คมชัดลึก

All posts tagged คมชัดลึก

บิ๊กตู่ แจงถามหา ส.ส.เพื่อไทย นายกฯ เทวดา ไร้สาระ

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389645

บิ๊กตู่ แจงถามหา ส.ส.เพื่อไทย นายกฯ เทวดา ไร้สาระ

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 20:02 น.
คมชัดลึก

บิ๊กตู่ แจงถามหา ส.ส.เพื่อไทย ชี้ เอกสารโครงข่ายทำลายประเทศชาติไม่มีเจตนาขู่ใคร เตรียมงบหมื่นล้านฟื้นฟูน้ำท่วม

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 20 ก.ย. 62 ที่ กระทรวงกลาโหม  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 7 พรรคฝ่ายค้านจึงเตรียมพิจารณายื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี ว่า

เรื่องของฝ่ายค้านก็ขอให้ดำเนินการสอบไป ซึ่งต้องไปดูทางฝ่ายกฎหมายว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะตนเคารพกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองตนก็รับหมด และส่งคนไปดำเนินการทางคดีความ โดยชี้แจงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ป.ป.ช. ซึ่งก็ทำมาตลอด เพราะมีการฟ้องร้องหลายอย่าง เมื่อไปชี้แจงทุกอย่างก็จบ และยืนยันว่าตนไม่หนี

เมื่อถามว่า นายกฯ ชี้แจงยังไม่เคลียร์ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถือเป็นมุมมองของเขา ส่วนของตนบอกว่าชี้แจงเท่าที่ทำได้ ในขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่บอกว่าตนชี้แจงเองจะชัดเจนกว่าหรือไม่นั้น คุณก็รู้ว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการให้ตนพูดอะไรสักอย่าง ก็ต้องระมัดระวังมากที่สุดในการที่จะถูกลากไปเชื่อมโยงอะไรก็แล้วแต่ต้องระมัดระวัง เพราะคนทำต้องรับผิดชอบในการที่จะต้องไปเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับอะไรก็แล้วแต่

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ควรจบได้แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ก็แล้วแต่ท่าน ส่วนที่ฝ่ายค้านจะนำประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไปอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำไปจะลากไปทำที่ไหนก็ไป ผมก็อธิบายได้ ซึ่งผมก็อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศชาติกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ และอย่าลืมอดีตที่ผ่านมาพฤติกรรมของหลายคน อยากให้เรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

เมื่อถามว่า เป็นกลุ่มบ่อนโครงข่ายทำลายประเทศชาติตามเอกสารหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่าในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่จะต้องหมายถึงเพียงแค่นักการเมือง เพราะมีเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้และเรื่องการวางระเบิดรวมอยู่ด้วย อีกทั้ง ผลการสอบสวนต่างๆ ที่รายงานตนมา แต่บังเอิญว่าในวันนั้นเอกสารติดกระเป๋าไปก็เลยหยิบมาดู ไม่ได้มีเจตนาเอามาขู่ใคร แต่เป็นเพราะสื่อไปถ่ายภาพออกมา ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ควร

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ตนก็ยิ้มสู้อยู่แล้วและสู้ในสิ่งที่ควรสู้ แต่ถามว่าจะสู้กับคนในชาติไปทำไม ตนสู้กับเศรษฐกิจและความยากจน ยืนยันว่าไม่ได้อยากสู้กับใคร อยากให้ทุกคนช่วยกันไตร่ตรองใคร่ครวญให้ดีในการจะทำอะไรก็ตาม รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านประชามติมามากมาย หากจะแก้ไขหรือทำอะไรก็ควรอยู่ในกระบวนการ จะแก้ไขมาตราอะไรก็ค่อยๆ ทำไป ตนไม่ได้ไปขัดขวางแต่อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้หลายคนได้เข้ามาอยู่ในสภาฯ เพราะฉะนั้นอย่าเลือกรัฐธรรมนูญเฉพาะบางมาตราเท่านั้น อยากให้ไปดูกฎหมายลูกด้วยโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายชมนุม การปลุกคนมารวมตัวกันที่ถนนควรเลิกได้แล้ว และวันหน้าก็อย่ามาตี พ.ร.บ.การชุมนุมอีก เพราะอยากให้เคารพกฎหมาย บ้านเมืองจะได้สงบ

เตรียมงบหมื่นล้านฟื้นฟูน้ำท่วม

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า ตนพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รวมถึงทุกหน่วยราชการ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการยกระดับเพื่อเตรียมการฟื้นฟู แต่ยังมีอีก 4 จังหวัด ยังมีน้ำท่วมสูงอยู่ และยังได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการทั้ง 4 จังหวัดได้รับนโยบายไปดำเนินการแล้ว ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ไปปิดเส้นทางถนนเพื่อให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีผ่านนั้น ขอยืนยันว่า ตนไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่าการบิดเบือนของสื่อโซเชียลในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนก็ดีใจที่ได้ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และจากนี้จะมีคณะรัฐมนตรีหมุนเรียนลงไปติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ตนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ สำหรับมาตรการการฟื้นฟูจะต้องนำรายละเอียดไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจ และตนได้เน้นย้ำให้ทยอยดำเนินการ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่ทหารก็จะต้องลงไปช่วยซ่อมแซมถนนร่วมกับกรมทางหลวงชนบท ส่วนรัฐบาลต้องเตรียมวงเงินไว้รองรับจำนวนหลาย หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการซ่อมบ้านพักของประชาชนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลังและเสียหายบางส่วน โดยได้เน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่มีบ้านเสียหายทั้งหลังก่อนเพราะจะไม่มีที่อยู่

“ยืนยันว่า รัฐบาลไม่สามารถแจกเงินได้เหมือนกับภาคเอกชน เพราะติดระเบียบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่สามารถนำเงินหลวงไปแจกจ่ายได้ ยกเว้นที่จะมีแผนงานและโครงการที่ชัดเจน ในระหว่างนี้ใครจะบริจาคอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาแต่ก็ยังไม่ทั่วถึง ซึ่งยอมรับว่าชาวบ้านก็ได้กำลังใจ แต่อย่ามาเหมารวมว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำเช่นนั้น เพราะทำไม่ได้และต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเงินที่ได้มาต้องจัดทำเป็นรูปแบบอย่างครบถ้วน ในการเยียวยาชดเชยพืชไร่และพืชสวน รวมถึงปศุสัตว์ที่จะต้องมีการสำรวจความเสียหาย เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเงินในส่วนของรัฐ ขอให้รอบคอบและใจเย็นๆ รู้ว่าทุกคนเดือดร้อนและอยากได้เงิน แต่ต้องเห็นใจว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินในภาพรวมของงบประมาณในรัฐบาลที่ได้มาจากภาษีของประชาชน”

เมื่อถามถึงกรณีผลพวงจากการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยมีการไปเรียกหา ส.ส. พรรคเพื่อไทย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ตนถามหา ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพราะนี่คือการปฏิรูปทางการเมือง ตนไม่ได้หวังให้เขามาต้อนรับ หากเขามาจะถามว่าอยากได้อะไร เพราะตนไม่ได้ฟังเฉพาะ ส.ส. รัฐบาล ในขณะที่ ส.ส. ฝ่ายค้าน ก็ได้ไปฟังความต้องการของชาวบ้านมาเช่นกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เรียกมารับตน เพราะไม่ต้องมีใครมารับ ตนก็ไปได้ ส่วนที่มีการเปรียบเทียบว่าตนเป็น นายกฯ เทวดา นั้นอย่าเอาคนไปยุ่งกับเทวดา มนุษย์ก็คือมนุษย์ เทวดาก็คือเทวดา อย่านำเรื่องเหล่านี้มาตีกันมากมาย เพราะเป็นเรื่องไร้สาระ

ย้ำย้ายเมืองหลวงยังเป็นแนวคิด

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแนวคิดย้ายเมืองหลวง ว่า เรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดที่จะต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการคือทำอย่างไรให้ กทม. มีความเจริญทั้งด้านในและรอบนอก เพื่อไม่ให้คนเข้ามาอยู่ภายในมากเกินไป รวมถึงการปรับผังเมืองที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน เพราะหลายประเทศมีการปรับผังเมืองก่อนคนเข้ามาอยู่แต่ประเทศของเราคนเข้ามาอยู่แล้วจึงค่อยปรับผังเมือง

สั่งเหล่าทัพเปิดรับแนวคิดเลิกเกณฑ์ทหาร

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานว่า รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรง เหล่าทัพเปิดรับ และศึกษาแนวคิดของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และประเด็นที่อาจจะส่งผลต่อทบต่อความมั่นคง ระบบ โครงสร้างกำลังพล รวมทั้งโครงสร้างงบประมาณ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้กระทบภารกิจหลักความมั่นคงของกองทัพ

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้เหล่าทัพดูแลเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า ไม่ได้ย้ำอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือว่า เป็นการทำงานตามภาวะปกติ ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคง

เหล่าทัพหนุนงานพระราชพิธีฯ กระบวนพยุหยาตราชลมารค

ที่ กระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขาดเพียง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่เดินทางไปราชการต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ (United Nations General Assembly – UNGA) ครั้งที่ 74 ระหว่างวันที่ 22 – 27 ก.ย. นี้ โดยจะออกเดินทางในคืนวันเสาร์ที่ 21 ก.ย. นี้

พล.ท.คงชีพ แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เต็มศักยภาพ ในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 24 ตุลาคม 2562 โดยเฉพาะการถวายพระเกียรติการถวายรักษาความปลอดภัย สูงสุด และการใช้พื้นที่กระทรวงกลาโหมในการจัดตั้งกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีราชาภิเษก และได้ขอให้กองทัพเรือ ประชาสัมพันธ์ให้กำลังพลครอบครัวและประชาชน ได้รับทราบกำหนดการ พร้อมเชิญชวนให้แต่งกายเสื้อสีเหลือง มาร่วมชมและรับเสด็จด้วยฯ

ให้กำลังใจทหารทุกเหล่าทัพช่วยเหลือน้ำท่วม

พล.ท.คงชีพ แถลงผลการประชุมสภากลาโหมโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานว่า นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ได้ขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลของทุกเหล่าทัพที่ได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน จากสถานการณ์ผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมหลายจังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างทันท่วงที พร้อมกำชับว่าขอให้น้อมนำความห่วงใย และพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน และจิตอาสาในพื้นที่มาปฏิบัติอย่างมีแบบแผน

นอกจากนั้นยังสั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ ประสานการทำงานร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ กระจายกำลังสำรวจและฟื้นฟูความเสียหาย ทั้งบ้านเรือนราษฎรโรงเรียน ถนน สะพานที่ชำรุดเสียหาย และพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งการเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจ ผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างทั่วถึง เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นออกมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

 

 

Advertisements

อดีตผู้ว่าฯสตง. จวก ไก่อูละเลงงบปรับปรุงตึกปีเดียวฝ้าพัง

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389641

อดีตผู้ว่าฯสตง. จวก ไก่อูละเลงงบปรับปรุงตึกปีเดียวฝ้าพัง

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 19:10 น.
สรรเสริญ,สตง,กรมประชาสัมพันธ์

อดีตผู้ว่าฯสตง. จวก ไก่อู ละเลง 25 ล้าน ปรับปรุงตึกกรมประชาสัมพันธ์ปีเดียวฝ้าพัง รั่วซึม เสี่ยงไม่ปลอดภัย

20 กันยายน 2562 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เปิดเผยกรณีดาดฟ้าของส่วนต่อเติมตึกกรมประชาสัมพันธ์ แตกร้าวรั่วซึมจนเกิดเหตุฝ้าเพดานพังลงมา

โดยกล่าวว่า ในส่วนที่ทำต่อเติมไปเพิ่มน้ำหนักให้ตัวอาคาร ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2504 โดยไปปรับปรุงให้มีดาดฟ้าและยังทำหลังคาคุมอีกชั้น เป็นการเพิ่มชั้นความสูงขึ้นไปอีกชั้นครึ่งต่อเติมจากโครงสร้างเดิม ซึ่งตึกนี้เคยใช้เป็นโรงเรียนการประชาสัมพันธ์ จะมีความเสี่ยงเกิดพิบัติต่อตัวอาคารเดิมที่ต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น และผู้ใช้อาคาร

ขอเรียกร้องให้ผู้ว่าสตง.เร่งเข้าไปตรวจสอบโดยเร็วเพื่อตอบสังคมให้ได้ โดยเฉพาะบริษัทสถาปนิกที่ออกแบบต่อเติมปรับภูมิทัศน์ บริษัทก่อสร้าง ได้จดทะเบียนไว้กับสภาวิศวกรรมสถาน หรือไม่ ทำไมการทำงานจึงต่ำกว่ามาตรฐาน เทียบกับตึกห้องแถว ยังไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นตึกห้องแถวคงต้องทำหลังคาคุมกันทั่วประเทศแก้ปัญหาดาดฟ้ารั่วซึมไม่ได้

มีหลายคำตอบว่าทำไม มีดาดฟ้าแล้ว จึงต้องสร้างหลังคาคุม เรื่องนี้เหมือนเล่นลิเก เพราะต้องการกลบเกลื่อนสิ่งที่ทำไว้ตกมาตรฐานใช่ไหม สถาปนิกมีใบอนุญาตหรือไม่ ซึ่งเห็นพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประสัมพันธ์ ได้แต่พูดกับสื่อว่ามีประกัน ซ่อมฟรีได้หมดแต่ของอย่างนี้ทำมาเพื่อซ่อมไปเรื่อยๆหรือเห็นเป็นของหลวง จริงต้องสั่งรื้อทำใหม่

ฝากถามว่าทำไมถึงเกรงใจผู้รับเหมา คนออกแบบ มากนักแต่ไม่เกรงใจประชาชนผู้เสียภาษี เมื่อมีเงินเหลือ 25 ล้านบาท แทนที่จะสร้างใหม่กลับมาต่อเติมดาดฟ้า ทุบผนังทำห้องกะจก เอาวงกบไม้สัก หน้าต่างไม้สักแบบโบราณหายาก ก็ถอดทิ้งไป หากปรับปรุงก็ทาแชล็คทาไม้ลงเงาจะสวยงามมากได้อนุรักษ์ตึกโรงเรียนกรมประชาสัมพันธ์ไว้ให้คนมาชมได้ด้วย ไม่รู้ไปขุดสถาปนิกที่ไหนออกแบบเสียค่าแบบบ 3-4แสนบาท เป็นผู้มีใบประกอบวิชาชีพ การออกแบบ หรือไม่ต้องไปตรวจสอบ ทำไมสร้างจึงมาปัญหา แลผู้ก่อสร้าง มืออาชีพไหม

เป็นหน้าที่ของสตง.ต้องตรวจที่มาของวงเงิน ตรวจสอบสถาปนิก ถ้าไม่ได้จดทะเบียนรับอนุญาต ใครไปชักนำมาให้ออกแบบ สนิทกับใครในกรมหรือไม่เพราะแทนที่รื้อดาดฟ้าทำใหม่ กลับสร้างปัญหาเพิ่มคือทำหลังคุม มีโครงเหล็กเสริมอีกเยอะแยะไปเพิ่มน้ำหนัก ผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ ยังอ้างว่าตึกเก่า เชยไม่ทันสมัย เงินเหลือจึงมาปรับปรุง ปรับภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้ เป็นการตอบคำถาม ไม่สมเหตุผล ตอนนี้  เสียเงินไป 25 ล้านบาททำปีเดียวพังฝีมือต่ำกว่ามาตรฐาน

ตอนนี้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์พูดได้อย่างเดียวอยู่ในประกัน ซึ่งมันผิดหลักวิศวกรรมชัดๆไม่อย่างนั้นต่อไปซ่อมทุกฤดูฝน และมีประกันคุมสองปี หลังจากนั้นไปฟ้องร้องกัน นี่เรียกว่าใช้เงินหลวงถูกต้องหรือยัง หากเป็นบ้านตัวเองต้องสั่งรื้อไปแล้ว ปล่อยไว้ไม่ได้ ดาดฟ้ามีรอยยาแนวเต็มไปหมดจนเป็นลายตาสก็อต เป็นการประจาน งานที่นี้ 25ล้านบาท ไม่มีคุณภาพ ที่ถูกต้องคือรื้อแล้วสร้างใหม่

พล.ท.สรรเสริญ เข้ามาเป็นอธิบดี และมีโครงการนี้ ดังนั้นต้องรับผิดชอบ ให้ดูโรงพักสถานีตำรวจสร้างใหม่ ๆ ไม่ถึง 20 ล้านบาทได้หลังใหญ่โตโอ่โถง แต่ทำดาดฟ้า ทำห้องกระจก ประมาณชั้นครึ่ง เกิดปัญหารั่วซึมแก้ไม่ได้ มาตัดรำคาญทำหลังคาคุม ก็ไปเพิ่มน้ำหนักอีก ยังมีต้นไม้มาปลูกเพิ่ม สตง.ต้องสอบด้วยว่าราคาต้นไม้เท่าไหร่ ฝากไห้ไปตรวจสอบ ทั้งสัญญา ต่อเติม ปรับปรุง เสริมอาคาร ปลูกต้นไม้ รวม ๆ แล้วถึง 25ล้านบาทไหม

“สตง.ต้องถอดแบบดู แม้ว่าผู้รับจ้างรายนี้ ทำตามขบวนการขั้นตอน แต่สถาปนิก ที่ไปหามาได้ ทำไมออกแบบมามีปัญหาการสร้าง แล้วไม่ใช่แค่ทำหลังคุมหมดเรื่องกลบปัญหา กลบเกลื่อนเรื่องรั่วซึม ซึ่งทั้งหมดต้องมาสาเหตุจากการสร้างไม่ได้มาตรฐาน  จุดชัดๆทำไมต้องลำบากเทปูนทำดาดฟ้า และ สร้างหลังคุมอีกที ทั้งที่หลังคาไม่ได้อยู่ในแบบเลย ทำเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ซึ่งดาดฟ้าเอาไว้คาดมุดซ่อมคอมเฟรชเซอร์แอร์และเป็นที่อยู่ของนก”

ต้องหาคำตอบ ว่าอยู่ๆจึงไปเชิญบริษัทเจ้านี้มา สนิทกับใคร ใครขอร้อง และจะต้อง  รื้อหลังคาโครงสร้างเหล็กออกไป เพราะไม่มีในแบบ มีความเสี่ยงเกิดวิบัติต่ออาคารและผู้ใช้ เว้นแต่มีวิศวะกร กล้ารับรองความปลอดภัย ไม่กระทบโครงสร้างเดิม ซึ่งปัญหาดาดฟ้ารั่ว เพราะไม่ได้ทำตามหลักวิชาการ ถ้าดาดฟ้ารั่วง่ายๆตึกแถวคงขายไม่ออก แต่ใช้งบถึง25ล้านบาท สะท้อนว่าคนออกแบบ คนก่อสร้าง คนคุมงาน คนอนุมัติ เป็นอย่างไร

เรียกร้องให้มีความรับผิดชอบเงินหลวง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร ผมจะรอฟังผลตรวจสอบของสตง.และสำนักงานสตง.อยู่ใกล้กับกรมประชาฯเดินออกมาดูเอง เลยจะได้เห็นกับตา หน้าที่ผู้ว่าฯสตง.ต้องติดตามเมื่อมีเรื่องร้องเรียน ใครทำให้เงินแผ่นดินเสียหาย ต้องบอกประชาชนให้ชัดเจนในฐานะผู้ตรวจสอบการใช้เงินหลวงแทนประชาชน

‘มงคลกิตติ์’ พระเครื่องร้อยล้าน

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389635

‘มงคลกิตติ์’ พระเครื่องร้อยล้าน

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 18:22 น.
มงคลกิตติ์,พระเครื่อง,ร้อยล้าน

เต้ พระราม 7 ‘ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ‘ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โชว์บัญชี ทส. ไม่ธรรมดา มีพระเครื่องกว่าร้อยล้าน

20 ก.ย. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินของตน พร้อมคู่สมรส 2 คน คือ น.ส.พัทธนันท์ ฤทธิ์ชัยเรืองเดช กับ น.ส.ภคอร จันทรคณา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4 คน  โดยเป็นบุตรในสมรส 1 คน และบุตรนอกสมรสที่รับรองแล้ว 3 คน

     โดยนายมงคลกิตติ์ ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็น 2 ชุด ชุดแรก น.ส.พัทธนันท์ ซึ่งระบุว่า มีทรัพย์สิน 192,902,325 บาท หนี้สิน 19,168,813 บาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 173,733,512 บาท และชุดสองแจ้งว่า น.ส.ภคอร มีทรัพย์สิน 5,263,770 บาท หนี้สิน 350,625 บาท มีทรัพย์สินมากกว่านี้สิน 4,913,145 บาท

ส่วนตัวนายมงคลกิตติ์ ระบุอาชีพการทำงานย้อนหลัง 5 ปี จนถึงปัจจุบันว่า  เป็นประธานบริษัท ที.เอ.อี. มาร์ท กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เอกลักษณ์ สมุนไพรไทย และแจ้งว่ารายได้ต่อปี 6,309,906 บาท มีรายจ่ายประจำ 4,799,544 บาท โดยเป็นการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ใช้จ่ายส่วนตัว อุปการะบิดามารดา ทำบุญช่วยสาธารณะ เงินบริจาคพรรคไทยศรีวิไลย์

ทั้งนี้ทรัพย์สินของนายมงคลกิตติ์ ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินอื่น จำนวน 147,971,500 บาท อาทิ พระกริ่งปวเรศทองคำ หนัก 3 บาท มูลค่า 50 ล้านบาท พระร่วงหลังรางปืน จ.สุโขทัย เลี่ยมทองคำ 2 บาท มูลค่า 12 ล้านบาท พระสมเด็จไกเซอร์ เลี่ยมทองคำ 2 บาท มูลค่า 30 ล้านบาท พระพุทธชินราชใบเสมา เลี่ยมทองคำ 2 บาท มูลค่า 2,540,000 บาท พระสมเด็จวัดระฆัง เลี่ยมทองคำ 1 บาท มูลค่า 40,020,000 บาท พระรอดลำพูน เลี่ยมทองคำ 1 บาท (ฐานบิ่น) มูลค่า 10,020,000 บาท

ส่วนทรัพย์สินอื่นของ น.ส.พัทธนันท์ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ เหรียญกษาปณ์โบราณ ธนบัตรโบราณ รวมถึงสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล 2 ตัว

ขณะที่ น.ส.ภคอร แจ้งทรัพย์สินอื่นว่า มีกลุ่มพระเครื่อง ครอบครองอยู่ 6 รายการ เช่น พระเสาร์ 5 รุ่นพระครูไกร วัดหนองกลับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เลี่ยมกรองทองคำ พระพุทธชินราช (องค์สัมฤทธิ์) ปี 2512 เครื่องประดับสตรี อาทิ สร้อยคอเพชรปีกหงส์ ต่างหูเพชรชาแนล

นายมงคลกิตติ์ มีการแจ้งทรัพย์สินภายในบ้านอย่างละเอียด ทั้งแอร์เก่า โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น เตียงนอน ทีวีพานาโซนิก ตี่จู้เอี้ย โต๊ะปิงปอง เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องเล่นคาราโอเกะ กระติกน้ำ หม้อหุงข้าว พัดลม ที่ซ้อมต่อยมวย และกรงสุนัข

‘ปารีณา’ รวยอื้อ รายได้เลี้ยงไก่กว่าร้อยล้าน

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389631

‘ปารีณา’ รวยอื้อ รายได้เลี้ยงไก่กว่าร้อยล้าน

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 17:18 น.
ปารีณา,รวยอื้อ,รายได้,เลี้ยงไก่

‘ปารีณา ไกรคุปต์ ‘ รวยอื้อ มี ทส.รวม 169.66 ล้านบาท  มีรายได้จากการเลี้ยงไก่กว่าร้อยล้าน

20  กย.   จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ และ ด.ช.ทวีทอง ไกรคุปต์ บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.)

ปรากฏว่า มีทรัพย์สินจำนวน 169.66 ล้านบาท โดยเป็นทรัพย์สินของ น.ส.ปารีณา 163.78 ล้านบาท  อาทิ เงินฝาก 21.98 ล้านบาท  ที่ดิน 20.06 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 61.05 ล้านบาท ยานพาหนะ 16.58 ล้านบาท  ทรัพย์สินอื่น 23 ล้านบาท

น.ส.ปารีณา ยังได้แจ้ง ต่อ ป.ป.ช.  เป็นเจ้าของฟาร์มไก่ โดยมีรายได้จากการเลี้ยงไก่ 109.96 ล้านบาทต่อปี และการเลี้ยงวัว 675,000 บาทต่อปี

ส่วน ด.ช.ทวีทอง บุตรชาย มีเงินฝากจำนวน 5.88 ล้านบาท หนี้สิน 29.73 ล้านบาท

สำหรับรายจ่ายประจำ  น.ส. ปารีณา  แจ้งว่า เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 3,600,000 บาท ฟาร์มไก่ 107,770,454 บาท รวมรายจ่าย 111,370,454 บาท ส่วนเงินลงทุนที่ผู้ยื่นแจ้งไว้ เป็นเงินลงทุนในบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด มูลค่า 9,999,800 บาท เงินให้กู้ยืมแก่ผู้กู้ยืมจำนวน 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น รับจ้าง และค้าขาย ยานพานะ 11 รายการคือ รถบรรทุกพ่วงสิบล้อ พร้อมพ่วง รถแทรกเตอร์ รถตู้ รถเก๋ง และรถจักรยานยนต์ ส่วนทรัพย์สินอื่นมี 3 รายการ มูลค่ารวม 23,030,000 บาท ประกอบด้วย สมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย สมเด็จนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่ วัว 500 ตัว และปืน 9 มม. 1 กระบอก

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช.สอบจริยธรรม ช่อ ด่ารัฐธรรมนูญเฮงซวย

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389556

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช.สอบจริยธรรม ช่อ ด่ารัฐธรรมนูญเฮงซวย

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 12:53 น.
ช่อ พรรณิการ์,ปปช,สอบจริยธรรม

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบจริยธรรม “ช่อ” ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมวิจารณ์รัฐธรรมนูญ

20 ก.ย.62-ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. กรณีคุณช่อ-น.ส.พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ได้ปราศรัยต่อหน้าสาธารณะชนด้วยถ้อยคำว่า “รัฐธรรมนูญ เฮงซวย” บนเวที  “รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร? รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคนไทยทุกคน” เมื่อ 15 ก.ย.62 ที่ จ.มหาสารคาม จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากนั้น

.

กรณีดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่ตรงกันข้ามกับถ้อยคำที่เคยปฎิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สส. ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 115 ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคําที่ว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” และในรัฐธรรมนูญ 2560 ก็บัญญัติบริบทที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่คนไทยเทิดทูลไว้หลายมาตรา อาทิ ม.2 , 6, 7, 8, 9, 10, 13, 122, 161, 175, 176,177, 179, 180, 190 และ ม.191

           

 

ดังนั้นการที่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวถ้อยคำที่ว่า “เพราะรัฐธรรมนูญนี้เฮงซวยทุกมาตรา” นั้นจึงอาจจะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยที่เทิดทูลพระมหากษัตริย์ ที่บัญญัติไว้ในมาตราต่างๆข้างต้นด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะสังคมอาจตีความกันไปต่างๆนานาได้ และอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่กำหนดข้อห้ามไว้ตามมาตรฐานทางจริยธรรม 2561 ข้อ 5 และข้อ 6 ที่ระบุไว้ว่า สส. ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน และหรือไม่แสดงความคิดเห็น หรือให้ข้อมูลต่อสื่อสาธารณะ หรือสาธารณชนอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง  เป็นต้น

 

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจำต้องนำความมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนและตรวจสอบการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ต่อไป และหาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าเข้าข่ายก็จะต้องส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยและหรือลงโทษตามกฎหมายสูงสุดต่อไป

 

 

“ธนาธร” รวย5.6 พันล้าน ไร้พระเครื่องสักองค์

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389554

 “ธนาธร” รวย5.6 พันล้าน ไร้พระเครื่องสักองค์

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 12:47 น.
ปปช,เปิดบัญชีทรัพย์สิน

“ป.ป.ช.” เปิดกรุ “ธนาธร” รวยเกินครึ่งหมื่นล้าน ปล่อยกู้ “อนค.” 191 ล้าน ด้าน”พิธา”มาแปลก ไม่สามารถยื่นบัญชี ทส.ของภรรยาและลูก ตามจริงได้

20 ก.ย.62-“ป.ป.ช.” เปิดกรุ “ธนาธร” รวยเกินครึ่งหมื่นล้าน ปล่อยกู้ “อนค.” 191 ล้าน เงินฝาก 1.5 พันล้าน เงินลงทุน 3 พันล้าน เรือยอร์ช-นาฬิกา-แหวนเพชร ไม่มีพระเครื่องสักองค์ ด้าน “ปิยบุตร” สายดื่ม “วิสกี้-ไวน์” แหวนแต่งงาน 1,600 นาฬิกาเรือนไม่เกินหมื่น “ช่อ” มีเหนาะๆ 2.6 ล้าน

สำนักงานคณะกรรมการป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 80 ราย ในกรณีเข้ารับตำแหน่ง 79 ราย และพ้นจากตำแหน่ง 1 ราย โดยส.ส.ที่มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินมีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่

 

ในส่วนของนายธนาธร และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,631,852,962 บาท   เป็นเงินฝาก 1,527,870,470 บาท เงินลงทุน 3,014,693,457 บาท สิทธิและสัมปทาน 285,006,835 บาท

เงินให้กู้ยืมพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 2ม.ค.62 จำนวน 161,200,000 บาท และ ให้กู้ยืมอีกครั้งเมื่อ 11 เม.ย.62 30,000,000 บาท รวม 191,200,000 บาท ในส่วนของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่น่าสนใจ อาทิ เลคไซค์วิลล่า 2 ถ.บางนา-ตราด กม.7 ประเวศ กทม. มูลค่า 40,000,000 บาท

ยานพาหนะที่น่าสนใจ นอกจากรถยนต์แล้วยังมีเรือยอร์ช 1 ลำ มูลค่า 10,000,000 บาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่นได้แก่ นาฬิกาหรู 3 เรือน มูลค่า 1,150,000 บาท แหวนเพชร 3.05 กระรัต 2,700,000 บาท หนังสือในห้องสมุดประมาณ 2,000 เล่ม มูลค่า 1,000,000 บาท เรือคายัค 60,000 บาท อุปกรณ์ปีนเขา 300,000 บาท โดยไม่ปรากฎพระเครื่องแม้แต่องค์เดียว

ขณะที่ทรัพย์สินอื่นของคู่สมรสที่น่าสนใจ อาทิ เปียโน มูลค่า 1,500,000 บาท ชุดโฮมเธียร์เตอร์รวมจอภาพ 1,800,000 บาท ตู้ไวน์รวมไวน์ 2,000,000 บาท พรมเปอร์เชีย 6 ผืน มูลค่า 1,340,000 บาท โต๊ะประชุมพร้อมเก้าอี้ R&L 600,000 บาท โต๊ะทานข้าว Baker พร้อมเก้าอี้ 500,000 บาท โคมไฟคริสตัล 5 อัน 700,000 บาท นาฬิกาหรู 7 เรือน มูลค่า 1,680,000 บาท กระเป๋าแบรนด์เนม 12 ใบ มูลค่า 1,390,000 บาท แหวนเพชร 2 กระรัต มูลค่า 1,400,000 บาท แหวนเพชร 4.09 กระรัต 4,500,000 บาท นอกจากนั้น ยังมีชุดเครื่องเพชร 10,000,000 บาท ต่างหู 2 กระรัต 9,000,000 บาท ทองแท่งน้ำหนัก 17 บาท มูลค่า 7,320,000 บาท ทองรูปพรรณน้ำหนัก 19 บาท มูลค่า 400,000 บาท

ขณะที่นายปิยบุตร พร้อมคู่สมรส ดร.เออเชนี เมรีโอ (Eugenie Merieau) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 7,674,621 บาท มีเงินฝากในธนาคารทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ นายปิยบุตรมีการแจ้งมีรายได้เป็นเงินเดือนจากพรรคอนาคตใหม่ 70,000 บาท

ขณะที่ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจ อาทิ คอนยัค ยี่ห้อ Remy Martin และ Camus มูลค่า 5,665 บาท วิสกี้ ยี่ห้อ Hibiki master select, hibiki 17 years, Akashi single malt และ The Yamazaki single malt 18 years มูลค่า 65,200 บาท ไวน์ ยี่ห้อ Bouchard pere & Fils, Schloss johannisberg gelblack riesling feinherb, Rheingau, Chateau Cavale, และ Clos de l’Oratoire มูลค่า 13,000 บาท

นอกจากนั้น นาฬิกา ยี่ห้อ Emporio Armani มูลค่า 5,900 บาท นาฬิกา ยี่ห้อ Burberry มูลค่า 7,500 บาท นาฬิกายี่ห้อ Diesel มูลค่า 8,000 บาท นาฬิหายี่ห้อ Casio มูลค่า 2,500 บาท นาฬิกายี่ห้อ Hugo boss Orange มูลค่า 8,000 บาท แหวนแต่งงาน 2 วง มูลค่า 1,600 บาท เชลโล มูลค่า 30,000 บาท ทีวีและเครื่องเล่นพร้อมลำโพง 30,000 บาท

ขณะเดียวกัน มีการแจ้งรายการลู่วิ่งออกกำลังกาย มูลค่า 20,000 บาท คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ imac มูลค่า 30,000 บาท หนังสือภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ 2,500 เล่ม มูลค่า 1,250,000 บาท ตู้หนังสือ 60,000 บาท โต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ 15,000 บาท

ค่าลิขสิทธิ์งานเขียนเกือบ 40 ชิ้น อาทิ ตำราประกอบการเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” : การก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ , หนังสือ “ศาลรัฐประหาร:ตุลาการ ระบบเผด็จการ และนิติรัฐประหาร” สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, เป็นต้น

ในส่วน น.ส.พรรณิการ์ หรือช่อ มีทรัพย์สินรวม 3,319,567 บาท หนี้สิน 710,512 บาท ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 2,609,055 บาท เป็นเงินลงทุน 864,000 บาท ยานพาหนะ 1,400,000 บาท ทรัพย์สินอื่น อาทิ กำไลทองคำโบราณ 100,000 บาท สร้อยข้อมือเพชร 35,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 3 เส้น 130,000 บาท สร้อยคอทองคำพร้อมจี้ 200,000 บาท นาฬิกา 2 เรือน 70,000 บาท แหวน 10 วง 241,000 บาท จี้ทองคำ 2 อัน 45,000 บาท ต่างหูมุกเซาท์ซี 20,000 บาท สร้อยคอมุก 29,000 บาท กำไลเพชร 50,000 บาท ผ้าซิ่นไหม 3 ผืน 42,500 บาท ผ้าซิ่นฝ้าย 1 ผืน 6,000 บาท

 

 

  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ แจ้งชื่อคู่สมรส นางชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งแจ้งว่าปัจจุบันตนและคู่สมรส ได้มีข้อพิพาทปัญหาฟ้องหย่าต่อกันอยู่ และได้แยกกันอยู่เป็นเวลาระยะหนึ่ง โดยมิได้จดทะเบียนหย่าแต่อย่างใด ทำให้การยื่นบัญชีทรัพย์สินในครั้งนี้ไม่อาจเป็นไปตามปกติได้ โดยตนได้แจ้งขอความร่วมมือกับคู่สมรสให้ทราบแล้ว แต่หาได้รับความร่วมมือไม่ ทำให้ไม่ทราบได้ว่ารายการทรัพย์สินของคู่สมรสและทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ประกอบด้วยอะไรบ้าง จึงไม่อาจยื่นบัญชีทรัพย์สินของทั้งคู่ครบถ้วนตามความเป็นจริง ดังนั้น จึงได้ยื่นตามแต่ที่ได้ค้นพบและปรากฏในเอกสาร รวมถึงที่พบในสื่อออนไลน์ต่างๆ

นายพิธา แจ้งทรัพย์สินรวมกับคู่สมรส 137,785,190 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของนายพิธา 126,405,190 บาท ของคู่สมรส 11,180,000 บาท หนี้สิน 22,954,064บาท ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 114,831,126 บาท โดยมีรายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าเล่าเรียนของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 200,000 บาท, ค่าใช้จ่ายของบุตร 480,000 บาท ทั้งนี้ ทรัพย์สินของนายพิธา ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน 18,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 60,500,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 30,284,477 บาท โดยแจ้งทรัพย์สินอื่นๆ เช่น กระเป๋า 8 ใบ 1,090,000 บาท เครื่องเพชร 1 ชุด 3,000,000 บาท นาฬิกา 9 เรือน 7,240,000 บาท เสื้อสูทและเสื้อผ้าลำลองยี่ห้อต่างประเทศ 15 ตัว 1,400,000 บาท เปียโน 1 ตัว 500,000 บาท กีตาร์ 3 ตัว 50,000 บาท ปากกา 1 ด้าม 200,000 บาท,

  นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ โสด มีทรัพย์สิน 2,607,230 บาท เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2,250,000 บาท เงินฝาก 148,956 บาท ระบุรายจ่ายส่วนตัว 700,000 บาท ค่าอุปการะมารดา 120,000 บาท จักรยานยนต์ ฮอนด้าดรีม 1 คัน มูลค่า 25,000 บาท

  นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ พร้อมคู่สมรส มีทรัพย์สิน 28,768,041 บาท หนี้สิน 8,613,343 บาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,154,697 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 9,000,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 2,405,000 บาท อาวุธปืน 3 กระบอก พระเครื่อง และพระเหรียญ 245 รายการ

ปธ.สภาฯรอดูเรื่องฝ่ายค้านยื่นสอบจริยธรรมนายกฯก่อน

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389549

ปธ.สภาฯรอดูเรื่องฝ่ายค้านยื่นสอบจริยธรรมนายกฯก่อน

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 12:21 น.
สอบจริยธรรมบิ๊กตู่,ฝ่ายค้าน

“ชวน” รอดูเรื่องฝ่ายค้านยื่นสอบจริยธรรม “บิ๊กตู่” ก่อนทำตามขั้น- ไม่ตอบทำได้หรือไม่ แจงคำวินิจฉัยให้เดินหน้าอภิปรายม.152

รัฐสภา – 20 กันยายน 2562 – “ชวน” รอดูเรื่องฝ่ายค้านยื่นสอบจริยธรรม “บิ๊กตู่” ก่อนทำตามขั้น- ไม่ตอบทำได้หรือไม่ แจงคำวินิจฉัยให้เดินหน้าอภิปรายม.152 เพราะคำสั่งศาลรธน.ไม่รับคำร้องปมถวายสัตย์ ไม่มีผลผูกพัน แต่ไม่ตอบ ยื่นสอบจริยธรรมจะทำได้หรือไม่

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องมายังตน ตามขั้นตอนและกฎหมายกำหนด หลังจากที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่าจะใช้สิทธิรวมชื่อส.ส.พรรคฝ่ายค้านยื่นเรื่องตรวจสอบจริยธรรมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ​และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ขัดจริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง แต่ก่อนที่ตนจะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้อำนาจในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ​ ฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่าการตรวจสอบกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ นั้นไม่มีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้นั้น ตนขอให้เรื่องดังกล่าวยื่นตามช่องทางก่อนจะวินจิฉัยกรณีดังกล่าวอีกครั้ง

นายชวน กล่าวชี้แจงด้วยว่ากรณีที่ตนวินิจฉัยให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน เพราะคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ส่งเรื่องให้วินิจฉัยกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่มีผลผูกพันต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎร นั้น เป็นกรณีที่ต้องเดินหน้าตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ ส่วนการใช้ช่องทางสภาฯ ตรวจสอบจริยธรรมจะทำ ตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ ระบุว่าจะยื่นเรื่องผ่านตนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้หรือไม่ ตนขอให้มีการยื่นเรื่องดังกล่าวก่อนจะวินิจฉัยอีกครั้ง.

“วิษณุ” ไม่ขัด “ฝ่ายค้าน” จ้องสอย “บิ๊กตู่” ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ปม “ถวายสัตย์” ชี้ คิดว่าทำได้ก็ทำไป

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมเข้าชื่อประธานสภาเพื่อยื่นคณะกรรมการป.ป.ช.เสนอให้ศาลฎีกา ไต่สวนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนว่า ไม่เป็นไรหากเขาคิดว่าเป็นช่องทางที่คิดว่าทำได้ก็ทำไป ใครอ่านรัฐธรรมนูญก็รู้อยู่ว่ามันมีช่องทางเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ป.ป.ช. และศาลฎีกาจะว่าอย่างไร

เมื่อถามว่า จะเข้าเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจไต่สวนขององค์กรใดภายใต้รัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า ”ไม่ขอตอบ”

เมื่อถามว่า ตามช่องทางกฎหมาย สามารถทำได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ตอบ เมื่อฝ่ายค้านจะเป็นฝ่ายยื่น ก็ต้องพิจารณาเองว่าทำได้หรือไม่

เมื่อถามว่า ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงยังไม่มีใครประเมินเรื่องนี้ในเวลานี้

เมื่อถามว่า ประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปราย ทั้งเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายโดยไม่บอกที่มาของวงเงินดำเนินการควรจบแล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่อย่างไรก็ได้ทำหน้าที่ในส่วนของรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว หากใครคิดว่ายังไม่ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์  จะเดินหน้าต่อก็เป็นเรื่องของท่าน

เรืองไกร ร้องกกต.สอบ ธรรมนัส ถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ ส.ส.

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389547

เรืองไกร ร้องกกต.สอบ ธรรมนัส ถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ ส.ส.

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 12:15 น.
ถือหุ้นสื่อ,ธรรมนัส,เรืองไกร

“เรืองไกร” ร้อง กกต. สอบ “ธรรมนัส” ขาดคุณสมบัติ ส.ส. เหตุถือหุ้น 3 บริษัท ประกอบธุรกิจสื่อ ขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – 20 ก.ย.62 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เข้ายื่นคำร้องต่อกกต.ขอให้ตรวจสอบ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตร และส.ส.เขต 1 จ.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ประกอบมาตรา 101 (6) หรือไม่ โดยเรืองไกร กล่าวว่า ได้ตรวจสอบการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของ ร.อ.ธรรมนัส  แล้วว่าพบว่าได้แสดงรายการว่าได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้น จาก 5 บริษัทคือ บริษัทโกลเบิล ทราเวิล เอเจนซี่ จำกัด  บริษัทสิทธิอาโป จำกัด และบริษัท ธรรมนัส พัทยา การ์ด (2009) จำกัด ในช่วงเดือนเม.ย. 62 หลังการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า เมื่อตรวจสอบวัตถุประสงค์การจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ก็พบว่าทั้ง 3 บริษัท มีการระบุวัตถุประสงค์การประกอบกิจการบริษัทไว้เหมือนกันในข้อ 11 ว่า ประกอบกิจการบริการจัดเก็บ รวบรวม จัดทำ จัดพิมพ์ และเผยแพร่สถิติ ข้อมูลในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม  การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์ ประเมินผลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งข้อความตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยในกรณีที่ส.ส.ถูกร้องว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.เนื่องจากถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ

“กรณีของร.อ.ธรรมนัส แม้ว่าจะลาออกจากการเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นใน 3 บริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเช่นเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาวินิจฉัยกรณีส.ส.ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อเข้าข่ายพ้นจากตำแหน่ง แต่ก็เป็นการลาออกหลังการรับสมัครส.ส.วันที่ 4-8 ก.พ. 62 และหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครลงรับเลือกตั้งส.ส.ไว้ว่า ห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในธุรกิจสื่อ ดังนั้นร.อ.ธรรมนัสจึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้งและขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. “นายเรืองไกรกล่าว

ศาลยกฟ้อง จ่านิว-กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389546

ศาลยกฟ้อง จ่านิว-กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 12:09 น.
ยกฟ้อง,จ่านิวคนอยากเลือกตั้ง

ศาลชี้ ชุมนุมเรียกร้องเลือกตั้งปี 61-วิจารณ์ประวิตร ยืมนาฬิกาเพื่อน ชุมนุมเพื่อให้มีเลือกตั้งตามระบอบ ชุมนุมโดยสงบไม่สร้างความรุนแรง

20 ก.ย.62 -ศาลชี้ ชุมนุมเรียกร้องเลือกตั้งปี 61-วิจารณ์ประวิตร ยืมนาฬิกาเพื่อน ชุมนุมเพื่อให้มีเลือกตั้งตามระบอบ ชุมนุมโดยสงบ ไม่สร้างความรุนแรง “โบว์” ปลื้มบอกคำพิพากษางดงามหมดจด “จ่านิว” ขีดเส้น 3 เดือนตามคดีถูกทำร้ายต่อ “ลูกเกด” ชวนต่างประเทศมองไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย

ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุด RDN50 คดีหมายเลขดำ อ.2893/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ฉายา “จ่านิว” อายุ 26 ปี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง จบการศึกษารัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ , นายอานนท์ นำภา อายุ 34 ปี อาชีพทนายความ , น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด อายุ 26 ปี , นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ อายุ 25 ปี นักกิจกรรม อดีตนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ , น.ส.ณัฏฐา มหัทธนาหรือโบว์ อายุ 40 ปี วิทยากรอิสระ และนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ อายุ 26 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุด RDN50 เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำการให้ปรากฏด้วยวาจา หรือวิธีการใด ท่ไม่ใช่ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง เกิน 5 คน

โดยพฤติการณ์ตามฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.61 เวลากลางวันเนื่องกัน จำเลยทั้งหก กับนายรังสิมันต์ โรม จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1197/2561 ของศาลอาญา กับพวกอีก 42 คน ที่แยกไปดำเนินคดียังศาลแขวงดุสิต ได้ร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมทางการเมืองและกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ โดยจำเลยกับพวก ร่วมกันใช้รถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงเวทีด้านข้างของตัวรถยนต์ได้ติดป้ายโจมตีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล และปราศรัยโจมตีการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นกล่าวปราศรัย และร่วมกันปลุกระดมมวลชนปลุกปั่นให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และคณะ คสช. รวมทั้งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ภายในสิ้นเดือน พ.ย.61 พร้อมกับชูนิ้วสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถ.ราชดำเนิน อันเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่กระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่ารัฐบาลและทหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบกับรัฐบาลและเป็นการยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล

 

ซึ่งจำเลยทั้งหก ยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยวันนี้จำเลยทั้งหก เดินทางมาศาล และมีญาติ-คนใกล้ชิด รวมทั้งสื่อต่างประเทศและนักสิทธิมนุษยชนต่างชาติ กับแนวร่วมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเดินทาง เกือบ 20 คน มาร่วมสังเกตการณ์ในการพิพากษาและให้กำลังใจพวกจำเลยด้วย

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ก่อนการสืบพยานหัวหน้า คสช. ได้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แล้ว ทำให้การกระทำตามฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่เป็นความผิด ให้จำหน่ายข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.

ส่วนจำเลยที่ 1-6 กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือไม่ ศาลเห็นว่าก่อนการชุมนุม จำเลยได้ยื่นหนังสือแจ้งชุมนุมต่อ สน.สำราญราษฎร์ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 กำหนดชุมนุม 16.00 -20.00 น. ซึ่งข้อยุติรับฟังได้ว่ายุติการชุมนุมในเวลา 19.30 น. และจำเลยได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความถึงผู้ชุมนุมว่าเดินทางมาเองตามการเชิญชวนเปิดเผย ใช้ความสงบ ไม่รุนแรง ไม่มีอาวุธ

การชุมนุมจึงไม่ใช่ลักษณะม็อบจัดตั้งเพื่อหวังผลทางการเมือง และจากคำถอดเทปที่จำเลยพูดขณะเกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย หรือที่จะสร้างความรุนแรง และไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะที่การชุมนุมมีเป้าหมายเดียวคือการเรียกร้องให้รัฐบาลและหัวหน้า คสช. จัดการเลือกตั้ง ภายในเดือน พ.ย.61 เพราะผู้ชุมนุมไม่เชื่อคำพูดของหัวหน้า คสช. หลังมีการเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง โดยการเรียกร้องนั้นก็เป็นภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 บังคับใช้ โดยหัวหน้า คสช. ก็ได้ประกาศที่จะให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1-6 จึงเป็นไปตามความมุ่งหมายของกระบวนการประชาธิปไตย

ส่วนที่จำเลยได้พูดถึง พล.อ.ประวิตร เกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบเรื่องยืมนาฬิกาเพื่อนมา และการตรวจสอบการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้น ก็ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนรับทราบและรับรู้อยู่เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ติชมโดยสุจริต ตามหลักประชาธิปไตย และหลังมีการประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วพวกจำเลยก็ไม่เรียกร้องอีก จึงฟังได้ว่าการชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบ ไม่ได้ยุยงให้ปั่นป่วนกระด้างกระเดื่อง และเมื่อคำนึงถึงสภาพการณ์และหลักการตรวจสอบแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ติชมรัฐบาลตามหลักประชาธิปไตยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งหกไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พิพากษายกฟ้อง

 

“นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว” ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณองค์คณะผู้พิพากษาที่ได้พิพากษาตามแนวทางที่เราสนับสนุน เห็นว่าเราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สร้างความกระด้างกระเดื่องรุนแรง เรายึดหลักการชุมนุมโดยสันติวิธีมาตลอด และเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน เป็นบรรทัดฐานแรกที่จะให้เห็นว่าการที่ประชาชนออกมาเรียกร้องสิทธิ แสดงความเห็น ไม่ถือเป็นการยุยงปลุกปั่น ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ และเป็นการบอกกับเจ้าหน้าที่รัฐว่าคุณไม่สามารถใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาปิดปากหรือสร้างความยุ่งยากให้กับชีวิตประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการสู้คดีที่เหลือของกลุ่มชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง “นายสิรวิชญ์” หรือจ่านิว กล่าวว่า คดีอื่นต้องดูตามเนื้อหา แต่ถ้าเป็นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว นี่คือการวางแนวพื้นฐานว่าเราออกมาใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้ยุยงปลุกปั่นสร้างความรุนแรงประการใด เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล สิ่งที่เราเรียกร้องมาเป็นแนวทางเดียวกันมาโดยตลอด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีที่จ่านิวถูกลอบทำร้าย “นายสิรวิชญ์” กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้แจ้งความคืบหน้าอะไรมาเลย เดี๋ยวพอใกล้ครบ 3 เดือนจะไปติดตามในท้องที่ก่อน ตนก็ให้เวลากับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ไม่อยากจะเร่งรัดอะไร เข้าใจว่าตำรวจบอกมีเหตุระเบิดอะไรต่างๆ ต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วน ก็ให้เวลาแล้ว ถ้าครบ 3 เดือน ตนก็จะเริ่มติดตามอย่างเร่งรัด

ส่วนกรณีที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียนั้น “นายสิรวิชญ์” ระบุว่า จากช่วงที่ตนต้องพักรักษาตัวจากการถูกทำร้าย ทำให้ไปรายงานตัวไม่ทัน ตนยื่นหนังสือไปแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา โดยนัยยะการที่ไม่สามารถไปรายงานตัวได้ตามกำหนดนั้น เขาอาจจะไม่พิจารณาในส่วนนี้ให้

ด้าน “น.ส.ณัฏฐา” หรือโบว์ ก็กล่าวขอขอบคุณศาล ผู้พิพากษา และว่าผลของคดีในวันนี้ไม่เป็นที่แปลกใจสำหรับพวกเรา เพราะเราเป็นจำเลยย่อมรู้ข้อเท็จจริงคดีที่สุด ก่อนหน้านี้สิ่งที่เรามุ่งหวังอยากจะทราบว่า คำพิพากษาจะยืนยันหลักการของสังคมนิติรัฐนิติธรรมและเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ในการที่ประชาชนออกมาเรียกร้องการเลือกตั้งและตรวจสอบการทุจริต ซึ่งเป็นไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์และเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี

“วันนี้คำพิพากษาที่เราได้ฟังเป็นคำพิพากษาที่งดงามหมดจด ใครที่บอกว่าพวกเราเป็นคนชังชาติ คิดว่ารายงานขบวนการคนทำลายประเทศคงมีชื่อคนแถวนี้บ้างก็ได้ ถึงแม้เราชนะคดี แต่สิ่งที่ คสช. ทำให้เกิดขึ้นสำเร็จไปแล้ว พวกเรามีความยากลำบากเดือดร้อนในการเดินทางมาศาล นายสุกฤษฏิ์ หนึ่งในจำเลยเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศต้องบินไปบินมาด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้เกิดความหวาดกลัวในสังคมจากการที่คนเราออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย การปิดปากตัวเองของผู้คนได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว” น.ส.ณัฏฐา กล่าวและว่า วันนี้ขบวนการทำลายชาติไม่ใช่พวกเรา ขบวนการทำลายชาติคือขบวนการที่พยายามจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากประชาชน และเปิดทางให้ทรราชทำงานได้อย่างสะดวก คิดว่าวันนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับทุกคน แล้วก็อยากจะให้ทุกๆ คนเฝ้ารอการเผยแพร่คำพิพากษาในวันนี้

ด้าน “นายอานนท์” กล่าวถึงคำพิพากษาว่า เป็นการวางหลักกฎหมายที่ดีว่าการชุมนุมอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญคืออะไร คดีที่เราโดนก็ปราศรัยเนื้อหาทำนองเดียวกัน หวังว่าอีก 3-4 คดีจะวินิจฉัยให้อยู่ในกรอบเช่นเดียวกัน เป็นผลการต่อสู้ร่วมกันของคนอยากเลือกตั้งทุกคน นอกจากแกนนำแล้วมีชาวบ้านถูกดำเนินคดีที่ศาลแขวงอีกหลายสิบคน เราก็ให้กำลังใจและหวังว่าคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานให้มวลชนด้วย

ขณะที่ “น.ส.ชลธิชา ” กล่าวว่า วันนี้มีนักการทูตจากหลายประเทศมาสังเกตการณ์ ฟังคำพิพากษาไปกับพวกเรา ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่เรายังไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย การที่ต่างประเทศจับตามองสถานการณ์ในประเทศไทยยังเป็นเรื่องจำเป็น ตนเพิ่งกลับจากสหรัฐอเมริกา เพื่อตอกย้ำกับรัฐบาลอเมริกาว่าเรายังไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ผ่านมามีการคอร์รัปชั่น มีการตั้งคำถามมากมาย และคดีคนอยากเลือกตั้ง นี่ไม่ใช่คดีสุดท้ายในยุคของ คสช. มีอีกหลายคดี ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคน องค์กรระหว่างประเทศช่วยกันเฝ้าจับตามองสถานการณ์ในประเทศไทยหลังจากนี้ด้วย

เสี่ยหนู โอดทำงานก็ด่าไม่ทำงานก็ด่า

Published September 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.komchadluek.net/news/politic/389540

เสี่ยหนู โอดทำงานก็ด่าไม่ทำงานก็ด่า

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 11:11 น.
เสี่ยหนู,บิ๊กตู่,น้ำท่วมอุบล

“บิ๊กตู่” เมิน “เด็กเพื่อไทย” เหน็บเป็นเทวดาลงพื้นที่อุบลฯ “เสี่ยหนู” ปัดเคลียร์ทางรับ “นายกฯ” โอดทำงานก็ด่าไม่ทำงานก็ด่า

20 ก.ย.62-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยภายหลังการประชุมผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาตอบโต้พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่รู้ว่าเทวดาจะมาลงพื้นที่ ภายหลังจากนายกฯ ถามหาส.ส.พรรคเพื่อไทยระหว่างลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี วานนี้(19 ก.ย.) ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ได้เอานิ้วชี้มาที่หู ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

 

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่โซเชียลวิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี​ ของนายกรัฐมนตรี​ ในทำนองที่ว่าจะต้องมีการเคลียร์สถานที่พักพิงของชาวบ้านเพื่อต้อนรับถึงขั้นเรียกนายกฯเทวดา ว่า เมื่อวานนี้ตนเองเดินทางร่วมคณะไปกับนายกรัฐมนตรีด้วย ยืนยันไม่มีการสั่งเคลียร์พื้นที่แต่อย่างใด เป็นการลงพื้นที่แบบพื้นๆ ขนาดนั่งเรือท้องแบนก็ยังไปติดแก่งเลยจะเป็นเทวดาที่ไหน อีกทั้งยังนั่งเรือเป็นชั่วโมงอีก ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า “ทำงานก็ด่าไม่ทำงานก็ด่า”

 

 

%d bloggers like this: