โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/431095?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

“โบว์ ณัฎฐา” หนึ่งในแกนนำ”วิ่งไล่ลุง”เธอเป็นผู้หญิงร่วมสมัยและกล้าเผชิญความจริง กับโพสต์ล่าสุดของเธอ..โบว์เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

นับแต่กิจกรรมวิ่งไล่ลุง “โบว์” ณัฎฐา มหัธนา ก็แทบจะลดบทบาทนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน มีแต่การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการบ้านการเมืองผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Bow Nuttaa Mahattana

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2563 “โบว์” สะเทือนใจจากข่าว 5 ครูข่มขืนนักเรียนที่มุกดาหาร เฉพาะประเด็นการคุกคามทางเพศ “การที่ครูถ่ายคลิปขู่แล้วได้ผล ในการปิดปากเหยื่อด้วยความกลัวมานานนับปี ก็เพราะค่านิยมและปฏิกิริยาของสังคมและสื่อต่อคลิปแอบถ่ายหรือภาพที่ผิดกฎหมายต่างๆ คนจำนวนมากเห็นเป็นความบันเทิง”

ตัวเธอเองก็พานพบเรื่องนี้มาแล้ว และไม่อยากให้เกิดกับใครอีก “ทุกวันนี้โบว์ก็ยังถูกคุกคามอยู่ตลอด และอาจจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต..”

แล้ว “โบว์” ยังได้บอกเล่าเรื่องส่วนตัวต่อผู้คนอีกครั้ง เธอเป็นผู้หญิงร่วมสมัย และกล้าเผชิญความจริง

“จริงๆการที่เราตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับคนที่เคยคบคนสุดท้ายไปเมื่อปลายปี นอกจากเหตุของการถูกคุกคามต่างๆตามที่เคยพูดไป และการที่ได้ทราบว่าภรรยาคนแรก ยังมีอิทธิพลในชีวิตเขาอยู่ในระดับที่เราไม่ค่อยสะดวกใจแล้ว ก็คือความรู้สึกบั่นทอนจากความไม่เท่าเทียม ในเรื่องเดียวกันผู้หญิงถูกกระทำหนักกว่ามาก ในขณะที่ผู้ชายไม่ต้องรับแรงปะทะมากเท่า และเรารับมือกับมันด้วยตัวเองมาโดยตลอด”

โบว์ไม่ใช่นักสิทธิสตรีจ๋า แต่เรื่อง “ผู้ชายคนสุดท้าย” กระทบความรู้สึกเธอมาก “จากคนที่ไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างทางเพศมากนักในสังคมไทย ก็เลยค่อยๆเข้าใจว่า “สังคมชายเป็นใหญ่” แปลว่าอะไร”

โบว์เข้ามาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน เพราะแรงบันดาลใจจาก “ไผ่ ดาวดิน” หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ออกมาคัดค้านการรัฐประหาร

ปลายปี 2561 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “อั้ม อิราวัต” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโบว์ ได้เล่าเรื่อง “ผู้ใหญ่” คนหนึ่งที่สนใจการทำกิจกรรมของเธอ และขอมารับเธอที่สนามบิน เมื่อปี 2560 เวลานั้นเธอเป็นแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

“โบว์เป็นคนร่วมสมัยไม่ถึงกับหัวโบราณ แต่ก็ไม่ใช่เปิดรับทุกสิ่งไม่ได้เปิดกว้างเรื่องความสัมพันธ์ขนาดที่ใครจะเข้ามาได้ง่ายๆ ในชีวิต”

คนทั้งประเทศก็รู้ว่า ผู้ชายวัยกลางคนที่เข้ามาในชีวิตสาววัย 40 ปี เป็นใคร? เบื้องหลังครอบครัวเป็นอย่างไร? รู้ว่าเขาหย่าขาดกับภรรยา-ลูกหลานเจ้าสัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความรักของเธอกับผู้ใหญ่คนนั้น ก็จบลงแล้ว ตามที่โบว์โพสต์ในเฟซบุ๊ก

ส่องชีวิต…งานฮอต ยุคโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/430179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ส่องชีวิต…งานฮอต ยุคโควิด-19

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

ส่องชีวิต..งานฮอตยุคโควิด-19 กับบทเรียน “ท้อได้ แต่แพ้ไม่ได้”

ปี พ.ศ. 2563 เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งความไม่คาดฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้ทั่วทั้งโลกต้องสั่นสะเทือน ไม่เพียงแต่จำนวนผู้คนที่ล้มป่วยหรือเสียชีวิต แต่ภาคเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก บ้างก็ต้องปิดตัวลงเพราะขาดรายได้ยาวนาน

อ่านข่าว : ด่วน รายงานผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่ม 8 ราย ยอดสะสมรวม 3 พันคน

โดยรายงานจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน พบว่าปัจจุบันมีธุรกิจที่จำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว โดยมีการใช้มาตรา 75 (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541) ไปแล้วกว่า 2,237 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 15 เท่า จากปี 2562 และมีลูกจ้างได้รับผลกระทบแล้วกว่า 448,611 คน

ชวลิต แซ่จัง มัคคุเทศก์หนุ่มที่พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง และคมสัน โชยดิรส ผู้ช่วยเชฟในโรงแรมหรูย่านศรีนครินทร์ สองหนุ่มคนขับแกร็บที่เพิ่งจะหันมารับงานอย่างจริงจังได้เกือบสองเดือน คือตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 จากที่เคยต้องตื่นเช้าไปทำงานประจำในทุก ๆ วัน กลับต้องพบกับบททดสอบชีวิตครั้งสำคัญ

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

ชีวิตพลิก เมื่อคลื่นซัด

“นอกจากทำงานในบริษัท ผมยังรับหน้าที่เป็นไกด์ออกหน้างาน ทั้งงานต่างจังหวัดและต่างประเทศ ขายงานเอง และงานอื่น ๆ เท่าที่เราจะทำได้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ” ชวลิต เล่า

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

“แต่ธุรกิจเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม ตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วครับว่าจะเอายังไงดี เพราะว่ามันมีผลกระทบกับทางฝั่งจีน จนมีผู้ติดเชื้อในประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ซึ่งต้นเดือนกุมภาพันธ์ผมต้องบินไต้หวัน ทั้งเราและลูกค้าที่ตัดสินใจกันอยู่นานมากว่าจะไปดีหรือไม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจไปและมันก็เป็นทริปสุดท้ายของผม หลังจากนั้นทริปที่จองไว้คือยกเลิกหมดเลย จนกระทั่งกลางเดือนมีนาคม บริษัทก็แจ้งว่าพวกเราไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว ตอนที่รู้ข่าวก็เครียดเลย”ชวลิต เล่า

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

เชฟคมสัน เองก็มีโชคชะตาที่ไม่ต่างกัน ด้วยสายงานโรงแรมที่เมื่อนักท่องเที่ยวลดลง กอปรกับมาตรการล็อคดาวน์ ทำให้จำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการลดลงอย่างมาก..จนกระทั่งไม่มีเลย

“เราเริ่มเห็นสัญญาณเมื่อตอนที่จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มลดลง รวมถึงลูกค้าที่มาใช้บริการห้องของโรงแรมด้วย จากที่เคยมีมาใช้บริการวันละ 600 – 700 คน ช่วงก่อนล็อคดาวน์มีคนมาใช้บริการเพียงวันละ 20 -30 คนเท่านั้น สุดท้ายเจ้าของโรงแรมก็สู้ไม่ไหว ขอให้เรา Leave without pay (ลาโดยไม่รับค่าแรง) โดยยังจ่ายเงินเดือนให้ 30% แต่เราไม่ต้องไปทำงาน รายได้มันหายไปเยอะเลยเหมือนกันนะ” เชฟคมสัน เล่า

จากห้องแอร์ สู่ท้องถนน

คมสัน เล่าว่า ด้วยความที่ชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์เป็นทุนเดิม และอยากทดลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงลองมาขับแกร็บตั้งแต่ก่อนเกิดโรคโควิด

“พอดีมีน้องที่ทำงานขับแกร็บอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะเราชอบขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว ก็คงเหมือนขี่รถเล่นแถมได้เงินด้วยเลยลองสมัครดู ช่วงแรก ๆ ก็วิ่งตอนกลางคืนหลังเลิกงาน วิ่งได้ครึ่งเดือนโรงแรมก็ปิด ตอนนี้ก็เลยเป็นเหมือนงานหลักไปแล้ว ผมรับทั้ง GrabFood (ส่งอาหาร) แล้วก็ GrabExpress (ส่งพัสดุ) ก็ถือว่าตื่นเต้นดีนะ แม้จะเหนื่อยแต่ก็ท้าทาย ต้องวิ่งไปในที่ที่ไม่เคยไป แล้วแต่งานจะพาไป อย่างเมื่อวานผมประจำที่พัฒนาการ ไปส่งแถว ๆ รามสอง แล้วมีต่อจากรามสอง ไปปทุมธานีเพื่อส่งเอกสาร พอได้งานที่ต้องวิ่งไปไกล รายได้มันก็ดีไปด้วย ในวันหนึ่ง ๆ พอวิ่งอยู่ที่ประมาณ 10 – 15 งาน รายได้ก็ถือว่าโอเคเลย” คมสัน เล่าสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

ขณะที่ชวลิต เล่าเสริมว่า “ช่วงแรก ๆ ผมน็อคเลยเหมือนกันนะ จากคนเคยทำงานสบาย ๆ ในห้องแอร์ เคยคิดว่าจะขับแกร็บเป็นงานสำรอง รับงานแค่ระหว่างขี่รถกลับบ้าน จนสุดท้ายต้องมาทำจริงจัง ไม่ชินเลย เจออากาศร้อนจัด แล้วก็ต้องตื่นเช้ามากแต่กลับบ้านดึกมากกว่าตอนทำงานออฟฟิศเสียอีก เราต้องปรับตัวปรับพฤติกรรมค่อนข้างเยอะ เตรียมความพร้อมของร่างกายให้ดีขึ้น ต้องศึกษาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

“จริง ๆ การขับแกร็บถือว่าเป็นอาชีพอิสระนะ ไม่ได้ให้ทำงานเป็นกะเหมือนแอปพลิเคชันอื่น ๆ อยากจะพักเมื่อไหร่ก็พักได้ แต่คิดว่าถ้าพักชั่วโมงนึง งานคุณอาจหายไปตัวนึงหรือสองตัวเลยนะ อย่างขั้นต่ำของแกร็บคือ 40 บาท หายไปสองตัวก็ 80 บาท พอคิดอย่างนั้นเราเลยกลายเป็นจัดระเบียบชีวิตมากขึ้น เพื่อทำให้ได้ดีที่สุด เตรียมตัวให้ดีที่สุด เพื่อให้การขี่รถของเราไม่ขาดตอน” ชวลิต กล่าว

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

ถ้าล้มก็แค่ลุก แต่อย่าหยุดเดิน

เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ ชวลิต ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า “ผมบอกตัวเองเรื่องปรับตัว คือเราล้มได้ แต่เราห้ามตายกับเหตุการณ์นี้ คนเราล้มได้ แต่จะลุกแล้วเดินต่อไปยังไงให้เร็วด้วยตัวเอง ที่ตัดสินใจขับแกร็บเต็มตัว เพราะคิดว่าถ้าไม่ทำ อยู่บ้านเฉย ๆ แล้วค่าใช้จ่ายผมล่ะ ถ้าเราฟูมฟายไม่ทำอะไร ค่าบัตรเครดิต ค่าน้ำไฟผมล่ะ ค่าห้อง ค่ากินแต่ละวันจะทำยังไง ไม่มีใครช่วยเราได้ สุดท้ายเราต้องช่วยตัวเอง ผมไม่ได้บอกว่าสำหรับใครที่กำลังล้มให้มาขับแกร็บนะ แต่หมายถึงให้ลุกขึ้นมาทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าเราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอใคร”

ส่องชีวิต...งานฮอต ยุคโควิด-19

“ถามว่าออกมาทำงานขี่รถทั้งวันแบบนี้เหนื่อยไหม แน่นอนว่าเหนื่อย แต่ผมถือว่าที่เราได้ออกมาทำอะไรแบบนี้ ก็เป็นโอกาสได้ทำในสิ่งที่หลาย ๆ คนไม่มีโอกาสได้ลอง งานทุกอย่างถ้าเราเข้าใจและรู้หลักของการทำงานมันก็จะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำอาหาร หรือขี่รถส่งของส่งอาหาร เราก็ต้องศึกษาหลักหรือแก่นของมันก่อน ว่ามันคืออะไร และเราต้องทำตัวยังไง

จากที่วิ่งไม่เป็นก็เข้าใจมันมากขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น แถมผมยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว เวลาขี่รถ ผมไม่ได้แค่มองทางอย่างเดียว แต่จะมองไปรอบ ๆ ด้วย ผมได้เห็นว่าร้านอาหารสมัยนี้ทำอะไรกันอยู่ แบบไหนดีแบบไหนไม่ดี ทำให้ได้ความคิดใหม่ ๆ ไม่แน่หากว่าผมมีโอกาสมีธุรกิจของตัวเองในอนาคต ผมก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้” คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

แม้ว่าอนาคตอาจเป็นเรื่องไม่แน่นอน ตราบใดที่ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าตอนจบของสมรภูมิโควิดจะอยู่ที่ใด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ก็คือ “การปรับตัว” ไปตามสถานการณ์และวิถีชีวิตในรูปแบบใหม่ และขอเป็นกำลังใจให้กับใครที่กำลังต่อสู้อยู่ในขณะนี้ ให้สามารถเอาชนะกับความท้าทายเบื้องหน้า เติบโตจากปัญหาและและก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งกว่าเดิม

ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/430018?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอมเสียเองกรณี อสม.พิษณุโลกไม่ได้รับค่าตอบแทน

               นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏว่า พี่น้อง อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานเต็มจำนวน 240 บาท ตามที่กำหนดไว้ ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อควบคุมป้องกันโรค COVID-19 จนนำไปสู่การร้องเรียนตามข่าวที่ปรากฏในสื่อสาธารณะต่าง ๆ และขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนว่าจะได้รับ เงินค่าตอบแทนเต็มจำนวน 240 บาท หรือได้รับแค่ 120 บาทนั้น

                                     ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

              แต่ปรากฏว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ ดีอี ได้นำเสนอระบุว่าเรื่องดังกล่าวมีเนื้อหาไม่ตรงกับความจริงหรือเป็นข่าวบิดเบือน ในขณะที่ อสม. ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ในเวลานี้นั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

                                    ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

                  จนมี อสม.จำนวนมากออกมาบุกศาลากลางเพื่อยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเมื่อวันที่ 5 พ.ค.63 ที่ผ่านมา การสื่อสารในลักษณะดังกล่าวได้ก่อให้เกิด ความสับสนและหลายฝ่ายโดยเฉพาะเครือข่าย อสม. ทราบแล้วไม่สบายใจ ซึ่งถือได้ว่าศูนย์ฯดังกล่าวมีเจตนาที่จะทำลายความเชื่อถือของ อสม. และสร้างข่าวบิดเบือนเพื่อเอาใจฝ่ายราชการหรือรัฐบาลด้วยกันเอง โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายที่หน่วยงานของตนพึงปฏิบัติเสียเอง นั่นคือ การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อ อสม. หรือประชาชน อันเป็นความผิดตาม ม.14 แห่ง พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดต่อคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 อันถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่โดยตรงด้วย

                                          ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

                 กรณีที่เกิดขึ้น“นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้ เพราะได้ออกมาสร้างผลงานแถลงข่าวจับกุมผู้สร้างข่าวปลอมหลายต่อหลายครั้ง แต่เมื่อหน่วยงานของตนเองสร้างข่าวบิดเบือนเสียเอง กลับเงียบเฉยปล่อยผ่านไปเสียนั้น ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้บริหารที่มีหน้าที่กำกับดูแลศูนย์ฯดังกล่าว ซึ่งควรต้องตั้งกรรมการมาสอบเอาผิดผู้ที่สร้างข่าวปลอมขึ้นมาในศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของดีอีหรือของรัฐบาลเสียเอง

                                        ศรีสุวรรณจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบศูนย์เฟคนิวส์บิดเบือนข่าวปลอม

                ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จำต้องนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนและเอาผิด รมว.ดีอีและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.63 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/429177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้

ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้

เราจะไม่ลืม “ประเทศพัฒนาแล้ว” ประโยคกินใจคนไทย หลังพ่อเมืองกระบี่โพสเฟซบุ๊ก เรียกความเชื่อมั่นศรัทธาคืนสู่ประเทศไทยในภาวะทั่วโลกต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสะท้อนภาพการดูแลเอาใจใส่ของเมืองท่องเที่ยวระดับแถวหน้าของไทยได้เป็นอย่างดี

เราจะไม่ลืม “ประเทศพัฒนาแล้ว” ประโยคกินใจคนไทยค่อนประเทศ หลังพ่อเมืองกระบี่โพสเฟซบุ๊กส่วนตัว ถ่ายถอดเรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ก่อนที่พวกเขาและเธอจะจากไป ได้ทิ้งข้อความอันแสนวิเศษให้คนไทยได้ปลื้มกันถ้วนหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: เราจะไม่ลืม “ประเทศพัฒนาแล้ว”

รู้จัก”ม.ล.กิติบดี ประวิตร”ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้ปลุกกระแส”ไทยประเทศพัฒนาแล้วฎในสายตานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560 แต่งตั้ง พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นการขยับเลื่อนจากเก้าอี้รองผู้ว่าฯ สิงห์บุรี

เส้นทางชีวิตราชการเติบโตมาจากสายตำรวจ  ก่อนโอนเข้ามหาดไทย ก้าวหน้างานด้านบรรเทาสาธารณภัย โยกย้ายอีกครั้ง เข้าสายปกครอง

เกิดวันที่ 9 ธ.ค.2503 บุตร พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร กับ คุณหญิงสุปรียา ประวิตร ณ อยุธยา (รักตประจิต)

ปริญญาตรีสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ ปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

รับราชการตำรวจ เป็นรองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง อดีตนายตำรวจติดตาม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นรอง ผอ.วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และรักษาราชการแทน ผอ.ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 3 ปราจีนบุรี

     ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้

พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร   ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่

จากนั้นเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วเป็น ผอ.ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย ก่อนเป็น ผอ.สำนักส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย ข้ามมากรมการปกครอง 28 ต.ค.2556 เป็นรองผู้ว่าฯ เพชรบุรี , 5 มิ.ย. 2560 เป็นรองผู้ว่าฯ สิงห์บุรี

จากนั้นขึ้นเป็นพ่อเมืองกระบี่ ตั้งแต่ 12 กันยายน 2560 จวบจนถึงปัจจุบันนี้ ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ในฐานะพ่อเมืองกระบี่ที่คนไทยค่อนประเทศจดจำไปอีกยาวนาน กับบทบาท “ผู้นำที่ดีที่สุด”ในภาวะวิกฤติโควิด-19

ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้

ว่ากันว่า จังหวัดกระบี ยุคผู้ว่าฯ ม.ล.กิติบดี ประวิตร ยังคงอนุรักษ์ธรรมชาติสวยงามเอาไว้อย่างเหนียวแน่น  สภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกทำลาย แหล่งท่องเที่ยวส่วนมากยังบริสุทธิ์ เพราะได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่ออย่าง ทำเลแหวก เกาะพีพี  เกาะรอกท เกาะสอง เกาะห้อง ฯลฯ กลายเป็นที่ใฝ่ของเหล่ากรุ๊ปทัวร์หลังโควิดซาลง

ม.ล.กิติบดี ประวิตร เราไม่ทิ้งกัน..ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้

ในวันที่โควิดแพร่ระบาด  สิ่งที่ชาวกระบี่มอบความช่วยเหลือแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด นักท่องเที่ยว คนทำงาน หรืออะใรคือสิ่งที่เหมาะควร

1. แจกหน้ากากฟรี และน้ำยาล้างมือฟรีทุกมุมเมือง และร้านค้าทุกร้าน

2. ค่ารักษาพยาบาลฟรีแก่ทุกคนที่ติดเชื้อ COVID-19

3. อาหารฟรี 2 มื้อ ต่อคนต่อวัน

4. วัดไข้ฟรีทุกวัน แม้แต่ทดสอบเชื้อ COVID -19 สำหรับคนกลุ่มเสี่ยง

5. ยกเว้นวีซ่าเข้าเมืองฟรีจนสิ้นเดือนมิถุนายน

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนลงเรือท่องเที่ยวหรือเดินทางท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษในฐานะแขกพิเศษของชาวจังหวัดกระบี่ ไล่เลียงมาตั้งแต่การตรวจสุขภาพฟรี การบริการที่พักฟรี การบริการอาหารเลิศรส หรือร้านที่ดีที่สุดในเมือง

ที่จังหวัดกระบี่ ยังมีบริการพิเศษ หากรับประทานอาหารที่โรงแรมคิดราคาเต็ม100% หากรับประทานอาหารที่ห้องพักริมระเบียงชายทะเลมีส่วนลด50% เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล “หยุดอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”ลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่

 รอยยิ้ม…เสียงหัวเราะ และการต้อนรับที่แสนอบอุ่นของชาวเมืองกระบี่ เชื่อเถอะ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะกลับมาท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่อีกครั้ง เมื่อในยามยากลำบาก แต่ “ม.ล.กิติบดี ประวิตร” ผู้ว่าฯกระบี่วันนี้ ยังยึดมั่น”เราไม่ทิ้งกัน”

 0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0 เรียบเรียง

“จิ๊ปวิลลี่” ของคู่ใจ “โกแดง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/422677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

“จิ๊ปวิลลี่” ของคู่ใจ “โกแดง”

 "จิ๊ปวิลลี่" ของคู่ใจ "โกแดง"

ของคู่ใจ “โกแดง” “จิ๊ปวิลลี่” รถเก่าแก่ของทหารอเมริกัน …คอลัมน์ของโปรดคนดัง โดย ปราโมทย์ อุประ

          “โกแดง” ที่ชาวกระบี่มักคุ้นเรียกขาน “สาคร เกี่ยวข้อง” ส.ส.ประชาธิปัตย์ 3 สมัยจากกระบี่ และยังรับหน้าที่เป็นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐและกิจการชายแดนยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ กรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และประธานอนุกรรมาธิการบริหารจัดการลุ่มน้ำภาคใต้ทั้งระบบ

          ด้วยความที่เป็นลูกกำนันเก่าที่ชาวบ้านมักจะมาร้องขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆจึงบ่มเพาะทำให้ “โกแดง” คลุกคลีเข้าถึงชาวบ้าน

          ทุกวันนี้ด้วยชีวิตนักการเมืองก็ปฏิบัติเหมือนนักการเมืองทั่วๆ ไป

          ลงพื้นที่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ช่วงเช้าจะเปิดบ้านให้ชาวบ้านพบปะรับฟังปัญหาต่างๆ พร้อมประสานงานหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา ช่วงเที่ยงขับรถลงพื้นที่พบปะชาวบ้านไปอาศัยกินข้าวกับชาวบ้านทั้งมือเที่ยงและมื้อเย็น ขาดไม่ได้ทั้งงานศพงานแต่งต้องไปร่วมโดยยึดปฏิบัติมาตลอด

          ด้วยความเป็นคนติดดินสไตล์ลูกทุ่ง ไม่ถือเนื้อถือตัว มักตะโกนทักทายชาวบ้านพูดคุยคนละฝั่งถนนจนเป็นเรื่องปกติ เพราะเสียงดังฟังชัด

          ของคู่ใจของ “โกแดง” ที่คนพื้นที่รู้กันทั่ว เพราะทุกครั้งของการเดินทางจะใช้รถกระบะ หรือรถจิ๊ปวิลลี่

          “จิ๊ปวิลลี่” เป็นรถจิ๊ปทหารอเมริกันแท้ๆ เป็นของคุณพ่อ ที่เคยใช้เมื่อสมัยหนุ่มๆ ถูกจอดทิ้งไว้จนขึ้นสนิมเขรอะ เรียกได้ว่าเป็นซากรถ ซึ่งเจ้าตัวลงมือปัดฝุ่น ซ่อมสร้าง เคาะปะผุ วิ่งหาอะไหล่ให้ตรงรุ่น ตรงปีผลิต จนสามารถปลุกชีวิตของจิ๊ปวิลลี่คันนี้ขึ้นมาอีกครั้งและเป็นรถคันเก่งที่รักและมักจะใช้ขับเป็นรถคู่ใจเป็นประจำในยามที่ต้องเข้าสวนปาล์ม สวนยาง

          ชีวิตไลฟ์สไตล์การออกกำลังกาย “โกแดง” ไม่นิยมเล่นกอล์ฟ หรือเตะฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตของนักการเมือง แต่จะเลือกการเข้าสวนปาล์ม สวนผลไม้ เลือกการปลูกต้นไม้ ปลูกผัก และทำความสะอาดสวนปาล์ม เป็นการออกกำลังกายไปในตัว

          แต่ที่ขาดไม่ได้ที่เจ้าตัวต้องไปร่วมทุกงานคืองานเดินหรือวิ่งการกุศล เพราะทุกงานที่ตื่นเช้าตีสี่ตีห้าไปร่วมวิ่งร่วมเดิน ได้พูดคุยกับชาวบ้านทุกระดับ

          แน่นอนเกิดเป็นชายชาตรี นอกจากรถจิ๊ปก็มีพระเครื่องของดีติดตัวที่เคยช่วยชีวิตให้ผ่านพ้นความเป็นความตายมาแล้ว ที่ใช้ขึ้นคอติดกายเป็นประจำคือหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ หลังเตารีด ปี 2505 เหรียญพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ. นครศรีธรรมราช รุ่นไหว้ข้าง และเหรียญอาร์มหลวงพ่อสุตกวี วัดแก้วโกรวาราม หรือหลวงพ่อกระบี่ ที่คนพื้นที่นับถือ

          โดยเฉพาะหลวงปู่ทวดหลังเตารีด องค์นี้ที่ขึ้นคอ เคยประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากอาคารของโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวในปี 2548 ช่วงตกงานการเมือง ขณะที่เดินตรวจงานก่อสร้างที่ปรับปรุงโรงแรม ตกจากชั้นสามลงมาชั้นสอง ทำให้กะโหลกศีรษะร้าว แผลเปิดต้องเย็บกว่า 40 เข็ม แขนหัก กระดูดคอแตก จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียู นานร่วมครึ่งเดือน และรักษาตัวนานกว่า 3 เดือน จนหายเป็นปกติ ทำให้เป็นพระเครื่องที่ต้องขึ้นคอทุกวันเป็นประจำสมคำร่ำลือที่ว่ามีหลวงปู่ทวดคุ้มครองไม่มีตายโหง นับเป็นปรากฏการณ์ “เฉียด” ครั้งสำคัญครั้งเดียวในชีวิต เป็นพระประจำตัวที่ต้องขึ้นคอทุกวัน

          ส่วนอาหารโปรดที่ชื่นชอบ “โกแดง” แย้มว่า ยามลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน มีอะไรก็กินได้หมด เพราะฝากท้องกับชาวบ้านทั้งมื้อเที่ยง มื้อเย็น ส่วนใหญ่ไม่พ้นแกงเผ็ดเช่น คั่วกลิ้ง แกงไตปลา หรือที่ในท้องถิ่นเรียก แกงน้ำเคย หรือแกงขี้ดี ใช้ราดข้าวกินกับผัก สารพัดผักพื้นบ้านในท้องถิ่น ชาวบ้านกินอะไร เราก็กินกะเขาได้ทุกอย่างแล้วแต่เจ้าภาพ”

          “สิ่งที่ผมตั้งเป้าหมายในการทำหน้าที่ ส.ส.กระบี่ “โกแดง บอกอย่างตั้งใจ” คือจะพัฒนาเมืองกระบี่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยว มีมาตรฐานสากล

          เรามีทั้งน้ำพุร้อน น้ำตก ทะเล และภูเขา

          ต่อยอดให้โอกาสคนในพื้นที่ให้มีสถาบันอุดมศึกษา หรือวิทยาเขตที่เน้นสอนด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวเพื่อให้คนพื้นที่ไม่ต้องย้ายถิ่นไปไหน”

          เรียกว่า…เมื่อลงมือทำแล้วต้องให้ครบวงจร

ของสะสมจากแฟนคลับเป็นยาโด๊ปวิเศษ..เพิ่มพลังผจญภัยทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/421474?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ของสะสมจากแฟนคลับเป็นยาโด๊ปวิเศษ..เพิ่มพลังผจญภัยทางการเมือง

ของสะสมจากแฟนคลับเป็นยาโด๊ปวิเศษ..เพิ่มพลังผจญภัยทางการเมือง

ของสะสมจากแฟนคลับเป็นยาโด๊ปวิเศษ…เพิ่มพลังผจญภัยทางการเมือง คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย…ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

          หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่(อนค.) พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารอีก 10 ปี จากกรณีกู้เงิน “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191.2 ล้านบาท

          แม่ทัพใหญ่ต้องหยุดอนาคตทางการเมือง

          “เราไปต่อ กับคณะอนาคตใหม่” คำพูดนี้ยิ่งสะท้อนตัวตนของ “เสี่ยเอก” ต่อบรรดากลุ่มแฟนคลับคนรุ่นใหม่ ได้ชัดเจน

          “ลงมือทำ ยึดมั่นในอุดมการณ์ ยืดหยุ่นในเส้นทาง”

          พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในฐานะ “คนไทยกลุ่มหนึ่ง” อาสาเข้ามาทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ เคลื่อนไหวทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป

          ตลอดระยะเวลาการต่อสู้ทางการเมืองจนถึงวินาทีนี้ งานอดิเรกเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานรากหลักให้ตกผลึกทางความคิดและจุดไฟให้เป็นนักต่อสู้ตัวพ่อ โดยเฉพาะการอ่านวรรณกรรมไทยและเทศ

          สะสมหนังสือกว่า 2,000 เล่ม “หนังสือ” คือเงาตามตัว ไปไหนต้องพกหนังสือไปทุกที่

          ยังมีกิจกรรมที่คลั่งไคล้เอามากๆ ว่างเป็นจับขยับเป็นลุย “นักผจญภัยตัวพ่อ” ปีนเขา ปั่นจักรยาน พายเรือ วิ่งมาราธอน ไตรกีฬา ผ่านมาหมด เน้นอึดทน เวลาแข่งอะไรจะเน้นระยะทางยาวๆ แข่งนานๆ แข่งกันเต็มวัน

          ชอบดูสารคดีผจญภัย ท่องเที่ยวแนวผจญภัย มองว่าการผจญภัย “เป็นการเดินทางที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบอย่างไร”

          ให้ความรู้สึกตื่นเต้น ต้องแสวงหาตลอดเวลา ฝึกแก้ปัญหา และการท่องเที่ยวทำให้ค้นพบตัวเอง

          ของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจในชั่วโมงนี้ ชนิดเป็นยาวิเศษเพิ่มพลังทางจิตใจให้ฮึกเหิมยามเผชิญวิกฤติทางการเมือง โดย “เสี่ยเอก” ระบุว่า สิ่งของทุกชิ้นที่แฟนคลับตั้งใจมอบให้ เป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป

          ตั้งแต่ลงพื้นที่หาเสียง พบปะพี่น้องประชาชน หรือนัดรวมพลังตามสถานที่ต่างๆ ทั้งผ้าขาวม้า จดหมายสื่อถ้อยคำในใจจากแฟนคลับ ผีตาโขน กรอบรูป รูปภาพที่วาดให้

          นำมาจัดเก็บเป็นระเบียบร้อยไว้มุมห้องที่บ้าน บางชิ้นก็นำมาตบแต่งบ้าน

          “ทุกครั้งที่เห็นสิ่งของเหล่านี้ จะหายเหนื่อย!” เสี่ยเอก บอกด้วยความปลื้ม

         …แม้จะเผชิญวิบากกรรมทางการเมืองมากแค่ไหน

ชีวิตนี้มอบให้การเมืองกับครอบครัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/420519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ชีวิตนี้มอบให้การเมืองกับครอบครัว

ชีวิตนี้มอบให้การเมืองกับครอบครัว

ชีวิตนี้มอบให้การเมืองกับครอบครัว คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย… ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

จากการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 เป็นโอกาสให้นักการเมืองหลายคนสร้างชื่อเสียง เปลี่ยนจาก ส.ส.ธรรมดา เป็น ส.ส.รุ่นใหญ่

          หนึ่งในนั้นคือ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ

อ่านข่าว… ‘เสี่ยแฮงค์-เสี่ยเฮ้ง’ แต่งตัวรอนั่ง รมต.รอบ 2

จาก ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล หลังการเลือกตั้งรอบนั้น “เสี่ยเฮ้ง” กลายเป็นหัวหน้าก๊วนภาคกลางพรรคพลังประชารัฐ มีตำแหน่งเป็นถึงประธาน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ

          จึงไม่แปลกที่ชีวิต “เสี่ยเฮ้ง” จะทุ่มเทให้งานการเมืองที่ทุกอย่างเหมือนเข้าทางไปหมดในตอนนี้

          การประชุมสภาเป็นเรื่องปกติที่ “เสี่ยเฮ้ง” ไม่เคยขาด แต่ถ้าไม่มีประชุมก็จะขลุกอยู่ในพื้นที่ชลบุรี

          เริ่มจากร่วมกินข้าวกับผู้นำท้องถิ่นที่สนิทสนม ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรับทราบปัญหาของพื้นที่ เท่านั้นยังไม่พอหลังกินข้าวเสร็จต้องลงพื้นที่ให้รับรู้ปัญหาตรงๆ จะได้แก้ไขถูกจุด

          ลงพื้นที่เสร็จก็ต้องตีรถกลับมา กทม. เพื่อมาใช้ชีวิตอีกด้านอยู่กับครอบครัว

          “เวลานอกจากการเมืองผมให้ครอบครัวทั้งหมด เพราะเมื่อเราเล่นการเมืองเวลาให้ครอบครัวก็น้อยลง ดังนั้นเวลาที่เหลือจึงมีแต่ครอบครัว ส่วนเรื่องธุรกิจก็ให้ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบ” สุชาติ กล่าว

          ดังนั้นกิจวัตรประจำวันที่ “เสี่ยเฮ้ง” ต้องทำทุกเช้าคือการไปส่งลูกชายวัย 13 ปี และ 9 ขวบ ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร หลังจากนั้นถึงจะทำกิจกรรมอื่นได้

          นอกจากไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกเช้า “เสี่ยเฮ้ง” ยังร่วมทำกิจกรรมกับลูกชาย ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือการเตะฟุตบอล สมกับการเป็นนักฟุตบอลเก่าสังกัดสโมสร “โอสถสภา” จึงแนะนำเทคนิคฟุตบอลให้ลูกได้เป็นอย่างดี
นอกจากเบสิกที่มอบให้แล้ว “เสี่ยเฮ้ง” ยังคอยสอนข้อคิดที่ใช้ในการเล่นกีฬาและปรับใช้ในชีวิตได้ด้วย

          “อย่าคิดว่าเราเก่งแล้วจะพอ เราต้องมีเพื่อนด้วย ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด จังหวะไหนคิดว่าลุยได้ก็ต้องลุยแต่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องส่งต่อให้เพื่อนที่มีโอกาสดีกว่าและที่สำคัญเล่นกีฬาอย่าเกเร เพราะเคยมีคนให้บทเรียนว่า ตอนอยู่ข้างสนามนักบอลที่เกเรจะเป็นคนที่ถูกแฟนบอลด่ามากที่สุด”

          คำสอนของพ่อได้ผล บรรดาลูกๆ ของ “เสี่ยเฮ้ง” ฝีเท้าเข้าตาได้เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนทั้งคู่ ไม่เสียแรงที่พ่อทุ่มเทเวลาให้

          นอกจากการเล่นฟุตบอลแล้ว “เสี่ยเฮ้ง” ยังให้เวลากับครอบครัว ยกกันไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้งสองครั้ง เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะเวลาทั้ง 24 ชั่วโมงจะเป็นของครอบครัวทั้งหมด

          ชีวิตตอนนี้ของ “เสี่ยเฮ้ง” จึงมีแค่การเมืองกับครอบครัว

ในสภาติดอันดับนักอภิปรายดุเด็ด นอกสภาขอเดินทาง 1 ล้านไมล์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/419339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

ในสภาติดอันดับนักอภิปรายดุเด็ด นอกสภาขอเดินทาง 1 ล้านไมล์

ในสภาติดอันดับนักอภิปรายดุเด็ด นอกสภาขอเดินทาง 1 ล้านไมล์

ในสภา..ติดอันดับนักอภิปรายดุเด็ด นอกสภา…ขอเดินทาง 1 ล้านไมล์ คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง โดย..ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

          ลีลาท่าทางการอภิปรายในสภาของ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นที่ติดตาตรึงใจหลายต่อหลายคน เพราะมีลูกดุเด็ดเผ็ดมันเนื้อหาเข้มข้น แถมยังมีหยอดมุกให้คนฟังการอภิปรายไม่เบื่อ

อ่านข่าว-ด่ากันทั้งประเทศ”จิรายุ”จี้นายกฯไว้อาลัยดีกว่าทำมินิฮาร์ท

ถือเป็นนักการเมืองที่มีสีสัน มีแฟนคลับติดตามมากที่สุดคนหนึ่งในสภาตอนนี้

          แต่ชีวิต “จิรายุ” นอกสภาก็มีสีสันไม่แพ้กัน

          หลงใหลในเครื่องยนต์ติดล้อตั้งแต่เด็ก ทำให้ “จิรายุ” ในช่วงแรกเลือกทำงานเป็นนักข่าวสายยานยนต์ ที่ได้ใกล้ชิดรถยนต์

          ในระหว่างอาชีพทำงานข่าวทางรถยนต์ “จี๊ปเชอโรกี” หาอาสาสมัครทดลองขับรถไปเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เจ้าตัวไม่รอช้ากระโดดร่วมทริปทันที แต่ด้วยปัญหาบางอย่างทำให้ไม่สามารถไปถึงมัณฑะเลย์ได้

          จุดนี้เป็นที่มาของแรงบัลดาลใจจะขับรถให้ได้ 1 ล้านไมล์ จนเกิดรายการ “1 ล้านไมล์ไปกับ จิรายุ ห่วงทรัพย์” และจัดทริปเดินทางไกลอยู่ตลอด

          ประทับใจที่สุดคือเส้นทางประเทศไทย-ไซบีเรีย เส้นทางเกือบ 9 พันกิโลเมตร เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เข้าประเทศลาว จีน มองโกเลีย ก่อนเข้าประเทศรัสเซียสู่จุดหมายปลายทางไซบีเรีย

          ทุกวันนี้ผันตัวมาเป็นนักการเมือง แต่ถ้ามีโอกาสก็ยังคงหาเวลาออกทริปขับรถระยะไกลอยู่ ช่วงปิดสมัยประชุมสภาเดือนมีนาคมนี้ “จิรายุ” ก็วางแผนจะเดินทางไป เมืองจางเจียเจี้ย แต่ติดปัญหาไวรัสโคโรนาเลยต้องพับโครงการ

          เสน่ห์ที่ทำให้ “จิรายุ” หลงรักการขับรถยนต์….. “มันมีความอิสระครับเวลาขับรถไปไหนมันเหมือนโลกทั้งโลกวิ่งเข้าหาเรา”

          เมื่อแต่งงานแล้ว ภรรยาก็ชอบในการขับรถเดินทาง มีลูกก็พาขึ้นรถเดินทางไกลไปด้วยตั้งแต่อายุได้ 7 เดือน เรียกได้ว่า…คนรักรถกันทั้งครอบครัว

          จึงไม่แปลกที่ของสะสมของ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” จะเป็นของที่เกี่ยวกับรถยนต์ “มีหมวกที่ได้รับตอนเป็นนักข่าวกว่า 1,000 ใบ มีพวงกุญแจที่ได้จากงานต่างๆ มีรูปถ่ายรถยนต์รุ่นที่เดินทางไปทำข่าวเปิดตัวจำนวนมาก และเวลาไปไหนก็จะหาข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับรถยนต์มาเก็บไว้ เช่นป้ายทะเบียนเก่า ของเหล่านี้มันมีเรื่องราวของตัวมันเองทำให้เวลาเราเห็นมันขึ้นมาจะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์นั้นๆ สิ่งที่จะทำวันนี้คือห้องสะสมนำสิ่งที่มีอยู่เหล่านั้นมาจัดวาง แล้วเอาโต๊ะทำงานไปไว้ในนั้น เวลาทำงานจะได้มีความสุขตลอด”

ตัดมาในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ “จิรายุ” เป็นคนติดบ้าน อยู่บ้านภรรยามักจะทำอาหารประเภทสะเต๊กปลาต่างๆ ให้รับกิน ถ้าออกนอกบ้านก็จะกินเนื้อย่างโพนยางคำซึ่งก็อยู่ใกล้บ้านย่านคลองสามวา เจ้าตัวบอกว่าแถวคลองสามวาอากาศดีเลยไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล

          ส่วนการเลี้ยงลูก จิรายุ มีรหัส 3 อย่างที่ต้องให้ลูกจำคือ
รหัสที่ 1 เวลาเจอหน้ากัน ใครชิงไหว้ได้ก่อนชนะ เพื่อสอนให้ลูกมีสัมมาคารวะ
รหัสที่ 2 เป็นเบอร์โทรของตัวเอง ไปไหนมาไหนเกิดเหตุฉุกเฉินลูกจะได้ไม่ลำบาก
รหัสที่ 3 คือ สุภาษิต อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เพื่อปลูกฟังวิธีใช้ชีวิตให้ลูก

          …….ได้ทำในสิ่งที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตนี้แฮปปี้สุดๆ ครับ

จากนักบอลมาเป็นส.ส.นครศรีฯตั้งเป้าอนาคต ขอนั่งเก้าอี้มท.1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/416103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

จากนักบอลมาเป็นส.ส.นครศรีฯตั้งเป้าอนาคต ขอนั่งเก้าอี้มท.1

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:55 น.
ชัยชนะ เดชเดโช,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 10,604 ครั้ง

จากนักบอลมาเป็นส.ส.นครศรีฯตั้งเป้าอนาคต ขอนั่งเก้าอี้มท.1 คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย…  ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

ชัยชนะ เดชเดโช “ส.ส.แทน” เลือดใหม่แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่อายุ 27 ปี หลังจบคณะรัฐศาสตร์จากรามคำแหง

เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในสนามท้องถิ่น ชิมลางเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ ส.จ.เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ ในปี 2556

ด้วยที่บ้านมีฐานการเมืองอยู่เดิม เป็นลูกของ “วิฑูรย์ เดชเดโช” อดีตนายกอบจ.นครศรีฯ โลดแล่นเรียนรู้งานการเมืองท้องถิ่นจนครบเทอม 6 ปี

ประจวบเหมาะหลัง คสช.ยึดอำนาจและเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้งจนมาลงตัวประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 24 มี.ค. 2562 มีรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี 2560 ที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ลดจำนวนเขตใน จ.นครศรีธรรมราช จาก 9 เขต เหลือ 8 เขต แถมโชคเข้าข้างเมื่อ “ส.ส.น้อย” อภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ ซึ่งเดิมเป็น ส.ส.เขตใน จ.นครศรีฯ ขยับขึ้นเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้มีที่ว่าง

“ส.จ.แทน” ในขณะนั้น จึงลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 6 คลุมพื้นที่ 4 อำเภอคือ ร่อนพิบูลย์ ลานสกา ช้างกลาง และนาบอน แถมชนะเลือกตั้งในเขตดังกล่าวสมชื่อตัว ใส่สูทผูกไทเดินเข้าสภาหินอ่อนเป็น ส.ส.ตัวแทนปวงชนชาวไทยด้วยวัยเพียง 34 ปี ซ้ำยังมีบทบาทที่น่าจับตามองแบบไม่ธรรมดา แม้จะเป็น ส.ส.ใหม่ถอดด้าม ป้ายแดง แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคปชป. ซึ่งเป็นพรรคเขี้ยวลากดิน มอบหมายคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 65 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งไม่ค่อยจะได้เห็นส.ส.ป้ายแดงได้เป็น กมธ.งบประมาณ กันสักเท่าไหร่ แถมยังได้รับเลือกให้เป็นโฆษกประจำคณะกมธ.งบประมาณ 2563 ด้วย ยังพ่วงอีกหนึ่งตำแหน่งคือ รองประธานคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนฯ

“ส.ส.แทน” ที่ใช้ม็อตโต้ประจำตัวว่า “ผู้แทนของเรา คำไหน คำนั้น” เปิดอกคุยแบบไม่กั๊กว่า…เมื่อได้รับโอกาสจากประชาชนคนเมืองคอนเลือกมาเป็น ส.ส.แล้ว จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเมืองระดับชาติ หวังจะเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในภาคหน้า ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาพรรคให้กลับมารุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ให้สมกับที่พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เปรียบดั่งตักศิลาของการเมืองไทย ให้ได้ก่อนแล้วค่อยขยับตั้งฝันว่า ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยให้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตการเมือง

กล้าตั้งเข็มมุ่ง เปิดเผยความใฝ่ฝันตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรก

มาดูไลฟ์สไตล์ของ “ส.ส.แทน” ด้วยรูปร่างสูงใหญ่เกิน 180 ซม.ในวัยเยาว์ เจ้าตัวบอกว่า ชอบกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ เคยเป็นนักบอลทีมจังหวัดนครศรีฯ เดินสายเตะบอลทั้งในภาคใต้และในกีฬาแห่งชาติตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศมาแล้ว และยังเป็น ส.ส.สาย Healthy ที่ชอบลงสมัครวิ่งออกกำลังในรายการมินิมาราธอน หรือฮาล์ฟมาราธอน

และแน่นอนว่า เล่นการเมืองท้องถิ่นในเมืองคอน ต้องมีของดี

“ส.ส.ชัยชนะ หรือ แทน” ก็จัดเป็นหนึ่งในคนเก็บพระ และอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นคอ มีองค์พ่อจตุคามรามเทพ เนื้อขาวพิมพ์กดนำฤกษ์ เหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ ปี 2508 พระกรุเมืองนครฯ นางพญานาคาม เหรียญอาจารย์นำ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง และเหรียญพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง รุ่น 2 ปี 2480

…มีของขลังขึ้นคอ จากเกจิอาจาร์ยทางใต้ล้วนๆ

เจาะใจ “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” อันธพาลกลับใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/415326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

เจาะใจ “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” อันธพาลกลับใจ

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:05 น.
คนในข่าว,ประสิทธิ์ เจียวก๊ก,อันธพาลกลับใจ,นักธุรกิจพันล้า,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 964 ครั้ง

เจาะใจ “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” อันธพาลกลับใจ สู่นักธุรกิจพันล้าน ค้นพบความสำเร็จจากการให้!!

สัปดาห์นี้รายการ “เจาะใจ” โดยพิธีกร“ดู๋-สัญญา คุณากร” เปิดเวทีต้อนรับ “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” ผู้ก่อตั้งสมาคมและประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” , ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด(มหาชน) และบริษัทในเครือ มัณดาวีต์ กรุ๊ป  แขกรับเชิญที่มีชีวิตสุดโลดโผน

  อ่านข่าว : ‘SALISA’ แบรนด์ไทย  ผงาดเวทีโลก

ในอดีตเป็นนักเลงอันธพาลที่สังคมไม่ยอมรับ แต่เมื่อกลับใจได้ก็ต่อสู้ฝ่าฟันจนเป็นเศรษฐีผู้โด่งดังด้านอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดกระบี่ จนชีวิตพลิกผันเป็นหนี้นับพันล้าน ด้วยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เขาก็ผ่านวิกฤตนั้นได้ พร้อมสร้างตัวจนกลายเป็นเศรษฐีระดับพันล้านได้อีกครั้ง ซึ่งเขาค้นพบว่าเงินไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จ เพราะชีวิตมีคุณค่ากว่านั้นถ้าเรารู้จักให้ ด้วยการตัดสินใจนำเงิน 90%ของรายได้คืนกลับสู่สังคมผ่านโครงการดีๆเพื่อช่วยเหลือผู้คนมากมาย

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก เล่าว่า “ผมเกิดและเติบโตที่จ.กระบี่ ซึ่งครอบครัวฐานะยากจน แต่พ่อแม่สอนให้ผมต้องขยัน ไปโรงเรียนถูกเพื่อนแกล้งตลอด ก็กลับมานั่งคิดว่าถ้าเราโดนอยู่แบบนี้ชีวิตไม่รอดแน่ หลังจากนั้นก็กลับไปไม่ยอมใครต่อยเพื่อนที่มาแกล้งจนเขาต้องยอม”

       “ตั้งแต่นั้นผมก็กลายเป็นนักเลงนอกบ้าน การเรียนแย่ลง เกเร เป็นหัวหน้าแก๊งมีวีรกรรมมากมาย จนสังคมไม่ยอมรับ เข้ากรุงเทพมาเรียนต่อและทำงานหาเงินไปด้วยก็ไม่ทิ้งคราบนักเลง มีเรื่องจนเคยเกือบตายมาแล้ว เรียนจบทำงานจากรับจ้างเป็นโฟร์แมน 2ปี ก็เริ่มเป็นนายตัวเองทำรับเหมาก่อสร้าง ในช่วงภาวะฟองสบู่แตก”  ประสิทธิ์ ย้อนอดีต

จากนั้นก็ไปเป็นทหาร และทำบ่อน ปล่อยเงินกู้ ทวงหนี้ ถือว่าช่วงชีวิตตอนนั้นอู้ฟู่ทีเดียว แต่จุดเปลี่ยนคือคำของแม่ที่มักพูดกับผมเสมอว่าไม่จำเป็นต้องรวย แต่ต้องเป็นคนดี ทำให้คิดได้ว่าชีวิตนักเลงนี่มันจะไปถึงไหน สักวันเราอาจไม่รอดตั้งแต่นั้นหลังจากที่ผมโตขึ้น และได้รับโอกาสที่มาจากการให้ช่วยผมล้างหนี้ จนทำให้มีทุกวันนี้ได้

ผมจึงสัญญากับตัวเองและกับฟ้าว่า เราจะเป็นคนดี ทำงานสุจริต ตั้งใจเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับใช้สังคม ก็เริ่มทำอสังหาฯ ที่กระบี่นับแต่นั้นมาชีวิตก็ดีขึ้น จนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เป็นหนี้ 987 ล้านบาท แต่ผมมองว่าวิกฤต สร้างปัญญา ปัญหาสร้างโอกาส ก็ทำหนังสือประนิมหนี้กับทุกธนาคาร มีทรัพย์สินอะไรที่จะช่วยต่อยอดทำเงินได้บ้างก็ทำหมด ใช้ความหน้าเชื่อถือของตัวเองที่สะสมมาเป็นประกันจนท้ายสุดก็ล้างหนี้สำเร็จ

ทำให้ผมค้นพบว่า เมื่อก่อนผมมีความสุขกับการปั๊มเงิน ใช้ชีวิตหรูหรา แล้วคิดว่าคือความสุข แต่ตอนนี้ไม่เลย ผมเข้าใจความหมายคำว่าให้ คือการให้โอกาส เพราะถ้าไม่รู้จักการให้ ผมคงไม่มีวันนี้ เราจึงอยากสร้างประโยชน์อะไรให้สังคม ให้คนอื่นได้บ้างจากเงินหรือจากสิ่งที่เรามี

จึงเกิดโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” ขึ้น ตัวอย่างกิจกรรมต่างๆที่ทำ อาทิ โครงการพัฒนา10หมู่บ้าน ที่กระจายทั่วประเทศ มีเชียงราย , น่าน, กาญจนบุรี,ชัยนาท,โคราช,อุบลราชธานี,สมุทรสงคราม,สงขลา

โครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ เพื่อผู้ยากไร้ตามชายแดนและถิ่นทุรกันดาร โครงการมีเพื่อนเป็นหมอ คือ ทำระบบออนไลน์เป็นแอพฯให้คนไข้ที่อยู่ไกลๆที่เดินทางไปพบหมอที่โรงพยาบาลลำบาก ได้คุยกับหมอในเบื้องต้นได้สะดวก ทำแอพฯM-Help Me Save your lifeที่ช่วยตระหนักรู้ ตระหนักคิด จิตอาสา แจ้งเตือนภัยเรื่องต่างๆ และผมตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่าChange the world ที่อยากให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุขจากการให้ที่ทุกคนเสียสละ

“อยากให้คนทั้งโลกมีจิตสำนึกที่ดีและอยากทำให้คนรู้สึกว่าเงินมันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต และที่สำคัญการช่วยเหลือสังคม คุณก็ไม่ต้องใช้เงินก็ได้ แค่คุณมีแรงคุณก็ช่วยคนอื่นได้”

ติดตามเรื่องราวดีๆนี้ได้ในรายการ“เจาะใจ” วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563เวลา22.00น.ทางช่อง9 MCOT HD

%d bloggers like this: