การเมือง

All posts tagged การเมือง

อุ่นใจ.. เปิดสต๊อกข้าวไทยมีตุนไว้อีกเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/425049?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ่นใจ.. เปิดสต๊อกข้าวไทยมีตุนไว้อีกเพียบ

28 มีนาคม 2563 – 21:20 น.
รตทเจริญ เหล่าธรรมทัศน์,นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สต๊อกข้าว,ข้าวในสต๊อก,โควิด19,ไวรัส COVID–19,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 966 ครั้ง

“ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยันข้าวสารไม่ขาดแคลน มีสต๊อกตุนไว้อีกเพียบ วอนรัฐช่วยอำนวยความสะดวกระบบโลจิสติกส์ การขนส่งเพื่อกระจายสินค้าถึงมือประชาชน

จากกรณีที่รัฐบาลเวียดนามสั่งชะลอส่งออกข้าว พร้อมเช็คสต๊อกข้าวในประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โรคโควิด-19ที่อาจยืดเยื้อ จนเกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวในประเทศนั้น

ในส่วนประเทศไทยนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย“ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์”ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าข้าวสารไม่ขาดแคลนแน่นอน แม้จะมีการกักตุนเพียงแต่ขอให้รัฐจัดการอำนวยความสะดวกในเรื่องระบบโลจิสติกส์การขนส่งเพื่อให้รับสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที

“ผมยืนยันว่าพอแน่นอน ไม่ต้องห่วง ประชาชนไม่ต้องแย่งซื้อเก็บสต๊อกเหมือนไข่ไก่ ซื้อแต่พอกิน มาซื้อได้ตลอด สินค้าไม่ขาด ขอเพียงรัฐช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องระบบโลจิกติกส์ การขนส่งในการกระจายสินค้าเท่านั้นก็พอ” ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวยืนยันกับ“คมชัดลึก ออนไลน์”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

พร้อมระบุถึงสถานการณ์ข้าวไทยในขณะนี้ว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร ยังมีสต๊อกอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ปี 62/63 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวออกมาสมทบอีกประมาณ 18.5 ล้านตันข้าวสาร แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าปีที่แล้วที่ผลิตได้ 20 ตันข้าวสาร ซึ่งเป็นผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา

เพราะขณะนี้ยังมีปริมาณส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5 แสนตันข้าวสารต่อเดือน บริโภคภายในประเทศ 8-8.5 แสนตันข้าวสาร ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนตันใช้ในภาคอุตสาหกรรม

เขายอมรับว่าสถานการณ์ค้าข้าวในปี 2563 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับการส่งออกข้าวไทยอีกปีหนึ่ง เนื่องจากมีหลายปัจจัยมารุ่มเร้าที่ส่งผลกับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ทำให้ราคาข้าวไทยยังคงแพงกว่าคู่แข่งประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ประกอบกับภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็อาจส่งกระทบการส่งออกในระยะยาว ซึ่งจะต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์

ขณะเดียวกันประเทศจีนก็มีสต๊อกข้าวอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านตัน หากมีการระบายออกจะส่งผลทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนอย่างแน่นอนและมีโอกาสแย่งตลาดข้าวไทย

สมาคมฯคาดการณ์ว่าในปี 2563 ภาคเอกชนจะสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 7.5-8.5 ล้านตันข้าวสาร หรือ คิดเป็นมูลค่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะการส่งออกข้าวปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศได้ 7.58 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 40.1

โดยปัจจุบันไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดียที่ส่งออกได้ 9.77 ล้านตัน ลดลงร้อยละ27.6 และเวียดนามส่งออกเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ 6.37 ล้านตัน ขยายตัวร้อยละ 51.4 ถือเป็นคู่แข็งที่น่ากลัวของไทยมาก แต่จากเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสของไทยในการแชร์ส่วนแบ่งการตลาดข้าวเพิ่มขึ้น

“อย่างข่าวเวียดนามเขาชะลอส่งออกเพื่อเช็คสต๊อคข้าวที่มีอยู่ เพราะอย่าลืมว่าปีนี้เวียดนามเริ่มมีผลผลิตข้าวออกมาน้อยลง ก็เพราะแหล่งปลูกข้าวหลักของเวียดนามทางตอนใต้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไขง มีพื้นที่ปลูกข้าวน้อยลงเป็นผลมาจากน้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาเกือบ 100 กิโลเมตรแล้ว เขากลัวว่าอาจมีปัญหาบริโภคภายในประเทศในช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 ก็เลยสั่งชะลอการส่งออกไว้ก่อน ส่วนจีนและอินเดียนั้นไม่มีปัญหายังผลิตและส่งออกได้เหมือนเดิม ส่วนข้าวไทยที่ส่งออกไม่ได้มากก็เพราะราคาสูงกว่าคู่แข่งอยู่ประมาณ 80เหรียญหรัฐต่อตัน”

ร.ต.ท.เจริญเผยต่อว่าแม้ในช่วงที่ผ่านมาข้าวไทยจะส่งออกไปยังฮ่องกงและสิงค์โปร์เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปริมาณน้อย จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคข้าวภายในประเทศ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ต้องรอดูผลผลิตในฤดูกาลหน้าปี63/64 ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ หลังจากปีนี้มีผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรงและยาวนานกว่าทุกปี แต่ก็คาดการณ์ว่าปริมาณไม่น่าจะน้อยกว่าปีนี้มากนัก เฉลี่ยอยู่ที่ 17-18.5 ล้านตันข้าวสาร ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลงตามนโยบายรัฐบาลด้วย

“การส่งออกตอนนี้อยู่ที่ 5 แสนตันต่อเดือน แต่ถ้าเมื่อไหร่ส่งออก 1 ล้านตันติดต่อกัน 3 เดือนก็ค่อยมาคุยกันใหม่” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าว

นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่าราคาข้าวสารถุงช่วงนี้อาจขึ้นเล็กน้อยเแลี่ยถุงละ 10-20 บาท ไม่ใช่เพราะว่ามาจากการตักตุนสินค้า แต่เป็นผลมาจากปีนี้มีปริมาณข้าวน้อย โรงสีต่าง ๆ รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่แพงขึ้น จากเดิมข้าวขาวทั่วไปรับซื้อตันละ 6,500-7,000 บาท ก็เพิ่มเป็น 8,000-9,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มมาจากต้นทางการผลิต ทำให้ชาวนาขายข้าวปีนี้ค่อนข้างได้ราคาดี

“ขอยืนยันว่าราคาข้าวสารถุงที่เพิ่มขึ้นทุกบาททุกสตางค์ตกถึงชาวนา 100 เปอร์เซนต์”นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวย้ำ

ในส่วนภาคการผลิตข้าวอย่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด หนึ่งในลูกค้าบริษัทผู้ส่งออกข้าว โดย รุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ฯเผยกับ“คมชัดลึก ออนไลน์” ถึงสต๊อกข้าวของชุมชนฯในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 200 ตันข้าวสาร ซึ่งขณะนี้ได้ถูกสั่งจองหมดแล้ว และเตรียมรอส่งให้กับลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย บริษัท แอมเวย์ จำกัด บริษัทส่งออกข้าวและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน

ส่วนข้าวใหม่ในฤดูกาลผลิต 62/63 นั้นขณะนี้มีอยู่ที่ประมาณ 2,800 ตันข้าวสาร โดยในจำนวนนี้ได้ส่งให้กับบริษัท แอมเวย์ จำกัดมากที่สุดประมาณ 60% ส่วนที่เหลือส่งให้กับทางบรฺิษัทผู้ส่งออกข้าวและชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยเพื่อจัดส่งให้กับผู้บริโภคในรูปแบบของเดลิเวอรรี่ ภายใต้ยี่ห้อ“เกลียวเชือก”

“เพิ่งส่งให้กับทางบริษัทผู้ส่งออกไป 35 ตันข้าวสารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาส่งอยู่ที่ 35.5 บาทต่อกิโลกรัม เขาก็เพิ่งกลับมาซื้อข้าวของชุมชนในปีนี้เอง หลังหยุดไปประมาณ 2 ปี เขาบอกว่าให้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป แต่เราก็ยืนยันว่าข้าวของเราเป็นข้าวหอมชั้นดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค อาจแพงกว่าที่อื่นหน่อยแต่คุณภาพมั่นใจได้ ลูกค้าที่เคยซื้อไปทานแล้วก็กลับมาซื้ออีก”

สต๊อกข้าว

รุ่งอรุณ กล่าวถึงที่มาของผลผลิตข้าวคุณภาพว่า ทางชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์จะเป็นผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวชั้นดีส่งไปให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ปลูก ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์มีอยู่กว่า 30 สหกรณ์ทั้งในจ.บุรีรัมย์และใกล้เคียง โดยแต่ละสหกรณ์มีสมาชิกเฉลี่ย 3,000-3,500 คน โดยผลผลิตข้าวที่ได้จะส่งให้กับชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงก่อนนำไปกระจายต่อในท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“ในกระบวนการผลิตนั้น ทางชุมชนฯจะจัดทำเมล็ดพันธุ์ดีให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกแล้วรับประกันราคาซื้อผลผลิตคืน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของราคาและตลาด ส่งผลทำให้ผลผลิตออกมาดีมีคุณภาพทุกเมล็ด”ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์กล่าวย้ำทิ้งท้าย

อยู่บ้านอย่างไร ถึงปลอดภัย ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่บ้านอย่างไร ถึงปลอดภัย ‘โควิด-19’

28 มีนาคม 2563 – 13:59 น.
อยู่บ้านอย่างไร,ถึงปลอดภัย,โควิด-19
เปิดอ่าน 1,722 ครั้ง

‘ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ แต่ก็ต้องรู้วิธี ‘อยู่บ้าน’ ด้วยว่า ‘อยู่บ้าน’ อย่างไร ถึงจะปลอดภัยจากเชื้อโรคมหันตภัย’โควิด-19′ มิเช่นนั้น ก็ไม่รอดเช่นกัน

   “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แคมเปญที่รัฐบาลใช้ในยามนี้เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อมหันตภัย‘โควิด-19 ‘

แต่”การอยู่บ้าน” ก็ต้องถูกวิธีด้วย มิฉะนั้นก็ไม่รอดจากเชื้อ’โควิด-19′ ไปได้

1. เวลาใช้ชีวิตอยู่รวมกันภายในบ้าน ยอมห่างกับคนที่บ้านสักพัก

สำหรับช่วงโรคระบาดแบบนี้ เราคงต้องยอมห่างกับคนที่บ้านสักพัก เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว โดยเริ่มตั้งแต่ใส่ MASK ปิดปากเวลาเจอกัน เพื่อป้องกันการไอ จามแบบไม่ทันตั้งตัว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ถัดมาเรื่องอาหารการกิน ถ้าต้องกินข้าวด้วยกัน แนะนำให้มีช้อนกลางของตัวเอง เน้นว่าของตัวเอง คือมี 2 ช้อน      1.เอาไว้ตักจานกลาง และ 2.เอาไว้ตักข้าวกิน เป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้าเราจะกินข้าวด้วยกัน หรือกินอาหารเป็นจานเดียว แค่นี้ก็สามารถลด และป้องกันการติดเชื้อระหว่างกันภายในบ้านได้

2.ทำความสะอาดของใช้ภายในบ้าน
จริงๆแล้ว..เชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในร่างกาย และอ่อนแอลงเมื่ออยู่ภายนอกร่างกาย แต่สำหรับเชื้อไวรัสตัวนี้มีผลวิจัยว่า แม้จะออกมาภายนอก แต่ถ้าได้เกาะอยู่บนพื้นผิวของวัตถุใดวัตถุหนึ่งแล้ว จะยังมีอายุอยู่ได้หลายชั่วโมง หรืออาจจะเป็นวันๆเลย ดังนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว เพราะเป็นห้องที่ทุกคนในบ้านใช้ร่วมกัน ดังนั้น เราควรเน้นการทำความสะอาดเป็นพิเศษ

สิ่งของที่ใช้ทุกวันและจับบ่อยๆ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ หูฟัง ควรทำความสะอาดสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ใช้งาน โดยเช็ดแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% แล้วเอาผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกรอบ
พื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น สวิตช์ไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ราวจับบันได รีโมท ให้ทำความสะอาดทุกวัน เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องใช้มือสัมผัสโดยตรง ดังนั้นให้เช็ดด้วยแอลกฮอล์ที่มากกว่า 70% หรือใช้ Dettol แทนได้
อุปกรณ์ภายในห้องน้ำ เช่น อ่างล้างมือ โถชักโครก อ่างอาบน้ำ เนื่องจากห้องน้ำมีความชื้นอยู่ และเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมากกว่าที่อื่น ดังนั้น ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ 1 ฝา/น้ำครึ่งลิตร หรือใช้ไฮเตอร์น้ำยาซักผ้าขาวแทน
พื้นผิวโลหะ เช่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำเป็นพื้นผิวที่เราสัมผัสบ่อยๆ แต่เราอาจจะละเลยไป แนะนำให้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
พวกผ้าต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู   เวลากลับบ้านให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที โดยเราสามารถซักผ้าได้ตามปกติใช้ผงซักฟอก หรือจะแช่น้ำร้อนสูง 60-90 องศาก็ได้

ในช่วงเวลาแบบนี้แอลกฮอล์ทำความสะอาดค่อนข้างหายาก ถ้าในกรณีที่เราหาไม่ได้จริงๆ เราสามารถใช้สิ่งอื่นทดแทนได้ และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ ไม่ต่างกัน โดยหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด  เช่น ไฮเตอร์ซักผ้าขาว – สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ 99.9% สำหรับขวดขนาด 250 มิลลิลิตร ใช้น้ำยา 5 ฝา/น้ำ 1 ลิตร และขนาด 1.5 ลิตร ใช้ 2.5 ฝา/น้ำ 1 ลิตร เป็นขนาดที่กำลังดี แต่ห้ามเช็ดทำความสะอาดบนโลหะ ไม้ อลูมิเนียม เพราะมีฤทธิ์กัดกร่อน,
น้ำยาฆ่าเชื้อ Dettol  –  สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ 99.9% นิยมใช้ทำความสะอาดพื้น ถูบ้าน อุปกรณ์เครื่องใช้บางอย่าง แต่ห้ามใช้กับร่างกายโดยตรง
   3. วิธีการใช้ห้องน้ำที่ถูกวิธี
ห้องน้ำเป็นสถานที่ ที่เราต้องใช้งานกันทุกวัน ซึ่งเราต้องขับของเหลวอย่าง ปัสสาวะ และอุจจาระออกมา โดยจากผลวิจัยพบว่า ถ้าเราเป็นผู้ติดเชื้อ ของเหลวที่ออกมาจากร่างกายจะมีเชื้อไวรัสบางส่วนติดออกมาด้วย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ละอองต่างๆฟุ้งกระจายในอากาศ เวลาเรากดชักโครกให้ปิดฝาใช้งานทุกครั้ง

  4. Covid-19 ไม่ชอบอากาศถ่ายเท และอุณหภูมิที่สูง
สำหรับงานวิจัยที่ได้จาก WHO บอกว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ชอบพื้นที่อากาศถ่ายเท และแสงแดดที่ร้อนจัดมากๆ เนื่องจากตัวมันห่อหุ้มด้วยไขมัน เวลาเจอแดดร้อนๆมันจะตายเร็วกว่าอุณหภูมิต่ำ ซึ่งสำหรับบ้านเราแอบโชคดีเพราะอากาศค่อนข้างร้อน แต่ก็อย่าดีใจไปเพราะแม้จะตายเร็วแต่ก็ยังอยู่ได้เป็นชั่วโมงนะ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงแนะนำให้เปิดประตู หน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเท และเปิดรับแสงธรรมชาติวันละ 2-3 ชม. – ไวรัสโควิดจะตายในอุณหภูมิ 60-90 องศา หรือน้ำร้อนเดือดๆนะคะ

5.ทำความสะอาดแผ่นกรองแอร์- มู่ลี่- มุ้งลวด

สำหรับหน้าที่หลักๆของแผ่นกรอง มู่ลี่ และมุ้งลวด คือเอาไว้ดักฝุ่นหรือเชื้อแบคทีเรียต่างๆ จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย ดังนั้น เราควรทำความสะอาดกันบ่อยๆ  โดยให้เราถอดออกไปล้างน้ำเปล่าก่อน 1 รอบ เสร็จแล้วใช้สบู่+แปรงช่วยขัดฝุ่นต่างๆออก แล้วหลังจากนั้นเอาไปผึ่งตากแดดให้แห้ง ส่วนมู่ลี่แนะนำให้ใช้ Dettol เช็ดทีละซี่ แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกรอบ เผื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำ

6. วิธีการใส่ MASK และทิ้งขยะให้ถูกต้อง
ทุกวันนี้ MASK กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกจากบ้านตอนนี้เราต้องใส่แมสตลอดเหมือนเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งเลย แต่รู้หรือไหมว่าการดึงแมสเข้า-ออกบ่อยๆ เสี่ยงให้เราติดเชื้อมากขึ้น เพราะเราจะจับเชื้อโรคโดยตรง ดังนั้นถ้าใส่แล้วอย่าจับหน้ากากบ่อยๆ ส่วนเวลาใช้เสร็จก็ต้องทิ้งให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายได้ โดยแนะนำให้ใส่ถุงก่อนหนึ่งชั้น แล้วค่อยนำไปทิ้งถังขยะ

7. ล้างมือเป็นประจำสม่ำเสมอ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจจะลืมคิดไป คือการล้างมือของเรานั่นเอง เพราะเป็นวิธีที่ง่าย และดีที่สุดในการป้องกันไวรัส Covid-19 รู้หรือไหมว่าจริงๆแล้วการล้างมือด้วยสบู่นาน 20 วินาที ดีกว่าใช้เจลแอลกฮอล์อีกแต่ส่วนมากคนไม่ได้อยู่ใกล้ห้องน้ำตลอดเวลา ดังนั้นเจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’

รุกคืบ “นายกฯ”ตั้ง 10 หน่วยปฏิบัติการสู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

รุกคืบ “นายกฯ”ตั้ง 10 หน่วยปฏิบัติการสู้โควิด-19

29 มีนาคม 2563 – 10:38 น.
โควิด-19,นายกฯ,COVID-19,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

นายกฯตั้ง 10 หน่วยปฏิบัติการคุม โควิด-19 ดูแลประชาชน 24 ขั่วโมง

29 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้งหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 และขณะนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

อ่านข่าว (คลิป) ด่วน นายกฯเรียกประชุมประเมินโควิด -19 หลัง 7 ราย จบชีวิต  

สุดเครียด  เปิด 5 ข่าวโควิด-19ทำจิตตก  

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดยจุดประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละด้านภายในโครงสร้างกลุ่มต่างๆสามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน แก้ปัญหา รวมทั้งสกัดกั้น หรือหยุดการแพร่ระบาดขอโควิด 19 เป็นไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วย

1 สำนักเลขาธิการ

2 สำนักประสานงานกลาง

3 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข

4 ศูนย์ปฏิบัติการด้านมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน

5 ศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน

6 ศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า

7 ศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ

8 ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม

9 ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง

10 ศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อโควิด 19

โดยการปฏิบัติงานของศูนย์ดังกล่าวจะรายงานตรงสู่นายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการทันทีหากมีข้อติดขัด และให้ประชาชนมั่นใจและอุ่นใจว่ารัฐบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมงและแก้ปัญหาทุกปัญหา จะไม่ปล่อยให้ส่งผลกระทบกับประชาชน เพราะขณะนี้ เรากำลังเผชิญวิกฤตที่ส่งผลกับชีวิตของประชาชน นายกรัฐมนตรีจะดูแล แก้ปัญหาอย่างรอบด้านอย่างเต็มที่ด้วยกลไกทุกอย่างที่มีอยู่ แต่ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการดูแลตนเอง และสังคม ตามมาตรการที่รัฐกำหนดและแนะนำ ซึ่งสำคัญยิ่งในการสกัดการแพร่ระบาดโควิด-19

(คลิป) ด่วน นายกฯเรียกประชุมประเมินโควิด -19 หลัง 6 ราย จบชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425081?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

(คลิป) ด่วน นายกฯเรียกประชุมประเมินโควิด -19 หลัง 6 ราย จบชีวิต

29 มีนาคม 2563 – 10:24 น.
นายกฯ,โควิด-19,ข่าววันนี้,เรียกประชุม,COVID-19
เปิดอ่าน 599 ครั้ง

บิ๊กตู่” เรียกถก ด่วน “ปลัดฯสธ.-พณ.” หลังผู้ติดเชื้อ “โควิด-19” พุ่งไม่หยุด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มต่อเนื่อง

29  มีนาคม 2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าทำงานตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.13 น.

อ่านข่าว หมดสภาพ “พิชัย”แนะ“บิ๊กตู่”ปลดสมคิด 

สุดเครียด  เปิด 5 ข่าวโควิด-19ทำจิตตก  

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

กระทรวงการต่างประเทศเปิดแอปเช็ก “โควิด-19” อเมริกา-คาริบเบียน  

ไม่ต้องกังวล ลงทะเบียนรับ 5 พัน ทำธุรกรรมได้ 3.48 ล้านคนต่อนาที   

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เรียกนพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19. ) หรือ ศบค. เพื่อประชุมกลุ่มเล็กบนชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแก้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เร่งด่วน หลังมีผู้ติดเชื้อสะสม 1,245 ราย และมีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่องรวมเป็นรายที่ 6 แล้ว

รวมถึงติดตามสถานการณ์หน้ากากอนามัย ที่ยังขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน และราคาไข่ไก่ที่ขาดตลาด ราคาแพง

“อนุดิษฐ์”แนะใช้เงินในกระเป๋าลดกู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425078?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

“อนุดิษฐ์”แนะใช้เงินในกระเป๋าลดกู้

29 มีนาคม 2563 – 09:47 น.
ข่าววันนี้,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,โควิด-19,พรกกำหนด,COVID-19
เปิดอ่าน 19 ครั้ง

“อนุดิษฐ์”แนะใช้เงินในกระเป๋าลดกู้ ห่วงรัฐอัดฉีดแต่ฟันเฟืองไม่หมุน เสนอผ่อนคลายบางธุรกิจเปิดบริการบรรเทาความเสียหาย

29 มีนาคม 2563 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลเตรียมกำหนดแนวทางการออกพระราชกำหนดกู้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

อ่านข่าว หมดสภาพ “พิชัย”แนะ“บิ๊กตู่”ปลดสมคิด 
สุดเครียด  เปิด 5 ข่าวโควิด-19ทำจิตตก  

โดยกล่าวว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอและมีความจำเป็นต้องกู้ย่อมสามารถกระทำได้ แต่อยากให้พิจารณาข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไปก่อนหน้านี้ ว่าควรใช้เงินในกระเป๋าตัวเองก่อนจะดีกว่าหรือไม่ วันนี้รัฐบาลมีงบกลางที่กันไว้ใช้ยามฉุกเฉินเหลืออยู่พอสมควร หากบวกเข้ากับโครงการในงบประมาณปี 63 หลายรายการที่ชะลอได้ จะมีตัวเลขกลมๆเกือบ 2 แสนล้าน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ขณะนี้ทั่วโลกประสบปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเหมือนกัน ดังนั้นการชะลอโครงการที่ไม่จำเป็นย่อมทำได้ไม่ยาก เช่นโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โครงการฝึกศึกษาและดูงานต่างประเทศ โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ โครงการเช่าซื้อรถประจำตำแหน่ง ฯลฯ เป็นต้น หากโยกงบเหล่านี้มาใช้ก่อนจะทำให้ภาระการกู้ลดลงเหลือเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

“ผมเห็นด้วยกับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดออกมา เพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน ก็ควรกู้เท่าที่จำเป็นและใช้เงินในกระเป๋าตัวเองให้คุ้มค่าเสียก่อน แม้ฐานะการคลังของประเทศจะแข็งแรงและไม่มีปัญหากับการกู้เงินครั้งนี้ก็ตาม แต่การที่รัฐบาลตั้งใจนำเงินกู้มาแก้ปัญหาทั้งหมด โดยไม่ใช้เงินในกระเป๋าตัวเอง ผมคิดว่าอาจไม่ใช่วิธีการที่ฉลาดและดีที่สุด”

นอกจากนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวว่า ตนเองสนับสนุนมาตรการชดเชยรายได้ของรัฐบาลและอยากให้เร่งดำเนินการแจกให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอกับการแก้ไขปัญหา เพราะเงินที่อัดฉีดให้ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่น หากฟันเฟืองธุรกิจต่างๆยังไม่หมุน อัดฉีดไปเท่าไหร่เศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น เพราะประชาชนยังทำมาหากินไม่ได้

ดังนั้นนอกจากมาตรการแจกเงินแล้ว รัฐบาลต้องหาวิธีการให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้ตามปกติ โดยเริ่มจากธุรกิจที่สามารถควบคุมได้และไม่กระทบกับการป้องกันการแพร่ระบาด เพื่อให้ธุรกิจและแรงงานที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองน้อยใหญ่เหล่านี้หมุนไปข้างหน้า โดยมีเงินชดเชยของรัฐบาลช่วยหล่อลื่นให้คล่องตัวและหมุนเร็วขึ้น

เกรงว่าถ้าปล่อยไปแบบนี้ เศรษฐกิจจะพังพินาศย่อยยับไปเรื่อยๆ การปิดเมืองเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่ต้องมีมาตรการรองรับ ไม่ใช่ตัดสินใจปิดเมืองแล้วให้ทุกคนอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว ขณะนี้เมื่อประชาชนเรียนรู้การป้องกันตัวได้แล้ว รัฐบาลควรเร่งผ่อนคลายธุรกิจที่ไม่อันตรายก่อน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลยอมให้ธุรกิจบางประเภทเช่นร้านสะดวกซื้อเปิดบริการได้ ผมจึงมั่นใจว่ารัฐบาลย่อมพิจารณาธุรกิจอื่น ๆ ให้เปิดบริการได้เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หรือธุรกิจที่สามารถเว้นระยะเพื่อป้องกันความเสี่ยง หากธุรกิจใดไม่กระทบกับการแพร่ระบาดหรือมีมาตรการป้องกันที่รัดกุม รัฐบาลควรเร่งพิจารณาโดยด่วน เพราะหากปล่อยให้สภาพเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่อาจอดตายก่อนเป็นโควิดตายก็ได้

หมดสภาพ “พิชัย”แนะ”บิ๊กตู่”ปลดสมคิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425075?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

หมดสภาพ “พิชัย”แนะ”บิ๊กตู่”ปลดสมคิด

29 มีนาคม 2563 – 09:31 น.
พิชัย นริพทะพันธุ์,ไอเอ็มเอฟ,กองทุนการเงินระหว่างประเทศ,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 352 ครั้ง

“พิชัย”แนะ”บิ๊กตู่”ปลดสมคิด เพราะหมดสภาพ ทำประชาชนตื่นตระหนก ติงจะให้ไอเอ็มเอฟช่วยแปลว่าต้องล้มละลายแล้ว

29 มีนาคม 2563 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พูดถึงเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ และประกาศว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยินดีช่วยไทย ซึ่งน่าจะแสดงความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง

อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ  ได้พิจารณาปลดนายสมคิดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ทั้งนี้เพราะ นายสมคิดแสดงถึงความหมดสภาพในการบริหารเศรษฐกิจแล้ว อีกทั้งยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างไม่มีเหตุผลในภาวะวิกฤตการณ์นี้

ทั้งนี้เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก โดยล่าสุดมีอยู่ถึง 2.199 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการความช่วยเหลือจาก ไอเอ็มเอฟ แต่อย่างใด ไม่เหมือนในปี 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยหายหมดจากการที่แบงก์ชาติเข้าไปสู้ค่าเงินบาทในขณะนั้น ซึ่งหากนายสมคิดยังไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ นายสมคิดก็ไม่ควรจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หากไอเอ็มเอฟต้องเข้ามาช่วยจริง ก็แสดงว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องล้มเหลวอย่างสุดขีด เพราะประเทศที่ต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยจะเป็นประเทศที่ล้มละลายทางเศรษฐกิจไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเหลือแล้ว อีกทั้งการให้ไอเอ็มเอฟช่วย ประเทศต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงและยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างอื่นอีกมากมาย ซึ่งประเทศไทยไม่มีความจำเป็นเช่นนั้นเลย ไม่คิดเลยว่านายสมคิดจะไม่มีความรู้ในหลักการการเงินระหว่างประเทศพื้นฐานนี้เลย

นายสมคิดอาจจะตกใจที่เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำลงหนักและรวดเร็วมาก เหมือนทุกเสาหลักเศรษฐกิจทรุด ตามที่นายสมคิดเคยพูดไว้เอง เลยสติหลุด ซึ่งเมื่อแบงก์ชาติบอกเศรษฐกิจไทยปีนี้จะถดถอยโดยจะติดลบถึง 5.3% นายสมคิดจึงอาจคิดเลยเถิดไปถึงการต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยเหมือนในอดีต ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในสถานะต่างกันกับในอดีตมาก นายสมคิดอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าการพูดว่าไอเอ็มเอฟยินดีจะช่วยไทยเป็นการสร้างความมั่นใจ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการทำลายความมั่นใจให้ทรุดหนักมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าประเทศไทยจะต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยก็หมายถึงประเทศไทยจะต้องล้มละลายแล้ว ซึ่งไม่จริง

อีกทั้ง นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ยังกล้าบอกว่าไม่ตกใจกับตัวเลขเศรษฐกิจถดถอยที่ -5.3% ซึ่งหากนายอุตตมไม่ตกใจ คนไทยทั้งประเทศก็ควรจะต้องตกใจที่นายอุตตมไม่ตกใจ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะหนักกันมาก ประชาชนจะยิ่งลำบากกันอย่างแสนสาหัส ทั้งนี้อย่าเพียงอ้างว่าเศรษฐกิจตกต่ำติดลบกันทั่วโลกจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจจะจริงบางส่วน แต่ประเทศไทยทรุดหนักมากสุด เพราะก่อนจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เศรษฐกิจไทยก็ทรุดหนักอยู่แล้ว เพราะไทยขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนักมากกว่าประเทศอื่นมาก จากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวมาตลอด 5 ปี

ส่วนการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทนั้น ก็เห็นถึงความจำเป็นในภาวะเช่นนี้ และอาจจะต้องใช้มากกว่านี้ด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้มีการทุจริตคอรับชั่น อีกทั้งประชาชนจำนวนมากสงสัยกันว่างบกลางจำนวนกว่า 5 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปในเรื่องใดบ้าง ทำไมถึงหมดแล้ว และอยากให้นายสมคิดทำอย่างที่พูดไว้เองว่า “ไม่อยากให้นำไปใช้กระจัดกระจายไม่เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว” เพราะ 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนำงบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 17 ล้านล้านบาทไปใช้อย่าง อีลุ่ยฉุยแฉกไม่เห็นจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่อย่างไรเลย ประชาชนไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประเทศก็ไม่ได้พัฒนา

ในภาวะวิกฤตนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนพูด รัฐบาลจะพูดแบบไม่คิดเหมือนในภาวะปกติไม่ได้ เพราะผลกระทบจะมากกว่า รัฐบาลยังคงมีปัญหาอย่างมากในเรื่องการสื่อสารกับประชาชน และหากยังไม่แก้ไขและปล่อยให้เป็นแบบนี้ ความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือ

สุดเครียด 5 อันดับข่าว โควิดทำจิตตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุดเครียด 5 อันดับข่าว โควิดทำจิตตก

29 มีนาคม 2563 – 09:18 น.
โควิด-19,ข่าววันนี้,ติดตามข่าวสาร,COVID-19,สวนดุสิตโพล
เปิดอ่าน 1,341 ครั้ง

เปิดผลสำรวจ 5 อันดับข่าว”โควิด-19″ทำประชาชน”จิตตก”มากที่สุด

29 มีนาคม 2563 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,033 คน (สำรวจทั้งภาคสนามและออนไลน์) ระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคม 2563 หัวข้อ “การรับข่าวสารโควิด-19 ของคนไทย”

เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกรณีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ณ วันนี้ เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ข่าวต่างๆ มีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม หรือที่เรียกว่าเฟคนิวส์ถูกแชร์ออกไปเป็นวงกว้าง การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนจึงมีความสำคัญต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างยิ่ง โดยประชาชนต่างก็คาดหวังว่าจะได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง และครอบคลุมรอบด้านมากที่สุด สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารโควิด-19 จากแหล่งใด? มากที่สุด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อันดับ 1 ออนไลน์ (Facebook,Twitter,Instagram,Website ฯลฯ) 79.30%

อันดับ 2 สถานีโทรทัศน์ 77.05%

อันดับ 3 คำบอกเล่า/เพื่อน/คนรอบข้าง 60.69%

อันดับ 4 สื่อสิ่งพิมพ์ (หนังสือพิมพ์,ประกาศจากทางราชการ ฯลฯ) 45.52%

อันดับ 5 ข้อความ SMS 44.73%

2. ประชาชนเชื่อถือข่าวโควิด-19 จากแหล่งใด? มากที่สุด

อันดับ 1 สถานีโทรทัศน์ 89.00%

อันดับ 2 สื่อสิ่งพิมพ์ (หนังสือพิมพ์,ประกาศจากทางราชการ ฯลฯ) 63.09%

อันดับ 3 วิทยุ 56.23%

อันดับ 4 ออนไลน์ (Facebook,Twitter,Instagram,Website ฯลฯ) 53.72%

อันดับ 5 คำบอกเล่า/เพื่อน/คนรอบข้าง 42.98%

3. ประชาชนมีหลักในการแยกแยะ “ข่าวจริง ข่าวปลอม” อย่างไร?     

อันดับ 1 แหล่งข่าวน่าเชื่อถือ มีหลักฐานอ้างอิง เปิดเผยที่มาที่ไป 41.08%

อันดับ 2 ติดตามข่าวจากหลาย ๆ สื่อ  เปรียบเทียบข่าวจากแหล่งอื่น ๆ 32.22%

อันดับ 3 อ่านเนื้อหาให้ละเอียด คิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองตามหลักการและเหตุผล 22.96%

อันดับ 4 รอฟังประกาศยืนยันจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 20.10%

อันดับ 5 เชื่อข้อมูลการนำเสนอของสื่อหลักมากกว่าข้อมูลที่ได้จากสื่อโซเชียล   16.95%

4. ข่าวโควิด-19 กรณีใด? ที่ทำให้ประชาชนจิตตกมากที่สุด

อันดับ 1 เชื้อโรคติดต่อได้ง่าย สถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรง  36.08%

อันดับ 2 ยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นของแต่ละประเทศ   30.59%

อันดับ 3 การบริหารจัดการของภาครัฐ มาตรการ การแก้ไขปัญหา 26.93%

อันดับ 4 ผู้ติดเชื้อไม่ยอมกักตัวเอง ฝ่าฝืน ปกปิดข้อมูล 18.90%

อันดับ 5 การปล่อยข่าวลือ ข่าวปลอม เฟคนิวส์ 14.23%

5. ประชาชนอยากให้มีการนำเสนอข่าวโควิด-19 ในลักษณะใด?

อันดับ 1 เสนอข่าวที่เป็นจริง ชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังข้อมูล 54.55%

อันดับ 2 นำเสนออย่างสร้างสรรค์ เน้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ 34.33%

อันดับ 3 ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ 25.33%

อันดับ 4 มีการคัดกรองข้อมูล แหล่งที่มา มีหลักฐานอ้างอิง 15.52%

อันดับ 5 นำเสนอผ่านช่องทางเดียว เช่น โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ 13.31%

แนะพาณิชย์งดส่งออก ไข่ไก่ 2 เดือนไม่ใช่แค่ 7 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/425002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

แนะพาณิชย์งดส่งออก ไข่ไก่ 2 เดือนไม่ใช่แค่ 7 วัน

28 มีนาคม 2563 – 14:32 น.
ไข่ไก่,ไข่แพง,COVID19,โควิด19,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 193 ครั้ง

“หมอระวี” แนะ “พาณิชย์” งดส่งออก “ไข่ไก่” 2 เดือน ไม่ใช่แค่ 7 วัน ชี้ ไม่สร้างความเชื่อมั่น ปชช. กลับเป็นการบอก ให้กักตุนมากขึ้นด้วยซ้ำ

28 มี.ค.2563-นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงปัญหาไข่ไก่ราคาแพงและขาดแคลนในขณะนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องประกาศงดการส่งออกเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน ไม่ใช่ประกาศงดส่งออกเพียง 7 วัน เพราะการประกาศงดส่งออกเพียง 7 วัน ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเลยว่าจะมีปริมาณไข่ไก่พอเพียง ในทางกลับกันจะเป็นการบอกให้ประชาชนต้องกักตุนไข่มากขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะไม่มั่นใจว่าเหตุใดจึงประกาศงดส่งออกเพียง 7 วันเท่านั้น ตนคิดว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากกว่านี้ ว่าจะมีไข่ไก่และไข่เป็ด จำหน่ายพอเพียงอย่างแน่นอน

“ถึงแม้จะงดการส่งออก ก็จะมีจำนวนไข่ไก่เพิ่มขึ้นจาก 39 ล้านเป็นเพียง 41 ล้านฟอง ต่อวันเท่านั้น แต่ถ้าประชาชนกักตุนเพิ่มขึ้นเพียง 50% ของความต้องการปกติ จะทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นถึงวันละ 60 ล้านฟองซึ่งกำลังผลิต ของประเทศจะไม่พอแน่นอน” นพ.ระวี กล่าว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นพ.ระวี กล่าวว่า ตนขอให้รัฐบาลประสานกับฟาร์มไก่ทุกแห่งว่า ขอให้อย่าเพิ่งปลดระวางแม่ไก่ซึ่งครบอายุที่จะต้องเปลี่ยน หรือปลดระวางให้หยุดออกไข่แล้ว ขอให้ใช้แม่ไก่นี้ ออกไข่ต่อออกไปก่อน อย่างน้อยอีกประมาณสัก 15 – 30 วัน ก็จะทำให้มีปริมาณไข่เพิ่มขึ้นมากกว่า 41 ล้านฟองต่อวัน

กมธ.พณ.วุฒิสภา เผย สต๊อกผ้าผลิตชุดพีพีอี มีแค่หมื่นชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/424996?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กมธ.พณ.วุฒิสภา เผย สต๊อกผ้าผลิตชุดพีพีอี มีแค่หมื่นชุด

28 มีนาคม 2563 – 14:07 น.
ชุดพีพีอี,COVID19,โควิด19,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 231 ครั้ง

“โฆษกกมธ.พณ. วุฒิสภา” เผยสต๊อกผ้าผลิตชุดพีพีอี มีแค่หมื่นชุด แต่ต้องการสูงถึงแสนชุด ระบุ หากนำเข้าผ้าจากต่างประเทศ ต้นทุน-ราคาขายสูง เกินกว่าราคาควบคุม พร้อมจี้ หน่วยงานรัฐเอาจริงตรวจ-คุมราคาสินค้า ลดผลกระทบประชาชน

28 มีนาคม 2563 – นายเจน นำชัยศิริ ส.ว.​ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่สินค้าอุปโภค บริโภค เช่น ไข่ไก่ มีราคาแพงเกินกว่าราคาควบคุม ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ทางกมธ.ฯ ได้ติดตามสภาพปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เข้าใจว่าการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค และบริโภคให้ผู้ค้าไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภคช่วงวิกฤตโควิด-19 นั้น อาจทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตนเชื่อว่าเมื่อหน่วยงานรัฐเอาจริงเอาจังต่อการตรวจสอบจะทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชน ช่วงที่มีความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคหรือบริโภคช่วงดังกล่าว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายเจน เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ตนฐานะอดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ใยสังเคราะห์ และอดีตประธานอุตสาหกรรม ได้รับเชิญให้ประชุมร่วมกับทีมแพทย์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อการหารือเพื่อผลิตชุดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (พีพีอี) โดยสาระสำคัญคือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของผ้าแต่ละชนิดเพื่อใช้สำหรับการผลิตชุดพีพีอี ที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องการใช้ ซึ่งการผลิตชุดพีพีอีนั้น เมื่อใช้ภายนอกห้องไอซียู หรือ ภายนอกห้องจะต้องใช้ผ้าคนละชนิด อย่างไรก็ตามในอุตสาหกรรมผ้านั้นมีสต๊อกในประเทศที่สามารถผลิตได้จำนวนหมื่นชุด ขณะที่ความต้องการมีมากถึง 1 แสนชุด

ส่วนกรณีการนำเข้านั้นอาจมีปัญหาเพราะสินค้าจากต่างประเทศมีราคาแพง ขณะที่ภายในประเทศมีการควบคุมราคาสินค้า ดังนั้นเมื่อนำผ้าที่นำเข้ามาผลิตจะทำให้มีราคาสูงกว่าราคาควบคุมของราชการได้  เช่น ผ้าที่ใช้ผลิตหน้ากาก เป็นต้น

“ทุกฝ่ายพยายามให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้ผ่านวิกฤตการระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์​รวมถึงภาคธุรกิจพยายามหาทางเพื่อช่วยเหลือ อย่างชุดพีพีอีจำเป็นต้องใช้ผ้าใยสังเคราะห์ที่กันสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำลายได้ โดยทางกรมวิทยาศาสตร์ให้คำแนะนำร่วมด้วย” นายเจนกล่าว

ครบ 7 วัน คนเรือนแสน เผ่นหนีกทม. เตรียมรับมือผู้ป่วยทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/424993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ครบ 7 วัน คนเรือนแสน เผ่นหนีกทม. เตรียมรับมือผู้ป่วยทั่วปท.

28 มีนาคม 2563 – 13:55 น.
COVID19,โควิด19,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 5,106 ครั้ง

ภาพรวมทั้งประเทศ โควิดกระจาย 57 จว. ยอดติดเชื้อเพิ่มทรงตัวที่หลักร้อย ไทยยอดรวม 1,245 ราย ตายเพิ่ม 1 ราย เป็นสาวใหญ่วัย 55 ป่วยเบาหวาน ความดัน ไขมัน เตรียมกระจายยา-เวชภัณฑ์ รับมือผู้ป่วยเพิ่มทุกภูมิภาค หลังครบ 7 วัน คนเรือนแสนแห่เดินทางออกจาก กทม.-ปริมณฑล

กระทรวงสาธารณสุข -28 มี.ค.63 ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตัวเลขการแพร่ระบาดทั่วโลกใกล้แตะ 6 แสนราย ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 3,700 ราย โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา รองลงมาเป็นอิตาลี ส่วนจีนตกลงมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่ผู้เสียชีวิตมากที่สุดยังเป็นอิตาลีซึ่งมีมากกว่า 9,000 ราย ส่วนสถานการณ์ในไทยพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 109 ราย ยังคงรักษาอยู่ในรพ. 1,139 ราย กลับบ้านได้แล้ว 3 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นผู้หญิงอายุ 55 ปี ในพื้นที่ กทม. มีประวัติเป็นผู้ป่วยเบาหวาน ที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีและมีไขมันในเลือดสูง เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 23 มี.ด้วยอาการหอบเหนื่อย อีกทั้งพบว่ามีอาการปอดอักเสบรุนแรง ส่งผลให้วันนี้ มียอดรวมสะสมผู้ติดเชื้อ 1,245 ราย รักษาหายกลับบ้านได้แล้ว 100 ราย และเสียชีวิตสะสม 6 ราย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

                 นพ.อนุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบในวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 39 ราย สนามมวย 10 ราย อยู่ที่ กทมสถานบันเทิง 8 ราย กระจายอยู่ใน กทม.และศรีสะเกษ และผู้มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่ว 21 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 17 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย แบ่งเป็นคนไทย 6 ราย มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นชาวยูเครน และโปรตุเกส และเป็นผู้ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในสถานที่แออัด 7 ราย เช่น พนักงานร้านนวด สปา พนักงานต้อนรับในโรงแรม เชฟ เจ้าของร้านขายเครื่องประดับ รวมถึงบุคลาการทางการแพทย์ติดเชื้อเพิ่ม 2 ราย กลุ่มที่ 3  เป็นผู้ที่พบเชื้อซึ่งต้องรอสอบประวัติและรอสอบสวนโรคจำนวน 53 ราย เชียงราย ปทุมธานี สมุทรสาคร ภูเก็ต นนทบุรี มุกดาหาร ปัตตานี นราธิวาส ยะลา กทม.

             นพ.อนุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ป่วยอาการหนักขณะนี้มีจำนวน 17 ราย ยังต้องให้เครื่องช่วยหายใจ 12 ราย ซึ่งรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ในพื้นที่ กทมส่วนผู้ป่วยอาการหนักอีก 5 ราย รักษาตัวอยู่ที่จ.เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี นครราชสีมา และบุรีรัมย์ โดยมีช่วงอายุระหว่าง 31 -​76 ปี สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยอีกกว่า 1,000 ราย พบว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจึงยังไม่อนุญาตให้กลับบ้าน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยอายุน้อยที่สุดมีอายุ 6 เดือน และอายุมากที่สุด 84 รายและมีสัดส่วนเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

“จากแผนที่ประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อกระจายใน 57 จังหวัด เป็นผู้ป่วยในกทม.515 ราย นนทบุรี 65 ราย ภูเก็ต 41 ราย ยะลา 40 ราย ชลบุรี 36 ราย สมุทรปราการและปัตตานีจังหวัดละ 33 ราย สงขลา 27 ราย ปทุมธานี 14 ราย อุบลราชธานี.12 ราย เชียงใหม่ 11 ราย ทั้งนี้การพบผู้ป่วยรายใหม่จากสนามมวยและสถานบันเทิง แสดงว่าทั้ง 2. กลุ่มนี้ยังไม่จบ เพราะทุกสนามมวยปิดตัวลงในวันที่ 24 มี.ค.ตามคำสั่งผู้ว่าราชการกทม. และขอให้ผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาสวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ แยกกักตัวเอง 14 วัน เว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อให้เราปลอดภัย อยู่ห่าง หยุดเชื้อเพื่อชาติ ” นพ.อนุพงศ์กล่าว

ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สิ่งที่สธ.เป็นกังวลและอยากให้ปชช.ร่วมมือ เนื่องจากผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แม้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะมีจำนวนน้อย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 80% อาการน้อยเหมือนไม่ป่วย ส่วนผู้ป่วยหนักที่มีอาการรุนแรงจนเสียชีวิต เป็นเพียง 0.5% ซึ่งยังน้อยกว่าประเทศอื่น โดยผู้เสียชีวิตมักเป็นผู้สูงอายุมาก ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ที่ผ่านมาเราจึงรรณรงค์ให้ปกป้องผู้สูงอายุไม่ให้ติดเชื้อเพราะเป็นกลุ่มเปราะบางมีโอกาสเสียชีวิตสูง คนที่พาเชื้อเข้าบ้านมักเป็นคนอายุน้อย หรือคนที่เดินทางกลับจาก กทม.และปริมณฑล จึงต้องแยกตัว เพื่อลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อไปให้กับญาติผู้ใหญ่ ป้องกันการป่วย เมื่อไม่ป่วยก็ไม่เสียชีวิต หากเจ็บป่วยต้องรีบพบแพทย์ ให้ประวัติการสัมผัสใกล้ชิดและประวัติการเดินทางโดยเร็ว ย้ำว่า ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ความดัน เบาหวาน ไต มะเร็ง ต้องระวังการติดเชื้อโควิด-19 เป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า 10% ขณะที่คนอายุน้อยมีโอกาสตายไม่ถึง 1%

ต่อข้อถามถึงกรณีรพ.หลายแห่งระบุว่า เวชภัณฑ์ที่มีอยู่จะเพียงพอแค่ 2 สัปดาห์นั้น นพ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้บริหารได้สั่งการให้ สธ.ทำแผนสำรวจการใช้หน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ เครื่องช่วยหายใจ โดยให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้กระจายเวชภัณฑ์และยา ไปให้รพ. ของรัฐและเอกชน ในจำนวนที่หมาะสมพอดีกับสิ่งที่ขอมา และพอดีกับที่เราออเดอร์ไปยังต่างประเทศ สิ่งเหลานี้จะค่อยๆทยอยส่งไปให้รพ. ส่วนเรื่องการบริจาคนั้น คนไทยมีจิตกุศล สธ.ไม่เคยห้ามรพ.เรื่องการรับบริจาค สามารถรับได้ตามจิตศรัทธาของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าขอรับบริจาคเพราะของขาด แต่เพื่อให้มีสต็อกไว้ใช้

“การสอบสวนโรคไม่ช่งานง่ายๆ กรณี เขตเตาปูนจากผู้ติดเชื้อ.1 ราย ขยายการติดเชื้อในวงถึง 10 ราย หากเราไม่มีมาตรการใดๆ ปล่อยให้การแพร่ระบาดติดเชื้อสูงถึง 33% โดยไม่ทำอะไรเลย เราจะเป็นเหมือนอิตาลีกับอิหร่าน สิ้นเดือนเม.ย.ตัวเลขอาจมากกว่า 3,500 ราย ถ้าเราหยุดเชื้อเพื่อชาติ ร่วมกับ พรก.ฉุกเฉินฯ ห้ามการเดินทาง ผู้ว่าฯบางจังหวัดประกาศปิดเมือง จะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง”นพ.อนุพงศ์กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวย้ำว่า สธ.จะทำให้ดีที่สุด เพื่อลดการป่วยและลดการเสียชีวิต แต่โรคติดต่อทางเดินหายใจป้องกันได้ยากมากเมื่อเทียบกับการติดต่อทางอาหารและน้ำ หรือเพศสัมพันธ์ ที่ผ่านมาถือว่าเราป้องกันคนป่วยได้มาก ถ้าไม่ทำอะไรเราจะล้ำหน้าประเทศอื่นไปมาก และเราจะสามารถทำได้ดีกว่านี้เมื่อได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งวันนี้มีความร่วมมือมากจริงๆ ถ้าเราร่วมกันสู้ต่อไปจนถึงเม.ย.และยาวไปจนถึงปลายปี จะลดความสูญเสียลงได้มาก โดยระยะหลังจากนี้เราจะยังพบคนป่วยเพิ่มมากขึ้น และจะพบผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะครบรอบ 1. สัปดาห์ที่เป็นระยะฟักตัวของเชื้อ ซึ่งอาจพบในกลุ่มคนเป็นแสนคน ที่เดินทางออกจากรุงเทพฯและปริมณฑล หลังมีประกาศปิดสถานประกอบการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันในความพร้อมของยาฟาวิพิราเวียร์ ให้กับผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการรุนแรง ซึ่งกระจายยาไปแล้วในทุกจังหวัด

%d bloggers like this: