การศึกษา

All posts tagged การศึกษา

คนไทยดื่มนมต่ำกว่าทั่วโลก6เท่าเร่งส่งเสริมทุกวัยดื่มทุกวัน

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373688

คนไทยดื่มนมต่ำกว่าทั่วโลก6เท่าเร่งส่งเสริมทุกวัยดื่มทุกวัน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2562

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

“ดื่มนมแล้วจะอ้วนหรือไม่” “กินนมทำให้น้ำหนักลดหรือไม่” “ดื่มนมชนิดไหนทำให้สูงขึ้น” “เด็กดื่มนมมากทำให้ฟันผุ” “ดื่มนมทำให้เป็นเบาหวาน” “คนเป็นโรคหัวใจดื่มนมได้หรือไม่” สารพัดข้อสงสัยเกี่ยวกับนม ที่อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยดื่มนมน้อย เฉลี่ยเพียง 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนเอเชียอยู่ที่ 66 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตรต่อคนต่อปี เนื่องในวันดื่มนมโลก 1 มิถุนายนของทุกปี 7 หน่วยงานจับมือเป็นเครือข่าย “นมดีทุกวัย ดื่มได้ทุกวัน” ผนึกกำลังรณรงค์คนไทยดื่มนม 1-2 แก้วต่อวัน

ในการแถลงข่าวปิดตัว “เครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน” ณัฐพล แย้มฉิม ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวถึงผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มนมของคนไทย พ.ศ.2562 ว่าจากการที่สวนดุสิตโพลดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2562 ในประชาชนทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 1,753 ตัวอย่าง โดยอายุ 3-12 ปี ดื่มนม 88.89% อายุ 13-20 ปี 44.17% อายุ 21-35 ปี 41.39% อายุ 36-50 ปี 38.56% อายุ 51-60 ปี 35.29% มากกว่า 60 ปี 29.96% จะเห็นได้ว่าเยาวชนไทยอายุ 13-20 ปี มีการบริโภคนมลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเด็กวัยอนุบาลและประถมศึกษา ส่วนในกลุ่มผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนที่ไม่ดื่มนมโคเลยถึง 1 ใน 4 จากผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจ

กลุ่มผู้ที่ไม่บริโภคนมโคนั้นหันไปดื่มนมถั่วเหลือง 43% เครื่องดื่มกาแฟ 22% และนมเปรี้ยว 14% ตามลำดับ โดยสาเหตุหลักเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดื่มนมและความไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำนมโค ส่งผลให้อัตราการดื่มนมของคนไทยยังคงมีปริมาณน้อยมากเฉลี่ยเพียงคนละประมาณ 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือเพียงสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น โดยคนไทยดื่มนม 1 ครั้งต่อวัน 70.33% ช่วงเวลาในการดื่มนม ช่วงเช้า 32.74% สาเหตุที่ดื่มนมเพื่อสุขภาพ 27.99% ส่วนที่ไม่ดื่มนม 30.13 % ได้รับสารอาหารจากแหล่งอื่น

จากการที่คนไทยยังมีปริมาณนมที่ดื่มน้อยมาก ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในอดีตมีการรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมผ่านคำฮิตติดปากที่ว่า “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง” แต่จากนี้จะรณรงค์ผ่านแนวคิด “นมดีทุกวัย ดื่มได้ทุกวัน” เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องในการตระหนักรู้เกี่ยวกับการดื่มนมแก่คนไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณการดี่มนมของคนไทยเป็น 25 ลิตรต่อคนต่อปี ภายในปี 2563 โดยจะมีการรณรงค์ให้คนไทยทุกวัยดื่มนมโคเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว จากนั้นจึงจะขยับเป้าเป็น 35 ลิตรต่อคนต่อปี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือฮู ต่อไป

ขณะที่ จิรประภา บุญปาน นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงเรียนบางกอกพัฒนา กล่าวว่า ตามคำแนะนำของฮูทุกช่วงวัยตั้งแต่อายุ 2 ขวบสามารถดื่มนมได้ในทุกวัย เพราะต้องการแคลเซียมในทุกวัน ซึ่งนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ อีกทั้งในนมจะมีสารอาหารครบทุก 5 หมู่ ทั้งนี้มีการแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยช่วงอายุ 4-8 ปีต้องได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม และอายุ 9-71 ปี ต้องได้รับ 1,000 มิลลิกรัม หรือดื่มนม 3 แก้ว หรือการกินผักใบเขียว 12 ทัพพีต่อวัน

จิรประภา บุญปาน

“นมมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่ในตัวเอง ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยและดื่มได้ทุกวัน โดยเฉพาะโปรตีนช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและนมอุดมด้วยแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกของทุกช่วงวัยชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กช่วยให้เด็กสูงสมวัย วัยทำงานและวัยผู้สูงอายุช่วยกระดูกแข็งแรงและชะลอการบางของกระดูก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่จะทำให้ผู้สูงอายุทรงตัวได้ดี ไม่หกล้มง่าย” จิรประภา กล่าว

กรณีที่มีข้อสงสัยว่าการดื่มนมจะทำให้เกิดโรคมะเร็งหรือไม่นั้น มีงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่ายังขาดหลักฐานทางวิชาการ ที่เพียงพอที่จะสนับสนุนว่านมทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่พบว่านมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนกรณีการดื่มนมทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยต่างประเทศพบว่านมไม่มีความสัมพันธ์ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ด้าน สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเสริมว่า มีเงินเพียง 10 บาทก็สามารถดื่มนมได้แล้ว แต่บางคนอาจคิดว่าไม่ดื่มนมแล้วไปกินแคลเซียมที่เป็นเม็ดง่ายกว่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแคลเซียมในนมพร้อมที่จะดูดซึมเข้าสู่มวลกระดูกได้ดีที่สุดเพราะในนมจะมีสารอื่นๆ ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอยู่ร่วมกันอยู่แล้ว ทั้งวิตามินดี โปรตีน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ส่วนในแคลเซียมเม็ดนั้นจะเข้าสู่กระดูกไม่ได้ถ้าไม่มีวิตามินหรือสารอาหารอื่นมาช่วยด้วย

สง่า ดามาพงษ์

สำหรับเครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน ประกอบด้วย สสส. กรมอนามัย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) สมาคมนิสิตเก่าอุตสาหกรรมเกษตร มก. สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยและนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

Advertisements

ถอดระบบฝึกแรงงานเอสโตเนีย ซิลิคอนวัลเลย์แห่งยุโรป

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373515

ถอดระบบฝึกแรงงานเอสโตเนีย ซิลิคอนวัลเลย์แห่งยุโรป

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562

โดย… ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์ qualitylife4444@gmail.com –

ประเทศไทยมีแรงงานกว่า 37 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 66 ล้านคน มีเพียง 17 ล้านคนที่เป็นแรงงานในระบบ และแค่ 4.4 ล้านคนที่เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่า จากการสำรวจข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติในแรงงาน 4.4 ล้านคน 17% ทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล และจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยผลิตแรงงานด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้ปีละ 20,000 คน และ คอมพิวเตอร์ธุรกิจได้ร้อยละ 44.5 ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้ แต่มีแค่ประมาณ 1,000 คนที่ได้มาตรฐานโดยจบจากสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับการวิจัย

ที่น่าตกใจ คือ 55% ของแรงงานไทยเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสังคม และแรงงานนอกระบบส่วนหนึ่งก็เป็นแรงงานด้อยโอกาส กล่าวคือ พิการ เป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้ต้องขัง หรือ ผู้บำบัดจากยาเสพติดที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ  ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงขาดแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลอยู่มาก แส่วนหนึ่งเป็นวัยแรงงานที่ขาดหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ปัจจุบันหลายประเทศกำลังนำมาใช้ในการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (สกศ.) จึงจัดการประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา “ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเพิ่มทักษะดิจิตอลให้แก่กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ด้อยโอกาส : บทเรียนและประสบการณ์จากประเทศเอสโตเนีย” ขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและร่วมกันช่วยถอดบทเรียนจากระบบการศึกษาของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งได้รับสมญาว่า ‘Silicon Valley’ ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถฟื้นประเทศได้ภายในเวลา 20 ปีและรวยกว่าไทยถึง 7 เท่า

ไครี โซลมานน์ ผู้บริหารโครงการสำนักการศึกษาและพัฒนาผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการและวิจัย ประเทศเอสโตเนีย และเชี่ยวชาญด้านการศึกษาของผู้ใหญ่ เป็นผู้อธิบายระบบการศึกษาของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งมีทั้งหมด 8 บทเรียน

บทเรียนข้อแรก คือ ประเทศเอสโตเนีย ตั้งตัวเองเป็น E-country ประชากรกว่า 90% ใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารทั้งการค้าออนไลน์หรือการหย่าร้างก็ทำบนออนไลน์ได้ การเรียนการสอนที่ใช้ระบบดิจิทัลที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียนได้ เอสโตเนียมีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตมากกว่า 500 จุดในที่สาธารณะและห้องสมุดประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

บทเรียนข้อสอง เอสโตเนียสร้างแรงจูงใจให้ทั้งคนจ้างและคนถูกจ้าง คือ คนจ้างงานสามารถลาสถานประกอบการหรือบริษัทเพื่อไปเรียนหรือฝึกอาชีพได้ 30 วันต่อปี และเมื่อใกล้จบการศึกษาจะสามารถลาได้ 15 วัน โดยสามารถเบิกค่าเล่าเรียนจากคนจ้างงานและเจ้านายก็สามารถนำค่าเล่าเรียนนี้ไปลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงลูกจ้างสามารถเบิกเงินค่าจ้างได้ด้วย

บทเรียนข้อสาม การฝึกงานที่ให้ความสำคัญกับการฝึกงานในสถานประกอบการมาก น้อยมากที่จะให้เรียนในห้อง 75% จะฝึกงานในโรงงานหรือสถานประกอบการ

บทเรียนข้อสี่ การศึกษาในท้องถิ่น เนื่องจากผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามในการปรับปรุงทักษะต่างๆ จึงต้องพาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรมาให้ข้อมูลสร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ

บทเรียนข้อห้า ข้อมูล ประเทศเอสโตเนียให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านการศึกษาของแต่ละช่วงวัยตั้งแต่อนุบาลถึงการศึกษาผู้ใหญ่ โดยจัดเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคล ทำให้เวลาที่จะมีการฝึกอบรมจะมีการถามความต้องการของคนเรียนและให้คำแนะนำอาชีพที่ตรงกับความสนใจของคนเรียน ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการฝึกอบรมให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากที่สุด

บทเรียนข้อหก การร่วมมือของ 3 กระทรวงหลักในการจัดเก็บข้อมูลตลาดแรงงาน คือ กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ กระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงศึกษาและวิจัย และรวมถึงผู้ประกอบการ

บทเรียนข้อเจ็ด การรณรงค์ทางสังคมให้เกิดการกระตุ้นว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการศึกษาต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะของผู้ใหญ่ รวมถึงการสร้างต้นแบบของสังคม ตัวอย่างเช่น นักร้องที่ไม่ได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้คนในสังคมเห็นเป็นแบบอย่างและสามารถไปพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ในอนาคต

บทเรียนข้อสุดท้าย เนื่องจากระบบการปกครองของเอสโตเนียอยู่ในรูปแบบการกระจายอำนาจ ทำให้สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดมีบทบาทมากในระบบการศึกษาที่จะสามารถช่วยกันดูแลผ่านเทศบาลให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เท่าเทียมกัน

ในส่วนประเทศไทย ถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศไทยก็มีการพัฒนาแรงงานที่มีความพร้อมสู่มาตรฐานสังคมอาชีพ มีศูนย์ฝึกอบรมและความรู้ที่ได้รับมาตรฐานจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่เน้นการทำงานเชิงรุก รวมถึงมีการจัดทดสอบความรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์การทำงาน สนับสนุนความรู้ด้านวิชาการของคนทั่วไปจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติเพื่อไปแข่งขันต่อระดับโลกโดยประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการในการติดต่อผู้เข้าร่วมและการฝึกฝนความรู้

 

ส่วน ณัฐกฤตา พึ่งสุข  ผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การศึกษานอกระบบเป็นการเพิ่มช่องทางในอาชีพ เป็นหน่วยงานที่จัดการศึกษาให้วัยแรงงานครอบคลุมตั้งแต่อายุ 15-59 ปีให้มีระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีการศึกษาทางไกล ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา รวมถึงมีการใช้ระบบดิจิทัล อย่างเช่น google classroom และหลักสูตรออนไลน์ทั้งการเรียนใน 8 สาระการเรียนรู้และการฝึกอาชีพ จัดการศึกษาให้ผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้พิการ คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติหรือข้ามสัญชาติ โดยร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่าขณะนี้ กสศ.กำลังดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือหรือพัฒนาอาชีพ สำหรับกลุ่มแรงงาน 1.0 หรือ 2.0 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และอยู่ตามชนบทจำนวนมากฝึกอบรมทำงานกับชุมชนตามชนบทที่มีศักยภาพและขีดความสามารถประมาณ 50 แห่งจะเริ่มต้นที่ 5,000-10,000 คนใน 1-2 เดือนนี้ โดยเชิญสถาบันการศึกษาที่เก่งในด้านการฝึกอบรมระยะสั้นด้านอาชีพ มาเป็นแกนวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนแต่ละแห่ง และนำไปพัฒนาอาชีพต่อไป

โดยถอดบทเรียนยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเอสโตเนีย 2020 ได้พุ่งเป้าไปที่การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันและการมีส่วนร่วมในการศึกษาตลอดชีวิตจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านการให้ความสำคัญกับทักษะดิจิทัลในการศึกษาตลอดชีวิต โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมในการศึกษาตลอดชีวิตถึง 20% ภายในปี 2020 ซึ่งเป้าหมายนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ของโครงการปฏิรูประดับชาติ “Estonia 2020” อีกด้วย และลดจำนวนของประชากรวัยแรงงานที่ไม่มีการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีวะ

อนึ่ง ประเทศเอสโตเนียมีประชากรวัยทำงานประมาณ 7 แสนคน มีผู้ว่างงาน 5.4% ได้ค่าแรงเฉลี่ย 1,310 ยูโร และผู้ใหญ่ 86% พูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย 1 ภาษา กลุ่มวัยแรงงาน อายุ 25-64 ปี สำเร็จการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย 11.58% มัธยมศึกษาตอนปลาย 47.14% และอุดมศึกษา 40.11% ปัจจัยที่ทำให้การพัฒนากำลังคนของประเทศนี้ประสบความสำเร็จเกิดจากประชากรวัยทำงานมีความสนใจการศึกษาตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของการศึกษา ให้คำแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกในการศึกษา สร้างพันธมิตรทางสังคม และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีในเบื้องต้น

ปรับระบบจัดสรรนมโรงเรียน ป้องกัน1.4หมื่นล้านรั่วไหล

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373357

ปรับระบบจัดสรรนมโรงเรียน ป้องกัน1.4หมื่นล้านรั่วไหล

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต -qualitylife4444@gmail.com –

เพื่อให้การบริหารจัดการนมโรงเรียนปีการศึกษา 1/2562 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนขึ้น มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียน ตามมติคณะรัฐมนตรี รณรงค์การบริโภคนมไปยังสถาบันการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้เด็กนักเรียนในประเทศไทยได้บริโภคนมที่มีคุณภาพ ตรงต่อเวลา กระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ให้คุ้มค่ากับงบประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี

ระบบบริหารจัดการนมโรงเรียนที่ปรับใหม่นี้ จะกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัด ที่มีเกษตรกรประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมจำนวนมาก ได้แก่ สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น ราชบุรี และเชียงใหม่ โดยมีหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการนมโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของน้ำนม และการจัดส่งให้ตรงต่อเวลาได้

“กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่าปริมาณความต้องการน้ำนมในปัจจุบันอยู่ที่วันละ 1,078 ตันต่อวัน เป็นไปตามฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ มีระบบการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมโดยองค์การอาหารและยา(อย.) การกำกับดูแลการกระจายนมโรงเรียนไปอย่างทั่วถึง เชื่อว่าสามารถส่งนมโรงเรียนถึงมือนักเรียนทันเปิดเทอม ตลอดปีการศึกษา 2562 เด็กต้องได้รับนมครบถ้วนคนละ 260 วัน/ถุง/กล่อง หรือภาคเรียนละ 130 วัน/ถุง/กล่อง ตลอดปีการศึกษา

พร้อมกันนี้ได้ตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียนระดับกลุ่มพื้นที่ (5 กลุ่ม) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนในโครงการให้กลุ่มผู้ประกอบที่แสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการ โดยใช้จำนวนนักเรียนตามข้อมูล (Big Data) ของกระทรวงศึกษาธิการ และปริมาณ/ขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการในพื้นที่มาใช้ในการคำนวณจัดสรรปริมาณน้ำนมให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อป้องกันการส่งนมไม่ตรงเวลาและนมไม่มีคุณภาพ และขอให้ปศุสัตว์จังหวัดและเกษตรจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการส่งมอบนมโรงเรียนให้ครบทุกแห่งและเพียงพอต่อจำนวนนักเรียน รวมทั้งต้องเป็นน้ำนมที่มีคุณภาพตามสัญญาที่ตกลงไว้กับทางราชการ

“สายฝน แสงแก้ว” ครูโรงเรียนโรงเรียนบรรพตวิทยา ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนรับนมโรงเรียนประเภทยูเอชที (แบบกล่อง) จากองค์การบริหารส่วนตำบลปอวันละ 271 กล่อง/คน เพื่อแจกจ่ายให้นักเรียนตั้งแต่อนุบาล-ประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร มีการจัดส่งครบถ้วน แต่เนื่องจากเป็นโรงเรียนบนดอย การเดินทางไกลและลำบาก การจัดส่งอาจไม่ตรงเวลาบ้าง นอกจากนี้ในช่วงรอยต่องบประมาณจำนวนวันในการจัดส่งก็ลดน้อยลง จากเดิมที่กำหนดจัดส่งในภาคเรียนปกติจำนวน 200 วันและช่วงปิดเทอม 30 วัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้แจ้งอบต.ให้รับทราบแล้ว

ครูสายฝน กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการนมโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพราะทำให้เด็กดอยที่อยู่ห่างไกล ถิ่นทุรกันดารได้มีโอกาสได้ดื่มนมคุณภาพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากไม่มีโครงการนี้เด็กเหล่านี้ก็จะขาดโอกาสในการได้ดื่มนมเพิ่มโภชนาการเด็กดอยที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งได้สังเกตพัฒนาการของเด็กๆ เห็นว่าร่างกายเด็กมีความแข็งแรงและตัวสูงขึ้น ตัวเริ่มโตเหมือนเด็กในเมือง

ด้าน นวธรภร ชูแก้ว ครูโรงเรียนหนองผักฉีด หมู่ 5 บ้านหนองผักฉีด อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กล่าวว่า โรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการมา 4 ปีแล้ว รับนมโรงเรียนจากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จัดซื้อโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสุโสะ จัดส่งให้เด็กดื่มในเทอมปีแล้ววันละ 53 คน/กล่อง ส่วนเทอม 1/2562 กำลังอยู่ระหว่างแจ้งข้อมูลจำนวนนักเรียนเป้าหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.ตรัง) คาดจะสามารถรับนมได้ในต้นมิถุนายนนี้ โดยจะรับเป็นนมประเภทพาสเจอร์ไรซ์

ส่วนการจัดส่งบางวันก็มาส่งให้เด็กดื่มตอนเที่ยง บางวันก็มาส่งบ่าย แต่ปริมาณได้รับครบถ้วนเท่าจำนวนเด็ก ส่วนปัญหาคุณภาพนมที่ได้เป็นนมถุงพาสเจอร์ไรซ์ซึ่งการจัดเก็บต้องอาศัยความเย็นสูง ก็เคยเกิดปัญหานมบูดแต่พบไม่บ่อยครั้งซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา

“แม้เด็กที่นี่จะไม่ค่อยชอบดื่มนมรสจืด แต่ทุกคนก็ดื่มจนหมดเพราะรู้ว่าดื่มแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงตัวสูงขึ้น อยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ไปนานๆ ส่วนปัญหาอุปสรรคมีบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาเพราะนมสดเป็นนมที่จัดเก็บยาก บูดเสียง่าย ซึ่งพยายามปลูกฝังให้เด็กในโรงเรียนเห็นประโยชน์ของการดื่มนม ซึ่งทุกคนก็ได้ให้ความร่วมมือด้วยดี” นวธรภร กล่าว

มาลี ทรัพย์มั่น ครูโรงเรียนสวนมิสกวัน ทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลทำโครงการนมโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการที่ทำให้เด็กและเยาวชนของไทยเติบโตได้สัดส่วนตามมาตรฐาน โดยในเทอมนี้โรงเรียนได้รับการจัดสรรนมจืดพาสเจอร์ไรซ์จำนวน 735 คน หรือจำนวน 735 ถุง/วัน การดำเนินการจัดส่งที่ผ่านมาไม่พบปัญหาอุปสรรค ได้จัดส่งจำนวนเพียงพอกับเด็ก โดยวิธีจัดส่งทางบริษัทจะใช้ใส่ถังเก็บความเย็นมาส่ง ไม่เคยเกิดปัญหานมบูดเน่าเสียแต่อย่างใด

 โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน    
โครงการนมโรงเรียนเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ นมโรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของตลาดนมไทย โดยสัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย นมโรงเรียนทั้งนมยูเอชทีและนมพาสเจอร์ไรซ์ มีเฉพาะรสจืดเท่านั้น ปัจจุบันเด็กระดับชั้นอนุบาล-ป.6 ทุกคนจะได้ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 100 วัน สำหรับวันมาโรงเรียน และอีก 30 วันสำหรับนำกลับไปดื่มที่บ้านในวันปิดเทอม

เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373359

เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562

เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวในการเป็นประธานเปิดการอบรมผู้มีสิทธิ์สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย พร้อมกันทั่วประเทศใน 13 เขตสุขภาพ ว่า ตามแผนการผลิตตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมอยู่ ส่วนของต้นทาง ที่เป็นการปลูกตามมาตรฐานนั้น 1.ไบโอเทค ผลิตกัญชาสด 2,000 กิโลกรัม โดยจะส่งให้กับกองพัฒนายาแผนไทยฯ เพื่อผลิตตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาทาริดสีดวงและเครื่องยากัญชากลาง และ รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม ในการผลิตยามาตรฐาน 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ผลิตกัญชาสด 2,000 กิโลกรัม ส่งมอบให้แก่ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร ผลิตตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชา 16 ตำรับ

และ 3.กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ภายใต้สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผลิตกัญชาสด 7,000 กิโลกรัม ส่งให้แก่ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รพ.สมเด็จพระยุพราช(รพร.)เด่นชัย จ.แพร่ และโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีมาตรฐานการผลิตยาขององค์การอนามัยโลก(WHO GMP) ทั้งนี้ มีการประมาณความต้องการใช้กัญชาใน 16 ตำรับยาแผนไทย โดยผู้ป่วยที่จะใช้ในสถานพยาบาลภาครัฐ ราว 1.3 แสนคน สถานพยาบาลเอกชน ประมาณ 4 หมื่นคน และในการศึกษาวิจัย 16 ตำรับ จำนวน 5,000 คน รวมปริมาณผู้ป่วยต้องการใช้กัญชา 16 ตำรับยาแผนไทย 1.75 แสนคน

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป 2 สูตร คือ น้ำมันสนั่นไตรภพ ที่ช่วยลดอาการแทรกซ้อนในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก มะเร็งตับในระยะเริ่มต้น และช่วยแก้กษัยเหล็ก หรืออาการท้องแข็งเป็นดาน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือโรคมะเร็ง และยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง และจะจัดทำเครื่องยากลาง 3 สูตร คือ ช่อดอกกัญชากับพริกไทย อัตราส่วน 1:1 ใบกัญชากับพริกไทยอัตราส่วน 1:0.25 และก้านกัญชากับบอระเพ็ด อัตราส่วน 1:1 เพื่อกระจายให้แก่โรงพยาบาลและแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ ใช้ในการปรุงและจ่ายยาแก่ผู้ป่วย คาดว่าต้องใช้กัญชาประมาณ 11 ตันต่อปี ซึ่งได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สวทช. ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถปลูกกัญชาส่งให้ได้ประมาณ 13 ตันต่อปี

ภญ.ศิริพร ฉวานนท์ เจ้าหน้าที่กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวในการอบรมผู้มีสิทธิ์สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยพร้อมกันทั่วประเทศใน 13 เขตสุขภาพว่าแพทย์แผนไทย หรือหมอพื้นบ้านที่แจ้งครอบครองกัญชาในช่วงนิรโทษแล้วสามารถมีกัญชาไว้ในครอบครองต่อไปได้อีก 3 เดือน  หากจะใช้กัญชาในตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมจะต้องซื้อเครื่องกัญชากลางมาปรุงเท่านั้น โดยจะต้องดำเนินการผ่านกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

หากแพทย์แผนไทยจะรวมตัวกันเพื่อขอปลูกกัญชาจะต้องมีการจับมือกับหน่วยงานรัฐ หากเป็นการปลูกเพื่อวิจัยจะสามารถทำได้แค่การพัฒนาสายพันธุ์ ไม่สามารถผลิตหรือตำรับยาได้ หากจะผลิตเป็นตำรับยาจะต้องจับมือกับสถานพยาบาลภาครัฐ และมีแผนการจำหน่ายให้สถานพยาบาลแห่งนั้นทั้งหมด ต้องไม่มีเหลืออยู่ที่แพทย์แผนไทยหรือหมอพื้นบ้านโดยเด็ดขาด

การอบรมครั้งนี้ ได้จัดอบรมพร้อมกันทั่วประเทศทั้งในส่วนกลางและเขตสุขภาพทั้ง 13 เขตสุขภาพ รวมผู้เข้าอบรม 2,984 คน เป็นแพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบวิชาชีพ สาขาเวชกรรมไทย, แพทย์แผนไทยประยุกต์ที่มีใบประกอบวิชาชีพ, หมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยต้องผ่านการทดสอบความรู้ไม่น้อยกว่า 60% จึงจะได้รับใบประกาศนียบัตรเป็นผู้ผ่านการอบรมนี้ คาดว่าใน 2 สัปดาห์แต่ละเขตสุขภาพจะส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการประเมินมายังกรมเพื่อส่งให้ อย.ขึ้นทะเบียนต่อไป

 บทลงโทษเกี่ยวกับกัญชา
– นำเข้า-ส่งออกกัญชา จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสน
– จำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี ปรับ 1 แสน-1.5 ล้านบาท
– ครอบครอง จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
– มีไว้เพื่อจำหน่ายไม่ถึง 10 กิโลกรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
– มีตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป จำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสน-1.5 ล้านบาท

ดูแลสุขภาพคนไทยจัดการศึกษาทันสมัยอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นรมต.

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373223

ดูแลสุขภาพคนไทยจัดการศึกษาทันสมัยอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นรมต.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2562

โดย… -ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะการศึกษาที่ดีย่อมนำมาซึ่งทรััพยากรที่มีคุณภาพ ทำให้สามารถแข่งขันได้ สุขภาพที่ดีของประชาชนทำให้รัฐบาลนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศด้านอื่นได้แทนการใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ดังนั้นนโยบายของพรรคการเมือง รัฐบาล ทั้ง 2 ด้านนี้ย่อมมีผลต่อการพัฒนาประเทศ

1.
ปัจจุบันระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระบบ และบางนโยบาย บางโครงการ กิจกรรมก็ไม่มีความต่อเนื่อง “วิสิทธิ์ ใจเถิง” ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เสนอว่า สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่คือ ขอให้คำนึงเรื่องคุณภาพของผู้เรียนมากที่สุด เพราะขณะนี้ไม่สามารถสู้นานาชาติได้ เรื่องนี้ต้องเร่งแก้ไข โดยในส่วนของมัธยมศึกษานั้น อยากให้มีการตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครอบคลุมทุกจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันยังมีไม่ครบ เพื่อเป็นเอกภาพในการทำงานให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

วิสิทธิ์ ใจเถิง

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การลดภาระที่เกิดจากกฎระเบียบ กติกาที่มีอยู่มากมาย ทำให้กลายเป็นภาระแก่คนทำงานทั้งผู้บริหารและครู ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา เช่น การประเมินคุณภาพครู มีวิธีการประเมินที่กลับไปกลับมา ทำให้โรงเรียนหรือผู้ปฏิบัติ ไม่รู้ว่าจะประเมินอย่างไร อยากให้มีแนวทางชัดเจน

ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่มาบริหารกระทรวงศึกษาธิการ จะมีนโยบายของตนเอง บางครั้งไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลที่ดีพอ ทั้งที่นโยบายการศึกษา ผลงานควรมาจากการศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วน แต่หลายครั้งที่นโยบายต่างๆ ไม่มีงานวิจัยสนับสนุน และเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี ก็ไม่มีใครสานต่อ “ฤาเดช เกิดวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) เสนอว่า สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือรัฐบาลควรทำคือ ต้องให้เสรีภาพแก่มหาวิทยาลัย เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ฤาเดช เกิดวิชัย

อย่างเช่นกฎหมายไม่ให้สภาวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย แต่ทางปฏิบัติสภาวิชาชีพยังคงเข้ามาควบคุมเปลี่ยนแปลงจนเกิดปัญหา และสร้างความลำบากใจให้แก่มหาวิทยาลัย และหลายเรื่องควรมีข้อมูลที่ถูกต้องก่อนกำหนดนโยบาย ไม่ว่าพรรคไหนจะมาดูแล หรือรัฐบาลจะกำหนดนโยบายอย่างไร ขอให้อยู่บนพื้นฐานข้อมูล มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรอยู่กับความคิดของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาเป็นรัฐมนตรีและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน “ชนะชาติ พลพงศ์” อดีตที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้คนที่มานั่ง รมว.ศึกษาธิการ และรมว.การอุดมศึกษาฯ เป็นคนที่มีอายุน้อย คนรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ตอนนี้ระบบการศึกษาทั่วโลกเปลี่ยนไปมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน และคนรุ่นใหม่ย่อมเข้าใจคนรุ่นใหม่ ย่อมรู้ว่าควรจัดระบบการศึกษาแบบไหนที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

ชนะชาติ พลพงศ์

2.
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่บุคลากรส่วนใหญ่มีหลากหลายวิชาชีพที่จะทำหน้าที่ป้องกัน ดูแล รักษาสุขภาพของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีองค์กรวิชาชีพยื่นข้อเสนอ รวมทั้งร้องเรียน ต่อรัฐบาล และกระทรวงมาแล้วหลายครั้ง “ริซกี สาร๊ะ” เลขาธิการสมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ กล่าวว่า เมื่อ รมว.สาธารณสุขคนใหม่รับตำแหน่งแล้ว ควรนำข้อร้องเรียนของทุกองค์กร ที่เคยยื่นทั้งต่อรัฐบาล กระทรวง หรือหน่วยงานอื่นๆ มาพิจารณาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน มีเวทีหารือของสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาทุกปัญหาอย่างรวดเร็ว

งานใน สธ.ที่จะต้องสานต่อหรือเข้ามาแล้วต้องเร่งแก้ไขมีมากมาย นอกจากจะเข้ามาดูแลสุขภาพประชาชนทั้งประเทศให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและทำอย่างไรไม่ให้ป่วยแล้ว การดูแลให้บุคลากรในสังกัดมีความสุขอย่างแท้จริง ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ได้แก่ 1.ยกเลิกการประกวดประชัน(ดีเด่น ติดดาว) ที่เป็นภาระต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ที่ไม่พร้อม เพราะขาดงบประมาณ จน รพ.สต.ส่วนใหญ่ต้องทำผ้าป่า เพื่อหางบมาประกวดทุกครั้ง

ริซกี สาร๊ะ

2.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและค่าจ้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทน ปัญหาการบรรจุแต่ละวิชาชีพและสายงาน 3.ควรนำกฏหมาย ระเบียบที่มีอยู่ มาบังคับใช้ต่อบุคลากรทุกวิชาชีพ ทุกสายงาน อย่างเป็นธรรม เสมอภาค 4.เร่งดำเนินการพิจารณาให้กระทรวงสาธารณสุข แยกออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เพื่อดูแลบุคลากรให้ได้รับสิทธิทัดเทียมครู ท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

5.การจัดตั้งกรมปฐมภูมิ เพื่อสนับสนุนการทำงานในระดับปฐมภูมิ ดูแลสหวิชาชีพใน รพ.สต. และเน้นสุขภาพประชาชนในระดับฐานรากให้เข้มแข็ง และ 6.จัดตั้งกองทุนเยียวยาบุคลากรสาธารณสุขชายแดน/ร่างระเบียบการจ่ายเงินเยียวยากรณีบุคลากรสาธารณสุขชายแดนเสียชีวิต พิการ บาดเจ็บ จากการปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือระหว่างเดินทางไปกลับจากการทำงานในพื้นที่

“นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร” ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) กล่าวว่า ขอให้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่สานต่อในเรื่องการพัฒนาเขตสุขภาพให้เข้มแข็ง กระจายอำนาจให้เขตบริหารจัดการตามบริบทของตัวเอง รวมถึงส่งเสริมการเปิดคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาในโรงพยาบาล เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน และสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลรักษาคนในท้องที่ของตัวเองมากขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด นโยบายที่อยากเห็นคือ การให้ประชาชนมีความเข้มแข็งด้านสุขภาพ สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น มีความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพตัวเอง มีทักษะในการรักษาตัวเองเบื้องต้น

เปิดตัวกิ้งกือไทย91ชนิดจุฬาฯเตรียมวิจัยพัฒนารักษามาลาเรีย

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372915

เปิดตัวกิ้งกือไทย91ชนิดจุฬาฯเตรียมวิจัยพัฒนารักษามาลาเรีย

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

คณะวิทย์ จุฬาฯ เปิดตัวการค้นพบกิ้งกือไทย 91 ชนิด 8 สกุลใหม่ของโลก แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ กิ้งกือกระบอก กิ้งกือกระสุน กิ้งกือตะเข็บ และกิ้งกือมังกร เตรียมจับมือคณะแพทย์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยวิเคราะห์สารในตัวกิ้งกือนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ป้องกันยุง รักษาโรคมาลาเรีย เพิ่มทางเลือก “กิ้งกือ” ทรัพยากรชีวภาพ ดูแลระบบนิเวศป่า เพิ่มมูลค่าทางการเกษตร การแพทย์ และธุรกิจชีวภาพ

วานนี้ (23 พ.ค.) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าวการค้นพบกิ้งกือไทย 91 ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ 228 ชนิด ในประเทศไทย และวิจัยจากงานพื้นฐานอนุกรมวิธาน สู่แนวหน้าแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของไทย
โดยนายสมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลังจากที่มีการค้นพบกิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking-pink dragon millipede Desmoxytes purpurosea Enghoff,Sutcharit&Panha, 2008) ได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน10 สุดยอดการค้นพบสปีชีส์ใหม่ของโลกประจำปี 2551 จากสถาบันนานาชาติเพื่อการสำรวจสิ่งมีชีวิต (International Institute for Species Exploration) หรือ IISE ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 20 ปีมาแล้ว คณะวิจัยจากจุฬาฯ ได้ศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์กิ้งกือในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

สมศักดิ์ ปัญหา

ขณะนี้คณะวิจัยได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ของโลก 91 ชนิด 8 สกุลใหม่ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กิ้งกือกระบอก จำนวน 35 ชนิด 2.กิ้งกือกระสุน จำนวน 4 ชนิด 3.กิ้งกือตะเข็บ จำนวน 25 ชนิด และ 4.กิ้งกือมังกร จำนวน 25 ชนิด จากการรายงานสปีชีส์ที่ค้นพบแล้วมากกว่า 228 ชนิดในประเทศไทย

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การค้นคว้าและวิจัยตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน ได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน ได้แก่ กิ้งกือมังกรแดงใต้และกิ้งกือมังกรปีกหนามกระบี่ กิ้งกือเหล็ก กิ้งกือตะเข็บบ้านเหลืองดำ และกิ้งกือยักษ์ชัยภูมิ รวมถึงได้ค้นพบกิ้งกือใหม่ๆ สวยไม่แพ้กิ้งกือมังกรสีชมพู เช่น กิ้งกือมังกรปีกชมพูพิษณุโลก กิ้งกือหางแหลมทหารเรือและจุฬา กิ้งกือกระสุนพระรามสามเหลี่ยมคู่ และกิ้งกือตะเข็บม้าลาย เป็นต้น

ซึ่งกิ้งกือเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศป่าเป็นอย่างมาก เพราะได้ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืช เศษใบไม้ร่วงหล่น อินทรียวัตถุต่างๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารหมุนเวียนกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามว่าโรงงานผลิตปุ๋ยเครื่องที่กระจายตัวการทำงานทั่วประเทศ

ขณะนี้กิ้งกือไม่ได้มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ หรือทางเกษตร เพราะถือเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยเท่านั้น แต่ยังค้นพบว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้วย โดยคณะวิจัยค้นพบจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล พบว่าลิงที่อยู่ตามป่าซึ่งปัจจุบันป่วยเป็นโรคมาลาเรียเยอะมาก พวกมันได้ใช้กิ้งกือมาทาตามตัว และพบว่ายุงไม่มากัดกินเลือดลิง

“ดังนั้น นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จะร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทำการศึกษาวิจัยวิเคราะห์สารที่อยู่ในตัวกิ้งกือว่ามีผลช่วยป้องกันยุงและหยุดการเกิดโรคมาลาเรียได้จริงหรือไม่ เมื่อมีผลวิจัยชัดเจน อนาคตอาจจะนำกิ้งกือมาสังเคราะห์สารทำเป็นสารออร์แกนิก ทำการจดสิทธิบัตรออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สเปย์ป้องกันยุง” นายสมศักดิ์ กล่าว
รวมถึงนักวิจัยในประเทศแอฟริกา พบว่าชาวแอฟริกาได้นำกิ้งกือมาทาบริเวณหลังจากทำคลอดเนื่องด้วยยากจนไม่ได้ไปทำคลอดตามโรงพยาบาล จึงนำกิ้งกือมาทำความสะอาดแผล หรือบริเวณทำคลอดหลังจากทำคลอดแล้วพบว่าช่วยชะลอการบาดเจ็บหรือทำให้แผลต่างๆ ดีขึ้น ดังนั้นคณะวิจัยจุฬาฯ ก็จะทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ โดยจะขอทุนธุรกิจชีวภาพเพื่อเป็นประโยชน์ทางการแพทย์และธุรกิจชีวภาพต่อต่อไป
ทั้งนี้ปัจจุบันการศึกษากิ้งกือในประเทศไทยประมาณการว่ามีทั้งหมดมากกว่า 500 ชนิด ซึ่งการพยายามในการศึกษาวิจัยความหลากหลายของกิ้งกือไทยได้ดำเนินการมาเกือบครึ่งทางจากความพยายามของคณะวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการซิสเทแมติกส์ของสัตว์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยที่ผ่านมามีการลงภาคสนามเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บูรไน เมียนมาร์ และญี่ปุ่น ตัวอย่างทั้งหมดได้เก็บรวบรวมไว้ตามมาตรฐานของตัวอย่างอ้างอิง ณ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสิ่งมีชีวิตที่มีการค้นพบว่าเป็นชนิดใหม่ที่มีรายงานครั้งแรกของโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพจากความรู้พื้นฐานสู่การประยุกต์ สู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั้งโลก และกลุ่มกิ้งกือยังมีมิติที่รอคอยการศึกษาวิจัยอยู่อีกหลายแง่มุม เช่น การสร้างสารป้องกันตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีเฉพาะไว้ทำหน้าที่ได้หลากหลาย

ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการนำมาใช้ประยุกต์ทางการแพทย์ การเกษตรและที่สำคัญเป็นการศึกษาวิจัยที่ถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรทางชีวภาพ และการยกระดับธุรกิจชีวภาพของไทย ขณะนี้มีการสนับนสนุนอนุกรมวิธานไส้เดือน-กิ้งกือในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง โดยได้รับการตีพิมพ์ค้นพบเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญของการศึกษากิ้งกือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้ประโยชน์ต่อยอดองค์ความรู้อย่างยั่งยืน

แนะผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดเสียชีวิต-ภาวะแทรกซ้อน

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372753

แนะผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดเสียชีวิต-ภาวะแทรกซ้อน

วันที่ 23 พฤษภาคม 2562

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

แม้จะมีรายงานว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันการป่วยได้ 38% แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-65 ปี และกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงยังคงมีความจำเป็นเนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้คนรอบข้างก็ควรตระหนักในเรื่องนี้เช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร กรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง “สังคมผู้สูงอายุ : วัคซีนที่ต้องฉีด” ว่าคนมักเข้าใจผิดว่าวัคซีนสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ความเป็นจริงวัคซีนยังจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนในวัยเด็กลดลง ซึ่งวัคซีนสามารถลดการติดเชื้อ ลดการนอนโรงพยาบาล และโรคติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงขึ้นหากไม่ฉีดวัคซีนโดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร

สำหรับวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ 60-65 ปี ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและพบเป็นสาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือป่วยหนัก ทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีการให้บริการฉีดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และหญิงตั้งครรภ์กว่า 3.5 ล้านโดส และจะเพิ่มเป็น 6 ล้านโดสในปีถัดไป

รวมถึง วัคซีนป้องกันนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวการทำให้อาการป่วยหนักขึ้น บางรายถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส แต่ประเทศไทยยังไม่มีให้บริการฟรี เนื่องจากราคาสูงราว 1,000–2,000 บาท นอกจากนี้การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก คอตีบ วัคซีนป้องกันงูสวัด กระตุ้นทุก 10 ปี ก็มีความสำคัญเช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ขณะที่ฝั่งยุโรปจะพบผู้ป่วยมากในช่วงหน้าหนาว เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทำได้โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือและการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้ แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขนปีละ 1 ครั้ง”

 ป้องกันได้ 38% ดีกว่าไม่ฉีดเลย
แม้สหรัฐอเมริกาจะระบุว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ 38% ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H3N3) 22% ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H1N1 pdm09) 62% และป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B 50% อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณทางระบาดวิทยา พบว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในชาวอเมริกัน สามารถป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 7.1 ล้านคน ป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ต้องพบแพทย์ 3.7 ล้านคน ป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาล 1.09 แสนคน และสามารถป้องกันการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้กว่า 8,000 คน

  คนในครอบครัวอย่าชะล่าใจ
ทั้งนี้จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เป็นกลุ่มก้อน โดยสำนักระบาดวิทยา จำแนกตามสถานที่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–30 เมษายน 2562 พบว่า สถานที่ที่พบผู้ป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่มากที่สุด ได้แก่ โรงเรียน รองลงมาคือ เรือนจำ โรงพยาบาล ค่ายฝึกตำรวจและค่ายทหาร ตามลำดับ ขณะเดียวกันจากรายงานในปี 2552 พบผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อปอดบวมในประเทศไทย 200–250 คนต่อแสนประชากร ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กอายุระหว่าง 0–4 ปี แต่อัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปกลับสูงมากกว่า

สะท้อนให้เห็นว่าแม้ผู้สูงอายุบางรายจะอยู่แค่ในบ้าน แต่ก็ไม่ปลอดภัยและห่างไกลโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นบุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนด้วย เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วย โดยเฉพาะผู้ดูแลที่เป็นแรงงานต่างด้าว อาทิ ประเทศลาว ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการระบาดของโรคคอตีบ และประเทศพม่า พบเชื้อวัณโรคดื้อยาสูง โดยเฉพาะในพื้นที่กาญจนบุรี เนื่องจากการให้วัคซีนแรกเกิดของพม่ากับลาวยังไม่เพียงพอ

 แพทย์ควรให้คำแนะนำ
ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยพบว่ายังมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนอยู่เป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักคือห่างไกลโรงพยาบาลและแพทย์ไม่แนะนำให้ฉีด รวมถึงประชาชนยังไม่รู้ถึงประโยชน์ในการฉีดวัคซีน และมีความกังวลว่าการฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียง แต่ในความเป็นจริงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่รุนแรงและมักเป็นอาการเฉพาะที่เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ และหายได้ภายใน 2-3 วัน ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล

ที่ผ่านมาราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้จัดทำ “แนวทางการให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ” เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แพทย์และประชาชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุผู้ในครอบครัวในด้านการป้องกันโรคและผลักดันภาครัฐ สังคม และเอกชน ให้เห็นความสำคัญในการสนับสนุนการให้วัคซีนแก่ผู้สูงอายุมาอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดสถานเสาวภา สภากาชาดไทย มีการจัดทำโปรแกรม “สถานเสาวภา” เพื่อให้แพทย์และประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ควรได้รับการฉีดตามคำแนะนำดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้โปรแกรมได้โดยผ่านทาง QR Code หรือ http:medschedule.md.chula.ac.th/vaccine โดยปัจจุบันมีจำนวนดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1 หมื่นดาวน์โหลด

แพทย์เตือนใช้กัญชาให้ถูกวิธี แยกแคนนาบินอยด์จากเสพกัญชา

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372578

แพทย์เตือนใช้กัญชาให้ถูกวิธี แยกแคนนาบินอยด์จากเสพกัญชา

วันที่ 22 พฤษภาคม 2562

โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

จากข้อมูลพื้นฐานของกัญชาซึ่งมีสารเป็นร้อยชนิด แต่ที่นิยมใช้เยอะที่สุด ได้แก่ กลุ่มสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoid) และนิยมใช้ทางการแพทย์ 2 ชนิด คือ THC และ CBD ดังนั้นควรแยกมองถึงสรรพคุณ การนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหมารวมคำว่า “กัญชา” เนื่องจากกัญชามีปริมาณสารแตกต่างกัน ดังนั้นควรนำไปใช้อย่างถูกวิธีพร้อมศึกษาผลข้างเคียงเพื่อความปลอดภัย

วานนี้ (21 พ.ค.) ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ กรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง “สังคมไทย : ทางไปของกัญชา” ว่าในปี 2560 ตลาดกัญชากรุงวอชิงตันมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐโคโลราโด สะพัดกว่า 1,508 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามแม้กัญชาจะสร้างรายได้แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องนึกถึง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ความปลอดภัยของผู้ไม่เสพ และการตรวจคัดกรองคนทำงาน

จากข้อมูลของรัฐโคโลราโดหลังการประกาศใช้กัญชาทางการแพทย์และเสรีกัญชา พบว่าผู้ที่เสพติดกัญชาเพิ่มขึ้น ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ตรวจพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์มากขึ้น ผู้ที่ทำร้ายตนเองที่ตรวจพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์มากขึ้น และพบว่ามีอัตราการนอนโรงพยาบาลจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับกัญชามากขึ้น ในรัฐอื่นๆ ในสหรัฐอเมริการที่อนุญาตใช้แคนนาบินอยด์ทางการแพทย์ บางรัฐมีการจำกัดปริมาณ THC ให้ต่ำและ CBD ให้สูง ขณะที่รัฐที่เปิดเสรีกัญชามีการควบคุมระดับ THC ในผลิตภัณฑ์และมีการติดตามและจำกัดปริมาณการซื้อผลิตภัณฑ์ต่อคน

ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายคนได้ยินว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอสหประชาชาติ (UN) เรื่องกัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ความจริงต้องมาดูรายละเอียดแยกเป็นข้อๆ คือให้กัญชาเป็นยาเสพติดกลุ่มที่ 1 (ระดับเดียวกับมอร์ฟีน), ให้สาร THC เป็นยาเสพติดกลุ่มที่ 1 (ระดับเดียวกับมอร์ฟีน), หากผลิตภัณฑ์ CBD ที่แทบไม่เหลือ THC (<0.2%) ให้พ้นการควบคุมแบบยาเสพติด และสำหรับผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดแบบอื่นๆ ที่มีสารอื่นนอกเหนือจาก CBD แต่ไม่มี THC (<0.2%) ควรให้เป็นสารเสพติดกลุ่มที่ 3 ดังนั้นผลิตภัณฑ์จะถูกควบคุมระดับใดต้องดูตามสารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ หากเป็นสกัดกัญชาแล้วได้ THC ก็ยังเป็นยาเสพติด

“จากข้อมูลพื้นฐานของกัญชาซึ่งมีสารเป็นร้อยชนิดแต่ที่นิยมใช้เยอะที่สุดได้แก่ กลุ่มสารแคนนาบินอยด์ และนิยมใช้ทางการแพทย์ 2 ชนิด คือ THC และ CBD ดังนั้นควรแยกมองถึงสรรพคุณ การนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหมารวมคำว่า “กัญชา” เนื่องจากกัญชามีปริมาณสารแตกต่างกัน”

สำหรับ Tetrahydrocannabinol (THC) หากใช้ในขนาดที่เหมาะสมจะมีผลในการลดปวด ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการคลื่นไส้ แต่หากได้รับในขนาดสูงจะทำให้มีอาการเมาเคลิ้ม ใจสั่น หน้ามืด เห็นภาพหลอน รบกวนการรับรู้การตัดสินใจและความจำ นอกจากนี้การใช้สาร THC ขนาดสูงสม่ำเสมอทำให้เกิดภาวะดื้อต่อสาร (tolerance) นำมาสู่การติดยาได้

ด้าน Cannabidiol (CBD) เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอาการเมาเคลิ้มและอาการทางจิตของ THC มีการศึกษาใช้สาร CBD เพื่อควบคุมอาการชักและอาการปวด สาร CBD ยังไม่พบว่าทำให้เกิดการดื้อหรือติด ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้จัดสาร THC เป็นสารเสพติดประเภทที่ 1 คือ มีโอกาสเสพติดได้ มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะที่จัดให้สาร CBD ไม่เป็นสารเสพติด สำหรับพืชกัญชายังนับว่าเป็นสารเสพติดประเภทที่ 1

ทั้งนี้การใช้ทางการแพทย์ที่มีหลักฐานสนับสนุนพอสมควร คือ สามารถลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้รับยาเคมีบำบัด ลดอาการปวดในผู้ที่ปวดเรื้อรัง รักษาอาการเกร็งในโรคเอ็มเอส และโรคลมชัก ขณะที่การใช้ที่ปัจจุบันที่มีหลักฐานว่าไม่ได้ผลในการรักษาโรค ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม และต้อหิน ซึ่งสมาคมจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาไม่แนะนำให้ใช้แคนนาบินอยด์ เนื่องจากการจะลดความดันตา 3–5 มม.ปรอท จะต้องบริโภค THC ปริมาณสูงถึง 18–20 มก./ครั้ง ซ้ำทุก 3-4 ชั่วโมง ขณะที่สาร CBD มีฤทธิ์เพิ่มความดันตา และสารละลายไขมันทำให้ตาระคายเคืองและเปลือกตาไหม้ได้

จากการศึกษาผลของกัญชาที่เกี่ยวข้องในมนุษย์ พบผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคทางจิตเพิ่มขึ้น 3.9 เท่า การลงมือฆ่าตัวตาย 2.5 เท่า การติดกัญชาในวัยเรียน 17% เกิดปัญหาการเรียนรู้ สมาธิ และความจำ สมองฝ่อ เนื่องจากเนื้อสมองเล็กลงเมื่อใช้กัญชาในเวลานาน เส้นเลือดในสมองตีบ ถุงลมโป่งพอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ สัมพันธ์กับมะเร็งอัณฑะ และเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดทั้งฉับพลันและเรื้อรัง

ทั้งนี้ในกลุ่มที่ใช้ปริมาณมากทำให้เกิดภาวะคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อน หลอดอาหารฉีกขาด ไตวาย ขาดน้ำรุนแรง เกลือแร่ผิดปกติรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิตได้

ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตเป็นยาจึงต่างจากการผลิตเพื่อเสพ ต้องมีมาตรฐานทุกลอตเท่ากัน ต้องมีการตรวจตัวยาและวัตถุดิบไม่ให้มีเจือปน ทั้งสารปราบศัตรูพืช สารละลายอื่นๆ โลหะหนัก เชื้อโรค รา แบคทีเรีย และพิษที่สร้างจากเชื้อโรค รวมถึงวัตถุเจอปน เช่น ผม ขน เล็บ แมลง อุจจาระ และปฏิกูลอื่นๆ

ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีการใช้กัญชาทางการแพทย์ก็ยังมีข้อบ่งชี้ 5 ข้อ โดยจะใช้ได้เมื่อการรักษาไม่ได้ผลเท่านั้น ได้แก่ 1.การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต 2.อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการรับยาเคมีบำบัด 3.อาการปวดเรื้อรัง 4. โรคเอ็มเอส และ 5.โรคลมชัก ขณะที่ทั่วโลกบอกว่า “แคนนาบินอยด์เป็นยาแก้ปวด แก้คลื่นไส้ รักษาลมชัก ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง”

สำหรับในประเทศไทยข้อบ่งชี้ตามกรมการแพทย์ในการใช้กัญชารักษาโรค มีทั้งหมด 4 ข้อ คือ จะใช้ได้เมื่อการรักษาไม่ได้ผลเท่านั้น ไม่ใช่ยาเริ่มต้น ได้แก่ 1.อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด 2.อาการปวดประสาท 3.กล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคเอ็มเอส และ 4.โรคลมชักดื้อยา ในส่วนของโรคที่ข้อมูลสนับสนุนจำกัดต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ โดยมีเป้าหมายคือบรรเทาอาการเท่านั้น ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง มะเร็งระยะสุดท้าย พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล และโรคปลอกประสาทอักเสบ

นอกจากนี้กรมการแพทย์ยังระบุข้อห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ THC ในกลุ่มที่มีประวัติแพ้สาร โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคปอด หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เคยเป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการทางโรคอารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล รวมถึงหญิงมีครรภ์ ให้นมบุตร สตรีผู้ไม่ได้คุมกำเนิด หรือวางแผนจะมีบุตร ดังนั้น สารแคนนาบินอยด์มีทั้งประโยชน์และโทษ ควรเลือกศึกษาสารและขนาดให้ถูกต้อง และควรแยกคำว่า     “การใช้ยาแคนนาบินอยด์ทางการแพทย์ จากการเสพกัญชา” ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

ทำไม??ต้องเดินเพื่อผู้ป่วย ไปหาคำตอบกับ เดชา ศิริภัทร

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372394

ทำไม??ต้องเดินเพื่อผู้ป่วย ไปหาคำตอบกับ เดชา ศิริภัทร

วันที่ 21 พฤษภาคม 2562

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

“ทำไมผมต้องเดิน 20 วัน 265 กิโลเมตร จาก จ.พิจิตร มา จ.สุพรรณบุรี คำตอบง่ายๆ เพราะว่าผมวิ่งไม่ไหว แก่แล้ว อายุ 71 แล้ว ก็เลยต้องเดิน เดินเพื่ออะไร คำตอบก็คือเดินเพื่อจะสื่อสารกับคนทั้งประเทศให้รับรู้ว่ากัญชาใช้รักษาโรคได้นะ และให้มาร่วมลงชื่ออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้แก้กฎหมายให้เอากัญชาออกจากยาเสพติด เอากัญชามารักษาโรคได้” เดชา ศิริภัทร พูดถึงการเดินรณรงค์

การเดินในครั้งนี้ “ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ” บอกว่าจะมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเดิน เป็นต้นว่า 1.มูลนิธิข้าวขวัญ 2.มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ 3.มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) 4.มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) 5.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 6.มูลนิธิสุขภาพไทย 7.มหาวิทยาลัยรังสิต 8.เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 9.ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) 10.เครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum11) 11.เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดยจะเริ่มในวันนี้ 21 พฤษภาคม-9 มิถุนายน จากวัดป่าวชิรโพธิญาณ จ.พิจิตร ถึงวัดบางปลาหมอ จ.สุพรรณบุรี เดินวันละ 2 ช่วง ตั้งแต่ช่วงเช้า 06.00-10.00 น. และช่วงบ่าย 15.00-18.00 น.

จุดประสงค์หลักๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้กัญชาในการรักษาโรคได้อย่างต่อเนื่อง เปิดเสรีกัญชารักษาโรค และปลดกัญชาออกจาบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เพื่อมาใช้สำหรับการรักษาโรค อีกอย่างก็คือเดินเพื่อระดมเงินมาทำยา เหมือนกับที่พี่ตูนวิ่งเพื่อระดมทุนไปสร้างโรงพยาบาลได้ เราก็จะระดมเงินไปทำยาได้เช่นเดียวกัน

โดยวันแรกจะเริ่มต้นจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร – วัดบ้านหนองบัว อ.โพทะเล – วัดโพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร รวมระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยคาดว่าในแต่ละวัน​ จะมีคนเดินประจำ​รวมกับทีมงาน ราว 100​ คน และประชาชนที่มาสมทบเป็นรายวัน​ คาดว่าบางวันอาจมีมากถึง ​ 300​ คน รวมทั้งจะมีการเสวนาวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้น้ำมันกัญชา

เวลา 13.00-15.00 น. จะมีเสวนา สิทธิและความสำคัญของการเข้าถึงยากัญชา ณ วัดบ้านหนองบัว อ.โพทะเล จ.พิจิตร โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต, อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ, พล.ร.อ.ชาญชัย เจริญสุวรรณ นายกสภาการแพทย์แผนไทย, สายชล ศรทัตต์ เครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรังและประธานเครือข่ายเพื่อนมะเร็ง

 

วันที่ 1 มิถุนายน เรื่องความก้าวหน้าการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ณ วัดโคกพระ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เวลา 16.30-18.30 น. โดย ผศ.นพ.ดร.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น, ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ภก.ดร.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต, ภก.ดร.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก หัวหน้าหน่วยวิจัยระบบภูมิปัญญาสุขภาพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ กรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน และมูลนิธิสุขภาพไทย

เรื่อง ประสบการณ์ผู้ป่วย 5 โรคสำคัญ กับน้ำมันเดชา ณ วัดสัปรสเทศ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี วันที่ 7 มิถุนายน เวลา 16.30-18.30 น. โดยผู้ป่วยที่ใช้น้ำมันกัญชาเดชา ประพจน์ ภู่ทองคำ และเรื่องนโยบายและกฎหมายเพื่อกัญชาทางการแพทย์ ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 8 มิถุนายน เวลา 13.00-15.00 น. โดย ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทุกจุดแวะพักจะมีการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้กัญชารักษาโรค เวลา 17.00-18.30 น. ทุกวัน

“หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมต้องทำ ก็อยากจะบอกว่าผมอยากสะสมบุญไปใช้ในภพหน้า อยากทำความดีให้แก่เพื่อนมนุษย์ ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ พูดง่ายๆ ในเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่จะช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้ก็อยากทำการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คือสิ่งที่ได้บุญกุศลมากที่สุด ผมเลยเลือกทำในสิ่งนี้ หากว่าเอากัญชาออกจากยาเสพติดแล้ว ให้ประชาชนเข้าถึงและนำมาใช้ทางการแพทย์ ในอนาคตถ้ารัฐบาลมีความเป็นห่วงในการใช้กัญชาของประชาชนก็เขียนบทเฉพาะกาลควบคุมได้ เพราะถ้าไม่เอาออกจากยาเสพติดแล้วมันจะทำอย่างอื่นยาก เพราะทุกอย่างจะผิดไปหมด” ชายวัย 71 กล่าว

เดชา เล่าว่า แม่ของเขาเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เคยตัดออกไปจนหาย 3 ปีผ่านไป ตรวจพบมะเร็งตับขั้นที่ 4 ต้องให้คีโม แต่แม่ไม่ยอมคีโมเพราะคิดว่าคงไม่เกิน 2 เดือน และใช้สมุนไพรช่วยระงับความเจ็บปวดและจากไปอย่างสงบ จึงได้เริ่มต้นศึกษากัญชาอย่างจริงจัง ทั้งทางวิทยาศาสตร์และตำราจากพระที่มีฌาน และลองน้ำมันกัญชารักษาผู้ป่วยมะเร็งเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อตรวจค่ามะเร็งปรากฏว่าไม่พบ จึงมั่นใจว่าถ้าเป็นมะเร็งมีโอกาสหายได้ถ้าใช้น้ำมันกัญชา

“ผมสกัดจากดอก จึงได้น้ำมันออกมา เพื่อเห็นประโยชน์ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว จึงบอกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ และแจกให้คนไปลองใช้ ซึ่งได้ผลและรู้สึกว่า ถ้ามันดีจริงๆ ควรจะให้ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย จึงให้วัดป่าวชิรโพธิญาณเป็นผู้แจกเมื่อปี 2561 เป็นการทำบุญ และการเดินครั้งนี้ก็จะเป็นการบอกแก่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและคนที่สนใจอยากให้คนรับรู้สิ่งจริงๆ เหมือนที่เราเจอ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และตัดสินใจว่าอะไรน่าจะดีสำหรับเขา” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าว

ทั้งนี้ โรคมะเร็งไม่ได้หายได้จากการใช้ยาอย่างเดียว ที่สำคัญที่สุดต้องทำยาให้ถูกต้องที่สุดในแต่ละคน ต้องดูตามอาการของไข้ และการกิน ต้องเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หลักสำคัญคือต้องกินในปริมาณที่น้อยๆ ค่อยเพิ่มไปตามอาการของคนไข้ ที่สำคัญอย่ากิินให้เมาเป็นอันขาด ถ้าเมาแล้วจะไม่ได้เป็นยา จะไม่ใช่เป็นการรักษาโรค การทำให้ “กัญชา” ถูกกฎหมายจะช่วยให้ควบคุมได้

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า ยอดผู้ป่วยแจ้งความจำนงขอรับน้ำมันกัญชา ณ วันที่ 15  พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีจำนวนเกิน 20,000 คนแล้ว ไม่นับผู้ป่วยอีกมากมายที่ไม่สามารถประเมินได้ที่กำลังหลั่งไหลมาแสดงความจำนงเพิ่มเติม โดยล่าสุด มูลนิธิข้าวขวัญได้ประกาศปิดรับการสมัครผ่านออนไลน์แล้ว เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับผู้แสดงความจำนงจำนวนมากได้ ซึ่งหากว่าได้รับอนุญาตให้ทำน้ำมันกัญชาแจกผู้ป่วยได้ตามกำลังการผลิตก็ได้ไม่เกิน 10,000 ขวด และหากว่ามีความต้องการมากขึ้นกว่านี้จะดำเนินการอย่างไรเรื่องนี้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้ให้คำตอบแก่ภาคประชาชน

“ลำปางโมเดล”ป้องกันท้องไม่พร้อม

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372274

“ลำปางโมเดล”ป้องกันท้องไม่พร้อม

วันที่ 20 พฤษภาคม 2562

รายงาน …

ในปี 2560 จ.ลำปาง เป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่มีอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปี หรือช่วงวัยรุ่นต่ำกว่า 25 ต่อวัยรุ่นหญิง 15-19 ปี 1,000 คน เช่นเดียวกับ จ.ลำพูน และแพร่ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดแบบองค์รวม ส่งผลให้มีการดูแลเด็กเยาวชนทุกมิติ โดยมี “กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชน” ทำหน้าที่เชื่อมประสานความร่วมมือ ภายใต้การได้รับสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2557

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) สสส.ได้ลงพื้นติดตามหนุนเสริมการทำงานในพื้นที่ จ.ลำปาง ซึ่งจุดเด่นการดำเนินเรื่องการป้องกัันและแก้ไขท้องไม่พร้อมของ จ.ลำปาง อยู่ที่การมีองค์กรสาธารณะประโยชน์ คือ กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กฯ ทำหน้าที่ในการเชื่อมประสานทุกหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้ เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม ทั้งภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิิ่น (อปท.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หน่วยบริการทางการแพทย์ หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานราชการ รวมถึงภาคีอื่นๆ จึงทำให้การดูแลเด็กเยาวชนครอบคลุมแทบจะทุกมิติ

นางเบญญา เอมาวัฒน์ 

​น.ส.เบญญา เอมาวัฒน์ ประธานกลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชน บอกว่าการทำงานของกลุ่มจะยึดโยงตามภารกิจ 9 ด้าน คือ 1.กลไกประสานภาคี 2.พัฒนาทักษะพ่อแม่ในการสื่อสารกับลูก 3.กลไกสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนสอนเพศศึกษารอบด้าน 4.ทำงานเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ 5.รณรงค์สื่อสารกับวัยรุ่น 6.บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด การดูแลแม่วัยรุ่น 7.ระบบช่วยเหลือส่งต่อด้านจิตสังคมเพื่อช่วยวัยรุ่นที่ประสบปัญหา 8.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชน และ 9.พัฒนาระบบข้อมูล โดยระยะแรกดำเนินการใน 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.ห้างฉัตร และอ.เกาะคา

การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงมีตั้งแต่กิจกรรมที่จัดโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชนเอง เป็นการเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพัันธ์ที่ปลอดภัยการสอนเพศวิถีศึกษาในโรงเรียน การจัดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและวัยรุ่นทำกิจกรรม ส่วนของพ่อแม่ ผู้ปกครองมีการส่งเสริมบทบาทครอบครัวและสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น การพัฒนาวิทยากรนำร่องเรื่องพัฒนาทักษะการสื่อสารให้ผู้ปกครอง ผ่านหลักสูตรพ่อแม่ที่เน้นการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กเยาวชน

เมื่อจำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ มีการจัดสถานบริการที่เป็นมิตรต่อเยาวชน เช่น ที่โรงพยาบาลลำปางมีคลินิกมิตรวัยรุ่นและให้คำปรึกษา เด็กที่เข้ารับการปรึกษาที่นี่หากพบว่าตั้งครรภ์จะส่งเข้ารับการดูแลทางการแพทย์จนคลอด และรายที่สมัครใจจะฝังยาคุมกำเนิดป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำทุกรายรวมถึง มีสถานศึกษาที่เป็นมิตรและเข้าใจวัยรุ่นให้โอกาสเด็กที่เผชิญปัญหาตั้งครรภ์ระหว่างเรียนได้ศึกษาต่อไป โดยมีรูปแบบการช่วยเหลือ ไม่ต้องออกจากการเรียน

ผลที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมประสานการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทำให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจังหวัดลำปางประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยมีอัตราการคลอดบุตรของหญิงอายุ 15-19 ปีต่อ 1,000 คน ลดลงเหลือ 19.7 ต่อพันประชากร หรือ 381 ราย จากจำนวนผู้หญิงอายุ 15-19 ปี รวม 19,324 รายในปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงหลังสิ้นสุดโครงการ ขณะที่ก่อนเริ่มดำเนินงานตามโครงการอยู่ที่ 28 ต่อพันประชากร เป็นจังหวัดที่มีอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปีน้อยที่สุดของประเทศ

ขณะที่ ​ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จุดแข็งของลำปางคือมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) “กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง” เป็นกลไกเชื่อมประสาน การลงพื้นที่ครั้งนี้ช่วยให้เรารับทราบสถานการณ์และความก้าวหน้ารวมถึงอุปสรรคที่มีในพื้นที่ ทีมงานสสส.และผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมลงพื้นที่ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาการทำงานในจุดติดขัดต่างๆ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะนำประเด็นปัญหาเชิงระบบต่างๆ ที่ได้รับทราบ นำกลับไปหารือในส่วนกลางเพื่อหาแนวทางแก้ไขและสนับสนุนต่อไป ทั้งนี้พื้นที่ลำปางจะเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายลดอัตราการคลอดของวัยรุ่นทั่วประเทศให้เหลือต่ำกว่า 25 ต่อ 1,000 ภายในปี 2569 ตามเป้าหมายในยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับประเทศ

%d bloggers like this: