“ดร.สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ดร.สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%

"ดร.สุวิทย์" ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%27 มิถุนายน 2563 – 00:35 น.

“สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันอย่างเร่งด่วน เยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ปรับเงินเดือนเพิ่ม 8% ย้ำต้องเป็นธรรมที่สุด จี้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการให้เสร็จเดือนก.ค.ปีนี้ ระบุความเหลื่อมล้ำเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย น้อยกว่าครูอยู่8% ย่างเข้าสู่ปีที่ 10

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความระบุว่า

อว.ผลักดันเร่งด่วน เยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ปรับเงินเดือนเพิ่ม 8%

วันนี้ผมมีข่าวดีเรื่องผลการประชุมของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในเรื่อง การเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา กรณีคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ตามที่คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาเสนอ

โดยที่ประชุมมีมติให้มีการเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำหรับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2554 จนถึงปัจจุบันตามแบบฟอร์มที่ สป. อว ส่งไปให้ เมื่อส่งคืนมาที่ อว. เพื่อประมวลค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นประกอบการพิจารณาขอจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด เสนอ คณะรัฐมนตรีต่อไป

ซึ่งผมขอให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปรับเพิ่มเงิน 8% จาก 9 ปีย่างเข้าสู่ปีที่ 10 ความเหลื่อมล้ำเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยน้อยกว่าครูมัธยมศึกษาอยู่ 8% มาตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554

ซึ่งรัฐบาลเห็นด้วยเรื่องปรับเงินเดือนเพิ่มเงิน 8% เพื่อเยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ตั้งแต่ยุคคสช. แล้ว มีการเตรียมงบประมาณไว้ระดับหนึ่ง ถึงขั้นให้สนช. ออกกฏหมายมารองรับ เมื่อเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหญ่ 24 มีนาคม 2562 ก็มิได้รังเกียจ แต่เนื่องจากมีวิกฤตเข้ามา เรื่องปรับเงินเดือนเพิ่มเงิน 8% จึงขยับและเลื่อนออกมา คาดว่าหากสกอ.นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)คงจะอนุมัติไม่ยาก

"ดร.สุวิทย์" ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%

CR:ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด  เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่26 มิถุนายน 2563 – 16:24 น.

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐยกหนี้ พร้อม แนะใ​ห้เงินยืมไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรง​

26 มิ.ย.63  ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ฟ้องเรียกเงินเพียง 17,000 บาท แล้วไปยึดบ้านกว่า 2 ล้านบาท ขายทอดตลาดไปแล้วนั้น โดยระบุว่า ..

ข้อ​เสนอ​ให้รัฐบาลยกเลิกหนี้​ กยศ.ให้นักเรียนนักศึกษา​ เพื่อสร้างอนาคตของชาติ​ เพราะวิธีการให้ยืมของกยศ.ทำผิดมาตลอด​ จากนั้นให้​ กยศ.ใ​ห้เงินยืมไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรง​ (Demand​ side)​ จะทำให้สถานศึกษาปรับปรุงคุณภาพ​ เพราะต้องแข่งขัน​ เนื่องจากเด็กๆ​ มีอำนาจเลือก​ นักเรียนนักศึกษาก็จะได้เรียนวิชาดีๆ​ จบแล้วมีงานทำ คืนเงินกู้ได้​ เป็นการสร้างอนาคตของประเทศ

ตามที่มีข่าว​ สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา​ (กยศ.) ฟ้องเรียกเงินเพียง​ 17,000 บาท​ แล้วไปยึดบ้าน​กว่า​ 2 ล้าน​บาท​ ขายทอดตลาดไปแล้ว​ นั้น

1.เรื่องนี้​ เป็นตัวอย่างที่ระบบราชการทำลายอนาคตของเยาวชนและครอบครัว​ ทั้งที่นโยบายให้เยาวชนยืมเงินเรียน​ ก็เพื่อสร้างชีวิตและสร้างประเทศชาติ​

2.แต่ระบบราชการมักใช้คนที่ไม่เข้าใจ​ปรัชญา มาบริหารจัดการ​ จึงทำลายอนาคตเยาวชน​ และทำลายเป้าหมายของนโยบาย​ ทั้งหมดเลย

3.เงินให้กู้ยืม​ กยศ.​ควรให้นักเรียนนักศึกษายืมโดยตรง​ (demand side) เพื่อให้มีอำนาจไปเลือกที่เรีย​นได้เอง ไม่ใช่ให้เป็นโควต้าแก่สถาบันการศึกษา​ ที่ไปวิ่งหามาได้​ (supply side)​ อย่างเช่นปัจจุบัน​ เพราะจะทำให้สถาบันการศึกษา ไม่ปรับปรุงการเรียนการสอน​ เปิดแต่วิชาง่ายๆ​ เมื่อเรียนจบไปจึงหางานยาก​ ไม่มีงานทำ ไม่สามารถหารายได้มาคืนหนี้​ กยศ.ได้

4.ผู้บริหารกองทุน​ กยศ.​ คงไม่เข้าใจปรัชญา​ เมื่อเข้ามาบริหารจึงฟ้องร้องเอาเงินคืนตลอดเวลา​ ทำให้พ่อแม่ยากจนหลายคน​ ไม่กล้าให้ลูกไปกู้ยืม​เงินกยศ. และเด็กนักเรียนนักศึกษาหลายคนจบมา​ แทนที่จะมีชีวิตที่ดี​ ต้องหลบๆซ่อนๆ​ ไม่กล้าไปทำงาน​ เพราะกลัวถูก​ กยศ.ฟ้อง​

5.ควรยกเลิกหนี้คงค้าง​กยศ.ให้หมด​ แล้วเริ่มต้นใหม่​ เพราะ​ กยศ.ทำวิธีการ​ให้ยืมผิดมาโดยตลอด​ คือ​ การให้เงินผ่านสถาบันการศึกษา​ ทำให้เกิดการวิ่งเต้น​ แต่ไม่มีพัฒนาการเรียนการสอน​ คุณภาพการศึกษาจึงแย่​ เด็กๆ​ จบมาจึงหางานได้ยาก

6.ให้เริ่มต้น​วิธีการให้เงินยืมแบบใหม่​ คือให้เงินยืมไปที่เด็กโดย​ตรง ไม่ผ่านสถาบันการศึกษา​ จะทำให้เด็กสามารถเลือกวิชาเรียนและสถาบันได้เอง​ ย้ายที่เรียนได้​ เงินจะตามตัวเด็กไป​ ก็จะทำให้เกิดการปรับปรุงการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา​ทั่วประเทศ​ เพราะหากไม่ปรับปรุงก็ไม่มีใครเรียน​ อยู่ไม่ได้

7.เด็กๆ​ ก็จะได้เลือกเรียนวิชาที่หลากหลาย​ที่ชอบ ที่พึงพอใจ​ ที่ตลาดต้องการ​ เพราะเด็กเป็นผู้ถือเงิน​ เป็นผู้มีอำนาจเลือก​ คุณภาพการศึกษาก็จะดีขึ้น​อย่างมาก เรียนจบก็มีงานทำ มีเงินคืนรัฐบาล​ เป็นการสร้างอนาคตของเยาวชนและของประเทศ

ศ.ดร.​สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช
อดีต​ร​มว.คลัง​ อดีต​ร​มว.ศึกษา
26 มิถุนายน​ 2563

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด  เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ26 มิถุนายน 2563 – 15:55 น.

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ … โดย กฤษณะ วิลามาศ รายงาน

อีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) ปีการศึกษา 2563 นางสาวเมลิสสา หยก เชง โห้ และนางสาววาเนสซา หยก เถง โห้ 2 นักศึกษาคู่แฝดลูกกตัญญูสู้ชีวิต เก่งแพ็คคู่ จากโรงเรียนอำนาจเจริญ ที่มีความโดดเด่นด้านการเรียน สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา ไทย จีน อังกฤษ

มีความมุ่งมั่น ขยันอดทน สู้ชีวิตดูแลบุพการีที่ป่วยโรคอัมพฤกษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังที่ช่วยผลักดันอยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จ 2 พี่น้องจับมือเข้าศึกษา หลักสูตรแพทยศาสตร์ โครงการร่วมผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งกำหนดเปิดภาคการศึกษา ในวันที่ 22 มิถุนายน 2563

นางสาวเมลิสสา หยก เชง โห้ และนางสาววาเนสซา หยก เถง โห้ 2 นักศึกษาคู่แฝด อายุ 18 ปี ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ บุตรสาวของ นายยิน จวอง โห้ อายุ 56 ปี (มาเลเซียเชื้อสายจีน) และ คุณแม่ณิชชานันทร์ เลิศศิริพัฒน์ชัย อายุ 44 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป

คุณแม่ณิชชานันทร์ กล่าวว่า ช่วงวัยเด็กครอบครัวพาลูกๆคู่แฝดย้ายจากประเทศมาเลเซีย มาพักอาศัยที่บ้านญาติที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเริ่มฝึกเรียนภาษาไทยในชั้นประถมปีที่ 4 มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาตนเองจนการเรียนอยู่ในลำดับต้นๆของห้อง เป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าแข่งขันทักษะ การประกวดโครงงาน สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนประถาศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นผู้มีความสามารถด้านวิชาการ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน 

ช่วงเรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอำนาจเจริญ เมลิสสา – วาเนสซา ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันทักษะทางวิชาการในเวทีระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง มีเกียรติบัตรรางวัลมากกว่า 150 แผ่น
โดยคู่แฝดนำเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันต่างๆ และทุนการศึกษามาแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว อาทิ ค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น ซึ่งทั้งสองยึดมั่นในความพอเพียงมาโดยตลอด

ลูกคู่แฝดทั้ง 2 คน ได้ผ่านการทดสอบวัดระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ในระดับดีเยี่ยม ส่วนผลการเรียนตลอดหลักสูตร 3.93 และ 3.85 หลังจากที่พ่อป่วยเป็นอัมพฤกษ์ แม่จึงเป็นเสาหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยการทำงานรับจ้างทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกสาวคู่แฝดดูแลพ่อที่ป่วยเรื่อยมาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 6 จนถึงปัจจุบัน

เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด กล่าวว่า เราทั้งสองมีความตั้งใจตั้งแต่แรกในการอยากเข้าศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้วยบางส่วนมีความชื่นชอบในวิชาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสได้พาพ่อไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้สื่อสารกับพ่อเป็นภาษาอังกฤษเห็นท่านมารอยยิ้มและความสุขดี จึงทำให้ตนอยากเป็นหมอรักษาคน ให้มีความสุขเช่นกัน อยากดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สบายเพราะที่ผ่านมาเราก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือมาเช่นเดียวกัน

“รู้สึกดีใจและภูมิใจที่เราทั้งสองสามารถเข้าศึกษาได้ใน หลักสูตรแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาในวิชาชีพ ตนจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และนำความรู้ในวิชาชีพมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จะเป็นแพทย์ที่ดีเพื่อชาวชนบท ขอบคุณคณาจารย์ที่อบรมสั่งสอนความรู้แก่ศิษย์ จนทำให้เราทั้งสองก้าวมาถึงความสำเร็จในการเข้าศึกษาในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้” เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด ประสานเสียง

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2563 “กันเกรา ช่อที่ 33” เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ขยันอดทน หนึ่งในลูกกตัญญูที่ดูแลบุพการีผู้ให้กำเนิด เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน จนก้าวสู่ความสำเร็จเบื้องต้นของการเข้าศึกษา

และเป็นอีกหนึ่งสีสันน้องใหม่ ปี 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ ปีการศึกษา 2559 ก็มีนักศึกษาแพทย์คู่แฝด เล็ก-ใหญ่ นายวัชรพงษ์ และนายวัชรศักดิ์ เมืองหงษ์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษา ชั้นปีที่ 5 หลักสูตรแพทยศาสตร์ โครงการร่วมผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เช่นเดียวกัน

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ

คู่แฝด เล็ก-ใหญ่ นายวัชรพงษ์ และนายวัชรศักดิ์ เมืองหงษ์

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 26 มิถุนายน 2563 – 14:56 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพสั่นสะเทือนวงการการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไทยอีกครั้งกับการออกแบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร สามารถตอบสนองการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างไร้ขีดจำกัด สอดรับกับทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยถึงการเรียนรู้วิถีใหม่ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ BU Blended Learning ซึ่งเป็นทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ใช้การผสมผสานวิธีเรียนออนไลน์-ออนไซต์ การลงมือปฏิบัติโครงงาน (Project-based Learning) และการจัดหมวดหมู่ความรู้ในแบบโมดูล (Module) ด้วยการผสมผสานรายวิชาต่างศาสตร์ต่างคณะให้นักศึกษาได้ออกแบบและวางแผนการเรียนรู้จาก passion ของตัวเอง  ช่วยส่งเสริมการปูทางสู่อาชีพในอนาคตภายใต้การโค้ชอย่างสร้างสรรค์ของคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงของมืออาชีพในสายอาชีพนั้น ๆ อย่างเจาะลึก

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

อธิการบดี กล่าวว่า การเรียนรู้จากนี้ไปต้องมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ยึดติดกับคณะที่สอบเข้ามา มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงออกแบบกลุ่มวิชาเป็นลักษณะโมดูล คือ ผสานกลุ่มความรู้จากรายวิชาของคณะต่าง ๆ มาสร้างเป็นชุดทักษะที่นักศึกษาต้องใช้ในโลกธุรกิจปัจจุบันและในอนาคต การเรียนรู้แบบนี้สร้างคุณลักษณะพิเศษให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นคนที่กระตือรือร้นในการเรียนรู้อยู่เสมอ  กล้าเผชิญความท้าทายในสิ่งใหม่  เปลี่ยนความไม่รู้เป็นความรู้ที่จะต่อยอดให้เกิดทักษะการทำงานได้ต่อไปไม่สิ้นสุด และเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนค้นพบสิ่งที่เป็นแรงผลักดันในตัวเอง ทำให้สามารถออกแบบวิธีเรียน และวางเส้นทางการเรียนไปจนถึงการทำงานได้ตามเป้าหมาย 

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

การเรียนรู้ในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพยังได้สร้าง “ดีเอ็นเอ” พิเศษให้กับนักศึกษาทุกคนให้มีทักษะสำคัญ 3 เรื่องคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด เน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 1 เปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนมีเวทีปล่อยของ นำเสนอความคิดและผลงานได้ทุกรูปแบบ      

สัปดาห์งานปฐมนิเทศฉบับออนไลน์ครั้งนี้มีศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ “สร้างคน” ออกมาสู่ภาคธุรกิจอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร  โดยศิษย์เก่าทั้งสามคน ประกอบด้วย  คุณจรีพร  จารุกรสกุล  ศิษย์เก่าปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ  ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  คุณธนัช  จุวิวัฒน์  ศิษย์เก่าคณะนิเทศศาสตร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท อิ๊กดราซิล เจ้าแห่งธุรกิจเกมส์และอนิเมชั่น   และคุณแอน  ทองประสม นักแสดงและผู้จัดละคร  พูดตรงกันว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพปลูกฝังมาตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท คือ การทำให้ทุกคนมีนิสัยพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา  พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด  

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

งานนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ทะลุจอเมื่อศิษย์ปัจจุบัน  สาขาการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ  ไบรท์ วชิรวิชญ์ ชีวอารี ดาราวัยรุ่นฮอตสุดจากซีรีส์ดังไกลข้ามโลกมาร่วมให้ข้อชี้แนะกับรุ่นน้องโดยบอกว่า สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวเองให้พร้อม แนะนำให้ทุกคนจัดสรรเวลาในแต่ละวันอย่างพอเหมาะเพื่อการเรียน  การพัฒนาตัวเอง  และพยายามมองหาความสนใจหรือเป้าหมายในชีวิตให้เจอ แล้วเรียนรู้ทักษะทุกอย่างที่จะใช้ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เป็นการเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อรับโอกาสดีๆ ที่จะมีเข้ามาเสมอ  สาระดีจากงานครั้งนี้มีการตอบรับอย่างล้นหลามทั้งจากนักศึกษาใหม่มหาวิทยาลัยกรุงเทพและชาวโซเชียลจนทำให้เกิดแฮชแท็ก #BbrightvcxBUorientation ติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ประเทศไทย 

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สำหรับภาคบ่าย มีสาระน่ารู้ให้ผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่ได้ติดตาม ว่าด้วยเรื่องของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นำทีมโดยพี่ๆ จากสโมสรนักศึกษา  มาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่ทุกคนต้องเจอ  ต้องลองและต้องเลี่ยง  ถามตอบข้อข้องใจกันสดๆ   และปิดท้ายกับคอนเสิร์ตศิษย์ปัจจุบันชื่อดังจาก BNK48 ศิลปิน พร้อมด้วยวง Three man down  และ Taitosmith (ไททศมิตร) ศิลปินศิษย์เก่าม.กรุงเทพ  งานปฐมนิเทศสุดเจ๋งแบบนี้มีแฮชแทคติดเทรนด์ทวิตเตอร์ให้ชาวโซเชียลได้คุยกันต่อไปอีกหลายวัน  และรับชมงานย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/bangkokuniversity/videos/2695478430724976/ 

“ณัฏฐพล”ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ณัฏฐพล”ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม

26 มิถุนายน 2563 – 14:00 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษา ตรวจเยี่ยมความพร้อมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค. ย้ำให้ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุข​อย่างเคร่งครัด  

26 มิ.ย.2563​ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เขตคลองสามวา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ในวันที่ 1 กรกฎาคม​นี้

รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นความพร้อมของสถานศึกษา ผู้บริหาร และคณะครู ก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ทั้งในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณาสุข, การจัดการเรียนการสอนที่เน้นความยืดหยุ่น ให้โรงเรียนนำมาตรการต่าง ๆ ไปปรับใช้ตามบริบทของโรงเรียน ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูที่จะหารือแนวทางร่วมกัน, การปรับตัวของครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และเชื่อมต่อกับนักเรียนได้มากขึ้น เป็นต้น ส่วนการผสมผสานระหว่างการเรียนที่โรงเรียนกับการเรียนออนไลน์ก็ต้องดูบริบทของโรงเรียน 

สิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ การแบ่งเวลาเข้าเรียนของโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งสถานศึกษาต้องวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทย ทั้งนี้ ขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมมือร่วมใจกันจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤต COVID-19​ และก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคไปพร้อมกัน
สำหรับโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนกว่า 2,500 คน ผู้บริหารได้ประชุมหารือแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19​ ด้วยการแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม A และ B สลับกันมาเรียนที่โรงเรียนตามตารางที่โรงเรียนจัดให้ ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียน ก็จัดการเรียนการสอนผ่านห้องเรียนออนไลน์ อีกทั้ง ได้วางมาตรการด้านสาธารณสุข​ เช่น ทำความสะอาดสถานที่ พร้อมจัดสถานที่แบบเว้นระยะห่าง, ตั้งคณะกรรมการป้องกันการแพร่ระบาดโรค COVID-19, วัดไข้นักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน หากมีไข้จะให้นักเรียนกลับบ้าน, แจกหน้ากากอนามัยให้นักเรียนที่ไม่มีหน้ากากอนามัย, จัดตั้งจุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์​สม่ำเสมอ และเว้นระยะห่างในทุกกิจกรรม เป็นต้น

"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด

  "กยศ." แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด 25 มิถุนายน 2563 – 16:01 น.

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด ชี้ ไม่ชำระหนี้ ตามศาลสั่งตั้งแต่ปี2551

25 มิ.ย.63 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากกรณีที่มี พี่สาวของผู้กู้ยืมเงินกองทุน ได้ร้องเรียนผ่านสื่อว่าถูกสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ประกาศขายทอด ตลาดทรัพย์ โดยเป็นหนี้ กยศ. เพียง 17,000 กว่าบาท แต่กลับถูกบังคับคดียึดบ้านในราคา 2 ล้านกว่าบาท ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ นั้น

กองทุนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าผู้กู้ยืมถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2551 และศาลได้มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้เงินต้น จำนวน 17,868 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ผู้กู้ยืมไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา กองทุนจึงจำเป็นต้องดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดี จากการสืบทรัพย์พบทรัพย์สินของผู้กู้แต่ไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากถูกเจ้าหนี้รายอื่นยึดไว้แล้ว กองทุนจึงจำเป็นต้องดำเนินการยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันเมื่อปลายปี 2561 ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดจำนองเจ้าหนี้รายอื่นอยู่ ต่อมาในช่วงต้นปี 2562 ผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้เพียงบางส่วน และไม่ได้ติดต่อกองทุนเพื่อทำบันทึกข้อตกลงงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ 

ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมหรือ ผู้ค้ำประกันมาติดต่อก็สามารถของดการขายทรัพย์และผ่อนชำระหนี้ได้อีก 6 ปี ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ได้ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยขายแบบติดจำนอง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และมีบุคคลภายนอกซื้อได้ในราคา 30,000 บาท โดยการขายครั้งนี้เป็นการขายครั้งที่ 11 ซึ่งในการขายทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มีผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันมาดูแลการขาย

กองทุนขอชี้แจงว่า ก่อนที่จะมีการบังคับคดี กองทุนพยายามที่จะติดต่อกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทั้งทางจดหมายและทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด จนในที่สุด กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันก่อนที่คดีจะขาดอายุความ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายนี้ กองทุนก็ได้ประสานงานกับผู้ซื้อทรัพย์เพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยินดีขายทรัพย์คืนให้แก่ผู้ค้ำประกันในราคาซื้อ

ทั้งนี้ กองทุนขอฝากถึงผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันที่ถูกบังคับคดี ขอให้มาติดต่อที่กองทุน เพื่อจะได้โอกาสในการผ่อนชำระได้อีกไม่เกิน 6 ปี และขอฝากเรื่องการค้ำประกันการกู้ยืมใดๆ ขอให้ผู้ค้ำประกันตระหนักว่า จะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย โดยขอให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เป็นปกติเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้อง จนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดามารดาและญาติๆ และกองทุนขอให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านตระหนักถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล25 มิถุนายน 2563 – 11:05 น.

ผลงานนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่วไหล ระบุมีทั้ง “ผักบุ้งทะเล-หญ้าไหวทาม” ทำหน้าที่ “ยามชายฝั่ง” สามารถเฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเลได้ดี

การเกิดน้ำมันรั่วไหลในท้องทะเล ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง รวมถึงทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ม.มหิดล ชี้รังสี UV ฆ่าเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ หากใช้ถูกวิธี

ซึ่งสาเหตุของการรั่วไหลเกิดขึ้นได้ทั้งตามธรรมชาติ และเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบริเวณนั้น รวมถึงอัตราการสังเคราะห์แสงของพืชที่ขึ้นเจริญเติบโตอยู่ในน้ำทะเล

รองศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ไตรเพิ่ม ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดทั้งวิกฤติ และโอกาส โดยช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน เพื่อรักษาระยะห่างป้องกันการติดเชื้อ (Social Distancing) กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เหล่าสิ่งมีชีวิตรวมถึงพืชพรรณต่างๆ ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้ว่างเว้นจากการถูกทำลายโดยมนุษย์

ที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลบอบช้ำจากการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ จากการขุดเจาะ ขนส่ง และลักลอบปล่อยน้ำมันลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่ง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ ได้สนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาโทศึกษาวิจัยและประเมินความสามารถของพืชในการเป็น Bioindicator เพื่อตรวจจับน้ำมัน โดยเปรียบเทียบระหว่าง “ผักบุ้งทะเล” ซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ และ “หญ้าไหวทาม” ซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยคาดว่าผลจากการศึกษาพืชเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการตรวจจับการปนเปื้อนของน้ำมันในธรรมชาติได้

นางสาวญาณิศา โอฬารานนท์ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการพืช (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ไตรเพิ่ม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ศึกษาวิจัย เรื่อง “ผลกระทบของน้ำมันดิบต่อพืชชายฝั่งทะเล” กล่าวเสริมว่า พืชเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญต่อระบบนิเวศ โดยพืชชายฝั่งทะเลเปรียบเสมือน “ยามชายฝั่ง” ที่อาจตรวจจับการรั่วไหลของน้ำมัน และส่งสัญญาณให้เรารับรู้ได้แม้ว่ามีการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อย

จากการศึกษาโครงสร้างภายในของพืชเปรียบเทียบกันระหว่างพืชที่ได้รับน้ำมันดิบ และไม่ได้รับน้ำมันดิบ พบว่า “หญ้าไหวทาม” มีคุณสมบัติในการเป็น Bioindicator ตรวจจับน้ำมันดิบได้ เนื่องจากมีความสามารถในการปรับตัวเมื่อได้รับน้ำมันดิบในความเข้มข้นเพียงร้อยละ 1 โดยมีการปรับเปลี่ยนลักษณะเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้นานถึง 120 วัน ในขณะที่ “ผักบุ้งทะเล” มีความสามารถในการปรับตัวที่น้อยกว่าและไม่สามารถทนต่อน้ำมันดิบได้

จากผลการวิจัยนี้สามารถนำไปถ่ายทอดเป็นความรู้ให้กับคนทั่วไปเพื่อประยุกต์ใช้ “หญ้าไหวทาม” เป็นเครื่องมืออย่างง่ายและราคาถูกสำหรับตรวจจับการปนเปื้อนของน้ำมันดิบในเขตชุมชนนั้นๆ และใช้ “ผักบุ้งทะเล” เป็นกรณีศึกษาเพื่อปลูกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจากพืชหลายชนิดอาจไม่สามารถทนทานต่อการปนเปื้อนได้เช่นเดียวกับผักบุ้งทะเล

นางสาวญาณิศา โอฬารานนท์ จะร่วมเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ระดับปริญญาโท เพื่อเข้าชิงรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 09.00 – 11.00 น. ผ่าน Zoom ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียด และลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.facebook.com/grad.mahidol สอบถาม email : veerachat.pan@mahidol.ac.th

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล
วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล
วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล

“มหิดล” วิจัยเรียนภาษา ผ่านละครพื้นบ้านโคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“มหิดล” วิจัยเรียนภาษา ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช24 มิถุนายน 2563 – 17:20 น.

นักศึกษา ป.โท สถาบันวิจัยภาษาฯ ม.มหิดล วิจัยส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างสรรค์การเรียนภาษาอังกฤษผ่านละครพื้นบ้านโคราช “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus และเสนอผลงานในระดับนานาชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดกรองรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น เพื่อนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) โดยผลงานวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การใช้ละครพื้นบ้านอีสานเพื่อลดความกังวลในชั้นเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา” ของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารและการพัฒนา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผลงานที่เคยได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus และเสนอผลงานในระดับนานาชาติ จะร่วมเสนอผลงานผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 นี้

รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและบริการวิชาการ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาหลักว่า ในทุกครั้งที่เรามีการสื่อสาร จะสะท้อนอัตลักษณ์ของตัวผู้พูดผ่านภาษาที่มีวัฒนธรรมแฝงอยู่ เพื่อบ่งบอกว่าเราเป็นใครมาจากไหน

เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยเพื่อให้เราสามารถใช้วิธีการสื่อสารหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เน้นการศึกษาและวิจัยภาษาควบคู่กับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นไปอย่างกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน โดยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ผู้ใช้ภาษา

สามารถเข้าใจวัฒนธรรม แล้วก็สามารถที่จะสื่อสารถึงผู้อื่นได้ ตลอดจนมีความเข้าใจถึงเบื้องหลังทางสังคมวัฒนธรรมที่อยู่ภายใต้ตัวภาษาได้ในขณะเดียวกัน

“แสงไฟที่ปลายอุโมงค์” ในภาวะวิกฤติ คือ การมีทุนทางสังคมที่ดี ประเทศไทยเรามีทุนทางวัฒนธรรมที่ดีที่จำเป็นต้องร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมในช่วงชีวิตปกติวิถีใหม่ (New Normal)

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน ได้กล่าวถึงผลงานวิทยานิพนธ์ของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของสถาบันฯ ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลสู่ 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยโลก โดยถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านการสร้างสรรค์ละครพื้นบ้านในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผลงานของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยด้านการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล Scopus ที่สามารถอ้างอิงได้ในระดับโลก

นอกจากนี้ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ยังเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวในประเทศสาธารณรัฐโครเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมเสนอผลงาน The 3rd International Art and Science Symposium ที่จัดโดย Faculty of Teacher Education, University of Zagreb เมื่อวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ เล่าว่า ตนเป็นคนโคราชที่มีความตั้งใจจะริเริ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรมของบ้านเกิดตัวเอง จึงได้ทดลองนำละครพื้นบ้านของโคราชมาจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จากการศึกษาพบว่ามีงานวิจัยที่ได้รับรองจากองค์การยูเนสโก จากตำนานเก่าแก่ของโคราช เรื่อง “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ที่พิสูจน์แล้วว่ามีการเชื่อมโยงถึงพื้นที่ที่มีอยู่จริง จากเส้นทางในจังหวัดนครราชสีมา ถึง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และประเทศกัมพูชา ตนจึงได้เลือกนำตำนานดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ

โดยใช้ระยะในการจัดการเรียนการสอน 1 ภาคเรียน ที่ให้ผู้เรียนทุกคนในชั้นเรียนได้มีส่วนร่วม 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมีการทำบันทึกกิจกรรมในการเข้าร่วมผู้เรียน และบันทึกการจัดการเรียนการสอนของผู้สอน และมีการวัดและประเมินผล โดยใช้เทคนิคและศาสตร์การสอนจาก Drama Education ที่เป็นการการดึงตัวตนของผู้เรียนออกมาผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน และการแสดงละคร ในบริบทพื้นบ้านอีสาน พบว่าผู้เรียนมีความกังวลในการพูดภาษาอังกฤษลดน้อยลง และมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ทั้งยังได้รับความทางด้านประวัติศาสตร์ ตำนานในท้องถิ่น และเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากการสร้างสรรค์บทละครอีกด้วย

นอกจากนี้ ในละครพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ยังบอกที่มาที่ไปของชื่อแต่ละอำเภอไว้ด้วย อย่างเช่น อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำไมถึงชื่อนี้ เพราะในตำนานกล่าวไว้ว่า ท้าวปาจิตได้โยนสินสอดทองหมั้นลงไปในลำน้ำ เนื่องจากโกรธจัดที่ท้าวพรหมทัตชิงตัวนางอรพิมไป

หลังจากนั้นจึงเรียกพื้นที่ตรงนั้นกันว่า “ลำปลายมาศ” และกลายเป็นชื่ออำเภอในปัจจุบัน ชื่อของอำเภอพิมาย ก็มาจากคำพูดของนางอรพิมที่ว่า “พี่มา..พี่มาแล้ว” ซึ่งงานวิจัยนี้ต่อมาได้รับการต่อยอดเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเชิงสร้างสรรค์ทาง E-learning และโซเชียลมีเดียต่างๆ อีกด้วย

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ จะร่วมเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) ในกลุ่มมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาโท ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 15.00 – 16.30 น. ผ่าน Zoom ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียด และลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.facebook.com/grad.mahidol สอบถาม email : veerachat.pan@mahidol.ac.th

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

นิสิตเฮ จุฬาฯประกาศลดค่าเทอม มอบทุนกว่า 500ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นิสิตเฮ จุฬาฯประกาศลดค่าเทอม มอบทุนกว่า 500ล้าน

นิสิตเฮ จุฬาฯประกาศลดค่าเทอม มอบทุนกว่า 500ล้าน23 มิถุนายน 2563 – 14:00 น.

นิสิตเฮ จุฬาฯประกาศลดค่าเทอมผ่านนโยบาย “10 Plus” ระบุมีลดค่าเล่าเรียนนิสิตร้อยละ 10 ทุกระดับการศึกษา ทุกสาขาวิชา พร้อมมอบทุนทุกประเภทกว่า 5,000 ทุน รวมกว่า 500 ล้านบาทและความช่วยเหลืออื่น ๆ แก่นิสิตและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า หลักการที่จุฬาฯ ยึดถือมาตลอด คือ “จะต้องไม่มีนิสิตจุฬาฯ คนใดที่ต้องออกจากจุฬาฯ เพราะไม่มีเงินเรียน” เฉพาะปีการศึกษา 2562 จุฬาฯ ได้พิจารณามอบทุนอุดหนุนการศึกษา และทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิตไปแล้วกว่า 4,022 ทุน มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท

อ่านข่าว : “จุฬาฯ” ครองอันดับหนึ่งของไทย

ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของนิสิตและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทางจุฬาฯ จึงได้พิจารณาการช่วยเหลือแก่นิสิตทุกระดับการศึกษา และทุกสาขาวิชาด้วยการดำเนินนโยบาย “10 Plus” คือ ลดค่าเล่าเรียนการศึกษาร้อยละ 10 โดยคณะและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการศึกษาที่นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนได้อีก พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษา และการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่นิสิต” โดยมีรายละเอียดในแต่ละด้าน ดังนี้ 

การลดค่าเล่าเรียน

จุฬาฯ มีนโยบายลดค่าเล่าเรียนร้อยละ 10 แก่นิสิตในทุกระดับการศึกษาในปีการศึกษา 2563 ในทุกสาขาวิชา ทั้งนี้ในแต่ละคณะ /หน่วยงานมีสิทธิพิจารณาลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับหลักสูตรพิเศษ และหลักสูตรที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมที่นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนปกติได้อีก

การสนับสนุนทุนการศึกษา

แบ่งเป็นทุนประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. ทุนอุดหนุนการศึกษาสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี โดยยกเว้นค่าเล่าเรียนและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตและค่าใช้จ่ายในการศึกษาในปีการศึกษาหน้า โดยเพิ่มทุนอุดหนุนการศึกษาจากเดิม ปีละประมาณ 3,000 ทุน เพิ่มเป็น 4,500 ทุน เป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 120 ล้านบาท

2. ทุนยกเว้นค่าเล่าเรียนสำหรับนิสิตปริญญาโท/เอก จัดสรรเพิ่มเติมจากเดิม 142 ทุน รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท

การช่วยเหลือค่าใช้จ่าย

แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. ทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต วงเงิน 30 ล้านบาท เป็นการให้ทุนช่วยเหลือนิสิตทุกระดับการศึกษาทั้งปริญญาตรี โท เอก และครอบครัวของนิสิตที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เช่น ถูกเลิกจ้าง ถูกลดเงินเดือน มีรายได้สุทธิต่อครัวเรือนไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป โดยจะสนับสนุนให้นิสิตคนละไม่เกิน 10,000 บาท ในขั้นแรกมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือนิสิต 4,000 คน และอาจขยายจำนวนและวงเงินได้อีกตามความเดือดร้อนจำเป็น

2. ทุนนิสิตช่วยงาน เพิ่มจากเดิมที่ใช้อยู่อีก 1.6 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจ้างนิสิตให้มีงานทำในมหาวิทยาลัย โดนเน้นงานที่ทำออนไลน์ ได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวัน เริ่มตั้งแต่ 20 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

3. สวัสดิการนิสิตหอพัก ในปีการศึกษา 2562 ได้ดำเนินการเยียวยานิสิตหอพักกว่า 750 คนที่กลับบ้านเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 โดยจ่ายเงินค่าหอพักคืน 50% สำหรับนิสิตหอพักประเภทรายเทอม และยกเว้นเก็บค่าหอพัก 2 เดือน (เมษายน – พฤษภาคม) สำหรับนิสิตหอพักที่จ่ายแบบรายเดือน รวมเป็นเงินประมาณ 3.5 ล้านบาท และสำหรับค่าหอพัก ในปีการศึกษา 2563 ได้พิจารณาลดค่าหอพัก ร้อยละ 50-100 สำหรับนิสิตหอพักประเภทรายเทอม และลดค่าหอพัก ร้อยละ 25-50 สำหรับนิสิตหอพักประเภทรายเดือน โดยให้นิสิตที่มีความเดือดร้อนจำเป็นสมัครขอรับการช่วยเหลือมาได้

4. การสนับสนุน SIM Card สำหรับการเรียนออนไลน์ให้นิสิต เพื่อให้นิสิตสามารถเรียนออนไลน์จากที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก ตามประกาศจุฬาฯ เรื่องสนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์ตั้งแต่ 23 มีนาคม – ธันวาคม 2563 รวมจำนวน SIM Card ที่มอบให้นิสิตประมาณ 5,000 ซิม ตามความเดือดร้อนจำเป็นและการร้องขอของนิสิต

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวอีกว่า จุฬาฯ มีเกณฑ์พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่นิสิตที่มีจำเป็นความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก ขอให้นิสิตแจ้งความประสงค์เข้ามาผ่านระบบ CU NEX เรามีทุนการศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่นิสิต และเร็วๆ นี้มหาวิทยาลัยจะมีการพิจารณาจัดสรรเงินและมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก เช่น การยืดเวลาการชำระค่าเล่าเรียน การให้การสนับสนุนอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือนิสิตให้ครอบคลุมทุกด้าน ขอให้นิสิตติดตามข่าวของจุฬาฯ ที่จะมีการประกาศต่อไป

นิสิตเฮ จุฬาฯประกาศลดค่าเทอม มอบทุนกว่า 500ล้าน

CR: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปิดเทอมใหม่ หากพบนักเรียนติดโควิดสั่งปิดรร.ทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดเทอมใหม่ หากพบนักเรียนติดโควิดสั่งปิดรร.ทันที

เปิดเทอมใหม่ หากพบนักเรียนติดโควิดสั่งปิดรร.ทันที23 มิถุนายน 2563 – 11:59 น.

เลขาฯกพฐ. ลั่นเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม 1 ก.ค.นี้ เผยเปิดเทอมใหม่ หากพบนักเรียนติดเชื้อโควิด-19ให้สั่งปิดรร.ทันที

ดร.อำนาจ วิชายานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงมาตรการรับมือเปิดเทอมปีการศึกษา 2563 ว่า ตนได้สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จำนวนกว่า 39,000 โรงเรียน ให้ใช้มาตรการคุมเข้มตรวจคัดกรองนักเรียน ครู เจ้าหน้าที่ อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไว้รัสโคโรนา 20191 หรือ โควิด-19 ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และคู่มือที่จัดทำร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสธ.ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย มีจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิ และเจลล้างมือ หลังพบในหลายประเทศ เมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ 1 กรกฏาคม นี้แล้วมีเด็กนักเรียนติดเชื้อโควิด​-19 กันเป็นจำนวนมาก

“หากพบว่าในโรงเรียนมีเด็ก หรือครู หรือบุคลากรทางการศึกษา ติดเชื้อโควิด-19 ให้รีบแจ้งเขตพื้นที่การศึกษา ในแต่ละจังหวัด และให้อำนาจผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถปิดการเรียนการสอนแบบเปิดที่โรงเรียนได้ทันที แต่การเรียนการสอนออนไลน์จะมาทดแทนนักเรียน ซึ่งครูต้องเตรียมความพร้อม หลังมีการอบรมเข้มมาแล้วหลายครั้ง หากขาดแคลนอุปกรณ์ให้รีบแจ้งต้นสังกัดเพื่อช่วยเหลือต่อไป” ดร.อำนาจกล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่าแม้โรงเรียนปิด แต่การเรียนรู้ของนักเรียนยังเดินหน้าต่อไป แต่รูปแบบการเรียนการสอนจะถูกปรับเปลี่ยนใหม่ ไม่จำเป็นต้องมาเรียนที่โรงเรียนหากพบคนติดเชื้อโคตวิด-19

ทั้งนี้  สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย จากข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวน  3,156 คน หายป่วยกลับบ้านได้ 3,023 คน และยังมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกจำนวน 75 คน เสียชีวิตจำนวน 58 และครบ 29 วันที่ไม่พบการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเป็นศูนย์