คนในข่าว

All posts tagged คนในข่าว

สวยสล้างกลางสภา

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/373318

สวยสล้างกลางสภา

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 – 04:39 น.
ผู้แทน,มาดามเดียร์,ตั๊น จิตภัสร์,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคนใหม่,ช่อ พรรณิการ์
เปิดอ่าน 8,484 ครั้ง

ลีลาผู้แทนหญิงช่วงประชุมสภานัดแรกๆ ทั้งสวยทั้งดุ ยิ่งกับ 4 สาว ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ บอกเลยน่าจับตามองเป็นอันมาก ว่าจะประกาศศักดานักการเมืองหญิงได้ขนาดไหน

          ผ่านมา 2-3 วันของการทำงานของผู้แทนไทยชุดใหม่ในสภาฯ ต้องบอกว่าสีสันจัดจ้าน ดุเด็ดเผ็ดมันจนต้องเขวี้ยงรีโมททิ้ง คือ ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน

         ถกเถียงไปมาทั้งเสนอและคัดค้าน เป็นความงดงาม เบ่งบานประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่คนบางกลุ่มบางคนอยากจะแก้

         แต่ที่ทั้งงามและทำให้คนไทยกระชุ่มกระชวยก็คือ ลีลาของบรรดาผู้แทนหญิง ที่งวดนี้มี ส.ส.สตรีหน้าใหม่ๆ ใสกิ๊ก เข้าไปนั่งทำงานแทนประชาชนอยู่เพียบ

         สองวันมานี้หลายคนก็ลุกขึ้นอภิปราย ทำหน้าที่ตามบทบาทของตนเองกันชนิดที่ต้องบอกว่า อย่าได้ดูถูกความเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า

         เพราะนั่นมันเชิงกายภาพ หากเชิงความรู้ความสามารถแล้ว…พวกเธอมีดีกว่าใบหน้า

         โดยเฉพาะที่โดดเด่นอยู่ตอนนี้ เห็นจะหนีไม่พ้น 4 สาวที่ 2 คนแรก ต้องเรียกว่า “กลุ่มเข้าก่อนไม่รอแล้วนะ” คือ “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” และ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” จากพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องบอกว่าเพียงวันที่ 2 ของการประชุม ก็โชว์เหนือกันไปคนละยก

         กับอีกกลุ่มที่ขอเรียกว่าเป็น “กลุ่มหัวเราะทีหลังฟังอีกครั้ง” คือ “ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร” ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และ “มาดามเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ที่เพิ่งมีชื่อได้เข้ามานั่งในสภามาสดๆ ร้อนๆ จากปาฏิหาริย์ทางคณิตศาสตร์การนับคะแนน เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ที่ผู้ชนะคือตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ ส่งผลใหสองสาวกลับมาทำหน้าที่ ส.ส. วันนี้หลายคนน่าจะกำลังรอดูลีลาในสภาของพวกเธออยู่แน่ๆ

(อ่าน กกต.ประกาศรับรอง 3 ส.ส. ใหม่ “สีนวล มาดามเดียร์ ตั๊น” http://www.komchadluek.net/news/politic/373417)

โฆษกหญิงสายแข็ง

         “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ คนไทยเห็นลีลาเธอในการยืนหยัดเคียงข้างหัวหน้าพรรค และพลพรรคชนิดถึงไหนถึงกัน ก็รู้แล้วว่าสาวช่อไม่ธรรมดา

         แต่ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เธอก็ไม่รอที่จะคว้าซีนสำคัญ ในช่วงก่อนลงมติเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยเจ๊ช่อได้กล่าวถึงกรณ๊ที่ พรรคเสนอ เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่เพื่อลงชิงตำแหน่งแข่งกับ สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคพลังประชารัฐ

         ทั้งนี้ เธอได้ขอคำปรึกษาหารือให้ผู้สมัครทั้ง 2 ฝ่ายแสดงวิสัยทัศน์สั้นเพื่อพิสูจน์ว่าผู้แข่งขันไม่ว่าจะเป็นเพศใดมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ชี้ครั้งสุดท้ายที่ผู้หญิงทำหน้าที่รองประธานสภาคือปี 2548

         แต่แล้วจู่ๆ วีระกร คำประกอบ ส.ส.พลังประชารัฐ ก็ลุกขึ้นประท้วงวุ่น แล้วยังทำการหาเสียงให้สุชาติ ตันเจริญ อีกด้วย

         ขณะเดียวกัน ส.ส.หญิงของทั้งฝ่ายเพื่อไทยและพลังประชารัฐก็พากันลุกขึ้น ยกมือขอแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและคัดค้านต่อข้อเสนอของสาวช่อจนสภาวุ่นวาย

         ตามมาด้วยบรรดา ส.ส.หญิงจากหลายพรรคที่ลุกขึ้นประท้วงกันเจื้อยแจ้วไปด้วยคำว่า “ท่านประธานคะๆ” ทำให้ ‘ชัย ชิดชอบ’ ต้องสั่งหยุดการประชุม 5 นาที

         เป็นภาพความเบ่งบานของประชาธิปไตยจนแสบแก้วหูไปเหมือนกัน (ฮา)

อาจารย์สาวสายแกร่ง

         อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว ภายหลังผลการลงคะแนนออกมาว่า “สุชาติ ตันเจริญ” หรอ “พ่อมดดำ” จากพรรคพลังประชารัฐ ชนะ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” ผู้ท้าชิงจากพรรคอนาคตใหม่ ไป 248 ต่อ 246

         แต่แม้ว่าฝ่ายสตรีจะพ่ายแพ้ แต่สปอตไลท์กลับหันไปจับจ้องอยู่ที่ตัวเธอผู้นี้ไม่น้อย

         เยาวลักษณ์ ไมใช่แค่ ส.ส. แต่เธอคือกรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องชื่นชมว่าแม้จะอยูในวัย 50 แต่ยังสวยสง่า สมคุณค่าสาวเจียงใหม่

         เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีประสบการณ์ทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และยังจบการศึกษาในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

         จากนั้นก็ทำงานสายวิชาการเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ ก่อนจะมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจจนถึงปัจจุบัน

         วันนี้ เชื่อว่าคนไทยจะจดจำอาจารย์คนนี้ เพราะเธอก็น่าจะเป็นสตรีไทยคนแรก ที่หาญกล้าชิงเก้าอี้รองประธานสภาผู้ราษฎร “คนที่ 1” หลังจากที่ถนนการเมืองสำหรับสตรีไทย เคยมาไกลแค่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 คือ “ลลิตา ฤกษ์สำราญ” (ก็ถ้าไม่นับเก้าอี้นายกฯ ที่หญิงปุเคยนั่งนะ) เธอคือคนจากพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อชาติ

อดีตนกหวีดกรีดกราย

         มาแล้วจ้า น้องตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 พรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์ ไม่รู้มาแบบงงๆ หรือไม่ แต่ก็ต้องขอบคุณอานิสงส์ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่

         โดยพรรคอนาคตใหม่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเพิ่ม 1 คน ศรีนวล บุญลือ ได้ 75,891 คะแนน ทำให้มี ส.ส.เขตเพิ่มเป็น 31 คน และเมื่อนำคะแนนไปคำนวณ พบว่า พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นพรรคละ 1 คน โดยตั๊น คือผู้โชคดีฝ่ายประชาธิปัตย์

         ไม่เสียงแรงที่ลงสนามการเมือง ตั้งแต่วัยใส อายุ 26 (ขณะยังใช้นามสกุลภิรมย์ภักดี) ลง ส.ส.ปี 2554 เขต 5 ดุสิต–ราชเทวี พรรคประชาธิปัตย์ แต่แพ้กระแสนารีขี่ม้า ให้กับ ‘หญิงลี’ ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

         พอการเมืองไทยเข้าสู่ยุคนกหวีด ตั๊น ก็เอาด้วย ทั้งปี๊ดๆ ทั้งขึ้นเวทีปราศรัย จนรัฐบาลปูพ่ายกระเจิง แล้วช่วงปี 2558 ก็ได้เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

         ปี 2561 มาไกลถึงขั้นนั่งรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และมาได้เก้าอี้ ส.ส. สดๆ ร้อนๆ ตอนนี้

สมัยหาเสียงปี 2554

         ว่ากันว่า “น้องตั๊น” นอกจากแนบแน่นกับลุงกำนันแล้ว ยังถือเป็น “หลานรักของลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกด้วย ถ้าจำได้ช่วงหนึ่งมีข่าวน้องตั๊นและผองเพื่อนนกหวีดสวมเสื้อยืดคอกลมลายพราง สกรีนคำว่า “บูรพาพยัคฆ์” ในปาร์ตี้ฉลองวันเกิด “ณัฐพล ทีปสุวรรณ” คนใหญ่แห่งพรรคพลังประชารัฐตอนนี้กันเลยทีเดียว

         เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ พริกขี้หนูนะเอ้าถ้าจำได้เธอเคยกล่าวเต็มคำว่า ฝันอยากเป็น “นายกฯ หญิง” ตั้งแต่นั่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

         วันนี้ได้เข้าสภาสมใจเสียที จะไปไกลกว่านี้หรือไม่คอยดู

มาดามมาตามนัด

         มาถึงผู้โชคดีฝ่ายพลังประชารัฐ จากสาวน้อยมือเปียโนใจแคบในโฆษณาแชมพูทางยูทูบอันโด่งดังเป็นไวรัล ไม่เคยคิดเลยว่าน้องเดียร์จะมาไกลขนาดนี้

         แต่พอเช็คโพรไฟล์แล้วก็เข้าใจได้ เพราะเธอคือ วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ภริยาของ ฉาย บุนนาค นักลงทุนรายใหญ่อายุน้อยที่มีบทบาทในตลาดหุ้นมากที่สุดในยุคนี้

         อดีตเชียร์ลีดเดอร์ลูกแม่โดมในงานบอลประเพณี ครั้งที่ 61 ก็เฉิดฉายในถนนเซเลบน้ำดีอย่างน่าจับตา เคยทำงานในวงการโบรกเกอร์มาก่อน 2 ปี ราวช่วงปี 2550

         จากนั้นย้ายสายมาทำด้านมีเดีย ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับสัมปทานเวลาจากช่อง 5 และเติบโตจนมามีตำแหน่งถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ บริษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

         ที่สำคัญซึ่งคนไทยฮือฮามาก ช่วงปี 2559 คือการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล เป็นผู้จัดการหญิงคนแรกของทัพช้างศึกไทย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี (ซีเกมส์) ก่อนก้าวขึ้นมาคุมทีมในชุด ยู-23

         โดยว่ากันว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสายเข้ามาทาบทามเองเลย

         ผลงานสวยๆ เช่น แชมป์ ฟุตบอลสี่เส้า เนชั่นส์ คัพ 2016, รองแชมป์ ทันห์ เนียน นิวส์ เปเปอร์ คัพ 2016, แชมป์ ดูไบ คัพ 2017 (U23) ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 2018 AFC U23 qualifiers และแชมป์ ซีเกมส์ 2017

         วันนี้ ออกจากสนามบอลมาสนามการเมือง ในวัย 33 อย่าถามเลยว่าทำไมเลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ มาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 19 เพราะมันผ่านมาแล้ว

          สู้ถามว่าหลังจากนี้จะออกลีลา ส.ส.หญิงในสภายังไงดีกว่า อยากเห็นจับใจ!

Advertisements

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’เกียรติยศแห่งชีวิตบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/373207

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’เกียรติยศแห่งชีวิตบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 – 08:11 น.
เปรม ติณสูลานนท์,บุรุษผู้ยิ่งใหญ่,ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ,ประวัติ
เปิดอ่าน 2,376 ครั้ง

รายงาน…

 แม้ลมหายใจสุดท้ายแห่งชีวิต ชายชื่อ “เปรม ติณสูลานนท์” คำว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่” ยังคงปรากฏอยู่ในกาย ในเกียรติ ไม่เลือนหาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 ท่านจากไปด้วยวัย 98 ปี หากนับจากนาทีนี้ต่อไป รัฐบุรุษผู้นี้ จะยังคงได้รับการกล่าวขานต่อไปไม่สิ้นสุด

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่บ้านบ่อยาง ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา

ชื่อ “เปรม” นั้น พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งให้

ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่บิดาของท่าน รองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) พะทำมะรง (พัศดี) เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462 ภายหลังบิดาของท่านได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น หลวงวินิจทัณฑกรรม ถือศักดินา 600 ไร่

ส่วนมารดาคือ นางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) โดยดั้งเดิมแล้ว บิดามารดาของ พล.อ.เปรม นั้นเป็นชาวนครศรีธรรมราช ต่อมาได้มาตั้งรกรากรับราชการอยู่ที่ จ.สงขลา มีบุตรธิดา 8 คน พล.อ.เปรม เป็นบุตรคนที่ 6

วัยเด็ก พล.อ.เปรม เรียนชั้นประถมถึงมัธยมต้น (ม.6) ที่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ต่อมาปี 2479 สอบเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย (ม.7-8) ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แผนกวิทยาศาสตร์

จบจากวัยขาสั้น ท่านเข้าสู่ชีวิตนักเรียนขายาวในสายทหาร ที่่โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ภายหลังรัชกาลที่ 9 พระราชทานนามใหม่ว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2491)

ว่ากันว่าสายทหารนั้นท่านเลือกเรียนตามคำชักชวนของเพื่อนสนิท ทั้งที่เดิมคิดอยากเป็นหมอ แต่ฐานะทางบ้านที่ทุ่มสรรพกำลังให้แก่การเล่าเรียนของลูกๆ ทั้งหมด ก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จึงไม่เอื้อกับสายอาชีพนี้

          พล.อ.เปรมจึงเบนเข็มมาสายทหาร เป็นรุ่นที่ 5 ติด 1 ใน 55 คนของรุ่น จากเดิมที่ตั้งใจสังกัดทหารปืนใหญ่ แต่เมื่อเกิดสงครามพอดี เข็มจึงเปลี่ยนอีกครั้งไปที่ทหารม้า ระหว่างนั้นท่านก็ซึมซับถึงความมุ่งมาดของตนเองที่จะทำหน้าที่ให้สมกับที่เรียนมา

กล่าวคือในปี 2484 ขณะเรียนชั้นปีที่ 3 ช่วงนั้นเกิดสงคราม ประเทศต้องการกำลังทหาร จึงมีนโยบายให้นักเรียนนายร้อยออกรับราชการก่อนกำหนด

เป็นอันว่า นักเรียนรุ่นที่ 5 ของโรงเรียนนายร้อยฯ ได้ลงภาคสนามจริงและเป็นรุ่นเดียวที่ออกมาเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่ยัง ติดตัว “ร” อยู่ คือยังมีสภาพเป็นนักเรียนนายร้อยกันเลยทีเดียว

แม้เรียนไม่จบ 5 ปีตามหลักสูตร แต่ในสนามแห่งวิชาชีพกลับเต็มเปี่ยม พล.อ.เปรมในวัย 21 ปี เริ่มรับราชการเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกรมรถรบ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2484 ปฏิบัติหน้าที่สมรภูมิปอยเปต ในกรณีพิพาทในอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ว่าที่ร้อยตรี” รับกระบี่ในสนามรบฝั่งปอยเปต เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2484

ต่อมาช่วงปี 2485–2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงได้รับคำสั่งเป็นกองหนุนของกองทัพพายัพ จ.ลำปาง แล้วย้ายไปขึ้นอยู่กับกองพล 3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อนยศเป็น “ร้อยเอก” และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี

ที่สุด เมื่อภารกิจราชการสงครามเสร็จสิ้นลง ท่านก็เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการตามลำดับอย่างงดงามสมศักดิ์ศรี โดยได้รับพระราชทานยศ “พันตรี” ช่วงปี 2492

ปี 2495 สอบชิงทุนจากกองทัพบก ได้ศึกษาต่อที่ The United States Army Armor School ที่ฟอร์ทนอกซ์ มลรัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เรียนจบปี 2497 กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า (กรุงเทพฯ) ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่ จ.สระบุรี

ปี 2511 ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี และช่วงนี้เองที่ว่ากันว่า ฉายา “ป๋าเปรม” ได้เกิดขึ้น เนื่องจากท่านมักเรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าว่า “ป๋า” และเรียกผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าอย่างเอ็นดูว่า “ลูก”

          ในปี 2516 ย้ายไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อปี 2517 ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในปี 2521 ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหาร

จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2524 ในวัย 61 ปี เน่ื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้ต่ออายุราชการให้อีก 1 ปี จากปี 2523

40 ปีในชีวิตราชการทหาร คาบเกี่ยวกับที่ได้ใช้ชีวิตบนถนนการเมืองนับจากวันที่ 3 มีนาคม 2523 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย

พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2531 เป็นนายกฯ 3 สมัยภายในเวลา 8 ปี 5 เดือน มีครม. 5 ชุด สิ่งนี้ย่อมสะท้อนความไม่ธรรมดาในทางการเมืองไทย

หากที่ผ่านมา รัฐบุรุษผู้นี้ได้รับการยกย่องว่ามีผลงานสำคัญในช่วงที่บริหารประเทศ ทั้งนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมาได้โดยใช้นโยบาย “นิยมไทย” หรือการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ตามคำสั่ง 66/2523 ในวิกฤติการเมือง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังในที่สุด ขณะที่เหล่านักศึกษาที่หลบหนีเข้าป่าก็ได้กลับบ้าน

          ที่สุด หลังจากท่านปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกฯ อีกสมัย ต่อมาในวันที่่ 23 สิงหาคม 2531 ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี อันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และตามมาด้วยการยกย่องเป็น “รัฐบุรุษ” ในปีเดียวกัน

ระหว่างนั้นท่านยังมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการเมืองปี 2535 โดยท่านและสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ได้นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

จนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559

          จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว) ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม–1 ธันวาคม 2559 และดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน

กระทั่งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวัย 98 ปี

เสี้ยวชีวิต “มนตรี” จากโคลนตมสู่ “เจ้าพ่อโปรเจกท์”

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/369979

เสี้ยวชีวิต “มนตรี” จากโคลนตมสู่ “เจ้าพ่อโปรเจกท์”

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 10:10 น.
มนตรี พงษ์พานิช,ค่าโง่โฮปเวลล์,เสี่ยหมึก,พ้อง ชีวานันท์,พรรคกิจสังคม,รัฐมนตรีคมนาคม
เปิดอ่าน 12,467 ครั้ง

เส้นทางนักการเมืองหนุ่ม-มนตรีก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยการสนับสนุนของ “หม่อมคึกฤทธิ์” จากรองเลขาธิการพรรค ขยับเป็นเลขาธิการพรรคในวัย 46 ปี

**************************

“มนตรี พงษ์พานิช” ไม่ใช่ลูกอยุธยาโดยกำเนิดเพราะ “เสี่ยหมึก” เป็นลูกชายของจำรัส-พริ้ง พงษ์พานิช ชาว อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก

          “มาจากโคลน” ถ้อยวลีนี้ มนตรี หรือที่นักข่าวเรียกว่า “เสี่ยหมึก” มักเกริ่นนำทุกครั้งที่เล่าชีวิตตัวเอง

จากพิษณุโลก มนตรีร่อนเร่ไปอยู่กับพี่ชาย จนเรียนจบจากโรงเรียนยุพราชเชียงใหม่ แล้วก็ล่องเมืองกรุง เรียนจบช่างกลปทุมวัน ไปทำงานเป็นลูกจ้างกรมทางหลวง สอบชิงทุนไปฝึกงานและเรียนต่อในโรงเรียนช่างกลระดับสูงในเยอรมันตะวันตก เทียบเท่าปริญญาโท

          มนตรีใช้เวลาอยู่ในต่างประเทศ 8 ปี กลับเมืองไทยทำงานกับบริษัท บี.กริมแอนด์โก เป็นนายช่างใหญ่ แต่งงานกับคุณหญิงธิดา พงษ์พานิช ลูกสาวเจ้าของโรงสีอยุธยา ระหว่างที่ทำงานอยู่ บี.กริม มนตรีมีเพื่อนรักชาวอยุธยาคนหนึ่งนั่นคือ “พ้อง ชีวานันท์”

มนตรี พงษ์พานิช

บังเอิญน้าชายของคุณหญิงธิดา เป็นนักการเมืองท้องถิ่นชื่อ บุญพันธ์ แขวัฒนะ” และปี 2519 บุญพันธ์เป็นรองหัวหน้าพรรคเกษตรสังคม จึงชวนมนตรีลงสมัครส.ส.อยุธยา ในสีเสื้อเกษตรสังคม ทั้งคู่สอบได้

ถัดมาบุญพันธ์และมนตรีย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม เพราะเสี่ยหมึกมีความเลื่อมใสในตัว “หม่อมคึกฤทธิ์” หัวหน้าพรรคกิจสังคมเวลานั้น

บุญพันธ์ แขวัฒนะ

นับแต่นั้นมาเส้นทางนักการเมืองหนุ่ม-มนตรีก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยการสนับสนุนของ “หม่อมคึกฤทธิ์” จากรองเลขาธิการพรรค ขยับเป็นเลขาธิการพรรคในวัย 46 ปี

เลือกตั้ง 2531 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม แต่ศูนย์กลางของพรรคกลับอยู่ที่เสี่ยหมึกในฐานะแม่บ้านพรรค เนื่องจาก พล.อ.อ.สิทธิ ยังติดนิสัยข้าราชการประจำ ไม่มีความเป็นนักการเมือง ไม่มีความสัมพันธ์กับลูกพรรค

          ตรงกันข้ามเสี่ยหมึกมีสไตล์ทำงาน “ถึงลูกถึงคน” แบบนักเลงลูกทุ่ง มีความโดดเด่นในการเป็น “นักต่อรอง” “นักประสานผลประโยชน์” และ “นักเฉลี่ยผลประโยชน์” จึงมีลูกพรรคมาติดสอยห้อยตามเกือบทั้งพรรค

มนตรีเรียนกลยุทธ์การเมืองเหล่านี้มาจาก “บุญพันธ์ แขวัฒนะ” เสี่ยหมึกจึงเป็นผู้ที่เข้าถึงจิตวิญญาณนักการเมืองแบบไทยๆ ได้ดีกว่า พล.อ.อ.สิทธิ หัวหน้าพรรคเวลานั้น

ด้วยบารมีที่มากล้นในพรรคกิจสังคม ในการเข้าร่วมรัฐบาลชาติชาย มนตรีจึงได้ตำแหน่ง “รัฐมนตรีคมนาคม” ปี 2533 มนตรีจึงเป็นคนอนุมัติโครงการโฮปเวลล์ โดยมีคนใกล้ชิดอย่าง อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ อดีต ผอ.บริษัทไทยเดินเรือทะเล เป็นคนเดินเรื่อง

ตั้งแต่มนตรีเป็นรมช.คมนาคม ปี 2525 ก็ได้เพื่อนเก่า-พ้อง ชีวานันท์ เป็นที่ปรึกษา และพ้องได้ย้ายไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง เรียกว่ามนตรีได้โควตานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน พ้องก็ต้องไปนั่งเป็นที่ปรึกษา

          โครงการสำคัญๆ ไม่ว่าโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ดาวเทียมไทยคม โฮปเวลล์ และสร้างถนน ในช่วงที่มนตรีนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคมปี 2531-2533 ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีโปรเจกท์เยอะที่สุด พ้องก็เป็นตัวละครที่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากที่สุด

หลังมนตรีเสียชีวิต พ้องจึงสมัครส.ส.อยุธยา สานต่อมรดกการเมืองของมนตรี เป็นส.ส.อยุธยา อยู่หลายสมัย และวันนี้ นพ ชีวานันท์ ลูกชายของพ้อง ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้แทนฯ กรุงเก่าแทนบิดา (เสียชีวิตแล้ว)

ใต้ซากป่าปูน เรื่องของ “กอร์ดอน วู” “โฮปเวลล์” สู่โฮปเลส

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/369978

ใต้ซากป่าปูน เรื่องของ “กอร์ดอน วู” “โฮปเวลล์” สู่โฮปเลส

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 09:22 น.
กอร์ดอน วู,เจ้าพ่อโฮปเวลล์,โครงการโฮปเวลล์,เสาโฮปเวลล์,โครงการอัปยศ,โฮปเวลล์ โฮลดิ้งส์,เซอร์กอร์ดอน วู
เปิดอ่าน 4,780 ครั้ง

กับคนไทยแล้วเรื่องราวของ “เจ้าพ่อโฮปเวลล์” ผู้ซึ่งแสยะยิ้มให้ชัยชนะจากคดีมหากาพย์โครงการ “โฮปเวลล์” ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมรอยแผลแห่งความอัปยศแก่เรามากเข้าไปอีก

******************

การมีเงินเพิ่มขึ้นมาอีก 12,000 ล้านบาท จากที่ฝ่ายไทยต้องเสียค่าฉลาดน้อยให้แก่ กอร์ดอน วู” ประธานบอร์ดบริษัทรับเหมาโครงการรถไฟลอยฟ้าโฮปเวลล์ชาวฮ่องกง คงไม่มีผลอะไรมากมายกับชายผู้ซึ่งเพิ่งติดโผเศรษฐีนักธุรกิจอันดับ 1,349 ของโลก (จากทำเนียบ Billionaires 2019) และโดยการจัดอันดับของฟอร์บส์ เขาคือมหาเศรษฐีลำดับที่ 43 ใน 50 อันดับแรกในฮ่องกง

แต่กับคนไทยแล้วเรื่องราวของ เจ้าพ่อโฮปเวลล์” ผู้ซึ่งแสยะยิ้มให้ชัยชนะจากคดีมหากาพย์โครงการ “โฮปเวลล์” ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมรอยแผลแห่งความอัปยศแก่เรามากเข้าไปอีก

กอร์ดอน วู จึงอาจเหมือนปีศาจจากต่างแดนอีกตนสำหรับคนไทย แต่กับชาวโลกนี่ยิ่งเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของมังกรผู้นี้

ท่านเซอร์แห่งโฮปเวลล์

วันนี้ในวัย 82 กอร์ดอน วู หรือชื่อเต็มว่า “เซอร์กอร์ดอน หูอิงเซียง” เขายังคงเป็นประธานบอร์ดบริหารบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิงส์ บริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของฮ่องกง ทุกวันนี้เขาและครอบครัวถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 36.93%

วัยต้น วูเรียนที่วิทยาลัยวาห์ยาน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของนิกายเยซูอิตในฮ่องกง ครอบครัวของวูจัดว่ามีฐานะพอที่จะส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ช่วงปี พ.ศ.2496 เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแมนิโทบา แคนาดา

แต่ภายหลังเขาย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ฝั่งอเมริกา และเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2501

ต่อมาปี 2515 เขาเป็นหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิงส์ ขึ้นมา โดยนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ปี 2515-2544 และขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเวลาต่อมา

ถ้าจะพูดถึงผลงานของโฮปเวลล์ เห็นจะมีพื้นที่ไม่พอ แต่ที่ต้องกล่าวซ้ำ คือโครงการก่อสร้างสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561

เพราะนี่คือสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก ผ่านอุโมงค์ใต้น้ำยาวที่ยาวสุดในโลก และมีต้นทุนการก่อสร้างแพงที่สุดในโลก ซึ่งพูดตรงกันว่าโครงการนี้เกิดจากดำริของกอร์ดอน วู ตั้งแต่ราวปี 2526 หรือ 36 ปีก่อน

          แน่นอนด้วยวิสัยทัศน์และความสามารถเบอร์นี้ สื่่อท้องถิ่นของฮ่องกงจึงขนานนามให้เขาเป็น “ผู้บุกเบิก” (trailblazer) ผู้มีส่วนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียให้ก้าวหน้าและทันสมัย

เหนืออื่นใดเจ้าพ่อโฮปเวลล์ยังได้รับพระราชทานอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในปี พ.ศ.2540 ค่าที่เป็นนักธุกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด กลายเป็น ท่านเซอร์กอร์ดอน วู”

กอร์ดอน วู และภริยา ที่งานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่าพรินซตันปีที่แล้ว (ภาพจาก https://ams.princeton.edu/news/sir-gordon-wu-receives-distinguished-alumni-award)

 โฮปเลสที่ไทยแลนด์

เรื่องดีในร้ายระหว่างที่กอร์ดอน วู ควรที่จะได้ฉลองเครื่องราช แต่ช่วงเวลาระหว่างนั้นก็คาบเกี่ยวกับปัญหาคดีโฮปเวลล์ในไทยที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2534 ช่วงที่โครงการเริ่มต้นใหม่ๆ หลังการเซ็นสัญญาปี 2533 และหลังเปิดประมูลช่วงปี 2532 กระทั่งถูกยกเลิกสัมปทานไปเมื่อปี 2541

          นี่จึงแปลว่าขณะที่่เราคนไทยก่นด่าสาปแช่งใครต่อใครทุกครั้งที่นั่งรถผ่านเสาโฮปเวลล์ กอร์ดอน วู เคยต้องกุมขมับสุดๆ กับเรื่องนี้มาแล้ว

บางคนอาจพูดว่าถึงขนาดสั่นคลอนบัลลังก์ฉายา “คุณชายซ่อมได้แห่งเอเชีย” ที่สื่อมอบให้ตลอดมาหากงานแล้วเสร็จตามกำหนดทุกงาน แถมบางงานยักษ์ยังสร้างเสียงครางฮือที่จบภายใน 22 เดือนอีกด้วย

ไหนจะประธานาธิบดีฟิเดล รามอส แห่งฟิลิปปินส์ ถึงขนาดเคยชมเชยเขาว่าเป็น “บุรุษผู้มอบแสงสว่าง” ก็งานโรงไฟฟ้าที่นั่นโฮปเวลล์แทบจะเหมาทั้งประเทศ!

บางสื่อระบุอ้างคำกล่าวของทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้รองนายกฯ ที่กล่าวว่า โฮปเวลล์เป็น Hopeless Holdings หรือบริษัทที่สิ้นหวัง (อ้างจากหนังสือพิมพ์ Independent พฤศจิกายน 2538)

          แต่เอาเข้าจริงๆ ความหมายของเสี่ยแม้วน่าจะเพราะรู้อนาคตว่าโฮปเวลล์มาเจอ “ของดีเมืองไทย” ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาให้มากกว่า

http://www.komchadluek.net/news/scoop/369730

ชายผู้ซึ่งไม่รู้จักไทยเลยหอบเงินมหาศาลเข้าประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับนี้ด้วยหวังว่าอายุสัมปทาน 30 ปีกับสิทธิการพัฒนาที่ดินของรฟท.บนพื้นที่ขนาด 633.5 ไร่ หรือ 1 ล้าน ตร.กม. น่าจะคืนกำไรให้เขาอย่างจั๋งหนับ

ข่าวจากหนังสือพิมพ์สวัสดีกรุงเทพ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2550 เคยระบุอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดวู เล่าว่าช่วงแรกเขาใส่กางเกงขาสั้นลงไปตรวจเส้นทางรถไฟด้วยตัวเอง เดินตามไม้หมอน เดินไปเดินมาหลายครั้งเกือบถูกรถชน ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือกอร์ดอน วู

          สุดท้ายกลับไปเช็กได้เลยโครงการนี้ระหว่างดำเนินการอยู่มีการเปลี่ยนรัฐบาลถึง ครั้ง ผ่านมา นายกฯ รัฐมนตรีคมนาคม และ ผู้ว่าการรถไฟ

คดีเพิ่งจบเมื่อไม่กี่วันมานี้ ถูกจดจารึกให้เป็นอุทาหรณ์ของนักลงทุนต่างถิ่นว่ามีเงินอย่างเดียวไม่พอต้องเข้าใจในระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐไทยด้วย!

“แนน พันธุ์บุรีรัมย์” เบื้องหลัง “เทศกาลกัญชา”

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/369294

“แนน พันธุ์บุรีรัมย์” เบื้องหลัง “เทศกาลกัญชา”

วันที่ 20 เมษายน 2562 – 11:09 น.
แนน ชิดชนก ชิดชอบ,แนน ชิดชนก,เนวิน ชิดชอบ,งานกัญชา,คนพันธุ์บุรีรัมย์,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 23,999 ครั้ง

มาแล้วงานเพื่อสายเขียว ผลงานสร้างสรรค์จากคนวัยมัน “ลูกพ่อเน” ชนิดที่ความอภิมหายิ่งใหญ่ที่ต้องบอกว่ามาเต็ม มาล้น พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

***************

แล้ววันที่ “คากันชอ-คอกัญชา” รอคอยก็มาถึง กับงานยักษ์ พันธุ์บุรีรัมย์” ที่คั้นมาทั้งชีวิตและวิญญาณของ ลุงเนวิน ชิดชอบ” อดีตนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ผันตัวเองมาเป็นประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้เกรียงไกรในปัจจุบัน

          นาทีนี้คงไม่ต้องถามว่าฟุตบอลกับกัญชามาด้วยกันได้ยังไง เพราะนโยบายของ “พรรคภูมิใจไทย” ค่ายสีน้ำเงิน ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไรใครเป็นใคร!

อย่างที่รู้งานนี้จัดขึ้นนับแต่วันศุกร์ที่ 19 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2562 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ แต่ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นความอภิมหายิ่งใหญ่ที่ต้องบอกว่ามาเต็ม มาล้น พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

แม้ว่างานนี้จะเป็นบริบทของ “กิจกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์” ไม่ใช่กิจกรรม “ยำเนื้อ” หลังโขดหินแบบที่หลายแหล่งซุ่มทำกัน (ฮา) แต่รับรองเจ้าภาพเขาจัดเต็มจนฟินยิ่งกว่าซี้ดเจ้าสมุนไพรพืชสวรรค์เสียอีก!

ถามว่าไอเดียบรรเจิดเป็นของใคร บอกเลยแม่งานตังจริงคือ น้องแนน” ชิดชนก ลูกสาวคนโปรดของ ลุงเน” และ ป้าต่าย” กรุณา ชิดชอบ นั่นแหละ

อลังการ-งานกัญชา

ใครว่าโลกสองใบไม่มีจริง ไม่ต้องให้นักร้องดังมาคอนเฟิร์ม แต่โลกของกัญชานั้น ภาคหนึ่งมันถูกมองว่าเป็นสารเสพติด คนไทยเคยร้องยี้มาก่อน

         วันนี้ข่าวดีคือภาพลักษณ์ของกัญชาที่บ้านเราดีขึ้นเยอะ เพราะมันได้รับการยืนยันด้วยกฎหมายที่เพิ่งแก้ไขให้มันเป็น “พืชพิเศษ” สามารถใช้รักษาโรคได้ ราวกับถูกส่งลงมาจากฟ้า (คนเคยใช้เขาว่ามางี้)

ส่วนงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ก็มีโลกสองใบเหมือนกัน ต้องยกเครดิตให้น้องแนนที่สามารถตีโจทย์งานออกมาเป็น “ความรู้-คู่บันเทิง”

เพราะภาคหนึ่ง เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์งานว่าเป็น “กิจกรรม กัญชาเพื่อการแพทย์” ดังนั้นงานนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ทางวิชาการ การแพทย์ เกี่ยวกับกัญชาไว้มากมาย นัยว่ายืนยันพืชชนิดนี้สามารถรักษาโรคได้หายห่วง

นอกจากนี้ยังมีการเวิร์กช็อปสอนวิธีการปลูกและแปรรูปต่างๆ นานา มีการรับลงทะเบียนผู้ที่ต้องการครอบครองกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย!

          และตามที่สาวแนนเคยเล่าที่มาที่ไปของงานไว้ โดยระบุว่าหน้าที่ของตนคือ “ทำยังไงให้งานสนุกที่สุด”

ดังนั้นนอกจากสายวิชาการแล้ว เพื่อไม่ให้งานวังเวงเหมือนงานแสดงเครื่องจักรกลของค่ายวิศวกร สิ่งที่คนสายเขียวขาดไม่ได้คือเรื่องของ “บันเทิง” น้องแนนฟุ้งเลยว่า “ไม่รู้จะสุดกว่านี้ได้ยังไงแล้ว!!”

เพราะจัดเต็ม 3 เวที 3 วันมาเพียบกว่า 70 วงทั้งไทยและเทศ เช่น โจอี้ บอย, ไทเทเนียม, ฟักกลิ้ง ฮีโร่, บุดด้า เบลส, ยัง ลีน, ดีเจพอล แรปเปอร์อเมริกัน โปรดิวเซอร์เพลง นักแต่งเพลงชื่อดังก็มา และคนอื่นๆ อีกมากมาย

และยังมีจุดกางเต็นท์ฟรี งานตกแต่งสไตล์ฮิปปี้ ยิปซีแล้วแต่จะจินตนาการกันอีกด้วย!

แนน-งานสร้างของพ่อ

          วันนี้ดาวดวงสวยที่ค่อยๆ ฉายแสงเจิดจ้าขึ้นทุกวันอยู่ในอาณาจักรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้ซึ่งเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดา!

ไม่ใช่เพราะสไตล์การแต่งตัวสุดแนวสุดมั่น ไม่เหมือนใคร แต่อาจเพราะเธอคือบุตรสาวคนที่ 2 ของบ้านชิดชอบ ที่มีพี่น้องอีก 3 คนคือ “นก” ไชยชนก พี่คนโต ข้ามแนนไปก็ “หนุน” ชนน์ชนก น้องคนรอง และคนเล็กคือ “แน่น” โชติชนก

แนนเรียนประถมที่เชียงใหม่ โรงเรียนปรินซ์รอยแยลส์ จนพอโตขึ้นมาหน่อยก็เดินทางไปเรียนต่างประเทศยาวกระทั่งมาจบปริญญาตรีที่ ‘Interior Design ที่ Chelsea College of Arts กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จริงๆ แล้ว “ชาวบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” รู้ดีว่าเธอคนนี้ติดตามและช่วยเหลืองานของบิดามาตั้งแต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เริ่มต้นตั้งไข่ ซึ่งเป็นความฝันสูงสุดของผู้ชายที่ชื่อเนวิน

          ช่วงปี 2556 ชีวิตของเนวินหลังไม่มี “เรา นาย และการเมือง” มาพักใหญ่ เขากลับมาตั้งโจทย์ชีวิตที่ต้องการเนรมิตให้บ้านเกิดเป็นมากกว่าคำว่า ‘เซราะกราว’

วันนั้นในฐานะลูกสาว เธอได้เห็นพ่อปลุกปั้น ‘สโมสรบุรีรัมย์  ยูไนเต็ด’ พร้อมกับการเปิดตัวของ ‘สนามไอ โมบาย สเตเดี้ยม’ สนามฟุตบอลทันสมัยมาตรฐานฟุตบอลระดับโลก ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางพื้นที่กว่าพันไร่

วันนั้นในฐานะผู้ช่วยชั่วคราวช่วงปิดเทอมจากอังกฤษ แนนยังเป็นผู้รับผิดชอบโปรเจกท์สำคัญ คือการสร้างสรรค์งานสำคัญบางอย่างเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสนามฟุตบอล

และจะถือว่าเป็นการ “ปล่อยของ” ค่าที่ดื้อพ่อแม่ไม่ยอมเรียนหมอ แต่ไปเลือกเรียนทางการออกแบบพื้นที่ หรือ Space Design แทน

ผลงานของเธอถ้าจำได้กับ ปราสาทพนมรุ้ง’ มูลค่ากว่า 200 ล้าน ที่ตั้งตระหง่านที่ศูนย์กลางแห่งความรุ่งโรจน์ ‘บรุีรัมย์ สปอร์ต ซิตี้” นั้นคือไอเดียของสาวแนนสายอาร์ตนั่นแหละ

เธอให้สัมภาษณ์เนชั่นสุดสัปดาห์ว่า “แนนเชื่อมั่นในตัวคุณพ่อที่ท่านเชื่อมั่นในตัวแนน คุณพ่อเป็นคนดูคนเก่ง คาดคะเนสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ท่านคงจะต้องคำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วว่า แนนทำได้ เพราะฉะนั้นแนนต้องทำให้ได้”

“แนนเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว เหมือนคุณพ่อค่ะ คือสไตล์ในการทำงานของแนน แนนคิดว่าแนนได้จากคุณพ่อมาค่อนข้างเยอะ เห็นได้จากเวลาแนนคิดจะทำอะไรแล้วแนนจะทำในทันทีเลย แนนเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับงาน”

          หลังเรียนจบในปี 2558 แนนกลับมาช่วยงานพ่อเต็มตัว เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าที่ระลึกสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดูแลด้านการออกแบบ Merchandise

ชนิดที่ว่าจากแผนกสินค้าที่ระลึกที่มีพนักงานคนเดียว ขายเสื้ออย่างเดียว น้องแนนเข้ามาพลิกฟื้นจนมีทีมงานสิบกว่าชีวิต และมีสินค้าครบเครื่อง ปรับลุค ปรับสไตล์ จนคำว่า “บุรีรัมย์” กลายเป็นของขึ้นเทรนด์ในวันนี้

สินค้าของที่ระลึกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชุดกีฬา หมวก กระติกน้ำ สารพัดสารพันอย่างเสื้อทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สีน้ำเงินขาวดูดี

หรือคอลเลกชั่นที่มีคำว่า “party party” (พรรคผ่อน) สุดเท่ ก็เป็นผลงานการออกแบบของเธอ อย่างแบรนด์เสื้อผ้า Be Ballin ซึ่งกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ก็เป็นผลงานทั้งไอเดียและการสร้างสรรค์ของเธอด้วยเช่นกัน

          มาวันนี้สำหรับงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” เป็นอีกงานมาสเตอร์พีซที่พ่อวางใจได้เลยว่าลูกสาวสุดติสต์ของเขาคนนี้จะปั้นมันขึ้นมาได้แน่ๆ นั่นเพราะเอาเข้าจริงสองพ่อลูกก็มีอะไรที่เหมือนกันสุดๆ ว่ามั้ย!

////////////////

ขอบคุณภาพจาก

IG : nanchidchob

เฟซบุ๊ก ลุงเนวิน

เฟซบุ๊ก พรรคผ่อน party party

“อุ๊ สายติสต์” ชีวิตสู้ทุกสมรภูมิ ท้ารบ “ป๊อก” สายฝรั่งเศส

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/368121

“อุ๊ สายติสต์” ชีวิตสู้ทุกสมรภูมิ ท้ารบ “ป๊อก” สายฝรั่งเศส

วันที่ 6 เมษายน 2562 – 09:52 น.
อุ๊ หฤทัย,ภาพแวนโก๊ะ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ม112,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 12,400 ครั้ง

พออุ๊ออกมาโชว์เดี่ยวโมงยามนี้ มุมหนึ่งหลายคนมองว่านี่คือการเมือง เพราะเธอนั้นสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่มุมหนึ่ง เฮ้อ!! อาร์ตตัวแม่มาแล้ว!

******************

ถ้าจะกวาดตาดูว่า ในบ้านเมืองเรามีกี่คนที่หันหัวเรือจากงานบันเทิงมาจับงานการเมือง ก็คงเยอะ ทั้งในสภา นอกสภา และบนถนน

          แต่คนหนึ่งที่แม้จะห่างหายจากการเมือง แต่กลับมาฮอตชิงกระแสตอนนี้ ก็คงเป็น อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี” วัย 44 ที่แซบเว่อร์ เบอร์ใหญ่จริงๆ ถึงขนาดลุกขึ้นมาท้าทายไปยังสองใหญ่ สองรุ่น

          หนึ่งคือ “ป๊อก ปิยบุตร แสงกนกกุล” นักวิชาการมากฝีมือ อดีตสมาชิกคณะนิติราษฎร์ ที่ลงการเมือง เป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

          อีกหนึ่งคือระดับอาวุโส สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส. ศิวรักษ์ นักวิชาการอิสระ ปัญญาชนสยาม ผู้คร่ำอยู่กับเรื่องรากประชาธิปไตย เชี่ยวชาญวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชนชั้นสูง

          แน่นอนพออุ๊ออกมาโชว์เดี่ยวโมงยามนี้ มุมหนึ่งหลายคนมองว่านี่คือการเมือง เพราะเธอนั้นสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่มุมหนึ่ง เฮ้อ!! อาร์ตตัวแม่มาแล้ว!

อุ๊สายติสต์

          ที่บอกว่า “อาร์ตตัวแม่” เพราะใครที่ติดตามอุ๊อยู่ จะรู้ว่าเรื่องราวของเธอไม่นานนี้ทางหน้าข่าว ก็ไม่ใช่การมุ้งการเมืองอะไรเลย

          หากเป็นการพิสูจน์ว่าภาพวาดภาพหนึ่่งของเธอเป็นผลงานแวนโก๊ะของจริง ช่วงนั้นอุ๊ขโมยพื้นที่ข่าวไปได้เยอะ บางคนเชื่อ บางคนส่ายหน้าว่าเพ้อ!

          แต่เราก็ได้รู้เพิ่มว่า อดีตนักร้องหญิงระดับดีว่าของเมืองไทยคนหนึ่งคนนี้ ถึงระดับเจ้าแม่งานศิลป์เหมือนกัน

         หากถามคนใกล้ชิด และแฟนคลับ จะรู้ว่า อุ๊ หฤทัยนั้น เติบโตมาจากเส้นทางศิลปะ ก่อนจะดังในเส้นทางนักร้องด้วยซ้ำ

          เพราะหลังเรียนจบ ม.ต้น ที่โรงเรียนศรีวิกรม์ เธอก็สอบเข้าเรียนต่อระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยช่างศิลป กรมศิลปากร เพราะค้นพบว่าตัวเองชอบวาดภาพ

          จนกระทั่งชีวิตนำพาให้เธอไปทำงานเป็นนักร้องกลางคืน เพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว แม่ต้องมาเย็บผ้าขาย หลังจากที่หย่าขาดจากพ่อ

          ด้วยความที่เป็นคนร้องเพลงดีอยู่แล้ว และมันก็ยังนำพาเธอไกลไปกว่านั้น อุ๊ในวัย 18-19 ได้รับการชักชวนมาเป็นนักร้องในสังกัด “มอร์ มิวสิค” (เครือแกรมมี่) ยุคเริ่มก่อตั้งโดย อัสนี โชติกุล

         คนไทยรู้จัก “อุ๊” ครั้งแรกช่วงปี 2540 ในนาม อุ๊ เปเปอร์แจม” เพราะเธอออกอัลบั้มแรกในชีวิตกับวงเปเปอร์แจม

          อุ๊มีน้ำเสียงที่ทรงพลัง กังวานไม่เหมือนใคร มีเพลงดังมากมาย เช่น ไม่รักดี (แต่งโดย เสก โลโซ), รู้ตัวหรือเปล่า, เธอกับฉันและช้าง

          แต่การทำงานวงไม่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้มากนัก อุ๊จึงบินเดี่ยว ช่วงปี 2542 ออกอัลบั้ม By Heart คราวนี้อุ๊ได้รับรางวัล สีสันอะวอร์ดส์ ในฐานะศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยมไปครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และยังได้รางวัลเดียวกันนี้ ในปี 2544 หลังออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 The Voice

        ต้องบอกว่าเส้นทางสายดนตรีของอุ๊ เป็นไปด้วยดี เคยออกผลงานร่วมกับ แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร มีคอนเสิร์ตมากมายหลายครั้งหลายครา และจนถึงวันนี้ก็ยังรับงานร้องเพลงอยู่เป็นอดิเรก

สายเมือง สายมวย

          นับจากอัลบั้มเดี่ยวชุุด 2 เมื่อเวลาผ่านไปงานเพลงของอุ๊เริ่มน้อยลง คนไทยกลับได้ยินข่าวว่าเธอเบนเข็มมาลงเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เขตพระโขนงปี 2549 ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

          หากจำได้ ปีนั้นเมืองไทยมีคนดังลงการเมืองเพียบ โดยสนามเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) ทั้งบิลลี่ โอแกน (ลง ส.ก.เขตพระโขนง นามอิสระ)หลุยส์ อัมรินทร์ สิมะโรจน์ (ลงสมัคร ส.ก.เขตบางพลัด ไทยรักไทย)อั๋น ภูวนาท คุนผลิน (ลงสมัคร ส.ก.เขตวังทองหลาง ไทยรักไทย) ทุกคนสอบตกหมด ยกเว้นอุ๊!

         อาจเป็นความโชคดีที่อุ๊มีฐานเสียงจากกลุ่มคนที่สนับสนุนลุงของเธออยู่บ้าง เนื่องจากเขาทำค่ายมวย กว้างขวางอยู่ย่านนั้น และเคยลงสมัครในเขตคลองเตย แต่แพ้ จนมาได้หลานสาวกู้หน้าได้ถึงสองสมัยติดกัน (2549 และ 2553)

         หรืออาจเพราะได้ที่ปรึกษาเป็น สามารถ มะลูลีม อดีตประธานสภากทม. พรรคประชาธิปัตย์ หรืออาจเป็นเพราะดีเอ็นเอทางการเมืองที่นอกจากรุ่นแม่จะพาเธอร่วมรำลึก 14 ตุลา ทุกปี หรือเธอเองช่วงเรียนช่างศิลปก็เคยร่วม ชุมนุมในพฤษภาทมิฬ ต้องนอนคุกไป 2 คืน ช่วงปี 2535 ก็ตาม

          แต่อีกด้านหนึ่ง ระหว่างนั้นอุ๊ก็ช่วยงานลุงที่ค่ายมวยไทย “ลูกเจ้าแม่เข็มทอง” อยู่แล้ว โดยอยู่ที่อาคารร่มโพธิ์แมนชั่น ถ.สุนทรโกษา เขตคลองเตย

         และยังมีร้านจำหน่ายกางเกงมวย “ลุมพินีช็อป” ที่เป็นธุรกิจตัดเย็บเล็กๆ มีทั้งกางเกงมวยไทย มวยสากล เครื่องมวยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งขายหน้าร้าน ส่งออก และรับผลิตของยี่ห้ออื่นด้วย

         ชีวิตส่วนตัว อุ๊มีครอบครัวที่อบอุ่น ร่วมชีวิตกับสามีมาตั้งแต่ปี 2547 และเป็นคุณแม่ลูกสอง ของ “น้องพุทธคุณ” ลูกชายคนโตวัย 7 ขวบเศษ และ “น้องภูรดา” วัย 5 ขวบครึ่ง

         จนกระทั่ง อุ๊เปิดตัวทางสื่ออย่างร้อนแรงทางหน้าข่าวสองครั้งในสองปี ปี 2561 เธอออกมายืนยันการพิสูจน์ภาพวาดสีน้ำมันที่เธอครอบครองว่าเป็นผลงานของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรก้องโลก

          โดยระบุว่า สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน. ของไทย ตรวจสอบแล้วว่านี่เป็นภาพเก่าจริง แม้ฝ่ายพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะเคยตรวจสอบแล้วบอกว่า “ไม่ใช่” ก็ตาม

        ล่าสุดตอนนี้กับการลุยกับ “ปิยบุตร” อุ๊ไม่ได้มาขำๆ นอกจากเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ป. ให้ตรวจสอบคลิปคำพูดของปิยบุตรในการเสวนาเรื่อง “การเมืองความยุติธรรมและกษัตริย์” แล้ว

         ยังเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับการเขียนหนังสือเรื่อง “ราชมัล ลงทัณฑ์ บัลลังก์ ปฏิรูป” และหนังสือเรื่อง “รัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนาและการเปลี่ยนผ่าน” ว่าเข้าข่ายผิดมาตรา 116

         มองๆ ดู กับลูกตื๊อเรื่องการตรวจสอบภาพแวนโก๊ะที่เธอเกาะติดมาหลายปีก่อนจะเป็นข่าว และยังคงยืนยันคำเดิมว่า “แท้ล้านเปอร์เซ็นต์” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่อาจมีเหนื่อย

          พอๆ กับแฟนคลับฝ่ายส้มหวาน ที่ถ้าเข้าไปต่อล้อต่อเถียงกับอุ๊ในเฟซบุ๊กของเธอ มีหน้าหงายโดนสาดกลับมาด้วยคำพูดร้อนฉ่า ตั้งตัวไม่ติดเป็นแถบๆ

         เพราะความแรง ความแซบของสาวอุ๊ จะแฟนเพลง แฟนมวย หรือแฟนการเมือง ติดตามได้เลย น่าจะมีอีกเยอะ

////////

เครดิตภาพ เฟซบุค หฤทัย ม่วงบุญศรี

วิษณุ เผย หลังเที่ยง 4 พ.ค.”ร.10″ ทรงเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/367656

วิษณุ เผย หลังเที่ยง 4 พ.ค.”ร.10″ ทรงเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์

วันที่ 1 เมษายน 2562 – 17:33 น.
วิษณุ,ทรงเป็นกษัตริย์
เปิดอ่าน 1,649 ครั้ง

“วิษณุ” เผย ความพร้อมจัด “พิธีบรมราชาภิเษก” เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ระบุ หลังเที่ยง 4 พ.ค. “ร.10” ทรงเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์ 

1 เม.ย.62- ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2/2562 ภายหลังการประชุม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นการประชุมเตรียมความพร้อมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายรายงานความคืบหน้า ซึ่งวันนี้เกือบครบร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดแล้ว

ส่วนที่กังวลคือเรื่องการเรียกขาน การใช้คำราชาศัพท์ต่างๆ ทุกฝ่ายต้องรู้ว่าวันเสาร์ที่ 4 พ.ค. จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประมาณ เวลา10.00 -12.00 น. ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด คือพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ และสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นการออกพระนามทั้งหมดจะต้องเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่ต้องตามด้วยชื่อท่าน และเวลาจะกราบบังคมทูลอะไร จากที่ใช้คำว่าขอพระราชทานกราบบังคมทูล พระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองทุลีพระบาท แต่หลังจากนั้นจะใช้คำว่า ขอเดชะฝ่าละอองทุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม และเวลาจบ ใช้คำว่าด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ส่วนที่เราเคยเห็นพระราชโองการ จะเปลี่ยนเป็นพระบรมราชโองการ เช่น เวลานายกฯเซ็นรับสนอง จะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเมื่อพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่านายกฯได้กล่าวถึงสถานการณ์ความเรียบร้อยหรือไม่ เพราะขณะนี้มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้ว ว่าทุกฝ่ายต้องทำให้เกิดความเรียบร้อย อยากให้บรรยากาศต่อจากนี้ไป เป็นบรรยากาศที่ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอย่างอื่น เรื่องอย่างอื่นก็มีไปตามเหตุการณ์

เมื่อถามถึงกรณีการจำหน่ายเข็มที่ระลึก เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดการที่ไม่ค่อยเรียบร้อย ทำให้การจำหน่ายไม่ครบ 2หมื่นอันตามที่กำหนดไว้ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีการรายงานที่ประชุม แต่นายกฯได้กำชับว่าการจำหน่ายเข็มจะต้องเพียงพอทั้งหมด เพียงแต่ตอนนี้ผู้ผลิตอาจยังผลิตออกมาไม่ทันการ โดยต่อไปจะให้มีการสั่งจองได้ทางบริษัทไปรษณีย์ไทย และห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี

‘ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ’ขอใช้ประสบการณ์สตาร์ทอัพช่วยคนไทย

Published March 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/366253

‘ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ’ขอใช้ประสบการณ์สตาร์ทอัพช่วยคนไทย

คนในข่าว  :  21 มี.ค. 2562
ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ,พรรคพลังประชารัฐ

คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“สตาร์ทอัพเเละเอสเอ็มอี”   คือหนึ่งในเป้าหมายที่   “พรรคพลังประชารัฐ”   วางไว้เป็นยุทธศาสตร์ของพรรคที่ใช้หาเสียงเพื่อที่จะพาคนไทยเเละประเทศเดินหน้า

คนรุ่นใหม่ในธุรกิจข้างต้นวันนี้มีเยอะมากในสังคม บางคนสำเร็จ หลายคนพลาดหวัง ฉะนั้นหากผู้มีชั่วโมงบินมาช่วยเเนะนำคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยให้เดินถูกทิศทาง ความเจริญของประเทศย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม ฉะนั้นคีย์เเมน พปชร. จึงมีการทาบทามบุคลากรจากหลากวงการมาช่วยงานพรรคเพื่อให้เป็นความหวังของสังคมผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้

“ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ” หนึ่งในสตาร์ทอัพเเละเอสเอ็มอียุคเเรกๆ ของเมืองไทยคือหนึ่งในความหวังของพปชร. ที่จะมาลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์

ชายคนนี้เริ่มต้นธุรกิจจหยอดเหรียญของเมืองไทย เช่น เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และเป็นผู้ส่งออกไปยังประเทศต่างๆมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

'ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ'ขอใช้ประสบการณ์สตาร์ทอัพช่วยคนไทย

ณัฐพลเคยทำหน้าที่พิธีกรโทรทัศน์ นักเขียนหนังสือด้านการตลาด การสร้างธุรกิจขายดีหลายเล่ม รวมทั้งยังเป็นที่ปรึกษาและฝึกอบรมทางธุรกิจให้แก่หลายหน่วยงาน อาทิ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจดิจิทัลไทย สมาคมเครือข่ายบริการวิศวการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานอาหารและยา กรมอนามัย โครงการเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ฯลฯ

ดีกรีเเน่นเเบบนี้หวังว่าคนไทยทั่วประเทศจะเปิดพื้นที่ให้ ณัฐพล เเละพปชร. เข้าไปทำหน้าที่ให้ประเทศเดินหน้าทันโลก

‘พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม ‘ขอโอกาสลูกหลานคนประจวบฯเป็นส.ส.

Published March 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/366252

‘พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม ‘ขอโอกาสลูกหลานคนประจวบฯเป็นส.ส.

คนในข่าว  :  20 มี.ค. 2562
พรรคเสรีรวมไทย,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พตทเอกราช หุ่นงาม

คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“ประจวบคีรีขันธ์” มี ส.ส.ได้ 3 คน โดยพื้นที่นี้มีการแข่งขันกันคึกคัก แชมป์เก่าอย่างปชป.กำลังถูกหลายพรรคท้าทายและแย่งชิงเก้าอี้ผู้แทนฯ ผ่านการหย่อนบัตรให้ได้

เพราะอย่าลืมว่าหนึ่ง ส.ส.มีความหมายยิ่งยวดต่อการเป็นตัวแปรว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือจะยืนขั้วตรวจสอบคือเป็นฝ่ายค้าน แต่นโยบายต่างๆ ที่แทบทุกพรรคเสนอสังคมนั้น ต้องรอว่าชาวบ้านร้านตลาดชอบและมั่นใจว่าพรรคและผู้สมัคร ส.ส.คนใดจะทำได้จริงดังคำสัญญา

“พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม” หรือสารวัตรเอก อดีตรอง ผกก.ป.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ และเคยโด่งดังเมื่อครั้งที่ออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั้น

วันนี้สารวัตรเอกขออาสาทำหน้าที่ผู้แทนฯ โดยลงสมัคร ส.ส.ประจวบฯ เขต 3  “พรรคเสรีรวมไทย” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

“ผมเกิดที่ อ.กุยบุรี จากนั้นครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ อ.บางสะพาน พูดง่ายๆ ผมคือลูกหลานคนประจวบฯ ที่แท้จริง บรรยากาศบ้านเมืองช่วงที่ผ่านมา หลายคนสะท้อนกับผมว่าอึดอัด และผมก็มองแบบนั้น

ชาวบ้านบ่นกันว่าเศรษฐกิจแย่มานาน วันนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้ง ชาวบ้านมองว่าจะเป็นสิ่งที่ดี ผมมองเห็นโอกาสที่จะช่วยชาวบ้านตรงนี้ เพราะผมทราบปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริงและประสบการณ์ที่รับราชการตำรวจมาหลายปี ผมมั่นใจว่าจะช่วยชาวบ้านได้

ผมเลือกพรรคเสรีรวมไทยเพราะชื่นชอบแนวคิดและวิธีทำงานของหัวหน้าพรรคที่เป็นคนตรง คนจริง คนซื่อสัตย์ รักบ้านเมือง และหวังว่าคนไทยจะให้โอกาสพรรคเสรีรวมไทย และคนประจวบฯ เขต 3 จะเลือกผมให้ทำหน้าที่ ส.ส.”

‘อับดุลเล๊าะ บุวา’ขอเป็นพลังคนรุ่นใหม่ใส่ใจทุกปัญหาประชาชน

Published March 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/366095

‘อับดุลเล๊าะ บุวา’ขอเป็นพลังคนรุ่นใหม่ใส่ใจทุกปัญหาประชาชน

คนในข่าว  :  19 มี.ค. 2562
อับดุลเล๊าะ บุวา,พรรคประชาธิปัตย์

คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

สามจังหวัดชายเเดนภาคใต้มีส.ส.ทั้งสิ้น 11 คน โดย จ.ยะลา มีผู้เเทนฯ ได้ 3 คน เเละเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่ปลายด้ามขวานทั้งสามจังหวัดนั้น หลายพรรคหวังมีตัวเเทนเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวประชาคราวนี้

“พรรคประชาธิปัตย์” ส่ง “อับดุลเล๊าะ บุวา” เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 ยะลา

“ช่วงเรียนหนังสือผมทำกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมทางการเมือง เเละกว่า 20 ปีที่คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชนได้สร้างสมประสบการณ์ชีวิต ผมตั้งปณิธานว่าสักวันหนึ่งต้องกลับไปทำงานตอบแทนพระคุณแผ่นดินที่บ้านเกิด” หนึ่งในผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรค ปชป. ในพื้นที่ปลายด้ามขวานกับความมุ่งมั่นในการลงสนามเลือกตั้งระดับชาติครั้งแรกในชีวิต

“นาทีแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ทาบทามให้ลงสมัครในนามพรรค ผมตัดสินใจทันที ด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นพรรคเก่าแก่ และที่สำคัญคือเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 ยะลา ระบุ

“ผมมีความเชื่อมั่นอุดมการณ์ของพรรคที่ยืนหยัดเพื่อประชาชน ผมลงพื้นที่ทุกวันเพื่อแนะนำตัวขอเป็นตัวแทนในการทำงานเพื่อประชาชน นอกจากมีโอกาสพูดคุยเเนะนำตัวแล้ว ประชาชนยังได้สะท้อนปัญหาโดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” นอกจากนโยบายหลักของพรรคแล้ว ผมมีแนวทางที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ตามหลักคิด “4 ร 2 ส” คือ 4 ร่วม คือร่วมพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ร่วมยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ร่วมแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต ร่วมคิด ร่วมทำและร่วมรับประโยชน์ และ 2 สร้าง สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สร้างสังคมให้น่าอยู่คู่คุณธรรม”

“ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่รอการแก้ไข ในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่จะรับฟังทุกเสียงสะท้อน พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกท่านเพราะหน้าที่คือ “อามานะห์” ที่ทุกคนต้องทำ ต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้สังคมน่าอยู่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป” อับดุลเล๊าะ กล่าว

รอดูว่าชาวยะลาจะให้โอกาสหน้าใหม่ทางการเมืองจากพรรคสีฟ้าไปทำหน้าที่ดูเเลพื้นที่นี้หรือไม่…วันหย่อนบัตรรู้ผล

%d bloggers like this: