ขยายปมร้อน

All posts tagged ขยายปมร้อน

จับตาคสช.ปรับมาตรการลดอุณหภูมิการเมือง

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160606/229034.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559
จับตาคสช.ปรับมาตรการลดอุณหภูมิการเมือง

จับตาคสช.ปรับมาตรการลดอุณหภูมิการเมือง : ขยายปมร้อนโดย อนพัทย์ ดีช่วย สำนักข่าวเนชั่น

            เมื่อเส้นทางเดินใกล้เข้าสู่ป้ายของการทำประชามติ ก็มีอีกปมปัญหาระหว่างทางคือ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หรือไม่ โดยเรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นคำถามไปยังผู้มีอำนาจของบ้านเมืองทันทีว่า จะสะเทือนถึงการทำประชามติหรือไม่ อย่างไร

โดยฝั่งฟากรัฐบาล โดย “นายกฯ ตู่” มองถึงประเด็นนี้ และฮึ่มใส่ทันทีที่ถูกยิงคำถาม ว่า การทำประชามตินั้นถ้ามีความขัดแย้งก็ต้องเลื่อนออกไป ซึ่งไม่ใช่ตัวเองเป็นผู้สั่งให้เลื่อน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับผลของศาลรัฐธรรมนูญ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันว่าจะเอาอย่างไรต่อ

ด้าน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมาย ปรับโทนใส่น้ำเย็นให้คำพูดของ “บิ๊กตู่” โดยบอกว่า สิ่งที่นายกฯ พูดไปนั้น เป็นการ “มองไกลไป 5 ช็อต” มองไปถึงว่า ถ้ามีเหตุการณ์วุ่นวายจากปมข้อกฎหมายที่รอการตีความนี้ออกมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลพิจารณา เนื่องจากติดใจ 3 คำ คือ “ก้าวร้าว รุนแรง และหยาบคาย” ถ้าคำใดคำหนึ่งถูกศาลวินิจฉัยว่าผิดก็เพียงแค่ตัดคำนั้นทิ้ง หรือถ้าผิดทั้ง 3 คำก็ตัดทิ้งทั้งหมดเสีย แม้ว่าผลวินิจฉัยจะถูกเคาะออกมาแบบไหนก็ไม่สะเทือนต่อเส้นทางการทำประชามติ 7 สิงหาคม แน่นอน หรือหากแม้ศาลจะพิจารณาหลังจากนั้นก็ไม่เป็นปัญหา

ขณะที่ฝ่ายอื่นๆ ทั้ง กรธ. สนช. รวมถึง กกต.เอง ก็พร้อมใจกันแสดงความมั่นใจในปมปัญหานี้ว่า ไม่กระทบไปถึงวันหย่อนบัตร และเชื่อว่ามิใช่ปัจจัยที่ทำให้โรดแม็พต้องยืดยาวออกไป

“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ก็มองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสาหัส แต่ก็เหมือนจะแอบกังวลว่าข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาอาจจะกระทบไปถึงการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น

อย่างไรก็ตามต้องมาดูที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่าจะทำให้ต้องขยับปรับแก้ เป็นผลมากน้อยแค่ไหน

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรดแม็พเป็นอันต้องยืดยาวขยายก็คือ ในเรื่องของความสงบเรียบร้อย ซึ่ง “บิ๊กตู่” เอง ได้ประกาศชัดในเวทีนานาชาติ ของที่ประชุมประเทศสมาชิกจี 77 ว่า จะไม่ไปไหน หากประเทศยังไม่สงบ

ประโยคนี้อาจเป็นอีกหนึ่งป้ายเตือนที่ต้องการสื่อถึงฝ่ายการเมือง ซึ่งช่วงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ฮึ่มกลับอยู่บ่อยครั้ง แม้เร็วๆ นี้เพิ่งจะมีการปลดล็อกผ่อนผันให้มีการเดินทางออกนอกประเทศตามเงื่อนไขได้ แต่ก็เหมือนไม่ใช่อย่างที่พรรคการเมืองต้องการเสียทีเดียว เพราะข้อเสนอให้พรรคจัดกิจกรรมประชุมพรรคได้ ยังไม่ได้รับการหืออือ

หรือแม้แต่ปรับโทนในส่วนของการเรียกบุคคลมาปรับทัศนคติ โดยได้รื้อโต๊ะปูพรมใหม่ โยนคำว่า “ปรับทัศนคติ” ทิ้งใส่กล่องลายพราง และเปลี่ยนคำใหม่ให้นุ่มนวลเป็น “พูดคุยทำความเข้าใจ” พร้อมย้ายสถานที่พบเจอเป็นสถานีตำรวจหรือศาลากลางจังหวัด ซึ่งอาจทำให้ลดองศาบรรยากาศทางการเมืองที่ตอนนี้ แม้จะได้ไม่ร้อนระอุ แต่ก็กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้นสุดๆ ท่ามกลางสภาพอากาศที่กำลังบอกลาฤดูร้อน

นี่ก็เข้าสู่ขวบฤดูฝนที่รอบสองของรัฐบาลและ คสช.แล้ว และอีก ประมาณ 2 เดือน ก็จะถึงการทำประชามติ ต้องจับตาว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมที่จะปรับเปลี่ยน ผ่อนปรน หรือแก้เกม เพื่อที่จะช่วยลดให้โทนของสถานการณ์การเมืองดูผ่อนคลายลงรับช่วงเวลาสำคัญอีกหรือไม่

ปลายทางของธัมมชโย

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160531/228643.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม 2559
ปลายทางของธัมมชโย

ปลายทางของธัมมชโย : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี

              ดูเหมือนว่าทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะไม่ได้เร่งรีบอะไรนักกับการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะเข้าไปจับกุมตัว พระเทพมหาญาณมุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ ที่ระดับนโยบายก็ต้องให้เวลาฝ่ายปฏิบัติ ที่จะต้องดูรายละเอียด ดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน

เพราะในเวลานี้ แทบจะแยกกันไม่ออกแล้วว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องคดีความส่วนตัว หรือเรื่องของความศรัทธา

ความศรัทธาทำให้ไม่เชื่อว่า ข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอตั้งขึ้นมานั้น เป็นความพยายามใส่ร้ายป้ายสี บางกลุ่มก็คิดไปว่าศาสนาอื่นพยายามทำลายล้างศาสนาพุทธ

ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องคดีความที่เพียงแค่หากมั่นใจว่า มีข้อมูลหลักฐานมากพอที่จะยืนยันหรือชี้แจงต่อกระบวนการยุติธรรมได้ ก็ไปต่อสู้คดีกันที่ศาล เหมือนกับคนทั่วไปที่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

แต่การที่พยายามบ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลี จนสุดท้ายศาลอนุมัติให้ดีเอสไอออกหมายจับ และดีเอสไอให้โอกาส 7 วันมามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่สุดท้ายแล้วก็อ้างว่า เป็นลม หน้ามืด และสุดท้ายไม่เข้ามอบตัว

ยอมเสี่ยงที่จะถูกจับดำเนินคดี และยอมเสี่ยงที่จะถูกคัดค้านการประกันตัว

ถ้าหากถูกคัดค้านการประกันตัวและหากศาลเห็นด้วยกับการคัดค้านนั้น พระธัมมชโย ก็จะอยู่ในฐานะลำบาก

เพราะต้องไปดูกันอีกทีว่า จะเข้ากฎหมายข้อใด ระหว่างมาตรา 29 กับมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

ถ้ามาตรา 29 ก็ต้องไปถามพระสงฆ์ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง พระธัมมชโย ก่อนว่า จะสึกได้หรือไม่…ถ้าได้ ก็สึก ถ้าไม่ได้ ก็ต้องได้ประกันตัว

แต่ถ้าเป็น มาตรา 30 ตรงนี้ขึ้นอยู่กับศาลจะว่าอย่างไร ถ้าศาลไม่ให้ประกัน นั่นก็หมายความต้องมีการสึกเกิดขึ้น

ถามว่า พฤติกรรมของ พระธัมมชโย ในขณะนี้เป็นอย่างไร มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ มีการขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ เข้าไปทำหน้าที่ของเขาหรือเปล่า

แต่เรื่องนี้มองเพียงแค่ พระธัมมชโย คงไม่พอ เพราะการขัดขวางการจับกุม ลำพังพระธัมมชโย คงจะไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะขัดขวางเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ

ที่จะทำให้เป็นปัญหา เป็นความยากลำบากก็บรรดาลูกศิษย์ลูกหา ที่พากันตั้งขบวนขวางอยู่หน้าวัดนั่นแหละ

ถ้าลงดีเอสไอได้หมายค้นจากศาล แล้วขอเข้าไปค้นวัด แต่ถูกลูกศิษย์ที่ศรัทธาในตัวพระธัมมชโย ขัดขวางจนเข้าไปไม่ได้

เพราะสุดท้ายแล้ว ดีเอสไอไม่มีทางเลี่ยงที่จะชะลอ หรือไม่ปฏิบัติหน้าทีี่

ยิ่งมีภาพ “เณรคำ” อดีตพระผู้อื้อฉาว ที่หลบหนีไปอยู่ต่างแดนอย่างมีความสุข โผล่มาเยาะเย้ย มาด้วยแล้ว แรงกดดันดูเหมือนจะกระหน่ำเข้าใส่ดีเอสไอมากเสียจนไม่น่าจะนั่งเฉย หรือทอดเวลาออกไปได้มากกว่า 2 สัปดาห์อย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้

“สองมาตรฐาน” คำพูดที่แกนนำคนเสื้อแดงเคยนำไปใช้ปลุกความรู้สึกมวลชนให้ออกมาต่อต้านอำนาจรัฐ ก็คงจะไม่ต่างกัน หากยังปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังอีกต่อไป

ปลายทางนั้นพอจะเห็นภาพแล้ว ยังแค่ก่อนที่จะไปถึงนั้น ยังจะมีใครพ่วงไปด้วยหรือไม่

 

ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’สร้างปชต.แบบมีส่วนร่วม

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160525/228285.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2559
ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’สร้างปชต.แบบมีส่วนร่วม

ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’ สร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

              การประชุมของ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)” วานนี้ มีวาระพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีข้อเสนอให้ออกร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ….. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปประเทศ ที่เปิดโอกาสและยกระดับการมีส่วนร่วมของ “ประชาชน” ต่อการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐของหน่วยงานของรัฐทุกกรณี และเป็นกลไกเสริมให้เกิดการพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านธรรมาภิบาล

ในสาระสำคัญของเนื้อหา “ดร.ถวิลวดี บุรีกุล นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ฐานะ กมธ. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน” สรุปใจความไว้ว่า เพื่อให้หลักประกันด้านสิทธิของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมการดำเนินนโยบายและโครงการของหน่วยงานรัฐทุกระดับเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับหลักการที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เหตุผลสำคัญที่คณะทำงานต้องเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาช่วงนี้ เพื่อผลักดันความเป็นรูปธรรมของกระบวนการประชารัฐ และเชื่อว่าด้วยความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ การผลักดันกระบวนการภาคประชาชนร่วมคิดเพื่อบ้านเมืองกับหน่วยงานรัฐ จะทำได้ง่ายกว่าการพิจารณาในช่วงของสภานักการการเมือง

อย่างไรก็ตามความเป็นมาของ “ร่างกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ริเริ่มในสมัยของ “สภา สปท.” แต่ถูกริเริ่มมาภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บังคับใช้แล้ว 2 ปี โดย “ดร.ถวิลวดี และคณะนักวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า” ด้วยเหตุผลสำคัญที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บัญญัติให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตแต่หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติตามที่ระบุว่าเป็นไปตามที่ “กฎหมายบัญญัติ” ไม่เคยถูกหน่วยงานใดหยิบยกมาพิจารณาเพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

“ดร.ถวิลวดี” เล่าว่า จากสาเหตุดังกล่าวทำให้กลายเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับประชาชน, ประชาชนกับหน่วยงานราชการ, หน่วยงานราชการกับภาคประชาสังคม ในกรณีที่รัฐจะดำเนินโครงการต่างๆ สำหรับความพยายามผลักดันกฎหมายเพื่อรองรับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนั้นเคยผลักดันเข้าสู่กระบวนการทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ เมื่อปี 2549 เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ภาคประชาชนร่วมลงชื่อครบ 1 หมื่นชื่อ และเตรียมยื่นร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ก่อนที่ฝันของประชาชนจะไปถึงระดับนั้น กลับต้องล้มพับไป เพราะรัฐบาลยุคนั้นประกาศยุบสภา

สำหรับสาระสำคัญของเนื้อหาร่างกฎหมาย ที่ถูกปัดฝุ่นและปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อเสนอให้ “สปท.” พิจารณา คือ กำหนดให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ทั้งการให้ข้อมูล, รับฟังความเห็น, ริเริ่มการปฏิบัติตามนโยบาย, การตัดสินใจ, การตรวจสอบ, การแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบาย พร้อมมีภาคบังคับให้หน่วยงานรัฐนำผลการรับฟังความเห็นไปใช้ประกอบการตัดสินใจในกระบวนการทำนโยบาย, เยียวยา, แก้ไขผลกระทบ

นั่นหมายถึงขีดกติกาให้ รัฐต้องฟังเสียงประชาชน ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการทำนโยบาย

นอกจากนั้น ยังเขียนให้มี “คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ” จำนวน 19 คน โดยมีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีผู้แทนภาคประชาชนและนักวิชาการเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนภาคประชาชนต่อการมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐ และใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชน หากเกิดกรณีพิพาทที่นำไปสู่การฟ้องร้อง

ที่สำคัญได้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ขัดขวาง บิดเบือน ไม่ทำตามกฎหมายหรือคำสั่งขอคณะกรรมการ เพื่อยืนยันในหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่บิดพลิ้วการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการพิจารณาและสมาชิก สปท. แม้เสียงส่วนหนึ่งจะยกย่องและชื่นชม พร้อมยกให้เป็นการปฏิวัติกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างกลไกประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่แท้จริง แต่ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่ถูกตั้งข้อทักท้วง อาทิ การไม่บัญญัติคำนิยามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการผลักดันและดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้โครงการรัฐล่าช้า รวมถึงที่มาของกรรมการ ซึ่งมาจากสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการต่อกรณีใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชน เพราะอาจเกิดการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมได้ รวมถึงอำนาจหรือสิทธิต่อการยับยั้งโครงการของหน่วยงานรัฐที่มีผลกระทบต่อประชาชน ว่าจะมีอยู่ในระดับ หรือขั้นตอนไหน?

ผลการพิจารณาของ “สปท.” เสียงข้างมาก 123 เสียงเห็นชอบกับรายงานตามที่เสนอ ทำให้ขั้นตอนปฏิบัติต่อไป คือการส่งเนื้อหาให้แก่ “รัฐบาล” พิจารณา ว่าจะส่งต่อให้ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ออกเป็นกฎหมายต่อไปหรือดองเรื่องค้างไว้ เหมือนกับ “รายงานการปฏิรูปหลายเล่ม” ที่ขณะนี้ยังไม่เกิดการผลักดันให้นำไปสู่การปฏิบัติจริง

2ปีไม่มีทางเลี่ยง-ไม่มีทางเลือก

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160524/228206.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559
2ปีไม่มีทางเลี่ยง-ไม่มีทางเลือก

2ปีไม่มีทางเลี่ยง-ไม่มีทางเลือก : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี

           นับเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ที่ คสช. ได้ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

แต่หากย้อนกลับไปได้ เชื่อหรือไม่ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิวัติของกองทัพได้เลย

อดีตแกนนำ กปปส.อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่า สถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนั้น ไม่มีทางออกใดๆ เลยนอกจากการยึดอำนาจโดยกองทัพ

เช่นเดียวกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เชื่อว่า ถึงอย่างไร ทหารก็ต้องเข้ายึดอำนาจ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่สำเร็จ การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จนทำให้เกิดการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

แต่การปฏิเสธที่จะสั่งให้ทหารเก็บบังเกอร์ที่ตั้งรายล้อมผู้ชุมนุม กปปส.จนเต็มเมืองหลวง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นคือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดก่อนที่การยึดอำนาจจะเกิดขึ้น

สุญญากาศที่แท้จริง ก็คือ วันที่อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมรัฐมนตรีอีก 9 คน ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

สิ้นคำวินิจฉัย หลายคนก็มองหา “อำนาจ” ที่จะมาปกครองประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศอันจะนำภยันตรายมาสู่ประเทศได้

และนั่นก็ทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า การถูกเชิญไปเจรจาเพื่อหาทางออกให้ประเทศในวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 เป็นเพียงพิธีกรรมที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าจุดจบอยู่ที่ใด

แต่ในมุมมองของทหารแล้ว ไม่ว่าการเมืองฝ่ายใดในขณะนั้น ล้วนแต่เรียกร้องให้ตัวเองได้มากที่สุด การเจรจาที่สโมสรทหารบกทั้ง 2 วัน ไม่มีใครเสียสละจุดตัวเองเพื่อให้เกิดแสงสว่างนำบ้านเมืองไปสู่ทางออกได้เลย

ก่อนครบ 2 ปี ในการยึดอำนาจไม่นานนัก พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับคนใกล้ชิดว่า บางครั้งเราต้องปล่อยให้สถานการณ์หลายอย่างดำเนินของมันไป เวลาจะเป็นตัวคลี่คลายปัญหา แม้แต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็ไม่ได้คิดว่า สถานการณ์จะมาถึงจุดที่ต้องยึดอำนาจ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความหวังแก่คนไทย ภายหลังจากการยึดอำนาจแล้วว่า รัฐบาลและ คสช.จะเดินตามโรดแม็พ โดยให้คำมั่นว่า ปี 2560 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำกับคนใกล้ชิดเสมอว่า สถานการณ์จะคลี่คลายด้วยตัวมันเอง

แต่สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงที่เกี่ยวกับการเปิดทางให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ใครต่อใครก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะคลี่คลายด้วยตัวมันเองได้หรือไม่

เช่นเดียวกับโรดแม็พ ก็ไม่อาจคาดเดาได้เช่นกันว่า จะนำพาประเทศไปสู่แสงแห่งความหวัง แม้ว่าในวันนี้ คสช.จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา หลายอย่างไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ประเทศไทยได้พ้นเงานักการเมืองพันธุ์เก่าแล้วหรือยัง หรือการเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดขึ้นเพื่อไปเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ใหม่

รวมทั้งไม่มีใครรู้ว่า บรรยากาศหลังการเลือกตั้งจะแตกต่างไปจากนี้มากน้อยแค่ไหน

ดูเหมือนว่า 2 ปีที่ยึดอำนาจนั้น มีทั้งการไม่มีทางเลี่ยง และไม่มีทางเลือก!

เผือกร้อนในมือใกล้สุกเต็มที!

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160523/228166.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2559
เผือกร้อนในมือใกล้สุกเต็มที!

ขยายปมร้อน : เผือกร้อนในมือใกล้สุกเต็มที! : โดย…ณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น

                    ผ่านไปด้วยดี กับการเปิดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน ต่อพรรคการเมือง ที่มี กกต.เป็นเจ้าภาพ ที่สโมสรทหารบก เมื่อ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
                    แกนนำพรรคต่างๆ รวมถึงแกนนำกลุ่มมวลชน ต่างให้ความเห็น ทั้งถามข้อสงสัย ประเด็นประชามติ ซึ่งทางเจ้าภาพและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนรัฐบาล ตัวแทน สนช. สปท. ก็ได้ไขข้อข้องใจ ให้เห็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้อห้ามต่างๆ
                    แต่ละฝ่ายจะพกความพอใจกลับบ้านมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง แต่ที่แน่ๆ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ดำริให้เปิดช่องให้กลุ่มก้อนทางการเมืองได้หายใจ คลายความกดดัน แทนที่จะไปทำอะไรนอกเกม ก็ยกมาเปิดหน้าคุยกันโต้งๆ
                    ขนาดรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย วิษณุ เครืองาม ที่ร่วมด้วยยังเอ่ยปากว่า เวทีนี้เป็นสัญญาณที่ดี หลายพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ และอาจเปิดให้มีเวทีลักษณะนี้ต่อไป
                    ขณะที่ข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองที่ต้องการตรงกันคือ อยากให้เปิดโอกาสแสดงความเห็นอย่างเสรี และผ่อนประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง
                    ยังไม่ทันที่รองนายกฯ วิษณุ จะนำข้อเสนอรายงาน “บิ๊กตู่” คำตอบชัดๆเต็มสองหู ก็ออกมาให้ได้ยินทันทีที่เครื่องแตะพื้น หลังกลับจากภารกิจเยือนรัสเซียว่า “ได้คืบจะเอาศอกอยู่เรื่อย ยืนยันว่าจะไม่มีผ่อนปรน”
                    นอกจากนั้น เรื่องที่ยังง้างปากหาคำตอบไม่ได้จนถึงตอนนี้ คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะทำอย่างไร นายกฯ ตอบเรื่องนี้สั้นๆ ง่ายๆหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องทำใหม่ อย่างอื่นยังไม่รู้ต้องรอดู ส่วนนายวิษณุที่ผ่านมานักข่าวทำเนียบก็เฝ้าถามเช้าถามเย็น ก็ได้คำตอบเดิมๆ เช่น เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ถ้าไม่ผ่านต้องแก้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 แต่ไม่เคยฟันธงชัดๆ ว่า ทางเลือกถ้าร่างนี้ไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร
                    แต่ที่แน่ๆ ฟาก นปช.เหมือนจับสัญญาญได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำ เห็นได้จากบรรดาแกนนำลงทุนสกรีนเสื้อยืดข้อความโชว์หราว่า “ประชามติต้อง…ไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า…” ดักคอผู้มีอำนาจ ที่คิดล้มกระดานประชามติ
ส่วนเรื่องร้อนในรั้ว ป.ป.ช.กับกรณีพิจารณาถอนฟ้องคดีการสลายกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ตุลาคม 2551
                    ล่าสุด คณะทำงานที่มีเลขาฯ ป.ป.ช. สรรเสริญ พลเจียก นำทีม พิจารณาข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ตามที่จำเลยอ้าง ได้ข้อสรุปข้อเสนอแนะเบื้องต้น “ไม่สมควรถอนฟ้อง”
                    ขั้นตอนต่อไป จะชงที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติ 26 พฤษภาคมนี้ ว่า ท้ายสุด ป.ป.ช.จะชักคดีนี้ออกจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
                    ทั้งต้องจับตา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ชที่ถูกมองว่ามีส่วนได้เสียกับการพิจารณาเรื่องนี้ จะโชว์สปิริตถอนตัวจากที่ประชุมหรือไม่ เนื่องจากเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของหนึ่งในจำเลยคดีนี้ อย่างพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องสุดเลิฟ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม
                    ก่อนหน้านี้ ประธาน ป.ป.ช.เคยตอบเรื่องนี้ว่า “กรรมการที่เหลือ 8 คนจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผมมีสภาพร้ายแรงหรือไม่ ถ้าผมถูกชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และผมมีสภาพร้ายแรงเข้าไม่ได้ ก็จะรู้สึกสบาย และแฮปปี้”
                    ด้าน ปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ตอบเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ประธาน ป.ป.ช.จะต้องพิจารณาตัวเอง ซึ่งตรงกับความเห็นของเลขาฯ ป.ป.ช.ที่ตอบในทำนองเดียวกัน จนชวนตีความว่า เรื่องนี้คงไม่ต้องให้ใครช่วยตัดสิน เพราะหลายครั้งกรรมการ ป.ป.ช.ได้ถอนตัวจนเป็นธรรมเนียม เพื่อเลี่ยงคำครหา
                    เผือกร้อนในมือใกล้สุกเต็มที !!!
                    ถึงตอนนั้นคงได้เห็นว่า มือของ ป.ป.ช.จะพุพอง จับเรื่องอื่นแล้ว สังคมจะให้ความเชื่อมั่นในองค์กรมากน้อยแค่ไหน
                    อีกไม่นานคงได้รู้
——————-
(ขยายปมร้อน : เผือกร้อนในมือใกล้สุกเต็มที! : โดย…ณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น)

บทเรียนจากอดีตที่รอพิสูจน์

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160518/227866.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2559
บทเรียนจากอดีตที่รอพิสูจน์

บทเรียนจากอดีตที่รอพิสูจน์ : ขยายปมร้อน อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

             24 คือตัวเลขจำนวนปีที่ผ่านไปของหนึ่งในเหตุการณ์ที่เรียกว่า เป็นรอยด่างของประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อเกิดเหตุนองเลือดขึ้นกลางเมือง จากการลุกฮือประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ผ่านการขึ้นสู่อำนาจ จากการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร”

เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกขนานนามในเวลาต่อมาว่า “พฤษภาทมิฬ” และถูกเปลี่ยนชื่อโดยคณะกรรมการจัดงาน เป็น “พฤษภาประชาธรรม” โดยให้เหตุผลว่า “พฤษภาทมิฬ” นั้น เป็นการนำเสนอด้านเดียวคือ ด้านการล้อมปราบประชาชน ทั้งๆ ที่ในเหตุการณ์นี้ยังมีอีกมุมคือ การลุกขึ้นสู้ของประชาชน

หลายคนหวังให้เหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายของประวัติศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงคือยังไม่ใช่  และยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหรือไม่

เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธการดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นสมัยที่ 4  ทำให้ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้ ส.ส.มากที่สุดในการเลิือกตั้งเมื่อปี 2531 และเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล

ถือได้ว่า พล.ต.ชาติชาย เป็นนายกฯ คนแรกที่มาจากการเลือกตั้งในรอบหลายปี  ซึ่งขณะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ประเทศได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะได้ชูการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นธงนำ เช่น การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า  การหวังจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย  เศรษฐกิจพุ่งโตขึ้นกว่า 10% ต่อไป

“ชาติชาย” เองที่เป็นทหารก็รับรู้ถึงความไม่มั่นคงทางการเมือง เขาจึงมีการนัดพบปะกับผู้นำเหล่าทัพทุกสัปดาห์ เพื่อการันตีความมั่นคงของรัฐบาล

แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นจนเป็นที่มาของสมญาว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” และสุดท้ายข้อนี้เองก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ใช้ในการรัฐประหาร โดยเหตุผลในการรัฐประหารครั้งนั้น มี 5 ข้อ คือ  1.การคอร์รัปชั่น 2.ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ 3.รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา 4.การทำลายสถาบันทางทหาร และ 5.การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อครั้งยึดอำนาจ รสช.ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี  แต่สถานการณ์ก็แย่ลงตามลำดับ มีการร่างรัฐธรรมนูญ โดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” เปิดทางให้มีนายกฯ ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง  ที่สุดแล้ว “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ เองหลังการเลือกตั้ง ภายหลังจากพรรคสามัคคีธรรมที่รู้กันว่าเป็นพรรคของทหารได้คะแนนสูงสุด แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ถูกข้อครหาว่าติดแบล็กลิสต์จากสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่มาของวาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

ทำให้กระแสสังคมในขณะนั้นไม่พอใจ และลุกลามไปเป็นการเดินขบวนต่อต้าน  สถานการณ์จุดติดอย่างรวดเร็ว จากการเริ่มชุมนุมเมื่อปลายเดือนเมษายน จนเหตุการณ์ถึงจุดสูงสุดในวันที่ 17 พฤษภาคม จนมีประชาชนเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ ณ วันนั้น และวันนี้ถึงไม่อยากบอก แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย เช่น เหตุผลในการยึดอำนาจ ตัวละครบางคน รูปแบบของรัฐธรรมนูญ และสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงการสืบทอดอำนาจ

แต่สิ่งที่ทำให้วันนั้นกับวันนี้มีความแตกต่างคือ “มวลชน” เพราะวันนั้นกำลังที่สนับสนุน รสช.มีเพียง  “กองกำลังทหาร”  ซึ่งลำพังแค่นั้นก็สร้างบาดแผลสาหัสให้แก่สังคมไทยได้แล้ว แต่ในวันนี้พวกเขายังมีมวลชน “กลุ่มหนุน” ที่พร้อมจะออกมาปกป้องความมีอยู่ของรัฐบาลทหาร

เช่นเดียวกับ “มวลชน” อีกฝั่งที่อยู่ในสภาพอึดอัด ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถคุมสถานการณ์สงบนิ่งได้ถึงเมื่อไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ซึ่งประเด็นหลักที่พึงระวังคือเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” ที่เป็นจุดเปราะบาง และอาจชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของการควบคุมอำนาจการปกครอง

วันนี้ผ่านมาแล้ว 24 ปี  เรายังวนเวียนอยู่ว่า นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งๆ ที่เคยต่อสู้ใช้เลือดเนื้อและชีวิตจำนวนมากแลกมาซึ่งหลักการ  รวมถึงต้องลุ้นกันว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะวนเวียนกลับมาหรือไม่ ซึ่งคนที่จะป้องกันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ที่ต้องแสดงเจตนารมณ์ให้ชัดทั้งในการพูดและการปฏิบัติ

มหามิตร

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160517/227784.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2559
มหามิตร

มหามิตร : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี

           มีความพยายามที่จะอธิบายว่า การเดินทางไปเยือนรัสเซียของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน-รัสเซีย แต่ดูจากการเตรียมการของไทยแล้ว การไปครั้งนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเรียกว่า ไม่ธรรมดาแน่ๆ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เดินทางไปรัสเซียเคลียร์ทางล่วงหน้าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

ก็คิดดูแล้วกันว่า รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ไปพร้อมกับรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ไปพร้อมกัน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ไทยจะซื้อเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จากรัสเซีย

ส่วนรถถัง ที-90 นั่น ก็แค่อาจเป็นไปได้ เพราะยูเครนส่งมอบรถถังให้ไทยยังไม่ครบ แล้วทำท่าว่าจะไม่ครบ เพราะมีปัญหาการสู้รบกันอยู่ รัสเซียก็เลยมีโอกาสมาเสียบแทน เพราะรถถังบ้านเรามันก็อายุมากแล้ว

ถ้าเรื่องราวเป็นอย่างนั้นจริง งานนี้มะกันคงจะกัดฟันกรอดแน่

แต่ที่แน่ๆ กลับจากรัสเซีย พล.อ.ประวิตร สั่งปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยที่ทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด

รัสเซียกับไทยนั้นไม่ใช่เพิ่งมาคุยกันเมื่อเร็วๆ นี้ แต่คุยกันมานานแล้ว โดยเฉพาะกับรัฐบาลนี้

ช่วงเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว หลังจากยึดอำนาจ 2 เดือน จะว่าไปก็มีแต่รัสเซียนี่แหละที่อ้าแขนรับประเทศไทย และ คสช. มหามิตรอย่างอเมริกาได้แต่ออกแถลงการณ์ขอให้ไทยกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว

แต่รัสเซียกลับส่งตัวแทนมาเชิญไทยเข้าร่วม เขตการค้าเสรียูเรเซีย ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 4 ประเทศ ถ้าไทยเข้าร่วม ก็เป็นประเทศที่ 5 ทางนายกฯ รัสเซีย ดิมิทรี เมดเวเดฟ ก็บอกว่า จะทาบทามอีก 40 ประเทศเข้าร่วมด้วย

ตอนนั้น สหรัฐเองก็กำลังเร่งเครื่องให้ไทยเข้าเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ข้ามแปซิฟิก หรือ ทีพีพี ที่ค้างเติ่งมาจากสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนที่ โอบามา มาเยือนไทย แต่พอมีรัฐประหาร ก็ต้องหยุดการเจรจา

แต่พอมีคนไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงเรื่อง ทีพีพี ตอนนั้นก็ตอบชัดเจนว่า ต้องดูดีๆ ว่า ถ้าร่วมแล้วไทยได้อะไร เสียอะไร

เป็นใครก็น้อยใจนะ เป็นมิตรกันมานาน พอคุยเรื่องนี้ทำเล่นตัว แต่กับรัสเซียนี่หนังคนละม้วน

แต่ก็อย่างว่า สหรัฐก็เข้ามาจุ้นกับบ้านเราพอสมควร ตั้งแต่ก่อนยึดอำนาจจนถึงหลังยึดอำนาจ จนมีการเปลี่ยนตัวเอกอัครราชทูต มาเป็น กลิน ที เดวีส์ ก็ยังไม่เปลี่ยนท่าที เที่ยวไปพูดถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 112 จับกุมคุมขังเป็นการละเมิดสิทธิ…ก็ตามประสาประเทศที่ไม่เคยมีรากเหง้าแบบนี้มาก่อน ก็พอเข้าใจได้

เว้นแต่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างที่เคยทำกับประเทศอื่นๆ ก็ค่อนว่ากันอีกที

แต่มันก็ต่างกันกับรัสเซียอยู่ดี เพราะหลังจากนั้นเขาก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ดูแลงานด้านความมั่นคง เทียบเท่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ของไทย มาพูดคุยแลกเปลี่ยนงานด้านข่าวกรอง การต่อต้านการก่อการร้าย แถมยังเปิดรับการค้าการลงทุนเต็มที่

งานนี้ก็เลยไม่มีใครกล้ารับพนันว่าระหว่าง ยูเรเซีย กับ ทีพีพี นั้นไทยจะเข้าร่วมกับใครก่อน

นี่ถ้าได้เห็นคณะนักธุรกิจที่บินตามคณะนายกรัฐมนตรีไปรัสเซีย ก็จะเดาได้ว่า ไทยกับรัสเซียนั้นจะมีอนาคตร่วมกันไปถึงไหน

แล้วถ้าหากว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยินยอมให้รัสเซียเข้ามาตั้งโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ในไทย เพื่อกระจายสินค้าไปขายให้ภูมิภาคนี้ ซึ่งหลายประเทศก็ใช้บริการรัสเซียอยู่อย่างที่มีข่าวแว่วมาก็คงจะไปกันใหม่

ใครจะมองอย่างไร ไม่รู้ รู้แต่ว่า รัสเซียชัดเจนมากกว่าสหรัฐ!

ปรองดอง=ต่อรอง+เกี้ยเซียะ?

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160516/227722.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2559
ปรองดอง=ต่อรอง+เกี้ยเซียะ?

ปรองดอง=ต่อรอง+เกี้ยเซียะ? : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร

           ทำไม? ความพยายามเพื่อให้เกิดความปรองดอง ระหว่างผู้ร่วมวงแข่งขันเกมการเมือง ถูกยกมาบนโต๊ะ และกางแผ่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการชี้ชะตา “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

หากจำได้ในห้วงของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน จะเข้าสู่การโหวตของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แผนงานเพื่อสร้างความปรองดอง จัดทำโดย “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง” ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ถูกตีแผ่สู่สาธารณะ โดยมีไฮไลท์คือ “การสร้างความปรองดองด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก คือ นิรโทษกรรม คดีที่มูลเหตุจูงใจทางการเมือง ยกเว้นการกระทำความผิดทางอาญาโดยเนื้อแท้, ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

เฉกเช่นเดียวกับระหว่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์“ เป็นประธาน ร่างข้อเสนอปรองดองด้วยอำนาจพิเศษปลดล็อกความคับข้องใจของ “ผู้ต้องหาคดีการเมือง” ของ “คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)” ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ถูกนำเสนอสู่สังคม โดยไฮไลท์ร่างข้อเสนอ คือ การใช้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ถอนฟ้องผู้ถูกดำเนินคดีที่สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีลักษณะความผิดไม่ร้ายแรง

นั่นอาจแปลความได้ว่าต้องการสร้างกลไกช่วยฝ่ายการเมืองที่ถูกอีกฝ่ายการเมืองซึ่งถือไพ่เหนือกว่า ณ ขณะนั้นยัดข้อกล่าวหา โดยไร้หลักฐาน

และสำหรับผู้ถูกดำเนินคดี ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเข้าสู่ระบบศาลยุติธรรม หากรับสารภาพ ให้ใช้ “ตัวช่วย” ที่อาจมาในรูปแบบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่า ด้วยการรอการกำหนดโทษ เพื่อลัดขั้นตอนส่วนที่ต้องถูกจองจำ เพราะในกระบวนการยุติธรรมปกติ เมื่อผู้กระทำผิดรับสารภาพแล้ว ปลายทางก็คือการเข้าไปนอนในซังเต

แต่ก่อนแผนปรองดองของ “คณะกรรมาธิการฯ การเมือง สปท.” จะเข้าสู่กระบวนการนำเสนอและปฏิบัติอย่างเป็นทางการ พบว่าเกิดความไม่พอใจในเส้นทางลัดปรองดองมาจาก “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ทำให้ร่างข้อเสนอปรองดองด้วยอำนาจพิเศษนั้นถูกพับเก็บใส่กล่อง

และเช่นเดียวกันกับแผนงานปรองดองด้วยนิรโทษกรรมของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองที่แม้จะสลายตัวไปพร้อมกับ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” แต่ผลการศึกษานั้น ถูกโยนขึ้นหิ้งของสารบบ “คณะรัฐบาล” แล้วแต่ยังไม่มีความเป็นรูปธรรม

เหตุผลสำคัญที่แผนปรองดองด้วยการนิรโทษกรรม และร่างข้อเสนอปรองดองด้วยอำนาจพิเศษ ถูกทำให้แท้ง เป็นเพราะว่า ไม่ผ่านการเจรจาของแกนนำทางการเมืองและผู้มีอำนาจบางฝ่าย โดยในวันที่แผนปรองดองด้วยการนิรโทษกรรมถูกเผยแพร่ เบื้องหลังข้อสรุปตามแผนถูกเปิดเผย โดยคณะทำงาน ว่า “นำแนวทางหารือกับทุกพรรค ทุกฝ่ายทางการเมือง เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยและพร้อมเข้าสู่กระบวนการ แต่มีเพียงเสียงเดียวจากพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่ต่อให้เสนอแนวทางอะไรไป ไม่ยอมรับทั้งสิ้น และยืนยันว่าต้องให้คนหนุนหลังรับโทษทัณฑ์เท่านั้น”

นั่นหมายถึง… บางฝ่ายที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการต่อรอง เพราะเขามองว่าการปรองดอง คือ การเกี้ยเซียะกัน ซึ่งในระบบยุติธรรมสากล นั้นไม่เป็นที่ยอมรับ!!

ทำให้การนิรโทษกรรมที่หวังเป็นตัวช่วยจัดการความขัดแย้งทางการเมือง ถูกทิ้งบนหิ้งจนถึงวันนี้ และอาจจบชะตาเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ถูกโหวตตก

หากจะสำรวจว่า “การปรองดอง” แบบไหนที่จะเป็นแต้มต่อให้ “คณะรัฏฐาธิปัตย์” มากที่สุด คงต้องพลิกดูผลการศึกษาคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรอง ของกรธ. ซึ่งมี “อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ-ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ กรธ.” เป็นหัวเรือใหญ่โดยผลการประชุมทั้ง 11 ครั้ง ถูกถอดเป็นบทสรุปได้ว่า การปรองดองที่ดีที่สุด คือ 1.ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมจัดการกับความรุนแรง โดยให้คู่กรณีเอาข้อมูลไปสู้ ไปชี้แจงกันในศาล และใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการข้อขัดแย้ง ซึ่งข้อขัดแย้งที่ว่าซึ่งนำไปสู่ความรุนแรง เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของภาครัฐ ที่ฝ่ายการเมืองแย่งชิงเพื่อเข้าบริหารงบประมาณแผ่นดินและทุจริตในโครงการต่างๆ และ 2.สร้างความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องด้านการเมืองให้ประชาชน เพื่อให้เกิดการปรองดองที่ยั่งยืน ขณะที่การนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษไม่ใช่หลักประกันของการลดความรุนแรงหรือป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีก

และนั่นอาจจะเป็นคำตอบ และเป็นอีกทางเลือกสำคัญ ที่ “องค์รัฏฐาธิปัตย์” ยังใช้เป็นเครื่องต่อรองกับ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” เพราะเมื่อยังถือไพ่เหนือกว่าในทุกๆ ทาง การจะล้มกระดานอีกครั้ง หรือจะลงจากหลังเสือย่อมเจ็บตัวน้อยกว่า ในมือที่ไม่ได้กำไว้อะไรเลย

‘กฎหมายรอการกำหนดโทษ’ใครได้อะไร

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160511/227419.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559
‘กฎหมายรอการกำหนดโทษ’ใครได้อะไร

‘กฎหมายรอการกำหนดโทษ’ใครได้อะไร : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           ช่วงหยุดยาวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมได้ในวันหยุดซึ่งปกติมีข่าวไม่มากนักและทำให้ยึดครองพื้นที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และพื้นที่ข่าวการเมืองของโทรทัศน์แต่ละช่องได้เป็นอย่างดี

ข่าวที่ว่าคือ การเปิดประเด็นเรื่องการออกกฎหมาย “รอการกำหนดโทษ” ที่เสนอแนวคิดโดย “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.

พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมกฎหมายดังกล่าวที่ “เสรี” เสนอมานั้น มุ่งเน้นไปที่ผู้กระทำผิดจากการชุมนุมทางการเมือง แม้จะเลี่ยงใช้คำว่า “นิรโทษกรรม” แต่นัยที่ได้นั้นคือจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องรับโทษจากการกระทำ โดยเปลี่ยนจากการ “รับโทษ” เป็น “รอการกำหนดโทษ”

ตัวอย่างคดีที่ยกขึ้นมาว่าจะเข้าข่ายในกรณีนี้ คือกรณีบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบิน การปิดสี่แยกต่างๆ ที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ทำเลยเถิดจนเกิดความวุ่นวายตามมา โดยให้ยกเว้นในคดีทุจริต คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกี่ยวกับสถาบันและคดีวางเพลิง

“เสรี” ใช้ความเป็นทนายความและนักกฎหมาย อธิบายว่า การ “รอการกำหนดโทษ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ และปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาปกติอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายแต่อย่างใด

เขาเล่าต่อว่าแต่ผู้ที่จะเข้าสู่เงื่อนกฎหมายรอการลงโทษนั้น ผู้ที่ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่าตัวเองกระทำผิดในชั้่นศาลเสียก่อน แปลว่าต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ใครที่หนีคดีก็จะไม่เข้าข่ายนี้ และจำเป็นต้องรับสารภาพหากปฏิเสธและสู้คดีก็จะไม่เข้าข่ายนี้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับการรอการกำหนดโทษแล้ว ก็จะมีมาตรการออกมาควบคุมเพื่อไม่ให้กลับไปกระทำความผิดอีก เช่น ห้ามชุมนุมการเมือง ห้ามปลุกปั่นก่อความวุ่นวาย รวมถึงอาจตัดสิทธิการเมืองตลอดไป ข้อห้ามเหล่านี้จะกำหนดไปตลอดชีวิต ไม่มีอายุความ โทษที่ถูกคาดไว้จะติดตัวไปตลอดชีวิต หากฝ่าฝืนจะถูกเรียกตัวมาฟังคำพิพากษาในคดีเดิมเพื่อลงโทษทันที

“มาตรการรอการกำหนดโทษจึงแตกต่างจากการนิรโทษกรรม เพราะการนิรโทษกรรมไม่มีข้อห้ามต่างๆ มาควบคุมหลังจากได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว แต่วิธีรอการกำหนดโทษจะมีเงื่อนไขและข้อห้ามต่างๆ มาควบคุม มิให้กลับไปกระทำผิดอีก” นี่คือคำอธิบายของ “เสรี”

อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นหมันเสียแล้ว เพราะทั้งผู้ที่เคยเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง อย่าง นปช. และ กปปส. ต่างก็ออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

เช่น “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” โฆษก กปปส. ระบุว่า  “แกนนำ กปปส.ทุกคนยืนยันว่าจะไม่ขอร้องให้มีการล้างผิดในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างที่กระทำไปตัดสินใจดีแล้วผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก การปรองดองไม่มีใครปฏิเสธ แต่ไม่ควรมีใครเอามาเหมารวมกับการนิรโทษ หรือการล้างผิดรูปแบบอื่นๆ”

ขณะที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ซึ่งมีฐานะเป็น ประธาน นปช. ก็บอกว่า “ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจึงต้องสารภาพ และขอต่อสู้ในชั้นศาลเช่นเดิม”

ก็ไม่แปลกที่ทั้งสองฟากฝั่งจะคิดเช่นนี้  ในมุมของ กปปส. การจะรับหลักการเรื่องนี้เป็นไปแทบไม่ได้เลย เพราะต้องไม่ลืมว่าพวกเขาเกิดขึ้นมาจากการต้านกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หากพวกเขารับก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเอง

ขณะที่ นปช. นอกจากยืนยันว่าพวกเขาไม่ผิดแล้ว ยังมองว่าการตั้งเงื่อนไขเช่นนำคดีปิดสนามบินมารวมกับคดีปิดสี่แยก เป็นการมุ่งหวังนิรโทษให้แก่อีกกลุ่ม เพราะคดีปิดสนามบินมองว่ามีโทษหนักตาม พ.ร.บ.ก่อการร้าย ต่างจากการปิดสี่แยกที่เป็นความผิดทางการเมือง

น่าสนว่ารัฐบาลจะขยับเรื่องนี้อย่างไร เพราะหากเอาจริงก็จะกลายเป็นเผือกร้อนอีกชิ้นที่ต้องรับมากอดเอาไว้

คำถามคือผู้ที่เสนอนั้นมีเจตนาอย่างไร เป็นการจุดกระแสเพื่ออะไร ต้องการสร้างชื่อเพ่ื่อหวังผลในอนาคตหรือไม่  โดยเฉพาะกับตำแหน่งที่จะมีในอนาคตจึงต้องปูทางเอาไว้

อย่างไรก็ตาม หากสิ่งที่เสนอมาจากความบริสุทธิ์ ก็เชื่อว่าเป็นความไร้เดียงสาอย่างยิ่ง เพราะถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกว่าความขัดแย้งมิได้อยู่เฉพาะกับแกนนำเท่านั้น ต่อให้ได้รับการนิรโทษและยอมที่จะหยุดเคลื่อนไหว  แต่ความขัดแย้งฝังรากลึกอยู่ในคนตัวเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั้งสังคม เพราะนี่เป็นการขัดแย้งเชิงแนวคิดพื้นฐาน  หากยังไม่เข้าใจ ต่อให้พยายามอย่างไรความปรองดองก็ไม่เกิดขึ้น

ข้อเสนอเรื่องนี้จึงไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้่น ไม่ว่ากับใคร ยกเว้นตัวผู้เสนอนั่นเอง

ถ้าย้อนกลับไปได้จะทำไหม

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160510/227342.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2559
ถ้าย้อนกลับไปได้จะทำไหม

ถ้าย้อนกลับไปได้จะทำไหม : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี

             เรื่องบางเรื่องนั้นกว่าจะคลี่คลาย หรือกว่าจะเปิดเผยเบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็ต้องปล่อยให้วันเวลาค่อยๆ อธิบายเอง การจะไปเร่งเร้าให้กระบวนการเกิดขึ้น เหมือนเอามะม่วงไปบ่มแก๊สเร่งให้สุก บางทีไม่เพียงแค่ไม่เกิดประโยชน์ แต่อาจไปสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นได้อีก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์บ้านเมือง

วันนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งในเวลานั้นทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ว่าจะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่

เรื่องนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.กับคณะ เป็นผู้ร้องขอให้วินิจฉัย อันเนื่องมาแต่การที่ คณะรัฐมนตรีมีมติย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกจากตำแหน่ง แล้วโยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากเก้าอี้ ผบ.ตร.มานั่งแทน

แล้วเอา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เข้าเสียบเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่ว่าง !

ช่วงนั้นเรียกเสียงฮือฮา เพราะเป็นการย้ายระดับยอดของหน่วยงานในคราวเดียวถึง 3 คน แถมย้ายข้ามหน่วย โดยที่ ถวิล เปลี่ยนศรี ดูเหมือนจะซวยสุด เพราะต้องไปนั่งเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ ซึ่งใครก็รู้ว่า ไม่มีงานให้ทำจริงจัง

แต่ พล.ต.อ.วิเชียร เอง ก็ไม่ได้ปลื้มอกปลื้มใจเท่าใดนักกับตำแหน่งนี้ เพียงแต่ไม่อาจฝืนแรงบีบ ที่ใช้ทั้งเรื่องจับบ่อนที่นั่นที่นี่ แล้วก็เรียกหาคนรับผิดชอบ แถมเจอหน้ารัฐมนตรีบางคนตอนนั้น ก็พูดจาแดกดัน ประหนึ่งว่า ไม่มีความสามารถในการทำหน้าที่ ผบ.ตร.

ช่วงนั้น พล.ต.อ.วิเชียร ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไป โดยเฉพาะเรื่องภาคใต้ แต่ก็นั่นแหละ ทำไปทำมา คนใหญ่คนโตเขาไม่ชอบ เพราะดันไปค้านในเรื่องข้อกฎหมายบางอย่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ก็เลยได้มาเป็นเลขาฯ สมช. ส่วน พล.ต.อ.วิเชียร ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม (อย่างไม่น่าเชื่อ)

ที่เป็นอย่างนั้นได้ ก็เพราะรัฐบาลใช้อำนาจอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจว่า ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ รวมทั้งไม่คิดว่า การทำอย่างนั้นจะกลายเป็นการเริ่มต้นของจุดจบรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เมื่อ ถวิล ไปร้องศาลว่าถูกย้ายไม่เป็นธรรม และศาลก็ชี้ว่า การย้ายถวิล เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 268 มาตรา 266 (2) (3) เมื่อ ไพบูลย์ ไปถามศาลรัฐธรรมนูญว่า ยิ่งลักษณ์ ทำขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องพ้นจากความรัฐมนตรีหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ ต้องพ้น!

แถมศาลยังบอกว่า ยิ่งลักษณ์ มีส่วนใช้อำนาจแทรกแซงการโยกย้าย ถวิล มีการดำเนินการอย่างเร่งรีบรวบรัดผิดสังเกต และยังปรากฏหลักฐานข้อความอันมีพิรุธ จึงเป็นการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร. เป็นการกระทำที่ต้องห้าม จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว

ศาลรัฐธรรมนูญยังพ่วงเอารัฐมนตรีคนอื่นอีก 9 คนให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กิตติรัตน์ ณ ระนอง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สันติ พร้อมพัฒน์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และปลอดประสพ สุรัสวดี

ทั้ง 9 คน เลยไม่มีประสบการณ์เหมือนอดีตรัฐมนตรีบางคนที่ถูกทหารนำตัวขึ้นรถตู้ไปเก็บตัวในค่ายทหาร หลังจากไปยืนยันว่า ยิ่งลักษณ์ จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ในห้องประชุมสโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ยังไม่มีใครถาม ยิ่งลักษณ์ ว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ จะทำเรื่องแบบนั้นไหม ?

%d bloggers like this: