรธ. โดยให้มี ส.ส.เขต 350 คน เป็นระบบเขตใหญ่เขตละไม่เกิน 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือกได้เพียง 1 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวมเป็น 500 คน

แน่นอนการเลือกตั้งระบบนี้พรรคใหญ่โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยเสียเปรียบเต็มๆ การเลือกตั้งในแต่ละเขตจะมีสภาพตัวใครตัวมัน มีแนวโน้มว่าคนที่ได้รับเลือกตั้งในแต่ละเขตก็จะมาจากพรรคที่ต่างกัน การเลือกตั้งแบบนี้จะใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่การเลือกตั้ง ส.ว.เขตจะใหญ่กว่า คือใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ทั้งนี้สูตรเลือกตั้งนี้เป็นไปตามข้อเสนอของ สนช. และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของ สปท. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้

3.งดเว้นข้อบังคับเรื่องพรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ก่อนเลือกตั้ง

ในจดหมายของ คสช.ให้เหตุผลว่า “กรณีนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้…เพื่อเป็นทางออกในยามวิกฤติในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล จึงควรงดเว้นไม่นำเรื่องแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ มาบังคับใช้”

คีย์เวิร์ดอยู่ตรงที่ “พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี” ตรงนี้เองที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเปิดทางสะดวกสำหรับการ “สืบทอดอำนาจ” มากขึ้นหรือไม่ จากเดิม “คนนอก” ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.มาเป็นนายกฯ ก็ได้ แต่ต้องเปิดชื่อมาก่อน ซึ่งตรงนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” บอกว่าเพื่อป้องกัน “ไอ้โม่ง” มาเป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช. ที่มักถูกมองว่าเป็นคนหนึ่งที่อาจเข้ามาเป็นนายกฯ ในรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ยืนยันว่า “จะไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ” และอีกวันหลังจากนั้น รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ก็ออกมาสำทับอีกครั้ง

แหล่งข่าวอ้างเหตุผลเบื้องลึกของข้อเสนอนี้ว่า เนื่องจาก “คนกลาง” ที่อาจถูกเสนอมาเป็น “นายกฯ” ไม่แฮปปี้กับเงื่อนไขนี้ เหตุผลง่ายๆ อย่างน้อย 2 ข้อคือ 1.ทันทีที่ถูกเปิดชื่อออกมาก็ต้องตกเป็นเป้าโจมตี อาจถูกไล่บี้ตรวจสอบจนเป็นปัญหา และ 2.หากได้รับการเสนอชื่อแล้วไม่ได้รับการเลือกจากที่ประชุมสภาก็คงเสียชื่อ สรุปคือไม่มีใครอยากเสี่ยงและเปลืองตัว

หากอยากรู้เหตุผลเบื้องลึกจริงๆ ของข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนี้ ต้องมองไปที่เกมการวางโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งจุดสำคัญจะอยู่ที่ 4 ส่วน คือ ที่มา ส.ส., ที่มา ส.ว., ที่มานายกฯ และ คปป. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ) หรือกลไกช่วงวิกฤติ แต่ในเมื่อ คสช.ไม่ต้องการให้มี คปป.อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเป็น “สายล่อฟ้า” ที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จึงต้องมีการจัดวางโครงสร้างอำนาจใหม่ ให้ทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดย 3 กลไกที่เหลือ คือ ที่มา ส.ส., ที่มา ส.ว. และที่มานายกฯ

ข้อเสนอก่อนหน้านี้ที่จะให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้นั้น ไม่ใช่ข้อเสนอที่ไม่มีมูล เพียงแต่เมื่อดันสูตรนั้นไม่ได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยน จัดวาง ต่อรองกันใหม่

เมื่อมีกลไกควบคุมได้ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ!!

จากคปป.2ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ

Published February 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222819.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
จากคปป.2ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ

จากคปป.2 ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ : คมวิเคราะห์ โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

             ประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งเกิดช่วงต้นสัปดาห์ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีการพิจารณาในที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ถูกมองว่าเป็น “คปป.” (คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศและการปรองดองแห่งชาติ) หรือไม่

อีกเรื่องเกิดขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ คือ “ข้อเสนอข้อสุดท้าย” ในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีทั้งหมด 16 ข้อ ที่มีถ้อยคนให้ชวนระแวงสงสัยในเจตนาของ คสช. อีกครั้ง

ใจความสำคัญของข้อเสนอข้อที่ 16  คือ “ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ ครม.ห่วงคือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากโกลาหลจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเหมือนก่อนพฤษภาคม 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่  ครม.จึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา  คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก  ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”

ใจความที่สำคัญและถูกตั้งเป็นคำถามมากที่สุด คือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพ” ที่ ครม.ต้องการให้ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ใน 3 ระยะ คือ  หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่

“ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ตอบ หลังจากถูกซักถามเรื่อง “รูปแบบ” ของสิ่งที่ ครม.เสนอ

สอดคล้องกับ ประธาน กรธ.“มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่บอกว่า “ยังไม่เข้าใจและแปลไม่ออก ต้องปรึกษาและพูดคุยกับวิษณุก่อน ว่าแปลว่าอะไร และต้องการรูปแบบอย่างไร”

มีการตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นความไม่รู้จริงๆ หรือ เจตนาทำให้คลุมๆ เครือๆ ไว้” โดยเฉพาะ “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ที่ถูกพูดถึงทันทีว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

เพราะเหมือนจะเป็น “ยุทธศาสตร์” ของ คสช. ที่มักจะทำอะไรให้คลุมเครือ หรือวางกติกาแบบ “เปิดทาง” ไว้ก่อน จนถึงจังหวะเวลาที่จำเป็นจริงๆ จึงจะมีความชัดเจนออกมา

เช่น ไม่กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรกของ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” แต่มาแก้ไขเพิ่มเข้าไปเมื่อมีเสียงเรียกร้อง หรือการเขียนเปิดช่องไว้ “หายใจ” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังยืนยันที่จะไม่บอกออกมาก่อนการทำประชามติ

ย้อนกลับไปที่ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ สปท.ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามหลายข้อทั้งจากสมาชิก สปท.เอง และภาคส่วนต่างๆ เป็นการให้ความเห็นชอบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จะกลับไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อท้วงติงของสมาชิก และเสนอให้ไปยังประธาน สปท.เพื่อส่งต่อไปยัง ครม.ต่อไป

ใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ คือ ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาจำนวน 25 คน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

หลังจากรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.นี้เผยแพร่ออกมา ปรากฏว่าถูกมองและถูกตั้งคำถามว่า นี่คือ “คปป.2” หรือไม่ เพราะข้อความในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย นายกฯ ประธาน สนช. ประธาน สปท. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนที่ สนช.ดำเนินการสรรหาและคัดเลือก โดยเขียนเปิดทางให้คณะกรรมการที่ สนช.แต่งตั้งอยู่ได้ยาวครบวาระ 8 ปี โดยครึ่งหนึ่งจะจับสลากออก แล้วสรรหาใหม่ตามกระบวนการปกติ

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป.2 แน่นอน “จะป็น คปป.ได้ยังไง ตอนที่ผมทำเรื่องนี้ ยังไม่มีเรื่อง คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์เลย”

พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า มีส่วนร่วมในการทำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มาตั้งแต่ตอนที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยตอนนั้นเป็นประธานอนุกรรมาธิการจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้

“สปช.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ให้รัฐบาลตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้น ครม.ก็ได้มีมติตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน โดยเนื้อหาสาระหลักของร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดก็เหมือนๆ กับที่ สปช.เสนอรัฐบาลไปเมื่อปีที่แล้ว จะมีต่างกันอยู่บ้างไม่ถึง 15% ผมจึงได้บอกว่ากรรมการยุทธศาสตร์ไม่ใช่ คปป.แน่นอน เพราะเราทำก่อนจะมี คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์”

นอกจากเป็นประธานคณะกรรมาธิการแล้ว พ.ต.ต.ยงยุทธ ยังสวมหมวกเป็น ประธานคณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วย ซึ่งช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานได้ประชุมและมีมติให้ปรับแก้ในหลายประเด็นที่ถูกท้วงติง และจะส่งต่อให้คณะกรรมาธิการ ก่อนส่งให้ประธาน สปช. เพื่อส่งต่อให้ ครม.ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทเฉพาะกาลที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นกลไกให้มีการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่าไม่ได้มีการแก้ไข

“ในส่วนของ 3 คนที่มาโดยตำแหน่ง คือ นายกฯ ประธาน สนช. และประธาน สปท.นั้น ตามหลักกฎหมายชัดเจนว่าเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวและมีคนใหม่เข้ามา คนใหม่ก็ต้องมาเป็นแทน ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้น ก็ให้มีการจับสลากออกเมื่อครบ 4 ปีอยู่แล้ว”

ส่วนข้อท้วงติงที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดแรกควรมีวาระอยู่แค่มีรัฐบาลใหม่เท่านั้น ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้น เมื่อส่งให้ ครม.แล้ว ยังมีขั้นตอนแก้ไขได้อีก ทั้งโดย ครม. คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.

สำหรับเรื่องอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการติดตามตรวจสอบว่ารัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่มีการท้วงติงว่าไม่ควรมีนั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่เหมือนการเอกซเรย์เท่านั้นว่าใครทำหรือไม่ทำตามยุทธศาสตร์ และหากใครไม่ทำตามก็ตักเตือน หรือหากการที่ไม่ทำจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงก็จะส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจ คือ วุฒิสภา และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป

“หากที่ผ่านมาเรามียุทธศาสตร์ชาติ และมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาก่อน ประเทศไทยอาจจะไม่ต้องเกิดความเสียหาย 6-7 แสนล้านบาท จากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล” พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าว

ส่วนกรณีที่หากรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการส่งให้ และสุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ยึดตามความเห็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าคณะกรรมการไปมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัตินั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ล่าสุดคณะทำงานได้แก้ไขให้เป็นของรัฐสภาแล้ว

อีกประเด็นที่คณะทำงานแก้ไข คือ ตัดข้อความที่ระบุว่า “ยุทธศาสตร์ชาติมีผลผูกพันกับรัฐสภาและ ครม.ทุกสมัย แม้มิใช่รัฐสภาหรือ ครม.ที่ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์นั้นก็ตาม” อย่างไรก็ตาม ประธานยงยุทธ ยอมรับว่า การตัดข้อความดังกล่าวไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้ เพราะข้อความที่ยังอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นการตัดถ้อยคำเพื่อให้นุ่มนวลขึ้นเท่านั้น เนื้อหายังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

แต่ถ้าถามว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นกรอบบังคับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ พ.ต.ต.ยงยุทธ ย้ำว่า ไม่ได้บังคับ เป็นเหมือนเขียนแผนการบินไว้ให้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกรัฐบาลก็ต้องการไปถึงเป้าหมาย คือ “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง เข้มแข็งในประชาคมโลก” เหมือนกัน

ยังคงต้องจับตาทั้งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผู้ร่างยืนยันว่าไม่ใช่ คปป.2 และข้อเสนอ “เลือกตั้ง ส.ส.ระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ว่าจะลงเอยอย่างไร

%d bloggers like this: