คนในข่าว

All posts tagged คนในข่าว

‘ฟ้าใส’ กับ 5 สิ่งอะเมซิ่ง คุณค่า ‘จักรวาลใจ’ ไทยแลนด์

Published December 15, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/404365?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘ฟ้าใส’ กับ 5 สิ่งอะเมซิ่ง คุณค่า ‘จักรวาลใจ’ ไทยแลนด์

14 ธันวาคม 2562 – 10:55 น.
มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด,ฟ้าใส ปวีณสุดา,นางงามจักรวาล
เปิดอ่าน 581 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ธ.ค.62

****************************

แน่นอนคนไทยรู้สึกดีใจไปด้วยกับเจ้าของมงกุฏมิสยูนิเวิร์ส 2019 อย่างมิสเซาท์แอฟริกาที่ก็ต้องยอมรับว่าเธอคนนั้นมีความพร้อมมากมายที่จะได้ตำแหน่งนั้น

แต่ยอมรับเถอะว่าลึกๆ แล้วเรายังรู้สึกหน่วงๆ ว่าทำไมถึงไม่ใช่ “ฟ้าใส ปวีณสุดา” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ผู้ซึ่งถึงพร้อมเกือบทุกอย่าง และยังได้รับการฟันธงจากเซียนนางงามมากมายทั้งไทยและเทศว่า คนนี้มาแรง มีลุ้น

ปวีณสุดามงลงที่ไทย

วันนี้มิได้มาพูดให้ต้องรู้สึกเสียดาย แต่พอพูดแล้วความเสียดายก็บังเกิด เพราะเมื่อรวบรวมคุณสมบัติ สรรพคุณ ข้อดี ข้อเด่น หรืออะไรก็ตามแต่จะนิยาม ก็พบว่า “ฟ้าใส ปวีนสุดา” ในวัย 26 เธอแบ่งเวลาชีวิตตรงไหนยังไง ทำไมถึงเป็นอะไรที่อะเมซิ่งได้มากมายขนาดนี้!

และต่อไปนี้คือการรวบรวมสุดยอดข้อดีของเธอ แม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นครีมข้นๆ ของความเป็น “ฟ้าใส ปวีณสุดา” นางงามจักรวาลใจของพวกเรา

1.ฉลาดตอบ

มายาคติของมวลมนุษยชาติ คือคนสวยมักฉลาดน้อย และการเรียกการประกวดนางงามว่า “เวทีขาอ่อน” ก็สะท้อนถึงการดูเบาและเหยียดหยันอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ทุกวันนี้ เวทีประกวดนางงามมีพัฒนาการมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเวทีมิสยูนิเวิร์สที่ว่าสูงสุดแล้ว คำถามของผู้เข้ารอบสุดท้ายคือนาทีที่คนทั่วโลกจับจ้อง

เพราะเมื่อที่สุดแล้ว ความพร้อมของใบหน้าเรือนร่างที่ทุกสาวงามมีมาเท่ากัน จุดตัดสินที่วัดกันจริงๆ ว่าใครควรมงลง ก็เห็นจะเป็นกึ๋นที่แสดงออกมาจากการตอบคำถามให้ได้ภายใน 30 วินาทีนั่นแหละ

สำหรับ “ฟ้าใส” หรือ เจนนิเฟอร์ ปวีณสุดา แซ่ตั่น ดรูอิ้น ผู้ซึ่งมีดีเอ็นเอของคุณพ่อที่เป็นชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส คุณแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ใบหน้าสวยงามหมดจด

ปวีณสุดาตอบคำถาม

แต่ในส่วนของคำถามและคำตอบของเธอที่เราได้รู้กันไปแล้ว กลับมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือคำตอบของเธอได้รับการพูดถึงหลังจากนั้นอย่างกว้างขวางว่า “เหมาะสมแล้ว” อย่างที่เธอเองเพิ่งบอกไปหลังกลับมาถึงเมืองไทยว่า “มันเป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหว” นั่นแหละ

คือแม้จะไม่ฟันธงให้ใครได้สะใจ แต่ในสถานะของสาวงามที่มาจากที่ซึ่งมีบริบททางการเมืองแบบ “ประเทศเรามี” เธอก็ตอบอย่างประนีประนอมมากพอสำหรับคนที่ได้ชื่อว่าจะก้าวไปเป็น “ทูตสันถวไมตรี” มากมายในระดับนานาชาติ

บางทีกรรมการในรอบสุดท้ายอาจลืมมองมุมนี้ไปกระมัง

2.เก่งสุนทรพจน์

รู้ยังว่านอกจากจะสวยปานนางฟ้า การศึกษาดีระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ จากประเทศแคนาดาแล้ว ช่วงวันที่ กันยายน ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศยังได้มอบหมายให้เธอเป็นตัวแทนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี แห่งการก่อตั้งกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา ในระหว่างการจัดงานฉลองครบรอบ 40 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศไทยกับประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะมีขึ้น ณ กระทรวงการต่างประเทศ

ที่งานกล่าวสุนทรพจน์ของปวีณสุดา

วันนั้น “ฟ้าใส” ได้กล่าวถึงความเป็นมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโคลอมเบีย ตลอด 40 ปี และความเชื่อมั่นในอนาคตว่า ทั้งสองประเทศจะมีเป้าหมายร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วิทยาการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และด้านวัฒนธรรม เพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระดับโลกต่อไป

อย่างที่รู้กัน งานระดับชาติขนาดนี้ ผู้ที่จะขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ ไม่ใช่คนธรรมดากาไก่แน่ๆ

3.กล้ากลับมาสู้

ถ้าใครเคยดูหนัง Little Miss Sunshine การเดินทางของสมาชิกครอบครัวฮูเวอร์ คน เพื่อพา “โอลีฟ” ลูกสาวคนเล็กไปประกวด ‘นางงามแห่งแสงตะวัน’ จะรู้ว่าที่สุดแล้วเป้าหมายไม่ใช่ “ชัยชนะ” แต่คือการ “ไม่ยอมแพ้”

สองคำนี้ต่างกันยังไง เชื่อว่าฟ้าใสรู้ดี เพราะเธอนั้นผ่านการประกวดมาแล้วมากมาย “เดินสาย” ทั้งชีวิต

งานเพื่อสังคมก็เอา

แต่ที่ต้องโฟกัส คือเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่เธอเคยเข้าประกวดมาแล้วช่วงปี 2560 ตอนนั้นตั้งใจถึงขนาดที่วางแผนกลับไปเรียนต่อให้จบ และหมายมั่นว่าต้องได้เกียรตินิยม จนเมื่อทำได้แล้วก็เข้าประกวดทันที และก็ทำสำเร็จได้ที่ ส่วนมงไปลงที่ “มารีญา พูลเลิศลาภ” อีกตัวเต็งของคนไทยในเวทีจักรวาล 2017 ปีนั้นเหมือนกัน

ระหว่างนั้น ฟ้าใสก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมิสไทยแลนด์เอิร์ธ 2017 เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวดมิสเอิร์ธ 2017 ไปถึงรอบ คนสุดท้าย ระหว่างนั้นก็ทำงานดีเจจัดรายการวิทยุกีฬาพารวย FM99 ไปด้วย

จนที่สุดเธอก็กลับมา “สานฝัน” ได้สำเร็จสมบูรณ์ในการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 หนนี้อีกครั้ง

สานฝันในที่นี้หลายคนอาจมองว่าการได้ “มงลง” แบบที่นักวิเคราะห์เรียกเธอว่า นางงามกระหายมง” แต่สำหรับฟ้าใส อาจหมายถึงการกล้าที่จะกลับมาแก้ตัวใหม่ เพราะจะมีสักกี่คนที่จะหวนกลับมาเวทีเดิมที่เคยพ่ายแพ้ในเวลาที่ห่างกันเพียงแค่ ปี

4.น่ารักติดดิน

ถ้าคุณอยากรู้จักตัวตนของใคร ให้ไปถามเพื่อนของเขา เรื่องราวความน่ารักของฟ้าใส จากปากคำของบรรดาเพื่อนนางงามด้วยกันปรากฏในโลกโซเชียลมากมาย

เช่น Miss US Virgin Islands ที่เคยเข้าร่วมประกวดมิสเอิร์ธ 2017 กับฟ้าใส และตอนที่ฟ้าใสได้เข้าไปถึงรอบ คนสุดท้ายเธอก็ออกมาโพสต์แสดงความยินดีด้วย และบอกถึงความน่ารัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเป็นกันเองกับเพื่อนๆ ของฟ้าใสไว้มากมาย

อีกมุมน่ารักติดดิน

ส่วนเพื่อนนางงามไทยในเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ก็ได้เล่าประสบการณ์ตอนที่ใช้ชีวิตร่วมกันช่วงเก็บตัวว่า ฟ้าใสเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ คอยช่วยสอนเพื่อนๆ ทั้งการเดิน สอนแต่งหน้า แถมยังช่วยหาชุดราตรีให้เพื่อนที่ยังหาชุดไม่ได้จนสามารถนำมาสวมใส่ขึ้นประกวดได้สำเร็จ ฯลฯ

ที่สำคัญฟ้าใสยังเป็นนางงามที่ใช้ชีวิตติดดินมากๆ แม้จะได้รับรถยนต์จากกองประกวดภายหลังได้รับตำแหน่ง แต่หลายครั้งที่เธอขอนั่งรถเมล์และขนส่งสาธารณะ บอกว่านั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆ สมองปลอดโปร่งดี ส่วนเรือด่วนคลองแสนแสบ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ต้องพูดถึงฟ้าใสลุยมาหมดแล้ว

5.สวยใจบุญ

นอกจากนี้ คงจำกันได้ หลังจากฟ้าใสคว้าตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2019 จากนั้นเธอและเพื่อสาวงามอีก 15 คน ที่เข้าประกวดเวทีเดียวกัน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ We Are One by Fasai Journey #1

โครงการนี้มีคอนเซปต์ว่า “รอยยิ้มสดใสด้วยพลังใจแห่งศิลป์” โดยร่วมมือกับ 50 บุคคลศิลปะจากหลากหลายแขนง ทั้งทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในสังคมและเยาวชนผู้พิการได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ผ่านการเรียนรู้จริงจากกิจกรรมเวิร์กช็อปของโครงการ

We Are One by Fasai Journey #1 ภาพจากเฟซบุ๊ก Chantana AI

ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้เป็นประโยชน์ในการเติมเต็มความฝัน อีกทั้งยังหาเลี้ยงชีพหรือพึ่งพาตนเองได้ต่อไป โดยวันนั้นมีเด็กด้อยโอกาสจำนวน 104 คน จาก โรงเรียน กับ มูลนิธิมาร่วมโครงการ

วันนั้นเธอกล่าวว่า  คำว่าโอกาสนั้นไม่ได้มาง่ายๆ ฟ้าใสอยากที่จะให้โอกาสกับเด็กที่ด้อยโอกาส เพราะคิดว่าโอกาสที่เขาจะสามารถทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ ทำในสิ่งที่เขาฝัน หรือสิ่งที่เขาอยากต่อยอดไปเป็นอาชีพในอนาคต

ปวีณสุดารักเด็ก

คงไม่แปลกใจใช่ไหมว่าทำไมฟ้าใสถึงสวยใจบุญกับเด็กๆ ได้ขนาดนี้ แอบกระซิบดังๆ ว่าเพราะเธอมี “พี่ปุ๋ยรักเด็ก” หรือ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เป็นไอดอลยังไงล่ะ

ถอนหายใจว่าสวยเด่นอะเมซิ่งขนาดนี้แล้ว วันนี้ไทยแลนด์ “มงโลกรอบ 3” ยังไม่ลงก็คงต้องปล่อยไป แต่ที่แน่ๆ สายสะพายตรา “ไทยแลนด์” บนเวทีนี้ ดูแล้วแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จับตามองได้เลย ไม่นานมีเฮ

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

Published December 12, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/404025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

12 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
สัมผัสเสี้ยวชีวิต,ดตวิไล ธนวิภาศรี,โรงเรียนในฝัน,ครูตชด
เปิดอ่าน 904 ครั้ง

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ครูผึ้ง ‘ด.ต.วิไล ธนวิภาศรี ‘ ครูตชด. ผู้ประสานความร่วมมือร่วมใจในชุมชน ช่วยกันถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่นให้เกิดขึ้นจริง..

รอยยิ้ม… ท่าทีร่าเริงเป็นมิตรของเด็กๆ และความตั้งใจมาเรียนจนอัตราการขาดเรียนด้วยสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การลาป่วยมีตัวเลขเป็นศูนย์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เห็นได้จากโรงเรียนในสังกัด“กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน” (ตชด.)บ้านห้วยสลุง อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

 อ่านข่าว :  เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน

สิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแต่เป็นความเสร็จในการจัดการที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของครู นักเรียน ผู้ปกครองและทุกๆ คน ในโรงเรียนแห่งนี้ ที่ค่อยๆ ถักทอภาพของโรงเรียนในฝันขึ้นมาร่วมกัน

                            ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี 

แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นยาก หากขาดหัวเรือหลักอย่าง “ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี” ครูใหญ่โรงเรียน ตชด. บ้านห้วยสลุง คอยกำกับทิศทาง

ด.ต.หญิง วิไล หรือครูผึ้งของเด็กนักเรียนโรงเรียนตชด.บ้านห้วยสลุงเล่าว่า เหตุผลสำคัญของการทำงานได้อย่างเข้าใจธรรมชาติของเด็กในพื้นที่และชุมชน นั้นมาจากการเป็นคนในพื้นที่ เป็นครูตชด.ที่ได้กลับมาทำงานในบ้านเกิดตัวเอง

   “สมัยก่อนที่บ้านและที่โรงเรียนเป็นพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร ไม่มีหน่วยจัดการศึกษาที่ไหนเข้าไปจัดให้ มีแต่โรงเรียน ตชด.เข้ามาจัดการศึกษาให้ มีห้องเรียนป.1ถึง ป.4เรียนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียน คือจบป.4ก็ไปเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านห่างจากหมู่บ้านประมาณ2กิโลเมตรเป็นโรงเรียนในสังกัดของสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เพื่อเรียนต่อ ป.5 และ ป.6″ ด.ต.หญิง วิไล ย้อนอดีต              

               ด.ต.หญิง วิไล   เล่าอีกว่า  การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ตชด.ในสมัยนั้นเป็นการจัดตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  มีครู ตชด. เข้ามาเป็นผู้สอน สมัยนั้น ทั้งโรงเรียนมีครูประมาณ 4 คน การเรียนการสอน เน้นให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้เป็นส่วนใหญ่ไม่มีวิชาการ หรือการสอบประเมินมากมายเหมือนสมัยนี้โครงการอาหารกลางวันก็ไม่มี เมื่อก่อนนาน ๆ ก็จะมีเขามาเลี้ยงสักทีหนึ่งเพราะเมื่อก่อนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจะเน้นให้นักเรียนได้อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว ไม่มีอะไรประเมินมากมายเหมือนสมัยนี้

              “สมัยนั้นยังไม่มีโครงการอาหารกลางวันนักเรียนต้องเดินกลับไปทานข้าวที่บ้านเอง หรือหอใบไม้ใส่กล่องมากิน ส่วนใหญ่เป็นอาหารง่ายๆ ข้าวกับน้ำพริก แต่บางอาทิตย์ หรือบางเดือนจะมีคณะผู้ใหญ่ใจดีเดินทางจากในเมืองเข้ามาเลี้ยงอาหารกลางวันได้กินอาหารดีๆหรือบางครั้งครูก็ทำอาหารกลางวันเลี้ยงพวกเรา” ครูใหญ่โรงเรียนบ้านห้วยสลุงเล่าถึงช่วงชีวิตวัยเรียนของตัวเอง

หลังจากเรียนจบชั้นม.6 ด.ต.วิไล ทราบจากข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการคุรุทายาทของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งประกาศรับศิษย์เก่าที่จบชั้นสูงสุดจากโรงเรียน ตชด. จึงลองไปสอบแข่งขันเป็นตำรวจชั้นประทวน เมื่อสอบได้ตามที่ประกาศ ก็เข้าเรียนและฝึกเป็นภาคสนามของ ตชด.3เดือน จากนั้นก็ฝึกความสามารถครูอีก6เดือนก็ได้บรรจุเป็นครูตชด.กลับมาสอนที่บ้านเกิด

ครูผึ้งเล่าว่า โรงเรียนปัจจุบันที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้าที่เป็นครูใหญ่เป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากความต้องการของคนในชุมชนประชาชนในพื้นที่บ้านห้วยสลุง หมู่8ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอที่อพยพมาจากพื้นที่ดอยสูงมาตั้งรกรากในพื้นที่ ยึดอาชีพรับจ้างมีฐานะยากจน ลูกหลานในพื้นที่ไม่มีโรงเรียน

เดิมนักเรียนในหมู่บ้านต้องเดินทางไปเรียน ที่โรงเรียนบ้านทุ่งมะขามป้อมซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4.2 กิโลเมตรชาวชุมชนบ้านห้วยสลุงจึงดำเนิการขอจัดตั้งโรงเรียนในชุมชนไปยังกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่34 ให้จัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยสลุง เปิดทำการเรียนการสอนเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2560

โดยในส่วนของอาคารเรียนที่เห็นในปัจจุบัน มาจากการขอความอนุเคราะห์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จนได้รับการจัดสรรคงบประมาณให้และใช้แรงงานก่อสร้างจากนักศึกษาจิตอาสาช่วยเหลือสังคมจาก3สถาบัน คือมทร.ธัญบุรีมทร.ล้านนา และมทร.สุวรรณภูมิ ใช้เวลาสร้างอาคารหลักของโรงเรียน3หลัง ประกอบด้วยอาคารราชมงคลเฉลิมพระเกียรติหลังที่ 47,48,49 ทั้งหมด ในเวลา 35 วัน            

         “สภาพของชุมชนและโรงเรียนในปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อสมัยก่อน เพราะว่าการคมนาคมสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น โรงเรียนใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบ โรงเรียนตชด. ให้เด็กได้ศึกษาทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติเน้นให้เด็กได้ลงมือทำปลูกผักกิน เลี้ยงไก่ หมู ปลาตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆส่วนหนึ่งที่เด็กมาโรงเรียนเกือบ100 %ก็เนื่องจากผู้ปกครองรุ่นปัจุบัน เริ่มมีการศึกษาเห็นความสำคัญของการเรียน คนสมัยก่อนไม่ได้เรียนหนังสือ ด้วยคุณภาพชีวิต ด้วยความยากจน เขาอาจจะต้องพาเด็ก ๆ ไปช่วยทำไร่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว”ด.ต.หญิง วิไลเล่าถึงความเป็นไปในปัจจุบัน

ครูผึ้งเล่าด้วยว่า ความสำเร็จของตัวเองซึ่งเป็นนักเรียนที่จบจากโรงเรียน ตชด.ไปเรียนต่อในเมืองจนจบแล้วได้รับโอกาสให้กลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่มีส่วนช่วยชักจูงจิตใจให้เด็ก ๆ อยากมาเรียนในโรงเรียน

        “เมื่อเขาเห็นเราเขาก็จะเห็นว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีได้จากความตั้งใจเรียน ซึ่งโรงเรียน ตชด.ให้ได้ทั้งการศึกษา ให้ทักษะชีวิตที่ผ่านมาเคยไปติดตามนักเรียนที่ขาดเรียนถึงบ้านว่าเป็นเพราะอะไรทำไมขาดเรียนส่วนมากเด็กที่ไม่มาเรียนจะเกิดจากปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วย ไม่สบายเท่านั้น พวกที่โดดเรียนไม่มาเรียนเลย ที่นี่ไม่มีค่ะเด็กมาเรียนเพราะมาแล้วมีความสุข”  ด.ต.วิไล กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวถึงกรณีของครูใหญ่โรงเรียนตชด.บ้านห้วยสลุง สอดคล้องกับแนวคิด โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในการ สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจนด้อยโอกาสจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 20 แรกของประเทศในพื้นที่ห่างไกลที่อยากเป็นครูได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และกลับมาเป็นครูในโรงเรียนท้องถิ่นของตน ด้วยการสนับสนุนทุนให้แก่นักศึกษา รุ่นละ 300 ทุนทั้งหมด 5 รุ่น รวม 1,500 ทุน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

 “อยากให้ครูรุ่นใหม่ตามโครงการของเรา มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เพราะว่า ปัญหาบางอย่าง ที่ครู ตชด. ท่านนี้เคยเจอ เคยแก้ไขจนสำเร็จ หรือเทคนิคการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบางเรื่องได้มาจากประสบการณ์ของคนที่มีทักษาะรู้จักธรรมชาติ ลักาณะพาะของท้องถิ่น และเป็นเรื่องที่การสอนทฤษฏีตอบโจทย์ไม่ได้

          ผู้ที่จะมาเป็นครูรุ่นใหม่ ควรได้เรียนรู้จากครูท่านนี้ เป็นวิธีที่คิดที่ได้จากความรู้พื้นฐานในท้องถิ่นมาช่วยผลักดันให้เกิดองค์ความรู้จากฐานความรู้ที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่  เด็กชาติพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรมแตกต่าง แต่ละที่บริบทการเรียนบางเรื่องต่างกัน  โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงตั้งเป้าหมายที่จะเติมเต็มเรื่องนี้ให้เด็ก ให้นักเรียนทุนของเราได้ตระหนักว่า การได้อยู่ในพื้นที่จริง ได้ทำอะไรในเชิงปฏิบัติ นำไปสู่การมีโอกาสในการศึกษาเรื่องต่างๆ เพิ่มจากตำราในมุมของเอง สร้างองค์ความรู้ของท้องถิ่น และกลับมาเป็นครูในบ้านเกิดตัวเอง กลับมาถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นๆ มองเห็นความสำคัญของการช่วยกันดูแล พัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูฯ กศส. กล่าว

‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

Published December 7, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/403189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

7 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
เพนกวิน,วิ่งไล่ลุง,สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย สนท,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,เจาะประเด็นร้อน,คนในข่าว
เปิดอ่าน 1,106 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค.62

*******************************

อีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2563 เม้าท์กันมาว่ามาถูกที่ถูกเวลา มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์มากมาย ไม่เช่นนั้นกองเชียร์อีกฝ่ายคงไม่ร้อนรน จนต้องออกมาประกาศว่าจะจัดอีเวนท์ชนในวันเดียวกัน ชื่อว่า “วิ่งตามลุง”

ส่วนว่าใครจะวิ่งไล่ ใครจะวิ่งตามใครยังไง วันนี้พื้่นที่นี้ขอยกให้กับสองหนุ่มต้นคิดวิ่งไล่ลุงอย่าง “บอล” และ “เพนกวิน” กันสักนิด

โลโก้ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เอาน่า…แม้โลโก้จะก๊อปเขามา จนค่ายขนมหวานแดนซามูไรต้องออกมาสะกิด ทำให้ต้องเปลี่ยนโลโก้ หรือใครบอกว่าคลับคล้ายคลับคลากลุ่มนัดเดินต้านเขื่อน แล้วกลายร่างเป็นม็อบไล่ปู

แต่บอลและเพนกวินก็นับเป็นอีกสีสันมันๆ ในกระแสการเมืองไทย ขณะที่ในสภาวุ่นวายคล้ายละคร ด้านนอกสภา ทีมงาน “คนไม่เอาลุง” ก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

อย่างวิ่งไล่ลุง ใครๆ ก็มองออกว่าเกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับการที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

และบอลกับเพนกวินก็ไม่ใช่คนอื่นไกลกันเลยกับพรรคสีส้ม

ชื่อบอลและเพนกวิน

คนหนึ่งชื่อ บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย อีกคน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ สองคนนี้แท็กทีมกันออกแบบอีเวนท์ต้าน คสช.หรือเผด็จการทหารมาแต่ปี 2559 ทั้งคู่เป็นแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่นานมานี้

ฝ่ายบอลนั้นเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะลาออกเพื่อประท้วงกรณีกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางรายไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ซึ่งบอลรับไม่ได้ ระบุนี่คือพฤติกรรมไม่โปร่งใสของกรรมการหลายท่านเหล่านั้น

“บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย 

มาวันนี้บอลเป็น ประธานยุทธศาสตร์ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)

ส่วน “เพนกวิน” พริษฐ์ เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษามาตั้งแต่ยังขาสั้นคอซอง โดยเป็นเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท (มีนาคม 2558 ถึง 13 มิถุนายน 2559) ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.5  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน คือคนที่เคยชูป้ายข้อความว่า “สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง #จากใจนักเรียนถึงลุงตู่” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลงานความก้าวหน้าของรัฐบาลในการปฏิรูปการแก้ทุจริตคอร์รัปชัน” เนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

เพนกวินเคยเคลื่อนไหวในประเด็นด้านการศึกษาหลายครั้ง จนกระทั่งสไตล์ของเพนกวินได้เติบโตขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในรั้ว มธ. มาเป็นสิงห์แดง รุ่น 69 เปิดหน้าทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มตัว

ยุทธศาสตร์ สนท.

ช่วงปี 2561 เพนกวินและบอลร่วมกันรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.) ขึ้น

“เพนกวิน” บอกว่าการจัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมร่วมกัน และมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นสังคมและการเมือง

เนื่องจากประเทศไทยยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม สนท.จึงต้องจัดกิจกรรมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเพื่อนนักเรียน นิสิตนักศึกษาต่างสถาบันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

ส่วนวาระทางการเมือง คงจำกันได้ว่าที่สุดแล้ว สนท. ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่ามีจุดยืนต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ทุกวิถีทาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 หลังการเมืองไทยชัดเจนว่าคนไทยได้นายกฯ ชื่อประยุทธ์ อีกครั้งแน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ดี การทำกิจกรรมของ สนท. ออกแนว เชิงสัญลักษณ์” คนหลายคนวิจารณ์ว่าไร้พลังเมื่อเทียบกับ “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) ที่เคยเกิดขึ้นช่วงปี 2527 จากบริบทบ้านเมืองที่คล้ายๆ กันนี้

เพราะในขณะที่ สนนท.ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากการเคลื่อนไหวช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ สนท.ของบอลและเพนกวินกลับดูหน่อมแน้มไปหน่อย

อย่างไรก็ดี แม้จะถูกมองเช่นนั้น แต่ที่ผ่านมาบอลและเพนกวิน พร้อมทีมงานก็ยังคงรวมพลังกันออกแคมเปญมากมายไม่ขาดสาย

มุมหนึ่งอาจเพราะโลกเปลี่ยนไปอยู่ในมือถือ การเคลื่อนไหวของ สนท. ที่ออกมาเชิงสัญลักษณ์ก็คงเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้ด้วย ดังจะเห็นว่ากิจกรรมของ สนท. จึงค่อนข้างได้รับเสียงตอบรับในโลกโซเชียลและคนรุ่นใหม่

ในกระแสสัญลักษณ์

ไทม์ไลน์กิจกรรมของพวกเขา ไม่ครบแต่เรียงลำดับตามช่วงเวลา เช่น สิงหาคม 2561 สนท.กว่า 10 คน ถือป้ายข้อความว่า หยุด! ควบคุมเสรีภาพ นักเรียน นักศึกษา” อันเป็นแคมเปญที่คัดค้านร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้นช่วงพฤศจิกายน 2561 จัดกิจกรรม เดินคารวะนักศึกษา” เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ สนท. โดยสมัครเป็นสมาชิกโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกแต่ประการใด

ช่วงต้นปี 2562 ในกระแสการเลื่อนไม่เลื่อนเลือกตั้ง “เพนกวิน” พริษฐ์ และตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยื่นหนังสือเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมและกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

แต่นอกเหนือจากจดหมายเปิดผนึกยังมีกระดาษเอสี่ที่มีข้อความว่า “เลื่อนแม่มึงสิ” พับเป็นจรวดเพื่อร่อนเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลประมาณเกือบ 20 แผ่น พร้อมตะโกนว่า “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

ทั้งนี้ แฮชแท็ก #เลื่อนแม่มึงสิ ไม่มีใครทราบว่าใครทำคนแรก แต่ก็ติดอันดับ 1 เทรนด์โลกทวิตเตอร์ หลังแนวโน้มไทยเลื่อนเลือกตั้ง

จากนั้นช่วงต้นเดือนมีนาคม ออกแคมเปญ “ยุทธศาสตร์เรา คนรุ่นใหม่ออกแบบอนาคต” โดยให้ลูกเพจคอมเมนต์ยุทธศาสตร์ในฝันที่อยากให้มันเกิดขึ้นจริง

หลังเลือกตั้งช่วงเมษายน 2562 ยังตามมาด้วยแคมเปญ #กกต.ต้องติดคุก ชวนเพื่อนนักเรียนนักศึกษาร่วมฟ้อง กกต. ม.157 ที่มองว่า กกต. ุมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ต้องดูแลกัน

กิจกรรมของ สนท. มองไปก็สอดคล้อง เออ อวย กับการเคลื่อนไหว และจุดยืนของพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ที่กำลังมาแรงในคนไทยและกลุ่มคนรุ่นใหม่

เพราะถัดจากนั้น ราวกรกฎาคม 2562 สนท.ยังออกแคมเปญต่างๆ อีกเช่นร่วมกันสวมชุดดำชู 3 นิ้ว และนำพวงหรีดข้อความ ไว้อาลัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จากเหตุคนรุมทำร้ายจ่านิว หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ช่วงตุลาคมที่ผ่านมา สนท.ก็จัดกิจกรรมครบรอบ 46 ปี 14 ตุลา โดยชูป้ายผ้า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์สูงสุดของนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ในเหตุการณ์ดังกล่าว

กระทั่งมาถึงแคมเปญล่าสุด “วิ่งไล่ลุง” ที่ชัดเจนว่าจังหวะเดียวกับที่ “พ่อฟ้า ธนาธร” ลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

จริงๆ มุมหนึ่งก็ไม่แปลก เพราะธนาธรก็นับเป็นรุ่นพี่ที่ธรรมศาสตร์  และเคยเป็นแกนนำ สนนท. ช่วงปี 2543 ว่ากันว่าหากรุ่นพี่จะสอนรุ่นน้อง สนท. จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็เป็นธรรมดา

ขณะเดียวกัน กลุ่มการเมืองอื่นๆ ของนักศึกษาที่วิ่งเส้นทางเดียวกันกับกลุ่มเพนกวินและบอล อย่าง “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ก็นำโดย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคส้มนั่นแหละ

ทีนี้ไม่ว่าใครจะแตกออกไปเป็น “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” หรืออะไร ก็ล้วนแต่เป็นแนวร่วมเดียวกันหมดที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการ ไล่ลุง”

แต่ “ลุง” ในความหมายของพวกเขาก็คือสิ่งที่ทำให้ประเทศตกต่ำ ย่ำแย่ ถดถอย และล้าหลัง ดังนั้นกิจกรรมนี้ก็คือการขับไล่สิ่งที่เป็นภาระ ตัวถ่วง และฉุดความเจริญของประเทศ

แล้วคนมีอุดมการณ์เดียวกันจะไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันได้ยังไง

ถึงคิว ‘เสี่ยคึก’ ชีวิตเพื่อพรรค หัวใจเพื่อ ‘มาร์ค’

Published November 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/401874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ถึงคิว ‘เสี่ยคึก’ ชีวิตเพื่อพรรค หัวใจเพื่อ ‘มาร์ค’

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
เทพไท เสนพงศ์,พรรประชาธิปัตย์,กมธ,มาตรา 44,ยกเลิกมาตรา 44,สภาล่ม,ประชุมสภาฯ
เปิดอ่าน 2,152 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึ ฉบับวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.62

*****************************

มาแล้วๆ เสี่ยคึก เทพไท เสนพงศ์” ได้เวลาออกโรง

กับความเคลื่อนไหวของเขาช่วงหลังไม่ว่าจะในฐานะ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่คนในพื้นที่ยอมรับนับถือ หรือภาพของการเป็น “องครักษ์พิทักษ์มาร์ค” ที่ใครว่าหน่อมแน้ม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่าไม่ได้มั่ว

อย่างมติพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 26 พฤศจิกายน ไม่เสนอชื่ออดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปลุ้นเก้าอี้ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แต่กลับมีชื่อของ “เทพไท เสนพงศ์” คนสนิทเข้าไปนั่งเป็น ใน 4 ขุนพลพรรคสีฟ้าแทน

งานนี้ ผู้บริหารพรรคอ้างว่าที่เป็น “เทพไท” ก็เพราะเจ้าตัวเป็นผู้เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

และที่ไม่มี “อภิสิทธิ์” ก็เพราะไม่มีหลักประกันว่าชื่อนี้จะได้เป็นประธานกรรมาธิการ ตามที่วางไว้หรือไม่

แม้เหตุผลนี้หลายคนฟังแล้วแหม่งๆ แต่วันนี้พอการเมืองกำลังร้อนแรงในหลากหลายประเด็น ก็เหมือนถึงเวลาที่เวทีกำลังจะเป็นของ “เสี่ยคึก” คนนี้อย่างที่เห็น!

คนคอนศรี

หลังจากที่เหมือนหลบมุมรอตั้งหลัก เมื่อลูกพี่มาร์คถอนตัวจากการเป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แล้วไปเดินหล่อเดี่ยวไมโครโฟนอยู่ตามสถาบันต่างๆ

วันนี้ เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช แม้เหมือนมาเป็นตัวแทนคนหน้าหล่อ (เพราะเขานั้นคือคนที่เสนอชื่อพี่มาร์คเข้ามาเอง) กับบทบาทที่กำลังจะได้รับใน กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โลกคงสว่างสดใสขึ้นสำหรับเขา

ไม่งั้นคงไม่ลุกขึ้นมาโพสต์เฟซบุ๊กในวันเดียวกับที่มติพรรคออก ท่วงทำนองซาบซึ้ง-กตัญญู กับสถาบันที่สร้างเขามาอย่างพรรคสีฟ้าแห่งนี้

“ผมคนหนึ่ง ยังคงยืนยันที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะผมเกิดทางการเมืองที่นี่ ถ้าจะยุติบทบาททางการเมืองก็จะจบชีวิตทางการเมืองที่นี่เท่านั้น”

“ผมคนหนึ่งที่พรรคไม่ได้ให้โอกาส และไม่ได้มีบทบาทอะไรในพรรคเลย ไม่ว่าตำแหน่งทางการบริหาร คณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดต่างๆ ผมมีแต่คำว่า ส.ส.ติดตัวเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น แต่ผมก็ยังสู้ สู้เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ สู้เพื่อประชาชน สู้เพื่อประเทศชาติต่อไป”

เช็คไทม์ไลน์ เทพไทอาจโพสต์ก่อนมติออกช่วงบ่ายๆ แต่เรื่องในบ้านตัวเอง ทำไมสมาชิกจะไม่รู้ผลก่อนล่วงหน้า

ที่สุดจาก ส.ส.สมัยแรกในปี 2548 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่่ลงแทน “ตรีพล เจาะจิต” ในเขตเลือกตั้งที่ 6 นครศรีฯ และร่วมต่อสู้ทางการเมืองกับเพื่อนๆ ชาวประชาธิปัตย์ในทุกสถานการณ์ ทุกบทบาท แล้วแต่จะนิยาม

เสี่ยคึก คน อ.เชียรใหญ่ เมืองหนมจีนน้ำบูดูในวันนี้ จึงเหมือนอัศวินที่เพิ่งได้รับดาบจากมือผู้นำให้ไปสู้ศึกยังไงยังงั้น

ลูกพี่ ชื่อ “มาร์ค”

พูดก็พูดไป ถึงชื่ออดีตนายกฯ มาร์ค ไม่โผล่ในมติพรรค เพื่อไปลุ้นเก้าอี้ประธาน กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หลายคนก็มองว่าดีแล้วไม่เปลืองตัว

ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ฝ่ายค้านมองว่าชื่อ กมธ.ที่โผล่มาในตอนนี้ซึ่งถูกเปิดเผยจากฝั่งรัฐบาล ดูแล้วเหมือนมีเจตนาที่จะดึงเกมหรือแก้เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปอีกมากกว่า ?

แต่งานนี้เสี่ยคึก ก็ยังไม่หยุดที่จะเดินหน้าอวยต่อไป ยังคงโพสต์เฟซบุ๊กช่วงเย็นวันเดียวกันทันที ทำนองว่า คนอย่างอภิสิทธิ์มีดีกว่าที่ผู้ใหญ่ในพรรคประเมินไว้

“ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนรู้จักกัน ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน หรือขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัวมาก่อน ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน ก็ได้ทักทาย คุยกันตามปกติ เพราะในอดีตที่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์มาก่อน ตอนเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือ นปช.เมื่อปี 2553”

หรือบางทีก็ไม่อะไรมากมาย อาจแต่ต้องการย้ำซ้ำๆ ไปยังมิตรรักแฟนมาร์ค แม่ยกแฟนเพลง ว่าไม่ว่าจะยังไง คนคนนี้ก็จะยังคงยืนเคียงข้าง หน.มาร์คต่อไป เฉกเช่นที่เคยทำมาตลอด

ที่ผ่านมาคนไทยคงเคยเห็นภาพข่าว ไม่ว่ามาร์คไปไหน คึกก็ไปด้วย มากไปกว่ากางร่มบังฝนให้ก็คงเป็นขุนพลพิทักษ์ในกระแสการเมือง

เราเคยเห็นเทพไท ในฐานะโฆษกส่วนตัวของหัวหน้าพรรคชื่ออภิสิทธิ์ พอฟ้าบันดาล พี่มาร์คได้นั่งนายกฯ เสี่ยคึกก็ได้เป็นโฆษกนายกรัฐมนตรี ตอบโต้กับฝ่ายค้านได้ภาพลักษณ์องครักษ์พิทักษ์ “มาร์ค” มาครอง

หรือไม่ว่ามีประเด็นทางการเมืองอะไรออกมาถล่มไปที่อภิสิทธิ์ จะเห็นเสี่ยคึกคนนี้ ออกมาโต้ตอบ แก้ต่าง ชี้แจง ทุกครั้ง

และสายสัมพันธ์เหนียวแน่นนี้ ไม่ใช่รักข้างเดียว เพราะฟากคนหน้าหล่อก็รู้ดี ต่อให้ยุ่งเหนื่อยแค่ไหน เมื่อถึงคราฟุตซอลประเพณี เทพไทคัพ” ที่บ้านเกิดคนชื่อคึก เสียมาร์คก็เร็วรี่ไปร่วมงานแบบทุ่มสุดตัวด้วยเหมือนกัน

มากมายเอฟซี

ถ้าใครจะแซวเสี่ยคึกว่าเป็น เจ้าพ่อร้อยงาน” ผู้ช่ำชองการลงพื้นที่เม้าท์มอยกับชาวบ้าน ร่วมงานทั้งงานบวช งานบุญ งานประเพณี ฯลฯ

แต่ในสนามออนไลน์ เสี่ยคึกก็คือตัวจริงที่ต้องยกให้เป็น “เจ้าพ่อร้อยโพสต์” เฟซบุ๊กแฟนเพจ “เทพไท เสนพงศ์” เจ้าตัวใช้พื้นที่นี้อย่างคุ้มค่า และคุ้มแรงเชียร์ที่คนเขต 3 นครศรีฯ (อ.พระพรหม, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ชะอวด อ.จุฬาภรณ์) กาเลือกมาให้

ล่าสุดกับการ facebook live ที่ตลาดนัดเขาลำปะ อ.ชะอวด สำรวจเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนที่กำลังย่ำแย่ เอฟซีเข้าไปกดไลค์กดแชร์พอได้

วันนั้นเทพไทถึงกับชี้เป้าว่ามาจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ว่าแล้วจึงเสนอให้มีการปรับปรุงทีมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ !

ลีลา facebook live ที่ตลาดนัดเขาลำปะ อ.ชะอวด

อย่างช่วงนี้เมื่อเรื่องของการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังร้อนแรง เจ้าตัวพอเชียร์หัวหน้ามาร์คเสร็จ ก็ออกตัวแรงในฐานะว่าที่ กมธ.หนึ่งบ้าง

“ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคมีความจริงใจในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พาดพิงหรือเฉพาะเจาะจงไปถึงพรรคพลังประชารัฐพรรคเดียว แต่เป็นการเรียกร้องหาความจริงใจจากทุกพรรคและทุกภาคส่วน”

“เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมารับลูกแทนรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ และประกาศยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีการแก้ไขอย่างแน่นอน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ก็ขอให้สังคมจดจำและบันทึกไว้เพราะถือว่าเป็นการให้สัญญาประชาคมต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้ว ขอให้ พล.อ.ประวิตร ได้รักษาคำพูดและผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นจริงตามที่ประกาศไว้”

ภาพลักษณ์ของอาสาคนรักประชาธิปไตยโผล่เป็นแสงวิบวับท่วมตัวเลยทีเดียว

เสรีปชป.?

ฟอร์มสดเที่ยวล่าของเสี่ยคึกที่ทำเอากองเชียร์ร้องว้าว! คือการที่เขาและส.ส.รวม 6 คนไปโหวตข้างเดียวกับฝ่ายค้าน งานนี้บางคนจะเรียกงูเห่าสีฟ้า หรือไม่ ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ หลายคนก็อาจให้ฉายาว่าเป็น 6 ส.ส.ผู้กล้าเลยก็ได้

สภาฯ ล่ม

สำหรับมติที่ 6 ส.ส.ไปโหวตหนุนฝ่ายค้านก็คือญัตติด่วนเรื่องการให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44

ซึ่งผลออกมาช่วงดึกของวันที่ 27 พฤศจิกายน ทำเอาฝ่ายค้านในห้องประชุมเฮลั่น พลิกล็อกไปเห็นชอบให้ตั้งกมธ.ด้วยคะแนน 236 ต่อ 231 งดออกเสียง 2

แต่คืนนั้นก็เกิดความวุ่นวายที่ฝ่ายค้านประท้วงการที่ฝ่ายวิปรัฐบาลขอให้มีการนับคะแนนใหม่ จนต้องมีการพักการประชุมออกไป พอถึงเช้ามาเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ เพราะสภาล่มไปเสียก่อน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากฝ่ายค้านยังคงประท้วงที่จะให้มีการนับคะแนนใหม่

สีสันฝ่ายค้านในวันสภาฯ ล่ม

แต่นาทีนี้สำหรับคนไทยเห็นจะสนใจไปที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าว่าเป็นใคร คำตอบคือ สาทิตย์ วงศ์หนองเตยอันวาร์ สาและกันตวรรณ ตันเถียรชัยวุฒิ บรรณวัฒน์พนิต วิกิตเศรษฐ์ และ เทพไท เสนพงศ์ พระเอกของเราวันนี้ ดูหน้าแล้วก็กองทัพพี่มาร์คนั่นแหละ!

แน่นอนมุมหนึ่งเหตุผลฟังไม่ยาก เพราะญัตตินี้เป็นข้อเสนอของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องโหวตเห็นด้วย

และเทพไทเองก็ออกมาระบุว่าให้ทำความเข้าใจใหม่ว่านี่ไม่ใช่การโหวต “สวนมติ” ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเห็นด้วยกับญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะเนื้อหาของศิษย์ค่ายฟ้า ไม่เหมือนญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตรงที่ของพรรคปชป. ต้องการให้มี กมธ.มาเจาะหมดทุกคณะปฏิวัติ ไม่ใช่เพียงแค่ คสช. เท่านั้น

จริง หรือเกือบจริงแค่ไหน ไม่รู้ แต่งานใหญ่หนนี้ของเทพไทยและเดอะแก๊ง น่าจะตั้งชื่อ 6 ส.ส. ว่า “เสรี ปชป.” ที่ทำให้สถานะของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะลงยังไงก็ไม่เสียสักทาง

แถมเสี่ยคึกเองยังได้ภาพ ทำเพื่อชาติและประชาชนอีกด้วย หลังสภาล่มติดกัน 2 วัน ล่าสุดยังออกมาสอนมวยเพื่อนร่วมสภาฯ ว่า

โดยหลักการแล้วองค์ประชุมของสภา เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ แต่ภาพลักษณ์ของสภาเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันด้วย”

“ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้การทำงานของสภาเดินหน้าไปได้ อยากเสนอทั้ง2ฝ่ายต้องลดทิฐิ ถอยกันคนละก้าว เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ฝ่ายรัฐบาลก็ควรถอนญัตติ เรื่องการนับคะแนนใหม่ ฝ่ายค้านก็ต้องให้ความร่วมมือ เข้าร่วมประชุมสภาเพื่อให้องค์ประชุมของสภาครบตามข้อบังคับ”

ผมหล่อมั้ยค้าบนายหัวมาร์ค

ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ ‘สิงห์ศึก สิงห์ไพร’

Published November 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/400559?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ ‘สิงห์ศึก สิงห์ไพร’

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 15:45 น.
พลอสิงห์ศึก​ สิงห์ไพร,เพื่อนพลเอกประยุทธ์,ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง,สวเส้นใหญ่
เปิดอ่าน 751 ครั้ง

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ “สิงห์ศึก สิงห์ไพร” ผมไม่ตั้งใจมาเป็น “นักการเมือง”… โดย ขนิษฐา เทพจร

 “ผมไม่อยากเป็นทหาร ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง แต่เมื่อมีความประสงค์ และการมอบหมาย พร้อมจะทำให้เต็มที่ เพราะถือว่าทำงานเพื่อประเทศ”

ใครจะไปเชื่อ…. หากไม่บอกว่า นั่นคือคำพูดในสาระสำคัญจากปากของชายชื่อ “พล.อ.สิงห์ศึก​ สิงห์ไพร” รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ที่บอกผ่าน “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” ช่วงสายวันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน  2562 ณ ห้องทำงาน อาคารสุขประพฤติ

 อ่านข่าว: “สิงห์ศึก”ชน”ประจิน”คั่วเก้าอี้รองปธ.วุฒิสภาคนที่ 1 

แต่นั่นเป็นคำพูดจริงๆ ที่ขอบอกต่อ เพื่อย้อนความถึงวันวานและสอบทานถึงความนึกคิด ฐานะ นักการเมือง ที่มียี่ห้อติดไว้ว่า “เพื่อนสนิท พล.อ.ประยุทธ์จันทร์ โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม”

กับชีวิตวัยเด็กของ “พล.อ.สิงห์ศึก” เกิดในครอบครัวนายทหาร ต่างจังหวัด ภูมิลำเนาจริงๆ อยู่ที่ จ.เชียงราย โดยสถานที่เกิดของ “ด.ช.สิงห์ศึก” คือบ้านพักของครอบครัว ที่อ.แม่จัน จ.เชียงราย

   “ครอบครัวผมเป็นข้าราชการทหาร พ่อผมมียศนายทหารชั้นประทวน ระดับจ่า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ตอนเด็กผมต้องย้ายตามพ่อที่ย้ายไปรับราชการในพื้นที่ จ.เชียงราย ตอนม.ต้น ผมจบจากโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พอจบเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนหนึ่งเป็นแรงผลักดันจากครอบครัว พ่อประสงค์ให้ผมเป็นทหาร ดูอย่างชื่อผม สิงห์ศึก สิ แต่ลึกๆ ของผมไม่อยากเป็น เพราะเห็นชีวิตพ่อลำบาก แต่พอสอบติดโรงเรียนเตรียทหารได้ ก็ไม่คิดว่าติดยศถึงพลเอก เพราะผมไม่ได้ตั้งเป้าหรือใฝ่ฝันว่าจะเป็นอะไร แต่คิดว่าการทำหน้าที่ทหาร อุดมการณ์ของผมคือต้องปกป้องประเทศชาติให้ได้”

กับผลงานช่วงรับราชการที่ประทับใจ “พล.อ.สิงห์ศึก” บอกว่า คือ ทำหน้าที่ปกป้อง ประเทศ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ บนสมรภูมิปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ช่วงปี 2523 ซึ่งสมัยนั้นติดยศ “ว่าที่ร้อยตรี” ทำหน้าที่ฐานะผู้บังคับหมวดกองร้อย เคลื่อนย้ายกำลังทางกาศเข้ารบกับ ผกค. ที่บ้านหนองแม่นา สมรภูมิเขาค้อ ซึ่งการรบดังกล่าวถือว่าปฏิบัติการสำเร็จ และเป็นจุดกำเนิดของ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

ขณะที่ผลงานที่ประทับที่อาจยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง คือ สมัยที่เป็น ผู้บัญชาการรักษาดินแดน ดูแลหลักสูตร นักศึกษาวิชาทหาร พยายามปลูกฝังให้ผู้เรียน คิดเป็น คิดอย่างมีเหตุผล วิเคราะห์ แยกแยะได้ และลงมือปฏิบัติที่ยั่งยืนคือ ทำให้ได้ มากกว่าได้ทำ แม้ผลสัมฤทธ์จะวัดปริมาณไม่ได้ แต่เชื่อว่าในยุคนั้น ได้ปลูกฝังให้ นักศึกษาวิชาการทหาร ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศได้

ซึ่งสิ่งที่ผลักดันให้ “พล.อ.สิงห์ศึก”ทำแบบนั้น เพราะเขามีความเชื่ออย่างกล้าว่า สามารถทำให้ประชาชนมีความเสมอภาคกันได้ แม้ว่าในกาารปฏิบัติของโลกความเป็นจริงมีจุดที่ทำให้ การขับเคลื่อนนั้นไม่ได้ตามใจทุกอย่าง

กับบทบาทฐานะนักการเมืองของ “พล.อ.สิงห์ศึก”​ซึ่งถูกมองและจับตาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” หลังการรัฐประหาร ปี 2557 เพราะความสนิทสนมกับ “พล.อ.ประยุทธ์”​ ฐานะนักเรียนทหารรุ่นเดียวกัน ร่วมทำงาน และร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน เรื่อยมาถึง การได้ตำแหน่ง “สมาชิกวุฒิสภา” ที่มาจากการคัดเลือกและแต่งตั้ง “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”

กับสิ่งนี้ “พล.อ.สิงห์ศึก” ไม่ปฏิเสธ และยอมรับในความสนิทสนม เพราะเมื่อเรียนจบ ยังได้ทำงานในหน่วยทหารเดียวกัน แม้จะคนละกองพัน

 “ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาทำงานการเมือง เพราะหลังจากเกษียณราชการ ไป 2 ปี ใช้เวลาพักผ่อนเต็มที่และอยู่ระหว่างมีความสุขมาก ทั้งไปตีกอล์ฟ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้ท่องเที่ยว ออกไปทานอาหารอร่อยที่ตอนรับราชการ ได้แต่หมายตา แต่ไม่เคยได้ไปกิน ตอนผมได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น สนช. ไม่มีใครมาทาบทามผม หรือบอกผมมาก่อน ผมทราบตอนที่มีคนโทรศัพท์มาแสดงความยินดี หลังจากตีกอล์ฟกับก๊วนเสร็จ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เองไม่เคยมาถาม หรือทาบทามผมก่อน”

เมื่อต้องรับบทบาท “นักการเมือง” แน่นอนว่าหลายคนอาจดีใจ ลิงโลด เพราะตำแหน่งนี้คือ การได้อภิสิทธิ์ที่หลายคนยากจะรู้รายละเอียด และยิ่งมาในยุคของการรัฐประหารแล้ว ย่อมมีความพิเศษกว่าการเมืองยุคเลือกตั้ง แต่กับ “พล.อ.สิงห์ศึก”เขาบอกว่า คือ ความหนักใจ

   “ผมไม่เคยศึกษามาก่อน โดยเฉพาะงานกฎหมาย แม้จะเคยลงเรียนกฎหมายบ้าง แต่เรียนแค่ปีครึ่งก็ออก พอผมเห็นชื่อตัวเองเป็น สนช. ผมคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติ ผมศึกษางานด้านกฎหมายและงานที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมกับงานที่จะถาโถมเข้ามา”

แต่ในโลกของการเมืองที่เขาเป็นมือใหม่ หัดสัมผัส แน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “เสียงวิจารณ์ และแสดงความไม่เชื่อมั่น” กับสิ่งที่ “พล.อ.สิงห์ศึก”ใช้เป็นยุทธวิธีรับมือ คือ ความเข้าใจ ว่า มีคนได้ต้องมีคนเสีย ซึ่งการทำงานยุคของ สนช.​ตลอด 5 ปี รวมถึง ส.ว. เขาว่ายังเป็นงานที่ยาก เพราะการทำงานในหน้าที่บางอย่าง แม้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ระหว่างทางย่อมมีคนที่เสียประโยชน์ ดังนั้นคติที่ใช้ปฏิบัติมาตลอดคือ ต้องทำให้ win-win ทุกฝ่าย

กับบทบาทต่อจากนี้ไป ฐานะ “ส.ว.” ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำงานร่วมกับ “ส.ส.”ที่มาจากการเลือกตั้ง และสถานการณ์ปัจจุบันพบรอยปริร้าวระหว่างกัน ผ่านการตั้งประเด็นว่า “ข้าฯ มาจากเลือกตั้ง เอ็งมาจากลากตั้ง โดยคณะรัฐประหาร” พล.อ.สิงห์ศึก ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ในความเป็นนักการเมืองปัจจุบัน แต่ได้ยกคำพูดนี้บอกเราว่า

    “ต้องยอมรับว่าช่วงที่บ้านเมืองขัดแย้ง นาน 10 ปี มาจากการเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล คสช.​ถึงเข้ามา และหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่ามีนักการเมืองที่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองก็มี หรือ เข้ามาแต่ไม่เป็นแบบนั้นก็มี”

เมื่อถามย้ำไปให้ลึกอีกนิด กับมุมมองกับนักการเมืองที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เพื่อนทหารคนสนิท ท่ีร่วมรบ และทำงานการเมืองแบบเคียงบ่า บอกว่า “ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจทำงาน เป็นคนดี จงรักภักดี แต่การเป็นผู้นำรัฐบาลนั้น จำเป็นต้องอาศัยคนจากหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เพราะนายกฯ​คนเดียวไม่สามารถทำทุกเรื่องให้สำเร็จได้ แต่การสั่งงานให้หน่วยงานออกไปทำ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปตามความตั้งใจนั้นหรือไม่ แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยบริหารงาน บริหารคน สมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่การบริหารประเทศไม่เหมือนกัน เพราะทหารมีระเบียบวินัย มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่การเมืองนั้นมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ”

กับเสี้ยวหนึ่งของมุมสบายและมุมมอง ของ “พล.อ.สิงห์ศึก” ฐานะที่สวมบทบาทนักการเมือง แน่นอนว่า อุดมการณ์ของอดีตชายชาติทหารยังคงมี แต่หลังจากนี้คงต้องมีบททดสอบ ครั้งใหญ่ เพื่อพิสูจน์ ว่า การทำงานเพื่อประเทศ หรือปกป้องชาตินั้น ในบทบาทนักการเมือง จะเป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชนหรือไม่

‘มานพ คีรีภูวดล’ ส.ส.ใหม่ค่ายส้ม คราวนี้ต้อง ‘อยู่เป็น’ ?

Published November 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/400583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘มานพ คีรีภูวดล’ ส.ส.ใหม่ค่ายส้ม คราวนี้ต้อง ‘อยู่เป็น’ ?

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 09:20 น.
มานพ คีรีภูวดล,คนในข่าว,เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,ตัดสิทธิ์ สส,คดีหุ้นสื่อ
เปิดอ่าน 1,407 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23-24 พ.ย.62

*******************************

“ในร้ายยังมีดี”

พลันที่คนไทยสาย อยู่ไม่เป็น” ได้ยินข่าวร้าย “พ่อฟ้า” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรณีขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. จากกรณีถือหุ้นสื่อ ในช่วงก่อนสมัคร ส.ส.

แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ ตามมา เพราะมันได้ส่งผลให้ “มานพ คีรีภูวดล” หนึ่งในรายชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ลำดับที่ 51 ขยับขึ้นมาเป็น ส.ส.หน้าใหม่ของพรรคในที่สุด

ที่สำคัญความฮือฮาของคนไทยคือมานพผู้นี้เขาเป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ หรือชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลาในรอยต่อที่สังคมไทยเริ่มตื่นตัวกับการปรับทัศนคติและปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีคดีของ “บิลลี่ พอละจี” เสมือนเป็นแสงไฟจากพลุนำทาง

เหนืออื่นใดมานพผู้นี้ไม่ใช่ปกาเกอะญอโนเนม แต่เขาทำงานในพื้นที่มานาน ได้รับการยอมรับจากผู้คน และการที่เขามีลำดับบัญชีรายชื่อที่ 51 จากจำนวนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 128 คนของพรรคส้ม ก็นับว่าไม่ธรรมดา

แต่ที่สนุกคือหลังเลือกตั้งจบลง พรรคอนาคตใหม่คือพรรคที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อมากที่สุด ได้เข้าสภามากถึง 50 คน ซึ่งถ้าพรรคได้น้อยกว่านี้วันนี้ของมานพคงมาไม่ถึง

คนบ้านแปะ

ชื่อไทยของเขาคือ “มานพ คีรีภูวดล” เมื่อ “มานพ” แปลว่า “คน” และ “คีรีภูวดล” แปลว่า “แผ่นดินแห่งขุนเขา” ชื่อเสียงเรียงนามของเขาก็สะท้อนถึงที่มา และความรักในชาติกำเนิดอย่างไม่ต้องอธิบายซ้ำ

มานพเป็นชาว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ใน ต.บ้านแปะ ที่เขาเติบโตมานั้น ในอดีตมีเพียงราษฎรอาศัยอยู่ติดกับลำห้วยและเชิงเขาใกล้ถ้ำแห่งหนึ่ง คือ ลำห้วยแม่แปะ

ออกพื้นที่สมัยวัยละอ่อน

ข้อมูลบอกว่าชาติพันธุ์ดั้งเดิมของคนที่นี่เป็นชนเผ่า “ลัวะ” หาเลี้ยงชีพด้วยการทำกสิกรรมและหาของป่า เวลาผันผ่านผู้คนมากขึ้นก็ขยายออกไปตั้งบ้านเรือนกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำปิงและที่ราบระหว่างลำน้ำปิงและลำน้ำแจ่ม

ภายหลังเมื่อมีการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาที่ลานนาไทยแถบแม่สะเรียงถึงเชียงใหม่ เช่น กะเหรี่ยง พวกเขาก็อยู่ร่วมกันได้ มีการส่งรับวัฒนธรรมกันเป็นปกติไม่แบ่งแยก

ต่อมาราชการจึงได้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านและตำบล โดยเรียกตามชื่อเดิมของหมู่บ้านว่า “ตำบลบ้านแปะ” ในปี 2539 มาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้มีหมู่บ้านราว 20 หมู่บ้าน

สำหรับ “มานพ” ของเรานั้นเติบโตร่ำเรียนมาในถิ่นกำเนิด จบประถมที่ โรงเรียนขุนแปะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จากนั้นไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมจอมทอง อ.จอมทอง หรือ “จ๋อมตอง” แบบคำเมือง

กระทั่งไปจบปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (สาขาการพัฒนาชุมชน) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏลำปาง ปัจจุบันคือ “มหาวิทยาลัย ราชภัฏลำปาง”

และขึ้นชื่อว่าชาติพันธุ์ชาวภูเขา เมื่อชีวิตคือป่า ป่าก็หมายถึงชีวิต พวกเขาได้ชื่อว่ามีกฎเกณฑ์การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชนิดที่นักอนุรักษ์ที่ไหนก็ยกนิ้วให้ “มานพ” ก็เป็นเช่นนั้น

ชาติพันธุ์รักษ์ป่า

ที่สุดมานพก็เดินในเส้นทางที่เหมือนถูกลิขิตว่าต้องมีชีวิตเพื่อผืนป่าและมวลชน เขามีประสบการณ์การทำงานร่วมกับพื้นที่เรื่องรักษาป่ามาอย่างยาวนาน ดังนี้

ปี 2541 มานพเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประสานความร่วมมือและพัฒนาเครือข่าย กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทบาทองค์กรภาคประชาสังคม

ปี 2541-2544 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่มอก-เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

พบชาวบ้านงานถนัด

ปี 2541-2545 ทำงานในคณะทำงานสนับสนุนผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน –ผู้ประสานงานเครือข่ายป่าชุมจังหวัดลำปางและกองเลขาฯ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

2545-2547-ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ตาช้าง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ สถาบันสิทธิชุมชน

จากนั้นปี 2547-ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายประสานความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ), ผู้ประสานเครือข่ายลุ่มแม่เตี๊ยะแม่แตะ-ผู้ประสานเครือข่ายลุ่มน้ำย่อยอำเภอจอมทอง-ผู้ประสานงานเครือย่ายชุมชนภูมินิเวศดอยอินท์ออบหลวง

ทั้งนี้ระหว่างนั้น 2547-2553 เขายังเคยเป็นผู้ดำเนินรายการ “มองคนละมุม” FM100 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าเขานี่แหละคือแกนนำในการยื่นหนังสือกับทางพรรคอนาคตใหม่ เพื่อเสนอให้จัดตั้ง คณะกรรมาธิการด้านชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง”

ที่สุดเมื่อทำงานมวลชนได้ระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ถึงใจผัก ต้องเข้าสภาไปเป็นปากเสียงแทนชาวบ้านแบบริงไซด์คนวงใน

เดินหน้าสู่สภา

ว่ากันว่าด้วยบทบาทของชนชาติพันธุ์ที่ชัดเจนโดดเด่น พอฤดูหานักรบลงเลือกตั้งมาถึง สองหนุ่มคู่ซี้ “เอก-ป๊อก” ธนาธร-ปิยบุตร จากพรรคอนาคตใหม่ก็มาชักชวนให้ร่วมทำงานในพรรคในฐานะคณะทำงานชาติพันธุ์พรรคอนาคตใหม่ และมากกว่านั้นคือได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ย้อนไปในช่วงปราศรัยหาเสียงทั้งในส่วนตัวและในการช่วยผู้สมัครส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ “ศรีนวล บุญลือ” หาเสียงเลือกตั้งซ่อมกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและปกาเกอะญอในพื้นที่ต่างๆ ตลอดมา มานพไม่เคยรีรอที่จะพูดในประเด็นการต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์

โดยนโยบายที่อนาคตใหม่ต้องการจะผลักดันในเรื่องของชาติพันธุ์นั้น เจ้าตัวบอกว่าอยากจะเสนอ “กฎหมายสภาชนเผ่า” เพื่อที่จะทำงานร่วมกับชนเผ่าต่างๆ ทั้งประเทศ ผลักดันกฎหมายว่าด้วยเขตวัฒนธรรมพิเศษในเชิงนโยบาย รวมถึงแก้ไขเรื่องพื้นที่ทับซ้อน สิทธิเชิงซ้อน และกระบวนการในการใช้สิทธิ์ร่วมกันระหว่าง รัฐ ประชาชนและเอกชน

ช่วย ศรีนวล บุญลือ หาเสียง

วันนั้นอนาคตใหม่เปิดตัวผู้สมัครส.ส.กลุ่มชาติพันธุ์หลายคน นอกจากมานพคนนี้แล้วยังมี ชินกร ก้าววิทยาคม ผู้สมัครส.ส.เชียงรายเขต 2 ชาวเผ่าลาหู่และลัวะ, สุนทร มารีการุณย์กิจ ผู้สมัครส.ส.เชียงใหม่เขต 9 ชาวกะเหรี่ยง, อนุพันธ์ หาญประดับทอง ผู้สมัครส.ส.แม่ฮ่องสอน ชาวกะเหรี่ยง

ยุทธนา มดแดง ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานีเขต 2 ชาวกะเหรี่ยง, อภิสิทธิ์ สายธารอิสระ ผู้สมัครส.ส.ตากเขต 3 ชาวกะเหรี่ยง, ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อชาวม้ง และปรีชา ปัญญาเยาว์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชาวไทใหญ่

มานพเองเคยพูดก่อนเลือกตั้งว่าหวังว่าส.ส.ชาติพันธ์ุของพรรคเข้าไปในสภาอย่างน้อย คน แต่วันนี้หลังจากที่ได้ ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.ชาติพันธุ์ชาวม้ง ไปนั่งหล่อในสภาแล้วก็มีเจ้าตัวนี่แหละที่ตามมาเป็นคนที่ ก็ถือว่าทะลุเป้า

อยู่ไม่เป็น ก็ต้องเป็น

จะว่าไปในแดนดินที่เรียกว่า “พรรคอนาคตใหม่” เมื่อพูดถึงอุดมการณ์หลักที่กลั่นออกมาได้ว่าคือ “ประชาธิปไตยแบบเสมอภาคเท่าเทียมเป็นธรรม”

พวกเขาเดินหน้าแสดงจุดยืนเหมือนเป็น “คนนอกกรอบ” ของสังคมการเมืองไทยที่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. และวันนี้แนวคิดนี้เหมือนถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “อยู่ไม่เป็น”

สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ก็เช่นกัน ด้วยความรู้สึกหรือการถูกกระทำว่าเป็นคนนอก คนสองกลุ่มนี้จึงเรียกว่าเหมือนคนหัวอกเดียวกัน

แกนนำพรรคต่างให้นิยามถึงนโยบายกลุ่มชาติพันธุ์ของพรรคอนาคตใหม่ว่า “พรรคอนาคตใหม่ยึดอุดมการณ์หลักที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งก็คืออุดมการณ์แห่งประชาธิปไตยที่เห็น “คน” เป็น “คน” นั่นแหละ

สำหรับมานพ แม้ตอนแรกจะไม่ได้เป็นส.ส. แต่เขาก็ยังทำงานในบทบาทที่เป็นอยู่ต่อไป จะว่าไปนี่คือการ “อยู่เป็น” ในความหมายว่า “รู้หน้าที่”

กันยายนที่ผ่านมา เขาในนามมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ก็เพิ่งเข้าร่วมประชุมเครือข่ายกะเหรี่ยงในประเทศไทย เพื่อผลักดันมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถิชีวิตชาวกะเหรี่ยง

ในงานนี้ยังมีการร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีการตายของกะเหรี่ยงบิลลี่ เรียกร้องให้รัฐเร่งหาฆาตกรและผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมมาลงโทษ เพื่อสร้างความเป็นธรรม คุ้มครองความปลอดภัย และเยียวยาครอบครัวของบิลลี่

แน่นอนนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางและบทบาทของ “มานพ คีรีภูวดล” ที่เขาทำเสมอมา กับผืนป่า ใบหญ้า และประชาชน วันนี้ได้เข้าสภาแล้ว มารอดูกันว่าเขาจะทำอะไรต่อไปบ้าง

แต่ที่แน่ๆ แฟนส้มหวานร้องขอว่า ค่าที่ “พ่อฟ้า” ต้องกระเด้งออกมาจากเก้าอี้ ส.ส.มานพเข้าไปแล้วต้องอยู่ให้เป็น ให้รอด และให้คุ้ม!

*************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก Manop Keereepuwadol

“ชัช เตาปูน” อยู่เป็น สู้ยิบตา

Published November 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/399300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ชัช เตาปูน” อยู่เป็น สู้ยิบตา

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 09:49 น.
ชัช เตาปูน,ชัชวาลล์ คงอุดม,พรรคพลังท้องถิ่นไท,คนในข่าว,รายงานพิเศษ,พรรคร่วมรัฐบาล,เต้ มงคงกิตติ์
เปิดอ่าน 2,418 ครั้ง

คอลัมน์ “คนในข่าว” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16-17 พ.ย.62

******************************

ความเคลื่อนไหวของคนการเมืองดีกรีร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคใหญ่ๆ ฟาดฟันกันไป ส่วนพรรคเกือบเล็กและพรรคเล็กๆ ก็ไม่ยอมให้ซีนตกหล่นไปจากกระดานข่าวสาร

อย่างลีลาของ ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือ ชัช เตาปูน กับสถานะของ “หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท” เวลานี้บอกเลยไม่ธรรมดา ยิ่งกับการเปิดตัว “กลุ่ม ส.ส.” ไม่กี่วันมานี้ ก็ทำเอาคอการเมืองครางฮือว่านี่แหละ อยู่เป็น” ของแท้

อ่านถึงตรงนี้ คนไทยอาจถามว่าใช่ “กลุ่มนักชน” ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้หรือไม่ คำตอบคือกลุ่มเดียวกัน แต่ “กลุ่มนักชน” เป็นเพียงคำพูดของแนวร่วมอย่าง “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์คนเดียว ประสา “ก๊อปปี้ไรเตอร์มือวาง” ทำอะไรก็ต้องใหญ่ ต้องปังไว้ก่อน งานนี้ทำเอากระจอกข่าวได้คำไปพาดหัว

แต่ที่จริงแล้ว นี่คือแนวคิดของการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังทางการเมืองโดย ส.ส. 8 คน จาก 5 พรรค นำโดย “ชัช เตาปูน” ซึ่งเป็นอะไรที่่น่าจับตามองยิ่ง

รวมพลังต้องสู้

เรื่องนี้เป็นข่าวเอาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในงานฉลองวันเกิดครบ 76 ปี ของเจ้าพ่อคนดัง “ชัชวาลล์ คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท

ในงานนี้ นอกเหนือจากการตบเท้าเข้าไปอวยพรของญาติสนิทมิตรสหายแล้ว คนการเมืองก็มากันเพียบ เพราะยังมีวาระสำคัญที่จะได้ประกาศว่าได้มีการรวมกลุ่ม 5 พรรคเล็ก 8 ส.ส. ขึ้นมา

พรรคพลังท้องถิ่นไท ตอนประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง

อย่างที่รู้วันนั้น “เต้ เจ้าเก่า” เอ่ยคำว่า “กลุ่มนักชน” แต่จริงๆ แล้วก็คือ ส.ส.จาก พรรคที่มารวมกัน คน คือพรรคพลังท้องถิ่นไท คนพรรคไทยศรีวิไลย์ คนพรรคประชาธรรมไทย คนพรรคครูไทยเพื่อประชาชน คน และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย คน

สำหรับ 5 พรรคนี้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว แต่มี 2 คนจาก 2 พรรคในกลุ่มนี้ก็คือ มงคลกิตติ์ จากพรรคไทยศรีวิไลย์ กับ พิเชษฐ์ สถิรชวาล จากพรรคประชาธรรมไทย ได้ประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระไปแล้วก่อนหน้านี้  ในขณะที่ ปรีดา บุญเพลิง ส.ส.จากพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องนี้ ว่าจะร่วมหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ วันนั้น ชัช เตาปูน ระบุว่า ส.ส. 8 คนจาก 5 พรรคเล็ก จะมารวมกลุ่มกันเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง นำนโยบายแต่ละพรรคผลักดันให้เห็นผล เพราะที่ผ่านมานโยบายพรรคเล็กยังไม่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลเท่าที่ควร โดยหลังจากนี้ 5 พรรคเล็กจะประชุมกันทุกวันจันทร์ที่บ้านของเขาเพื่อหารือแนวทางการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน

“ถ้าเรามี 8 เสียงยังไงรัฐบาลก็ต้องฟังเราบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การรวมกลุ่มกันเพื่อล้มรัฐบาล แค่ต้องการผลักดันนโยบายแต่ละพรรคให้เห็นผล”

วันนั้น เจ้าพ่อคนดังยังบอกว่า ยังไม่ได้ตั้งชื่อกลุ่มว่าจะใช้ชื่ออะไร ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่คำถามสำคัญคือ พรรคเล็กพร้อมจะโหวตสวนมติของรัฐบาลหรือไม่ ชัช เตาปูน กล่าวว่า หากเป็นเรื่องดีเราก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี เราก็ให้ไม่ได้ !!

ลีลาชายชัช

พอเห็นลีลาของเจ้าพ่อ ชัช เตาปูน ที่อธิบายโครงสร้างและหลักการของ กลุ่ม 8 ส.ส. ดังกล่าว ต้องบอกว่าละมุน ละไม แต่ก็แข็งแกร่งอยูในที

เทียบกับชื่อ กลุ่มนักชน” ของลูกพี่เต้แล้ว เหตุผลของเสี่ยชัชฟังรื่นหูขึ้นเยอะ ว่างานนี้ไม่ใช่การเปิดฉากรบกับใคร หรือตั้งแง่แข็งเมืองขึ้นมาเสียเมื่อไร

อย่างว่า คนผ่านโลกมาจนวัยเลขเจ็ด ต้องมีดี มีของ และที่สำคัญหากทำงานการเมืองแล้วเป็นแค่มดเล็ก มดคันไฟ ก็ต้องรู้ว่าทำยังไงให้มีพลังมากพอ ให้พญาช้างสารมีสะดุ้ง

แต่ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท คนชื่อชัชวาลล์ไมใช่แค่เป็นเจ้าพ่อดังอยู่แถวย่านเตาปูน แต่งานมวลชนดูแลคนในพื้นที่ก็ทำมามากมาย เป็นนักร้องก็ทำมาแล้ว !

3 ส.ส.ของพรรคพลังท้องถิ่นไท

เคยเป็น ส.ว.กทม. จากการเลือกตั้ง ในปี 2543 ถึง 2549 และเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งรับมรดกมาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญแห่งชีวิตที่ชัชเรียกว่า “พ่อ”

อย่างการลงมาทำงานการเมืองเต็มตัวในฐานะ ส.ส. ชัชเคยเล่าว่าถึงขนาดฝันเห็นอาจารย์หม่อม แล้วต้องขอกันในฝัน เพราะท่านเคยห้ามไว้ว่าอย่าเล่นการเมือง แต่ในฝันคืนนั้น “คิดลึกคึกฤทธิ์” กลับเปิดไฟเขียวผ่านฉลุย

ที่สุดพรรคพลังท้องถิ่นไทก็กำเนิดเกิดขึ้น ชัชขอเสนอตัวเป็นทางเลือก โดยบอกว่าบางซื่อคือที่ที่เกิดเเละโตขึ้นที่นี่ ดูเเลพื้นที่นี้มาหลายสิบปีด้วยความผูกพัน ก็หวังว่าชาวกทม.จะเลือกพรรคใหม่ที่มีนโยบายงบท้องถิ่น การดูเเลท้องถิ่นตามชื่อของพรรคนั่นเอง

เลือกตั้งจบ พรรคของเจ้าพ่อชัชได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมา ที่นั่ง คือ ชัชวาลล์ คงอุดมโกวิทย์ พวงงามและ นพดล แก้วสุพัฒน์

มดเล็กกัดเจ็บ

ถึงตัวเลข ส.ส. 3 คนจะมากพอที่จะไม่ถูกจัดกลุ่มเป็นพรรคเล็ก-พรรคจิ๋ว แต่เมื่อบางครั้งคำว่า “โควตา” แปลว่า มีจำกัด-เฉพาะคนรู้ใจ” หลายคนในพรรคตัวเล็กๆ จึงไม่มีตำแหน่งแห่งที่อะไรในรัฐบาลไว้อวดชาวบ้าน

ช่วงนั้นเม้าท์กันลั่นทุ่งว่าพรรคชาติพัฒนาได้ ส.ส. 3 ที่นั่งเหมือนกัน แต่ก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วพรรคพลังท้องถิ่นไทล่ะได้อะไร มีแค่ลูกชาย ชื่นชอบ คงอุดม” ที่สอบตกแต่ก็ได้เก้าอี้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง งานนี้ไม่ต้องถึงคนอย่าง “ชัช เตาปูน” ชาวบ้านอย่างเราๆ ก็คิด !

ที่สุดตอนนั้นเลยมีข่าวว่าคนใหญ่แห่งพรรคพลังท้องถิ่นไท ถึงกับน้อยใจจนต้องไปหาแนวร่วมอย่างพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่ตกที่นั่งเดียวกันคือ “ถูกเมิน” รายนั้นก็มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้าสภามา คน คือ ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรค กับ ยรรยงก์ ถนอมพิชัยธำรง

ชายชัชตอนจับมือร่วมรัฐบาล

แต่พอพาดหัวข่าวทำนองว่า “ชัชประกาศร่วมกับพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยและอีก 10 พรรคเล็กเพื่อกดดันต่อรองตำแหน่งจากรัฐบาล” เจ้าตัวถึงไม่ปรี๊ดแตก แต่ก็แจงรัวว่าไม่จริง การรวมกลุ่มกันครั้งนี้ก็เพื่อการทำงานร่วมกัน หาใช่เพื่อการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น ถึงกับจะสาบานกันเลยทีเดียว

“ขอสาบานว่าไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยคิดในเรื่องนี้ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็ได้มีมาสอบถามว่าต้องการอะไร บอกเลยว่าไม่เป็นอะไร ถ้าเห็นว่าเราทำอะไรได้เราก็ทำ และบอกไปเพียงว่าถนัดในเรื่องของคนจน และเข้าใจว่าคนจนต้องการอะไร”

วันเวลาผ่านไป เมื่อการรวมพลังของกลุ่มพรรคเล็ก เหมือนๆ ว่าจะลดดีกรีความร้อนแรงไปตามธรรมชาติของข่าวสาร และการไร้เก้าอี้ก็ไม่ต่างกับเป็นดาราแต่ไม่มีงานเข้า ยังไงยังงั้น

ปั่นราคาหาแนวร่วม?

เมื่อเป็นเช่นนั้น ว่าแล้วมุกใหม่ๆ ก็ต้องมา ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อน ครม.จะสัญจรแถบภาคตะวันตกไม่กี่เพลา คนไทยได้เห็นเสี่ยชัชสัญจรไปทางภาคใต้ขโมยซีนไปก่อน

และก็ต้องฮือฮากับภาพของคนใหญ่อย่าง ชัช เตาปูน, ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย, อารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และยังมี จตุพร พรหมพันธุ์ คนดังแห่ง นปช. ปรากฏในวงสนทนาเดียวกัน แถมด้วย คหบดีใจบุญ จิมมี่ ชวาลา ก็มาร่วมด้วย !

คอการเมืองรู้ดีว่า หลายคนแทบจะมากันคนละสาย ไปไงมาไงถึงมาสังสรรค์เสวนากันได้ ปรากฏอ๋อ! นี่คืองานสำคัญเพื่อมวลชน กับการวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสถานีรถไฟบริเวณหน้าวัดธาตุน้อย จ.นครศรีธรรมราช

วันนั้นเจ้าพ่อชัชของเราบอกกับสื่อว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อช่วยพัฒนาเมืองนครศรีธรรมราชให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ขอยืนยันว่าทุกพรรคการเมืองคือเพื่อนกัน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาประเทศ

ชาวบ้านร้านตลาดรู้ดี จบงานบุญจะไม่คุยเฟื่องเรื่องงานเมือง ก็ใช่ที่! ประเด็นคือคุยอะไรกันบ้างน้า!?

เจ้าพ่อเตาปูน กับ ลุงกำนัน คนพุนพิน

แต่ที่แน่ๆ “เสี่ยชัช” ล่องใต้ไปรอบแรกที่เมืองคอน ได้ร่วมงานกับคนนาสาร สุราษฎร์ธานีศรีนปช. ยังไม่พอ ล่าสุดก็หวนกลับไปปักหมุดที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ อีกในวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

งานนี้มาพบตัวจริงอย่าง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เป็นประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แต่ตนเองมาเป็นประธานร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ วัดกัลปนาราม (วัดควนร่อน) อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

ภาพที่คนไทยเห็นกันทั่วคือภาพที่ลุงกำนันและเสี่ยชัชสวมกอดพูดคุยทักทายกันอย่างออกรส งานนี้ถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรเกินเลยไปถึงขนาดว่าเป็นงานปั่นราคาตัวเองในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ว่าไป เพราะจะว่าไปพื้นที่ถิ่นปักษ์ใต้ เจ้าพ่อเตาปูนคนนี้ไปบ่อยอยู่แล้วมาแต่ไหนแต่ไร

แต่ที่แน่ๆ ภาพของคนชื่อ “ชัช เตาปูน” ผู้เข้าถึงหมดทุกฝักฝ่ายฉายแสงแรงไม่เบาเลยทีเดียว

ยิ่งมุกล่าสุดกับการเปิดตัวกลุ่ม “ส.ส.” ที่เสี่ยชัชบอกว่าขอทำงานแบบเอาคุณภาพเข้าว่า มากกว่าเอากลุ่มข้าง-ฝักฝ่าย บอกเลยไม่ถูกใจกองเชียร์รัฐบาลสุดๆ เพราะมาเปิดตัวเอาช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังรอระเบิดศึกซักฟอกนี่แหละ !

‘บิ๊นท์’ ราชินีทวีปเอเชีย ผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทย

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/398791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘บิ๊นท์’ ราชินีทวีปเอเชีย ผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทย

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 13:55 น.
นางสาวไทยปี2562,บิ๊นท์,สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์,ราชินีทวีปเอเชีย 2019,นางงามนานาชาติ 2019,มหาวิทยาลัยมหิดล,คณะเภสัชฯมหิดล,เภสัชกร
เปิดอ่าน 1,532 ครั้ง

เป็นครั้งแรกในรอบ19ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทย ได้เป็นตัวแทนประเทศ เข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ อันทรงเกียรติ ตั้งแต่เริ่มส่งตัวแทนเข้าร่วมประกวดในปี2511

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบ19ปีที่ผู้ดำรงตำแหน่ง “นางสาวไทย” ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งสาว “บิ๊นท์”หรือ เภสัชกรหญิง สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ ตำแหน่งนางสาวไทย ปี 2562 เธอคือสาวงามคนนั้น ที่ทำให้คนไทยค่อนประเทศมีรอยยิ้ม

อ่านข่าว :  มงลงสาวไทย บิ๊นท์ สิรีธร คว้ามิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

“บิ๊นท์” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์  เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2536  ปัจจุบันอายุ 25 ปี มีส่วนสูง 1.75 เมตร (5 ฟุต 8.9 นิ้ว)เป็นคนกรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.)ปัจจุบัน “บิ๊นท์” ทำงานเป็นเภสัชกร

จากเภสัชกรหญิงสุดสวย “บิ๊นท์” สิรีธร ได้เข้าร่วมการประกวดนางงามกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนครนายก 2562 โดยได้หมายเลขประจำตัว คือ หมายเลข 11 ซึ่งเธอได้ตำแหน่ง “นางงามกรุงเทพมหานคร 2562” ไปครอง พร้อมกับ “มนัสนันท์ ลิ้มจันทร์ประภาพ” นางงามปทุมธานี 2562 และ “ณัฎฐ์ชนานันท์ จันทิม” นางงามนครนายก 2562

ด้วยความสวย สง่าเต็มเปี่ยมด้วยมันสมอง ส่งให้ “บิ๊นท์” ได้เป็นตัวแทนกรุงเทพมหานคร ในการประกวดนางงามภาคกลาง 2562 เพื่อคัดเลือกสาวงามจาก 10 คนในภาคกลาง เข้าร่วมประกวด “นางสาวไทย 2562” ซึ่ง “บิ๊นท์”สามารถฝ่าด่านติด 1 ใน 10 ของการประกวด ซึ่งบิ๊นท์ได้เป็นตัวแทนจาก“กรุงเทพมหานคร”และตัวแทนจาก“ภาคกลาง” เพื่อเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย 2562

ดูเหมือนว่าเส้นทางชีวิตสายนางงามโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อสาว “บิ๊นท์” สิรีธรไ ด้เข้าร่วมประกวดเวที นางสาวไทย 2562 และเธอสามารถคว้ามงกุฏตำแหน่งนางสาวไทย 2562 มาครองได้สำเร็จ จากนั้น “บิ๊นท์” ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด นางงามนานาชาติ 2019  ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทยจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ

“บิ๊นท์” สิรีธร เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด นางงามนานาชาติ 2019 และเธอสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครอง พร้อมด้วยรางวัลพิเศษ ราชินีทวีปเอเชีย 2019 (Miss International Asia 2019) 

การประกวดครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์กับเวทีนางงามนานาชาติของนางงามชาวไทย โดย“บิ๊นท์”เป็นตัวแทนจากประเทศไทยคนแรกที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็น“ลำดับที่ดีที่สุด”ของประเทศไทยในเวทีนางงามนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มส่งตัวแทนประกวดในพ.ศ 2511

เบื้องหลังความสำเร็จของ “บิ๊นท์” หรือ เภสัชกรหญิง สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ ผู้คว้ามงกุฎมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ปี 2019 ให้กับประเทศไทยมาครอง  แต่ก่อนที่เธอจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เธอได้เข้าร่วมการประกวดนางสาวไทย ปี 2562 กับการตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหายาเสพติดและวิธีการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด จนกรรมการเห็นถึงความสามารถและมอบตำแหน่งให้เธอไปประกวดต่อในเวทีโลก

  ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้าที่เธอจะมาประกวดนางสาวไทย ในปี2562 เธอเป็นบัณฑิตจากสาขาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบอาชีพเภสัชกรการตลาด ด้านยาคุ้มกันบำบัด

    และเธอได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมา ประกอบอาชีพและสามารถทำหน้าที่สาวงามจากประเทศไทย คว้ารางวัลดังกล่าวมาครอง ซึ่งบนเวทีโลก สาวบิ๊นท์ได้ตอบคำถามกรรมการ รอบ 8 คนสุดท้าย ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆได้นำไปใช้

“ในช่วงที่ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยในช่วงแรก บิ๊นท์โดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ไม่เคยยอมแพ้ และตอนนี้ยืนบนเวทีแห่งนี้ บิ๊นท์กล้าที่จะฝันจะเป็นนางงาม แม้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอาชีพที่เป็นเภสัชกร แต่บิ๊นท์ได้เก็บเอาคำวิจารณ์ต่างๆเหล่านั้น มาเป็นพลังในการพัฒนาปรับปรุงตัวเองเพื่อจะเป็นตัวแทนของประเทศที่ดีที่สุด และสร้างความภูมิใจให้แก่ประเทศไทย

ดังนั้น คำจำกัดความ ของคำว่า พลังแห่งผู้หญิงของบิ๊นท์คือบิ๊นท์จะให้กำลังใจ สนับสนุน และ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลก ที่จะสร้างฝันให้เป็นจริง และสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้แก่โลกของเรา หากบิ๊นท์ได้รับเกียรติให้เป็นมิสอินเตอร์เนชันแนล 2019 บิ๊นท์จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทุกคนว่า ถ้าผู้หญิงธรรมดาอย่างบิ๊นท์ก็สามารถทำได้ พวกคุณทุกคนก็ทำได้เช่นกัน”  สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

         นี่แหละเธอ สาวบิ๊นท์ ” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ “ นางงามกรุงเทพมหานคร, นางสาวไทย 2562, นางงามนานาชาติ 2019 เจ้าของรางวัลพิเศษ “ราชินีทวีปเอเชีย 2019” (Miss International Asia 2019)  เธอคือผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทยทั้งประเทศ เธอผู้จุดประกายความฝันผู้หญิงทั่วโลก ให้กล้าลุกขึ้นมาสร้างฝันให้เป็นจริง เหมือนเธอที่ก้าวไปถึงฝั่งฝันแล้ว

           กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

วัดใจ “มาร์ค” ถอยหรือสู้

Published November 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/397958?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

วัดใจ “มาร์ค” ถอยหรือสู้

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 08:43 น.
มาร์ค อภิสิทธิ์,พรรคประชาธิปัตย์,คนในข่าว
เปิดอ่าน 501 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับ วันที่ 9-10 พ.ย.62

****************************

ละครเวทีโรงใหญ่การเมืองไทย หนึ่งในตัวเอกที่มีบทบาททุกฉากทุกตอน เห็นจะหนีไม่พ้นอดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แถมยังนับเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดตัวหนึ่ง เพราะในขณะที่หลายคนบ่นว่าบทบาทซ้ำซากจำเจ แต่ทำไมหลายคนก็ไม่เคยละสายตาไปจากเขาได้

วันนี้ “พี่มาร์ค” ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยไดนามิก ต่อให้วันหนึ่งกลับไปเป็นทาสแมว แต่ถัดจากนั้นไม่นานก็ลุกขึ้นมาทำอะไรใหญ่ๆ โตๆ ได้อีก ถ้าเป็นแชมพูก็เหมือนออกสูตรใหม่ สรรพคุณดีกว่าเดิมทุกฤดูกาล

มาหนนี้กับการที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะนับว่าบทบาทหนนี้คือภาพใหม่ แบรนด์ใหม่ของอดีตหัวหน้าพรรคในการโชว์ศักยภาพอีกด้านก็คงได้

มีดี เพื่อนจึงบอก

หลังฟาดฟันกันในศึกเลือกตั้งแล้วกลุ่มควันไฟสงครามจางไป ภาพนักการเมืองไทยที่ดูเหมือนกำลังสามัคคีชุมนุมอีกครั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คงเพราะต่างมีเป้าหมายร่วมในหนทางเดียวกัน

คุยว่า “นี่คือสัญญากับประชาชนและมองเห็นปัญหาว่ารัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็มาร่วมกันแก้”

พลพรรคปชป.

มาวันนี้แม้ว่าญัตติในการให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560” มีการคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมได้ในสัปดาห์หน้า

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนไทยได้ประธานชุดดังกล่าวไปแล้ว “อย่างไม่เป็นทางการ” เมื่อกระแสเสียงจากหลายฝ่าย รวมถึง 7 พรรคฝ่ายค้าน ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนที่เหมาะสมที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งหมดแน่นอนคงไม่เพียงดีกรีโปรไฟล์ของคนระดับพี่มาร์ค ที่ผ่านฉลุย ทั้งเคยเป็นนายกฯ มาก่อน ประสบการณ์ในทางการเมืองสูงโชกโชนยาว ไม่ต้องพูดเรื่องความรู้ความสามารถ

แต่ที่สำคัญซึ่งดูจะเป็นคุณสมบัติที่เข้าแก๊ปที่สุดก็คือพี่มาร์คของเรานี่แหละคือคนที่ออกมาโชว์เหนือโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช.

ซึ่งนี่ก็คือจุดยืนด้านประชาธิปไตยที่ชัดเจน เข้าตาประชาชน แม้ว่ามันจะทำให้พรรคสีฟ้าพ่ายหมดรูปในศึกเลือกตั้ง 26 มีนาคม ที่ผ่านมา จนตนเองต้องเด้งไปจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม

แต่ก็นั่นแหละพอพูดถึงเรือล่มหลังเลือกตั้ง หลายคนอดคิดย้อนไปไม่ได้ว่า มีหรือคนระดับหัวหน้ามาร์ค จะคิดทำอะไรโดยไม่หวังผลยาวๆ

หมากมาร์คเกมนี้

คงจำกันได้ตอนแรกที่เปลี่ยนเกมกลางศึกจนแพ้เลือกตั้ง แล้วตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรักษาคำพูดว่า “ต่ำร้อยข้อยขอลา” ตามมาด้วยการลาออกจาก ส.ส.

เวลานั้นหลายคนคิดว่ามาร์คเดินเกมพลาด เสียของเสียพลัง ต้องมานั่งดูเพื่อนร่วมพรรคขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ฟาดตำแหน่งรัฐมนตรีกันไปตาปริบๆ

ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นมาโพสต์ภาพถ่ายกับนายทาสขนปุยชื่อ มูจิ” แมวสุดรักพันธุ์สกอตติชโฟลด์ ที่เป็นมรดกจาก “ลูกสาว” คอการเมืองฮาร์ดคอร์เกาหัวแกร็กๆ นี่มันอะไรกัน?

ภาพล่าสุดของอดีตหัวหน้ามาร์ค์ บรรยายว่า “ตอนนี้แมวที่บ้านเยอะกว่ารัฐมนตรีใน ครม. แล้ว 555”

แต่เดี๋ยวก่อน ช่วงนั้นพอไปดูความคิดเห็นจากกระแสโซเชียล ปรากฏว่าคนที่ไม่เคยเป็นแฟนคลับ “อดีตนายกฯ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” คนนี้ หลายเสียงก็แซ่ซ้องชื่นชมว่ากล้าพูด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ นี่แหละใช่เลย

ยิ่งถ้าจะย้อนไปไกลว่านั้นต้องเน้นว่าจุดยืนของอภิสิทธิ์ที่ชูนโยบายหาเสียงเอาไว้แต่ต้น ก็คือ “การแก้รัฐธรรมนูญ” และไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ที่ยังมี ม.44 ในขณะนั้นบังคับใช้อยู่

จะว่าไปจังหวะย่างก้าวของหัวหน้ามาร์คก็เหมือนทยอยโปรยหัวไว้กลายๆ แล้วว่า รอพบมาร์คมาดใหม่ ไฉไลกว่าเดิมได้เลย

ดังนั้นต่อให้ตลอดมาในช่วงหลัง ลีลาการทำการเมืองของเขาขณะยังเป็นหัวหน้ามาร์ค ดูสวนทางกับกลุ่มก๊กในพรรค จนเมื่อแพ้เลือกตั้ง ทั้งหมดจึงมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้พรรคสีฟ้าเปลี่ยนหัว เปลี่ยนขั้วไปในที่สุด

แต่มาวันนี้เมื่อเขาได้รับการเสนอชื่อจากพรรคแบบไร้เสียงทัดทานในการเข้าไปทำหน้าที่ประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นหมุดหมายอย่างดีว่า คนชื่อมาร์คถึงไม่เล่นหมากรุก แต่เกมการเมืองบางทีก็เหมือนเกมฟาดแข้งที่เขาสุดโปรดนั่นแหละ งานวางบอล ชิงบอล สับขาหลอก มันต้องมีกันบ้าง

ส่วนพลพรรคที่เหลือจะมองเกมนี้ยังไง หวังผลอะไร ทั้งที่ความจริงแล้ว ปชป.ก็คือพรรคที่โหวตหนุนบิ๊กตู่ขึ้นนั่งนายกฯ และร่วมรัฐบาลกับ พปชร. นั่นแหละ

ซึ่งแน่นอนรัฐบาลน่าจะไม่(ค่อย)เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะถ้าจะแก้เรื่องประเด็นให้ ส.ว. โหวตผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ งานนี้อาจมีฟัดกันนัว เรื่องนี้คงต้องรอดูกันยาวๆ

ฟ้ายังฟ้าอยู่

พอมองดูว่ามติของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนออภิสิทธิ์ขึ้นเป็น “ประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ” ชนิดไร้เสียงคัดค้าน มองประสาซื่อ คนพรรคนี้เขาไม่เคยโกรธกันจริง หรือเคืองกันนาน

และอาจเป็นไปตามการวิเคราะห์ของคอการเมืองที่ว่าพรรคปชป.และอภิสิทธิ์ อาจต้องยอมเสี่ยงทำอะไรบางอย่างเพื่อกู้ศรัทธาจาก “อดีตแฟนคลับ” ให้กลับมารักพรรคสีฟ้าอีกครั้ง ซึ่งงานนี้อาจไม่ได้หวังผลแค่เพียงพื้นที่ กทม.และภาคใต้ดังในเก่าก่อนอีกแล้ว

อย่างภาพของอดีตหัวหน้ามาร์คที่ออกพื้นที่ครั้งแรกหลังลาออกจากพรรคไปลุยช่วยผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ หาเสียงเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมพลพรรคมากมาย

วันนั้นพี่มาร์คลงพื้นที่เคาะประตูขอคะแนนเสียงที่ตลาดสามพราน จ.นครปฐม ให้แก่ สุรชัย อนุตธโต เบอร์ 3 ตั้งแต่หน้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จนถึงตลาดสด และตึกแถวทั่วตลาดสามพราน

ภาพจากเฟซบุ๊ก สุรชัย อนุตธโต

กระจอกข่าวรายงานว่าตลาดสามพรานแทบแตก พี่มาร์คได้รับเสียงตอบรับและกำลังใจจากพี่น้องประชาชนล้นหลาม เข้ามามอบอาหารและเครื่องดื่ม มาตุ้มมาโฮม ห้อมล้อม ขอถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างสนุกสนาน

ถึงจะไม่มีผลต่อคะแนนที่ออกมาเพราะ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ชนะไปขาดลอย อนาคตใหม่ตกอันดับมาสอง และ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่สามตามหมายเลข

แต่ภาพรวมของการร่วมแรงแข็งขันครั้งนั้นก็ยืนยันได้ดีว่าหัวใจดวงน้อยๆ ของมาร์คยังเป็นสีฟ้าอยู่ เลือดคนสีฟ้าก็ยังสูบฉีดเป็นจังหวะเดียวกัน

ที่สำคัญการไม่มีบทบาทในการบริหารพรรคของอภิสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่า พลังของความเป็นมาร์คจะ ขายไม่ออก!”

โรดโชว์ เรตติ้งไม่ตก

พูดฝ่ายเดียวจะหาว่าคิดเองเออเอง ว่าแล้วงานเช็กเรตติ้งต้องมา ไหนๆ จะออกสูตรใหม่ทั้งที ช่วงนี้เลยพรีเซลล์หนักหน่อย

วันนี้ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ กับภาพลักษณ์(เกือบ)ใหม่ ที่คลับคล้ายว่าจะไม่มีคราบไคลนักการเมืองอาชีพ กำลังออกเดินสายเรียกคะแนนหล่อๆ ในสถานะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน

พี่มาร์คท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ ม.ธรรมศาสตร์

เอาแค่เดือนนี้ส่องเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva พบว่าไปมาหลายงานมาก ทั้งออกพบกลุ่ม องค์กรและสถาบันต่างๆ มากมาย เข้าถึงหมดทุกแวดวง

เช่นวันที่ 16 ตุลาคม ไปปฐมนิเทศหัวข้อ “คุณลักษณะของนักกฎหมายในศตวรรษที่ 21 : มุมมองและประสบการณ์จากอดีตผู้นำประเทศ” ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หัวหมาก

วันเดียวกันพบคณะผู้แทนสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr.Yi Xian อุปนายกสมาคมเข้าเยี่ยมคารวะ

วันที่ 20 เดือนเดียวกัน ล่องใต้ลงไปเตะฟุตซอลคู่พิเศษและมอบรางวัลการแข่งขันฟุตซอลเดือนสิบ เทพไทคัพ” ครั้งที่ 15 ที่นครศรีธรรมราช บอกว่า “นี่คือสิ่งที่ทำทุกปีครับ”

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม ไปทำหน้าที่แทนประธานชวน หลีกภัย ในการเป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส งานทำบุญครบรอบคล้ายวันมรณภาพปีที่ 13 หลวงพ่อแกละ ที่วัดลำลูกบัว อ.ดอนตูม จ.นครปฐม

ทั้งบรรยายพิเศษตามมหาวิทยาลัยและยังไปถวายความรู้และบรรยายพิเศษที่วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ล่าสุดวันนี้ 9 พฤศจิกายน ยังจัด Lunch Talk off Record Abhisit Vejjajiva หัวข้อ แผ่นดินของเรา” ในมุม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวนพูดคุยมื้อเที่ยงแบบกันเอง 80 ที่นั่ง ที่โรงแรมแกรนด์ไชน่า เยาวราช

ที่เด็ดคือคำว่า “ออฟเรคคอร์ด” ไม่มีการอัดเสียงนี่แหละ น่าจะมีอะไรมันๆ ตามสไตล์มาร์คเจ้าของรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี 53 มาฝากเยอะ

แต่ที่แน่ๆ ย่างก้าวนี่ของพี่มาร์คน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

*************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก Cat Garden by Tiggu

และเฟซบุ๊ก  Abhisit Vejjajiva

“พุทธะอิสระ” รอวันที่ฟ้าเป็นใจ

Published November 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/396659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“พุทธะอิสระ” รอวันที่ฟ้าเป็นใจ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
พุทธอิสระ,วัออ้อน้อย,นครปฐม,กปปส,สุเทพ เทิอกสุบรรณ,ลาสิกขา,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 795 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย. 62

*************************

ถ้าเอ่ยชื่อ สุวิทย์ ทองประเสริฐ คนไทยต้องนึกแป๊บว่าคือใคร แต่ถ้าเอ่ยชื่อ พุทธะอิสระ” หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ตอนนี้คือ อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แหม…จะต้องร้องอ๋อทั้งบาง

เพราะหลังงานเพื่อชาติในนาม กปปส. จบลงในปี 2557 แล้วต้องเข้าเรือนจำ ถูกสึกจากการเป็นพระด้วยข้อหารุนแรง “อั้งยี่ ซ่องโจร” ตอนนั้นหลายคนฟันธงว่า “จบแล้วหลวงปู่”

หากหลังอยู่เรือนจำไม่กี่เดือน ก็ได้รับอิสรภาพออกมาหลังวันแม่แห่งชาติไม่กี่วัน คือ 15 สิงหาคม 2561 โดยอยู่ในช่วงรอลงอาญา ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็คงแล้วแต่มุมมองของคนรักคนชัง

แต่ที่แน่ๆ ลีลาของหลวงปู่ที่ออกมาประกาศขอกลับไปห่มเหลืองไม่กี่วันมานี้ และต้องติดเบรกหลบฉากไปเพื่อตั้งหลัก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ห่มขาวก่อน รอจังหวะ

คงจำกันได้หลังจาก “อดีตพระพุทธะอิสระ” ได้รับการประกันตัวชั่วคราวจากศาลอาญา ในคดีรุมทำร้ายตำรวจสันติบาลช่วงการชุมนุม กปปส. ปี 2557 โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี เขาให้สัมภาษณ์สื่อว่าจะขอกลับไปห่มผ้าเหลืองอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2561

แต่ปรากฏว่ากระแสสังคมแม้จะมีกองเชียร์ แต่ก็มีแรงต้านปรากฏเป็นวงกว้าง อดีตพระเลยตัดสินใจไม่ฝ่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นตอนนั้น โดยโพสต์เฟซบุ๊กหลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ประกาศว่าเพื่อความสบายใจก็แล้วกัน

“การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้ บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่ บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่”

“เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ พุทธะอิสระขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม”

และบอกว่าระหว่าง ปีต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

ตอนนั้น เหมือนๆ ว่ากระแสสังคมจะลดดีกรีความร้อนแรงลง หลังจากนั้นในหน้าเฟซบุ๊กของพุทธะอิสระ ก็มีแต่เรื่องราวของคนห่มขาวในท่ามกลางแวดล้อมของลูกศิษย์ลูกหา

มองๆ ไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม จากครั้งที่เคยนุ่งเหลืองห่มเหลืองเลยสักนิด

กิจการงานไม่ขาด

มีสิ่งหนึ่งที่คนซึ่งติดตามพุทธะอิสระรู้กันดี คือ ความกตัญญูกตเวทิตาที่มีต่อบุพการีมารดา อัมพร ทองประเสริฐ ที่สูงอายุมากแล้ว และป่วยนอนติดเตียง

พุทธะอิสระตอนที่ออกจากเรือนจำ แม้ไม่ทันวันแม่ แต่ช่วงเดือนกันยายน 2561 ก็ยังคงมีกิจกรรมทำบุญบูชาบุพการีเช่นเคย ภาพของบุตรชายที่ดูแลกอดหอมผู้เป็นมารดาของเขาไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป

แต่ในกิจทางอื่นที่เกี่ยวกับวัดอ้อน้อย พุทธะอิสระยังคงเป็นเหมือนที่ลูกศิษย์ลูกหาชาวบ้านร้านตลาดกราบไหว้ เป็นหลวงปู่ที่พวกเขาสุดนับถือบูชา

ส่องดูเฟซบุ๊กในช่องแสดงความคิดเห็น ยังคงมีการส่งกำลังแรงใจมาต่อเนื่องจากบรรดาแฟนคลับ เช่น “เหล็กแท้ไม่กลัวการทุบตี ทองแท้ๆ ไม่กลัวการเผาไฟ สาธุครับหลวงปู่”

งานเพื่อมวลชนงานแรกที่หลวงปู่ทำ เห็นจะเป็น “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” โดยมูลนิธิธรรมะอิสระ วัดอ้อน้อย และคณะศิษย์ ร่วมกันไปแจกข้าวสาร อาหารแห้ง แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.ฉะเชิงเทรา อ.พนมสารคาม

แต่ที่จริง วัดอ้อน้อยไม่เคยร้างงานบุญ งานวันเด็ก งานวันสงกรานต์ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างคึกคักอลังการเช่นเคย ประชาชนแห่แหนเข้ามารับน้ำมนต์จากหลวงปู่ของพวกเขาล้นหลาม ไม่ต่างไปจากเก่าก่อน

อย่างงานใหญ่พิธียกองค์พระมหาพุทธพิมพ์นาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ซึ่งอดีตพระพุทธอิสระ นุ่งขาวห่มขาวเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากมาร่วมในพิธีดังกล่าว

วันนั้นยังมีทีเด็ดคือ คนไทยยังได้เห็นภาพของมิตรรักคนเดิม อย่าง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ในงานด้วย แต่วันนั้นเขามาในฐานะผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) หวนคืนเส้นทางการเมืองแบบหลังฉากซะอย่างนั้น !

ศรัทธาคือศรัทธา

พูดถึงเรื่องความศรัทธา สำหรับศิษยานุศิษย์ที่มีต่ออดีตพระพุทธะอิสระนั้น ไม่เพียงเป็นไปตามที่มีการยืนยันว่าในการประกอบพิธีลาสิกขาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น พุทธะอิสระยังไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา ดังนั้น ในทางพระธรรมวินัย จึงไม่ถือว่าขาดจากการเป็นพระ แต่ในทางกฎหมายก็ต้องยอมรับในข้อนี้

แต่ในทางหัวใจ คนที่เมื่อเลื่อมใสศรัทธาไปแล้ว รากที่ฝังลึกย่อมถอนไม่ง่ายแม้จะสวมใส่สีอะไร ภาพที่มีผู้คนมาร่วมงานบุญต่างๆ ที่วัดอ้อน้อยจำนวนมาก ยืนยันอย่างดีว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และในงานเดียวกันนั้น คนใหญ่อย่างลุงกำนันเข้าไปกราบอดีตพระพุทธะอิสระ พร้อมระบุว่า “ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระ และในชีวิตได้ร่วมทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินกับท่านหลวงปู่” ก็ไม่แปลก

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาก่อนนั้นไม่นานหลวงปู่ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าเรื่องราวของ “มิตรภาพ” ว่ามักเกิดขึ้นในเวลาที่เรายากลำบาก หลังจากที่เจอคำสั่งสำนักงานพุทธศาสนาฯ มิให้ผู้ที่ต้องคำพิพากษาแล้วรอลงอาญาคุมความประพฤติบวชได้

มิตรภาพของหลวงปู่วันนั้น มาจากคนปลายสายที่ชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์  ที่โทรมาถามไถ่ความรู้สึกจากข่าวร้าย

“ฉันตอบแก่คุณจตุพรไปว่า ไม่เห็นเป็นไร การที่มหาเถรฯ ออกกฎมาเช่นนั้น ถือว่าเป็นการดีต่อพระธรรมวินัยในอนาคตเสียด้วยซ้ำ จักได้มีการคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เข้ามาทำความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา”

“วันข้างหน้าพระสงฆ์จักได้งามสง่า เป็นที่น่าศรัทธาในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็ได้ประกาศออกไปก่อนที่จักมีคำสั่งนี้มาร่วมอาทิตย์แล้วว่า จะยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลือง จนกว่าจะหมดเวลาคุมความประพฤติ”

ลงท้ายว่า “อยู่มาได้ถึงวันนี้ จะอยู่ต่อไปอีกปีหนึ่งในชุดขาว จักเป็นอะไรยังไงจิตใจฉันก็ยังเป็นพระอยู่ ไม่เป็นไร ประเทศชาติต้องมาก่อน

แน่นอน นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ก่อนจะถึงวันนี้ที่่ดูเหมือนว่ากองเชียร์อาจต้องร้องเพลงปลอบใจ “ไกลเท่าเดิม” สำหรับการตั้งจิตจะบวชอีกครั้งในปีนี้ของอดีตพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย

เมื่อที่สุดแล้ว กระแสต่อต้านยังคงมีแรงสั่นสะเทือนอยู่ อย่างเหตุร้ายที่มีคนมาลอบเผารถกระบะ 4 ประตู ช่วงวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนหน้านั้น หลายคนก็ตั้งประเด็นว่าอาจเกี่ยวกับหลายเรื่องๆ ที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องนี้ด้วย !

เพื่อชาติ…รอบล่าสุด

อย่างไรก็ดี เหตุผลหลักๆ ซึ่งอดีตพระได้ระบุชัดเจนคือ ไม่เพียงทำตามคำแนะนำของคอลัมนิสต์ไทยโพสต์ “เปลว สีเงิน” ที่ได้เขียนให้คำแนะนำในลักษณะทบทวนเลื่อนออกไปก่อน

แต่ยังมีสาเหตุที่บวชตอนนี้ไม่ได้ คือเรื่องของ “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์” ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายเถรสมาคมที่มีข้อห้ามว่า ห้ามภิกษุหรือบุคคลผู้ต้องคดี หรือถูกกล่าวหาในคดีอาญาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ตนเองยังมี “คดีกบฏ” ติดค้างอยู่ ต้องรอให้หมดคดีกบฏก่อน

อีกทั้งการบวชต้องมีการถาม “อันตรายิกธรรม” หนึ่งในอันตรายิกธรรมก็คืออันตรายที่เกิดจากพรหมจรรย์ก็คือการต้องกรณีพันธะไทย ก็คือเป็นพันธะต่อราชการบ้านเมือง เช่นหนีทหาร เป็นคดี เป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่พระอุปัชฌาย์บวชให้ไม่ได้ ซึ่งตนเองอยู่ในข้อห้ามนั้น

“เพราะฉะนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม จึงไม่สามารถกล่าวคำบวชได้ ตกลงปลงใจว่า กลางปีหน้าหรือปลายปีหน้าก็คงจะสิ้นสุดคดีกบฏ หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่”

หลังเข้ากราบขอขมามารดาที่กลับไปห่มผ้าเหลืองตามคำขอจากโยมแม่ไม่ได้ โดยระบุว่า

“เรื่องความปรารถนาของโยมแม่ที่ป่วยนอนติดเตียง ต้องการจักเห็นพุทธะอิสระกลับไปนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก่อนที่ท่านจักตาย ก็คงต้องพยายามประคับประคองยืดอายุขัย มิให้แม่ต้องเป็นอะไรไปเสียก่อนที่คดีกบฏจะยุติลง เพื่อเราจักได้กลับไปห่มผ้าเหลืองให้ท่านได้เห็นก่อนตาย”

ดังนั้นหลังจากนี้ ที่ต้องทำคือ ถ้าพ้นจากคดีความ ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ คือกล่าวคำลาสิกขาแล้วขอบวชใหม่ เพราะถ้าไม่กล่าวคำลาสิกขาแล้วไปบวชจะเป็นกรรม กรรมซ้อนกันก็จะผิดคำวินัยอีก แต่ถ้าที่สุดแล้วศาลพิจารณาโทษ ต้องติดคุก ก็คงต้องยอมรับสภาพ

ถึงตอนนี้แม้กองเชียร์จะต้องร้อง “สาธุ” กันทั่วเมือง เมื่อหลวงปู่คนดังบอกว่าทั้งหมดทำโดย “โลกไม่ให้ช้ำ..ธรรมก็ต้องไม่เสีย” แต่หลายคนก็อดที่จะกังวลไม่ได้ ว่าวันที่จะได้เห็นหลวงปู่นุ่งเหลืองเรืองรองเช่นเก่าก่อน…จะมีวันนั้นอีกหรือไม่

%d bloggers like this: