คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์

All posts tagged คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์

ปิดตำนานรักผีเน่าโลงผุฮอลลีวูด

Published September 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 24 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731979

 

ต่อให้หล่อล่ำเป้าตุง เป็นที่คลั่งไคล้ของสาวๆทั้งโลกขนาดไหน แต่พระเอกเบอร์ต้นของโลกอย่าง “แบรด พิตต์” ก็ยังโดนเมียเลิฟขาลุย “แองเจลินา โจลี” ฟ้องหย่าขอแยกทางจนได้ กลายเป็นข่าวคึกโครมกระฉ่อนโลก เพราะถือเป็นการปิดฉากชีวิตรัก 12 ปีของ

คู่รักขวัญใจฮอลลีวูด ที่สร้างความช็อกไม่ต่างจากโดนสึนามิถล่มจนแอบหวั่นว่าอาจมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก

แวบแรกที่รู้ข่าวช็อก สาวๆส่วนใหญ่บ่นเสียดาย “แบรด พิตต์” เพราะยิ่งแก่ยิ่งหล่อยิ่งฮอต 50 กำลังเฟิร์ม มีแต่คนจ้องจะคว้าทำผัว ผิดกับ “แองเจลินา โจลี” นางเอกแม่ลูกดก ที่ระยะหลังผอมแห้งกรังดูเหี่ยวโทรมเหมือนคนอมทุกข์ แถมปีนี้ปาเข้าไป 41 แล้ว จะหาผู้ชายทั้งหล่อรวยฮอตระดับ “แบรด พิตต์” คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่ไปแอบฉกพระเอกดังจากอ้อมอก “เจนนิเฟอร์ อานิสตัน” จนทุกวันนี้ยังเขม่นกันไม่เลิก

แต่ถ้าใช้หัวอกคนเป็นเมียเป็นแม่ตัดสิน บอกได้คำเดียวว่า ผู้ชายพันธุ์นี้ควรตัดหาง ปล่อยวัดไปนานแล้ว ที่ต้องกัดฟันทน 12 ปี ก็เพราะสงสารลูกๆ ทั้ง 6 คน กลัวจะขาดพ่อ!!

ถึงโฆษกส่วน ตัวของทั้งสองฝ่ายจะออกโรงปฏิเสธว่า สาเหตุรักร้างครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับมือที่สามที่สี่ที่ห้า โดยทนายของฝ่ายหญิงยื่นร้องต่อศาลว่า โจลีต้องการสิทธิในการเลี้ยงดูลูกๆเพียงคนเดียว เพราะแบรดมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารเสพติด และมีภาวะอารมณ์แปรปรวน กลัวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของลูกๆ แต่ถ้าล้วงให้ลึกจริงๆ พระเอกสุดฮอตคนนี้มีประวัติเรื่องนอกใจเมียมาตลอดชีวิต!!

แต่ก็เพราะความหล่อความฮอตความดัง ทำให้ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทิ้ง “แบรด พิตต์” ถึงจะจับได้กี่ครั้งกี่หน ก็ยอมให้อภัย ตลอด 12ปีที่อยู่กินกันมา แม้แต่สาวมั่นอย่างโจลียังไม่เคยปริปากประจานผัวเรื่องเจ้าชู้ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนไปเพื่อลูกๆ อย่างมากก็ส่งนักสืบตามส่องพฤติกรรม เพิ่งจะหมดความอดทนก็หนนี้ เลยฟ้องหย่าให้สะใจ

คาดว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ถึงทางตัน เกิดจากกระแสข่าวสะพัดว่า “แบรด พิตต์” แอบเป็นชู้กับนางเอกสาวฝรั่งเศสเสน่ห์แรง “มารียง กอติยาร์” กลางกองถ่ายหนังเรื่อง “Allied” ตั้งแต่ช่วงต้นปี จนโจลีหึงหนัก ลงทุนจ้างนักสืบสะกดรอยตาม ด้วยความนอยด์กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตัวเอง ที่เคยสร้างตำนานปีนต้นงิ้วมาแล้วระหว่างถ่ายหนัง “Mr. & Mrs.Smith” เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนทำลายชีวิตคู่ของแบรดกับอานิสตันพังเละ

อย่างไรก็ดี “มารียง” ออกมาสยบข่าวมือที่สาม ประกาศออกสื่อว่ากำลังตั้งท้องลูกคนที่สองกับสามีชาติเดียวกัน แต่แทนที่กระแสจะซาลง กลับกลายเป็นว่า สื่อยิ่งกระพือหนัก และพยายามขุดคุ้ยทุกทาง เผื่อจะโป๊ะแตกเจอหลักฐานเด็ด…ลูกในท้องนางเป็นของแบรด พิตต์!! เรื่องนี้โจลีกังวลใจมาตลอด และนี่อาจเป็นเหตุผลแท้จริงให้คุณแม่ลูกดกต้องลุกขึ้นฟ้องหย่ากู้หน้าตัวเอง

ทีมแบรด พิตต์ ก็เข้าข้างกันไปว่า การที่แบรดเผลอไผลออกนอกลู่นอกทาง เพราะระยะหลังโจลีปล่อยเนื้อปล่อยตัวเป็นไม้เสียบผี แถมไม่ปรนนิบัติดูแลสามี เอาแต่ทุ่มเวลาให้ลูกๆ และทำตัวเป็นแม่พระของผู้ลี้ภัยทั้งโลก แต่ที่น่าช็อกกว่านั้นคือ แท็บลอยด์สุดแซบ “ดิ เอ็นไคว์เรอร์” แฉว่า เหตุผลแท้จริงที่ทำให้เลิกกัน เป็นเพราะแบรดจับได้ว่าเมียรักแอบกลับไปเล่นยาเหมือนสมัยสาวๆ จนสภาพใกล้ซอมบี้เข้าทุกวัน แถมโจลียังเคยนอกใจแบรดหลายหน ล่าสุด ก็ระหว่างไปกำกับหนังเรื่อง “First They Killed My Father” ในกัมพูชา แม้แต่ “จอห์นนี เดปป์” ยังเคยติดบ่วงเสน่ห์โจลีกลางกองถ่ายหนัง “The Tourist” จนต้องเลิกกับเมีย “วาเนสซา พาราดิส” เมื่อต้นปีที่แล้ว แบรดเลยแก้แค้นเมีย แอบไปขายขนมจีบซุป’ตาร์วัยเอ๊าะ “เซเลนา โกเมซ” ถึงกับชวนเป็นนางเอกหนังที่เขากำกับเอง

การให้เหตุผลสั้นๆว่า “เลิกกันเพราะเข้ากันไม่ได้” อาจฟังดูน่าเบื่อ แต่สุดท้ายก็คงดีกว่าสาดโคลนเข้าหากัน เพราะยิ่งคุ้ยลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอความเน่าเฟะเท่านั้น ใครผิดใครถูกไม่ขอฟันธง รู้แต่ว่า ถ้าไม่ใช่คนพันธุ์เดียวกัน คงเป็นผัวเมียมาถึงป่านนี้ไม่ได้!!

มิสแซฟไฟร์

 

Advertisements

ถึงยุค “ฟรีแลนซ์ อีโคโนมี” มือปืนรับจ้างคือผู้กุมอนาคตเศรษฐกิจ

Published September 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 17 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724748

 

เลิกกลัวกันได้แล้วว่า มนุษย์จะตกงาน เพราะถูกหุ่นยนต์แย่งงานไปทำ ถึงแม้ความไฮเทคของเทคโนโลยีสมัยใหม่จะทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเก่าๆ ทำให้คนโลว์เทคถูกทิ้งล้าหลังและมีคนตกงานเป็นเบือ เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ “โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อินส์” วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ชี้แนะว่า คนที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ยังไงก็สามารถอยู่รอดได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอันแสนเจ็บปวดจากรอยต่อของการส่งผ่านจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ ในช่วงปลายทศวรรษ 1800 ความทันสมัยของเทคโนโลยีก็เคยเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยน แปลงโลกจากยุคเกษตรกรรม เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ตอนนั้นเกษตรกรหลายล้านคนต้องตกงานไร้อาชีพทำกิน เพื่อแลกกับความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ในสายตาของโกลด์แมน แซคส์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็ไม่แตกต่างกันนัก เพราะโลกกำลังจะสิ้นยุคอุตสาหกรรม เปลี่ยนไปสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศเต็มตัว

ทางเลือกที่จะอยู่รอดในยุคส่งผ่านเช่นนี้ คือการจัดระเบียบตลาดการจ้างงานให้สอดคล้องกับความต้องการแท้จริง โดยโกลด์แมน แซคส์ มั่นใจว่า นี่คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายอุปสรรคและลดความเสี่ยงในการส่งผ่านจากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด โดยรัฐบาลจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างมาตรการรองรับระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ “ldquo;ฟรีแลนซ์ อีโคโนมี” ที่เป็นผลพวงเต็มๆมาจากการเบ่งบานของยุคดิจิตอล
และจะกลายเป็นกระแสหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคหน้า

โกลด์แมน แซคส์ อธิบายว่า ปัจจุบันแลนด์สเคปโครงสร้างของการ จ้างงานทั้งโลกได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว ทำให้ “ฟรีแลนซ์” ซึ่งเป็นอาชีพรับจ้างอิสระ ไม่ผูกมัดตัวเองกับหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทใดๆ กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นอาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่ จนสื่อระดับโลกหลายแห่งวิเคราะห์ตรงกันว่า แรงงานลักษณะนี้จะเป็นรูปแบบหลักของการทำงานในอนาคตและส่งผลต่อตลาดแรงงานโลกในวันข้างหน้าอย่างมาก

ในขณะที่ “ฟรีแลนซ์” กำลังจะก้าวเป็นแรงงานสำคัญของประเทศ โกลด์แมน แซคส์ นำเสนอว่า รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญในการจัด ระเบียบอาชีพฟรีแลนซ์ และลูกจ้างชั่วคราว เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคง และสวัสดิการสังคม จากปัจจุบันที่ยังถูกมองเป็นคนนอกระบบ

จากการรายงานของกระทรวงแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ปัจจุบันในอเมริกามีคนทำงานอาชีพ “ฟรีแลนซ์” มากกว่า 15.5 ล้านคน และคาดว่าภายในปี 2020 จะมีคนหันมาทำงานรับจ้างอิสระ ในรูปแบบของฟรีแลนซ์ และลูกจ้างชั่วคราว เพิ่มขึ้นถึง 40% คิดเป็นจำนวน 60 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนการจ้างงานในตลาด

ก็ด้วยกระแสมาแรงของอาชีพฟรีแลนซ์ ทำให้เกิดนิยามใหม่จากฮาร์วาร์ด บิสเนส รีวิว ที่เรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่า “The Rise of the Supertemp” ถึงยุคของมือปืนรับจ้างอิสระ ฟรีแลนซ์ยุคนี้ไม่ใช่แค่คนตัวเล็กๆมีความสามารถเฉพาะทาง เช่น นักเขียน, นักออกแบบ, นักพัฒนาโปรแกรม, นักวาดภาพ หรือนักแสดง แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงและมืออาชีพเก่งๆในสายงานเคี่ยวๆ อย่างเช่น การเงินการธนาคาร, กฎหมาย, ที่ปรึกษาธุรกิจ, นักบัญชี ก็ยังเลือกรับงานแบบอิสระไม่สังกัดหน่วยงานใด

ถือเป็นเทรนด์ใหม่ต้องจับตามองอย่ากะพริบ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่ากลัวจะเป็น “ฟรีแลนซ์” ถ้าเก่งและขยันซะอย่าง ประกาศความเป็นไทซะ!! มันหมดยุคติดแหง็กอยู่ในออฟฟิศตั้งแต่เช้ายันเย็นแล้ว.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

 

ตื่นเช้า!! เปลี่ยนชีวิต…ซื้ออนาคต

Published September 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716993

 

“อย่านอนตื่นสาย…อย่าอายทำกิน…อย่าหมิ่นเงินน้อย…อย่าคอยวาสนา” ถือเป็นคาถามงคลชีวิต ที่นำมาปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ใครตื่นก่อนก็ไขว่คว้าโอกาสได้ก่อน เพราะโลกหมุนเร็วอย่างกับอะไรดี มัวแต่นอนตื่นสายคงถูกทิ้งรั้งท้ายตกขบวน

วงการแพทย์ทั่วโลกระบุว่า มนุษย์เราต้องการพักผ่อนนอนหลับเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงเป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ก็มีหลายทฤษฎีโต้แย้งเกี่ยวกับนิสัยการนอนที่เหมาะสม บางกระแสบ่งชี้ว่า ความสำเร็จในหน้าที่การงานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนิสัยการนอน โดยมหาเศรษฐี, ซีอีโอ และผู้นำระดับโลกจำนวนมากยืนกรานว่า ต้องการเวลานอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง และมักตื่นแต่เช้ามืดแบบไม่พึ่งนาฬิกาปลุก เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำมาหากิน

คนดังระดับโลกที่เข้าข่ายพวกเออร์ลี่เบิร์ด ก็มีตั้งแต่ “อินทรา นูยี” ซีอีโอหญิงคนเก่งค่ายเป๊ปซี่โค ซึ่งนอนวันละ 4 ชั่วโมง โดยเข้านอน 5 ทุ่ม และตื่นตอนตีห้า เพื่อออกวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า เช่นเดียวกับ “เอเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” เจ้าแม่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ทรงอิทธิพล หลังจากช็อกหมดสติเพราะพักผ่อนไม่พอเมื่อหลายปีก่อน นับแต่นั้นมาก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม โดยจัดแจงปรับเปลี่ยนบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบปราศจากสิ่งรบกวนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนนักว่ายน้ำโอลิมปิกคนดังของอเมริกา “ไมเคิล เฟลป์ส” มีเทคนิคการนอนแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร เตียงนอนของเขาจะตั้งสูงเหนือพื้นปกติ เพื่อทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง และกระตุ้น ให้ร่างกาย ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่ม และส่งออกซิเจนไป เลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคเปลี่ยนคนนอนตื่นสาย ให้กลายเป็นคนตื่นเช้า ก็ไม่ยากอย่างที่คิด คนปกติทั่วไปมักตั้งนาฬิกาปลุกไว้หัวเตียงเพื่อให้เอื้อมมือไปปิดได้ง่าย ความเคยชินแบบนี้ทำให้ขี้เซาไม่ยอมลุกจากเตียง ทางที่ดีควรจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้มุมห้องที่อยู่ห่างจากเตียงนอน จะได้ลุกขึ้นเดินไปปิดเสียง เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นหายจากอาการงัวเงีย

ถ้าอยากตื่นเช้าแบบกระปรี้กระเปร่า อย่าแตะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเด็ดขาดหลัง 5 โมงเย็น การดื่มกาแฟและชาก่อนเข้านอน 6 ชั่วโมง แม้เพียงแค่จิบเดียว ก็มีผลให้ตาค้างนอนไม่หลับไปทั้งคืน

ใครอยากตื่นเช้า ลองหาแรงจูงใจน่าตื่นเต้นทำให้อยากลุกจากที่ นอนไวๆ ถ้าทุกเช้าเราแค่ตื่นมาอาบน้ำ และรีบแต่งตัวไปทำงานโดยไม่มีจุดหมายอย่างอื่นในชีวิต เป็นใครก็คงไม่รู้สึกตื่นตัวก่อนเข้านอน ทุกคืน ให้เขียนถึง 5 สิ่งที่อยากทำในวันรุ่งขึ้น เพื่อปลุกพลังความมีชีวิตชีวา

ถ้าอยากตื่นเช้า ก็ต้องเข้านอนเร็ว และนอนให้เป็นเวลาด้วย ลองตั้งนาฬิกาปลุกเตือนว่าถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว เพื่อจะได้เลิกทำกิจกรรมต่างๆ และปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่

ทิ้งเรื่องราวเครียดๆทั้งหมด ทันทีที่โดดขึ้นเตียง กิจกรรมอย่างเดียวที่จะทำก่อนนอนคือ การฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปิดสวิตช์ และพร้อมสำหรับการเข้าโหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง

กระตุ้นตัวเองให้ตื่นเช้า ด้วยการหากิจกรรมออกกำลังกายยามเช้า เช่น จองคลาสเล่นโยคะตอนเช้าตรู่ เพื่อกำหนดเป้าหมาย สร้างวินัยให้ตัวเอง และหาแรงจูงใจให้ต้องตื่นเช้า

ก่อนเข้านอน 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารดิจิตอลทุกชนิด เพราะแสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์ไฮเทคขัดขวางการทำงานของสมองในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนระบบนาฬิกาของร่างกายให้รับรู้ว่าถึงเวลากลางคืนที่เราต้องนอนหลับพักผ่อนแล้ว

ดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนเข้านอนทุกวัน จะปลุกร่างกายให้ตื่นเช้าเพื่อมาเข้าห้องน้ำ เทคนิคนี้ทดลองแล้วได้ผลจริงๆ ทำให้ร่างกายถูกปลุกขึ้นมาอย่างอัตโนมัติทุก 7 โมงเช้า ลองทำดูไม่เสียหาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

มิสแซฟไฟร์

 

ไขความลับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เคล็ดวิชาการลงทุนไม่เคยเปิดเผยที่ไหน

Published September 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 3 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710535

 

เพิ่งเป่าเค้กครบ 7 รอบ อายุ 86 ปี ไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ “คุณป๋าวอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก คุณป๋าคือต้นแบบของนักลงทุนวีไอพีทั้งโลก และตัวอย่างความสำเร็จที่นักลงทุนต่างใฝ่ฝันอยากเดินตามรอย “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา”

ชีวิตของคุณป๋ามีแง่มุมให้เขียนถึงมากมายไม่รู้จบ ไม่ว่าจะในแง่ของปรัชญาการลงทุน หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ประหยัดมัธยัสถ์ และความเป็นเศรษฐีนักบุญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทั้งโลกพยายามเสาะแสวงหาคือ การเจาะลึกเพื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาการลงทุนในแบบของบัฟเฟตต์ ซึ่งถูกเก็บงำเป็นความลับสุดยอดเฉพาะคนในครอบครัว

เมื่อหลายปีก่อน ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ที่เก็บงำมานานถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนครั้งแรก โดยอดีตลูกสะใภ้ “แมรี่ บัฟเฟตต์” ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่มีโอกาสร่วมวงฟังหลักการลงทุนจากคุณป๋าบัฟเฟตต์อย่างใกล้ชิด ภายใต้เงื่อนไขที่กำชับแล้วกำชับอีกว่า ห้ามนำเรื่องราวของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ออกไปเผยแพร่เด็ดขาด

“แมรี่” กล้าจับปากกาเขียนถึงคุณพ่อสามีคนดัง ก็เมื่อพ้นจากสภาพคนในครอบครัวไปแล้วตั้งแต่ปี 1993 ปรัชญาการลงทุนสำคัญของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ที่เธอค้นพบ มีอยู่ 2 อย่างคือ ความโง่เขลา และความมีวินัย ความโง่เขลาในที่นี้หมายถึงความโง่เขลาของคนอื่น คนธรรมดาทั่วไปมักมีจิตใจอ่อนไหวไปตามกระแสแตกตื่นของฝูงชน ทำให้ตกเป็นเหยื่อความแปรปรวนทางอารมณ์ได้ง่าย ความตื่นตระหนกของแมงเม่านี่เองที่เป็นพลังขับเคลื่อนตลาด หุ้นให้วิ่งขึ้นลง ขณะเดียวกันก็สร้างกำไรมหาศาลให้นักลงทุนที่มีวินัยสูงอย่างคุณป๋าบัฟเฟตต์

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์คือ การลงทุนด้วยมุมมองของการร่วมทำธุรกิจ คิดเสมือนว่าเราเป็นหุ้นส่วนจริงๆ คุณป๋าพูดเสมอว่าจะลงทุนก็ต่อเมื่อดูเข้าท่าสำหรับการร่วมธุรกิจเท่านั้น ป๋าจะลงทุนระยะยาวในบริษัทใดๆ ก็ต่อเมื่อสามารถคาดการณ์ถึงผลกำไรในอนาคตของบริษัทนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งบริษัทที่จะเข้าข่ายนี้มักดำเนินธุรกิจที่มีศักยภาพดีเยี่ยมอยู่แล้ว ทำให้สร้างกระแสเงินสดได้มาก สามารถนำไปใช้เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ หรือขยายธุรกิจเดิมให้มีกำไรงอกงามยิ่งขึ้น

แล้วจะดูยังไงว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพดีเยี่ยม “บัฟเฟตต์” แนะนำลูกหลานว่า ให้สังเกตจากสถิติอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง ผลกำไรที่แข็งแกร่ง และความเป็นธุรกิจสินค้าผูกขาด คุณป๋าจะชอบหุ้นที่มีลักษณะผูกขาดทางธุรกิจมากเป็นพิเศษ การมองหาธุรกิจชั้นเลิศในความคิดของป๋า จะต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป มีตราสินค้าที่แข็งแกร่ง เป็นที่ต้องการของตลาด ธุรกิจสื่อสารมวลชนที่ผู้ผลิตต้องใช้บริการต่อเนื่อง เพื่อจูงใจผู้บริโภค และธุรกิจให้บริการที่ผู้บริโภคต้องใช้บริการอยู่เป็นประจำ

ถึงแม้คุณป๋าไม่เคยสนใจว่า ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์จะมีแนวโน้มอย่างไร และไม่เคยใช้เครื่องมือการคาดการณ์แนวโน้มตลาดของนักวิเคราะห์ ไม่เคยดูกราฟราคาหุ้น และมักย้ำเสมอว่า ให้ความสำคัญแต่เพียงความเป็นไปของธุรกิจที่สนใจเข้าไปลงทุน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คุณป๋าก็เหมือนนักสะสมผู้ช่ำชองที่มีมาตรฐานของราคาที่ยินดีจ่ายเพื่อความคุ้มค่า เพราะราคาที่จ่ายซื้อหุ้นจะเป็นตัวกำหนดอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในอนาคต ยิ่งซื้อหุ้นได้ราคาต่ำเท่าไหร่ ก็มีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นเท่านั้น

ประเภทบ้าของถูกไปเหมาเข่งหุ้นถูกๆมากองไว้เต็มพอร์ต นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่บอกเลยว่า มันคือเศษขยะที่ไม่มีคุณค่าพอต่อการเสียเวลาฟูมฟัก แบบนี้ไม่เข้าข่ายฉลาดลงทุน!!

มิสแซฟไฟร์

 

ปากจัดจนได้ดี “กอร์ดอน แรมเซย์” เชฟรวยสุดในโลก

Published September 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702570

 

เหลือเชื่อไหมล่ะ!! เชฟปากจัดอารมณ์ร้ายอย่าง “กอร์ดอน เจมส์ แรมเซย์” มีรายได้รวยอู้ฟู่เท่ากับศิลปินดังระดับโลก “บียอนเซ่ โนวส์” ปีนี้ทั้งคู่ได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บส์ให้เป็นคนดังอันดับที่ 34 จาก 100 ของโลกที่มีรายได้สูงสุด โดยหาเงินเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำถึง 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งคู่ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง ยกเว้นสิ่งเดียวคือความขยันและมุ่งมั่นทำงานหนักเพื่อถีบตัวเองสู่ความสำเร็จ “บียอนเซ่” เคยให้สัมภาษณ์กับฟอร์บส์ว่า ในอุตสาหกรรมเพลง ฉันยังไม่เคยเจอใครทำงานหนักเท่าฉันสักคน!! นางไม่ได้โม้เกินจริง เพราะเป็นเจ้าแม่โปรเจกต์เบอร์ต้นๆ แถมเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตไม่หยุดหย่อน เฉพาะอัลบั้มล่าสุด “Lemonade” นางจัดคอนเสิร์ตไปแล้ว 19 โชว์ โดยแต่ละโชว์ทำเงินไม่ต่ำกว่า 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งขยันทั้งอึดขนาดนี้จะไม่ให้รวยยังไงไหว นี่ไม่นับรวมค่าตัวถ่ายโฆษณาแบรนด์ดังระดับโลก เช่น ลอรีอัล, เป๊ปซี่ และ Topshop

ในฐานะเชฟคนเดียวที่ติดโผ 1 ใน 100 คนดังของโลกที่มีรายได้สูงสุดในปีนี้ “กอร์ดอน แรมเซย์” สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง เพราะไม่ได้ก้มหน้า ก้มตาอยู่ในครัวอย่างเดียว แต่ยังโลดแล่นออกมาทำรายการทีวีของตัวเองจนฮิตฮอตเรตติ้งกระฉูด กวาดรายได้เข้ากระเป๋ามหาศาล เชฟขั้นเทพได้เงินเดือนจากการถ่ายรายการเอพิโสดละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปีหนึ่งถ่าย 51 ตอน บวกลบคูณหารมีเงินเข้ากระเป๋าปีละเหนาะๆ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลจากความดังของรายการ Hell’s Kitchen, The F Word, Ramsay’s Kitchen Nightmares, Master Chef, Master Chef Junior และ Hotel Hell ยังต่อยอดทำมาหากินได้อีกสารพัด ไหนจะพรีเซ็นเตอร์โฆษณา, ทำตำราอาหาร, ออกผลิตภัณฑ์เครื่องครัว และขายไลเซนส์ร้านอาหาร “เรสเตอรองต์ กอร์ดอน แรมเซย์” ที่ครองมิชลินสตาร์ถึง 16 ดวง เจ้าพ่อโปรเจกต์ยังไม่หยุดแค่นี้ เพิ่งออกเกมบนมือถือชื่อว่า “Gordon Ramsay Dash” ดูดเงินจากสาวกหลายล้านคน

กว่าจะมีวันนี้ ชีวิตของ “แรมเซย์” ต้องปากกัดตีนถีบอย่างหนัก เขาเกิดในสกอตแลนด์ เติบโตมาในครอบครัวบ้านแตก ที่มีแต่ความสิ้นหวัง พ่อของเขาติดเหล้าหนัก ชอบอาละวาดทุบตีลูกเมีย แม่เป็นพยาบาล ส่วนพี่สาวและน้องชายก็ติดเฮโรอีนตั้งแต่วัยรุ่น พออายุ 16 เขาเก็บข้าวของออกจากบ้าน เพื่อไปแสวงหาอนาคต

ก่อนจะค้นพบตัวเองว่าอยากเป็นเชฟอาชีพ “แรมเซย์” ใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอล เขาได้รับเลือกร่วมทีมเยาวชนของวอร์วิคเชียร์และมีโอกาสเข้าฝึกซ้อมคัดตัวกับสโมสรฟุตบอลแรงเยอร์สของสกอตแลนด์ แต่ก็ถูกดับฝันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะบาดเจ็บสาหัสที่เข่า จนสุดท้ายต้องออกวิ่งไล่หาความฝันใหม่อีกครั้ง

ตอนอายุ 19 ปี “แรมเซย์” ตัดสินใจสมัครเข้าเรียนการบริหารจัดการโรงแรม ที่วิทยาลัยนอร์ท ออกซ์ฟอร์ดเชียร์ เทคนิเคิล คอลเลจ โดยได้รับทุนจากสโมสรโรตารี่ เขาเริ่มต้นอาชีพเชฟ ด้วยการเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรมวร็อกซ์ตัน เฮาส์ โฮเต็ล แต่ดันไปแอบกิ๊กกับเจ้าของโรงแรม เลยถูกไล่ออก ต้องเก็บกระเป๋าหนีมาตั้งหลักใหม่ที่กรุงลอนดอน เขาทำงานกับร้านอาหารหลายระดับ จนมีโอกาสลืมตาอ้าปากเมื่อได้ทำงานกับเชฟขาโหด “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” ที่ร้านดัง “Harveys” เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ 2 ปีเศษ ก็เอือมระอากับความโมโหร้ายของเจ้านาย เลยเบนเข็มไปหางานทำในปารีส โดยวาดฝันว่าจะพัฒนาฝีมือแบบก้าวกระโดด โอกาสสำคัญในชีวิตมาถึงเมื่อเขาได้ทำงานกับเชฟมิชลินสตาร์ของฝรั่งเศสหลายคน หนึ่งในนั้นที่เขายกย่องเป็นครูคือ “กาย ซาวอย”

ทักษะการทำอาหารชั้นสูงแบบฝรั่งเศส ทำให้ “แรมเซย์” กลายเป็นเชฟหนุ่มเนื้อหอมฉุย ทันทีที่กลับมาลอนดอน เขาได้รับข้อเสนอจาก “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” ให้ร่วมหุ้นเปิดร้านอาหารแห่งใหม่ชื่อ “Aubergine” แต่ด้วยความฝันที่อยากเป็นเถ้าแก่ ภายหลัง “แรมเซย์” ขอถอนหุ้นออกมาเปิดร้านอาหารของตัวเองคือ “Restaurant Gordon Ramsay” เพียงเวลาสั้นๆ เขาก็สร้างสถิติเป็นเชฟสกอตแลนด์คนแรกของโลกที่ได้มิชลิน 3 ดาว

เส้นทางความสำเร็จและรวยระเบิดของ “แรมเซย์” เปิดอ้าซ่าส์ ในปี 2004 เมื่อเขาสยายปีกมาเป็นเจ้าพ่อรายการทีวี มีซีรีส์ดังเรตติ้งกระฉูดถึง 2 รายการคือ Ramsay’s Kitchen Nightmares ออกอากาศทางช่อง 4 และ Hell’s Kitchen ออนแอร์ทาง ITV1 ดังระเบิดขนาดที่สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์มาซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปทำในฝั่งอเมริกา

จากหนุ่มบ้านแตกโตมากับความรุนแรงในครอบครัว จนมีนิสัยก้าวร้าวขี้โมโหติดตัว ทุกวันนี้เขาคือต้นแบบของคนสู้ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ชะตากรรม.

มิสแซฟไฟร์

 

เกาะติดชีวิตแซ่บได้โล่ “ไคลี่ เจนเนอร์”

Published September 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694890

 

วินาทีนี้ไม่มีครอบครัวไหนจะโด่งดังและอื้อฉาวเกินหน้า “ตระกูลคาร์ดาเชียน” ที่แจ้งเกิดจากรายการเรียลลิตี้ยอดฮิต “Keeping Up with the Kardashians” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เคเบิล E! นอกจากพี่ใหญ่สุดแซ่บ “คิม คาร์ดาเชียน” และขุ่นแม่คริส เจนเนอร์แล้ว น้องเล็กของบ้านอย่าง “ไคลี่ เจนเนอร์” ก็ฮอตระเบิด จนกลายเป็นไอดอลของวัยรุ่นทั้งโลก

ความสวยของ “ไคลี่” อาจเทียบไม่ติดพี่สาวพ่อเดียวกัน “เคนดอลล์ เจนเนอร์” ที่เป็นนางแบบพันล้านมาแรงสุดๆ แต่ความซ่าส์ของน้องเล็กบ้านคาร์ดาเชียน ชนะเลิศทุกคนในแฟมิลี่ ถึงขนาดติดอันดับเซเลบริตี้ 1 ใน 10 ของโลก ที่มีคนฟอลโล่อินสตาแกรมมากที่สุด สร้างสถิติไว้ที่ 71.7 ล้านฟอลโลเวอร์

นอกจากจะโดดเด่นเรื่องนมกับตูดที่มีไว้เรียกแขก “ไคลี่ เจนเนอร์” ยังมีหัวเซ็งลี้ตั้งแต่อายุน้อยๆ อายุแค่ 17 ปี ก็มีธุรกิจเครื่องสำอาง ขายดิบขายดีจนขึ้นแท่นเศรษฐินีน้อย มีเงินซื้อคฤหาสน์หรูของตัวเอง สนนราคา 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านไปปีเดียวนางควักกระเป๋าอีก 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อแมนชั่นหรูเพิ่มอีกหลัง ขนาด 7,000 ตารางฟุต 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ย่านฮิดเดน ฮิลล์ส ทางตะวันตกของฮอลลีวูด ใกล้บ้านแม่และพี่สาว เมื่อวันเกิดครบ 19 ปี ไคลี่ยังโชว์ความรวย ซื้อแมนชั่นหลังที่สามใกล้ทำเลเดิม มูลค่า 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำเป็นโฮมออฟฟิศ

ถึงแม้แฟชั่นไอดอลตัวแม่จะไม่ยอมรับตรงๆว่าทำศัลยกรรม ผ่านมีดหมอมาเยอะ จนขาเม้าท์จิกกัด ว่ามีส่วนไหนไม่ปลอมบ้าง แต่แท็บลอยด์ทั้งหลายก็พยายามขุดคุ้ยเพื่อตีแผ่ จนเจ้าตัวต้องสารภาพว่า ตอนอายุ 17 แอบไปฉีดฟิลเลอร์ปากเพิ่มความอวบอิ่มมาจริงๆ

ไม่ได้ทำเฉพาะปาก แต่นมกับตูดก็แม่ให้มาทั้งนั้น คือแม่ให้เงินไปทำมา!! ตูดกลมกลึงที่ได้มาด้วยมีดหมอ คือ สมบัติล้ำค่าสุดหวงของ “ไคลี่” หมอศัลยกรรมคนดังของฮอลลีวูด “ดร.ไซมอน อาวเรียน” ชื่นชมลูกค้าวีไอพีอย่างไคลี่ว่า น้องเล็กบ้านคาร์ดาเชียนเป็นเด็กฉลาดที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แค่ไม่กี่ปีเธอสามารถเปลี่ยนตัวเองจากหนอนในดักแด้กลายเป็นผีเสื้อสาวสุดเซ็กซี่ ต้องยกให้เป็นแบบอย่างของการทำศัลยกรรมอย่างชาญฉลาด เธอเริ่มฉีดฟิลเลอร์ที่ปากตอนอายุ 17 ปี และเมื่อทุกอย่างชักจะไปกันใหญ่ เธอก็มาหาผมเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหา ตั้งแต่นั้นไคลี่ก็ไม่ไปทำกับใครที่ไหน

เสริมหน้าอกเพิ่มความอึ๋มเป็นเรื่องปกติของชาวฮอลลีวูด แต่ปาปารัสซีก็ขุดจนเจอว่า “ไคลี่” แอบไปเจาะหัวนมมาด้วย เพื่อเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจ แหล่งข่าวใกล้ชิดยืนยันว่า “ไคลี่” แอบไปเสริมจมูกตั้งแต่ยังไม่แตกเนื้อสาว ดูเหมือนน้องเล็กบ้านคาร์ดาเชียนจะมีพี่ใหญ่อย่าง “คิม คาร์ดาเชียน” เป็นต้นแบบซะทุกเรื่อง

เป็นคู่พี่น้องที่สนิทกันมากชนิดปาท่องโก๋ แต่เอาเข้าจริงๆ “ไคลี่” อิจฉาพี่สาวคนสวยอย่างกับอะไรดี ก็ “เคนดอลล์” เล่นเอายีนเด่นไปจนหมด ทั้งสวย-สูง-เพรียว-ฉลาด เหลือแต่ยีนด้อยให้น้องสาว เป็นใครจะไม่หมั่นไส้ คู่นี้ทะเลาะกันบ่อย ถึงขนาดคนน้องเคยคว้ามีดวิ่งไล่แทงพี่สาว เพราะโมโหสุดขีด ดีที่ยั้งอารมณ์ไว้ได้ แต่ยามรักกันเค้าก็เลิฟกันน่าดู มักจับมือเรียกกระแส ด้วยการโพสต์รูปเรตอาร์ชวนสยิว เดี๋ยวไคลี่ก็เอามือล้วงกางเกงพี่สาว เผลอหน่อยก็ผลัดกันเอามือตะปบนมออกสื่อฮือฮา

จะมีใครรู้เรื่องในบ้านดีเท่าคนใช้ พวกนี้รู้จักเจ้านายทุกซอกทุกมุม คนใช้บ้านคาร์ดาเชียนแอบแฉกับนิตยสารโอเคว่า ภายนอกไคลี่อาจดูหรูหราฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้อ แต่ชีวิตจริงกลับไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ นอกจากนั่งนอนดูทีวีทั้งวัน และหาเรื่องแต่งตัวเซ็กซี่โพสต์ลงอินสตาแกรม

เรื่องเรียนหนังสือยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะ “ไคลี่” ดร็อปเรียนตั้งแต่ไฮสคูลแล้ว และเลือกที่จะเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน โดยมีมามี้ “คริส เจนเนอร์” เป็นคนสอน ว่าตามจริงใบปริญญาก็ไม่สำคัญอะไรกับคุณหนูบ้านนี้ ในเมื่อไคลี่เป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางหลายพันล้านตั้งแต่อายุ 17 จะไปแคร์อะไรกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

“ไคลี่” ยังแซ่บได้โล่ เพราะอยู่กินกับ “ไทก้า” แฟนหนุ่มแร็พเปอร์รุ่นพี่ ตั้งแต่อายุ 14 ล่าสุด พวกโปรดิวเซอร์ฮอลลีวูดเห็นแววความเซ็กซี่ ถึงขนาดทาบทามให้น้องหนูถ่ายเซ็กซ์เทปแบบพี่คิม อยากเด่นอยากดังแค่ไหน แต่นางเพิ่งอายุแค่เนี้ย คงไม่ด้านพอจะเล่นจ้ำจี้ออกสื่อโชว์.

มิสแซฟไฟร์

 

เคล็ดลับจากฮีโร่โอลิมปิก เอาชนะแรงกดดันยังไงให้ได้แชมป์

Published August 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/688462

โดย มิสแซฟไฟร์ 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688462

 

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเรา ได้เท่ากับเราทำตัวของเราเอง!! ในการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการขับเคี่ยวรุนแรงอย่าง “โอลิมปิก เกมส์” อุปสรรคใหญ่ที่เหล่านักกีฬาต้องเอาชนะให้ได้ คือการเอาชนะใจตัวเองเพื่อก้าวผ่านแรงกดดันมหาศาลไปให้ได้

สำหรับฉลามหนุ่มเลือดเย็น “ไมเคิล เฟลป์ส” ซึ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญที่ 21 ให้สหรัฐอเมริกามาหมาดๆจากโอลิมปิก เกมส์ ริโอ 2016 ต้องผ่านความกดดันนับครั้งไม่ถ้วน จากการลงชิงความเป็นเจ้าสระโอลิมปิก ที่เขามีโอกาสรับใช้ชาติมาแล้ว 4 ครั้ง แม้ครั้งนี้จะโดนสบประมาทเยอะว่าแก่ เนื่องจากอายุปาเข้าไป 31 ปีแล้ว แต่ “เฟลป์ส” ก็สามารถเปลี่ยนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นพลังใจให้ฮึดสู้ พอๆกับที่เปลี่ยนความแค้นเป็นแรงผลักดันสู่การคว้าเหรียญทอง

“บ็อบ โบว์แมน” โค้ชคู่ใจดั้งเดิมของ “เฟลป์ส” เผยเคล็ดลับความอึดและการเอาชนะแรงกดดันในการแข่งขันของยอดฉลามหนุ่มว่า “เฟลป์ส” จะจินตนาการถึงชัยชนะตลอดเวลา เขามองเห็นภาพตัวเองขึ้นไปยืนบนสแตนด์รับเหรียญทอง เห็นภาพตัวเองกำลังแหวกว่ายนำชัยเหนือคู่แข่ง ขณะเดียวกัน เขาก็วางแผนเผื่อความผิดพลาดไว้ด้วย เช่น ถ้าเกิดกางเกงว่ายน้ำขาด หรือแว่นว่ายน้ำแตก ควรจะต้องแก้ไขสถานการณ์ยังไง เขาโปรแกรมข้อมูลทุกอย่างไว้ในหัวหมด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็แค่ดึงแผนสำรองที่ต้องใช้ออกมาจากดาต้าเบสในสมอง

นักวิ่งลมกรดสาวประเภทลู่และลานของสหรัฐอเมริกา “แอลลิสัน เฟลิกซ์” เจ้าของ 4 เหรียญทองโอลิมปิก และ 2 เหรียญเงิน วัย 30 ปี ให้สัมภาษณ์สปอร์ต อิลลัสเตรท ถึงเทคนิคการเอาชนะแรงกดดันว่า เมื่อฉันเดินออกไปที่ลู่วิ่ง ฉันจะรวบรวมสมาธิทั้งหมด แล้วมโนว่าตัวเองอยู่ในสนามตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงแฟลช เสียงโห่ร้องเชียร์ของผู้คน หรือแม้แต่เสียงของคู่แข่ง ฉันก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น

นักกอล์ฟสาวดาวรุ่ง วัย 21 ของอเมริกา “เล็กซี่ ธอมป์สัน” ลงแข่งขันรายการใหญ่อย่าง “ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น” มาตั้งแต่อายุ 12 ปี เธอเล่าให้ ESPN ฟังว่า การฝึกสมาธิให้แกร่งกล้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกีฬากอล์ฟ พอๆกับการฝึกทักษะการเล่น ฉันได้รับการฝึกฝนเรื่องนี้จากโค้ชตั้งแต่เริ่มเล่น โดยเทคนิคของฉันคือการปล่อยใจให้ผ่อนคลายที่สุด ทำจิตใจให้สงบ และคิดถึงแต่เรื่องราวที่ทำให้มีความสุข อย่ากดดันตัวเอง เพราะยิ่งเครียดก็ยิ่งผิดพลาดได้ง่าย ทุกครั้งที่เริ่มการแข่งขัน ฉันจะทำสมาธิและสูดหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการถึงเรื่องดีๆในชีวิต จากนั้นก็หวดสุดแรงเกิด เธอฝากบอกว่าเรื่องการฝึกหายใจเข้าออกเพื่อทำสมาธิ ยังเป็นเทคนิคที่เป็นประโยชน์มากๆต่อนักกีฬาทุกคนด้วย

“ดาริล โฮเมอร์” นักวิ่งข้ามรั้วผิวสีทีมชาติมะกัน วัย 26 ปี ใช้วิธีพูดคุยกับตัวเองเพื่อลดแรงกดดัน โดยก่อนลงสนามแข่งขันทุกครั้ง เขาจะคุยกับตัวเองหน้ากระจกว่า นายเก่งมาก นายเจ๋งที่สุด นายต้องทำได้!! บางครั้งก็จะเปิดคลิปวีดิโอการชกของนักมวยคนโปรด “ไมค์ ไทสัน” ก่อนลงแข่งขัน เพื่อสร้างความฮึกเหิมให้ตัวเอง

นักยูโดทีมชาติคนแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่ชนะเหรียญทองโอลิมปิกเมื่อปี 2012 “เคย์ลา แฮร์ริสัน” ให้สัมภาษณ์กับเดอะ วอชิงตัน โพสต์ว่า ก่อนนอนทุกคืน เธอจะใช้เวลา 10 นาที ในการจินตนาการถึงภาพของชัยชนะ ภาพที่เธอคว่ำคู่แข่งลงและก้าวขึ้นสแตนด์อย่างสง่างามไปรับเหรียญทองโอลิมปิก เธอทำอย่างนี้ทุกคืนในช่วงเก็บตัวจนถึงวันลงแข่งจริง เพราะเชื่อในพลังจากการคิดบวก

นักกีฬาทีมชาติคนอื่นอาจมีเทคนิคเยอะแยะ แต่สำหรับ “เมอร์ริลล์ โมเรส” ประตูมือกาวประจำทีมชาติโปโลน้ำชาย บอกเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ตราบใดที่คุณมั่นใจว่าฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่ เมื่อถึงวันแข่งขันก็แค่ทำให้เต็มความสามารถที่สุด อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ผมรู้แต่ว่าถ้าเราฝึกซ้อมมาหนัก เตรียมตัวมาอย่างดีกว่าคู่แข่ง มันจะทำให้เรามีความมั่นใจเต็มร้อย และสามารถเอาชนะแรงกดดันทุกอย่างได้โดยไม่ต้องบิ๊วต์.

มิสแซฟไฟร์

 

ถอดรหัสชีวิต ไขปัญหาสุขภาพ กะเทาะสันดานจริง

Published August 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682161

 

ทำไมบางคนเกิดมาหน้าตาน่าเชื่อถือ ขณะที่บางคนหน้าตากังฉินบอกยี่ห้อขี้โกงมาแต่ไกล รูปพรรณสัณฐานของคนเราถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดมาขาว-ดำ เตี้ย-สูง กรามใหญ่-กรามเล็ก ตาโต-ตาหยี ทุกองค์ประกอบที่หลอมรวมเป็นตัวเรา ล้วนแต่สามารถนำมาถอดรหัสชีวิต ไขปัญหาสุขภาพ และกะเทาะสันดานจริง

ผลการศึกษาหลายสำนักของอเมริกาบ่งชี้ว่า “คนตัวสูงมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนตัวเตี้ย” ขณะที่คนตัวเตี้ยมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคนตัวสูง คนตัวสูงเจริญเติบโตได้ดีกว่า เพราะสามารถผลิตโกรทฮอร์โมน หรือ ฮอร์โมนการเจริญเติบโตได้มากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านอื่นๆตามมา

ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าวิจัยเปรียบเทียบ “ขนาดความยาวของนิ้วมือ” จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม คือคนไข้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 1,500 คน และผู้ชายสุขภาพดีปกติ จำนวน 3,000 คน บ่งชี้ว่า ผู้ชายที่มีนิ้วชี้ยาวเท่ากับนิ้วนางหรือยาวกว่านิ้วนาง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าผู้ชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง

ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ แถม “ดวงตายังเป็นกระจกบานใหญ่ที่บ่งบอกอาการเจ็บป่วยได้อย่างแม่นยำ” แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคของคนไข้จากการส่องม่านตาในเวลาสั้นๆ เช่น คนที่มีอาการปวดหัว รุนแรง ตาพร่ามัวซีก เดียว การส่องไฟฉาย ดูรูม่านตาจะค้นหาสาเหตุได้ทันทีว่าเกิดจากอะไร ถ้ารูม่านตาข้างที่พร่ามัว โตกว่าข้างที่ไม่มีอาการ และถูกแสงแล้วไม่หดเล็กลง แสดงว่าเป็นโรคต้อหิน แต่ถ้ารูม่านตาข้างที่มีปัญหาเล็กกว่าข้างที่ไม่มีปัญหา ก็เข้าข่ายเป็นโรคม่านตาดำอักเสบ หรืออย่างคนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง จู่ๆเกิดอาการปวดหัวมาก หมดสติ และมือเท้าเกร็ง ถ้าส่องแล้วรูม่านตาหรี่เล็กเท่ารูเข็มทั้ง 2 ข้าง ก็แสดงว่าโอกาสรอดมีน้อยมาก

ผลการศึกษาวิจัยของศูนย์ศึกษาความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน บ่งชี้ว่า “ผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนสูงคือขาโหดตัวจริง” สังเกตได้จากใบหน้าใหญ่และโหนกแก้มใหญ่ สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ห้าวหาญ บึกบึน และโหดกว่าคนหน้าเรียวแหลม โหนกแก้มตอบ ถ้าเจอผู้ชายกรามใหญ่ก็อย่าหาเรื่องไปแหยมเชียว

“คนตัวสูงใหญ่มีความเป็นผู้นำมากกว่าคนตัวเตี้ย” คือผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาของนักจิตวิทยาร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากยุโรปและอเมริกา ซึ่งทดลองสุ่มตัวอย่างจากผู้ชายผิวขาว 47 คน และผู้หญิงผิวขาว 83 คน เพื่อเปรียบเทียบความสูงกับความสามารถในการเป็นผู้นำ จากสถิติของทำเนียบขาว ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 43 คน มีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเซนติเมตร

“คนหล่อคนสวยมักมีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็นความจริงที่หลีกหนีได้ยาก นักจิตวิทยาทางสังคมเชื่อว่าคนหน้าตาดีมีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติดีๆในข้ออื่นตามมาด้วย เช่น มีสติปัญญาดี และมีความรับผิดชอบ “แดเนียล แฮเมอร์เมช” นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งศึกษาเรื่องความหล่อความสวยกับสถานที่ทำงาน ค้นพบว่า อคติที่คนเปิดใจให้คนหน้าตาดีมากกว่าคนหน้าตาพังๆ ทำให้คนหล่อคนสวยมีโอกาสได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนทั่วไป และมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่า เป็นเรื่องเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงในสังคมทั้งโลก อาจเพราะแบบนี้ธุรกิจการทำศัลยกรรมถึงได้เฟื่องฟูนัก.

มิสแซฟไฟร์

 

ส่องชีวิตรวยผิดปกติ “มาริสซา เมเยอร์” แต่ทำไม Yahoo จนลง?!

Published August 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676126

 

ยังไม่มีการประกาศเป็นทางการถึงบทบาทในอนาคตของ “มาริสซา เมเยอร์” ว่าจะอยู่หรือจะไป หลังเอา “Yahoo” เว็บไซต์ใหญ่อันดับต้นๆ อายุเก่าแก่กว่า 22 ปี ใส่พานขายกิจการให้ค่ายบริการมือถือยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของอเมริกา “เวอริซอน” ด้วยมูลค่าสูงถึง 4,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ถ้าเจ้าของใหม่ยาฮู ตัดสินใจเลิกจ้างซีอีโอหญิงคนเก่ง งานเนี้ย “เมเยอร์” จะได้เงินแพ็กเกจชดเชย 54.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ไม่ได้มากมายอะไรถ้าเทียบกับเงินเดือนปัจจุบัน เพราะภายในเวลา 5 ปี เธอฟันเงินยาฮูไปแล้วกว่า 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งๆที่ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

แม้คนในแวดวงไฮเทคจะจดจำภาพของ “มาริสซา เมเยอร์” ในฐานะหญิงแกร่งแห่งวงการไอที ที่ทุ่มเททำงานหนัก แต่คนใกล้ชิดรู้ดีว่าอดีตผู้บริหารระดับสูงของกูเกิล ที่อาสากอบกู้ยาฮู มีชีวิตส่วนตัวที่หรูหราฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้อขนาดไหน ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาทำงานจนหน้ามันหัวกระเซิงอย่างที่คิด

พื้นฐานของ “เมเยอร์” เป็นหนอนหนังสือ เธอเกิดและเติบโตในเมืองวอซอ รัฐวิสคอนซิน เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก ฉายแววรุ่งโดดเด่นเมื่อเข้าเรียนปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยมีความชำนาญพิเศษด้านปัญญาประดิษฐ์ แม้จะมีบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งจองตัวตั้งแต่เรียนไม่จบ แต่ “เมเยอร์” ก็เลือกทำงานกับกูเกิล และกลายเป็นพนักงานลำดับที่ 20 ของกูเกิล แถมพ่วงดีกรีวิศวกรคอมพิวเตอร์หญิงคนแรก ความเก่งกาจของ “เมเยอร์” ในการบุกเบิกธุรกิจหลักให้กูเกิล คือ Google Search และ Google Maps ทำให้เธอถูกทาบทามจากยาฮูมาเป็นซีอีโอคนใหม่ เมื่อปี 2012

อย่างที่บอกว่า “เมเยอร์” เป็นหนึ่งในพนักงานรุ่นก่อตั้งของกูเกิล ด้วยเหตุนี้ ตอนที่กูเกิลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปี 2004 เธอจึงรวยอู้ฟู่ทันตาเห็น โดยปัจจุบันมีทรัพย์สินในครอบครอง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลายคนยืนยันว่า “เมเยอร์” เปลี่ยนไปมาก จากสาวไอทีสุดเนิร์ดที่ไม่สนใจเรื่องแฟชั่น วันๆขลุกอยู่กับวิศวกรชาย เธอกลายเป็นเจ้าแม่แบรนด์เนม ที่ใช้ชีวิตอู้ฟู่ผิดหูผิดตา

ดีไซเนอร์คนโปรดของ “เมเยอร์” ก็มีตั้งแต่อเล็กซานเดอร์ แมคควีน ไปจนถึงแคโรลินา เฮอร์เรรา เธอกล้าจ่าย 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แบบไม่สะทกสะท้าน เพื่อขอทานอาหารกลางวันกับดีไซเนอร์ดัง “ออสการ์ เดอ ลา เรนต้า” พร้อมประกาศว่า จะใส่คาร์ดิแกนแคชเมียร์ตัวละหลายหมื่นของดีไซเนอร์ในดวงใจ เป็นชุดยูนิฟอร์มทำงานทุกวัน

หลังมากุมบังเหียนยาฮูเต็มตัว “เมเยอร์” ก็ใช้เงินสะบั้นเพื่ออัพเกรดตัวเอง ว่ากันว่ายาฮูต้องควักกระเป๋าจ่าย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสปอนเซอร์ให้งานพรมแดงของโลกแฟชั่น “เม็ต กาล่า” เพื่อแลกกับการที่ซีอีโอสาวจะได้ใส่ชุดราตรีหรูเดินพรมแดงประกบคู่คนดังฮอลลีวูด อย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, กงลี่ และเวนดี้ เติ้ง

สมใจนางสุดๆก็คงเป็นเรื่องสามี เพราะ “เมเยอร์” ได้พบรักกับนักธุรกิจหนุ่มหล่อ ผ่านการแนะนำของเพื่อน เมื่อปี 2007 ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน เพราะชอบอะไรเหมือนๆกัน ทั้งปีนเขา, เล่นสกี และวิ่งมาราธอน ขนาดยังไม่เด่นดังเท่าตอนนี้ แต่งานแต่งงานของ “เมเยอร์” ก็หรูหราฟู่ฟ่าสุดๆ เธอเลือกจัดงานวิวาห์บนเกาะส่วนตัว “เทรชเชอร์ ไอส์แลนด์” ในซานฟรานซิสโก เมื่อปี 2009 โดยสวมชุดเจ้าสาวปักเลื่อมหรูของดีไซเนอร์ดัง และเลี้ยงแขกเหรื่อด้วยอาหารไฮโซจากโรงแรมโฟร์ ซีซั่นส์ พร้อมปิดท้ายด้วยการแสดงพลุตระการตา สมัยยังเป็นผู้บริหารกูเกิล เมเยอร์เคยเปิดบ้านจัดดินเนอร์การกุศลเพื่อระดมเงินสนับสนุนประธานาธิบดีบารัค โอบามา ร่ำลือว่าได้เงินก้อนโตทีเดียว เพราะคิดหัวละ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ชีวิตความเป็นอยู่ของ “เมเยอร์” อู้ฟู่ขึ้นตามฐานะและหน้าตาทางสังคม ครอบครัวเธออาศัยอยู่ในเพนต์เฮาส์หรูของโรงแรมโฟร์ ซีซั่นส์ ซานฟรานซิสโก สนนราคาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยซีอีโอยาฮูมักใช้เงินบริษัทจัดค็อกเทลปาร์ตี้รับรองแขกเหรื่อ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งบริษัท เพนต์เฮาส์หรูเป็นแค่ที่พำนักชั่วคราวเท่านั้น เพราะนางยังมีบ้านหลังใหญ่ ขนาด 5 ห้องนอน มูลค่ากว่า 5.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในปาโลอัลโต โดยบ้านหลังนี้เปิดเลี้ยงเฉพาะเพื่อนๆจากสแตนฟอร์ด

ช่างขัดกับภาพลักษณ์ขี้อาย และชอบเก็บเนื้อเก็บตัว เพราะเนื้อแท้ของ “เมเยอร์” เป็นเจ้าแม่ปาร์ตี้ตัวยง นางไม่เคยลังเลใจที่จะทุ่มเงินเพื่อเนรมิตปาร์ตี้ให้หรูหราฟู่ฟ่ากระหึ่มเมือง ปีที่แล้วเพิ่งเป็นแม่งานจัดปาร์ตี้ในธีมเกรทแกสบี้ ด้วยเงิน 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ…ผลาญเงินเก่งขนาดเนี้ย จะเอาบิลไปเบิกที่ใคร ถ้าไม่ใช่ยาฮู?!

“มิสแซฟไฟร์”

 

สุขภาพดีไม่เสียเงิน เคล็ดลับอายุยืน 100 ปี

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มิสแซฟไฟร์ 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669657

 

(ภาพAP)

ไม่ว่าโลกจะก้าวล้ำไฮเทคขนาดไหน ไม่ว่าการถือกำเนิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตในยุคดิจิตอลจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปอย่างสิ้นเชิงขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงคือ มนุษย์ยังหาทางเอาชนะสังขารตัวเองไม่ได้!!

ก่อนที่จะมีการค้นพบวิธีทำให้มนุษย์เราเป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ตาย!! ซึ่งใครเจอหนทางก่อนก็ครองโลกในยุคหน้าแน่ๆ สิ่งที่เราจะทำได้อย่างดีที่สุดในตอนนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะมีอายุยืนยาวที่สุด

เอาแบบไม่ต้องพึ่งวิทยาการการแพทย์ หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใดๆ ไม่ต้องใช้เงินทองเยอะแยะ เว็บไซต์ข่าวทรงอิทธิพลของอังกฤษ “มิร์เรอร์” เขียนแนะนำ 10 เคล็ดลับเรียบง่ายในการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อให้อายุยืนยาวถึงร้อยปี น่าสนใจจนอยากนำมาแบ่งปัน

“เปลี่ยนจากการดื่มกาแฟ มาเป็นจิบชา” ในใบชาอุดมด้วยสารโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ, ต้านมะเร็ง และเพิ่มภูมิคุ้มกันของระบบร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค ผลการวิจัยทางการแพทย์ของอิสราเอลและอีกหลายสำนักบ่งชี้ตรงกันว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำทุกวัน มีอายุยืนยาวกว่าคนไม่ดื่มชา

“ฝึกการทรงตัวโดยยืนขาเดียวทุกเช้า” ฟังดูแปลกๆ นิดหนึ่ง แต่สำหรับคนเล่นโยคะประจำจะรู้ว่า การยืนขาเดียวช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากจะฝึกเรื่องการทรงตัว ยังเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมัดหลักที่ซัพพอร์ตกระดูกสันหลัง ไม่ว่าจะเป็นหลัง, กระดูกเชิงกราน และหน้าท้อง แถมป้องกันการทรุดตัวและความเสื่อมของกระดูกตอนอายุมาก

“มีเซ็กซ์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง” ผลการศึกษาของคณะแพทย์โรงพยาบาลรอยัล เอดินเบอระ ฮอสพิทอล ประเทศอังกฤษ ค้นพบว่า คนที่มีเซ็กซ์น้อยกว่าเดือนละครั้ง มีโอกาสเสี่ยงเป็นสอง เท่าที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อเทียบกับคนมีเซ็กซ์สม่ำเสมอไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพราะการมีเซ็กซ์ ช่วยลดแรงตึงเครียด ทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข และนอนหลับสบาย

“หยุดกิน เมื่อรู้สึกอิ่ม 80%” ชาวเกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีประชากรอายุยืนเกิน 100 ปีมากที่สุดในโลก ถ่ายทอดเคล็ดลับนี้จากรุ่นสู่รุ่น การกินแค่พออิ่มเพียง 80% แม้จะเหลืออาหารในจานก็อย่าไปเสียดาย เพราะการจำกัดปริมาณอาหารจะช่วยลดภาระการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย

“เข้านอนเร็วกว่าปกติ 1 ชั่วโมง” คนที่นอนหลับยาก หรือนอนไม่เต็มอิ่ม มักมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ผลการศึกษาจากฮาร์วาร์ด บิสเนส สคูล บ่งชี้ว่า การเข้านอนเร็วกว่าปกติเพียงชั่วโมงเดียว สามารถลดระดับความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจวาย

“ใช้ไหมขัดฟันก่อนนอนทุกวัน” เชื้อโรคที่สะสมอยู่ในปากของเรา คือตัวการก่อให้เกิดโรคร้ายตามมาสารพัด ทันตแพทย์คนดัง “ดร.เจมส์ รัสเซลล์” แนะนำว่า ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรงให้เริ่มจากการดูแลสุขภาพของช่องปากเป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นด่านหน้าในการป้องกันการรุกรานของเชื้อโรค

“จู้จี้กับรายละเอียดในชีวิต รับรองอายุยืน” นักจิตวิทยาชื่อดังของอเมริกา “ดร.โฮวาร์ด ไฟรด์แมน” ค้นพบว่า คนที่มีบุคลิกนิสัยละเอียดถี่ถ้วน และพิถีพิถันจู้จี้กับการใช้ชีวิต มีแนวโน้มจะอายุยืนกว่าคนปล่อยปละละเลยไม่สนใจตัวเองและคนรอบข้าง

“อย่าเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น” หลายคนคิดว่าการเก็บผักผลไม้เข้าตู้เย็นจะช่วยยืดอายุให้ยาวขึ้น แต่อันที่จริงผักผลไม้ควรจะอยู่ในอุณหภูมิห้องปกติ มะเขือเทศและเมล็ดพริกไทย ที่อยู่ในอุณหภูมิห้อง จะมีสารไลโคปีนมากกว่าเก็บไว้ในตู้เย็นถึง 20 เท่า

“วัดรอบเอว แทนการชั่งน้ำหนัก” นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การวัดรอบเอวสามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการชั่งน้ำหนัก หรือวัดมวลร่างกาย

“มองโลกแง่ดี ตายช้า” ผลการศึกษาของนักวิจัยมะกัน บ่งชี้ว่า คนมองโลกแง่ดีมีอายุยืนยาวกว่าคนมองโลกแง่ร้ายถึง 12 ปี เลิกบ่นเลิกจ้องจับผิดคนอื่น รับรองชีวิตยืนยาว.

มิสแซฟไฟร์

 

%d bloggers like this: