การศึกษา

All posts tagged การศึกษา

สจล.ยุติสอนแบบปกติ สั่งเรียนออนไลน์เริ่มทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/422879?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สจล.ยุติสอนแบบปกติ สั่งเรียนออนไลน์เริ่มทันที

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,สจล,ดรกุลชัย กุลตวนิช,เปิดคลาสเรียนออนไลน์
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

สจล. ประกาศยุติการเรียนการสอนแบบปกติ เร่งเปิดคลาสเรียนออนไลน์ทักวิชาทันที ช้าสุด 23 มีนาคม

 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศยุติการเรียนการสอนแบบปกติพร้อมสั่งการ เปิดคลาสเรียนออนไลน์ ทุกวิชาทันที อย่างช้าสุดภายใน 23 มีนาคม เพื่อ รองรับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีมาตรการ อาทิ งดจัดและเข้าร่วมกิจกรรม โครงการ สัมมนา และการประชุมทางวิชาการทุกประเภทที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนขึ้นไป ยกเว้นเป็นการดำเนินการจัดแบบออนไลน์เท่านั้น

 ให้บุคลากรและนักศึกษาทุกคนกรอกข้อมูลประวัติการเดินทางและข้อมูลที่เกี่ยวข้องลงในแบบฟอร์มตามที่สถาบันกำหนด กรณีบุคคลภายนอกที่เข้าออกสถาบัน ให้ส่วนงานวิชาการและสำนักงานบริหารทรัพยากรกายภาพและสิ่งแวดล้อมบันทึกภาพและเก็บข้อมูลตามแบบฟอร์มที่สถาบันกำหนดเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสารผ่านเว็บไซต์ http://www.kmitl.ac.thFacebook :www.facebook.com/kmitlofficial/Line : @KMITL

    ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โมเดลคลาสเรียนออนไลน์จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และตอบสนองประกาศของสจล. ที่มุ่งลดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและจะต้องดำเนินการเรียนการสอนให้แล้วเสร็จนั้น สจล.ยังตั้งทีมไอทีให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ผู้สอนจัดคลาสเรียนออนไลน์

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

 โดยสามารถเลือกประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มการสอนที่เหมาะสม อาทิ Facebook Broadcast, Microsoft Team, Google Classroom หรือ Moodle อีกทั้ง สจล.ยังตั้งเป้าให้ทุกชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยนำโมเดลคลาสเรียนออนไลน์ไปประยุกต์ใช้ในภาวะการระบาดของเชื้อโควิด-19 ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในระยะยาว ตามแนวคิดของสจล. ในการ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันที่สามารถเรียนได้ทุกที่ อย่างไร้ขีดจำกัด (KMITL Go Beyond the Limit)

 สถานศึกษาหรือหน่วยงานอื่นต้องมีแนวทางการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติซึ่งประกอบด้วย 1.สถานศึกษาต้องมีผู้บัญชาการรับผิดชอบดูแลเรื่องวิกฤติโดยตรง สามารถประสานงานได้ตลอดเวลา 2.สถานศึกษาต้องมีระบบการสื่อสารที่เข้าใจง่าย รวดเร็ว แม่นยำ เข้าถึงทุกคนได้ และต้องมีโฆษกหลักทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลให้เข้าใจตรงกัน 3.สถานศึกษาต้องมีโครงสร้างบริหารความเสี่ยงชัดเจน กระชับ ตัดสินใจได้เร็ว และสามารถลงมือดำเนินการได้ทันที และ 4.สถานศึกษายุคดิสรัปชั่นต้องใช้เทคโนโลยีสู้ภัยวิกฤติ รวมถึงโควิด-19 ตลอดจนสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการพัฒนาการเรียนออนไลน์อย่างจริงจังเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากการพบปะกันท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงเช่นนี้

 ดร.กุลชัย กุลตวนิช ผู้ช่วยคณบดีเทคโนโลยีการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวเพิ่มว่า สาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบคลาสเรียนออนไลน์อยู่แล้วในหลายวิชา เนื่องจากองค์ความรู้ของคณะ มุ่งเน้นการเรียนการสอนที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ได้ ทำให้คณะสามารถนำวิธีการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทันที และพร้อมเผยแพร่โมเดลคลาสเรียนออนไลน์ดังกล่าวให้แก่ทุกคณะในมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานและภาคการศึกษาต่างๆ ที่สนใจนำโมเดลดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อให้การเรียนหรือทำงานจากที่บ้าน (work / study from home) มีประสิทธิภาพสูงสุด

    หลักการของคลาสเรียนออนไลน์ คือองค์ความรู้ในการเรียนการสอนต้องครบถ้วนเหมือนการเรียนในชั้นเรียน แต่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการพบปะกันและอาจเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส โดยสื่อในการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.เลือกใช้คือการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook broadcast) ผ่านกลุ่มปิด (Closed group) ที่ตั้งขึ้นตามรายวิชาเพื่อให้นักศึกษาสามารถกลับมาดูบันทึกวิดีโอย้อนหลังและทบทวนบทเรียนได้

  เหตุผลที่เลือกใช้การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก เพราะเป็นแพลตฟอล์มสื่อสารทางออนไลน์ที่นักศึกษาใช้กันทุกคน มีวิธีการใช้ที่ไม่ยุ่งยาก แตกต่างจากการใช้เครื่องมือออนไลน์อื่นๆ เช่น Microsoft Team, Google Classroom หรือ Moodle ที่อาจต้องมีการจัดอบรมขึ้นเพื่อความเข้าใจในการใช้เครื่องมือ นอกจากนี้การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กยังมีฟังก์ชันกลุ่มเรียนรู้ทางโซเชียล (Facebook social learning) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอัปโหลดเอกสาร เนื้อหาการเรียนรู้เป็นยูนิตให้ผู้เรียนเลือกดาวน์โหลดตามบทเรียนได้ ทั้งนี้ผู้สอนยังสามารถนำเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ได้ ซึ่งสาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.มีทีมงานเข้าไปให้ความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนคลาสออนไลน์ได้

 นอกจากคลาสเรียนออนไลน์ที่ สจล.นำร่องใช้ในการเรียนการสอนออนไลน์เกือบทุกคณะไปเป็นที่เรียบร้อยและยังมีมาตรการรับมือกับภาวะการระบาดของโควิด-19 อาทิ มาตรการการทำความสะอาดอาคารเรียน มาตรการคัดกรองนักศึกษา บุคลากร รวมถึงบุคคลภายนอกก่อนเข้าอาคาร บริการแจกเจล–สเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อใช้ล้างมือป้องกันเชื้อโรค ผลงานของคณะวิทยาศาสตร์ สจล.พร้อมทั้งมีประตูสแกนอุณหภูมิติดตั้งที่คลินิกเวชกรรม สจล. ซึ่งเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ฯลฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/kmitlofficial หรือเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th

มูลนิธิเลโก้ ชู กสศ.เป็น 1 ใน 5 องค์กรชั้นนำด้านการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/422921?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มูลนิธิเลโก้ ชู กสศ.เป็น 1 ใน 5 องค์กรชั้นนำด้านการศึกษา

17 มีนาคม 2563 – 21:35 น.
มูลนิธิเลโก้,กสศ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

กสศ.เป็น 1 ใน 5 องค์กรชั้นนำด้านการศึกษา นำเสนอผลวิจัยแนวทางใช้มาตรการส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษา ในการประชุมประจำปีของมูลนิธิเลโก้

17 มี.ค.2563-ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้อำนวยการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กสศ. ได้รับเชิญจากมูลนิธิเลโก้หรือ LEGO Foundation หนึ่งในองค์กรด้านการเรียนรู้ที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ เข้าร่วมประชุมประจำปีของมูลนิธิ หรือ LEGO Idea Conference ระหว่างวันที่ 10 -11 มี.ค.ซึ่งถือเป็นงานประชุมที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดวาระการปฏิรูปและการพัฒนานวัตกรรมด้านการเรียนรู้ในระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยปีนี้เป็นการประชุมในหัวข้อ Creating Systems-how can education systems reform to enhance learners creativity skills? ซึ่งมุ่งสังเคราะห์ประสบการณ์การปฏิรูประบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติให้สามารถส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับสมบูรณ์ ได้ที่www.eef.or.th

ดร.ไกรยส กล่าวว่า เนื่องจากมีอุปสรรคจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมในประเทศเดนมาร์กได้ มูลนิธิเลโก้ได้เปลี่ยนมาจัดการประชุมทางไกล Virtual-conference ผ่านทาง legoideaconference.net มีผู้แทนหน่วยงานด้านการศึกษาระดับนานาชาติกว่าหลายสิบประเทศเข้าร่วม โดย กสศ. ได้รับเชิญร่วมเวทีสังเคราะห์ประสบการณ์ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับผู้กำหนดนโยบายอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สก็อตแลนด์ และเวลส์ เข้าร่วม โดย กสศ. ได้นำเสนอประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์การ OECD และอีก 14 ประเทศ ในการวิจัยพัฒนาเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งได้ทดลองประสบความสำเร็จแล้วในโรงเรียน 400 แห่งทั่วประเทศที่ดำเนินการมาแล้ว 3 ปี นับเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมากในการใช้เครื่องมือนี้หนุนเสริมกระบวนการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาเชิงระบบทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มคุณภาพการศึกษาควบคู่กันไป เนื่องจากกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากการสำรวจผู้จ้างงานตลอด 5-10 ปีที่ผ่านมา ทักษะความคิดสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 3 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงสุดในตลาดแรงงานทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย หากเด็กเยาวชนได้รับการส่งเสริมพัฒนาทักษะดังกล่าวตั้งแต่ในวัยเรียน ย่อมจะเป็นประโยชน์ทั้งในการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพในอนาคต ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม หากเด็กเยาวชนในครอบครัวที่มีรายได้น้อยได้รับการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้น ช่วยให้พวกเขาสามารถนำพาครอบครัวก้าวออกจากความยากจนได้ในอนาคต ทักษะความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นประโยชน์ต่อการก้าวออกจากประเทศรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปีของประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความท้าทายของสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ซึ่งประชากรที่ออกจากกำลังแรงงานมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่กำลังแรงงาน ดังนั้นหากสัดส่วนกำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่จะเป็นประโยชน์ในเมื่อถูกใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในยุค 5G ย่อมจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่มั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต สู่การก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงตามเป้าหมาย 20 ปีของประเทศ

“รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ โดยในปีการศึกษา 2563 สพฐ. มีแผนที่จะร่วมสนับสนุนการขยายผลการใช้เครื่องมือนี้ สู่ 42 เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ ผ่านกลไกของศึกษานิเทศก์และสถานศึกษาแกนนำเขตละ 2 สถานศึกษา รวมทั้งในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเป็นกลไกในการขยายผลการดำเนินงานในระดับประเทศต่อไป โดย กสศ. ทำหน้าที่ในฐานะตัวกลางประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ องค์การภาครัฐ เอกชน หน่วยงานวิชาการจากทั้งในและต่างประเทศ ในการนำมาตรการที่ร่วมกับ OECD มาปฎิบัติ เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะคิดวิเคราะห์ และคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนโรงเรียนต้นแบบที่ใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในทุกชั้นเรียนของโรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาในอนาคต” ดร.ไกรยส กล่าว

ขณะที่ นายจอห์น กู๊ดวิน ผู้บริหารของมูลนิธิเลโก้ CEO the LEGO Foundation กล่าวว่า จากการประชุมในครั้งนี้สามารถสรุป 10 บทเรียนความสำเร็จในการปฎิรูปเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1.การเรียนรู้ผ่านการเล่น 2.การสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เพียงแค่หน่วยงานรัฐ 4.การแบ่งปันความเข้าใจ ภาษา และนิยามของความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้เกิดการนำมาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง 5.องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้ามาสนับสนุนการปฎิรูปได้ 6.คุณครูและผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการปฎิรูป 7.หลักสูตรที่ชัดเจนจะเป็นแนวทางให้กับนักเรียนและคุณครู 8.ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ 9.การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบถือเป็นหลักการสำคัญ และ 10.การประเมินวัดผล

“เป้าหมายในการจัดการประชุมครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อให้เป็นแนวทางและจุดริเริ่มของนานาประเทศในการปฎิรูประบบการศึกษาในประเทศของตัวเองเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยความรู้และวิธีการที่ถ่ายทอดอยู่ในรายงานทั้งหมดไม่มีผิดหรือถูก มีเพียงแต่ความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพบริบทของสังคมและธรรมชาติของผู้เรียนเท่านั้นเป็นสำคัญ ทางมูลนิธิเลโก้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการศึกษาในครั้งนี้ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้มีการปฎิรูปเพื่อความคิดสร้างสรรค์ เป็นแหล่งข้อมูลและเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแนวทางการปฎิรูปการศึกษา และเป็นเหมือนตัวจุดประกายให้เกิดการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมด้านความคิดสร้างสรรค์ในวงการการศึกษาต่อไป” นายจอห์น กล่าว

สั่งปิดมหาวิทยาลัย สอนออนไลน์ป้องกันโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/422688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สั่งปิดมหาวิทยาลัย สอนออนไลน์ป้องกันโควิด-19

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด,โควิด-19,สอนออนไลน์,เรียนออนไลน์,อุดมศึกษา,มหาวิทยาลัย
เปิดอ่าน 3,270 ครั้ง

“การหยุดเรียน ปิดสถานศึกษา” เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการป้องกันโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด

ด้วยความไม่แสดงอาการของผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัส รวมถึงไม่ได้กักตัวเองตามการคำแนะนำการป้องกันและควบคุม โควิด-19 ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในกลุ่มคนหมู่มาก แม้จะใกล้ช่วงเปิดเทอมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา แต่ก็มีสถานศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยหลายแห่งทยอย งดการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัย แล้วจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ออนไลน์ เพื่อไม่ต้องให้นิสิตนักศึกษาเดินทางมาเรียน หรือต้องมารวมกลุ่มกัน

เริ่มด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรการและคำแนะนำการป้องกันควบคุม โรคไวรัสโคโรนา 19 (โควิด-19) (ฉบับที่ 6) มีข้อความตอนหนึ่งว่า การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะการแพร่ระบาดใหญ่ระดับโลก (Pandemic) ขณะเดียวกันได้ตรวจพบมีนักศึกษาของ มธ.จำนวนหนึ่งเคยไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยง แม้ว่าจะมีการกักตัวตามมาตรการการควบคุมโรคแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการ แพร่ระบาด ลดความแออัดและโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ได้มีการ งดการเรียนการสอน ใน มธ.ท่าพระจันทร์ และศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 16-22 มีนาคม พ.ศ.2563 และให้เปิดการเรียนการสอนอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2563 หรือจนกว่าจะมีการประกาศเป็นอย่างอื่น โดยคณะต่างๆ เตรียมระบบสนับสนุนการจัด การเรียนการสอนแบบออนไลน์ และดำเนินการให้สามารถเปิด การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ได้ภายในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563

อ่านข่าว-ปิดผับ-สนามมวย-โรงเรียน-มหาวิทยาลัย มีผล 18 มี.ค.นี้

ขณะที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ประกาศหยุดการเรียนการสอนที่ บางเขน 16-22 มีนาคม 2563 และเปิดเรียนตามปกติ 23 มีนาคม 2563 เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ เพื่อลดภาวะความเสี่ยงของการระบาด โดยมหาวิทยาลัยจะมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอาคารและสถานที่ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานของ สธ. นอกจากนั้นในมหาวิทยาลัยมีการจัดเตรียมระบบการสนับสนุน การเรียนการสอนออนไลน์ และการ ทำงานแบบออนไลน์ ไว้รองรับนิสิต คณาจารย์และบุคลากรไว้เรียบร้อยแล้ว

ต่อด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ) ได้ออกประกาศมาตรการหลังพบ ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) รายที่ 1 โดยขณะนี้ได้ให้คณะนิติศาสตร์ปิดทำการเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่ 16-22 มีนาคม 2563 เพื่อฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดตามมาตรฐานทางสาธารณสุขและมีการสอบสวนวงจรการแพร่กระจายเชื้อ โดยบุคลากร ผู้สัมผัสใกล้ชิด ทั้งคณาจารย์ นิสิต เจ้าหน้าที่ของคณะนิติศาสตร์ และสมาชิกในครอบครัวเข้ารับการคัดกรอง และให้หยุดกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งไม่ถือเป็นวันลา และหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมทางมหาวิทยาลัยยินดีรับผิดชอบทั้งหมด

ส่วน มหาวิทยาลัยศรีปทุม (ศรีปทุม)  ได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 โดยปิดทำการ ม.ศรีปทุม บางเขน ตั้งแต่วันที่ 15-20 มีนาคม 2563 เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทั้งภายในและภายนอกอาคารสถานที่ ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย โดยบุคลากรปฏิบัติงานจากที่บ้าน จะมีการจัด การเรียนการสอนออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 ซึ่งนักศึกษาไม่ต้องเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย

เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ที่มีการระงับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย วิทยาเขตศาลายา ซึ่งมีนักศึกษาจากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬาติดเชื้อ โควิด-19 มหาวิทยาลัยจึงหยุดการเรียนการสอนในส่วนของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ระหว่างวันที่ 14-22 มีนาคม 2563 และได้จัด การเรียนการสอนออนไลน์ หรือดำเนินการเรียนการสอนเพิ่มเติมในภายหลัง พร้อมทั้งมหาวิทยาลัยได้ประกาศ หยุดเรียนวิทยาเขตศาลายา ระหว่างวันที่ 16-20 มีนาคม 2563 สำหรับส่วนที่มีความพร้อมให้การดำเนินงานจัด การเรียนการสอนออนไลน์ ได้

ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) มีการจัดทำข้อเสนอการแก้ไขการแพร่ระบาด โควิด-19 ในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ขณะนี้ และมีมหาวิทยาลัยบางแห่งสร้างระบบ ป้องกัน ล่วงหน้าไว้แล้วอย่างดี เช่นให้มี การเรียนการสอนผ่านทางระบบออนไลน์ เป็นต้น แต่ยังเป็นการดำเนินการเป็นรายเฉพาะเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วทุกสถาบัน ซึ่งข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาบ่งบอกชัดแจ้งแล้วว่าการระบาดครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ทปสท.จึงขอนำเสนอและเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเพิ่มมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดที่รัดกุมและครอบคลุมครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ และมหาวิทยาลัยเอกชน ขอให้เพิ่มมาตรการการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้นักศึกษา ตลอดจนหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย

โดยปรับระบบวิธีการทำงานให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยทำงานผ่าน ระบบออนไลน์ เป็นหลักในที่พักของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางและการรวมกลุ่มกันในสถาบันอุดมศึกษา หากมีภารกิจที่ต้องมาปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานให้ดำเนินการเป็นกรณีเฉพาะเป็นครั้งๆ ไป อาทิ การประชุมคณะกรรมการ ฯลฯ เพื่อลดการพบปะกันเป็นหมู่คณะให้มากที่สุด

ตบท้ายด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.)  ออกประกาศ หยุดการเรียนการสอน 13-16 มีนาคม 2563 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ประกาศหยุดการเรียนการสอน 16 มีนาคม–19 เมษายน 2563 โดยจะใช้การเปิดสอนผ่านทางระบบ ออนไลน์ ทดแทน และ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) จะเปิดสอนผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 เมษายน–11 พฤษภาคม 2563

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศยกเลิกการเรียนการสอนในห้องเรียนตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 และจะจัดการเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบ รวมถึง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) งดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของทุกรายวิชาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563

ทั้งนี้ขอให้อาจารย์ผู้สอนทำการสอนชดเชยโดยใช้เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ตามความเหมาะสม และยกเลิกการจัดสอบกลางภาคโดยส่วนทะเบียนและประมวลผล ระหว่างวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม ถึงวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 โดยให้อาจารย์ผู้สอนและ/หรืออาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชาพิจารณาดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินผลตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ขยายในวงกว้าง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและจัด การเรียนการสอนออนไลน์ หรือมีมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษา และเพื่อป้องกัน โควิด-19

ทปสท.เรียกร้องทำงานที่บ้าน

ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขการแพร่ระบาด โควิด-19 ในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ขณะนี้ และมีมหาวิทยาลัยบางแห่งสร้างระบบป้องกันล่วงหน้าไว้แล้วอย่างดี เช่น ให้มีการเรียนการสอนผ่านทางระบบออนไลน์ เป็นต้น แต่ยังเป็นการดำเนินการเป็นรายเฉพาะเท่านั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วทุกสถาบัน ซึ่งข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาบ่งบอกชัดแจ้งแล้วว่าการระบาดครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ทปสท.จึงขอนำเสนอและเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเพิ่มมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดที่รัดกุมและครอบคลุมครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ และมหาวิทยาลัยเอกชน ขอให้เพิ่มมาตรการการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้นักศึกษา

ตลอดจนหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โดยปรับระบบวิธีการทำงานให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยทำงานผ่านระบบออนไลน์เป็นหลักในที่พักของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางและการรวมกลุ่มกันในสถาบันอุดมศึกษา หากมีภารกิจที่ต้องมาปฏิบัติงานในสถานที่ทำงาน ให้ดำเนินการเป็นกรณีเฉพาะเป็นครั้งๆ ไป อาทิ การประชุมคณะกรรมการ ฯลฯ เพื่อลดการพบปะกันเป็นหมู่คณะให้มากที่สุด

เรียนออนไลน์-ทำงานที่บ้าน มาตรการรับมือ โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/422576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เรียนออนไลน์-ทำงานที่บ้าน มาตรการรับมือ โควิด-19

16 มีนาคม 2563 – 13:26 น.
โควิด-19,เรียนออนไลน์,กระทรวงอุดมศึกษา,หน้ากากอนามัย,ผศดรศิริเดช คำสุพรหม

 

เปิดอ่าน 201 ครั้ง

 

เรียนออนไลน์-ทำงานที่บ้าน มาตรการรับมือ โควิด-19 โดย… หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

 

 

การป้องกัน การเฝ้าระวัง การควบคุมโรคโควิด-19 ที่ดีที่สุด ต้องเริ่มจากทุกคนช่วยกันดูแลตัวเอง และหากมีภาวะความเสี่ยง มีอาการไข้หวัด ควรรีบไปพบแพทย์ หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด พื้นที่สาธารณะ และควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

 

อ่านข่าว… กระทรวงอุดมศึกษา สั่งเรียนออนไลน์ เลื่อนรับปริญญาไม่มีกำหนด

 

 

ขณะนี้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดจนเข้าสู่ระยะที่ 3 (ปัจจุบันไทยอยู่ในระยะที่ 2)

ในส่วนสถาบันการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ดูแลนักเรียนนักศึกษาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาจีน บุคลากรจีนมาเรียน มาทำงานอยู่จำนวนมาก อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มีนักศึกษาจีนมาเรียนประมาณ 3,000 คน ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ และปรับเปลี่ยนวิธีสอบไฟนอลเป็นการประเมินผลผ่านโครงงานแทน

 

 

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม

 

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์และพบผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มหาวิทยาลัยมีความเป็นห่วงนักศึกษาจีนที่มาเรียนประมาณ 3,000 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประเทศจีนยังไม่กลับมา ประมาณ 2,400 คน และอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยเพียง 600 คน

โดยมีการคัดกรองส่วนกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงจะออกพาสปอร์ตเหลืองให้ ต้องมาตรวจวัดไข้ 14 วัน ถ้า 14 วันไม่มีอาการใดๆ จะได้พาสปอร์ตเขียว ปัจจุบันนี้นักศึกษาจีนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทั้ง 600 คนถือพาสปอร์ตสีเขียว และทุกทางขึ้นอาคารต่างๆ หน้าลิฟต์และหน้าห้องเรียน จะมีเจลล้างมือ ไว้ให้บริการ และเน้นทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย และรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัยพร้อมทั้งจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ผ่าน Teacher mate ของ Tencent ให้แก่นักศึกษาที่อยู่ที่ประเทศจีน และปรับวิธีการสอบไฟนอลมาเป็นการประเมิินผลจากการส่งโครงงาน หรือ project based ส่งอาจารย์ผู้สอนแทน

 

 

 

 

 

นอกจากนั้นในมหาวิทยาลัยได้มีการเฝ้าระวัง มีมาตรการการป้องกัน อาทิ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบริเวณรอบมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง จะมีเจ้าหน้าที่ทำการวัดไข้ให้นักศึกษาทุกคนก่อนเข้าห้องเรียน และที่พักอาศัย จัดเตรียมหน้ากากอนามัยไว้บริการนักศึกษาฟรี และเน้นย้ำให้นักศึกษาใส่หน้ากากอนามัยเข้าเรียนทุกคน และได้ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมาทำงานตามปกติ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ความสำคัญในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน นักศึกษาไทย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนด้วยมาตรการที่เข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้มีมาตรการในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน และนักศึกษา รวมถึงคณาจารย์และบุคลากรต่างๆ เตรียมพร้อม เฝ้าระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เป็นต้น

 

 

   ทำงานที่บ้านผ่านดิจิทัล
จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งเกาหลี อิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในกรณีที่มีการระบาดอย่างกว้างขวางในประเทศ โดยหน่วยงานราชการถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมทำงานที่บ้านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งระบบการทำงานและระบบออนไลน์เพื่อให้การทำงานของหน่วยราชการนั้นๆ และการให้บริการประชาชนไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดความรุนแรงของการระบาด

ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการก็มีระบบการทำงานผ่านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ได้แก่ เอกสารดิจิทัล (E-Doccument) การประชุมขนาดเล็กผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) และการประชุมขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระบบ E-conference ที่เป็นการประชุมขนาดใหญ่ก็มีระบบที่รองรับซึ่งมีความพร้อมในระดับหนึ่ง เหลือเพียงกฎระเบียบบางเรื่องที่ยังคงต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติงานจริง

ขณะเดียวกันบริษัทเอกชนต่างๆ มีแนวโน้มให้พนักงานทำงานที่บ้านเช่นกัน เช่น “แกร็บ” บริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ประกาศปิดสำนักงานในไทยและสิงคโปร์เป็นเวลา 5 วัน แนะนำให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มีนาคม เพื่อให้บริษัททำความสะอาดและฆ่าเชื้อในสำนักงาน

 

 

 

  “เครือเจริญโภคภัณฑ์”ทำงานที่บ้านกรณีพนักงานผู้ซึ่งตนเองหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งพนักงานผู้นั้นทำงานที่บ้านและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่เดินทางกลับ

ธนาคารกรุงเทพ ได้สั่งพนักงานทำงานที่บ้าน 14 วัน หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ชั้น 26 อาคารแสงทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกประกาศมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างทำงานที่บ้าน และงดให้บุคคลภายนอกเข้าอาคาร Circle Living Prototype เป็นเวลา 14 วัน เนื่องด้วย ททท. ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลอาคารชุดว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 59

กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงติดโรคตามประกาศของสำนักงานกสทช. หรือมีเหตุสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ผู้นั้นปฏิบัติงานในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา

    3-เทคนิคทำงานที่บ้าน
Work from home ดูจะเป็นคำตอบของสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นหลายประเทศ เริ่มใช้มาตรการแก้ไขควบคู่ไปกับการป้องกันในหลากหลายมิติ ไม่เว้นแม้แต่การปิดออฟฟิศและอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ ที่เราเริ่มเห็นหลายๆ องค์กรระดับโลกตัดสินใจนำมาใช้ แต่การทำงานนอกสถานที่หรือทำงานที่บ้านจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีความครบเครื่องและครบครันมากที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากการทำงานในออฟฟิศ

เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลโปรแกรม LINE คือคำตอบที่ทำให้คนทำงานสามารถใช้ชีวิตแบบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ผ่านโทรศัพท์มือถือของตัวเองได้ แม้ไม่เจอกันก็ใกล้กันได้ สื่อสารกันได้ ทำงานด้วยกันได้ทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคนิคที่ช่วยการทำงานที่บ้าน (Work from Home)

ออฟฟิศเสมือนจริง ควรสร้างบรรยากาศทำงานจริงๆ เสียก่อน เพราะหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับการทำงานที่บ้าน จึงต้องจัดเตรียมพื้นที่ทำงานที่บ้านให้เหมาะสม และสร้างบรรยากาศให้พร้อมทำงานเหมือนกำลังอยู่ในสำนักงาน เพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้มากขึ้นด้วยกำหนดเวลาการทำงานให้ชัดเจนที่ขาดไม่ได้คือสัญญาณอินเทอร์เน็ตต้องไม่สะดุด และเพื่อให้เราโฟกัสกับการทำงานมากขึ้น

การสื่อสารก็เป็นหัวใจของการทำงานที่บ้านหลายคนรู้แล้วว่าหากมีเรื่องไม่ด่วนก็ทักแชตส่วนตัวหรือต้องการคุยงานแบบหลายคน ก็สร้างกลุ่มแชตที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานได้อัพเดทไปพร้อมๆ กันทั้งยังสามารถใช้ในรูปแบบ Voice หรือ VDO เพื่อประชุมเรื่องสำคัญให้ทุกคนรับรู้พร้อมกันทั้งเสียงและวิดีโอสามารถคอมเมนต์ แสดงความคิดเห็น ระหว่างที่มีสมาชิกในกลุ่มมีฟีเจอร์ช่วยรับส่งไฟล์ เอกสารไฟล์ขนาดใหญ่ ก็สามารถใช้ฟีเจอร์สแกนข้อความตัวอักษรโดยไม่ต้องพิมพ์

อย่างไรก็ตามข้อดีของการทำงานในสำนักงานคือเห็นการทำงานของกันและกันได้อย่างชัดเจน ส่วนการทำงานที่บ้าน หากมีเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถช่วยให้ทำงานได้ดีไม่ต่างจากสำนักงานจึงควรจัดลำดับความสำคัญของงาน และกำหนดระยะเวลาให้งานแต่ละชิ้น เพื่อจะได้จัดสรรเวลาได้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาพักก็ต้องพัก และพร้อมทำงานชิ้นใหม่

ยุทธศาสตร์ 4 ระดับ 9 ด้าน พาจีนผ่านวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/421879?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ยุทธศาสตร์ 4 ระดับ 9 ด้าน พาจีนผ่านวิกฤติโควิด-19

12 มีนาคม 2563 – 10:19 น.
โควิด-19,จีน
เปิดอ่าน 231 ครั้ง

ยุทธศาสตร์ 4 ระดับ 9 ด้าน พาจีนผ่านวิกฤติโควิด-19  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางในประเทศจีน อัตราผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลักสิบปลายปีที่แล้วทะยานสู่หลักหมื่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ การรับมือของจีนที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์แพทย์พยาบาลกว่า 4 หมื่นคน สร้างโรงพยาบาลภายในเวลาไม่กี่วัน และการใช้มาตรการที่เข้มข้น รวมถึงเทคโนโลยี ทำให้สถานการณ์โรคเริ่มชะลอในขณะนี้

 อ่านรหัสพันธุกรรมใน1สัปดาห์
หลังจากที่พบผู้ป่วยคนแรกช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 นักวิทยาศาสตร์จีนและประเทศต่างๆ ได้แยกตัวเชื้ออย่างรวดเร็ว สามารถเพาะเชื้อและอ่านรหัสพันธุกรรมได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยเพาะเลี้ยงเชื้อ 104 สายพันธุ์ จากคนไข้ 104 คน พบว่า มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับค้างคาว 96% แต่ที่ยังไม่ทราบคือมาจากค้างคาวโดยตรงหรือไม่

เมื่อเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม 104 ตัวอย่าง พบว่าเกือบจะเหมือนกัน 99.9% แสดงว่าเชื้อในผู้ป่วยแต่ละคนเป็นชนิดเดียวกัน ทำให้มองเห็นแล้วว่าต้องจัดการอย่างไร สุดท้ายคือการวิเคราะห์การชันสูตรผู้เสียชีวิตว่าเชื้อเข้าไปอย่างไร อวัยวะมีปัญหาอย่างไร โดยรายงานผลพบว่าพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ปอดทำให้แพทย์สามารถเตรียมการได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 16-24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลจีนและนานาชาติ รวมทั้งหมด 25 คน จาก 8 ประเทศ ลงพื้นที่ 4 มณฑล ได้แก่ ปักกิ่ง เสฉวน (เมืองเฉินตู) กวางตุ้ง (เมืองกวางเจา และเสิ่นเจิ้น) และหูเป่ย (เมืองอู่ฮั่น) ทั้งหมด 9 วัน เพื่อพบปะ สัมภาษณ์ ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร ศึกษาข้อมูลสถานที่เกิดเหตุจริง ศึกษาบทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั่วโลกเพื่อให้เกิดข้อแนะนำและป้องกันออกมาเป็นรายงานฉบับย่อมเพื่อเป็นกรณีศึกษาในการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงในอนาคต

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

 ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “องค์การอนามัยโลก เจออะไรที่ประเทศจีน” บทเรียนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติว่า ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเห็นได้ชัดว่าโควิด-19 เป็นเหตุการณ์ใหญ่ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและแพร่กระจายไปทั่วโลก มาตรการที่ถูกนำไปใช้จึงต้องใหญ่ ทั้งด้านกำลังคนในการส่งแพทย์พยาบาลมากกว่า 4 หมื่นคนเข้าไปในหูเป่ย เพื่อควบคุมโรคภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เราเห็นข่าวสร้างโรงพยาบาลสนาม และมีการเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลที่มีอยู่ 45 แห่ง มาดูแลคนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ แบ่งเป็น 9 แห่งดูแลคนไข้หนัก ต้องอยู่ในไอซียู ใส่เครื่องช่วยหายใจ และอีก 36 แห่งที่จำเพาะสำหรับดูแลคนกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกันก็มีข่าวดี คือในช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อในจีนลดลงเรื่อยๆ ในระดับที่ระบบพอจะจัดการได้

ความน่าสนใจของรายงานพบว่ารายงานฉบับแรกบอกว่าจีนพบผู้ป่วยรายแรกประมาณ 30-31 ธันวาคม แต่จีนได้มองย้อนกลับไปเคสแรกที่อาจจะเจอคือวันที่ 8 ธันวาคม 2562 (ยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ) หรือประมาณ 2 ธันวาคม 2562 (การวินิจฉัยทางคลินิกรายแรก)

ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยที่พบ 87.9% มีไข้ และ 2 ใน 3 หรือ 67.7% ไอแห้ง 38.1% อ่อนเพลีย 33.4% ไอมีเสมหะ 18.6% หายใจลำบาก 14.8% ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ 13.9% เจ็บคอ 13.6% ปวดศีรษะ 11.4% หนาวสั่น 5.0% คลื่นไส้ อาเจียน 4.8% คัดจมูก 0.9% ไอเป็นเลือด และ 0.8% ตาแดง

หากดูอัตราการติดเชื้อและอัตราการตายในแต่ละกลุ่ม พบว่า อายุน้อย ป่วยน้อยไม่รุนแรง ส่วนคนที่อายุมาก จะป่วยมากกว่า และอาการรุนแรง ปัจจุบันอัตราตายโดยเฉลี่ย 0.7% เนื่องจากองค์ความรู้ดีขึ้นทำให้อัตราตายลดลง ความเป็นไปของโรค 80% เป็นคนไข้ที่มีอาการเบา 14% ป่วยหนักประมาณ 6% ต้องเข้าไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิต 1 ใน 3 ของคนที่ป่วยหนัก ส่วนพยาธิสภาพที่ทำให้เสียชีวิต คือ ปอดได้รับอันตราย มีมูก มีเลือดออกในถุงลม คล้ายปอดอักเสบจากไวรัสอื่นๆ บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 2,055 ราย จาก 476 โรงพยาบาลทั่วประเทศจีน ส่วนใหญ่ติดเชื้อในช่วงต้นของการระบาด

นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์

   มาตรการจีน 4 ระดับ 9 ด้าน
นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในรายงานของ WHO ระบุว่าจีนมีการจัดโครงสร้างการรับมือตอบโต้การระบาด โดยใช้แผนที่มีอยู่คล้ายๆ กับไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ แต่เนื่องจากประเทศจีนใหญ่ จำนวนประชากรมากกว่าไทย ดังนั้นเขาต้องเตรียมแผนโดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และตำบลหมู่บ้าน

ทั้งนี้ในการตอบโต้เชื้อไวรัสของจีนมีการจัดระบบกลไกทำงาน 9 ด้าน คือ 1.ด้านการประสานงาน 2.การระบาดวิทยาสอบสวนป้องกันโรค 3.ดูแลรักษาผู้ป่วย 4.ด้านการวิจัย 5.สื่อสารสาธารณะ 6.ประสานงานระหว่างประเทศ 7.การจัดหาเวชภันฑ์ที่จำเป็นมาใช้ 8.ช่วยเหลือดูแลประชาชนให้สามารถใช้ชีวิตโดยปกติ และ 9.รักษาความมั่นคงของสังคม

“การเตรียมงานแต่ละด้านจะมีหัวหน้าผู้กำกับดูแลการทำงานในระดับกระทรวง แบ่งหน้าที่ให้แต่ละกระทรวงกันไปทำ โดยมีกฎหมาย ระเบียบต่างๆ รองรับอย่างเข้มแข็ง ยกระดับการควบคุมโรค เป็นระดับประเทศ ทุกจังหวัดต้องดูแลอย่างเข้มข้นภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่การประกาศ แผนของจีนเรียกว่ายุทธศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะรีบทำขึ้นมาและถ่ายทอดในระดับท้องถิ่น ปรับแผนให้ใช้ตามพื้นที่ โดยอาศัยองค์ความรู้และประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกัน”

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของจีน แบ่งตามระดับความเสี่ยงและสภาพปัญหาในพื้นที่ 4 ประเภท คือ 1.พื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด ใช้การป้องกันอย่างเข้มงวด ดูแลเป็นพิเศษในศูนย์กลางคมนาคม รถไฟ สนามบิน เพื่อไม่ให้นำเชื้อเข้ามา 2.พื้นที่เริ่มมีผู้ป่วย ใช้มาตการ ค้นหา ควบคุมการระบาดในพื้นที่ ป้องกันไม่ให้แพร่ 3.พื้นที่มีการระบาดเป็นกลุ่ม ต้องควบคุมการแพร่โรคให้ได้มากที่สุด ป้องกันการแพร่ไปยังพื้นที่อื่น ให้การรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด และ 4.พื้นที่ระบาดอย่างมาก ใช้ยุทธศาสตร์การดูแลผู้ป่วยเป็นหลักและควบคุมการแพร่เชื้อ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างปกติ ขณะเดียวกันก็ควบคุมการเดินทางให้อยู่ที่บ้านเป็นหลักอีกด้วย

       งดฉลองตรุษจีนทั่วประเทศ
สำหรับการจัดความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยของประเทศจีนจุดที่โดดเด่น คือ ระดมผู้ป่วยมาอยู่ด้วยกัน ในสถานที่เดียวกัน และระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทรัพยากร เวชภัณฑ์ต่างๆ ให้การรักษาแบบโรงพยาบาลพิเศษ มีการก่อสร้างโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วรองรับผู้ป่วย ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วตอนซาร์ส ถัดมาคือให้ทุกเมืองทุกอำเภอปรับโรงพยาบาล รองรับผู้ป่วย ให้ทีมแพทย์ พยาบาล และทรัพยากรต่างๆ ดูแลในจุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

จุดเด่นของจีนคือลดการสัมผัสในพื้นที่อย่างเข้มข้น สั่งไม่ให้ฉลองตรุษจีนทั่วประเทศ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะตรุษจีนของจีนใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงอีเวนท์ งานมหรสพทุกอย่างงดหมด ทำให้การแพร่โรคป้องกันได้มาก มีการเหลื่อมเวลาการทำงาน ควบคุมการเดินทางเข้าออกจากพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างเข้มข้น ในพื้นที่ที่มีการระบาดไม่มากก็ควบคุมอย่างเหมาะสม แม้ของไทยจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่หากเตรียมระยะ 3 จะต้องเพิ่มมาตรการตรงส่วนนี้ เรียนรู้จากจีน จะเป็นไปได้หรือไม่หากเราจะงดเทศกาลสงกรานต์ เรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ

“นอกจากนี้ยังมีการดูแลจิตใจของประชาชน โดยระดมหน่วยงาน อาสาสมัครระดับประเทศ ชุมชน ดูแลในส่วนนี้เพื่อให้คนที่อยู่บ้านมีอาหาร จีนมีพลังทางด้านไอที ซึ่งเขาได้เอามาใช้ทำให้คนอยู่บ้านมีข้าวของ ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ”

นพ.ศุภมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทำงานของไทย เริ่มต้นรับมือกับโควิด-19 มาตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากทราบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติในจีน เราเริ่มต้นคัดกรองผู้เดินทางโดยเฉพาะจากอู่ฮั่น และจากจีนทั้งหมดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำได้ค่อนข้างรวดเร็ว เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เพราะไทยมีประสบการณ์รับมือไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ระหว่างนั้นเราก็มีประสบการณ์โรคเมอร์ส และความเสี่ยงอีโบล่า ดังนั้นศักยภาพเดิมเรามีพอสมควรทำให้เริ่มต้นได้เร็ว

“เราผ่านระยะที่ 1 มาแล้ว ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 คือ เริ่มมีการติดเชื้อในประเทศ ในวงจำกัด แต่ยังมีความกังวลว่าบางคนอาจจะติดเชื้อมา แต่อาการน้อย อยู่ในระยะฟักตัว เราต้องเผื่อว่าอาจจะมีระยะ 3 คือ มีการแพร่โรค ขยายตัวออกไป จนถึงระดับที่เราตามไม่ถูกว่ามาจากไหน จึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อความไม่ประมาท ต้องป้องกัน เพื่อไม่ให้แพร่”

ดร.แดเนียล แฮร์เทสซ์

จำกัดเคส ปชช.ร่วมมือพาไทยผ่านวิกฤติ
ด้าน ดร.แดเนียล แฮร์เทสซ์  WHO Representative to Thailand กล่าวว่า ในฐานะ WHO มีหน้าที่ดูแลโรคติดต่อและโรคทั่วไประดับโลก จุดประสงค์ที่มาช่วยในเรื่องโควิด-19 คือการดูแล เตรียมการ ควบคุมโรค โดยทำงานร่วมกับนักวิชาการทางด้านสาธารณสุขเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ตั้งแต่การทำความเข้าใจโรค การระบาด มาตรการการรักษา เรื่องสารพันธุกรรม และร่วมมือกับห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาโรค ทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อดูว่ามีอาการทางคลินิกอย่างไร

สำหรับจีนสามารถจัดการกับการระบาดของโรคได้ดี การใช้มาตรการต่างๆ ทำให้ลดการติดเชื้อเป็นมาตรการควบคุมโรคทำได้เร็ว และทำได้อย่างเต็มที่ เพราะมีภาคประชาชนสนับสนุน สิ่งที่เรียนรู้จากจีนสามารถไปประยุกต์ใช้ได้ทุกที่ อันดับ 1 คือ ต้องหาเคสจำกัดการแพร่เชื้อไม่ให้ระบาดเป็นวงกว้าง ตอนนี้ไทยเป็นระยะ 2 โอกาสที่แพร่ระบาดก็ยังมี ดังนั้นต้องเตรียมตัวควบคุมเพื่อให้อยู่ในระยะเดิม เพราะหากเราป้องกันได้จะทำให้เกิดการระบาดช้าลง เตรียมพร้อมด้านสาธาณสุข ให้ประชาชนมีความรู้ และความพร้อม ต้องทำการสำรวจทุกที่ที่เป็นไปได้ หากมีผู้ป่วยต้องตรวจและรีบแยก ไม่ให้มาระบาดเพิ่มเติม รวมถึงติดตามผู้ที่เสี่ยงได้อย่างครอบคลุม จะทำให้ระบบห่วงโซ่การติดเชื้อลดลง และไทยจะสามารถผ่านวิกฤติได้

“ถัดมาคือใช้มาตรการด้านสาธารรสุขให้ประชาชนทุกคนช่วยเหลือ ป้องกัน ล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอลล์เจล หากไอให้ไอใส่ทิชชู่ หรือแขนเสื้อ ไอแล้วให้ทิ้งทิชชู่และล้างมือ พยายามรักษาระยะห่างจากคนอื่น 1 เมตร หลีกเลี่ยงอย่าจับปาก ตา จมูก บางคนติดนิสัย ตอนนี้ต้องหยุดได้แล้ว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ ต้องพยายามทำ เพื่อลดการระบาดโควิดและโรคอื่นๆ ด้วย” Dr.Daniel กล่าวทิ้งท้าย

สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/421488?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน

10 มีนาคม 2563 – 10:50 น.
สปสช,โควิด-19,โคโรน่า,หน้ากากอนามัย,หน้ากากทางเลือก,กรมควคุมโรค
เปิดอ่าน 149 ครั้ง

สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19 อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

หน้ากากอนามัยและหน้ากากทางเลือกกลายเป็นอาวุธประจำตัวของประชาชนในการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน การดูแลสุขภาพ ป้องกันตัวเองจึงเป็นการปฏิบัติตัวที่ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

อ่านข่าว-“สาธิต” ฟันไม่เลี้ยง จนท.สธ. กักตุน “หน้ากากอนามัย”

วันที่ 9 มีนาคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน​ ร่วมกันจัดกิจกรรม “สปสช.สานใจ ต้านภัย ป้องกันไวรัสโคโรน่า (โควิด-19)” พร้อมอบรมสอนวิธีการทำหน้ากากผ้าที่ได้มาตรฐาน โดยมีตัวแทนประชาชนกว่า 50 คนจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางเข้าร่วม เพื่อฝึกทำหน้ากากทางเลือกนำไปใช้ในชุมชนและพื้นที่ รวมถึงรองรับการขาดแคลนหน้ากากอนามัยอีกด้วย

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ประเทศไทยยังคงพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันการติดโควิด-19 ตามคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข คือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากผ้าเพื่อป้องกัน
“สถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้ภาครัฐมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ซึ่งการรวมพลังครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของคนไทยที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยในส่วนของ สปสช. ได้ดำเนินการในพื้นที่ 8,000 กว่าตำบลที่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพได้ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ภาคประชาชน หรือสังคมมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ แก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 ทั้งในส่วนของการป้องกันการแก้ไขการระบาด การให้ความรู้แก่ประชาชน” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีข่าวข้อมูลมากมายที่ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล ความกลัว และทำให้เกิดการตีตราร่วมด้วย ดังนั้นหากภาคประชาชน ชุมชนได้มีส่วนร่วม มีความรู้ความเข้าใจ ความจริงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกคนต้องพิจารณาข้อมูลข่าวสาร แหล่งข่าวให้ดี รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะช่วยและสามารถทำได้ คือการทำหน้ากากผ้าใช้เอง หรือทำเพื่อคนในครอบครัว และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้อื่น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการ สปสช. กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสดีท่ามกลางวิกฤติ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะสถานการณ์ของโควิด-19 สามารถบริหารจัดการได้ หากทุกคนมีความรู้ มีระบบการให้ข้อมูล และมีจิตใจช่วยป้องกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากการทำหน้ากากผ้าของภาคประชาชน ชุมชน นอกจากเป็นการลดการตื่นตระหนกของประชาชนในการขาดแคลนหน้ากากอนามัยแล้ว ยังเป็นการป้องกันตัวเองและผู้อื่น เพราะหวังจะพึ่งรัฐอย่างเดียวคงไม่ได้ ไม่มั่นใจว่ารัฐเราจะร่ำรวยมาดูแลเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรจะรอคือ ชุมชน ภาคประชาชนที่มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างสังคมน่าอยู่ เกื้อกูลกัน อย่าง พอช. เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเมื่อมีการร่วมมือกันจะทำให้ปัญหาโควิด-19 ลดน้อยลง โดยหลังจากมีการจัดทำหน้ากากผ้าแล้ว จะมีกิจกรรมให้ประชาชนร่วมกันจัดทำสบู่ล้างมือต่อไป
ปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า โควิด-19 กลายเป็นโจทย์ของมนุษยชาติ หรือโจทย์ของคนทุกคน ทุกองค์กร ถึงเวลาที่ต้องใช้โอกาสนี้รวมพลังของภาคประชาชนแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของไทยที่จะได้เห็นความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนที่มีอยู่ทุกพื้นที่ โดยในส่วนของกองทุนสวัสดิการชุมชนมีจำนวน 5,997 กองทุน มีงบประมาณ 15,549 ล้านบาท เรามีพลังภาคประชาชนเต็มพื้นที่ และการที่ภาคประชาชนเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของปัญหาเรื่องนี้ พอมีโรคนี้ขึ้นมาจะต้องไม่โทษใคร แต่จะร่วมกันโดยเอาปัญหาเป็นตัวตั้งและทำทันที

ปฏิภาณ จุมผา

“ตอนนี้มี 13 จังหวัด 88 กองทุน ได้ให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน และจัดทำหน้ากากผ้ามาตรฐานเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในชุมชน คาดว่าจะจัดทำหน้ากากผ้าให้แล้วเสร็จ 444,800 ชิ้น ภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยประชาชน และคืนหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน และโรงพยาบาล ส่วนงบประมาณในการดำเนินการนั้น ขณะนี้แต่ละกองทุนมีการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่จะไม่มีปัญหาในเรื่องการดำเนินการอย่างแน่นอน” ปฏิภาณ กล่าว
ปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า โควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญที่คงจะรอใครไม่ได้ เราในฐานะที่เป็นชุมชน เป็นภาคประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองตามสวัสดิการชุมชน โดยจะทำหน้าที่ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.การนำความรู้ไปสื่อสารกับพี่น้องเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศให้รู้วิธีการป้องกัน ระแวดระวังในพื้นที่ ดูแลสุขภาพ ความสะอาด การคัดกรอง การประเมินในชุมชน ใช้วิกฤติตรงนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างความรู้ กระบวนการด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนได้ตื่นตัวมากขึ้น

และ 2.ร่วมรณรงค์ผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งเฟสแรกตั้งเป้าไว้ 1 ล้านชิ้นให้แล้วเสร็จปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ความเสี่ยงสูงๆ เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล เชียงใหม่ ภูเก็ต สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาด และช่วยรัฐลดค่าใช่จ่าย งบประมาณ และสร้างสังคมไม่ทอดทิ้งกัน เป็นกลไกช่วยเฝ้าระวังรวมถึงการขาดแคลนหน้ากากอนามัย อีกทั้งจะมีการใช้สื่อชุมชนในการให้ความรู้และให้มีส่วนร่วมในการดูแลป้องกันตนเอง

สมรักษ์ ศิริเขตรกรณ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ดีใจที่มีเครือข่ายชุมชนมาช่วยเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือถ้าทุกคนป้องกันตนเองและป้องกันคนรอบข้าง คนในครอบครัว จะสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ รวมถึงถ้าทุกคนเข้าใจ มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ทุกคนจะไม่ตื่นตระหนกตกใจหรือมีความขัดแย้งในชุมชนหรือสังคมอย่างที่เกิดปัญหาในตอนนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง ถ้าทุกคนรู้ข้อมูล รู้ความจริง ติดตามสถานการณ์ตามสื่อที่ถูกต้องจะได้ไม่ตื่นตระหนกและนำความรู้ไปสื่อสารแก่คนอื่นๆ ในชุมชน เพราะโรคนี้ไม่ได้เป็นง่ายและไม่มีอัตราการตายที่สูง ถ้าทุกคนเข้าใจ ทุกคนจะปลอดภัย

กสศ.ช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา หวั่นพิษศก.ซ้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/421104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา หวั่นพิษศก.ซ้ำ

7 มีนาคม 2563 – 14:38 น.
กสศ,เด็กยากจน,นอกระบบการศึกษา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

หวั่นพิษเศรษฐกิจซ้ำเติม กสศ.รุกช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา กสศ. จับมือครูสุเทพ “ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”  พัฒนาศูนย์เพิ่มทักษะอาชีพ สร้างรายได้เสริม ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน

7 มี.ค.2563-ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยจากหลายปัจจัย และยังซ้ำเติมจากพิษสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19 คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ได้รับผลกระทบนี้ไปทุกหย่อมหญ้า  มีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายหรือบางรายไม่มีรายได้เข้ามาเลย บ้างถูกเลิกจ้าง กลุ่มเกษตรกรกำลังประสบปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ  ส่งออกไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกลับสูงขึ้นทุกวัน

เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่พบว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้กำลังลุกลามทำให้บางครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วต้องยอมให้บุตรหลานออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวอีกทางหนึ่ง ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ปลายด้ามขวาน ใน ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ซึ่งมีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากระบบการศึกษา เพื่อไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ บ้างก็ไปเป็นยาม บ้างก็ไปทำงานร้านอาหาร และมีจำนวนหนึ่งที่เดินทางออกไปทำงานในประเทศมาเลเซีย

เรื่องนี้ “ครูสุเทพ เท่งประกิจ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส อ.กาบัง จ.ยะลา ได้เล่าถึงปัญหาของชุมชนว่า “เด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ผู้ปกครองมีอาชีพกรีดยาง ที่ดินก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์  และตอนนี้ราคายางตกลงมาเหลือแค่ 4 กิโลกรัม 100 บาท ทำให้เด็กหลายคนแม้จะอยากเรียนต่อแต่ก็ต้องหยุดเรียนเพื่อออกไปช่วยที่บ้านทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ครูเองก็พยายามติดตามตัวให้กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ”

ทำอย่างไรที่จะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้  ?
 
หนึ่งในทางออกที่ครูสุเทพและเพื่อนครูในโรงเรียนพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันคือ การสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้กับเด็กนักเรียน ตามความถนัดและความสนใจของแต่ละคน ทั้ง ตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างเชื่อม ช่างไม้ เกษตรกรรม งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ฯลฯ  จึงนำมาสู่ “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างแกนนำเพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ” ซึ่งมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เข้ามาเป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนโครงการนี้ และด้วยการสนับสนุนจาก กสศ.  ทำให้โรงเรียนสามารถจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภาคปฏิบัติ ทั้งจักรเย็บผ้า ตู้เชื่อม เครื่องตัดเหล็ก เครื่องตัดไม้ กบไฟฟ้า และหินเจียร มาใช้ประกอบการฝึกทักษะ

ครูสุเทพ เล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เป็นการนำประสบการณ์ตรงในอดีตที่ครูเคยส่งเสียตัวเองเรียนจากการรับจ้างทำงานต่างๆ ตั้งแต่ กวนปูน ก่ออิฐ ฉาบปูน เป็นช่างไม้ ทำให้มีทั้งรายได้และทักษะอาชีพติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้สามารถใช้รายได้จากงานตรงนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนจนจบเป็นครูมาถึงทุกวันนี้


บทเรียนจริงที่ต้องเอามาใช้จริง

โครงการฝึกทักษะอาชีพ จะเป็นการฝึกแบบลงมือทำจริง และมีรายได้เกิดขึ้นจริงกับนักเรียนจริง เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า ก็เริ่มจากงานง่ายๆ การตัดเย็บผ้าคลุมผม ผ้าพันคอลูกเสือ ซึ่งเด็กๆ ก็ต้องใช้กันอยู่แล้วน่าจะตัดเย็บใช้เอง ไปจนถึงกระเป๋าผ้าที่ปัจจุบันมีการรณรงค์ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก  ส่วนวิชาช่างเชื่อมปัจจุบันเด็กๆ สามารถทำชั้นวางรองเท้า โต๊ะ โกลฟุตบอลรูหนูใช้เองได้แล้ว และเริ่มมีคนมาจ้างให้ผลิตของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น หรือช่างไม้ก็เริ่มสอนให้เด็กรู้จัก ไปหาของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาออกแบบเป็นข้างของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

“ทั้งหมดเด็กจะได้ฝึกทักษะการวางแผนพรุ่งนี้จะทำอะไร ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ได้ทั้งการคิดและคำนวณว่าซื้อผ้ามาหนึ่งโหลเป็นต้นทุนกี่บาท จะตัดได้กี่ชิ้น  ผลต่างที่เป็นกำไรเท่าไร ตรงนี้จะฝึกให้เขาได้รู้กระบวนการคิดต้นทุนการผลิต ซึ่งในตำราเรียนยังไม่มีสอน และสุดท้ายเด็กๆ ก็จะมีรายได้ย้อนกลับมาหาตัวเขาเองด้วย” ครูสุเทพ กล่าว

แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีทางเลือกในอนาคต  และมีหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังให้แก่เด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขา
“น้องบิ๊ก – ซูฟัร แลฮา” นักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียน เล่าให้ฟังระหว่างเชื่อมเหล็กเพื่อสร้างกรงนก ว่า “ชอบงานด้านช่างเชื่อม โดยเริ่มเรียนตั้งแต่การออกแบบ การวัด การตัด จนถึงการเชื่อม ซึ่งช่วงเริ่มต้นอาจลำบากหน่อย เช่น แช่นานไปก็เหล็กทะลุ หรือเร็วไปเหล็กก็ไม่ติดกันต้องลองทำไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ชำนาญมากขึ้น มีคนมาจ้างต่อกรงนกและกำลังจะทำไซดักปลาที่ออกแบบเอง เมื่อมีรายได้ก็เอาไปซื้ออุปกรณ์การเรียนไม่ต้องรบกวนที่บ้าน

ไม่ต่างจาก  อิบรอเหม อาบู  นักเรียน ชั้นเดียวกันจากที่เคยลองทำราวตากผ้าใช้เอง ตอนนี้มีครูในโรงเรียนสนใจสั่งให้ทำให้หลายชุดแล้ว และก่อนหน้านี้เคยทำชุดขาตั้งขวดน้ำขายไปได้หลายชุด งานตรงนี้เป็นเรื่องสนุก ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และช่วยให้มีรายได้  ซึ่งตั้งใจจะเก็บรายได้ไว้เป็นทุนการศึกษาในอนาคต


เรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก

ครูสุเทพ  อธิบายเพิ่มว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีอนาคต มีหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังเด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขาว่า “หากเรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก”  เช่น เคยให้ลูกศิษย์ช่วยกันวิเคราะห์ว่า “หากลูก จบ ป. 4 จะทำอาชีพอะไรได้บ้าง?” เด็กๆ ก็จะบอกว่าเป็นพวกการเกษตร ตัดยาง เลี้ยงวัวควาย แต่งานที่ก้าวหน้าขึ้นมาอย่างผู้ใหญ่บ้านก็เป็นไม่ได้ หรือจบ ม.3 ม.6 แล้วเป็นอะไรได้บ้าง? ตรงนี้ทำให้เด็กเขาเห็นอนาคตตัวเองว่าหากอยากสบายในอนาคตก็ต้องตั้งใจในชั้นสูงขึ้นไป

เมื่อเด็กมีเป้าหมายตั้งใจที่จะเรียนให้สูงๆ แล้ว จากนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยพัฒนาทักษะอาชีพให้เขามีงาน มีรายได้พิเศษพอจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเล่าเรียนต่อในอนาคต

“ปัจจุบัน มีนักเรียนหลายคนที่สามารถช่วยงานรับเหมาก่อสร้าง เช่น การสร้างอาคารในโรงเรียน ที่เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก่อสร้าง ที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริง  ลงมือทำจริงๆ อย่างก่ออิฐ ฉาบปูน เราก็ภูมิใจว่าเขาสามารถทำงานตรงนี้ได้ เมื่อมีวิชาความรู้ตรงนี้ก็จะมีรายได้ บางคนจะได้ใช้เป็นทุนไปเรียนต่อ บางคนหากไม่ได้เรียนต่อก็สามารถนำไปเป็นทุนประกอบอาชีพในอนาคตได้

จะเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ที่จบ ม.3 จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใสไปเกือบทั้งหมดตั้งใจเรียนต่อ บางคนไม่มีเงินก็จะไปรับทำงานจ้างหาเงินเรียนได้ด้วยตนเอง ทั้งกรีดยาง ทำงานในร้านอาหาร เป็นงานพิเศษ จนสามารถเรียนต่อชั้น ม. 6 และยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยทักษิณได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องแนะนำและสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา ซึ่งครูโรงเรียนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ โดยดูตามความถนัด ความสนใจและบริบทของพื้นที่ตัวเอง” ครูสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างแกนนำเพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ” ของครูสุเทพ เท่งประกิจ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 เป็น โครงการขยายผลจากการทำงานของครูที่ทำสร้างสมเป็นต้นทุนมา  ซึ่งโครงการนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นสำคัญ  การทำงานของครูสุเทพจึงมุ่งเน้นขยายผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตแก่เด็กและเยาวชนด้อยโอกาสทั้งในโรงเรียนและชุมชน  เพราะนอกจากความรู้ที่ครูจะถ่ายทอดเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในด้านวิชาการแล้ว ทักษะการประกอบอาชีพได้ตามความถนัดและมีศักยภาพพอที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตก็มีความสำคัญ

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด

6 มีนาคม 2563 – 12:35 น.
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์,โควิด-19,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 208 ครั้ง

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด โดย… ปาริชาติ บุญเอกqualitylife4444@gmail.com –

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้สามารถตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ซึ่งในการรับรองครั้งนี้นอกจากเครื่องมือและบุคลากรที่ต้องพร้อมแล้วยังจำเป็นต้องมีสถานที่ที่ไม่ทำให้บุคลากรเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ

อ่านข่าว-ร่วมต้านโควิด-19 ซีพีเอฟจัดเมนูฟรีหนุนรพ.-กลุ่มเสี่ยง

ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 7 แห่ง สามารถตรวจเชื้อโควิด-19 ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

นพ.วิชัย เตชะสาธิต

นพ.วิชัย เตชะสาธิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า เนื่องจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสปิทอล  ส่งผลให้มีผู้ป่วยจากหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชีย เช่น จีน เข้ามาใช้บริการ ดังนั้นมาตรการของเราจึงต้องเฝ้าระวังตั้งแต่การติดตามข่าวสารโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำจากทั่วโลกทั้งจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 เริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ จากประเทศจีนตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ซึ่งได้เฝ้าติดตาม มีคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ พยาบาล นักระบาดวิทยา ร่วมกันประชุมถึงปัญหาดังกล่าว และออกมาตรการว่า หากใครที่กลับมาจากอู่ฮั่น (ตอนนั้นเฝ้าระวังอู่ฮั่นที่เดียว) หากมีไข้ มีอาการทางเดินหายใจ ขอเชิญไปที่ห้องความดันลบซึ่งอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน

รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ใส่หน้ากากอนามัย ใส่ชุดป้องกันในการตรวจรักษา และเนื่องจากในขณะนั้นห้องแล็บที่สามารถตรวจได้มีเพียงที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากเราสงสัยในอาการของผู้ป่วย คือ เป็นไข้ มีอาการทางเดินหายใจ มาจากที่ที่มีการระบาดของโรค 3 ประเด็นนี้ ต้องส่งตัวอย่างให้ห้องแล็บทั้ง 2 แห่ง เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19

นพ.วิชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถตรวจในเลือดได้ ต้องใช้อุปกรณ์คล้ายๆ คอตตอนบัตยาวๆ แหย่เข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเขี่ยเอาเซลล์ที่อยู่ข้างหลัง หรือแหย่ผ่านทางปากโดยตรง เอาตัวอย่างใส่ลงไปในน้ำยาที่เลี้ยงไวรัสเอาไว้ และส่งให้ทางแล็บที่สามารถตรวจได้

ภายหลังจากที่ประเทศจีนสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่า 2019 ออกมาได้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงเดินหน้าผลิตน้ำยาชุดตรวจเพื่อทำการทดสอบซึ่งต้องเป็นแล็บที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น

 รพ.1ใน7แห่งตรวจโควิด-19
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ออกประกาศรับรองให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่มีห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองให้เป็นเครือข่ายของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

นพ.วิชัย กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล จึงมีห้องแล็บที่ทันสมัย มีเครื่องมือและมีบุคลากรที่มีความสามารถ ขาดเพียงชุดทดสอบเชื้อโรคอุบัติใหม่เพราะผลิตเองไม่ได้ ต้องเป็นโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องนำเข้าจากประเทศจีนเพื่อดูแลเคสภายใน และยังมีบางส่วนที่ต้องส่งไปทดสอบที่โรงพยาบาลรัฐเพื่อยืนยัน

“เราพยายายามพัฒนาในการดูแลคนไข้ให้อย่างทันท่วงที ซึ่งก่อนที่จะได้รับการรับรองต้องมีเจ้าหน้าที่จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ามาตรวจสอบ ทดลองมาตรฐาน ส่งตัวอย่างผลบวก ตัวอย่างผลลบ เพื่อทดลองว่าตรวจตรงหรือไม่ ต้องตรวจได้ตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสากล ใช้เวลาดำเนินการรับรองราว 2 อาทิตย์”

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง นอกจากความพร้อมเรื่องเครื่องมือและบุคลากรแล้วยังรวมไปถึงความพร้อมเรื่องสถานที่ทั้งด้าน Facilities คือมีห้อง Negative Pressure (ห้องความดันลบ) และห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ Bio-Safety Level 2 Plus (BSL2-Plus) พื้นที่ต้องไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ซึ่งกรมควบคุมโรคได้กำหนดไว้ว่าหากจะทดสอบเชื้อโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่ออันตรายจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมืออะไรบ้าง ครบพร้อมหรือไม่ สามารถแยกออกจากพื้นที่อื่นๆ ได้โดยที่ไม่มีใครเข้ามาปะปน เพราะการตรวจเชื้อไวรัสถือว่าเป็นเชื้ออันตราย ต้องมีข้อกำหนดในด้านมาตรฐานชัดเจน

  แนะควรตรวจเคสที่จำเป็น
นพ.วิชัย กล่าวว่า พอได้รับรองมาตรฐานคนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่ารับตรวจหมด แต่ความจริงชุดตรวจมีจำกัด ต้องเข้าใจสถานการณ์ ชุดตรวจมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ถูกส่งมาจากบริษัทใหญ่ในจีน สหรัฐอเมริกา หรือโรงเรียนแพทย์ แต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไม่สามารถผลิตชุดตรวจเองได้จึงต้องนำเข้า ซึ่งมีเงินซื้อไม่ได้ เพราะมีความต้องการทั่วโลก

ประเด็นต่อมาคือความเข้าใจของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นก็มาตรวจ ความจริงแล้ว ถ้ายังไม่มีอาการ ถึงแม้ติดมาโอกาสตรวจก็ใช่ว่าจะเจอ 100% จึงต้องใช้วิธีที่ว่าหากผู้ป่วยยังไม่มีอาการขอให้อยู่บ้านและอีก 2 อาทิตย์มาตรวจใหม่ ควรจะสงวนทรัพยากรเพื่อให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะตรวจหรือไม่ สิ่งที่บำรุงราษฎร์ต้องการจะบอกคือมีความสามารถที่จะตรวจได้ มีเครื่อง มีบุคลากร ได้รับการรับรอง แต่ตอนนี้ชุดตรวจมีจำกัด เพราะฉะนั้นพยายามจะตรวจสำหรับคนไข้ที่มีความจำเป็นจริงๆ

หลังจากมีการประกาศเพิ่มประเทศกลุ่มเสี่ยงทำให้มีคนมาคัดกรองเพิ่มขึ้น ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องมีกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ สงวนไว้ให้คนที่สงสัยและจำเป็น เพราะชุดตรวจที่นำเข้ามาต้องผ่านการอนุญาตจากองค์การอาหารและยา (อย.) ใช้ระยะเวลาในการรอผลตรวจราว 4-6 ชั่วโมง ซึ่งโรงพยาบาลได้จัดพื้นที่ให้ผู้ที่รอผลการคัดกรองแยกต่างหาก

อย่างไรก็ตามในการตรวจหนึ่งครั้งไม่ได้มีเฉพาะค่าตรวจเชื้อโควิด-19 เท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเข้ามา เนื่องจากบุคลากรที่ตรวจต้องใส่ชุดป้องกัน ซึ่งต้องเปลี่ยนชุดทุกครั้งเมื่อตรวจคนหนึ่งเสร็จ หรือตรวจเจอเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษาตามโรค

“ผู้ป่วยคัดกรองหากเข้าข่ายมากเราจะขอให้เขาอยู่โรงพยาบาล อาจจะต้องรักษาหรือมีโรคอื่น แต่สำหรับคนที่อาการไม่มาก หรือไม่เข้าข่าย จะตรวจและให้กลับไปรอผลที่บ้าน รักษาตามอาการ และโทรไปรายงานผล หากเจอผลเป็นบวกก็จะมีวิธีการปฏิบัติว่าให้ไปตรงจุดไหน ขณะนี้มีห้องความดันลบ 3 ห้อง และพยายามแบ่งวอร์ดหนึ่งเอาไว้ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ให้ผู้ป่วยอื่นมาปะปน”

“เราเตรียมพร้อมและจะทำให้ดีที่สุด เราพยายามจะสงวนที่ เตียง ห้องต่างๆ ที่มีอยู่ให้แก่เคสที่จำเป็น หากตรวจเจอถ้าทำได้เราจะส่งต่อไปที่สถาบันบำราศนราดูร หรือ รพ.ราชวิถี เพราะมีความพร้อม เป็นกิจจะลักษณะ และภาครัฐมีหลักประกันสุขภาพในกรณีผู้ป่วยโควิด-19 แต่หากส่งไปไม่ได้เราจะพยายามดูแลอย่างเต็มที่”

“อย่างไรก็ตามการตรวจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาการ การทำแล็บยังมีจำกัด ค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่ชุดตรวจ แต่มีขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการแปรผล ดังนั้นอยากจะให้สังคมเข้าใจ แม้ขณะนี้ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรและหน้ากากจะยังเพียงพอ แต่หากใช้โดยเกินความจำเป็นก็จะเสียของโดยเปล่าประโยชน์ และหากวันหนึ่งระยะ 3 มาถึง ของที่จำเป็นต้องใช้อาจจะไม่เพียงพอ”
นพ.วิชัย อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับในเคสที่จำเป็นต้องตรวจเชื้อโควิด-19 อาทิ กลับจากญี่ปุ่น เป็นไข้ 3 วัน เหนื่อยหอบ มีการคัดกรอง ปอดอักเสบ กรณีนี้ต้องรีบตรวจ ชุดตรวจเหล่านี้ควรสงวนไว้สำหรับการควบคุมโรค ดังนั้น มาตรการให้เฝ้าระวังตัวเอง 14 วัน ตรงนั้นเป็นประโยชน์มากกว่าจะมานั่งตรวจ เพราะหากไม่มีอาการแล้วมาตรวจผลออกมาเป็นลบก็ไม่ได้บอกว่าไม่เป็น เพราะถ้าไปทำงานในระยะฟักตัว เกิดเป็นขึ้นมาจะกลายเป็นว่าไม่ระวังตัวไปกันใหญ่

“คนที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงต้องดูแลตัวเอง 14 วัน ไม่ต้องถึงกับไปขังตัวเองมากมาย แต่พยายามออกนอกบ้านให้น้อยที่สุด สัมผัสผู้อื่นให้น้อยที่สุด หากจำเป็นต้องออกไปให้ใส่หน้ากากอนามัย หากอยู่ในบ้านหรือคอนโดคนเดียวก็ไม่ต้องใส่ หมั่นล้างมือให้สะอาด และหากมีอาการค่อยมาโรงพยาบาล” นพ.วิชัย กล่าว

       8 มาตรการรับมือโควิด-19
สำหรับ 8 มาตรการหลักในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อความปลอดภัยทั้งพนักงานและผู้ป่วย ได้แก่ 1.ลดโอกาสในการรับเชื้อให้น้อยที่สุดโดยการสวมใส่เครื่องป้องกันการรับเชื้อ ทั้งหน้ากากอนามัยและชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) 2.ป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสและจากฝอยละอองที่มีเชื้อ โดยการทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ในโรงพยาบาลสม่ำเสมอ รวมถึงภายในรถตู้รับส่ง

3.บริหารจัดการการเข้าออก และการใช้พื้นที่ในโรงพยาบาลของผู้มาติดต่อ ทั้งเครื่องจับอุณหภูมิ ซักประวัติ บริการแอลกอฮอลล์และหน้ากากอนามัย  4.การเตรียมความพร้อมกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย ได้แก่ การเตรียมบุคลากรทั้งทางการแพทย์และพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในกรณีพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 นำผู้ต้องสงสัยไปยังห้องแยกโรคภายในห้องความดันลบเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย และเจ้าหน้าที่ต้องสวมใส่ชุดป้องกันตนเองจากการติดเชื้อและเตรียมแคปซูลที่ทันสมัยในการขนย้ายผู้ป่วยต้องสงสัย

5.การบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการเจ็บป่วยหรือสัมผัสกับโรค โดยมีมาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อของพนักงานและในการดูแลพนักงานเมื่อเกิดการเจ็บป่วย 6.ฝึกอบรมและให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับโควิด-19 และขั้นตอนการคัดกรองผู้ที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังก่อนที่อาสาสมัครจากแผนกต่างๆ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตามจุดคัดกรองแต่ละจุด พร้อมอัพเดทข้อมูลสถานการณ์ของโรค ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

7.การทำความสะอาด การกำจัดของเสียอย่างเหมาะสม มีการแยกประเภทขยะเป็นขยะติดเชื้อ ขยะทั่วไปจากทุกวอร์ดในโรงพยาบาล เพื่อนำไปกำจัดด้วยกระบวนการตามมาตรฐานและมีการทำความสะอาดลิฟต์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังขนเสร็จ และ 8.จัดระบบรายงานภายในโรงพยาบาลและระบบรายงานกับหน่วยงานสาธารณสุข จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์เพื่อประเมิน ปรับตัวตามสถานการณ์

นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้จัดให้มีจุดคัดกรอง 5 จุด เน้นให้ความสำคัญในตึกผู้ป่วยนอก คือทำเส้นทางเดินเข้าภายในตึกโดยแยกลิฟต์โดยสารระหว่างทางลงและขึ้นไปลานจอดรถชัดเจนเพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้มาใช้บริการลงมาเจอกับจุดคัดกรองแรกที่หน้าลิฟต์เพื่อสอบถามเบื้องต้น จากนั้นผู้ใช้บริการต้องเดินผ่านเครื่องเทอร์โมสแกนเพื่อวัดอุณภูมิ หากพบว่ามีไข้จะต้องมาที่จุดคัดกรองอีกจุดที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้า หากพบว่ามีอาการระบบทางเดินหายใจทางโรงพยาบาลจะแจกหน้ากากอนามัยให้ใส่ ซักถามอาการ และส่งต่ออย่างเป็นระบบ

“ผู้ป่วยต่างชาติที่มาใช้บริการซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.มีใบนัด จะมีข้อมูล รายละเอียดเบื้องต้นก่อนมาถึงอยู่แล้ว และ 2.กลุ่มที่วอล์กอินเข้ามาจะมีการกรอกรายละเอียด ซักประวัติ ทั้งชื่อ สถานที่พำนัก และอื่นๆ อย่างละเอียด 100% นอกจากนี้กลุ่มต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือมีการเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง จะยิ่งมีการซักประวัติอย่างละเอียดมากขึ้น” นพ.วิชัย กล่าว

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาล ยังออกข้อปฏิบัติในการเยี่ยมผู้ป่วยช่วงโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งผู้ป่วย ผู้มาเยี่ยม และบุคลากร ตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค ได้แก่  ผู้เข้าเยี่ยมต้องติดต่อเคาน์เตอร์พยาบาลทุกครั้งก่อนเข้าเยี่ยม โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าเยี่ยมในแต่ละครั้งให้น้อยที่สุด หากผู้เยี่ยมหรือบุคลใกล้ชิดมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก และเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไม่เกิน 14 วัน ขอให้งดเยี่ยม และโรงพยาบาลมีสิทธิ์ปฏิเสธการเยี่ยมหากพิจารณาว่าอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

“มหิดล”แชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“มหิดล”แชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทย

5 มีนาคม 2563 – 18:35 น.
มหาวิทยาลัยมหิดล,แชมป์อันดับ1,12สมัย,การศึกษา,คมชัดลึกออนไลน์

 

เปิดอ่าน 698 ครั้ง

 

“มหิดล”แชมป์ มหาวิทยาลัย อันดับ1ของประเทศไทย ใน 5 สาขา ระบุ มม. เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง12ปีจากการจัดของNTU University Rankings 2019

จากการจัดอันดับของ QS World University Ranki มหิดล ติดอันดับ 1 ของไทย ใน 5 สาขาวิชาngs by Subject 2020

อ่านข่าว : ม.มหิดล มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง 12 ปี

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 Quacquarelli Symonds (QS) ประกาศผลการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2020 ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับจำนวนทั้งสิ้น 14 สาขาวิชา

โดยเป็นอันดับ 1 ในไทย ใน 5 สาขาวิชา ได้แก่ Life Sciences & Medicine อันดับที่ 143 (จากเดิม อันดับที่ 148) Medicine อันดับที่ 101-150 (อันดับคงที่) Pharmacy & Pharmacology อันดับที่ 101-150 (จากเดิม อันดับที่ 151-200)

Linguistics อันดับที่ 151-200 (จากเดิม อันดับที่ 201-250) และ Biological Sciences อันดับที่ 201-250 (อันดับคงที่)

จากผลการจัดอันดับดังกล่าว ยังคงแสดงถึงความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลในสาขาวิชา Life Sciences & Medicine, Medicine, Pharmacy & Pharmacology, Linguistics และ Biological Sciences โดย มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงตระหนักในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การบริการวิชาการ การบริการทางการแพทย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2562 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง 12 ปี จากการประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ล่าสุดโดย NTU University Rankings 2019

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน

4 มีนาคม 2563 – 13:55 น.
หน้ากากอนามัย,โควิด-19,ขาดแคลน
เปิดอ่าน 1,977 ครั้ง

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน   โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

รัฐบาลขออนุมัติงบกลาง 250 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบ ให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากใช้กันเอง เพื่อแก้ไขปัญหาหน้ากากขาดแคลน แม้ว่าโรงงานผลิต 10 โรงงานทั่วประเทศจะมีกำลังการผลิตราว 30 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะนี้เพิ่มขึ้นไปเป็น 35 ล้านชิ้นต่อเดือน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกระจายไปให้สถานพยาบาลต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ร้านธงฟ้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ค้าส่ง ค้าปลีกต่างๆ สมาคมร้านยา เพื่อนำไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง

อ่านข่าว…. สาวโพสต์เดือด ซื้อหน้ากากอนามัยมา ไหนคุณภาพ มันบางมาก

เพราะแม้กระทั่งโรงพยาบาลเอกชนเองก็ประสบปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยสำหรับใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นกัน โดย ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า โรงพยาบาลเอกชนได้รับคนไข้ที่มีความเสี่ยงมากกว่าร้อยละ 70 แต่ปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชนประสบปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยเข้าขั้นวิกฤติ และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่มีหน้ากากอนามัยใช้

ว่ากันว่าวัตถุดิบผลิตหน้ากากนำเข้าจากประเทศจีน ปัจจุบันนำเข้าวัตถุดิบจากอินโดนีเซียเพิ่มเติม ดังนั้น “หน้ากากทางเลือก” ที่หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี ผลิตหน้ากากผ้าสามารถซักได้ ใช้ได้หลายครั้ง สามารถทำใช้ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้

อาชีวะทำแจก5หมื่น
สุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน และนักเรียน นักศึกษา จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการผลิตหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 และเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่ง สอศ.ได้รับนโยบายและมอบหมายให้วิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ดำเนินการตัดเย็บหน้ากาก โดยกระจายภารกิจให้แก่สถานศึกษาในภูมิภาค ต่างๆ ทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคละ 1 หมื่นชิ้น รวมทั้งสิ้น 5 หมื่นชิ้น

สุเทพ แก่งสันเทียะ

สำหรับหน้ากากที่ผลิตครั้งนี้ มีการพัฒนาให้เป็นหน้ากากผ้าที่มีมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนแผ่นกรองได้ และสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง เป็นหน้ากากที่ได้มาตรฐานที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ได้ ทั้งนี้ในเบื้องต้น สอศ.ได้ส่งมอบหน้ากาก จำนวน 2 หมื่นชิ้น ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่เสี่ยง เช่น สถานีรถไฟฟ้า โรงเรียน สถานศึกษา สถานที่ที่มีประชาชนอยู่กันเป็นจำนวนมาก

  ธัญบุรีผลิตเจล-หน้ากากแจก 
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เผยว่า ช่วงภาวะเจลล้างมือแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่หายาก และขาดแคลน มหาวิทยาลัยได้จัดโครงการขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ตามคณะและหน่วยงาน สามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นผู้สอนทำเจลล้างมือซึ่งมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ 70% ในขณะเดียวกันอาจารย์และนักศึกษาจากสาขาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ยังได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการทำผ้าปิดจมูกด้วยตนเอง ป้องกันความเสี่ยง โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับผ้าปิดจมูกกลับบ้านอีกด้วย

รวมทั้งได้ออกมาตรการและคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยประกาศให้ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ยึดแนวคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/introduction.php) เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน การเรียน การจัดประชุมสัมมนา หรือจัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในมหาวิทยาลัย และเพื่อปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ อว 0226.5/ว 127 ลงวันที่ 28 มกราคม 2563 โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางแฟนเพจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มสด.วางเจลฆ่าเชื้อโรค
รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะมาตรการการเฝ้าระวังเด็กเล็ก โรงเรียนสาธิตละอออุทิศได้จัดให้มีจุดคัดกรองนักเรียนทุกเช้าก่อนเข้าเรียน โดยวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อตรวจอาการไข้ ไอ จาม เจ็บคอ และอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หากพบอาการดังกล่าว จะแจ้งให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้าน โดยให้นักเรียนที่ถูกคัดกรองรออยู่ที่ห้องพยาบาล และติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียน พร้อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเจลล้างมือ เพื่อใช้ทำความสะอาดและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคประจำอาคาร และจุดต่างๆ ที่มีผู้สัญจร และได้เพิ่มการทำความสะอาดในห้องเรียน สำนักงาน ราวบันได ห้องน้ำ ลิฟต์โดยสาร ฯลฯ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อและใช้เครื่องอบโอโซนหลังเลิกเรียน พร้อมทั้งจัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ไว้บริการที่ห้องพยาบาล และได้ประสานงานกับโรงพยาบาลโดยรอบพื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการรักษาพยาบาล ในกรณีฉุกเฉินมหาวิทยาลัยจะติดตามและเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและระงับโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19

    สจล.ทำเจลล้างมือแจก
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดตัวสเปรย์แอลกอฮอล์ และเจลแอลกอฮอล์พกพา เพื่อแจกจ่ายให้แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เพื่อสุขภาพของตนเองและป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใต้แนวคิดมหาวิทยาลัยรากฐานนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือสังคมไทย เนื่องในโอกาสพระจอมเกล้าลาดกระบัง 60 ปี ไร้ขีดจำกัด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับสเปรย์แอลกอออล์ได้ที่ชั้น 1 สำนักงานอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สอบถามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ http://www.facebook.com/kmitlofficial

มช.พัฒนาแอพคัดกรองเอง
ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะสาธารณสุขศาสตร์ ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นคัดกรองตนเองเบื้องต้นนี้ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความตระหนักในการป้องกันตนเองและลดความตระหนกและความตื่นกลัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกระทรวงสาธารณสุข

แอพพลิเคชั่นคัดกรองนี้ จัดทำเป็น 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน โดยอ้างอิงจากแนวทางการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข และได้พัฒนาเกณฑ์การประเมินผลความเสี่ยงในการติดเชื้อ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่

โดยแอพพลิเคชั่นนี้มีผู้ใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อคัดกรองตนเอง สำหรับผู้สงสัยที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการคัดกรองตนเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ พร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของแต่ละระดับความเสี่ยง

สำหรับผู้ที่เป็นกังวลและต้องการประเมินความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคโควิด-19 สามารถเข้าไปประเมินผ่านทาง https://cmsdm.net/Self-Screening/ด้วยการตอบคำถาม 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การมีไข้ 2.การมีอาการสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ็บคอ น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ 3.การมีประวัติเดินทางมาจากประเทศจีนหรือในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลา 14 วัน ก่อนเริ่มป่วย และ 4.การมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยการติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19

หลังจากตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว จะมีการประเมินผลความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.สีเขียว ไม่เข้าเกณฑ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2.สีเหลือง แยกตัวเอง สังเกตอาการ หากไม่สบายหรืออาการไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์ 3.สีแดง รีบพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นคัดกรองตนเองเบื้องต้นนี้ จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางและเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และให้ทันต่อเหตุการณ์ที่สำคัญ เช่น การเพิ่มระดับความเข้มข้นของการคัดกรอง ฯลฯ ตามความเหมาะสมต่อไป

%d bloggers like this: