การเมืองรอบสัปดาห์

All posts tagged การเมืองรอบสัปดาห์

‘ไม้แข็ง’คสช.ยังอยู่ครบ!!

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160605/228973.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559
'ไม้แข็ง'คสช.ยังอยู่ครบ!!

‘ปลดล็อก’ ห้ามออกนอกปท. เป็นแค่เรื่องเล็กๆ ใครหน้าไหนอย่าได้คิดลองดี ‘ไม้แข็ง’ คสช.ยังอยู่ครบ

                    ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กับประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ที่เคยถูกขึ้น “แบล็กลิสต์” เมื่อครั้งที่ คสช.เพิ่งยึดอำนาจและมีคำสั่งฉบับที่ 21/2557 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 สั่งห้ามบุคคลจำนวน 155 ราย ที่มารายงานตัวต่อ คสช. เดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากหัวหน้า คสช.
                    สำหรับเหตุผลในคำสั่งที่ให้ยกเลิกห้ามบุคคล ซึ่งมีทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ เดินทางออกนอกประเทศนั้น ให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ส่งเสริมความรักและความสามัคคีของประชาชนในชาติ อันจะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศ สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    แต่ “เบื้องหลัง” ของคำสั่งที่ “ปลดล็อก” ห้ามนักการเมืองเดินทางออกนอกประเทศดังกล่าวนั้น มาจากมติที่ประชุม คสช.และหน่วยงานความมั่นคง วาระพิเศษ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั่งเป็นประธานในที่ประชุม และได้รับรายงานจาก คสช. สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า สถานการณ์โดยรวมอยู่ในสภาวะเรียบร้อย นำมาซึ่งที่ประชุมมีมติให้บุคคลที่เคยมีรายชื่อที่ คสช.สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหัวหน้า คสช.อีก แต่ยกเว้นสำหรับบุคคลที่มีคดีติดตัว ซึ่งมีคำสั่งศาลห้ามบุคคลนั้นเดินทางออกนอกประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
                    ที่จริงการ “ปลดล็อก” ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ เป็นแค่เรื่องเล็กๆ สำหรับ คสช. ที่หยิบยื่นให้แก่บุคคลที่ คสช.เห็นว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม เพราะว่าเอาเข้าจริงที่คนเหล่านี้ถูกขึ้น “แบล็กลิสต์” ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เมื่อครั้งที่ คสช.ยึดอำนาจ เพราะ คสช.ดูจากชื่อและหน้าตาของนักการเมืองและนักธุรกิจรายนั้นแล้วเห็นว่า อยู่ฝ่ายตรงข้าม คสช. หรืออิงกับกลุ่มอำนาจเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่าหลายคนหรือส่วนมากไม่เคยสร้างปัญหาให้แก่คสช. เพราะคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามที่มักสร้างปัญหาให้แก่ คสช.จะมี “คดี” ติดตัว ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ได้รับการปลดล็อกห้ามออกนอกประเทศตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 25/2559 อยู่แล้ว
                    ดังนั้นการที่ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งของ คสช. ฉบับที่ 21/2557 ที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ จึงไม่ “กระเทือนซาง” ต่อ คสช. ในการคุมอำนาจประเทศนี้แม้แต่น้อยนิด แต่เป็น “การผ่อนคลาย” แรงกดดันทางการเมืองทั้งในและจากต่างประเทศที่มีต่อ คสช.ไปได้บ้าง ทำให้บรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการเดินไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ มากขึ้น แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะบอกว่า การยกเลิกคำสั่งห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศไม่มีใครมากดดันทั้งสิ้นและไม่เกี่ยวกับประชามติ เพียงแต่ว่า คำสั่งห้ามบุคคลออกนอกประเทศมีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหารของ คสช. เมื่อพฤษภาคม 2557 จึงผ่อนคลายให้เท่านั้นเอง เมื่อทุกคนอยากให้ผ่อนคลาย ก็ทำให้
                    สำหรับการพยายาม “ผ่อนคลาย” สถานการณ์เมือง ลดแรงกดดันและความตึงเครียดทางการเมืองของ คสช.นั้น ยังมีกรณีอื่นๆ อีก เริ่มตั้งแต่ คสช.เปิดช่อง ส่งสัญญานผ่านมายังคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมือง 50 พรรค แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติได้ จนทำให้บรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายไปในทางที่ดีขึ้น
                    รวมทั้งการ “เปลี่ยนสถานที่” กรณีที่เชิญบุคคลมีความเห็นต่างมาปรับทัศนคติจาก “ค่ายทหาร-พื้นที่ทหาร” มาเป็นที่ “ศาลากลางจังหวัด-อำเภอ-สำนักงานเขต-สถานีตำรวจ” และใช้ตำรวจหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้พูดคุยแทนทหาร
                    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามคิดหาทาง ทำทุกอย่างให้สถานการณ์เบาลงเท่าที่ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของ คสช.ในการบริหารประเทศ เห็นได้จาก คสช.ยังคงคำสั่งสำคัญๆ ที่เป็นกลไกสำคัญและเป็น “ไม้แข็ง” ของ คสช.ไว้เพียบ ดังนี้
                    -คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมมนูญ (ฉบับชั่วคราว) โดยนำมาใช้แทนการยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศหลัง คสช.ทำการรัฐประหาร เพื่อดำเนินการกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ
                    โดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้กำหนดให้หัวหน้า คสช.สามารถแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” และ “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็น “ทหาร” และให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” มีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร, ความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. หรือหัวหน้า คสช.
                    คำสั่งหัวหน้า คสช.ยังกำหนดให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” มีอำนาจออกคำสั่ง “เรียกให้บุคคลมารายงานตัว” หากกระทำการเข้าข่ายกระทำผิดข้างต้น และสามารถเข้าร่วมในการสอบสวนกับ “พนักงานสอบสวน” ได้ และสามารถเข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ ได้ หากมีเหตุสงสัยว่าบุคคลซึ่งกระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด รวมทั้งมีอำนาจยึด อายัด ทรัพย์สิน
                    นอกจากนี้ ข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังกำหนดห้ามการชุมนุมทางการเมือง ด้วย  โดยระบุว่า ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งทำให้คดีที่ “พลเรือน” ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดที่เกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107-112 ประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113-118 ประมวลกฎหมายอาญาและการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. ต้องไปขึ้น “ศาลทหาร” ทั้งที่บุคคลนั้นเป็น “พลเรือน”
                    นอกจากนี้ ยังมีประกาศ คสช. ฉบับที่ 38/2557 เรื่องคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยระบุว่า ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้อยู่ในอำนาจ “ศาลทหาร” ที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย
                    ทั้งนี้ ผลของประกาศ คสช.ฉบับนี้ ทำให้ความผิดที่นอกเหนือจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย แม้ว่าผู้กระทำความผิดนั้นเป็น “พลเรือน” ถ้าคดีนั้นประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกัน ยกตัวอย่าง เช่น พลเรือนคนหนึ่งกระทำการที่เข้าข่ายผิด มาตรา 112 และ “ข้อหาอื่น” ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ “ศาลทหาร” แต่ก็ทำให้ “ข้อหาอื่น” ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมือง  ให้เหตุผลว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศฉบับนี้จึงเท่ากับการ “แช่แข็ง” พรรคการเมือง ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองเห็นว่าประกาศ คสช.ฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
                    ดังนั้น เมื่อ คสช.เริ่มผ่อนคลายโดยยกเลิกประกาศที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ พรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองใหญ่ ก็ออกมา “รุกคืบ” ให้ คสช.ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 โดยอ้างว่า การประชุมพรรคการเมืองมีความจำเป็น เพื่อที่จะได้ปฏิรูปพรรครองรับกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกทั้งเมื่อเข้าสู่การลงประชามติ ก็ควรจะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองด้วย รวมถึงการที่พรรคการเมืองต้องเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และรับรองว่า พรรคการเมืองจะไม่สร้างความวุ่นวายใดๆ ขึ้น แต่ คสช.ยังไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจพรรคการเมือง โดยมองว่า ที่ผ่านมาขนาดมีประกาศ คสช.ควบคุมพรรคการเมือง แต่ก็ยังมีนักการเมืองสร้างปัญหาให้แก่ คสช.อยู่บ่อยๆ จนต้องเรียกบางคนมาปรับทัศนคติ
                    ดังนั้น ถ้ายกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ก็ยิ่งไปกันใหญ่ นักการเมืองคงเคลื่อนไหวโจมตี คสช.กันอย่างเต็มที่ อีกทั้งขณะนี้้กำลังเข้าสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากพรรคการเมืองประชุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองได้ก็อาจมีผลต่อการชี้นำประชามติ
                    -ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557และฉบับที่ 103/2557 ควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อ
                    นอกจากนี้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แก่คนคนเดียวคือหัวหน้า คสช. ในการที่จะป้องกัน ระงับ หรือปราบปราม การกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ก็ยังคงอยู่
                    สรุปว่า กลไกที่เป็น “ไม้แข็ง” ของ คสช.ในการยึดครองอำนาจต่อไปยังอยู่ครบถ้วน…ใครหน้าไหนอย่าได้คิดลองดี
———————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘ปลดล็อก’ ห้ามออกนอกปท. แค่ ‘ผ่อนคลาย’ แต่ ‘ไม้แข็ง’ คสช.ยังอยู่ครบ : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น)
Advertisements

ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน

Published June 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160529/228541.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2559
ชะตากรรม 'ธัมมชโย' เมื่อ 'การเมือง' เปลี่ยน

น่าติดตามชมอย่างยิ่ง !! ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ จะเป็นอย่างไร เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน

                    คดี “พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย” ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร จากการรับเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กำลังมาถึงจุดที่ “พีค” สุดๆ หลังจากครบกำหนดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขีดเส้นให้ “พระธัมมชโย” เข้ามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
                    ทว่า เมื่อถึงวันนัด “พระธัมมชโย” กลับไม่ได้เข้ามอบตัว ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายตลอดทั้งวันว่า “พระธัมมชโย” จะเข้ามอบตัวภายในกำหนดหรือไม่ โดยตอนแรกมีข่าวว่าจะเข้ามอบตัวที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  ทำให้ที่ สภ.คลองหลวง เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จัดสถานที่เข้ามอบตัว ขณะเดียวกันก็มีบรรดาพระสงฆ์และบรรดาศิษยานุศิษย์ของพระธัมมชโยจำนวนมากแห่มาให้กำลังใจ พร้อมกับทัพสื่อมวลชนที่รอทำข่าว
                    ทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการมอบตัว โดยอ้างว่า ระหว่างจะขึ้นรถพยาบาลเพื่อเดินทางไป สภ.คลองหลวง “พระธัมมชโย” มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลม
                    และจากการที่คดีนี้ทำท่าจะยืดเยื้อ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐเข้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับ “พระธัมมชโย” โดยจะปล่อยให้คดีไม่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ได้ นำมาซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม  ต้องออกมาชี้แจงว่า ดีเอสไอมีแผนกำหนดมาตรการตามขั้นตอนไว้แล้ว และจะดำเนินการตามกฎหมายกับ “พระธัมมชโย”  คาดว่าจะสามารถเร่งรัดคดีนี้ให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุดไม่เกินภายใน 2-3 สัปดาห์
                    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ได้พูดถึงเรื่องของ “พระธัมมชโย” ว่า  จะไม่ขอรบกับพระ เพราะเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ขอให้เป็นไปตามกฎหมายและทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พระก็คงเหมือนกับทหารที่ต้องมีกฎ ทั้งกฎหมายและวินัยสงฆ์ด้วย และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่มีวิธีิการที่จะดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมไปกับการที่นายกฯขอว่า อย่าทำให้เรื่องนี้เกิดความแตกแยกและอย่ามีการปลุกระดมให้คนออกมาสู้กัน
                    เมื่อฟังและดูท่าทีของนายกฯและรมว.ยุติธรรมแล้ว สรุปได้ว่า จะใช้กฎหมายและดำเนินการให้ “พระธัมมชโย” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ปล่อยปละละเลยแน่
                    แต่การจัดการกับ “พระธัมมชโย” และ “ธรรมกาย” ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะ “ธรรมกาย” มีเครือข่ายมากมาย ทั้งทางสงฆ์และฆราวาสแทรกซึมไปทุกวงการ รวมทั้งมี “สายสัมพันธ์” กับทาง “การเมือง” อีกด้วย
                    การที่ “ศาสนา” เกี่ยวพันกับ “การเมือง” นั้น มีมานานนมแล้ว  หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก นับแต่ยุคที่ถือเทพเจ้าหลายองค์มาถึงยุค ขงจื๊อ เต๋า พุทธ ฮินดู อิสลาม คริสต์ ยูดาย ฯลฯ เราจะพบความจริงว่า ลัทธิ, ศาสนา, ความเชื่อใดๆ จะเติบโตขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อมี “อำนาจรัฐ” หนุนหลัง เช่น ในจีนหากฮ่องเต้นับถือลัทธิใด ลัทธิอื่นก็จะตกต่ำลงขาดแรงสนับสนุน “การเมือง” กับ “การศาสนา” ที่แท้ ก็คือ ปมประเด็นว่าด้วยอำนาจ เพียงแต่เป็นอำนาจคนละมิติที่เหมือนเหรียญคนละหน้าเท่านั้น
                    ดังนั้น การที่ “ธรรมกาย” เติบโตมาด้วยอำนาจการเมืองหนุนไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ จะเห็นได้ว่า “ธรรมกาย” เติบโตแบบก้าวกระโดดในระหว่างที่ “กลุ่มการเมืองชินวัตร” มีอำนาจปกครองประเทศต่อเนื่องหลายรอบระหว่างปี 2544-2557
                    ครั้งหนึ่ง  นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊ก โดยให้ความเห็นที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  ว่า หนึ่งในนั้น คือ การรุกโจมตีวัดพระธรรมกาย ด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ว่า เป็นปาราชิกอวดอุตริมนุสธรรม เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายกลุ่มพระสงฆ์ที่เป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่ายแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และฝ่ายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
                    ข้อความทีี่ “หมอเหวง” โพสต์ จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่า วัดพระธรรมกายเป็นฝ่ายเดียวกับคนเสื้อแดงและทักษิณ ชินวัตร
                    นอกจากนี้ หากมองย้อนไปในช่วง “รัฐบาลพรรคไทยรักไทย” ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร ” เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ได้มีการใช้สถานที่วัดพระธรรมกายจัดงาน “รวมใจทุกศาสนาพัฒนาท้องถิ่นไทยฯ” โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 8 หมื่นคน มาร่วมงาน ซึ่งมี “ทักษิณ” เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาด้วย โดยสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น “รัฐบาลทักษิณ” กำลังอยู่ภาวะคับขันจากการที่ถูก “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ชุมนุมขับไล่  และจะเป็นความบังเอิญหรือเกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้
                    เพราะหลังจากนั้นเพียงเดือนเศษก็มีการถอนฟ้องคดีที่พระธัมมชโยถูกฟ้องว่า เบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา จ.พิจิตร และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่  ใน ต.หนองพระ จ.พิจิตร และที่ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์  โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดให้แก่ลูกศิษย์คนสนิท
                    หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2555 ที่ีออกมาสนับสนุน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ก็มีข่าวออกมาว่า มีการนำกลุ่มชายฉกรรจ์จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไปฝึกอบรมรมอยู่ในวัดพระธรรมกาย เพื่อสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง
                    ส่วน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ในขณะนั้น ก็มีการจัดงานงานหนึ่ง ซึ่งยิ่งใหญ่มากๆ คือ งานฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่บริเวณประตูน้ำ ถนนราชปรารภ งานดังกล่าวมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระจำนวน 22,600 รูป ยิ่งใหญ่ชนิด “ปิดกรุงเทพฯ” กันเลยทีเดียว งานดังกล่าวหลายหน่วยงานร่วมกันจัด ซึ่งมีทั้ง สำนักนายกรัฐมนตรี, วัดพระธรรมกาย, มูลนิธิธรรมกาย และในงานดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใส่ชุดขาวมีแถบสองแถบพาดจากไหล่ทั้งสองข้างลงด้านล่าง ซึ่งมีการวิจารณ์กันว่า ช่างเหมือนกับชุดอุบาสิกาของธรรมกาย ส่วนพระพุทธรูปในงานก็เป็นพระพุทธรูปแบบธรรมกาย อีกทั้งประธานฝ่ายสงฆ์ก็เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าสนับสนุนธรรมกาย
                    นี่…เป็นแค่ตัวอย่าง ที่แสดงให้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมกาย” กับ “อำนาจทางการเมือง”  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “พระธัมมชโย” และ “ธรรมกาย” อยู่รอดและคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ แถมยังเติบโตเรื่อยมาโดยไม่แคร์สายตาใคร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวพุทธ ที่ขัดใจกับพฤติกรรมและคำสอน
                    แต่ปัจจุบัน ในยุค “รัฐบาล คสช.” สถานการณ์การเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะว่าได้เดินหน้าชนกับวัดพระธรรมกายอย่างเต็มที่
                    เห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ไพบูลย์ รมว.ยุติธรรม  ก่อนหน้านี้ในต่างกรรมต่างวาระกัน  ในทำนองพร้อมเอาผิดเต็มที่
                    …“เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมายก็ขอให้ไม่ต้องกลัว เพื่อให้คดีจบให้ได้”
                    …“ได้สั่งการให้ดีเอสไอติดตามกรณีวัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมระดมคน หากมีสิ่งใดแอบแฝง ส่งสัญญาณว่าอาจนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดำเนินการ”
                    …“ไม่มีใครจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้ได้บางครั้ง แต่วันหนึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ถ้าไม่ผิดจะยืดเยื้อไปทำไม”
                    คำพูดของ พล.อ.ไพบูลย์ จึงไม่ต่างอะไรกับการมอบนโยบายของรัฐบาลต่อเจ้าหน้าที่รัฐว่า ต้องเอาคดีวัดพระธรรมกายขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มาก่อน แต่จะ “ผลีผลาม” ก็ไม่ได้ ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพราะหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น “รัฐบาล คสช.” จะเสียเอง
                    นอกจากนี้ ใน “ทางการเมือง” อาจมองได้ว่า การดำเนินคดีกับ “พระธัมมชโย” อย่างชนิดเต็มพิกัด ยังส่งผลเป็นการทำลายฐานกำลังสำคัญของ “กลุ่มอำนาจเก่า” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.ได้อีกด้วย
                    ชะตากรรมของ “พระธัมมชโย” จะเป็นอย่างไร เมื่อ “การเมืองเปลี่ยน” จึงน่าติดตามชมอย่างยิ่ง
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ชะตากรรม ‘ธัมมชโย’ เมื่อ ‘การเมือง’ เปลี่ยน : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160515/227673.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2559
อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ 'พลิกสถานการณ์รัฐบาล'

คมวิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’ : โดย…สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

                    จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “ปิดเหมืองแร่ทองคำ” และการพลิกตำรายื้อจ่าย “ค่าโง่คลองด่าน” กลายเป็นพาดหัวใหญ่หลายวันในหน้าหนังสือพิมพ์ กลบข่าวการออกหมายจับ พัฒน์นรี ชาญกิจ “แม่จ่านิว”
                    การเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องเรียกว่ารัฐบาลสามารถพลิกสถานการณ์จากการถูกรุกไล่ทั้งในและต่างประเทศมาได้
                    จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “ปิดเหมืองแร่ทองคำ” ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) ที่ จ.พิจิตร ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม ยุติการทำเหมืองทองคำทั่วประเทศที่พลิกความคาดหมายของสังคม และการพลิกตำรายื้อจ่าย “ค่าโง่คลองด่าน” เพื่อชะลอการจ่ายค่าโง่งวดที่ 2 และ 3 กลายเป็นพาดหัวใหญ่หลายวันในหน้าหนังสือพิมพ์
                    กลบข่าวการออกหมายจับ พัฒน์นรี ชาญกิจ “แม่จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาที่มักออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ก่อกระแส “จัดการลูกไม่ได้จึงหันมาจัดการแม่” ที่กระหน่ำใส่รัฐบาลจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่นำมาใช้ดำเนินคดีกับแม่จ่านิว คือ ผิดมาตรา 112 ข้อหาที่ถูกมองว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” ในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับกลุ่มต่อต้าน ขณะที่หลักฐานความผิดของแม่จ่านิวที่เปิดเผยออกมาได้มีเพียงคำว่า “จ้า” จากการแชทในอินบ็อกซ์(ข้อความส่วนตัว)ในเฟซบุ๊กกับคนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันก่อนหน้านี้เท่านั้น
                    นอกจากเกิดกระแสต้านในไทย เรื่องนี้ยังกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เปิดช่องให้ กลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ตำหนิการกระทำของรัฐบาลไทย รวมทั้งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ด้านเอเชียตะวันออก ที่ออกมาแสดงความไม่สบายใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น
                    โชคดี “ศาลทหาร” ให้ประกันตัว “แม่จ่านิว” ทำให้กระแสเบาบางลง บวกกับมีเรื่องข้อเสนอปรองดองแห่งชาติของ “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่โผล่มาถูกที่ถูกเวลา ประหนึ่งว่าต้องการเข้ามาแย่งพื้นที่ข่าว “แม่จ่านิว”
                    ถึงแม้ว่าข้อเสนอ “รอการกำหนดโทษ” ให้แก่ผู้กระทำความผิดในคดีทางการเมืองในบางคดีของเสรี แทบจะถูกปฏิเสธจากทุกฝ่ายทันทีที่มีการเสนอออกมาก็ตาม
                    จากนั้นก็เป็นคิวของเรื่องเหมืองทองคำและเรื่องค่าโง่ทางด่วน
                    การตัดสินใจสั่งยุติการทำเหมืองทองคำของรัฐบาล คสช. ได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ เพราะเรื่องนี้เป็นข้อพิพาทรุนแรงระหว่างผู้ประกอบการกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนในพื้นที่มายาวนาน แม้ตอนนี้จะยังมีคำถามอยู่บ้างว่า ทำไมจึงอนุญาตให้มีการทำเหมืองต่อไปได้จนถึงปลายปี เป็นการ “พบกันครึ่งทาง” หรือไม่ แต่โดยรวมภาพที่ปรากฏออกมาว่า “เหมืองทองคำในประเทศไทยกำลังจะอวสาน” ก็ทำให้รัฐบาลได้คะแนน ซึ่งแน่นอนคะแนนเหล่านี้จะส่งผลดีต่อรัฐบาลในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย
                    เรื่องต่อเนื่องที่ทำให้ “รัฐบาลประยุทธ์” กลายเป็นพระเอกขึ้นมา คือ การเดินเกมชะลอการเอาภาษีของประชาชนไปจ่ายค่าโง่ในคดีคลองด่านให้แก่บริษัทเอกชน ขณะเดียวกันก็เบียดให้ข่าวที่ประเทศไทยไปชี้แจงเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่อสมาชิกยูเอ็น โดยเฉพาะกรณี มาตรา 112 แผ่วไปด้วย
                    คำสั่งให้รัฐบาลจ่ายค่าโง่ในคดีคลองด่านเป็นเงินรวมกว่า 9,600 ล้านบาท เกิดขึ้นในช่วงต้นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2557 ทั้งที่ทราบกันดีว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในโครงการนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลจะไม่ต้องจ่ายค่าโง่ในกรณีนี้ได้
                    แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองที่บอกว่าเสียดายงบประมาณที่ต้องเสียไปในส่วนนี้ ก็เคยยอมรับทำนองว่าไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว และมีการจ่ายเงินงวดแรกไปแล้วเมื่อ 21 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว
                    จู่ๆ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. ก็ออกมาแถลง ว่า คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีมติให้อายัดเงินที่รัฐบาลจะจ่ายค่าโง่งวดที่ 2 และ 3 ในวันที่ 21 พฤษภาคม และ 21 พฤศจิกายน นี้ รวมเป็นเงิน 4,761 ล้านบาท และอีก 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้าNVPSKG จากโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกรณีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ในการทุจริตและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
                    ทั้งนี้ มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงเรื่องนี้ โดยมีการหยิบยกคำพิพากษาของศาลอาญาที่ตัดสินไปเมื่อ 17 ธันวาคม ปีที่แล้ว ที่พิพากษาว่า นายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อินนา อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม มีความผิดฐานทุจริต โดยการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี
                    แต่เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด จึงได้มีการหารือถึงแนวทางที่จะประวิงเวลาในการจ่ายค่าโง่เอาไว้ก่อน ในที่สุดจึงใช้ “ปปง.” เป็นไม้เด็ดเข้ามาจัดการ
                    ทั้งนี้ กฎหมายให้อำนาจ ปปง.อายัดทรัพย์ที่สงสัยได้เป็นเวลา 90 วัน โดยจะแจ้งให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ เข้าชี้แจงภายใน 30 วัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้เข้ามาเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้อย่างสุจริตอย่างไร เรียกว่าภาระตกเป็นของกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ
                    หาก ปปง.ฟังแล้วไม่เห็นด้วย ก็สามารถยื่นต่อศาลเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ในส่วนนี้ได้ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางเพื่อยื้อเวลา
                    ยิ่งเมื่อมีการเทียบเคียงไปถึงกรณีค่าโง่โครงการทางด่วนบางนา-บางพลี-บางปะกง ที่สุดท้ายมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาว่าไม่ต้องจ่ายค่าโง่ 6,200 ล้าน เพราะมีการทุจริตในการทำสัญญาโครงการ ยิ่งทำให้ความหวังว่ารัฐบาลอาจไม่ต้องจ่ายค่าโง่มีมากขึ้น
                    นอกจากคดีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว ยังมีคดีที่เป็นความหวังว่าจะนำไปสู่การไม่ต้องเสียค่าโง่ในคดีคลองด่านอีก คือ คดีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ฟ้องกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ข้อหาฉ้อโกง โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้รัฐบาลชนะ แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ฝั่งเอกชนชนะ ซึ่งตอนนี้รอคำตัดสินของศาลฎีกาอยู่ หากสุดท้ายรัฐบาลชนะ ก็จะเป็นเหตุให้นำไปสู่การฟ้องแพ่ง รวมถึงเป็นเหตุไปร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อรื้อคำสั่งจ่ายค่าโง่
                    คดีคลองด่านเป็นคดีที่มีความไม่ชอบมาพากลมาตั้งแต่ต้น ที่ “นายวัฒนา อัศวเหม” อดีตนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่มีส่วนสำคัญในการสร้างมหากาพย์นี้ขึ้นมา ซึ่งนายวัฒนาก็ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินจำคุก 10 ปี ในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบเพื่อนำมาขายให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ทำเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการ และขณะนี้ยังคงหลบหนีอยู่
                    ไม่ว่าสุดท้ายจะแพ้หรือชนะก็ถือว่ารัฐบาลได้คะแนนความตั้งใจไปแล้ว
                    ที่สำคัญพลิกสถานการณ์ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำของตัวเองขึ้นมาได้!
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : อายัดค่าโง่คลองด่าน-ปิดเหมืองทองคำ ‘พลิกสถานการณ์รัฐบาล’ : โดย…สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น)

สองปีกับการยึดอำนาจความฝันของพล.อ.ประยุทธ์’ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’

Published May 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160508/227219.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2559
สองปีกับการยึดอำนาจความฝันของพล.อ.ประยุทธ์'ที่ยังไม่ถึงฝั่ง'

คมวิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : สองปีกับการยึดอำนาจ ความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ ‘ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    ความตอนหนึ่งของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่กล่าวไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ชัดแล้วว่า การปฏิรูปประเทศตามแนวทางและโรดแม็พที่พล.อ.ประยุทธ์วางไว้นั้น ยังไม่เสร็จสิ้นและหากมองลึกๆ แล้ว งานนี้ต้องมีทายาทของ พล.อ.ประยุทธ์ที่มาสืบทอดเจตนารมณ์ของการยึดอำนาจครั้งนี้ให้ลุล่วง
                    “การปฏิรูปมันปฏิรูปตั้ง 31 วาระ 37 เรื่อง กิจกรรมเยอะแยะไปหมด มันถึงต้องมีระยะที่ 1, 2, 3, 4, 5 คือเหตุผลของการที่จะต้องมีแผนปฏิรูป 5 ปี 4 แผน มีแผนสภาวะอีก 4 แผนสอดคล้องกัน ทั้งหมดร่วมกันเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า เราต้องการอะไรให้ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ใช่ไหม ก็ต้องไปซอยย่อยยิบออกมา และมีกิจกรรมไหนที่รัฐบาล-คสช.กำลังเลือกว่า สิ่งไหนทำได้เลยเราทำเลย อันไหนที่จะเริ่มต้นได้เราก็จะเริ่มต้นในช่วงนี้ถึง 2560 ให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นแนวทาง เป็นการนำร่อง เป็นแบบอย่าง อะไรแก้จบได้ก็จบไปเลย อันไหนจบไม่ได้ก็ไปต่อระยะหน้า ซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมแล้ว”
                    “สำหรับตอนนี้เราอยู่จุดของการปฏิรูปในระยะที่ 1 คือ ตั้งแต่เข้ามา (22 พฤษภาคม 2557) ก็แก้ไขความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาที่สำคัญ จัดระเบียบบ้านเมืองให้ทุกคนมาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ก็พยายามเต็มที่นะ ก็ถือว่าบ้านเมืองสงบสมควรนะในขณะนี้ มันก็มีเฉพาะในสื่อ ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น กับคนบางคนที่ออกมาพูดจาที่มันทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ฝากผู้ที่รับผิดชอบด้านนี้ดูแลกันด้วยแล้วกันว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก สิ่งที่มันจะต้องเกิดขึ้นต่อไปอย่างที่ผมคาดหวังก็คือว่า ปฏิรูประยะที่ 1 มันรวมไปตั้งแต่พฤษภาคม 2557 ไปจนถึง 2558 วันนี้ผมทำของปี 2559-2560 ให้เพิ่มขึ้นอีก ก็เอาแผนใหญ่ของ สปช.-สปท.ที่ทำมานี้และมีประโยชน์ พวกเขาคิดมาในภาพรวมและซอยย่อยแผน ตามที่พวกเขาส่งมานั้น พวกเขาก็มีคณะกรรมาธิการศึกษาหลายๆ เรื่อง ผมดูตลอด ผมก็มองว่า เออ…ทุกคน ตั้งใจนะ”
                    “วันนี้ทุกคนคาดหวังว่าจะให้ปฏิรูปให้เสร็จภายใน 1 ปี-2 ปี ไม่มีทางเสร็จหรอก หลายประเทศเป็นร้อยปียังไม่เสร็จเลย ประเทศไทยยังไม่เริ่มปฏิรูปสักที มาเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ ปี 2557 ที่ผ่านมานี้แหละ แล้วท่านจะหยุดหรือท่านจะไม่ให้ประเทศมันเดินหน้าไปแล้วกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมๆประเทศชาติที่ว่า ดีๆ จริงๆ มันไม่ได้ดีหรอก มันกลวงข้างใน เพราะฐานมันไม่แน่น จิตใจคนมันก็็แหลกสลาย ผมคิดว่ามันเสียใจบ้างอะไรบ้าง เพราะความขัดแย้งไง เสียใจ เสียชีวิต เสียอะไรต่างๆ เยอะแยะ วันนี้ต้องปฏิรูปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ ประชาชน ต้องปฏิรูปตัวเอง ผมก็ต้องปฏิรูปตัวเองเสมอ ผมก็อดทน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
                    ข้อความข้างต้นคือสิ่งบ่งชี้ความในใจของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่น่าจะตีความยากนัก เพราะชายชาติทหารคนนี้พูดอะไรตรงๆ ไม่อ้อมค้อมและไม่ต้องตีความมากนัก
                    สองปีที่ คสช.ยึดอำนาจเพื่อขจัดปัญหาของชาติและวางแผนยุทธศาสตร์ไว้ยาวๆ นั้น ทายาทของ คสช.คือตัวตายตัวแทนที่ต้องรับไม้ต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นรูปธรรม
                    คิดล่วงหน้าหากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบไม่ลำบากนัก แผนต่างๆที่ คสช.วางไว้ก็ไม่น่าจะแปรเปลี่ยน เพราะอย่างน้อยห้าปีแรกคนการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มชิ้นเต็มอันนัก
                    กลไกที่ คสช.วางไว้เพื่อบีบความขัดแย้งนับสิบปีให้จบลงหรืออย่างน้อยไม่ให้ขยายผลไปมากกว่าที่ผ่านมาย่อมเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์หวังจะเห็นผลสัมฤทธิ์
                    แต่ในความเป็นจริง มันอาจไม่ง่ายดั่งใจนึกเท่าใดนัก เพราะกระแสต้านที่มาจากบางกลุ่มบางคนที่ไม่สนับสนุน คสช.และรัฐบาลนี้ก็ออกมาขยับเป็นระยะ และการบังคับใช้กฎหมายสารพัดฉบับที่เจ้าหน้าที่รัฐงัดออกมาจัดการนั้น ต้องดูว่า จะจี้จุดตายบางกลุ่ม-บางคนเหล่านี้ให้อยู่หมัดหรือไม่ เพราะหากใครอยู่ในฐานะของ พล.อ.ประยุทธ์วันนี้ก็คงหงุดหงิดใจไม่น้อย เพราะเคยให้โอกาสบางกลุ่ม-บางคนเหล่านี้มาหลายครั้ง แต่เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและยังท้าทายอำนาจรัฐเสมอๆ
                    เมื่อตอนนี้มีการเพิ่มดีกรีการบังคับใช้กฎหมายกันแบบทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องดูว่า สิ่งเหล่านี้จะจัดการกับขั้วตรงข้ามรัฐบาลให้ชะงักงันแบบครั้งเดียวจบได้หรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า การเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับมวลชนเรื่องประชามติต้องเริ่มต้น สิ่งใดที่น่าจะเป็นสิ่งกีดขวางก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น
                    “กกต.จะนำแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมงานวันคิกออฟ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และหลังจากนั้น กกต.จะต้องรีบจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารสรุปสาระสำคัญไปยังที่สถานที่ต่างๆ ให้ทันตามกำหนดการ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมที่มี “ประวิช รัตนเพียร” กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วมดูแลอยู่นั้น ก็จะดำเนินการให้ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล (ศส.ปชต.) ทุกตำบลติดตามการแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด ส่วนด้านอื่นก็พร้อมดำเนินการทุกด้านแล้ว ดังนั้นคาดว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคใดต่อการดำเนินการ” ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวไว้เกี่ยวกับการคิกออฟการแจกจ่ายร่างรับธรรมนูญสู่มวลชน
                    ตอนนี้กระแสต้าน “6 ทำได้ 8 ทำไม่ได้” เกี่ยวกับกฎหมายประชามติกำลังกระพือ แต่อย่าลืมว่า กฎเหล็กที่คนในเครื่องแบบจัดการกับกลุ่มต่อต้านหน้าเดิมๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างถึงกันแบบถึงขั้วนั้น อาจจะส่งผลลบกับภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศบ้าง แต่มองเเล้วรัฐบาลและ คสช.อาจเหมือนไม่แคร์ เพราะสิ่งที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองยื่นเรื่องต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลและคสช.ว่าเป้าหมายของรัฐบาลและคสช.คือการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ามาบริหารบ้านเมืองไม่เคยมีเหตุการณ์จับกุมซ้อมทรมานประชาชนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างตามที่เครือข่ายนำมากล่าวอ้าง
                    “ผู้กระทำผิดกฎหมายทุกคนจะถูกควบคุมตัวและปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย แม้แต่คนที่กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่เคยถูกกระทำรุนแรงใดๆทั้งสิ้น อยากให้เครือข่ายนักวิชาการพิสูจน์ให้เห็นด้วยหลักฐาน ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากการฟังตามกันมาหรืออ่านเพียงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียโดยขาดการตรวจทานผิดวิสัยนักวิชาการหรือปัญญาชนที่มีคุณภาพ”
                    เมื่อบวกกับ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมเรื่องเดียวกันว่า “เรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์รับทราบเรื่องแล้วและเราก็ทราบข้อมูลดีว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นประเด็นเท็จ อย่างเช่น ประเด็นที่มีการระบุว่า มีการจับกุมและซ้อมทรมานประชาชนต่างขั้วการเมือง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นข้อความที่เขียนโดยนักวิชาการ อ่านแล้วรู้สึกว่าเหลือเชื่อมากที่ออกมาจากนักวิชาการ ต้องบอกว่า ที่ผ่านมาเราชัดเจนการเชิญกลุ่มเห็นต่างพูดคุยเป็นการยับยั้งไม่ให้เกิดการสร้างบรรยากาศที่ไม่ปรองดองในช่วงการทำประชามติ การพูดว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงเป็นการจินตนาการมากกว่าข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่ได้ว่านักวิชาการเหมารวมทั้งหมด แต่เป็นนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”
                    “คนที่ออกมาพูด เขาพูดเอง เรื่องนี้กระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลมีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้เราคงต้องมีการตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของคนที่พูดยืนยันรัฐบาลไม่ห่วงอยู่แล้ว และไม่กังวล เพราะสิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง ฉะนั้นจะไม่กระทบอะไร” พล.ต.วีรชน กล่าว
                    ดังนั้นชัดอยู่แล้วในคำตอบที่ชี้แจงออกมาว่า คนในเครื่องแบบคิดและวางแผนงานไว้เช่นไรกับสิ่งที่จะต้องเจอ เพราะข้อมูลลึกแต่ไม่ลับจากคนในเครื่องแบบระบุว่า จะจับตากลุ่มที่ตั้งใจจะเล่นงาน คสช.และสถาบันเป็นหลัก เพราะมีการปล่อยปละละเลยมาพักใหญ่แล้ว
                    “ควรเปิดกว้างเหมือนการทำประชามติปี 2550 ไม่ต้องมาพูดว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำด้วยซ้ำ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งการพูดโกหก การด่ากัน ก็ผิดและต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว จึงต้องแยกให้ออกระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต้องระมัดระวังว่า บางครั้งเราไปตีความจำกัดมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการตีความรณรงค์ การเคลื่อนไหว หรือการอ้างเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยที่มีการตีความคนละแบบ ซึ่งจะเป็นปัญหาทำให้สถานการณ์อึดอัด และไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แล้วจะทำให้เกิดกระบวนการในการตัดตอนอำนาจในการตัดสินใจของประชาชน หากเป็นอย่างนั้นประชามติที่ออกมาก็จะไม่เป็นที่น่ายอมรับ ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือทั้งในระดับประเทศและระดับสากล” คำเตือนของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษชนเเห่งชาติ ซึ่ง คสช.ก็น่าจะฟังไว้ประกอบด้วย
                    การปฏิรูปครั้งนี้ คือการวางนโยบายอนาคตประเทศไว้ยาวๆ ตามแนวคิดของ คสช. แต่หากปฏิบัติการบางด้านดำเนินการไปแบบไม่มีสติยั้งคิด อันตรายอาจมีมาแบบเฉียบพลัน
                    ดังนั้นขอให้ตระหนักไว้นิดว่า เหตุแบบ “น้ำผึ้งหยดเดียว” อาจเกิดขึ้นได้ จึงขอให้ใช้ความระมัดระวังสักหน่อย มิเช่นนั้นความฝันของพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะหลุดลอยไปแบบยากที่จะตามกลับมา
—————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : สองปีกับการยึดอำนาจ ความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ ‘ที่ยังไม่ถึงฝั่ง’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ

Published May 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160501/226809.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559
ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ

ฤาจะไปไม่ถึงประชามติ : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยสำนักข่าวเนชั่น

             สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้บางคนเริ่มมองด้วยความหวาดหวั่นว่าอาจจะเป็นชนวนนำพาให้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเคยพูดในทำนองว่าหากวุ่นวายนัก “ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ”

เมื่อต้นสัปดาห์ทหารเข้าจับกุมประชาชน 10 คน ซึ่งตอนแรกยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่ต่อมาได้แจ้งข้อหาในความผิดที่ต่างๆ กัน แต่โดยมากมาจากเรื่องการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งมีการเปิดเผยแผนผังการเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล ซึ่งต่อมาก็มีการตั้งชื่อเล่นไปต่างๆ นานา เช่น “ผังล้ม คสช.” “ผังล้ม รัฐบาล” หรือกระทั่ง “ผังล้มนายกฯ”

โดยหัวขบวนแม้บอกว่าอยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อชัดขนาดนี้ถึงไม่บอกก็รู้ว่าเป็นใคร  รวมทั้งมีความพยายามเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้ง “จตุพร พรหมพันธุ์” หรือ “สมบัติ บุญงามอนงค์”

การจับกุมครั้งนี้มีการยกกฎหมายหลายฉบับมาประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์   พ.ร.บ.ประชามติ  คำสั่ง คสช. แต่ที่น่าสนใจคือมีการยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง มาใช้เป็นเหตุผลด้วย โดยมาตราดังกล่าวระบุว่า

“ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน กกต.ก็ได้ไปแจ้งความจับกุมผู้ที่ถูกระบุว่ากระทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติ จากการโพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการอ้างว่ามีการใช้ถ้อยคำอันไม่เหมาะสม

ซึ่งจากสองเหตุการณ์นี้เอง ทำให้สถานการณ์ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองว่าเรื่องเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามปกติ โดยเฉพาะกับประชามติที่ดูเหมือนว่าจะถูกปิดกั้นการแสดงความเห็น แม้แต่การรณรงค์ก็ทำไม่ได้  ขณะที่การอธิบายความก็อาจถูกกล่าวหาว่าบิดเบือน ทั้งๆ ที่เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการตีความกฎหมายที่สามารถมองได้ต่างมุมต่างมอง

ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวไหลบ่าตามมา ไม่ว่าจะเป็นการที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์คัดค้านเช่น “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ที่ออกมา “ยืนเฉยๆ” เป็นสัญลักษณ์ของการไม่เห็นด้วยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   และที่สุดก็มีคนถูกจับไปอีก 16 คน แต่นั่นมิใช่การแสดงออกครั้งสุดท้าย เพราะมีคนออกมาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการ “ยืนเฉย” ตามสถานที่ต่างๆ และโพสต์ของอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ ยังมีการติดแฮชแท็ก ประชดประชันว่า “#ทวิตอย่างไรไม่ให้ถูกจับ”  เพื่อเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วย และแต่ละคนก็ประชดได้อย่างแสบสันต์ แม้อ่านเผินๆ จะคล้ายการชม แต่ทุกคนก็รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่  และที่แน่ๆ คนเข้ามาร่วมเล่นกันถล่มทลาย

จากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม “หน้ากากขาว”  ที่เคยเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้จับมือกับกลุ่ม “ต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์” แสดงพลังด้วยการระดมกด F5 กับเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลจนเว็บไซต์ล่ม

หากมองผิวเผินอาจเป็นเพียงความเคลื่อนไหวของคนในอินเทอร์เน็ตที่มักจะหลบตัวอยู่หลังคีย์บอร์ด แต่หากพิจารณาดีๆ จะเห็นความอัดอั้นจากกลุ่มคนต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นหน่วยเล็กๆ ของสังคมที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ซึ่งไม่มีใครการันตีได้ว่าพวกเขาจะอยู่แค่แต่หลังจอตลอดไป

เหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนมองว่าวันหนึ่งถนนประชามติอาจเกิดความวุ่นวายและสุดท้ายก็นำไปสู่การไม่มีประชามติ

แม้ช่วงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย  แต่เอาจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรการันตีได้แม้แต่นิดเดียวว่าประชามติจะเกิดขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ถูกเร่งเร้า

ว่ากันว่าผู้มีอำนาจบางคนเองก็ยังไม่อยากลงสู่ถนนเลือกตั้งในตอนนี้เพราะอ่านเกมออกว่าถึงวันนั้นเมื่อไหร่ก็พ่ายแพ้ต่อนักการเมืองอย่างแน่นอน และที่หนักกว่านั้นคือไม่รู้ว่าความพ่ายแพ้นั้นจะยับเยินขนาดไหน จึงยังอาจต้องการกติกา และความมั่นใจที่มากกว่านี้ในการลงสู่สนาม

ขณะที่ฝ่ายต่อต้าน คสช.เองก็ไม่พอใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้และหวังจะใช้สถานการณ์เพื่อทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและ คสช. หมดความชอบธรรม พร้อมๆ กับกดดันให้ คสช.คืนอำนาจและทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีส่วนร่วมจากประชาชนให้มากขึ้น

อนาคตของประชามติจึงยังอยู่บนเส้นด้าย และอยู่บนความเปลี่ยนแปลงของ “สถานการณ์”

ถามว่าถ้าไม่ต้องการให้มีประชามติสามารถทำได้หรือไม่  คำตอบนั้นง่ายแบบฟันธงเลยว่าทำได้

แม้รัฐธรรมูญชั่วคราวจะระบุชัดว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องมีการทำประชามติ และ กกต.ต้องกำหนดวันทำประชามติระหว่าง 90-120 วัน นับแต่ได้รับร่างสรุปย่อจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คล้ายกับว่าไม่มีทางเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติ

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบของผู้มีอำนาจในปัจจุบันที่ไม่เคยมีในอดีตที่ผ่านมาคือ  การเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้สามารถแก้ไขได้

ที่ผ่านมาคณะรัฐประหารของประเทศไทย เขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในลักษณะชั่วคราวที่แข็งตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้น ทุกอย่างต้องเดินตามแผนที่วางไว้ตอนต้น  หรือหากต้องการเปลี่ยนอะไร ก็ต้องใช้วิธีฉีกรัฐธรรมนูญชั่วคราวทิ้ง โดยการ “รัฐประหาร” ตัวเอง

แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 นั้น เปิดทางให้มีการแก้ไขได้ตลอด เหมือนกับที่แก้ไขมาแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการแก้ไขให้ทำประชามติ และครั้งที่สองเป็นการแก้ไขเพิื่อให้กติกาในการทำประชามติชัดเจนขึ้น

เราจึงเห็นได้ว่าการทำให้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีทางออกเช่นนี้ เป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ คสช.

และนั่นหมายความว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในการแก้ไข  และระยะเวลาที่ใช้ก็ไม่มาก เพราะขั้นตอนในการผ่านคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นหากจะทำจริงๆ ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็เรียบร้อย

แต่อย่างแรกหากอยากจะให้ไม่มีประชามติจริงต้องมีเหตุผลที่เรียกกันว่าสถานการณ์ที่สุกงอมเพียงพอให้เป็นความชอบธรรมในการประกาศยกเลิก

‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160410/225660.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2559
'บิ๊กตู่-แม้ว' เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ 'ใครพลาดอาจถึงฆาต'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                    “ขอบคุณหลายคนที่ช่วยเหลือพรรคทั้งทางตรงและทางอ้อม มีน้ำใจ ช่วยเหลือทั้งทางวิชาการ หรือออกมาต่อสู้ ถูกเรียกไปปรับทัศนคติมาหลายรอบ ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ผมอายุ 67 ปียังใช้ได้อยู่ ยังเดินหลายกิโล ถ้าไปเยี่ยมราษฎรยังไหวอยู่ เดินได้เป็นกิโลๆ ขอให้หมั่นตรวจร่างกาย ออกกำลังกาย มีวินัยการกินการนอนรักษาอารมณ์ให้ดี เมื่ออารมณ์ไม่ดี นิสัยไม่ดีก็ทิ้งไป ชีวิตจะยาวนาน มีความสุข วันนี้ดีใจ ขอบคุณครับ แฮปปี้ วันสงกรานต์” ช่วงหนึ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร สไกป์มาอวยพรอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
                    นัยของนายใหญ่เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ต้องตีความมากนัก คือ ขอให้พลพรรคเพื่อไทยเดินหน้าลุยต่อ แม้ไม่นานมานี้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะโดนขุนพลท็อปบู๊ทจับตาตั้งแต่เรื่องปฏิทินปีใหม่และขันแดง รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจคนในเครื่องแบบมากนัก แต่หากมาไล่มองคำพูดของคีย์แมนเบอร์ 1 ของคสช.นั้น จะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ทำไมยามนี้การขันนอตในการจัดระเบียบประเทศไทยจึงเคร่งครัดยิ่ง นั่นเป็นเพราะการจับจังหวะการเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันนั่นเอง
                    โดยเฉพาะช่วงนี้ แม้สังคมเห็นหน้าตาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเตรียมลงประชามติในอีกไม่นานนี้นั้น มันคือแต้มต่อที่นายใหญ่อ่านสิ่งที่คีย์แมนเบอร์ 1 ของคสช.หวั่นใจ เพราะแรงต้านกับการเขียนบทบัญญัติในกฎหมายหลักของประเทศที่วางไว้นั้น คนการเมืองแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยคนที่จะกุมสภาพคือพรรคข้าราชการ โดยเฉพาะบรรดา ผบ.เหล่าทัพที่จะเป็นคนที่กุมกลไกต่างๆ ไว้ในมือ
                    ฉะนั้นยาแรงที่ป้องกันการดื้อยาตั้งแต่ตอนนี้ไปนั้น มันคือสิ่งจำเป็นของคสช.ในยามนี้ที่จำเป็นต้องใช้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
                    “ส่วนการควบคุมตัวหรือจับกุมผู้ที่เรียกร้องต่างๆ นั้นเป็นไปตามหลักกฎหมาย แต่กลับอ้างหลักสิทธิมนุษยชน คนเหล่านี้ผิดกฎหมายที่ประกาศไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการห้ามชุมนุม ห้ามพูดจาส่อเสียด ซึ่งต้องถามว่า คนเหล่านี้ละเมิดกฎหมายก่อนหรือไม่ วันนี้ผมตอบโต้ต่างประเทศไปว่า ตั้งแต่เข้ามานั้นได้ทำคนตายไปแล้วกี่คน ซึ่งไม่มีสักคน นั่นเป็นเพราะบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนเชื่อฟังกฎหมาย ไม่ต้องตายเหมือนอดีตที่ผ่านมา”
                    และ “ตราบใดที่ผมไม่โดนต่อต้านว่ามากนัก ผมก็จะไม่พูดถึงเขา แต่นี่มันชอบพูดว่าผมทุกวัน ผมก็มนุษย์นะ ให้ผมสงบปาก สงบคำเหรอ เป็นนายกฯ ต้องไม่พูด เงียบๆ เรียบร้อยหรืออย่างไร ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้ จะบอกให้ ไม่มีใครเขาเป็นหรอก เพราะประชาชน ไม่ใช่ว่าผมเก่ง ผมมาเพื่อจัดระเบียบเท่านั้นเอง”
                    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวตอนหนึ่งในช่วงที่เป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงานแก่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ” เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
                    มันสอดรับกับ “การฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำหรือแกนนำประชาชนทั่วไป” หรือหลักสูตรเข้าค่ายปรับทัศนคติของคสช.ที่ประกาศไว้ไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มันคือประกาศอย่างเป็นทางการของขุนพลท็อปบู๊ทที่ส่งออกไปเตือนผู้ที่มีความเห็นในขั้วตรงข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ และแม่น้ำ 5 สายที่เดินเครื่องจัดระเบียบประเทศไทย
                    ก่อนหน้านี้ใครที่แสดงความเห็นที่ คสช.มองว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือมีทัศนคติที่เป็นลบต่อการทำงานในช่วงโรดแม็พของคสช.-รัฐบาลนั้น จะมีการเชิญตัวมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ แม้หลายคนที่จะโดนเชิญตัวมาพบ เมื่อกลับออกไปแล้วก็ไม่ก่อสิ่งรำคาญใจของขุนพลท็อปบู๊ท แต่บางคนเมื่อมาพบขุนพลนายทหารบ่อยครั้งแต่ก็ยังทำตัวเสมือนไม่รับรู้-ไม่รู้เรื่อง
                    ฉะนั้นหลักสูตรนี้แม้ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ แต่เสมือนเป็นคำสั่ง คสช.ที่ยามนี้ใช้ทำอะไรก็ได้บนแผ่นดินไทย แม้บางฝ่ายมองว่ามันละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเคลียร์รันเวย์ให้ราบเรียบเพื่อมิให้มีแรงกระเพื่อมใดๆ เกิดขึ้นในช่วงที่ยังกุมสภาพ
                    พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงการดำเนินการจัดหลักสูตรอบรมนักการเมืองของคสช.ว่า หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ
                    1.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน
                    2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและรับรู้กติกาสังคมปัจจุบันที่เน้นสร้างความปรองดองสมานฉันท์
                    3.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและไว้ใจต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลและ คสช.
                    4.ขอความร่วมมือไม่ให้ผู้เข้ารับการอบรมขัดขวาง และขอความร่วมมือให้ช่วยสนับสนุนงานของรัฐบาลและ คสช.
                    “ส่วนหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมเข้าอบรม คสช. ได้กำหนดไว้ว่า เป็นผู้นำหรือแกนนำประชาชน ที่กระทำผิดกฎหมาย ทำผิดกติกาสังคม และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติจนทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลและ คสช.เกิดความเสียหาย รวมถึงมีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งระหว่างคนในสังคม ตลอดจนมีพฤติกรรมแปลกแยกไปจากสังคม โดยระยะ”
                    เวลาหลักสูตรนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน จำนวน 168 ชั่วโมง ซึ่ง คสช. จะใช้อำนาจตามกฎหมายเท่าที่ทำได้และไม่มีอะไรเกินเลยแต่อย่างใด  สำหรับขั้นตอนปฏิบัติในการเชิญผู้ถูกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวนั้น จะเชิญตัวและดำเนินการอย่างเปิดเผยด้วยการให้เกียรติ พร้อมทั้งแจ้งพฤติกรรมคนที่ถูกเชิญได้รับทราบว่า มีคุณสมบัติใดที่ควรเข้ารับการอบรม อีกทั้งจะต้องแจ้งให้ญาติของผู้ถูกอบรมรับทราบว่าจะไปสถานที่ใด รวมทั้งสามารถเข้าไปเยี่ยมได้
                    ขอย้ำว่า เราจะอำนวยความสะดวกให้คนที่เข้ารับการอบรมเป็นอย่างดี หากจบหลักสูตรอบรม 7 วันแล้ว เราจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับบ้านด้วย
                    คสช.มีอำนาจในการเชิญตัวและตักเตือน “รายชื่อผู้ที่จะเข้ารับการอบรม อาจจะเป็นคนเดิมๆ ที่ คสช.ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด อีกทั้งเชิญมาพูดคุยหลายครั้งแล้ว แต่ช่วงหลังพบว่ามีท่าทีและทัศนคติของคนเหล่านั้นที่ดีขึ้น ย้ำว่า เรายังคงติดตามและเฝ้าดูอยู่เสมอ”
                    ขณะเดียวกันคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists-ICJ) ฮิวแมน ไรท์ส วอชท์ (Human Rights Watch-HRW) แอมแนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International-AI) สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Forum for Human Rights and Development-FORUM-ASIA) สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights-FIDH) และฟอร์ติฟาย ไรท์ (Fortify Rights–FR) กล่าวพร้อมกันในวันนี้ว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพไทยโดยทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม โดยมอบอำนาจหลายประการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 27 ประเภท รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำการให้เกิดความไม่สงบในที่สาธารณะ ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง การตรวจคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธ
                    สองเรื่องนี้แม้มองเบื้องต้นจะเป็นคนละเรื่อง หากมองลงลึกๆ แล้วมันเสมือนผูกกัน เพราะบางคนอาจจะโดนเข้าค่ายอบรม 7 วัน แต่อาจจะเจอแจ็กพอตโดนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 แถมท้าย หากมีการไล่ตรวจสอบคุณสมบัติกันแบบเจาะลึกเพื่อจัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
                    สถานการณ์ยามนี้บางคนอาจจะมองว่ามันคล้ายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 มาตรา 17 ในยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง ที่ทำให้เหตุวุ่นวายในยุคนั้นถึงกับนิ่งสนิท บทเรียนจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ศึกษาและนำมาปรับใช้ในสถานการณ์วันนี้นั้น น่าจะมีความก้าวล้ำไปกว่าเมื่อห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพราะพล.อ.ประยุทธ์มองว่าสถานการณ์มันเปลี่ยน กติกาก็ต้องปรับ แต่หลักการยังคงเดิมมิเปลี่ยนไปคือสกัดกั้นภัยต่อความมั่นคงที่มาจากขั้วอำนาจทางการเมือง
                    บทเรียนความรุนแรงตั้งแต่ปี 2549-2557 นั้น ยังอยู่ในความทรงจำของพล.อ.ประยุทธ์ และยามที่มีอำนาจสูงสุดในยามนี้ หากไม่ถอนรากถอนโคนสารพันปัญหาให้เสร็จสิ้น วังวนความขัดแย้งที่อาศัยอำนาจการเมืองก็ยังไม่จบ และการยึดอำนาจก็อาจจะเสียของ แต่บางครั้งหากใช้ยาแรงเกินไปมันก็อาจจะเกิดกระแสตีกลับมายังขุนพลท็อปบู๊ทเสมือนบางบทเรียนในประวัติศาสตร์เมืองไทย และสิ่งนี้คือยอดปรารถนาของนายใหญ่แห่งเพื่อไทย
                    หมากบนกระดานการเมืองไทยช่วงนี้และอนาคต ถือได้ว่าน่าจับตาเพราะเกมนี้ ใครเดินหมากพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะต้องเก็บฉากแบบถาวร
———————
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘บิ๊กตู่-แม้ว’ เปิดหน้าชน เกมชิงจังหวะ ‘ใครพลาดอาจถึงฆาต’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160403/225222.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559
เปิดรัฐธรรมนูญ 'ฉบับปราบโกง'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม

                    คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ได้เปิดร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ มีเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต จนมีการให้คำนิยามว่า เป็น “ฉบับปราบโกง” ซึ่งเป็น “จุดขาย” อันหนึ่งในการนำไปทำ “ประชามติ”
                    เริ่มตั้งแต่ “คำปรารภ” ซึ่งบอกให้ทราบถึง “เจตนารมณ์” ในการมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนหนึ่งว่า “…การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ”
                    ทั้งนี้ หากพลิกไปดูอย่างละเอียดในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็จะพบว่า มีการวางกลไกเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แยกกันอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ซึ่งเมื่อนำมาต่อ “จิ๊กซอว์” เข้าด้วยกันก็จะเห็นภาพที่ชัดเจน
                    หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (10) บัญญัติว่า ประชาชนคนไทยมีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ  ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่ได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้ไว้
                    หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นหมวดใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมี ในมาตรา 63  บัญญัติว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ
                    หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 76 บัญญัติว่า รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนด “ประมวลจริยธรรม” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ
                    ใน “ทางการเมือง” ก็ได้มีการกำหนดเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ “คนทุจริต” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
                    มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
                    (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
                    (9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
                    (10) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ ความผิดฐานฟอกเงิน
                    (11) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง
                    (18) เคยพ้นจากตำแหน่ง จากกรณีที่เป็น ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี เสนอแปรญัตติที่มีผลให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายและถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง  หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่
                    และลักษณะต้องห้ามข้างต้นนี้ เป็นลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), รัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรี ด้วย และหากดำรงตำแหน่ง  ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง
                    นอกจากนี้ยังมีการกำหนด ห้าม “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืิอง” มีส่วนได้เสียในเรื่องการแปรญัตติงบประมาณในสภา โดยมาตรา 144  วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้
                    ส่วนวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ ส.ส. หรือ  ส.ว. มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนฯ ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็น ส.ส. หรือ  ส.ว. ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าว แต่ไม่ได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
                    ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ถึงกับบัญญัติเป็น “หมวด” โดยเฉพาะในหมวด 9  เช่น  ห้าม ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี รับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งข้อห้ามนี้ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี และยังรวมถึงผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ได้รับมอบหมายจาก ส.ส. ส.ว, รัฐมนตรี ด้วย
                    ร่างรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ “องค์กรอิสระ” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมาตรา 224 (4) บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี   เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
                    มาตรา 226 บัญญัติว่า  เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำผิด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น เป็นเวลา 10 ปี
                    และยังมีการสร้างกลไกของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการไต่สวนกรณีมีกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คนใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิด ในส่วนของการร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริต ก็จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    ในกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็จะส่งไปยังศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 10 ปีด้วยก็ได้
                    ส่วนขององค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กร คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  (คตง.) ในมาตรา 245 ให้อำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  เสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อ คตง. เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ และในกรณี คตง.เห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว คตง.ก็จะปรึกษาหารือร่วมกับ กกต. และ ป.ป.ช. ซึ่งหากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนด้วย
                    สำหรับกรณีที่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่  หรืออาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่เป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการได้ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้ง ป.ป.ช. กกต. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจขององค์กรนั้นๆ ต่อไป
                    ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้บัญญัติให้องค์กรอิสระต่างๆ ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร โดยถ้าองค์กรอิสระใดเห็นว่า มีผู้กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ก็ให้แจ้งให้องค์กรอิสระนั้นทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
                    นอกจากนี้ ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ  มีการกำหนดว่า ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีการคัดเลือกผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    รวมทั้งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ให้มีการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ส่วนในด้านกฎหมาย ก็ให้มีการปฏิรูปให้มีการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
                    ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปฯ ในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และคาดหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 5 ปี
                    ดังนั้น “จุดเด่น” ในเรื่อง “การปราบโกง” นี่เอง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน “ประชามติ” ก็เป็นได้
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม)

ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160327/224799.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559
ร่างทรง 'ส.ว.' สมใจ 'คสช.'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                    การประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งเสร็จสิ้นไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ตามกำหนดการเบื้องต้นพวกเขาจะอาศัยห้วงเวลานั้นในการปรับปรุงรายละเอียดแก้ไข แต่จะไม่แตะต้องหลักการหลักๆ ที่ได้ตัดสินใจไปตั้งแต่การประชุมที่ กทม.
                    พอถึงคราวประชุมก็เป็นไปตามคาดหมาย แต่บังเอิญว่าเรื่องรายละเอียดที่ไปขยายความกันนั้น เป็นเรื่องรายละเอียดที่มาจากการตอบสนองต่อคำขอร้องของแม่น้ำ 4 สาย ที่นำโดย คสช.
                    ข้อเสนอที่ถูกเรียกร้องมานั้น มี 3 ข้อ คือเรื่องว่าด้วย 1.ระบบเลือกตั้ง 2.ส.ว.สรรหา และ 3.การยกเว้นรัฐธรรมนูญในมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอบัญชีชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ แต่หากแบ่งจริงๆ แบบละเอียดแล้ว เราจะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ข้อ 1.ระบบเลือกตั้ง ที่ คสช.ต้องการให้ใช้การเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่ 3 คน แต่ผู้มีสิทธิสามารถกากบาทเลือกได้คนเดียว จากนั้นให้เรียงลำดับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 คน เป็น ส.ส. ในเขตนั้นๆ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ แยกระหว่างแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อ แทนระบบบัตรใบเดียวที่ กรธ.เสนอมา
                    2.ที่มา ส.ว. ซึ่งในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือในวาระแรกของ ส.ว. พวกเขาต้องการให้มี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทั้งหมด 250 คน และให้ระบุไปให้ชัดเลยว่า ใน 250 คน ต้องมี 6 คน ที่เป็นผู้นำเหล่าทัพอันได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
                    3.อำนาจหน้าที่ ส.ว. พวกเขาต้องการสามหน้าที่คือ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินหน้างานปฏิรูป และอภิปรายไม่ไว้วางใจ
                    4.การงดเว้นใช้บัญชีนายกฯ
                    ซึ่ง กรธ.เองก็ตัดสินใจในหลักการตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคนก็ต่างวิเคราะห์กันไปว่า สรุปแล้ว กรธ.ตอบสนองกับข้อเสนอของ คสช.มากน้อยเพียงใด บ้างก็ว่าตอบสนองมาก บ้างก็ว่าตอบสนองน้อย
                    เบื้องต้นกับข้อเสนอแต่ละข้อ กรธ.ตอบดังนี้ 1.เรื่องระบบเลือกตั้ง กรธ.ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดยอ้างว่าไม่เข้ากับระบบที่คิด 2.เรื่องที่มา ส.ว. กรธ.สรุปให้มี ส.ว.สรรหา 200 คน และขอลองใช้ระบบที่คิดมา หรือระบบเลือกไขว้ 50 คน รวมเป็น 250 คน และไม่กำหนดตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพเอาไว้อย่างชัดเจน แต่จะล็อกเอาไว้เป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ 6 ตำแหน่ง
                    3.เรื่องอำนาจ ส.ว. ปฏิเสธอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้เหลือเพียงอำนาจการปฏิรูป
                    และ 4.เรื่องงดเว้นบัญชีนายกฯ มีเงื่อนไขพิเศษคือต้องเลือกตามระบบปกติ จนเมื่อถึงทางตันจึงจะขอมติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) เพื่องดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ และมติดังกล่าวต้องเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษ กล่าวคือใช้ 2 ใน 3 หรือ 500 เสียง จาก 750 เสียง
                    หากดูแค่นี้จะเห็นว่า คสช.ได้น้อยกว่าที่ต้องการไปโขทีเดียว เรื่องระบบเลือกตั้งนั้นถือว่าตัดทิ้งไป เพราะ คสช.ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก แต่เรื่อง ส.ว. พวกเขาได้เรื่องที่มาก็จริง แต่ก็มาจากการสรรหา แต่ในเรื่องของอำนาจ อำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจไม่ไว้วางใจ กลับถูกปฏิเสธ แม้จะมองกันว่าอำนาจสองเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ ส.ว. สามารถควบคุมการทำงานของรัฐบาลปกติได้ หลายคนจึงมองว่าเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว อำนาจที่อยากได้ไม่มี ต่อให้มี ส.ว. เป็นพันก็ไร้ความหมาย จึงเป็นบทสรุปว่า คสช.น่าที่จะเสียในข้อนี้มากกว่าได้
                    และเรื่องสุดท้ายเรื่อง “บัญชีนายกฯ” แม้จะเป็นการเปิดทางให้ แต่เงื่อนไขที่มีก็ยากเสียเหลือเกิน ทำให้ถูกมองว่าถ้าเรียกว่าได้ก็ไม่เต็มปาก เสียทั้งหมดก็ไม่ใช่ จึงอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” สามารถใช้ชั้นเชิงประคองตัวไม่ให้เจ็บช้ำไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน
                    อย่างไรก็ตามการประชุมนอกสถานที่อาจทำให้เราต้องกลับมาดูใหม่ว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาอาจจะตอบสนองได้ตรงจุดตรงเป้าที่ คสช.ต้องการอย่างมีชั้นเชิง เพราะรายละเอียดที่บัญญัติไว้ชี้ชัดว่าเป็นอย่างไร
                    เรื่องที่มา ส.ส. และที่มานายกฯ นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ที่ชัดเจนคือเรื่อง ส.ว. ทั้งในเรื่องอำนาจและที่มา
                    ในเรื่องที่มานั้น ความชัดเจนมีขึ้นเมื่อพวกเขากำหนดว่า ส.ว. จะแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรก ให้ตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา 9 คน เพื่อคัดคนขึ้นมาจำนวน 400 คน และให้ คสช.เป็นคนเคาะเลือกในขั้นสุดท้าย เหลือ 194 คน
                    ขณะที่อีก 50 คนจะมาจากกระบวนการเลือกไขว้จากกลุ่มอาชีพที่ กรธ.ได้ออกแบบไว้ โดยจะเลือกมาทั้งสิ้น 200 คน และเหมือนเดิมที่จะคัดเหลือ 50 คน โดยผู้คัดเลือกก็คือ คสช. เช่นเดิม
                    ส่วนอีก 6 ตำแหน่งนั้น จากเดิมที่ระบุไว้อย่างอ้อมแอ้มว่าเป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ คราวนี้ก็เขียนชัดว่าเป็นผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน
                    สรุปง่ายๆ ว่า ส.ว. ทั้ง 250 คน เป็นคนที่ถูกเลือกโดย คสช. จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าสภา ส.ว. เป็นของ คสช. เรียกได้ว่า ข้อนี้ได้แบบกินรวบ
                    สำหรับอำนาจนั้นก็น่าสนใจ แม้ว่าเบื้องต้นพวกเขาจะตัดอำนาจเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญออก แต่อำนาจเรื่องการปฏิรูปที่บัญญัติเอาไว้ ก็ทำให้ ส.ว.มีอำนาจไม่น้อย
                    โดยเปลาะแรกพวกเขากำหนดว่า ให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้างานปฏิรูป ตามแผนยุทธศาสตร์ต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน แปลความง่ายๆ ว่า รัฐบาลต้องรายงานการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบ
                    ซึ่งการรายงานต่อ ส.ว.นี้ ต้องไม่ลืมว่าในนั้นมีผู้นำเหล่าทัพรวมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลทางอ้อมนั่นเอง
                    นอกจากนี้ยังกำหนดเรื่องการออกกฎหมายว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดก็ตาม หากถูกยับยั้ง ก็ให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาร่วมกันของสองสภา ซึ่งในนี้พวกเขาก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูป และอีกส่วนเป็นเรื่องของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
                    เดิมนั้นระบบออกกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายใด และวุฒิสภายับยั้ง ก็จะเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม และหากสภาผู้แทนยืนยันมติ ก็ให้นำกฎหมายนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้ต่อไป ซึ่งหมายถึงการให้สภาล่างซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมีอำนาจมากกว่าสภาสูง
                    แต่ระบบใหม่นี้ หากกฎหมายถูกยับยั้งในสภาสูง หรือแม้กระทั่งสภาล่างก็ตาม ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หมายความว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดย คสช. จะมีอำนาจในการร่วมพิจารณา ในบทบาทและฐานะที่เท่ากับสภา ส.ส. ในการจะให้กฎหมายใดผ่านหรือไม่ผ่าน
                    และยิ่งดูจำนวนของ ส.ว.ที่มองได้ว่าในอนาคตพวกเขาจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา
                    มิพักต้องพูดถึงอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ หรืออำนาจในการร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกบัญญัติไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
                    ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มองเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว คสช.ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างเพียงพอแล้วในการเข้าควบคุมเรื่องต่างๆ ผ่านทาง ส.ว. ใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ตามความหมายของ คสช.
                    การเสนอข้ออื่นจึงอาจเป็นเพียงการหวังสูง หรือยื่นเพื่อต่อรอง หากได้ก็กำไร ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย เพราะลำพังแค่นี้พวกเขาก็สานต่ออำนาจและเจตนารมณ์ได้แบบเนียนๆ อย่างน้อยก็อีก 5 ปี ผ่านกลวิธีที่คิดค้นขึ้นโดย “เนติบริกร” มือหนึ่งอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์”
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

เบื้องลึก3ข้อเสนอคสช.:‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ?

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160320/224401.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559
เบื้องลึก3ข้อเสนอคสช.:‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ?

เบื้องลึก3ข้อเสนอ คสช. :‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ไม่เป็นนายกฯ? : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

           ชัดเจนในเจตนาอย่างยิ่งหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 3 ข้อ เป็นข้อเสนอที่ต่อยอดข้อเสนอข้อ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก่อนหน้านี้

จากข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม. “ขอให้บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจในระยะแรก ใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มี “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ” และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”

ข้อเสนอ 3 ข้อของ คสช. ที่อ้างว่ามาจากที่ประชุมแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คือ 1.ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง 250 คน โดยกำหนดให้มี ส.ว.โดยตำแหน่ง 6 คน คือ ปลัด กห., ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. มีวาระ 5 ปี มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ

จุดที่โดนวิจารณ์หนัก นอกเหนือจากเรื่อง “ที่มา” ที่วิจารณ์กันตั้งแต่ก่อนเปิดข้อเสนอออกมา คือ การให้มีผู้นำเหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ยกเว้นจากข้อกำหนดในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ข้าราชการเข้าไปเป็น ส.ว. ขณะที่ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช. บอกว่า “ที่ให้ปลัดกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.ด้วย เพราะไม่อยากให้มีรัฐประหารอีก”

อีกจุดใหญ่คืออำนาจที่ให้แก่ ส.ว.ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ควบคุมการบริหารแผ่นดินด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล..!!!

“พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” คืออะไร แหล่งข่าวสาย คสช. อธิบายว่า มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือพิทักษ์ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือ ในช่วง 5 ปีแรก จะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ถ้า ส.ว.ไม่เห็นด้วย โดย ส.ว.จะมีสภาพเหมือน “พรรคที่ใหญ่ที่สุด” ในรัฐสภา หากพรรค ส.ว.เห็นด้วยกับฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนั้นก็จะเป็นเสียงข้างมากทันที อีกส่วนของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือ การทำหน้าที่แต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้เป็นอำนาจ ส.ว.นั้น ส.ว.จะทำหน้าที่ได้ทั้ง “คาน” และ “โอบอุ้ม” รัฐบาลตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือ “หากเป็นรัฐบาลที่อยู่ตรงข้ามกับ คสช. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ว.ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบ คานอำนาจรัฐบาล แต่ถ้าเป็นรัฐบาลฝั่ง คสช. ส.ว.ก็จะทำหน้าที่โอบอุ้มรัฐบาลด้วยการลงมติไว้วางใจ” แหล่งข่าวคนเดิมอธิบาย

ส่วนที่ต้องให้ ส.ว.ชุดนี้มีอายุถึง 5 ปี ซึ่งมากกว่าอายุสภาผู้แทนฯ ที่มีเพียง 4 ปีนั้น ก็เท่ากับ ส.ว.ชุดนี้จะคาบเกี่ยวอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลอย่างน้อย 2 ชุด รวมถึงกลไกอื่นๆ จึงเป็น 5 ปี ที่จะส่งผลมากกว่า 5 ปี…????

2.การเลือกตั้ง ส.ส.ใช้บัตร 2 ใบแทนสูตรบัตรใบเดียวของ กรธ. โดยให้มี ส.ส.เขต 350 คน เป็นระบบเขตใหญ่เขตละไม่เกิน 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือกได้เพียง 1 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวมเป็น 500 คน

แน่นอนการเลือกตั้งระบบนี้พรรคใหญ่โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยเสียเปรียบเต็มๆ การเลือกตั้งในแต่ละเขตจะมีสภาพตัวใครตัวมัน มีแนวโน้มว่าคนที่ได้รับเลือกตั้งในแต่ละเขตก็จะมาจากพรรคที่ต่างกัน การเลือกตั้งแบบนี้จะใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่การเลือกตั้ง ส.ว.เขตจะใหญ่กว่า คือใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ทั้งนี้สูตรเลือกตั้งนี้เป็นไปตามข้อเสนอของ สนช. และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของ สปท. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้

3.งดเว้นข้อบังคับเรื่องพรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ก่อนเลือกตั้ง

ในจดหมายของ คสช.ให้เหตุผลว่า “กรณีนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้…เพื่อเป็นทางออกในยามวิกฤติในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล จึงควรงดเว้นไม่นำเรื่องแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ มาบังคับใช้”

คีย์เวิร์ดอยู่ตรงที่ “พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี” ตรงนี้เองที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเปิดทางสะดวกสำหรับการ “สืบทอดอำนาจ” มากขึ้นหรือไม่ จากเดิม “คนนอก” ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.มาเป็นนายกฯ ก็ได้ แต่ต้องเปิดชื่อมาก่อน ซึ่งตรงนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” บอกว่าเพื่อป้องกัน “ไอ้โม่ง” มาเป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช. ที่มักถูกมองว่าเป็นคนหนึ่งที่อาจเข้ามาเป็นนายกฯ ในรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ยืนยันว่า “จะไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ” และอีกวันหลังจากนั้น รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ก็ออกมาสำทับอีกครั้ง

แหล่งข่าวอ้างเหตุผลเบื้องลึกของข้อเสนอนี้ว่า เนื่องจาก “คนกลาง” ที่อาจถูกเสนอมาเป็น “นายกฯ” ไม่แฮปปี้กับเงื่อนไขนี้ เหตุผลง่ายๆ อย่างน้อย 2 ข้อคือ 1.ทันทีที่ถูกเปิดชื่อออกมาก็ต้องตกเป็นเป้าโจมตี อาจถูกไล่บี้ตรวจสอบจนเป็นปัญหา และ 2.หากได้รับการเสนอชื่อแล้วไม่ได้รับการเลือกจากที่ประชุมสภาก็คงเสียชื่อ สรุปคือไม่มีใครอยากเสี่ยงและเปลืองตัว

หากอยากรู้เหตุผลเบื้องลึกจริงๆ ของข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนี้ ต้องมองไปที่เกมการวางโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งจุดสำคัญจะอยู่ที่ 4 ส่วน คือ ที่มา ส.ส., ที่มา ส.ว., ที่มานายกฯ และ คปป. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ) หรือกลไกช่วงวิกฤติ แต่ในเมื่อ คสช.ไม่ต้องการให้มี คปป.อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเป็น “สายล่อฟ้า” ที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จึงต้องมีการจัดวางโครงสร้างอำนาจใหม่ ให้ทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดย 3 กลไกที่เหลือ คือ ที่มา ส.ส., ที่มา ส.ว. และที่มานายกฯ

ข้อเสนอก่อนหน้านี้ที่จะให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้นั้น ไม่ใช่ข้อเสนอที่ไม่มีมูล เพียงแต่เมื่อดันสูตรนั้นไม่ได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยน จัดวาง ต่อรองกันใหม่

เมื่อมีกลไกควบคุมได้ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ!!

ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ?

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160306/223629.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559
ส.ว.เฉพาะกิจ 'คาน' หรือ 'ค้ำ' รัฐบาล ?

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ? : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น

                     ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอข้อเสนอเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 16 ข้อ และข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ ข้อเสนอข้อที่ 16 ซึ่งใจความสำคัญคือเสนอให้มีการกำหนดบทบัญญัติใน “บทเฉพาะกาล” ที่ต่างไปจาก “บทถาวร” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายทั้งในช่วงหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังเลือกตั้ง และหลังมีรัฐบาลใหม่  ก็มีการจับตามองไปถึง “อำนาจพิเศษ” ใน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ว่าจะมีอะไรบ้าง
                     ต่อมา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีระยะเวลา 5 ปี  และได้มีการพูดถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยยกตัวอย่างให้คิดว่า  จะให้ ส.ว.ทำหน้าที่ให้เกิดการคานอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านและเมื่อถึงเวลาสถานการณ์ปกติ ส.ว. ก็จะเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
                     ชัดเจนมากขึ้นเมื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาเสนอแนวคิดถึงการให้มี “ส.ว.สรรหาทั้งหมด” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีว่า เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นตามกรอบที่วางไว้
                     ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  ก็ออกมา “รับลูก” ทันควัน ถึงข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตร ที่ให้มี ส.ว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า ในหลายประเทศก็ทำแบบนี้ “ผมคิดว่า พล.อ.ประวิตร ก็เข้าใจเช่นเดียวกับผม เพราะคิดเหมือนกันอยู่แล้ว” และหาก ส.ว.อยู่ครบ 5 ปีได้จริงก็ทำหน้าที่พิจารณาร่วมกับ ส.ส.ในการเปิดประชุมรัฐสภา และอภิปรายในเรื่องที่เป็นประเด็นซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องทุจริต และทำหน้าที่แทนประชาชนในการดูแลเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการทำงาน รวมถึงการเดินตามยุทธศาสตร์ประเทศ
                     เมื่อถึงเวลานี้ จึงน่าสรุปได้ว่าแนวทางหนึ่งในกลไกอำนาจพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็คือ “ส.ว.” ที่จะมีบทบาทอย่างสูงในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีเป้าหมายให้ ส.ว.เป็นกลไกเข้ามาคานอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือรัฐบาลชุดต่อไป โดยไม่ต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ อย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกกระแสต่อต้านและถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำไปในที่สุด จึงต้องมีการออกแบบกลไกทางการเมืองส่วนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า แม้ไม่มี คปป.แต่ยังสามารถควบคุมตรวจสอบ หรือคานอำนาจฝ่ายรัฐบาลได้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า คสช.เองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้
                     ทั้งนี้ “ส.ว.เฉพาะกิจ” ตามสูตรนี้  ส.ว.จะมาจากการสรรหาทั้งหมดจำนวน 200 คน ส่วนอำนาจและวาระของ ส.ว.จะมีแค่ไหนนั้นยังไม่มีข้อสรุป
                     แต่ข้อเสนอที่ปรากฏออกมา คือให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเมื่อให้เลือกนายกฯ ก็ต้องมีอำนาจอีกอย่าง คือร่วมอภิปรายและลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ และ ส.ว.ยังมีบทบาทในการดูแลให้รัฐบาลทำตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับวาระในการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.ตอนนี้มีสูตรให้อยู่ 5 ปีเท่ากับวาระในบทถาวร แต่ก็มีเสียงท้วงติงว่าควรจะน้อยกว่านั้น เพราะหากให้มีวาระ 5 ปี และให้มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้ ก็จะเท่ากับให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้ถึง 2 รอบ เพราะ ส.ส.มีวาระ 4 ปี
                     อีกเหตุผลหนึ่ง ที่จำเป็นต้องวางกลไกในส่วน ส.ว.เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อควบคุมดูแลหลังจากมีรัฐบาลใหม่ ก็เพราะว่าตามร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ คสช.ยังอยู่และมีอำนาจเหมือนเดิมทุกประการจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้จนถึงมีรัฐบาลใหม่เท่านั้น
                     มีการมองว่าตามสูตรใหม่นี้ ส.ว.สรรหา ที่มีทั้งหมดถึง 200 คน ก็จะมีสภาพเหมือนเป็นฝ่ายที่สามในรัฐสภา เหมือนเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่อีกพรรค ที่คอยคานอำนาจพรรคการเมืองใหญ่ในระบบเดิม เช่น พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ และหากมองไปที่ข้อเสนอข้อ 16 ของ ครม.ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ว่า “ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน” เอาเข้าจริง ส.ส.ที่เลือกตั้งเข้ามา ก็จะเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น
                     กลไกที่จะมีอำนาจและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางทางการเมืองอย่างสูง ก็คือ “ส.ว.สรรหา” ที่พร้อมที่จะเป็นตัว “คาน” อำนาจรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่ถ้ามองจากอีกมุมที่มองว่านี่คือสูตรของการ “สืบทอดอำนาจ” กลไกของ ส.ว.ที่วางไว้ก็จะทำหน้าที่ในการ “ค้ำ” รัฐบาลทันที
                     อย่างไรก็ตาม มีการพูดคุยกันอยู่ในกลุ่มคนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งก็คือฝั่ง คสช. ว่า หากคิดสูตรนี้ก็ต้องหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องรับเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารที่ประชาชนจำนวนมากให้การสนับสนุน แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับตำแหน่ง แล้วให้นายทหารคนอื่นที่ไม่มีฐานประชาชนสนับสนุนมาเป็น สูตรนี้ก็เสี่ยงที่จะล้มไม่เป็นท่าและอาจเกิดวิกฤติอีกครั้ง อาจจะเหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่ต่อต้าน พล.อ.สุจินดา คราประยูร
                     แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร แต่หากจับท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์  ก็จะพบว่าเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม คือ จากที่เคยยืนยันว่าจะไม่เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ก็มีน้ำเสียงที่ไม่ปฏิเสธอย่างแข็งขันเหมือนเมื่อก่อน  เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ถูกถามว่าหลังเลือกตั้งรัฐบาลนี้จะยังอยู่หรือไม่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ผมจะอยู่ได้อย่างไร ก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณามา…ท่านอยากได้อย่างไร อยู่ที่ท่านกำหนดของท่านเองทั้งนั้น”
                     สำหรับ ส.ว. ตาม “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย”  ใน “บทถาวร” กำหนดให้มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม หรือที่เรียกกันว่า “เลือกทางอ้อม” ในแต่ละกลุ่มมีวาระ 5 ปี ส่วนอำนาจ เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงมีอำนาจไม่มาก โดยอำนาจหน้าที่หลัก คือการกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร  ขณะที่ในบทเฉพาะกาลของร่างแรก ในขณะนี้ยังไม่มีการเขียนในเรื่อง ส.ว.ไว้ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปในร่างสุดท้ายว่าจะมีสูตร ส.ว.ตามที่กล่าวมาข้างต้น เพิ่มเข้าไปหรือไม่
                     ส่วนในอดีต  เช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ส.ว. มีทั้งสิ้น 150 คน  เป็น ส.ว.สรรหาจำนวน 73 คน และเลือกตั้งจำนวน 77 คน  เป็นระบบ “ปลาสองน้ำ” มีวาระ 6 ปี แต่ก็มีอำนาจค่อนข้างมาก คือนอกจากมีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว  ยังมีอำนาจถอดถอนบุคคลสำคัญออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
                     อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
                     ท้ายที่สุด ต้องรอดูว่า สูตร ส.ว.เฉพาะกิจที่ปรากฏออกมาเป็นการวาง “หมากเกมทางการเมือง” เพื่อ “ค้ำบัลลังก์” การสืบทอดอำนาจ หรือ “คานอำนาจ” รัฐบาลใหม่ เพื่อให้เดินตามแนวทาง “ปฏิรูป” ที่ คสช.กำหนดไว้
——————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ส.ว.เฉพาะกิจ ‘คาน’ หรือ ‘ค้ำ’ รัฐบาล ? : โดย…โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น)
%d bloggers like this: