คนในข่าว

All posts tagged คนในข่าว

กว่าจะแรงเท่าวันนี้ แต่ไม่มีใครมาเข้าใจ!”ลีน่า จัง” Queen of Drama

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/335346

กว่าจะแรงเท่าวันนี้ แต่ไม่มีใครมาเข้าใจ!”ลีน่า จัง” QUEEN OF DRAMA

คนในข่าว  :  19 ก.ค. 2561
ลีน่า จังจรรจา,อภิรักษ์ โกษะโยธิน,พรรคประชาธิปัตย์,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,Queen of Drama

กว่าจะแรงเท่าวันนี้ แต่ไม่มีใครมาเข้าใจ!”ลีน่า จัง” Queen of Drama

แปลกใจไหม ที่ผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ซึ่งดุดัน เกรี้ยวกราด ปากร้ายไม่มียั้ง อย่าง “ลีน่า จังจรรจา” หรือ “ลีน่าจัง” ซึ่งน่าจะไม่มีใครอยากจะสนใจเธออีก กลับได้รับการติดตาม และยังคงมีตัวตนในกระแสสื่ออย่างไม่เคยเงียบหาย

ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงความกระหายในข่าวสารที่เราพากันเรียกรวมๆ ว่า “ดราม่า” ที่ผู้คนพร้อมที่จะเสพไป ด่าไป แชร์วนไป เป็นพาราดอกซ์ หรือความย้อนแย้งที่อธิบายได้ยากยิ่ง !

ถ้าจะพูดถึง “ลีน่าจัง” เธอจึงเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเรียกว่าเป็น “Queen of Drama” หรือใครจะเรียกว่าเป็น “แม่มดแห่งข่าวแรง” ก็ว่าได้

เพราะนับแต่คนไทยเริ่มได้ยินชื่อของเธอในหน้าข่าวสาร ถ้าจะเอาครั้งที่รู้จักเป็นวงกว้างที่สุด ก็ตอนที่ประกาศตัวลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ช่วงปี 2547 หมายเลข 6 โดยผู้ที่ได้เก้าอี้พ่อเมือง กทม.ไปครอบครองคือ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” จากพรรคประชาธิปัตย์

เวลานั้น ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจัดเต็มทุกครั้งที่ออกสื่อ แต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมอาวุธ คือ “ปาก” ราวกับเทพแห่งสงครามจะออกรบ

ที่สะดุดใจคือ ภาพของผู้หญิงที่มีกิริยาวาจาผิดที่ผิดทาง กลับกลายเป็นความน่าสนใจแก่สื่อมวลชน กลายเป็นสีสันในหน้าข่าวสารรายวัน ที่ส่งให้ ลีน่าจัง ติดหูติดตาคนไทยมากขึ้น

ลองย้อนรอยดูไทม์ไลน์ชีวิตแรง ที่ลีน่าจัง เคยถูกสื่อต่างๆ เข้าหา พูดคุย ยกชูขึ้นมาเป็นตัวละครเอกแห่งความดราม่า คร่าวๆ อาจแบ่งเรื่องราวของเธอได้เป็น 3 ช่วงกว้างๆ ดังนี้

        ในวันที่พ่ายแต่ไม่แพ้
ช่วงปี 2554 ผู้หญิงรูปร่างท้วมอวบ ความสูงไม่เกิน 150 ซม. แถมยังปากร้าย แม้เธอจะผ่านความพ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาถึง 3 ครั้ง (ปี 2547, 2551 และ 2552) แต่เธอก็ไม่ยอมจำนน

เมื่อรู้แล้วว่ายังไงก็แป้ก แต่ของแถมที่ได้มาคือ “ชื่อเสียง” ดังนั้นช่วงปี 2554 หลังคนไทยได้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หันมาฝ่ายลีน่าจัง เธอก็ตัดสินใจเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “ช่อง Hot TV”

และสื่อค่ายแรกๆ ที่วิ่งเข้าไปหาเธอคือ ค่ายเนชั่น ย่านบางนาเรานี่เอง ที่บุกไปถึงสตูดิโอย่านประตูน้ำ ตั้งแต่ช่องของเธอคลอดออกมาเพียง 51 วัน! เท่านั้น โดยวันนั้นเธอพูดถึงเรื่องการเมืองช่วงหาเสียงเลือกตั้งต้นปี 2554 ไว้ว่า

“เสียดาย ตอนนั้นเราก็มายุ่งกับเรื่องสถานี เราก็ต้องกอดเงิน 10 ล้าน ไว้ เดี๋ยวไปลงเลือกตั้งแล้วหมด เราก็หยิ่ง มีหัวหน้าพรรคพลังแผ่นดินไทย โทรมาจะให้ลง เราบอกถ้าจะให้ลง ต้องให้เราลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 กรุงเทพฯ เพราะจะไปแข่งกับยิ่งลักษณ์ เขาก็โอเค แต่พอเราบอกว่าเราไม่มีเงินติดป้ายนะ เขาก็หายหัวไปเลย”

บวกกับความอิจฉาที่เห็นเพื่อนร่วมสนามผู้ว่าฯ กทม. รอบแรก อย่าง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ได้เก้าอี้ ส.ส.ไปครอบครองต่อหน้าต่อตา

“อิจฉาเขา คุณชูวิทย์เกิดมาพร้อมเรา ตอนที่ประกาศตัวลงผู้ว่าฯ เจอกันทุกสนาม แต่วันนี้เขาได้ เราก็เสียใจ ทำไมไม่มีคนมาเชิญเรา ถ้าเชิญเราก็ได้ เพราะครั้งนี้มันไม่ยากไง ตอนนั้นเลยเก็บตัวเงียบทำแต่สถานี ไม่ยุ่งกับใครเลย ถามว่าร้องไห้ไหมก็มี แต่ก็ช่างหัวมันเถอะ ครั้งนี้ไม่ได้ลง เดี๋ยวก็ได้ลง เพราะรัฐบาลครั้งนี้ อยู่ไม่นาน”

อย่าเพิ่งคิดว่าลีน่าจังทำนายแม่น เพราะสกิลขั้นเทพของผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ดูหมอ แต่เป็นฝีปาก!! วันนั้น ลีน่าเล่าเรื่องการตั้งสถานีทีวีดาวเทียม ช่อง Hot TV ด้วยแววตาเป็นประกายว่า

“ก็ทำแบบกระจอกๆ นะ ข้างบนเป็นที่เก็บของไม่ใช่ของไม่มีค่านะ ของมีค่า(เสียงสูง) เราจ้างหกล้อ 10 คันมาขนไปทิ้งหมด เพื่อทำสตูดิโอ ปูกระเบื้อง ทาสี ติดแอร์ หมดไปเกือบล้าน”

ถามกระจอกยังไง เธอเล่าเองเลยว่า ที่เห็นออกอากาศอยู่ทางความถี่ 3829 V SR 5259 ทั้งหมดนี้ “ทำเอง จัดเอง เป็นนางเอกทั้งช่อง” เพราะเจอปัญหาพนักงานเดี๋ยวมาเดี๋ยวขาด ที่ทำๆ ก็มีทั้งเชิญออก และที่หนีไปเอง (ฮา)

“อย่างเคยมีรายการหมอดูแฉ 3 ชั่วโมง ตอนแรกมา 20 คน พอตอนหลังไม่ได้ตังค์ ทำแล้วคงท้อมั้ง ทำได้เดือนหนึ่งหายหัวไปหมดเลย ช่างปะไร หายไปฉันก็ยึดเวลาทำเองหมดเลย คุณแม่เคยมีโปรดิวเซอร์ 3 คน แต่ออกไปสอง แล้วตอนนั้นมีโคโปรดิวซ์ด้วย มีช่างภาพนอกกองด้วย แต่ตอนนี้แบบว่าเดือนเดียวไล่ออกไปแล้ว 22 คน (หัวเราะ) ลูกน้องไม่มีคุณภาพ”

    ในวันที่แพ้เมื่อเสียกรุง
ที่สุดลีน่าจังก็ลาก Hot TV ที่ตนเองปลุกปั้นมากับมือ ถูลู่ถูกังออกอากาศมาจนเกือบ 3 ปี จนพูดได้ว่านี่คือ “อาณาจักร” ที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 2-3 ศูนย์การค้าอินทราสแควร์ 2 ในโรงแรมอินทราประตูน้ำ

เป็นทั้งบ้าน และศูนย์บัญชาการรบ คือ 1.บริษัท ลีน่าจัง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจเครื่องสำอาง “ไฮโซลีน่า” และ บริษัท ฮอท เน็ตเวิร์ค จำกัด ประกอบกิจการทีวีดาวเทียม

ลีน่าเล่าว่าบ้านนี้ซื้อขาดมาเมื่อ 21 ปีก่อน (นับถึงปี 2554) ราคา 190 ล้านบาท ทุกวันนี้จึงไม่ต้องเสียค่าเช่า โดยในส่วนของสถานีซึ่งอยู่ชั้น 3 นั้น จะต้องขึ้นบันไดวนเชื่อมขึ้นไปจากชั้น 2 จากห้องเก็บของที่เป็นทั้ง สตูดิโอ ห้องส่ง ห้องแต่งหน้า รวมทุกสิ่งไว้เสร็จสรรพ ก็ถือเป็นโลกใบน้อยที่เธอได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก แม้คนไทยจะไม่รักก็ตาม

ช่วงนั้นจนถึงขณะนี้ ก็ยังคงมีสื่อพยายามนำเรื่องของเธอมาบอกเล่าเสมอ เกี่ยวกับผู้หญิงปากร้าย ใจกล้า แม้จะเคยเจอขว้างถุงปลาร้าใส่ถึงหน้าร้านก็ไม่แคร์

แต่แล้วจะด้วยความฮิตติดอันดับกระมัง ช่องของเธอเกิดไปเข้าตา คสช. จนต้องเจอประกาศิตให้ปิดสถานีไปพร้อมกับสถานีวอยซ์ทีวี ในช่วงกลางดึกวันที่ 20 พฤษภาคม 2557

ราวกับ “เสียกรุง” ลีน่าจังออกมาโวยวาย เรียกหาความยุติธรรม อ้างว่ารายการของช่องตนไม่มีเนื้อหายุยงปลุกปั่นทางการเมือง และเคยพยายามเข้าขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผอ.รส. ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ

หรืออีกครั้งกับภาพที่เธอลงไปนั่งกองกับพื้นที่สโมสรทหารบก เพื่อขอเข้าร่วมงานและเสนอตัวเข้าเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ถูกสารวัตรทหารควบคุมตัวไว้

วันนั้นลีน่าจังเผยว่า อยากเป็น สปช. เพราะอยากได้เงินเดือน สปช. เพราะธุรกิจที่ทำอยู่ประสบภาวะขาดทุน จากการถูกปิดโดย คสช.

หลังจากนั้นข่าวคราวของลีน่าจัง ก็อยู่ในกระแสในท่วงทำนองของชีวิตที่มีแต่พัง! เธอมักให้สัมภาษณ์สื่อว่าตนเองนั้นหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นโรคซึมเศร้า และคิดจะฆ่าตัวตาย

แต่ความจริงด้านหนึ่งคือ หลังถูกปิดสถานี มีตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ฮอท เน็ตเวิร์ค จำกัด ของลีน่าจังนั้น มีสินทรัพย์รวม 2 ล้านกว่าบาท แต่มีหนี้สินรวม 16 กว่าล้านบาท และขาดทุนบักโกรกที่กว่า 15 ล้านบาท !!

      ในวันที่มาไกลเกินกู่
จะด้วยการล่มสลายทางธุรกิจ หรือเพราะอะไร ทำให้ลีน่าจังมีดีกรีความแรงมากขึ้นทุกวัน หรือที่จริง เพราะเธอเองที่ไม่ยอมให้กระแสของตัวเองเงียบหายไปง่ายๆ

พีคสุด..ถึงกับไลฟ์สดประกาศรับสมัครสามีคนที่ 9 โดยขอแบบซิกแพ็กอีกด้วย !

นั่นเพราะ “เจ้าแม่” ตายไม่ได้ ที่สุดช่วงปี 2560 ที่ผ่านมานี้เอง ในขณะที่ช่องอื่น ซึ่งเคยถูกคำสั่งปิดกลับมาออกอากาศได้ดังเดิม ส่วน HOT TV ของ ลีน่าจัง แม้จะถูกปิดยาว แต่เธอก็ยังคงฟอร์มดีไม่ยอมแพ้เหมือนเคย

เธอกลับมาอีกครั้งกับโลกโซเชียล “พื้นที่ดีราคาถูก” เปิดแฟนเพจ ‘ข่าวโหด’ ที่ตอนนี้มียอดไลค์กว่า 4 แสนแอคเคานท์ มีผู้ติดตามกว่า 5 แสนราย แถมเฟซบุ๊กไลฟ์ของเธอ เชื่อหรือไม่ว่ามียอดวิวเกือบ 10 ล้านวิวหลายอัน ปัจจุบัน ลีน่าจังเป็นเจ้าของแฟนเพจเกือบ 10 เพจ (ไม่ระบุชื่อ) เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้ามหาย

แน่นอนที่งานนี้มีแต่ได้ เพราะไม่ต้องใช้สถานที่เยอะ ต้นทุนต่ำ แถมยังได้ขายครีมของเธอเองด้วย

แต่แล้วล่าสุด กับการทำอะไร “ผิดที่ผิดเวลา” (อีกแล้ว) ลีน่าจังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และก่นด่าอย่างหนักจากคนไทย เพราะเธอไปถ่ายคลิปในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่มีเนื้อหาล้อเลียนการติดถ้ำ ของทีม 13 หมูป่า ช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

พร้อมระบุว่า “ติดถ้ำ อยากดัง อยากไปดูบอลโลก นี่จ๊ะ 12 ชีวิต ช่วยไปบอกฟีฟ่าหน่อย อยากกินอาหารเจล เอามาฝากหน่อยจ้า พร้อมเสียงหัวเราะขบขัน”

ปรากฏว่าคนไทยไม่ขำด้วย โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เตรียมเอาผิดทางกฎหมาย เพราะไม่มีการขออนุญาตในการถ่ายทำ ประกอบกับมีการส่งเสียงดัง เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16(13) มาตรา 16(17) มาตรา 18 และระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่าด้วยการเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2552

เรื่องกฎหมายก็ว่ากันไป แต่เรื่องคลิปชุดนี้ ก็อย่างที่บอกว่าคนไทย “เสพไป ด่าไป” จนตอนนี้มียอดวิวถึง 3.8 ล้านครั้ง บวกคลิปยิบย่อยอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันอีกหลายคลิป

ลองนึกแล้วกันดูว่า ถึงวันนี้ ลีน่าจัง มาถึงจุดที่เธอพึงพอใจหรือยัง แต่ที่แน่ๆ แม้ไม่มีใครเข้าใจ ขอแค่แชร์วนไปก็พอแล้ว สำหรับเธอ Queen of Drama !

Advertisements

รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ “จ่าแซม” ไม่ธรรมดา!

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/335051

รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ “จ่าแซม” ไม่ธรรมดา!

คนในข่าว  :  17 ก.ค. 2561
จ่าแซม,สมาน กุนัน,13 ชีวิต,หมูป่าอคาเดมี

อยากรู้กันไหมว่า เจ้าหน้าที่ลักษณะคล้ายฝ่ายรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ ในชุดสีน้ำเงินเข้ม หมวกแบเร่ต์สีแดงเลือดหมู ที่ฮีโรจ่าแซม ทำมานั้น ไม่ธรรมดายังไง?

          ยังคงส่งความอาลัยไปยังวีรบุรุษถ้ำหลวงผู้ล่วงลับ นาวาตรี สมาน กุนัน หรือที่เราเรียกกันว่า “จ่าแซม” ผู้เป็นอดีตทหารประจำหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ และอาสาปฏิบัติภารกิจถ้ำหลวงด้วยจิตใจกล้าหาญ แม้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          ตามข้อมูลของเขา พบว่า ก่อนที่จะมาเสียชีวิตนั้น เขาได้ลาออกจากราชการมาปฏิบัติงานเป็น เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

          หลายคนอาจอยากรู้ว่า หน้าที่นี้นั้น จริงๆ แล้ว เนื้องาน พวกเขาทำอะไรกันบ้าง ค้นไปค้นมา ต้องพบกับความอึ้งและทึ่ง เพราะหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย” นั้นไม่ธรรมดา ไม่ได้มาง่ายๆ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นได้!

          หากใครไปสนามบินสุวรรณภูมิ อาจสังเกตเจ้าหน้าที่ลักษณะคล้ายฝ่ายรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ ในชุดสีน้ำเงินเข้ม หมวกแบเร่ต์สีแดงเลือดหมู มีอาวุธปืน บางครั้งเราจะเห็นพวกเขานั่งอยู่ในเค้าท์เตอร์กลมๆ หรือไม่ก็ใช้รถ 2 ล้อลาดตะเวนในสนามบิน

          นั่นแหละคือ เจ้าหน้าที่ตระเวนระงับเหตุ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย หน้าที่ซึ่งจ่าแซมปฏิบัติอยู่ก่อนหน้านี้!!

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          แต่ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้อีกมากมาย ที่ค้นคว้ามาเล่าสู่กันฟัง

          โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยหัวข้อ A Study of Airport Passenger Satisfaction for Improving Security Center Division at Suvarnabhumi Airport ซึ่งปรากฏในเวบไซต์ http://www.research-system.siam.edu ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่ของ ส่วนตระเวนระงับเหตุ สังกัดฝ่ายรักษาความปลอดภัยไว้ดังนี้

จุดประสงค์

          1.เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำใดๆ อันขัดต่อกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อวินาศกรรมและการก่ออาชญากรรมใดๆ ต่อเครื่องบินโดยสารและผู้เกี่ยวข้อง

          2.เพื่อป้องกันมิให้มีการนำอาวุธปืน วัตถุระเบิด อุปกรณ์การวางเพลิง และวัตถุอันตรายต่าง ๆ เข้ามาในเขตพื้นที่หวงห้ามและพื้นที่ควบคุมโดยเด็ดขาด

          3.เพื่อตัดช่องโอกาสในการกระทำผิดของบุคคลใดๆ ที่มุ่งกระทำต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกเข้าไปภายในเขต Airside, พื้นที่หวงห้าม (Restrict Area) และพื้นที่ควบคุม (Control Area)

          4.เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุอันขัดต่อกฎหมายและความไม่สงบเรียบร้อยด้วยความรวดเร็วและถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรี ภาพของผู้เกี่ยวข้องตลอดจนภาพลักษณ์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          5.เพื่อรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ภายในเขตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยมาตรการเชิงรุก

          6.เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์อันทันสมัยและเทคนิคต่างๆ มาใชในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเหตุร้ายและระงับเหตุ

อำนาจหน้าที่

          1. ถวายการอำนวยความสะดวกแด่องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และพระราชอาคันตุกะ

          2.รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          3.รักษาความปลอดภัยในงานราชพิธี งานรัฐพิธี งานประเพณี งานการกุศล มหกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้พื้นที่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          4.ตระเวนตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สินภายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          5.บรรเทาระงับเหตุร้ายหรือการกระทำอื่นใดที่กระทบกระเทือนต่อการรักษาความปลอดภัยหรือเป็นการแทรกแซงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อกิจการการบินพาณิชย์หรือต่อบุคคลและสถานที่ใดๆ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          6.ปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินและแผนเผชิญเหตุตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกำหนด

          7.ดำเนินการป้องปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามกฎหมาย

          8.แสวงหาความร่วมมือจากหน่วยต่าง ๆ ตลอดจนร่วมมือกบั หน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในสังกัด ทอท.และนอกสังกัด ทอท.ในการตรวจตราและระงับเหตุภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

          9. ประสานการปฏิบัติและให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติ

          10. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรืองานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

          11. รวบรวมสถิติ ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาความปลอดภัยภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างมีระบบ

          ต้องร้อง “โอ้โห” กันเลยทีเดียว เพราะงานของจ่าแซมนั้น ไม่ใช่คนธรรมจะทำได้!!

          มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่จะสมัครเข้ามาทำงานนี้ ต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างสุดหิน โดยหากไปส่องตามสถาบันกวดวิชา ที่มีการประชาสัมพันธ์แนวข้อสอบแก่ผู้ที่สนใจสมัครสอบ ได้ระบุถึงแนวข้อสอบปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัย ส่วนตระเวนระงับเหตุ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด AOT ดังนี้

          1.ความรู้เกี่ยวกับ-บริษัท-ท่าอากาศยานไทย-จำกัด-มหาชน

          2.แนวข้อสอบเกี่ยวกับบริษัทท่าอากาศยานไทย

          3.แนวข้อสอบ พรบ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

          4.ความสามารถด้านการคิดตัวเลข

          5.ความสามารถด้านภาษาไทย

          6.แนวข้อสอบความถนัดทางเชาว์ปัญญา Aptitude Test

          7.แนวข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ

          8.สรุปข่าวเด่น และแนวข้อสอบ ความรู้ทั่วไป-เกี่ยวกับสังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง-การกีฬา

          9.แนวข้อสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

          10.แนวข้อสอบระเบียบว่าด้วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

          11.แนวข้อสอบการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544

          12.แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

          13.เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ ที่่มีเรื่องของเชาวน์ปัญญาและความถนัดต่างๆ (ข้อมูลจาก http://www.แนวข้อสอบราชการไทย.com)

          ทั้งนี้ แนวข้อสอบความถนัดทางเชาว์ปัญญา Aptitude Test (คือ ระบบการทดสอบที่ใช้ในการประเมินว่าบุคคลจะมีปฏิกิริยาในสถานการณ์ต่างๆอย่างไร โดยจะแบ่งออกเป็นหลายหัวข้อเช่น Numerical Test (การวัดทักษะด้านตัวเลข), Perceptual Test(การวัดทักษะด้านการรับรู้), Spatial Test(การวัดทักษะด้านมิติสัมพันธ์) ซึ่งข้อสอบประเภทนี้ใช้ในการสอบเข้านักบินและลูกเรือแทบทุกสายการบิน

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

ภาพจากเฟซบุค TakeOff – Let’s Fly Together.

         ขณะที่ในสังคมออนไลน์ อย่าง เวบไซต์พันทิป มีผู้มาแสดงความคิดเห็นกล่าวถึงงานในตำแหน่งนี้ไว้ เช่น

        “ส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ตำรวจเก่าทั้งนั้น จบซีล รีคอน ก็เยอะ”

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

         “เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ ข้าราชการแต่อย่างใด อาจมีอดีตเจ้าหน้าที่มือดีจากหลายหน่วยงานมาทำหน้าที่ตรงนี้”

   รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

 รู้แล้วจะทึ่ง! งาน ตระเวนระงับเหตุ "จ่าแซม" ไม่ธรรมดา!

          “…การรับสมัคร มี 3 ส่วนหลักคือๆ 1.การสอบข้อเขียน (ตรรกศาสตร์,การคิด,เชาว์ปัญญา,ภาษาต่างประเทศ,เหตุการปัจจุบัน และอื่นได้ 2.การทดสอบร่างกาย ดึงข้อ ลุกนั่ง วิ่งเก็บของ วิ่ง50เมตร วิ่ง1,200เมตร แต่ละปีสถานีการทดสอบและเกณฑ์การทดสอบจะแตกต่างกันออกไป และ3.การสอบสัมภาษณ์…” (ข้อมูลจาก https://pantip.com/topic/36133745)

          เห็นแล้ว อึ้งจริงๆ!! ว่างานนี้ ไม่ธรรมดา และคนที่จะมาทำหน้าที่นี้ก็ระดับมือพระกาฬคนหนึ่งก็ว่าได้!!

          “จ่าแซม” ฮีโร่ของพวกเราก็เช่นกัน!

000

         สำหรับ “นาวาตรี สมาน กุนัน” ผู้สละชีพกลางถ้ำหลวงนั้น จบหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หน่วยซีล รุ่นที่ 30 วัย 38 ปี แต่มาร่วมกู้ภัยช่วย 13 ชีวิต โดยเข้ารับภารกิจวันที่ 5 ก.ค. 2561 ให้ลำเลียงขวดอากาศ จากโถง 3 ไปยังจุดต่างๆ บริเวณสามแยก

         ทั้งนี้ เขาเริ่มดำน้ำเมื่อเวลา 20.37 น.เมื่อเสร็จภารกิจ ขณะดำน้ำกลับได้หมดสติในน้ำ คู่ดำน้ำได้ทำการปฐมพยาบาล(CPR) แต่ไม่ได้สติ จึงนำกลับมายังโถงสามเพื่อปฐมพยาบาลอีกครั้ง

          แต่ จ.อ.สมาน ก็ไม่ได้สติและเสียชีวิตลงเวลาประมาณ 01.00 น วันที่ 6 ก.ค.2561 ทีมงานจึงได้นำพาร่างออกมาถึงหน้าถ้ำและส่งไปยัง ร.พ.ค่ายพญาเม็งรายมหาราช

         จ่าแซม อายุ 38 ปี ปกติเป็น จนท.ตระเวนระงับเหตุฝ่าย รปภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บ.ท่าอากาศยานไทย

         จ่าแซมเคยคว้าแชมป์โอเวอร์วอล หรือการแข่งขันกีฬาผจญภัย รายการ “ดิไอบิสเกาะสมุย โทรฟี่ 2110 “ครั้งที่ 2 และวิ่งหรรษา จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 103 ทีม

         ล่าสุด วันที่ 14 ก.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพ นาวาตรี สมาน กุนัน ป.ช. ณ เมรุวัดบ้านหนองคู อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด

  ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ นาวาตรี เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ จ่าแซมที่เสียสละอุทิศตนปฏิบัติงานช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชน และผู้ฝึกสอน ทีมหมูป่าอะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และได้เสียชีวิตขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2561

เพื่อตอบแทน คุณความดีของนาวาตรี สมาน กุนัน และเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลสืบไป

//////////////////

เครดิต

http://www.research-system.siam.edu

เฟซบุค TakeOff – Let’s Fly Together.

https://pantip.com/topic/36133745

เปิดประวัติ… “โค้ชเอก” ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/333192

เปิดประวัติ… “โค้ชเอก” ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

คนในข่าว  :  3 ก.ค. 2561
โค้ชเอก,เอกพล จันทะวงษ์,ทีมหมูป่า,ถ้ำหลวง,โค้ชนพ,หมูป่าอะคาเดมี,วัดพระธาตุดอยเวา,ฮีโร่,ประวัติ

ในบรรดา “ฮีโร่” หลายคนที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง หลายคนบอกว่า “โค้ชเอก” น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น มาดูทำความรู้จักเขากัน…

                ในปฏิบัติการตามหานักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ทั้ง 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง ได้เกิด “ฮีโร่” ขึ้นมากมาย ในจำนวนนั้นน่าจะรวมถึงคนที่ทำให้เด็กๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ภายในถ้ำได้ถึง 10 วัน คือ “โค้ชเอก” เอกพล จันทะวงษ์

                “โค้ชเอก” วัย 25 ปี เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในจำนวน 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง อ.แม่สาย จ.เชียงราย

                ในช่วงแรกที่ปรากฏข่าวออกมา ต้องยอมรับว่ามีเสียงตำหนิ “โค้ชเอก” ว่าพาเด็กๆเข้าไปได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งนานวันเท่าไหร่ ความหวังที่เด็กๆจะรอดปลอดภัย ยิ่งพุ่งมาที่ “โค้ชเอก”

                และมีเสียงพูดออกมามากขึ้นๆ ว่า เชื่อมั่นว่า “โค้ชเอก” จะดูแลน้องๆให้มีชีวิตรอดได้

                ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

                เหตุผลแรก น่าจะเป็นเพราะที่ผ่านมา “โค้ชเอก” แสดงให้เห็นว่าเขามีความรักความหวังดีให้กับเด็กๆ “ทีมหมูป่า” จริงๆ เขาทุ่มเทดังนั้นเขาย่อมต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลเด็กๆ

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “โค้ชนพ” นพรัตน์ กันฑะวงศ์ หัวหน้าโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี หัวหน้าโค้ชเอก ให้สัมภาษณ์คมชัดลึกออนไลน์ หลังข่าวดีการพบตัวทั้ง 13 ชีวิตว่า “ผมมั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่าโค้ชเอกจะต้องสามารถดูแลเด็กๆได้”

                ทั้งนี้หากใครที่ติดตามกรณีนี้มาตลอด จะเห็นว่า “โค้ชนพ” ให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจในตัวโค้ชเอกมาตั้งแต่วันแรกๆจริงๆ

                ถ้าถามว่าทำไมโค้ชนพ มีความมั่นใจในตัวโค้ชเอกขนาดนั้น ก็คงต้องย้อนไปตั้งแต่วันแรกๆที่โค้ชเอกเข้ามาอยู่กับทีมหมูป่า

                “เมื่อสักปี 2556-2557 ผมชวนโค้ชเอกเข้ามาช่วยดูแลเด็กในทีม หลังจากเพิ่งตั้งทีมหมูป่าขึ้นมา หลังจากเห็นเขามาออกกำลังกาย มาเล่นฟุตบอลที่สนามกีฬากลาง อ.แม่สาย อยู่เป็นประจำ ซึ่งผมก็พาเด็กๆในทีมไปฝึกซ้อมที่นั่น พอรู้ว่าเขาชอบฟุตบอลจึงชวนมา และเขาก็เป็นคนที่รักเด็กมาก หลังจากเข้ามาช่วยดูแลทีม ตอนหลังเขาก็ขอเป็นคนดูแลทีมหมูป่ารุ่นเล็กสุด คือรุ่นอายุ 11-13 ปี ความที่เขาเป็นคนรักเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาเขาดูแลน้องๆอย่างดี และสนิทกับน้องๆมาก ทำให้ผมมั่นใจ” โค้ชนพ บอก

                อีกเหตุผลที่สำคัญ คือ “โค้ชเอก” สนใจและศึกษาเรื่องการท่องเที่ยวแนวผจญภัย และที่ผ่านมาโค้ชเอกกับเด็กๆก็เคยไปเที่ยวในถ้ำหลวงกันมาแล้วหลายรอบ

                ถึงแม้ว่า “โค้ชนพ” จะบอกว่า เขาไม่ทราบเรื่องที่โค้ชเอกเคยพาเด็กๆไปเที่ยวถ้ำ และสำหรับครั้งนี้ถ้าทราบก็คงไม่ให้ไป แต่อย่างไรก็ตามหัวหน้าโค้ชทีมหมูป่า บอกว่า ถือว่าโชคดีที่โค้ชเอกอยู่กับเด็กๆด้วย โดยเฉพาะเมื่อได้ยินข้อมูลว่า เด็กๆและโค้ชประทังชีวิตด้วยน้ำที่หยดจากในถ้ำ และพยายามอยู่นิ่งๆให้มากที่สุดเพื่อรักษาพลังงานในร่างกาย

                “ถ้าเป็นผมคงไม่สามารถดูแลน้องๆได้ดีเท่าโค้ชเอก เพราะผมไม่รู้ความรู้เกี่ยวกับการเดินถ้ำเลย ถ้าเป็นผม ไม่เป็นใจว่าจะอยู่ได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกหรือเปล่า แต่ดูจากสภาพน้องๆที่ปรากฏออกมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าการเอาชีวิตรอดของพวกเขาสุดยอดจริงๆ”

                “ต้องยกความดีทั้งหมดให้กับโค้ชเอก เขาเป็นยิ่งกว่าฮีโร่ของพวกเรา เขาอายุแค่ 25 ปี แต่สิ่งที่เขาทำยิ่งใหญ่ เคารพหัวใจของผู้ชายคนนี้เลย” โค้ชนพ กล่าวกับคมชัดลึกออนไลน์

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “ในปฏิบัติการครั้งนี้ มีฮีโร่หลายคนโค้ชเอกก็คือฮีโร่คนหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้” โค้ชนพ กล่าวย้ำ

โค้ชนพเล่าถึงชีวิตของโค้ชเอกว่า กำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ต่อมาได้ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่ลำพูน 8 ปี และเรียนทางธรรมไปด้วยจนจบนักธรรมเอก

                ปัจจุบันนอกจากทำหน้าที่เป็นโค้ชทีมหมูป่า ซึ่งเป็นโค้ชที่ผ่านการอบรมในหลักสูตร ที ไลเซนต์ แล้ว โค้ชเอกยังช่วยทำงานที่วัดพระธาตุดอยเวา ต.เสียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วย

                คมชัดลึกออนไลน์ ได้ต่อสายไปพูดคุยกับ “พระครูสัทธรรมโกวิท” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวา ทำให้ได้ข้อมูลที่สนใจเกี่ยวกับ “โค้ชเอก” มากขึ้นไปอีก

                “โค้ชเอกช่วยเหลืองานวัดอย่างดีทำงานอยู่กับวัดมาประมาณ 3 ปีแล้ว วัดไม่ได้มีเงินเดือนให้ แต่ให้ค่าตอบแทนบ้างเป็นครั้งคราว อยู่ด้วยกันเหมือนช่วยเกื้อกูลกันไป เขาเป็นที่รักของทุกคนที่วัดรวมทั้งญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด เพราะเป็นเด็กดีใจกว้าง มีน้ำใจ บางครั้งที่วัดมีงานก็เอาเด็กๆในทีมมาช่วย เป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ร่างกายแข็งแรงมากๆ ทำงานไม่ค่อยเหนื่อย ไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องไปหาหมอ ตอนนี้ยังมีญาติโยมจากกรุงเทพ 7-8 คน มารอฟังข่าวอยู่ มาสวดมนต์ให้ตั้งแต่ 3-4 วันแรก”

                เจ้าอาวาสฯ บอกต่ออีกว่า ปกติโค้ชเอกจะเดินทางไปๆมาๆระหว่างที่วัดกับฝั่งพม่าเพื่อกลับไปดูแลย่า

                “โค้ชเอกเป็นชาวพม่า เชื่อสายไทยใหญ่ เขาเดินทางเข้าออกประเทศไทยด้วยพาสปอร์ต” เจ้าอาวาสบอกข้อมูลเกี่ยวกับโค้ชเอกที่หลายคนก็อาจจะเพิ่งทราบ

                พระครูสัทธรรมโกวิท ให้ข้อมูลอีกว่ากิจวัตรประจำวันของโค้ชเอก คือ ตอนเช้าประมาณ 9- 10 โมง ก็จะมาช่วยงานที่วัด จนถึงประมาณบ่าย 3-4 โมง จากนั้นตอนเย็นไปช่วยฝึกสอนฟุตบอลให้เด็กๆ ตอนค่ำถ้าที่วัดมีงานก็มาช่วย ช่วยทุกอย่างรวมไปถึงการร่วมกิจกรรมสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมกับญาติโยม ถ้าวันไหนไม่สะดวกกลับไปฝั่งพม่าก็จะพักที่วัดซึ่งมีที่พักให้

                เจ้าอาวาสฯ เล่าอีกว่า โค้ชเอกเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง และชอบกิจกรรมที่ฝึกความอดทน และถ้ามีเวลาโค้ชเอกก็จะพาเด็กๆในทีมฟุตบอลไปฝึกความอดทน โดยโค้ชเอกเคยบอกว่าอยากให้เด็กฝึกความอดทนอยู่ตลอด ไม่ใช่ไปฝึกตอนที่จะถึงเวลาแข่งเท่านั้น บางครั้งก็มาขออนุญาตพาเด็กๆปั่นจักรยานไปในที่ต่างๆ

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

เปิดประวัติ... "โค้ชเอก" ฮีโร่(อีกคน) ที่ถ้ำหลวง

                “อาตมาเชื่อว่า ความที่โค้ชเอกเป็นคนที่อยู่กับวัดมาตลอดตั้งแต่เด็ก มีการปฏิบัติธรรมทำสมาธิ สิ่งนี้น่าจะช่วยโค้ชเอกได้เยอะตอนที่ติดอยู่ในถ้ำ เพราะนอกจากร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เรื่องจิตวิทยา เรื่องสมาธิ เรื่องคำพูด และจิตใจที่เข้มแข็งก็เป็นเรื่องที่สำคัญด้วย”

                ใครที่มีคำถามว่า 10 วัน ที่ผ่านมา เด็กๆและโค้ชอยู่กันอย่างไรในถ้ำ ถึงตอนนี้คงจะพอได้คำตอบบ้างแล้ว…

=================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย “ตงฉิน” จนโดนเด้ง !!??

Published July 22, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/332664

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย “ตงฉิน” จนโดนเด้ง !!??

คนในข่าว  :  30 มิ.ย. 2561
ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร,ผู้ว่าเชียงราย,ตงฉิน,ถูกเด้ง,พะเยา,ถ้ำหลวง,ทีมหมูป่า,13 ชีวิต,คำสั่งหัวหน้า คสช 202560,สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

จะมีกี่คนที่รู้ว่า “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าฯเชียงราย ขวัญใจผู้คนทั่วประเทศในปฏิบัติการค้นหา “ทีมหมูป่า” โดนสั่งย้ายไปเป็นผู้ว่าฯพะเยาแล้วตั้งแต่ เม.ย.

               นาทีนี้แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่ตอนนี้สวมบทบาทเป็น “แม่ทัพ” ในปฏิบัติการค้นหานักฟุตบาลเยาวชนและโค้ช รวม 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง ที่กลายเป็นขวัญใจของผู้คนทั้งประเทศไปแล้ว

               ผู้ว่าฯเชียงรายคนนี้มาอยู่ในโฟกัส เริ่มมาจากคลิปที่เขาให้นโยบายการทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการค้นหานักฟุตบอล “ทีมหมูป่าอะคาเดมี” ในครั้งนี้ ซึ่งมีวลีเด็ดที่สะดุดหัวใจผู้ได้ยินได้ฟัง

               “ใครที่บอกว่าไม่เสียสละพอที่จะทำงาน ใครจะกลับบ้านไปนอนกับลูกกับเมีย เชิญเซ็นชื่อแล้วออกไปเลย ผมไม่รายงานใครทั้งสิ้น ใครจะทำงาน วันนี้ขอให้พร้อมทุกนาที ให้คิดว่าเขาเป็นลูกเรา”

               และตลอดห้วงเวลาวิกฤตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทราบว่าเด็กๆและโค้ชทั้ง 13 ชีวิตติดอยู่ในถ้ำหลวงตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่เพียงแค่พูด แต่ทุ่มเทและใส่ใจกับปฏิบัติการครั้งนี้จริงๆ

               “มีคนถามว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตลอด…มันเหมือนแม่ทัพ รบแล้วเรากำลังจะพ่ายแพ้ เราจะเสียพื้นที่ ถ้าแม่ทัพไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสู้กันตลอด เราจะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้ายังไง เราก็จะสู้กันตลอด” คำพูดของผู้ว่าฯ ในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน

รู้ป่าว ?? ผู้ว่าฯเชียงราย "ตงฉิน" จนโดนเด้ง !!??

               หลังได้เห็นการทำงานของผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ผู้คนโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียต่างชื่นชมและมีการไปค้นประวัติของท่านมาแบ่งปันกัน จากประวัติการศึกษาและการทำงาน ยิ่งทำให้มีคนบอกว่าผู้ว่าฯคนนี้ “อยู่ถูกที่ถูกเวลา” ถูกเวลาจริงๆ

               ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึง 4 ใบ แต่ที่น่าสนใจเพราะน่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย คือ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

               และในระดับปริญญาโทท่านสำเร็จการศึกษา Master of Science (Geodetic Science and Surveying) จาก The Ohio State University ประเทศสหรัฐอเมริกา

               ส่วนเรื่องประวัติการทำงานนั้น ท่านเติบโตมาในกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งงานในระยะหลังคือ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีทำแผนที่ กรมที่ดิน, ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมที่ดิน, และ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 20/2560 (คลิกอ่านรายละเอียด) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งอันเนื่องมาจากมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่าง การถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว

               โดยครั้งนั้นเขาได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งแทน “บุญส่ง เตชะมณีสถิตย์” ที่ถูกสั่งให้ไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

               นั่นหมายความว่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คือ การก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ ครั้งแรกของ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร”

               อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปดูข่าวเกี่ยวกับผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก่อนหน้านี้นิดนึงจะพบข่าวที่อาจจะทำให้หลายคนตกใจ โดยเฉพาะชาวจังหวัดเชียงรายบางคนที่ยังไม่ทราบข่าว

               นั่นคือ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยระดับสูง ตามที่ทางกระทรวงเสนอ จำนวน 12 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ว่าฯเชียงรายรวมอยู่ด้วย

               ในคำสั่งดังกล่าว “ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์” ถูกย้ายให้เป็นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ซึ่งต้องถือว่าเป็นการลดเกรด เพราะจังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดที่เล็กกว่าเชียงราย (คลิกอ่านรายละเอียด)

               ทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นต้นไป ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างรอพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ จึงยังทำหน้าที่อยู่ที่เชียงรายต่อไปก่อน

               แน่นอน ย่อมมีคนอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ผู้ว่าฯ ที่วันนี้คนทั่วประเทศประทับใจในการทำหน้าที่ของท่าน ถูกย้าย?

               ในช่วงที่มีคำสั่งโยกย้าย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผล ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงและผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 12 ตำแหน่งนั้นว่า มี 3 ข้อ คือ หนึ่ง คือครบวงรอบตามแผนการแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี, การพิจารณาจากผลงานหรือข้อบกพร่องในพื้นที่ และการพิจารณาโดยหวังผลทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

               อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่า การที่ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ถูกย้าย เนื่องมาจากเขาเป็นเป็นคน “ตงฉิน” ไม่ยินยอมให้กับเรื่องที่มีความไม่ถูกต้อง

               เมื่อไล่ย้อนดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้ว่าฯเชียงรายคนนี้ต่อไปอีก จะพบข่าวใหญ่ของเมืองเชียงรายในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือ “ผู้ว่าฯเชียงราย ไม่อนุมัติสร้าง “อนุสาวรีย์พญามังราย” บนเกาะกลางแม่น้ำกก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการรุกลำน้ำ หากเซ็นก็เท่ากับทำผิดไปด้วย”

               ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณที่มาจากงบอัดฉีดเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 32 ล้านบาท

               ครั้งนั้น ผู้ว่าฯเชียงรายให้เหตุผลในการไม่อนุมัติโครงการ ว่า ไม่อาจให้ที่ดินบนเกาะกลางแม่น้ำกกเพื่อดำเนินโครงการได้เพราะผิดกฎหมาย หากอนุมัติก็อาจต้องถูกดำเนินคดี งบประมาณนี้สามารถผันไปใช้เป็นพัฒนาด้านอื่นได้กว่า 31 โครงการ เช่น ถนน แหล่งน้ำ แต่ปรากฎว่าก็ไม่เอากัน

               “ผมเป็นผู้ว่าฯ ผมมีหน้าที่คุมทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎกติกา ท่านรู้ไหมเชียงรายที่ผ่านมาศักยภาพมันควรจะเจริญขนาดไหน งบประมาณ 100 บาทมันควรจะลงให้ถึง 100 บาทหรืออย่างน้อย 90 บาท วันนี้ลงแค่ 30-40 บาท เขาถึงส่งผมมา วันนี้ 20 กว่าโครงการผมเซ็นไม่ได้เพราะมันผิดกติกาหมด ผมยอมไปที่ไหนก็ได้แต่ผมจะไม่ยอมเซ็นต์โครงการที่ผิดเพราะรู้ว่าผิด ผมยอมย้ายไปที่ไหนก็ได้ถ้าไปแล้วไม่ปวดหัวอย่างนี้” คำพูดของผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ที่ถูกบันทึกไว้

               สุดท้าย ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ ก็ถูกสั่งย้ายพ้นจังหวัดเชียงรายจริงๆ !!

======================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

วัฒนา อัศวเหม หรือ “มังกร”…จะซ่อนยาว?

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/328463

วัฒนา อัศวเหม หรือ “มังกร”…จะซ่อนยาว?

คนในข่าว  :  1 มิ.ย. 2561
วัฒนา อัศวเหม

จากวันนั้น ถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว ที่คนไทยยังไม่เห็นวัฒนา อัศวเหม แล้วในวันอ่านคำพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 13 ก.ค. 2561 เราควรจะลุ้นไหมว่าเขาจะมาหรือเปล่า?

          ไม่มีใครแปลกใจสำหรับการไม่มาตามนัดของ “วัฒนา อัศวเหม” เมื่อวันที่ 30 .. 2561 กับการนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีฉ้อโกงซื้อที่ดินและสัญญาโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ หมายเลขดำ อ.254/2547 ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

แต่ถึงจะไม่แปลกใจ..หลายคนก็อด “ถอดใจ”ไม่ได้ว่า งานนี้เจ้าพ่อปากน้ำผู้นี้ น่าจะหลบยาวไปไม่มีกำหนดปรากฏตัวง่ายๆ!!

แน่นอนสำหรับคนระดับ “เจ้าพ่อ” เส้นทางชีวิตไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เมื่อใหญ่พอ และใหญ่จริง!

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ที่ว่าไม่ง่าย เพราะกว่าจะมีวันนี้ วัฒนา อัศวเหม ก็คือ “คนแซ่เบ๊” คนหนึ่งที่บรรพบุรุษก็อพยพมาจากแดนมังกรโพ้นทะเล

แต่รุ่นของ “วัฒนา” หรือชื่อเดิมคือ กิมเอี่ยม แซ่เบ๊ เขาได้เติบโตขึ้นมาเป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับว่า เป็นอีกหนึ่งตำนาน “เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล” แห่งพื้นที่สมุทรปราการ จังหวัดในเขตปริมณฑลที่มีความใกล้ชิดกับกรุงเทพมากที่สุด ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสภาพสังคม

ยิ่งถ้านับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 5 ที่ส่งผลให้สมุทรปราการได้พัฒนาสู่การเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ต่อเนื่องสู่พื้นที่เขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก คนในตระกูลอัศวเหม ยิ่งสยายปีกกว้างขวางโอบล้อมพื้นที่แห่งนี้อย่างชนิดที่ใครก็ทานไว้ไม่อยู่!

ย้อนไปในวัยต้น วัฒนา อัศวเหม เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.. 2479 (บางแหล่งระบุว่าวันที่ 26..2479) เกิด ที่จ.สมุทรปราการ เป็นบุตร สุขชัย กับ สำอางค์ อัศวเหม มีพี่น้องรวม 12 คน โดยวัฒนานั้นเป็นบุตรคนที่ 6 หรือจะเรียกว่าบุตรคนกลางก็ได้!

วัฒนา จบชั้นประถมที่โรงเรียนเทศบาล และชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาเขาจบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีสาขาการจัดการธุรกิจ จาก Southeastern USA (London Campus) ประเทศอังกฤษ

ในชีวิตส่วนตัว วัฒนา สมรสกับนางจันทร์แรม มีบุตรสามคน ได้แก่ พิบูลย์ อัศวเหม, พูลผล อัศวเหม อดีต ส..สมุทรปราการ และ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

  อย่างไรก็ดี ครอบครัวของวัฒนา เดิมทำอาชีพค้าขายของชำ ทำให้ค่อนข้างมีฐานะทางการเงินที่ดี แต่วัฒนาเองนั้น ก็เป็นเด็กขยัน รู้จักค้าขายมาตั้งแต่เรียนมัธยม โดยเคยเป็นเด็กรับรถ, ชกมวย เรียกว่า หาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของทางบ้าน!

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ข้อมูลจากงานค้นคว้าเรื่อง “บทบาทผู้นำทางการเมือง : นายวัฒนา อัศวเหม” โดย พิริยะ โตสกุลวงศ์ เล่าว่าธุรกิจแรกของวัฒนาคือเปิดร้านขายของชำ และเหมาไปขายยังที่ต่างๆ

ต่อมาเริ่มทำร้านอาหารชื่อ “บ้านแก้วเรือนขวัญ” ที่ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะถือเป็นต้นตำรับซีฟู้ดของเมืองไทย

ต่อมาสยายปีกไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้าง, บริษัทขนส่งทางเรือ, โรงอบใบยา “วัฒนายาสูบ” ที่จ.แพร่ ตามต่อด้วยธุรกิจน้ำมัน โดยเป็นตัวแทนองค์การเชื้อเพลิงขายน้ำมัน ในชื่อ“น้ำมันตราสามทหาร”

กระทั่งวัฒนาได้ยื่นเรื่องขอตั้งโรงกลั่นน้ำมันที่แหลมฉบัง ศรีราชา แต่แม้จะไม่สำเร็จในภายหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง ช่วงรอยต่อเดือนตุลาอาถรรพณ์ 2516 แต่ครั้งนั้นก็ถือเป็นบทพิสูจน์สายตายาวไกลของเขาได้ไม่น้อย

  เพราะต่อมาช่วงปลายปี 2536 เขากลับมาเอาจริงในเส้นทางสายน้ำมันอีกครั้ง โดยการเปิด 2100 แห่ง ภายในเวลา 2 ปี ภายใต้การดำเนินงานโดย บริษัท เอ็ม. พี. ปิโตรเลียม จำกัด โดยให้บุตรชายทั้ง 3 บริหาร และประสบความสำเร็จเป็นอันมาก

จนปัจจุบันถ้าพูดถึงอาณาจักรธุรกิจของเจ้าพ่อปากน้ำคนนี้ ต้องบอกว่าอื้อหือ คือ เยอะมาก! ไม่เพียงแค่ธุรกิจน้ำมัน แต่ยังมีถึงกว่า 20 บริษัท!มีสินทรัพย์รวม 10,387,863,276 บาท ไม่รวมทรัพย์สินในต่างประเทศ (ข้อมูลช่วงปี 2556 สำนักข่าวอิศรา)

อย่างไรก็ดี มีผู้วิเคราะห์ว่า ในภาพความเป็นเจ้าพ่อของวัฒนานั้น มีลักษณะของการสานสัมพันธ์คนในภาครัฐ ภาคการเมือง สิ่งเหล่านี้แน่นอนจะช่วยเอื้อในเส้นทางธุรกิจ และยังสามารถต่อยอดไปยังขั้วอำนาจฝ่ายปกครองได้

ย้อนไปดูเส้นทางทางการเมือง วัฒนา เริ่มเป็น ส..ตั้งแต่ ปี 2518 ลงเลือกตั้งในนามพรรคสังคมชาตินิยม ที่มี ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอาทิ นิยม วรปัญญา, ธเนตร เอียสกุล

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

เป็น ส..ได้ไม่ถึงปี สภาชุดนี้สิ้นสุดลง เพราะมีการยุบสภา เมื่อ 12 .. 2519 และจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่วัฒนาก็ยังคงได้นั่งเก้าอี้ ส..ที่เดิมอีกครั้งในนามพรรคเดิม คราวนี้เขาได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำมันโดยตรง

จนเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในปี 2522 คราวนี้วัฒนาย้ายไปสังกัดพรรคชาติประชาชน หรือ กลุ่มชาติประชาชน ที่มี ร..บุญยง วัฒนพงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งวัฒนาเองก็นั่งกรรมการบริหารพรรค พร้อมกับ “มั่น พัธโนทัย” ที่ว่ากันว่า เขาคือเด็กสร้างผู้เป็น “มือขวา” ของป๋าใหญ่แดนปากน้ำนี่แหละ

ครั้งนั้นวัฒนามีผลงาน เสนอ ร่าง พ...ธุรกิจปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทยเข้าสภา

      จากนั้นมาวัฒนาก็ได้เป็น ส.. .สมุทรปราการ ยาวนานติดต่อกัน 10 สมัย จนถึง ปี 2539โดยสังกัดพรรคต่างๆ ดังนี้

ปี 2526 สังกัดพรรคชาติไทย, ปี 2531 สังกัดพรรคราษฎร, ปี 2535-2538 สังกัดพรรคชาติไทย เป็น ส..สมุทรปราการติดกัน 3 สมัย, ปี 2539 สังกัดพรรคประชากรไทย

ทั้งนี้ ช่วงปี 2531 ที่ พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี วัฒนาได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมแรงงาน กรมราชทัณฑ์ และการเคหะแห่งชาติ หรือที่หลายคนเรียกว่า งานคุก สลัม และกรรมกร แต่วัฒนาก็ทำงานในเก้าอี้ได้ดีจนหลายคนยอมรับทั่วกัน

สรุปแล้ว วัฒนาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2519, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2531, 2533 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี2535และกลับมานั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกในปี 2540

นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น รองหัวหน้าพรรคชาติไทย, หัวหน้าพรรคราษฎร, ที่ปรึกษาพรรคมหาชน, ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน

ที่เด็ดจนต้องเล่าซ้ำคือ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย คือ วัฒนาเป็นหนึ่งใน “กลุ่มงูเห่า” ขณะที่เขาสังกัดพรรคประชากรไทยของ สมัคร สุนทรเวช

โดยช่วงปลายปี 2540 เขาไปเข้าร่วมกับพล..สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นำ ส..พรรคประชากรไทย จำนวน 13คน ไปร่วมกับพรรคสะตอ จนทำให้ ชวน หลีกภัย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

และยังส่งผลให้ “สมัคร” ที่เดิมเป็นรองนายกฯ กลับต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน เพราะเหลือ ส.. ในสังกัดเพียง 4 คนเท่านั้น

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเองเป็นเหมือน ชาวนา ในนิทานอีสป เรื่อง ชาวนากับงูเห่าซึ่งก็หมายถึง ส..กลุ่มปากน้ำ ของวัฒนา อัศวเหม นั่นเอง

ต่อมาพรรคประชากรไทยยมีมติขับไล่สมาชิกกลุ่มนี้ออกจากพรรค จนวัฒนาต้องตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อ “พรรคราษฎร” และเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแน่นอนที่ วัฒนา อัศวเหม จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกในครั้งนั้นเอง

000

ดูเหมือนว่าเส้นทางการเมืองของเจ้าพ่อปากน้ำ จะสวยสดงดงาม เล่าให้ใครฟัง ก็สุดภาคภูมิใจอย่างดีตราไก่ ตำแหน่งสุดท้ายของวัฒนา คือ เก้าอี้ รมช.มหาดไทย ช่วงปี 2540-2544

แต่พอช่วงรอยต่อที่พรรคไทยรักไทย กำลังเข้ามาเทคโอเวอร์หัวใจประชาชนช่วงการเลือกตั้งปี 2544 วัฒนาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรคราษฎร แต่พรรคได้ ส.. เพียง 3 คนเท่านั้น วัฒนาจึงตัดสินใจวางมือทางการเมือง

จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2548 วัฒนายกพรรคราษฎรให้ “พล.. สนั่น ขจรประศาสน์” ก่อนเปลี่ยนหัวใหม่เป็น “พรรคมหาชน” โดยตนเองไปนั่งประธานที่ปรึกษาพรรคและให้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค

ภายหลัง ฉากการเมืองของวัฒนาจึงจบลงแต่เพียงเท่านั้น ปล่อยให้ทายาทโลดแล่นต่อไป ทั้ง พิบูลย์- พูลผล อัศวเหม ที่ก็ตามติดบิดาในสนามการเมืองใหญ่มาอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่บุตรคนเล็ก “ชนม์สวัสดิ์” ก็โลดแล่นอยู่สนามการเมืองท้องถิ่น เรียกว่าลีลาทั้งบู๊บุ๋นกันทั้งบ้าน!

แต่แล้วต่อมาช่วงปี 2551 วัฒนาถูก ป... ตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ใน 2 คดีด้วยกัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

คือ 1.การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ รวบรวมที่ดินและนำไปออกโฉนดทับที่สาธารณะประโยชน์ รวม 5 แปลง 1,903 ไร่ โดยมีการปั่นราคาขายที่ดินจาก 1 แสนบาท/ไร่ เป็น 1.1 ล้านบาท/ไร่ (ปมที่ดิน)

2.การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ผลักดันและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ทั้งการรวมที่ดินเป็นผืนเดียวทำให้กิจการร่วมค้า NVPKSG ชนะการประมูล และการเพิ่มวงเงินโครงการ จาก 13,612 ล้านบาท เป็น 22,955 ล้านบาท (ปมโครงการ)

ทั้งนี้ ในเอกสารของ ป... ได้ระบุสายสัมพันธ์ระหว่าง วัฒนากับ ยิ่งพันธ์ มนะสิการ ผู้ผลักดันโครงการนี้ (เสียชีวิตแล้ว) โดยเฉพาะการเป็น ส.. กลุ่มงูเห่า” ร่วมกัน ตรงนี้เองจึง กลายเป็นช่องทางในการให้บริษัทเอกชนที่วัฒนาถือหุ้น 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด เข้าไปกว้านซื้อที่ดิน เพื่อใช้ในโครงการนี้แต่เพียงผู้เดียว

สำหรับคดีแรก ป... มีมติเมื่อปี 2550 ชี้มูลความผิดวัฒนา กับเจ้าหน้าที่กรมที่ดินอีกจำนวนหนึ่ง ฐานใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจให้ราษฎรขายที่ดินให้ และออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบรุกล้ำที่ดินสาธารณะประโยชน์

ซึ่งในการไต่สวนคดี ที่จริงวัฒนาไม่ได้หลบหนีตั้งแต่แรก ที่เกิดเรื่อง โดยวันที่ 12 กุมภาพันธ์2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดสืบพยานโจทก์นัดแรก และสืบพยานจำเลยวันที่ 28 มีนาคม 2551

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ต่อมา 17 เมษายน 2551 ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งสุดท้าย วัฒนาเดินทางมาร่วมการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก หลังจากขอเลื่อนเข้าไต่สวนมาแล้วหลาย ด้วยข้ออ้างป่วย มีอาการสับสนเฉียบพลัน หลงลืม สูญเสียความทรงจำชั่วคราว เนื่องจากอาการโรคเส้นเลือดอุดตันที่ก้านสมอง

ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 วัฒนา เบิกความต่อศาลยืนยันความบริสุทธิ์ หากทำผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุด และยืนยันด้วยว่าในวันพิพากษาจะมาฟังแน่นอน ไม่หลบหนีไปไหนเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

กระทั่งวันที่ 9 กรกฎาคม พ.. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดพิพากษาคดีดังกล่าว แต่ “วัฒนา” ไม่มาปรากฏตัว จนมีคำพิพากษาเมื่อวันที่18 สิงหาคม พ.. 2551 ให้จำคุกวัฒนา 10 ปี พร้อมกับออกหมายจับเพื่อติดตามตัวจำเลย มารับโทษ!

ทั้งนี้ ในวันนั้น ม..ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ 9 คน ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง วัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับคลองสาธารณประโยชน์และที่เทขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม นำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ เพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

ศาลฎีกาฯ มีมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จำเลยได้ใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ในนามบริษัท ปาล์มบีช ดิเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี

มีครั้งหนึ่งที่ทางวัฒนา ได้ยื่นขออุทธรณ์คดีดังกล่าว แต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา

ส่วนคดีที่ 2 ... มีมติเมื่อปี 2554 ชี้มูลความผิดวัฒนา รวมถึงอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ คพ.แต่ให้ยุติการพิจารณาในส่วนของนายยิ่งพันธ์ (เพราะเสียชีวิตไปแล้ว) และยกฟ้องนายสุวัจน์

        ทั้งนี้ คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกวัฒนากับพวก คนละ 3 ปี ซึ่งวัฒนาหลบหนีคดี ศาลจึงสั่งให้ออกหมายจับ และปรับนายประกัน ขณะที่ช่วงปี 2556 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ “ยกฟ้อง” จำเลยที่ 2 -19 ต่อมากรมควบคุมมลพิษ ได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกา พิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย

ที่สุด เมื่อมาถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ครั้งทั้ 2 ช่วงวันที่ 30 .ค ที่ผ่านมานี้เอง ที่วัฒนายังคงไม่มาตามนัด! 2 ศาลฎีกาจึงออกหมายจับ และได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 13 .. 2561

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

  ดังนั้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว ที่คนไทยยังไม่เห็นวัฒนา อัศวเหม จะมีก็แต่ข่าวคราวที่ว่า เขายังคงใช้ชีวิตอย่างดีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา จีน ฮ่องกง มาเก๊า นิวซีแลนด์

เช่นช่วงปี 2555 มีข่าวว่า วัฒนาไปทำวัดที่จีน โดยเขาโผล่ที่งานฝังลูกนิมิต และผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดเหมอัศวาราม ซึ่งเป็นวัดไทยนิกายเถรวาทแห่งแรกในประเทศจีน

หรือต่อมาช่วงปี 2556 มีภาพ “วัฒนา” ปรากฏตัวที่มาเก๊า ร้อมกับ “ชนม์สวัสดิ์” และ “เจนี เทียนโพธิ์สุวรรณ” นางเอกสาวขณะที่ยังรักันหวานชื่นก่อนจะแยกทางกัน

ดังนั้น มาถึงตรงนี้ในวันอ่านคำพิพากษาที่เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 13 .. 2561

เราควรจะลุ้นกันดีมั้ย ว่าเขาจะมาตามนัดหรือไม่เหนืออื่นใด คำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องตามกันอย่างไม่กระพริบตา

แล้วคนนี้ทำอะไร? แกนนำ “ม็อบน้อย” ลุยทำเนียบ

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/327149

แล้วคนนี้ทำอะไร? แกนนำ “ม็อบน้อย” ลุยทำเนียบ

คนในข่าว  :  23 พ.ค. 2561
อานนท์ นำภา,คนอยากเลือกตั้ง,โรม,รังสิมันต์ โรม,ณัฏฐา มหัทธนา,จ่านิว,จ่านิว สิรวิชญ์ เสรี

อานนท์เริ่มโดดเด่นในหมู่คนเสื้อแดง ตอนช่วงหลังสลายการชุมนุมปี 2553 ตอนนั้น “ทนายน้อยๆ” ในวัยเพียง 20 กว่าๆ ก็คิดทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย!!

          ใครที่ติดตามกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเปิดฉากไล่ คสช. ขอมีการเลือกตั้งมาตลอด ต้องมีบ้างบางคน ที่สงสัยว่า นอกจาก ชายหนุ่มหน้าฝรั่ง อย่าง รังสิมันต์ โรม, หนุ่มร่างบึ๊กคมเข้ม อย่าง “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ สาวสวยอย่าง “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ที่มักจะโดดเด่นอยู่บนเวทีแล้ว

บางคนอาจลืมอีกหนึ่ง “หนุ่มแว่น” ที่วันนี้ปรากฏว่า บทบาทของเขาในวันที่ 22 ..ที่ผ่านมา โดดเด่นเป็นอันมาก กับภารกิจนำ “ม็อบน้อยๆ” ชุดแรก เดินเท้าจาก มธ .ท่าพระจันทร์ ไปจนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลได้ก่อนแกนนำคนอื่นๆ ราวช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ว่าแต่…เขาคือใครกันแน่?

 

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ชื่อของเขา คือ “อานนท์ นำภา” ที่เมื่อสื่อมวลชนพากันเข้าไปรุมสัมภาษณ์เขา เขาก็ระบุถึงเจตจำนงในวันนั้นว่า มาเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

    โดยเบื้องต้น เหตุการณ์ในวันนั้น เขาระบุว่าได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่แล้วว่า จะปักหลักเรียกร้อง ตะโกนว่า “อยากเลือกตั้ง” อยู่ที่ด้านหน้าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ตั้งขบวนกั้นขวางไว้ไม่ให้ฝ่าเข้าไปในทำเนียบ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ถ้าขัดขืนจะจับกุมทันที จึงขอหยุดเพียงตรงนั้นเพื่อรออีกขบวนหนึ่งที่จะตามมาสมทบจากม.ธรรมศาสตร์

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดเหตุชายเสื้อสีเขียวคนหนึ่ง ฝ่าฝืนคำสั่งและบุกเข้าไปในแนวกั้น จนทำให้ทุกคนตรงนั้นตกอกตกใจเป็นอันมาก ที่สุด ชายเสื้อเขียวปริศนา เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร มาจากฝ่ายไหนกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ข้อตกลงต่างๆ จึงมีอันพับเก็บ เจ้าหน้าที่จึงประกาศให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุดนี้ยุติการชุมนุม และสลายโต๋ โดยประกาศขีดเส้นให้เลิกภายในเวลา 15 นาที เพราะมีการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. แล้วอย่างชัดเจน

 นาทีนี้สถานการณ์ จึงเริมตึงเครียดขึ้นมาทันที โดยฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็ไม่ยอม ต่างพากันตะโกนขับไล่ อย่างเกรี้ยวกราด ขณะที่มีเสียงจากฝั่งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาตลอดเวลาว่า 

  สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ชอบทุกประการครับพี่น้อง ถ้าตำรวจเข้ามาพวกเราทุกคนนั่งลง ไม่ตอบโต้ ไม่ด่าทอ นี่คือวิธีการสันติ ถ้าความวุ่นวายที่มันเกิดขึ้นให้เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่จากพวกเรา”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ ประชิดเข้ามาใกล้ชิดผู้ชุมนุม แล้วบอกให้สื่อมวลชนออกไป ขณเดียกวับที่ กลุ่มของ โบว์ ณัฏฐา มาสมทบพอดี ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่แม้จะใจชื้นขึ้นมาอีกนิด แต่ผลสุดท้ายแล้ว เมื่อแกนนำฝ่ายหญิง ลุกขึ้นอ่านแถลงการณ์จบ  แกนนำทุกคนจึงต้องขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่ทันที โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ถึงตรงนี้ หลายอาจะอยากรู้ว่า หนุ่มตี๋แว่นผู้นี้เป็นใครและทำอะไรมาบ้าง ข้อมูลระบุว่าเขาคือ ทนายสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในกลุ่มก้อนของผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด

บางคนอาจจะเรียกง่ายๆ ว่า ก็คือทนายเสื้อแดงนั่นแหละ!

อานนท์ นำภา พื้นเพเดิมเป็นคนอีสานบ้านเฮา จ.ร้อยเอ็ด ครอบครัวเป็นชาวนาเราดีนี่เองๆ แต่ด้วยความที่มีโอกาสดี ได้เรียนสูง จึงไปเอาดีด้านกฎหมาย

เรียน จบปริญญาตรีช่วงปี 2549 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยก่อนหน้านั้น เขาก็ทำกิจกรรมทางสังคมและร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาแล้ว

  ที่สุด อานนท์ ตัดสินใจเดินสู่อาชีพทนายความโดยเริ่มฝึกงานที่ “มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม” เริม่ต้นด้วยการทำคดีชาวบ้าน ทุกวันนี้ทนายอานนท์ ก็ยังคงทำคดีของชาวบ้าน

เช่น เมื่อชาวบ้านไปชุมนุม เรียกร้องเรื่องต่างๆ ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทนายอานนท์ก็จะเข้าไปดูแลช่วยเหลือในทางกฎหมายให้

อานนท์เริ่มโดดเด่นในหมู่คนเสื้อแดง ก็ตอนช่วงหลังสลายการชุมนุมปี 2553 ตอนนั้นหนุ่มน้อยอานนท์ในวัยเพียง 20 กว่าๆ ริเริ่มตั้ง “สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์” ขึ้นมา ให้คำปรึกษาทางกฎหมายและทำคดีแก่ลูกความเสื้อแดง

แต่แล้วก็ปิดตัวลงหลังเรื่องราวทางการเมืองค่อยๆ เงียบหายไป จนเมื่อเกิดรัฐประหารปี 2557 ขึ้นมา แน่นอนก็มีชาวบ้านที่ต้องโดนคดีอีกมากมาย เขาและแนวร่วมทนาย อย่าง เยาวลักษณ์ อนุพันธ์, ศิริกาญจน์ เจริญศิริ, ภาวิณี ชุมศรี, สุรชัย ตรงงาม กับเพื่อนๆ และรุ่นพี่หลายคนคุย จึงร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ขึ้นมา โดยอยู่ได้โดยวิธีระดมทุน หรือบางครั้งก็ทำเรื่องยื่นขอไปทางองค์กรระหว่างประเทศ

งานที่ทำเช่น การช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุม ควบคุมตัว ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.

เขาเคยให้สัมภาษณ์ข่าวสดออนไลน์ว่า ตนเองทำเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนเสื้อแดง

ผมทำคดีสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านกรณีท่อก๊าซไทยมาเลเซียที่อ.จะนะจ.สงขลา ซึ่งแกนนำส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง แต่มันเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านได้รับผลกระทบจริง ผมก็ไปร่วมช่วยทำคดี หรือคดีชาวบ้านต่อสู้โรงไฟฟ้า อ.หนองแซง จ.สระบุรี ผมก็ไปช่วย ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะไปแบ่งสีไม่ได้ เพราะคนสีไหนก็ถูกละเมิดสิทธิได้เหมือนกัน”(จาก https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016QTJPVGM1TlE9PQ==)

อย่างคดีเด่นๆ ที่เขาทำ เช่น คดีชาวบ้านชุมนุมค้านโรงถลุงเหล็ก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านค้านท่อแก๊สที่ อ.จะนะ จ.สงขลา คดีแกนนำชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองหินที่บ้านกลาง อ่าวลึก กระบี่ ถูกฟ้อง,คดีบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สูญหายไป รวมถึง คดีต่างๆ ของ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน อีกด้วย

คดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น ดูเหมือนว่า เจ้าตัวซึ่งมักแทนตัวเองว่า “ทนายน้อยๆ” จะต้องเจอเรื่องไม่ “น้อยๆ” เลย

เพราะวันนี้ ชัดเจนแล้วว่าเขาอยู่ในกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ผ่านมาช่วงหลัง เราจึงได้เห็นเขาออกเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นมากขึ้น และถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 6 คดี! ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะแต่ละคดี ก็เป็นกิจกรรมที่จัดอย่างสงบ

 

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

เช่น จัดกิจกรรม เลือกตั้งที่(รัก)ลัก ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558,คดียืนเฉยๆ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้คสช.ปล่อยตัวประชาชน 9 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกควบคุมตัวเพราะทำความผิดตาม พ...คอมพิวเตอร์ วันที่ 27 เม.. 2559 คดียืนเฉยๆที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข ที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารตั้งแต่วันที่ 18 เม.. 2559

ล่าสุดนี้ เขายังถูกดำเนินคดีพร้อมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งรวม 15 คน ถูกแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น,ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป., และ พ...การจราจรทางบก เตรียมขออำนาจศาลอาญาฝากขัง

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

โดยในพื้นที่เกิดเหตุหน้าองค์การสหประชาชาติ ของกลุ่ม ทนายอานนท์ นั้น พนักงานสอบสวน สน.พญาไท แจ้ง 5 ข้อหาต่อ อานนท์ นำภา, ชลธิชา แจ้งเร็ว, ณัฏฐา มหัทธนา, เอกชัย หงส์กังวาน,โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, คีรี ขันทอง, พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, วิโรจน์ ตรงงามรักษ์ และผู้ไม่ประสงค์เปิดเผยนามอีก 2 ราย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสิบคนที่ สน.พญาไท ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 มิ.. 2561 รวมถึงปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม โดยตำรวจได้คัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน และจะนำตัวฝากขัง ศาลอาญารัชดา ในวันที่ 24 ..เวลา 10.00 . ต่อไป

หลังจากนี้ เราคนไทยจะได้เห็นลีลาของ ทนายน้อยๆ คนนี้มากขึ้นแน่นอน

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

/////////////

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.detectteam.com/3227

https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016QTJPVGM1TlE9PQ==

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค อานนท์ นำภา https://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021

ช่วงชีวิตหนึ่งของ “โจ๋ทรัมป์” ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/321536

ช่วงชีวิตหนึ่งของ “โจ๋ทรัมป์” ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

คนในข่าว  :  16 เม.ย. 2561
โดนัลด์ ทรัมป์,ถล่มซีเรีย,ซีเรีย,สหรัฐอเมริกา

ตอนวัยรุ่น ผมชอบสร้างวีรกรรมแปลกๆ ชอบสร้างความปั่นป่วนและแกล้งคน ผมเล่นขว้างลูกโป่งน้ำ เล่นเบสบอลด้วยลูกที่เอาของเหนียวๆ มาทาไว้

          คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในกลุ่มชน “ไม่เอาทรัมป์” หลังอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมมือชาติเลิฟ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทหารโจมตีเป้าหมายในซีเรีย เมื่อคืนวันศุกร์ตามเวลาในสหรัฐ หรือเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาในซีเรีย

ส่งผลแม้แต่กลุ่มแฟนคลับทรัมป์เอง ยังเงิบไปตามๆ กัน ด้วยความผิดหวังชนิดจับกระแสได้อย่างชัดเจนว่า

อดีตมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาเล่นการเมืองผู้ซึ่งเคยหาเสียงว่า จะพาอภิมหาอำนาจถอยห่างจากกิจการโลก แต่วันนี้เขากลับกลืนน้ำลายตัวเอง (อ่านแฟนพันธุ์แท้ไม่ปลื้มทรัมป์ถล่มซีเรีย http://www.komchadluek.net/news/foreign/321199)

ที่จริงไม่น่าแปลกใจ เพราะคนที่มานั่งบัญชาการชาติที่ห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาว เหมือนมีภารกิจหลักอะไรบางอย่างที่ต้องทำ ซึ่งมักจะเป็นภารกิจที่ไม่ค่อยถูกใจชาวโลกผู้ไม่นิยมสงครามมากนัก

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

ภาพจาก http://www.pixabay.com

  หลายคนถึงกับถามไถ่ในท่วงทำนองที่ว่า หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็นผู้นำชนิดที่คลั่งสงครามไปอีกคน!?

ยิ่งหลังเสร็จปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าตัวออกยังมาทวีตข้อความชื่นชมปฏิบัติการของตนและพวก ที่ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย เสมือนหนึ่งเกมเมอร์อวดว่าทำแต้มได้เป็นผู้ชนะ!

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายคือศูนย์วิจัยและคลังอาวุธเคมีในกรุงดามัสกัสและจังหวัดฮอมส์

แต่เอาเข้าจริงๆ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมีจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครฟันธง ซึ่งต้องรอดูกันว่า คณะตรวจสอบของ OPCW ที่เดินทางไปกรุงดามัสกัส เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยของอาวุธเคมีในเมืองดูมา จะรายงานออกมาว่าอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม มุมหนึ่งที่สัมผัสได้ทั่วไป คือภาพของความเป็นทรัมป์ในวันนี้ ก็คือภาพของทรัมป์ผู้ไม่เคยล้มเหลว!

เช่นเดียวกับช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาก่อนจะยิ่งใหญ่ในทางธุรกิจและยิ่งคับฟ้ายิ่งขึ้นในทางการเมืองเหมือนกับที่เขาเคยกล่าวในการปราศรัยครบรอบ 100 วันของการเป็นผู้นำชาวสหรัฐว่า

เขาพร้อมแล้วกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง และจะต้องชนะในทุกกรณี”

นั่นเพราะทรัมป์มีชีวิตที่เหมือนถูกวางไว้ว่าต้องเป็นที่ 1 ต้องได้ และต้องชนะ

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

มุมหนึ่งของทรัมป์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ เรื่อง “เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump”

    แน่นอนในเล่มมีเนื้อหามากมายที่นักธุรกิจอาจต้องเก็บไว้อ่านเป็นคัมภีร์ประจำตัว แต่ก็ยังมีช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นก่อนจะถึงวัยทำงานที่ทรัมป์ได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองไว้ อย่างสนุกสนาน

โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.. 2489 ปัจจุบันอายุ 71 ปี ชื่อเต็มคือ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์

เขาเกิดและเติบโตในนครนิวยอร์ก เป็นบุตรคนที่ 4 ใน 5 คนของ “เฟรด ทรัมป์” เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก

และที่หลายคนไม่แปลกใจคือ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผู้เป็นพ่อของเขาทั้งในเป้าหมายของอาชีพ และอาจรวมไปถึงทัศนคติ ความคิด และเนื้อแท้ในจิตใจก็เป็นได้

ดังที่เขาเล่าไว้ในหนังสือ เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump ว่า

    ผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งมีความสำคัญต่อผมมากที่สุดในขณะที่กำลังเติบโตคือ “เฟรด ทรัมป์ พ่อของผม ผมเรียนรู้อะไรจากพ่อมากมาย เรียนรู้ถึงความยากลำบากในธุรกิจที่โหดร้าย ผมได้เรียนรู้การจูงใจคน ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน นั่นคือ ก้าวเข้ามา ลงมือทำให้สำเร็จอย่างถูกต้อง และถอยออกมา”

 

    แต่กว่าจะเข้ารูปเข้ารอย บิดาของเขานี่แหละที่ต้องทั้งตบ ทั้งปั้น!! โดยทรัมป์ได้เล่าถึงชีวิตเฮี้ยวๆ ของตนเองช่วงวัยรุ่นว่า

เมื่อตอนวัยรุ่น ผมชอบสร้างวีรกรรมแปลกๆ เพราะเหตุผลบางอย่าง ผมชอบสร้างความปั่นป่วนและแกล้งคน ผมเล่นขว้างลูกโป่งน้ำ เล่นเบสบอลด้วยลูกที่เอาของเหนียวๆ มาทาไว้ เช่น น้ำลาย น้ำมันใส่ผม หรือเนยถั่ว”

และก่อเรื่องวุ่นวายในสนามของโรงเรียนเวลาที่มีงานวันเกิด มันไม่ใช่การสร้างความเสียหายอะไร แต่มันเป็นการกระทำที่ออกจะก้าวร้าว”

และสิ่งที่พอของทรัมป์รับมือกับลูกชายตัวแสบของเขาคนนี้คือ การส่งไปเรียนทหาร ตอนที่ทรัมป์มีอายุย่างเข้า 13 ปี หลังจากจบโรงเรียน The Kew-Forest School ในช่วงแรก

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

ปรากฎว่าพ่อคิดถูก ผมเริ่มไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารชื่อ New York Military Academy” ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอรค์ ตอนเกรด 8 ผมเป็นนักเรียนประจำอยู่ที่นั้นจนถึงชั้นม.ปลาย และตลอดเวลานั้น ผมได้เรียนรู้มากมาย เกี่ยวกับการรักษาวินัย และเปลี่ยนแปลงความก้าวร้าวของผมให้กลายเป็นความสำเร็จ”

      และดูเหมือนว่า “ความสำเร็จแรก” ของทรัมป์ในการพิสูจน์คุณค่าที่ตนเองนิยามคือ ช่วงปีสุดท้ายเขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียนนายทหาร!!

จริงอยู่ที่เจ้าตัวบอกว่า ตนเองนั้นไม่ใช่นักเรียนที่หัวดีอะไร แต่ก็สามารถเรียนจบโรงเรียนเตรียมทหารออกมาได้ ในปี ค..1964

ที่น่าแปลกใจคือ หลังจากนั้นเขากลับไปสนใจในโลกภาพยนตร์ โดยลงเรียนที่โรงเรียนสอนการสร้างภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย จนถึงขนาดใช้คำว่าตนเองนั้นต้องมนต์เสน่ห์ของโลกมายา!

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

โดย หลุยส์ บี, เมเยอร์ เจ้าของสตูดิโอภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ MGM ‘สิงโตคำรามคือผู้ที่ทรัมป์ ยกย่องว่าเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

อย่างไรก็ดีที่สุดแล้วทรัมป์ย้ายไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นแห่งแรกๆ ในสหรัฐอเมริกา

  และนั่นก็เหมือนจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ทรัมป์ไม่สามารถหลีกหนีเงาของผู้เป็นบิดาไปได้ แม้ว่าตนเองจะเคยกล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า

ในขณะเดียวกัน ผมเรียนรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า ผมไม่ต้องการจะทำธุรกิจแบบเดียวกับพ่อ พ่อเก่งในเรื่องควบคุมค่าเช่าอาคารและควบคุมให้ค่าเช่าอยู่ภายในกรอบของกฎหมายในเขตควีนส์และบรูกลิน แต่มันเป็นหนทางที่ได้กำไรยากเหลือเกิน”

ผมต้องการลองทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า หรูเลิศกว่า และน่าตื่นเต้นมากกว่า ผมยังตระหนักอีกว่า หากผมต้องการเป็นที่รู้จักของใครต่อใครมากกว่าการเป็นลูกชายของ เฟรด ทรัมป์ แล้วล่ะก็ ผมควรจะต้องออกไปสร้างชื่อเสียงของตนเอง”

แน่นอนแม้ว่าเขาจะมาในเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ตามบิดา แต่สิ่งที่เห็น คือ ความยิ่งใหญ่ของทรัมป์มากเกินกว่าที่บิดาทำไว้ และมีเส้นทางที่มาไกลสุดๆ แม้อาจจะเคยประสบปัญหามาบ้างแต่ก็พลิกกลับคืนมาได้

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

จนกลายเป็นผู้ชนะทั้งในทางธุรกิจหลากหลาย อสังหาริมทรัพย์ หรือเส้นทางในโลกบันเทิง ที่ชื่อเสียงอยู่ในระดับอภิมหาตำนานนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแถวหน้า

และยังหมายถึงอำนาจที่เขามีอยู่ในมือขณะนี้ จนอาจเรียกว่าเขาเป็นที่ 1 ของห้องเรียนโลกก็ว่าได้!

     และนี่ก็เป็นเพียงมุมหนึ่ง เสี้ยวหนึ่ง ของชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์  จาก “วัยโจ๋”สู่ “วัยโต” จนคับฟ้าและผืนโลก

ส่วนว่า การทิ้งบอมบ์ซีเรียหนนี้ จะพิสูจน์ความเป็นผู้ชนะของทรัมป์ในด้านไหน ตัวชี้วัดคืออะไร ชาวโลกกำลังสงสัยสุดๆ และอดจับตามองไม่ได้!!

/////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

http://www.pixabay.com

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ  เรื่อง “เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump”

“วีรชน ศรัทธายิ่ง” หรือ “โต ซิลลี่ฟูลส์” แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/319702

“วีรชน ศรัทธายิ่ง” หรือ “โต ซิลลี่ฟูลส์” แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

คนในข่าว  :  5 เม.ย. 2561
โต ซิลลี่ฟูลส์,วีรชน ศรัทธายิ่ง

ข้อมูลทั่วไประบุว่า โตมีความผูกพันมากับการขีดเขียน โคลง กลอน ปรัชญา ความคิด ศาสนา และมีความสนใจทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ประมาณอายุ 5-6 ขวบ !

          ในสายตาของคนฟังเพลงที่ติดตามงานของผู้ชายอย่าง “โต ซิลลี่ฟูลส์” หรือ “วีรชน ศรัทธายิ่ง” อดีตนักร้องวงซิลลี่ฟูลส์ และวงแฮงแมนหลายคนอาจตกใจในความเปลี่ยนแปลงของเขาชนิดที่พลิกองศา

จริงอยู่ที่เจ้าตัวอาจปฏิเสธมุมมองนี้ เพราะใครจะรู้ดีไปกว่าตนเอง แต่ภาพของเขาที่กำลังปรากฏต่อสายตาคนไทย โดยเฉพาะชาวพุทธ ยิ่งกลับหัวกลับหางมากยิ่งขึ้น เมื่อเขาออกมาโชว์วาทะในระหว่างจัดรายการ โตตาล (ซึ่งเป็นการทอล์คร่วมกับ “นภศูล รามบุตร” หรือ “ตาล”) ที่ไม่ค่อยถูกใจชาวพุทธจนเป็นประเด็นใหญ่โต

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล

 

ถึงขนาดที่ จุฬาราชมนตรี ต้องออกเตือนสติ และแนะนำให้ระมัดระวังการวิจารณ์เรื่องศาสนาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม

และแน่นอนที่เจ้าตัว จะได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า หากใครที่ได้ดูการบรรยายของตนจะเห็นว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยพูดในเชิงนั้น เพราะจะผิดต่อหลักการศาสนาของตน

ขอเคลียร์ และขอโทษทุกท่านที่เข้าใจว่าผมไปต่อว่าการบูชาของท่าน เนื่องด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าพระพุทธเจ้ามีคำสอนว่าไม่ควรจะปั้นรูปเพื่อบูชา เอาเป็นว่าผมเข้าใจผิดในจุดนี้ และต้องขอโทษทุกคนในเมืองไทย ที่เจ็บช้ำน้ำใจ ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังไปด้วย เพราะทำให้ขาดการปรองดองขึ้นมาทันที เพราะผมต้องการจะเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนเล็กๆในประเทศนี้ ผมต้องการความร่วมมือระหว่างทุกความเชื่อ ทุกศาสนา”

ว่าแล้วมาทำความรู้จัก โต ซิลลี่ฟูลส์ อีกครั้ง แล้วหลายคนจะร้องว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา!

นักฟังเพลงที่เลิกติดตามโตทันทีที่เขาวางไมค์ แล้วไปเลือกเส้นทางชีวิตที่แยกออกมาจากแสงสีเสียง อาจยังไม่รู้ว่า โตนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วีรชน ศรัทธายิ่ง” จากที่มีชื่อเดิมว่า “ณัฐพล พุทธภาวนา”

โตนับถือศาสนาอิสลาม และมีชื่อทางศาสนาคือ ฟิรเด้าซ์ (Firdaus) ที่มีความหมายว่า ที่พักบนสวรรค์ โดยชื่อนี้เขาได้นำมาใช้ในการช่วงแนะนำตัวเปิดรายการ โตตาล ทางเฟซบุคแฟนเพจ รายการโตตาล ที่เขาทำอยู่ขณะนี้ด้วย

โตเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.. 2518 เกิดในครอบครัวที่บิดาเป็นแพทย์ มารดาเป็นกวีชาวอินเดีย!โดยชื่อเล่นว่า “โต” ก็บ่งชี้แล้วว่าเขาเป็นบุตรคนแรก และเป็นพี่ชายของน้องสาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน

โตเคยติดตามบิดาไปที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย และจากนั้นก็ไปอยู่ประเทศอินเดียอีก 2 ปี

  ข้อมูลทั่วไประบุว่า โตมีความผูกพันมากับการขีดเขียน โคลง กลอน ปรัชญา ความคิด ศาสนา และมีความสนใจทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ประมาณอายุ 5-6 ขวบ กระทั่งค้นพบตนเองว่าชอบดนตรี รู้ถึงเสียงอันทรงพลังของตนเอง

แต่ชีวิตช่วงวัยต้นก็ยังคงเดินไปในแบบเด็กไทยทั่วไป โดยเขาเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า หลังจากนั้นจึงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) โดยเรียนในคณะบริหารธุรกิจ

อย่างที่รู้กัน แม้แต่ปราชญ์หรือหมอดูระดับโลก ใครบ้างที่จะรู้ว่า วันนี้รองเท้าของเราจะพาเราไปเจออะไร เพราะวันหนึ่ง โตบังเอิญได้พบวงซิลลี่ ฟูลส์ในผับแห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้น นักร้องนำของวงไปบวช โตมีโอกาสได้ขึ้นไปร้องเพลง Enter Sandman ของวง Metallica แน่นอนด้วยพลังเสียงที่เรานึกออก เขาจึงถูก “ทรงพล จูประเสริฐ” หรือ ต้นมือกีตาร์ ชวนให้มาเป็นนักร้อง

      ที่สุดโตจึงได้ร่วมงานกับวงซิลลี่ ฟูลส์เต็มตัวตั้งแต่นั้นมา โดยเป็นนักร้องนำ และยังแต่งเนื้อเพลงร่วม จนวงซิลลี่ ฟูลส์ มีชื่อเสียงขนาดที่วัยรุ่นยุคนั้นคลั่งไคล้ หลงไหลแทบบ้า!

วงของเขาออกอัลบั้มร่วมกันชุดแรก คือ Ep. เมื่อ พ.. 2539 และออกอัลบั้มต่อเนื่องกันอีก 5 ชุด ได้แก่ I.Q. 180 (.. 2541) ,Candyman (.. 2542) ,Mint (.. 2543) ,Juicy (.. 2545) และKing size (.. 2547)

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ขอบคุณภาพจาก http://music.sanook.com/2355973/

และอีกครั้ง ที่ใครจะคาดคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับแฟนเพลงซิลลี่ฟูลส์ ที่ต้องใจสลาย แทบทุบอกชกหัวตัวเอง!!

เพราะโตได้ประกาศ “แยกออก” จากวงซิลลี่ ฟูลส์ ในวันที่ 26มิถุนายน พ.. 2549 เหตุผลเพราะมีความคิดที่แตกต่างในการทำงาน และอึดอัดการทำงานที่ค่อนข้างจะขัดกับหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ!

เรื่องนี้หากจะเล่าย้อน ก็คงเป็นความจริงที่ว่าระหว่างที่ทำวง ชีวิตของโต ต้องอยู่บนความย้อนแย้งของชีวิต เนื่องจากการนับถือศาสนาอิสลาม มีกฎหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของการเป็นนักร้อง

ว่ากันว่า ช่วงที่โตกำลังโด่งดังถึงขั้นพีคสุด โตเคยเล่าว่า ตนเองแทบไม่ได้ทำละหมาดและถือศีลอดเลย และหากใครมาโยงกับการกล่าวในรายการโตตาลช่วงวันที่ศุกร์ 30 มี.. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งก็คือเทปที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้

ในรายการมีคำถามจากผู้ชมว่า “ถ้ามีคนที่เป็นมุสลิม แต่ไม่เคยทำละหมาดเลย ยังเรียกว่านับถือศาสนาอิสลามอยู่หรือไม่”

  เรื่องนี้โตให้ความเห็นว่า “สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ศรัทธากับผู้ที่ไม่ศรัทธา คือ ผู้ที่ละหมาดกับผู้ที่ไม่ละหมาด” “แปลง่ายๆ ว่ามุสลิมละหมาด ไมใช่มุสลิมก็ไม่ละหมาด”

ดังนั้น หากย้อนกลับไปมองในช่วงชีวิตในเส้นทางดนตรีของโต หากเวลานั้นโตมีความคิดที่เข้มข้นขนาดนี้ เขาน่าจะดำเนินชีวิตด้วยความอึดอัดจริงตามที่ระบุไว้ข้างต้น!

และแล้วเขาก็เงียบหายไป จนมาปรากฏตัวอีกครั้งกับวงแฮงแมน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คิด เพราะแฟนเพลงติดภาพของเขา กับ วงซิลลี่ฟูลส์ไปไกลเกินกว่าจะกลับตัวได้

    เอาง่ายๆ แม้ขนาดเรียกชื่อ เกือบร้อยละร้อย ต้องเรียกเขาโดยมี “ซิลลี่ฟูลส์” ตามหลัง แทนที่จะเป็น “โต แฮงแมน”

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พ.. 2555 เขาได้กล่าวกับรายการเจาะใจว่าได้หันหลังให้กับวงการดนตรี หลังจากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก “ณัฐพล พุทธภาวนา” เป็น “วีรชน ศรัทธายิ่ง” ยุบวงแฮงแมน และได้เดินสู่เส้นทางแห่งศาสนาแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้

แต่ล่าสุดกว่านั้น ช่วงปี พ.. 2558 เขาได้ทำธุรกิจเป็นของตัวเองชื่อ Company B จำหน่ายเนื้อDry-Aged ที่มีคุณภาพชั้นดี

อย่างไรก็ดี ยังมีบทสัมภาษณ์ทาง http://www./adaybulletin.com โดย ช่วงปีที่แล้วนี้เอง เขาได้เล่าย้อนว่า

  ช่วงหลังๆ มานี้นิสัยผมดีขึ้น (หัวเราะ) ผมทำดีกับคนอื่นมากขึ้น เมื่อก่อนผมดูถูกคนอื่นจะตาย สมัยผมเป็นนักร้องนะ ผมมองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นหมดเลย ผมดีกว่าคนอื่น เพราะผมเก่ง ทำทุกอย่างเอง มีคนชื่นชมเยอะแยะ ค่ายเพลงยอมผมแค่คนเดียวเลยนะ อยากได้อะไรก็ยกให้”

          พอได้รับการปฏิบัติอย่างนี้แล้วมีใครจะไม่หยิ่งล่ะ จนช่วงหลังๆ ของการเป็นนักร้อง ผมพยายามเก็บตัว ไม่ค่อยออกสื่อ นอกจากค่ายขอว่าให้ช่วยโปรโมตอัลบั้มหน่อย ผมถึงจะยอมบ้าง” (https://adaybulletin.com/conversations-%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C/11464)

ก็ทำให้เห็น และเข้าใจได้ว่า เส้นทางที่โตเลือกนี้ คือ คำตอบของชีวิตเขา โดยทุกวันนี้เขายังคงจัดรายการไลฟ์สดเกี่ยวกับศาสนาอิสลามผ่านทางเฟซบุค รายการโตตาล ขณะที่ยังจัดกิจกรรมทอล์คเรื่องสร้างสรรค์ตามสถานที่ หรือสถาบันต่างๆ ที่ได้รับเชิญ

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล

 

วันนี้หลายคนในวัยเดียวกับโต หวนย้อนมองไปถึงภาพของนักร้องมาดเซอร์ ผมยาวหัวฟู มาดกวน ยิ้มกว้าง และน้ำเสียงอันทรงพลัง ขณะที่ยังมีคนจำนวนไม่น้อย บ่นออกมาว่าอยากเห็นพี่โตและวงซิลลี่ฟูลส์กลับมาสร้างความสุขให้พวกเราอีก

แต่เส้นทางของคน ใช่จะต้องจบลงที่ดาวดวงเดียวกัน วันนี้ “โต” เจอเส้นทางของตนเองในทางหนึ่ง และรักที่จะได้ทำตรงนั้น แม้ว่ากรอบความคิดความเห็นของเขาที่แสดงออกมา อาจไม่ถูกใจใครหลายคน และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก!

ก็เป็นเรื่องที่โตเองก็ต้องเรียนรู้ รับฟัง และทุกคนก็ต้องเปิดใจฟัง เปิดโอกาสให้ “เนื้อหาสาระ” อันเป็นแก่นแกนของเรื่องนำทางความคิด แทนที่จะเป็นความโกรธ!!

//////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล https://www.facebook.com/ToeTal/photos/a.558056814227757.1073741827.558047890895316/1509837829049646/?type=1&theater

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก https://adaybulletin.com/conversations-%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C/11464

เวบไซต์ http://music.sanook.com/2355973/

และวิกิพีเดีย

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/319006

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

คนในข่าว  :  2 เม.ย. 2561
ครูตุีกติีก

บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

          ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “ครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน” หรือชื่ออังกฤษว่า Dead Poets Societyภาพยนตร์อเมริกันช่วงปี พ.. 2532 ที่เล่าเรื่องราวของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิษย์ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้หันกลับมามองถึงการทำในสิ่งที่ฝัน หรือเดินตามความต้องการของตัวเอง ผ่านการสอนวรรณกรรมและบทกวี แทนที่จะทำเพียงแค่ใครๆ บอกว่าทำแบบนี้ สิดี ทำแบบคนนั้นสิดี

วันนี้ กับเรื่องราวของ ชินกร พิมพิลา หรือครูตุ๊กติ๊กของเด็กๆ คุณครูโรงเรียนบ้านนาสีนวล ต.หนองแปน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เขาคือผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับสังคมกรศึกษาของไทย เมื่อเขาได้โพสต์ภาพในสังคมออนไลน์ ให้นักเรียนสอบได้ที่ 1 ยกชั้นเรียน!!!

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

โดยในเฟซบุค ครูชินกร เผยว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผลการเรียน เด็กๆ ต่างสนใจแต่ว่าจะสอบได้อันดับเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดดูก็จะเห็นว่าตัวเองได้ที่ 1 ในด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นแบบนี้ต่อไปเด็กก็ไม่ต้องสนใจมาวัดว่าใครคะแนนสูงกว่ากันเพราะแต่ละคนก็มีถนัดเเละความแตกต่างกันนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวอยู่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ที่ข่าวคราวกำลังจะเงียบหายไปกับกระแสข่าวใหม่อื่นๆ ที่เข้ามาแทนที่

ดังนั้นวันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของเขาว่า ของครูตุ๊กติ๊กอีกครั้ง

ครูชินกร พิมพิลา หรือ ครูตุ๊กติ๊ก ของเด็กๆ เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน บิดาคือนายสาคร พิมพิลา มารดาคือ นางคำตัน พิมพิลา ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป

และด้วยความที่พ่อแม่ไม่ได้จบการศึกษาในระดับที่สูง จึงอยากให้ลูกๆ ทั้ง 3 มีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าที่ตนเองมีนั่นเอง

ทีสุดครูตุ๊กติ๊ก ดูเหมือนจะทำให้ความฝันของพ่อแม่เป็นจริง เมื่อเขาเดินในเส้นทางที่สวยงามตามแบบอย่างแม่พิมพ์ของชาติ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

เริ่มต้นจากช่วงวัยเด็ก เขาจบชั้นประถมศึกษาผมจากโรงเรียนบ้านนาสีนวล และในช่วงพัก ยังได้ช่วยเพื่อนๆ หัดเรียนหัดอ่านหนังสือ ต่อมาเขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ โรงเรียนเตรยมอุดมศึกษา ภาคตะวันอกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร

ต่อมาเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกภาษาไทย ระหว่างนั้นก็ได้ออกค่ายอาสาในพื้นที่ต่างจังหวัดมากมาย จึงคิดที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

กระทั่งเรียนจบช่วงปี 2553 เขาได้เข้าสอนที่โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จ. อุดรธานี กระทั่งปี 2556ตัดสินใจกลับบ้านและเริ่มสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวล โรงเรียนที่เขาเรียนมาในวัยเด็กนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

ทั้งนี้ ระหว่างนั้น ได้ลาออกมาเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท ที่่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จนถึงปี 2559 ก็กลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวลเหมือนเดิม มาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับครูตุ๊กติ๊กที่น่าสนใจอีก เช่น ข้อมูลจาก เวบไซต์https://www.gotoknow.org/posts/280389 มีการบอกเล่าเรื่องราวของครูตุ๊กติ๊ก ขณะยังเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ไว้ว่า

  เขาเป็นผู้มีความโดดเด่นและสง่างามในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะความเป็นผู้นำ การส่งเสริมกิจกรรมของเยาวชน การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ความสามารถในเชิงวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม วิชางาน วิชาคน เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรี ที่คอยมอบให้กับผู้ที่อยู่ด้วยอยู่เสมอ”

โดยเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น “เยาวชนดีเด่น ระดับอุดมศึกษา” จาก กองทุนรางวัลท่านผู้หญิงสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ถึง 2 ปี ซ้อน

นอกจากนี้ยังมีเกียรติประวัติอีกมากมายเช่น ช่วงปี 2550-2551 เป็นประธานชมรมผู้นำ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปี 2552 เป็นประธานเครือข่ายงดเหล้าเยาวชน จ.ขอนแก่น

และเคยเป็นวิทยากรการสัมมนาพี่เลี้ยงน้องใหม่ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิทยากรอบรมการเตรียมความพร้อมการรับน้องปลอดเหล้า มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล,

วิทยากรจัดอบรมการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ นักเรียนและนักศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ตัวแทนเยาวชนเพื่อเตรียมงานมหกรรมพลังเยาวชนพลังสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพานิชย์ ฯลฯ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

วันนี้ กับปรากฏการณ์ล่าสุด ที่มองเด็กอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มองที่ตัวเลขคะแนนจากผลสอบ หากดูจากความสามารถและความถนัดของเด็กแต่ละคน

เช่น บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสที่จะกล้าฝันว่าตัวเองจะโตขึ้นมาเป็นใครสักคนที่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด รัก และใฝ่ฝันจะเป็น โดยไม่ต้องหวาดหวั่น และพร้อมที่ “สู้เพื่อฝัน” ได้อย่างเต็มที่

และบางทีอาจนำรอยยิ้มของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ได้หันมามองถึงความสามารถที่แท้จริงของลูกหลานท่าน นอกเหนือจากตัวเลขที่อาจชี้แค่ว่า ใครอ่านตำรามาหนักกว่ากัน!

 

//////////////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ชินกร พิมพิลา

 

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/317737

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

คนในข่าว  :  25 มี.ค. 2561
แพท,ค่ายทะวีเสิด,แพท เพ็ดดาวอน,ศึกวันดวลเพลง,สปปลาว,นสพลาวพัดทะนา Laophattana News,นสพลาวพัดทะนา,ประกวดร้องเพลง AEC,เฮาบ่สมเพิ่น,สังกัดนาคามีเดีย

   หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

           โลกไร้พรมแดน วัฒนธรรมก็ไม่มีพรมแดนในยุคใหม่ การที่ชาวลาวนิยมดูทีวีไทยเป็นเรื่องปกติ เพราะสองชาติมีภาษาที่สื่อสารได้โดยตรงไม่ต้องมีล่ามแปล

สังเกตว่า สองสามปีมานี้ รายการวาไรตี้ของฟรีทีวีไทย จะเชิญคนดังหรือเน็ตไอดอลลาวมาร่วมรายงานอยู่เนืองๆ ถ้ามองในแง่การขยายตลาด ขยายฐานคนดูก็ใช่เลย

สำหรับการประกวดร้องเพลงทางฟรีทีวี ที่มีอยู่หลายรายการหลายช่อง ก็เพิ่งเห็นรายการศึกวันดวลเพลง ทางช่องวัน ที่ให้โอกาสนักร้องสาวชาวลาว ได้เข้ามาประกวดเป็นครั้งแรก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อออนไลน์ลาวหลายสำนัก พร้อมใจกันเสนอข่าว “แพท เพ็ดดาวอน” นักร้องสาวเสียงดี จาก สปป.ลาว ที่สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ 5 สมัยใน “ศึกวันดวลเพลง” พร้อมร้องขอให้คนลาวส่งแรงใจเชียร์เธอ

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ค่ำวันศุกร์ 23 มี.ค. แฟนเพจ “นสพ.ลาวพัดทะนา” Laophattana News รายงานข่าวด้วยความตื่นเต้น

“หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

“ซึ่งสำคัญมาก ถ้าเสียแชมป์จะหอบเงินกลับบ้านเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ถ้าชนะ ก็จะมีเงินการันตี 5 หมื่นบาท เรียกว่าเกมวัดดวงอย่างแท้จริง

“คู่แข่งของสาวลาวคนนี้ มาด้วยความเต็มร้อย ทั้งหน้าตาดีแถมอาวุธเพลงที่เอามาใช้ ก็ทำได้ดี ได้รับคำชมจากกรรมการทุกคน

“แต่สาวแพทก็ไม่ท้อถอย เมื่ออุตส่าห์ข้ามน้ำโขงมาตามฝันทั้งที มีอะไรก็งัดออกมาใช้หมด

“และสุดท้าย โชคก็เข้าข้าง สาวเสียงดีต้นทุนต่ำคนนี้จนได้ เป็นฝ่ายชนะคะแนนไป 2-1 คะแนน คว้าแชมป์ 5 สมัยมาอย่างยิ่งใหญ่ และสมกับกองเชียร์ที่เทใจให้เธอกันทั้งประเทศ”

ถอดความมาจากสำนวนของนักข่าว นสพ.ลาวพัดทะนา ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของ สปป.ลาว

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

 “แพท” เพ็ดดาวอน คำมะนีวง สาวเมิองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก เติบโตมาจากครอบครัวฐานะยากจน เรียนได้แค่ ป.3 ต้องออกมาขายแรงงานช่วยเหลือพ่อแม่ เนื่องจากมีพี่น้องหลายคน

สาวน้อยไปทำงานล้างจานให้ร้านอาหารแห่งหนึ่งในปากเซ จนได้มีโอกาสร้องเพลง แต่โชคร้ายร้านอาหารแห่งนั้นปิดตัวลง

ในที่สุด แพทต้องจากบ้าน เดินทางกว่า 700 ก.ม. จากปากเซ มุ่งสู่นครหลวงเวียงจันทน์ มาพักอาศัยอยู่กับญาติ และหางานทำอยู่พักใหญ่จนได้มีโอกาสร้องเพลงอยู่ที่ร้านตำมั่ว และวินด์เวสต์ผับ นครหลวงเวียงจันทน์

เมื่อ 4 ปีก่อน แพทเคยมีซิงเกิลแรก “เฮาบ่สมเพิ่น” ในสังกัดนาคามีเดีย และเคยได้ไปร้องเพลงให้ชาวลาวในออสเตรเลีย ตามวิถีนักร้องลาวที่ต้องหาโอกาสไปขุดทองในต่างแดน

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ปี 2559 แพทได้ออกอัลบั้มเพลงลาวสมัย(เพลงลาวยอดนิยมในอดีต) กับค่ายทะวีเสิด บังเอิญว่า แพทมีผลงานเพลงในช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเพลงลาว เธอจึงไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในวัย 28 ปี แพทตัดสินใจข้ามโขงมาวัดดวง เผื่อโชคดีได้แชมป์ 10 สมัย ก็จะได้เงินล้านกลับไปปลูกบ้านใหม่ให้แม่ที่บ้านเกิด และมาถึงวันนี้ เธอมาได้ครึ่งทางฝันแล้ว

////////////////

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก เฟซบุคแฟนเพจเป็นเรื่องเป็นลาว

และติดตามอ่านเรื่องนี้ ได้จาก ลิงค์นี้ 

 

%d bloggers like this: