การศึกษา

All posts tagged การศึกษา

เปิดผลวิจัย..การกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้งโดยไม่ตัดตา

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/393366

เปิดผลวิจัย..การกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้งโดยไม่ตัดตา

วันที่ 14 ตุลาคม 2562 – 09:50 น.
ดรสุพัตรา  ตรีรัตน์ตระกูล,งานวิจัยรางวัลพระราชทาน,มหาวิทยาลัยมหิดล
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

เผยผลวิจัย การกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้ง โดยไม่ตัดตา รางวัลพระราชทาน ระบุ สามารถพัฒนารังไข่เพิ่มจำนวนรอบวางไข่สูงขึ้น เพิ่มปริมาณและคุณภาพลูกกุ้งที่ได้

ผลงานวิจัยเรื่อง “สารชีวโมเลกุลสำหรับการกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้ง โดยไม่ตัดตา” ของ ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ อุดมกิจ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สกล พันธุ์ยิ้ม จากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

             ที่ได้รับคัดเลือกพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2561 สาขาการประดิษฐ์และนวัตกรรม ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร 2 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

สำหรับผลงานเรื่อง “สารชีวโมเลกุลสำหรับการกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้ง โดยไม่ตัดตา”  เป็นผลงานด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้กรรมวิธีที่สามารถกระตุ้นการวางไข่ในแม่พันธุ์กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ โดยไม่ต้องตัดตา

ทั้งนี้กระบวนการผลิตลูกกุ้งนั้น มีความจำเป็นต้อง ตัดตาแม่พันธุ์กุ้ง เพื่อที่จะกำจัดฮอร์โมนยับยั้งการพัฒนารังไข่ที่ถูกสร้างและสะสมอยู่ที่ปมประสาทตาของกุ้ง ส่งผลให้แม่พันธุ์กุ้งสามารถพัฒนารังไข่และมีจำนวนรอบวางไข่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีการตัดตาจะทำให้ แม่พันธุ์กุ้งมีสุขภาพทรุดโทรม ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของลูกกุ้งที่ได้ในระยะเวลาต่อมา อีกทั้ง วิธีการตัดตา อาจเข้าข่ายเป็นการทารุณสัตว์ที่สามารถนำมาเป็นประเด็นกีดกันทางการค้าได้ในอนาคต

ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก จึงควรมีกรรมวิธีผลิตลูกกุ้งที่คำนึงถึงจริยธรรม สามารถผลิตลูกกุ้งที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) – มหาวิทยาลัยมหิดลภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยแห่งชาติประจำปี 2559

นอกเหนือจากทุนวิจัยแล้ว ในส่วนของการทดสอบการกระตุ้นการวางไข่นั้นได้รับการสนับสนุนจากภาคเกษตรกร ได้แก่ คุณวิชัย บุญสาย คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธ์กุ้ง (ศวพก.) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด

 ดร.สุพัตรา  ตรีรัตน์ตระกูล อธิบายข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยได้ใช้สารโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่คิดค้นขึ้น ซึ่งมีความจำเพาะต่อฮอร์โมนยับยั้งการพัฒนารังไข่หรือฮอร์โมนจีไอเอซ (GIH) เพื่อกระตุ้นให้ แม่พันธุ์กุ้งวางไข่ได้โดยไม่ต้องตัดตา ซึ่งผลการทดสอบพบว่าแม่พันธุ์กุ้งที่ได้รับการฉีดสารดังกล่าว จะมีการพัฒนารังไข่และวางไข่ต่อเนื่องโดยที่ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าแม่พันธุ์กุ้งตัดตา ส่งผลดีต่อปริมาณและคุณภาพลูกกุ้งที่ได้

                                  ดร.สุพัตรา  ตรีรัตน์ตระกูล

ดร.สุพัตรา ฝากถึงนักวิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาที่กำลังจะจบว่า “การมองหาโจทย์วิจัยนั้น ไม่ควรจำกัดแค่เพียงว่าต้องเป็นโจทย์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถประยุกต์โจทย์วิจัยที่มีอยู่แล้ว นำมาตั้งปัญหาการวิจัยและค้นหาให้ได้ว่า ผลงานวิจัยจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร รูปแบบใด ใครคือผู้ที่จะใช้ประโยชน์ และความต้องการของผู้ใช้เป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ได้ผลงานวิจัยที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดและนำใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะในระดับสังคม ระดับชุมชน ระดับประเทศ หรือระดับนานาชาติต่อไป”

Advertisements

ม.วลัยลักษณ์ ลงนามเป็นศูนย์สอบวัดความรู้ภาษาจีน

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/393315

ม.วลัยลักษณ์ ลงนามเป็นศูนย์สอบวัดความรู้ภาษาจีน

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 19:15 น.
่ มวลัยลักษณ์,ศูนย์สอบวัดความรู้ภาษาจีน,ศาสตราจารย์ ดรสมบัติ ธำรงธัญวงศ์
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

ม.วลัยลักษณ์ ลงนามเป็นศูนย์สอบวัดความรู้ภาษาจีนร่วมกับสถาบันชื่อดังของจีน ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำจีน กว่า 400แห่งเข้าร่วม เป้ารองรับการสอบอย่างน้อย 1,000 คนต่อปี

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วย Mr. Zhao Guoxiang, Vice-Director of ASEAN Chinese Testing International Service Center (Thailand) ร่วมกันลงนามในสัญญาการเป็นศูนย์สอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนแบบอินเทอร์เน็ต

ระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ Bejing National Center for Open & Distance Education โดยมีMr. Zhao Min, CEO, Bejing National Center for Open & Distance Education เป็นประธานในพิธี มีคณะผู้บริหารของทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมโมคลาน อาคารบริหาร

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวต่อไปอีกว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Beijing National Center for Open & Distance Education และ ASEAN Chinese Testing International Service Center (Thailand) กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในเชิงวิชาการถือเป็นการร่วมพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตร่วมกัน ซึ่งศูนย์สอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน แบบอินเทอร์เน็ต มีสำนักวิชาศิลปศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก จะมีการสอบวัดความรู้ในระดับ HSK 1-HSK 6 รองรับการสอบอย่างน้อย 1,000 คนต่อปี

ปัจจุบันมหาวิยาลัยได้เตรียมห้องสอบพร้อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนการสอบ ประมาณ 100 เครื่อง และหลังจากการลงนามครั้งนี้จะมีการส่งอาจารย์ภาษาจีน จำนวน 3 คนขึ้นไปอบรม เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่เตรียมการจัดสอบต่อไป

“ขอขอบคุณและขอแสดงความยินดีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการสถาปนาครบรอบ 70 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฯ พร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินงานตามข้อตกลงภายใต้สัมพันธภาพอันดีระหว่างสองสถาบันให้เกิดผลสำเร็จสูงสุดร่วมกัน”ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน Mr. Zhao Min กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้เดินทางมาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รู้สึกประทับใจในความสวยงาม ประทับใจบรรยากาศความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่สำคัญมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในประเทศจีน ทั้งนี้ปัจจุบันสถาบันมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศจีน กว่า 400 สถาบัน มีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 1 ล้านคน

“การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะร่วมกันพัฒนาทางด้านการศึกษาร่วมกัน ที่สำคัญในแต่ละปีประเทศจีนจะมีจำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยกว่า 8 ล้านคนต่อปี จะเป็นโอกาสที่ดีที่คณะฯ จะได้แนะนำนักศึกษาเหล่านั้นให้มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ต่อไป” Mr. Zhao Min กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562  ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

เพิ่มสายด่วน1323อีก20คู่สายให้บริการปรึกษา ปัญหาสุขภาพจิต

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392950

เพิ่มสายด่วน1323อีก20คู่สายให้บริการปรึกษา ปัญหาสุขภาพจิต

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 13:45 น.
โรคทางจิตเวช,โรคซึมเศร้า,ปัญหาสุขภาพจิต,เด็ก,เยาวชน
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

“รวมพลังป้องกันการฆ่าตัวตาย” หรือ Working Together to Prevent Suicide คือ ธีมหลักที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นทิศทางรณรงค์และขับเคลื่อนงาน เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ประจำปี 2562 ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี นั่นสะท้อนว่า “การฆ่าตัวตาย” กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในระดับมนุษยชาติ

ที่สำคัญปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน มีตัวเลขที่สูงขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของการเรียน เศรษฐกิจ ครอบครัว การใช้เทคโนโลยี หรือแม้แต่การเมือง โดยสถานการณ์ในภาพรวมระดับประเทศของไทยพบว่ามีคนพยายามฆ่าตัวตายปีละประมาณ 53,000 ราย หรือ 9.55 รายต่อนาที และมีการฆ่าตัวตายสำเร็จปีละราว 4,000 ราย หรือ 1 รายในทุกๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่มีแนวโน้มพบการทำร้ายตัวเองมากขึ้นในคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีลงมา

ทั้งนี้ รายงานองค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2560 มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลก 322 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 4.4 ของประชากรโลก ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ฆ่าตัวตายสูง เฉลี่ย 6 คนต่อแสนประชากร โดยผู้หญิงเสี่ยงป่วยซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย 1.7 เท่า ซึ่งทางการแพทย์ยืนยันว่า โรคซึมเศร้า มีสาเหตุหนึ่งมาจากการทำงานของระบบสมองที่ผิดปกติ

ดังนั้น การทำความเข้าใจภาวะซึมเศร้าจึงมีความสำคัญทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อป้องกันผลกระทบและความสูญเสียให้ได้มากที่สุด เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เข้าไม่ถึงการบำบัดรักษาด้านสุขภาพจิตได้โดยตรง เนื่องจากสถานพยาบาลมีการตีความมาตรา 21 พ.ร.บ.สุขภาพจิตแห่งชาติ พ.ศ. 2551 แตกต่างกัน ทำให้เยาวชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึงบริการ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเยาวชนเลิฟแคร์ ตัวแทนเด็กและเยาวชน จึงเข้ายื่นหนังสือต่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ

คือ 1.ขอให้กรมสุขภาพจิตทำหนังสือเวียนถึงหน่วยบริการในสังกัดกรมสุขภาพจิตและหน่วยบริการที่มีบริการด้านจิตเวช เพื่อชี้แจงและซักซ้อมแนวปฏิบัติในกรณีผู้ที่อายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ สามารถเข้ารับการบำบัดรักษาได้ โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองให้ความยินยอม ยกเว้นกรณีที่ต้องรับไว้รักษาในสถานพยาบาลหรือสถานบำบัดให้ชัดเจน

2.ขอให้ผู้รับบริการเข้ารับการรักษาได้ในทุกหน่วยบริการที่มีบริการด้านจิตเวช เพื่อลดขั้นตอนในการทำเรื่องขอใบส่งตัวจากสถานพยาบาลตามสิทธิ์ ในกรณีที่ไม่มีบริการด้านจิตเวช เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาที่รวดเร็วและไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย และ 3.ขอให้มีตัวแทนเด็กและเยาวชนในคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ หรือคณะทำงานด้านนโยบายสุขภาพจิต เพื่อเสนอประเด็นปัญหาที่มีผลต่อเรื่องสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน รวมถึงในการวางแนวทางปฏิบัติที่เด็กและเยาวชนนั้นมีส่วนได้ส่วนเสีย

ขณะที่ นายสาธิต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นการใส่ใจรับฟังคนรอบข้างให้มากขึ้น ในปี 2563 กรมสุขภาพจิตจะมีการเปิดคู่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพิ่มขึ้นจาก 10 คู่สายเป็น 20 คู่สาย อาจจะยังน้อยอยู่ แต่การทำงานเรื่องนี้ต้องการคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ และจะมีการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การปล่อยวาง เข้าใจ ก้าวข้าม และรู้จักความผิดหวัง มาให้เยาวชนได้เรียนรู้ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต โดยได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว จะเริ่มนำมาใช้ในปี 2563

ดร.จารุวรรณ สกุลคู อาจารย์สาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กว่าที่คนคนหนึ่งจะไปถึงจุดที่ฆ่าตัวตายได้ มันมีปัจจัยหลายอย่างเข้าไปกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบ การหาความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาทางการเงิน ปัญหาการตกงาน รวมถึงการดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีความรุนแรง ความท้าทายของแต่ละช่วงวัย เช่น วัยรุ่น เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ การค้นหาตัวเอง หรือวัยทำงาน-วัยเกษียณ ที่จะมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ฯลฯ

เหล่านี้ นับเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความอ่อนไหวและเร่งเร้าให้เกิดความเครียด ความกดดัน วิตกกังวล อารมณ์เศร้า ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาก็จะนำไปสู่การป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้ ในทางกลับกันหากเราช่วยกันสร้างสังคมที่ดี สังคมที่ปลอดภัย ก็จะทำให้สุขภาพจิตของคนในสังคมดีขึ้น ซึ่งการมาพบนักจิตวิทยานั้นไม่จำเป็นต้องรอจนกระทั่งล้มป่วย เพียงแค่รู้สึกว่ามีเรื่องที่อยากจะมีคนช่วยคิด อยากให้ใครฟัง หรือมีเรื่องที่ไม่สบายใจ ก็สามารถมาพบนักจิตวิทยาได้แล้ว

นอกจากนี้ หากต้องการได้ความเห็นจากคนที่เราไม่รู้จักเลย ก็สามารถพูดคุยกับนักให้คำปรึกษา (Counselors) ได้ ซึ่งการพูดคุยกับนักจิตวิทยานั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาหรือเรื่องคับข้องใจเท่านั้น หากแต่ผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเอง ยกระดับศักยภาพตัวเอง รวมไปถึงการปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลจากการเจ็บป่วย หรืออยากมีสุขภาพจิตเชิงบวก ก็สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้ทั้งสิ้น

        โรคทางจิตเวช
 พญ.มุทิตา พนาสถิต รองหัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคทางจิตเวชคือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับการควบคุมอารมณ์ กระบวนการคิด หรือพฤติกรรม โดยจะแสดงออกผ่านทางอารมณ์ ความคิด พฤติกรรมที่ผิดปกติจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น

มีสาเหตุมาจากพัฒนาการของสมองที่ผิดปกติ ความผิดปกติของสารสื่อประสาท รวมถึงปัจจัยทางจิตสังคม เช่น ปัญหาในชีวิต การเลี้ยงดู ลักษณะนิสัย และประสบการณ์ในอดีต สำหรับโรคทางจิตเวชนั้นมีหลายโรค อาทิกลุ่มโรคจิต (psychotic disorders) ได้แก่ โรคที่มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว ความคิดหลงผิด หรือพฤติกรรมแปลกๆ ที่ไม่สมเหตุผล โดยผู้ป่วยในกลุ่มโรคนี้จะไม่สามารถแยกแยะความจริงได้ ฉะนั้นส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังป่วย

ขณะที่ผู้ป่วยด้วยกลุ่มโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มโรคทางอารมณ์ (mood disorders) ได้แก่ โรคซึมเศร้า (depressive disorders) โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorders) รวมไปถึงกลุ่มโรควิตกกังวล (anxiety disorders) มักจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังผิดปกติไปจากเดิม

“คนทั่วไปอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเป็นปกติ กับอารมณ์เศร้าที่เป็นอาการจากโรค แต่เมื่อใดก็ตามที่อาการเหล่านั้นส่งผลกระทบหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ก็จำเป็นต้องให้แพทย์วินิจฉัยเพื่อให้การรักษาต่อไป” พญ.มุทิตา กล่าว

ปัจจุบันมีช่องทางทดสอบภาวะซึมเศร้าผ่านช่องทางต่างๆ เช่น แอพ “สบายใจ” หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 โดย 5 อันดับเรื่องที่เด็กและเยาวชนปรึกษามากที่สุด ได้แก่ ความเครียด หรือวิตกกังวล ปัญหาทางจิตเวช ปัญหาความรัก ปัญหาซึมเศร้า และปัญหาครอบครัว

ทั้งนี้ โรคซึมเศร้าสามารถรักษาได้ด้วยยาแผนปัจจุบัน การรักษาทางจิตใจ รวมถึงแพทย์ทางเลือกอย่างสมุนไพรเช่น ขมิ้นชัน บัวบก น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว และฟักทอง โดยสามารถใช้สิทธิการรักษาทั้งประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ

ดึงอสม.1ล้านคนเฝ้าระวังข่าวปลอม-รูปอสม.ข่าวปลอม

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392959

ดึงอสม.1ล้านคนเฝ้าระวังข่าวปลอม-รูปอสม.ข่าวปลอม

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 13:30 น.
รู้ทันข่าวปลอมในมิติต่างๆ,อสม,สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังข่าวปลอมภาคประชาชน
เปิดอ่าน 423 ครั้ง

ดึงอสม.1ล้านคนเฝ้าระวังข่าวปลอม-รูปอสม.ข่าวปลอม

ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ ได้เข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดความรับรู้ของผู้คนในสังคมมากขึ้น ซึ่งมีทั้งด้านบวกที่เป็นประโยชน์ในแง่ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางรวดเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็มีด้านลบด้วยเช่นกัน และที่เป็นปัญหาของสังคมในขณะนี้ก็คือการเผยแพร่ข่าวปลอมแพร่ระบาดมากขึ้น และส่งผลต่อสังคมในระดับต่างๆ หลากหลายมิติ เช่น เรื่องสุขภาพ มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพที่ไม่เป็นความจริงและอาจส่งผลเสียต่อผู้ที่ได้รับข่าวสารนั้น

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านข่าวสารระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยรับมือปัญหาการแพร่ระบาดของข่าวปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากขึ้น กรมประชาสัมพันธ์ จึงจัดให้มีโครงการ “สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังข่าวปลอมภาคประชาชน” โดยดึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่มีอยู่ประมาณ 1,040,000 คน กระจายครอบคลุมทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศและเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดชาวบ้านในชุมชนมาเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังข่าวปลอม

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า  สถานการณ์ข่าวปลอมที่แพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในขณะนี้ส่งผลเสียหายในทุกระดับตั้งแต่วิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไปจนถึงระบบเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ ยกตัวอย่างข่าวรัฐบาลแจกเงิน 3,000 บาทเนื่องในวันเข้าพรรษาและมีคนหลงเชื่อพากันไปที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อรอรับเงินเต็มไปหมดในพื้นที่นครศรีธรรมราชและอีกหลายจังหวัด  หรือข่าวเรื่องจะมีการเก็บภาษีรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี การเก็บภาษีสินสอด
ที่ผ่านมารัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้พยายามทำทุกวิถีทางตั้งแต่ชี้แจงแก้ข่าวจนถึงใช้มาตรการทางกฎหมาย แต่ข่าวปลอมต่างๆ ก็มิได้ลดน้อยลง เนื่องจากการสร้างข่าวปลอมนั้นทำง่าย หลายกรณีผู้เผยแพร่อยู่ต่างประเทศหรืออยู่ในประเทศแต่ส่งข้อมูลไปโพสต์ที่ต่างประเทศทำให้ยากแก่การดำเนินคดี

ล่าสุดรัฐบาลจัดตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ หรือศูนย์คัดกรองข่าวปลอมโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ด้วย แต่การแก้ปัญหาข่าวปลอมจะไม่มีทางประสบความสำเร็จหากไม่มีความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากภาคประชาชน เพราะประชาชนเป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือของขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอม

โดยการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีมากกว่า 1 ล้านคน ให้ “รู้ทันข่าวปลอมในมิติต่างๆ” วิธีสังเกต และตัวอย่าง

รู้จักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวปลอม ลักษณะความผิด และบทลงโทษ ผลกระทบที่มีต่อบุคคล ชุมชน ประเทศชาติ เศรษฐกิจ การเมือง พร้อมกับสร้างและบริหารเครือข่ายข่าวสาร เฝ้าระวังข่าวปลอม จัดตั้งไลน์กรุ๊ปเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร จัดตั้งคณะทำงานบริหารข่าวสารมีหน้าที่ผลิตและกระจายข่าวสารไปยังเครือข่ายตามสถานการณ์และรับข่าวสารจากสมาชิกมาคัดกรอง ขยายผล เพื่อเป็นประโยชน์

นอกจากนี้ยังมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านข่าวสารระหว่าง ตัวแทนเครือข่าย อสม. คือชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประเทศไทยกับกรมประชาสัมพันธ์ โดยมีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยาน ซึ่งต่อไปกรมประชาสัมพันธ์จะจัดส่งข่าวสารที่ผ่านการคัดกรองและเชื่อถือได้ให้แก่เครือข่ายอสม.ที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข่าวสารที่สมาชิกเครือข่าย อสม.ได้รับ และส่งมาให้ตรวจสอบเพื่อป้องกันข่าวปลอม ซึ่งได้อบรมผู้นำ อสม.กว่า 600 คนจาก 32 จังหวัดระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม

“อุดร พรมลี”

“อุดร พรมลี”  ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ทุกวันนี้ข่าวสารต่างๆ ส่งต่อกันมามากมายบางทีเราก็ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นข่าวจริงข่าวไหนเป็นข่าวปลอม ซึ่งถ้าหากเผลอไปแชร์ด้วยความหวังดีแต่เป็นข่าวปลอมก็อาจจะสร้างความเสียหายและมีความผิดทางกฎหมายได้ การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ทำให้ได้ความรู้และหลักการในการแยกแยะและคัดกรองข่าวสารต่างๆ ได้เป็นอย่างดีซึ่ง จะทำให้พวกเราอสม. สามารถที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของ ผู้ไม่หวังดีที่สร้างข่าวปลอมขึ้นมาและยังได้ช่วยบอกพี่น้องในชุมชนหมู่บ้านของเราเกี่ยวกับข่าวสารที่เป็นประโยชน์ที่คัดกรองแล้วและช่วยมีส่วนในการ ยับยั้งการแพร่ระบาดของข่าวปลอมด้วย อยากจะให้ขยายโครงการนี้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดคณะแพทย์เรียน7ปี2ปริญญา

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392767

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดคณะแพทย์เรียน7ปี2ปริญญา

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 – 13:00 น.
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์,แพทย์
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

คณะแพทย์แนวใหม่ ไม่ใช่เป็นแค่หมอ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิด 7 ปี 2 ปริญญา โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี 2 ปริญญา หลักสูตรแรกของประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร และ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสนับสนุนภารกิจด้านการจัดการเรียนการสอนทางคลินิกโดยเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิก

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแนวใหม่เกิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์ และสายพระเนตรที่ยาวไกลใน ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต เพื่อยกระดับระบบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยสู่สากล ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ตั้งเป้าผลิตบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาที่ขาดแคลน สร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ ทั้งด้านการวิจัย การแพทย์ และสหเวชศาสตร์ด้วยเทคนิคการเรียนการสอนที่ทันสมัย พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรักษาการอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ กล่าว

ในงานแถลงข่าวราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดตัวหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2563 ว่าหลักสูตรดังกล่าวถือเป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี 2 ปริญญา หลักสูตรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ WFME โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) และแพทยสภา บูรณาการความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และรพ.ตำรวจ ซึ่งจะเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักในหลักสูตรนี้ โดยมี รพ.จุฬาภรณ์ รพ.เพชรบูรณ์ และรพ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ร่วมสอน

“หลักสูตรได้พัฒนาทั้งวิธีการเรียนการสอน การประเมิน การติดตามผลที่มุ่งบูรณาการความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และคิดค้นคว้านวัตกรรม พร้อมโอกาสที่จะได้เข้าร่วมศึกษาและทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร โดยได้ยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากลเพื่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพขั้นสูง นักศึกษาแพทย์ที่เข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) MD จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร” นพ.นิธิ กล่าว

 พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแนวใหม่ว่า หลักสูตรมีการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงในแนวราบของแต่ละชั้นปีเรียกว่า “Horizontal Modules” ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยการผสมผสานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โดยนักศึกษาจะเริ่มเรียนรู้จากผู้ป่วยและฝึกปฏิบัติด้วยสถานการณ์จำลองการเป็นแพทย์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1

พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองในพื้นฐานทางคลินิกโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนและการประเมินอย่างต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยีการศึกษา รวมถึงการปูพื้นฐานให้นักศึกษาฝึกหัดค้นคว้าและรู้จักใช้ข้อมูลที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมผ่านกระบวนการ Evidence based practice และหลักสูตรเน้นการประเมินผลแบบ Formative Assessment เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ในทุกรายวิชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ และเป็นแพทย์ที่มีคุณธรรมจริยธรรม

นอกจากนี้นักศึกษาจะได้ฝึกคิดค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ ผ่านกระบวนการวิจัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 และได้เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติเรียนรู้กระบวนการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร มุ่งเน้นการบูรณาการการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ครอบคลุมทุกสาขาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 7 โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ผ่าน “Vertical Modules” 6 คอลัมน์ เพื่อฝึกให้นักศึกษาแพทย์ได้คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแบบเป็นองค์รวม

“ในรุ่นแรกเปิดรับ 32 คน และจะขยายในอนาคต เพราะเราต้องการคนที่มีคุณภาพ เราเน้นทำกิจกรรมด้วย ดังนั้นตอนคัดเลือกเด็กจึงต้องเอาคนที่มีคุณสมบัติ ไม่ใช่แค่กวดวิชาอย่างเดียวแต่ไม่สนใจกิจกรรม แต่เราจะเลือกเด็กที่สนใจกิจกรรม ดนตรี กีฬา ฯลฯ และต้องใช้ภาษาได้ดีด้วย ขณะที่อาจารย์ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ไทยเก่งๆ ที่ได้ทุนรัฐบาล จบเมืองนอกในสถาบันที่มีชื่อเสียง เป็นหมอที่เชี่ยวชาญ เก่งวิจัย และมีความเป็นแพทย์ เราต้องคัดเลือก เพราะเขาต้องเป็น Role Model ให้นักศึกษา คุยกับคนไข้ได้ มีใจที่เมตตาและต้องมีรับความผิดชอบต่อสังคม” พญ.จิรายุ กล่าว

สำหรับโรงพยาบาลตำรวจซึ่งเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกถือเป็นโรงพยาบาลของรัฐ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดับตติยภูมิ ขนาด 750 เตียง เฉลี่ยให้การตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 7 แสนรายต่อปี ผู้ป่วยใน 1.7 หมื่นรายต่อปี มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์เฉพาะทาง อาทิ ศูนย์รักษาโรคหัวใจ ศูนย์รักษาโรคสมอง ศูนย์อุบัติเหตุ และการขนส่งทางอากาศ ศูนย์การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กด้วยกล้องสามมิติและหุ่นยนต์ ศูนย์การรักษาโรคกระดูกและข้อ ศูนย์โรคไต เป็นต้น

พล.ต.ท.วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า รพ.ตำรวจ ถือเป็นสถาบันการฝึกปฏิบัติที่ได้รับความสนใจและน่าเชื่อถือจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ขอให้เข้าร่วมเป็นสถาบันผลิตแพทย์ให้ประเทศอย่างต่อเนื่องทุกปี เรามีความพร้อมทั้งในด้านการเป็นสถาบันการแพทย์ระดับตติยภูมิที่จะสนับสนุนการฝึกทักษะวิชาชีพของนักศึกษาแพทย์ให้มีความเป็นเลิศและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ขั้นสูงให้แก่นักศึกษา โดยมีคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่พร้อมดูแลนักศึกษาอย่างอบอุ่นและมีคุณภาพเพื่อสนองพระปณิธานในองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพงานแพทยศาสตรศึกษาให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มกำลังต่อไป

หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตรใหม่ จะเปิดรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2563 จำนวน 32 คน โดยวิธีรับตรงผ่านระบบ TCAS รอบ Portfolio เป็นหลัก และพิจารณาคัดเลือกโดยดูจาก Portfolio และสัมภาษณ์แบบ Multiple mini-interview (MMI) สามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/MDPH.CRA และ http://www.pccms.ac.th

สหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่22 นักเรียน3แสนเข้าร่วมติวฟรี

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392565

สหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่22 นักเรียน3แสนเข้าร่วมติวฟรี

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 – 14:35 น.
สหพัฒน์แอดมิชชั่น,ติวฟรี
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

สหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่22 นักเรียน3แสนเข้าร่วมติวฟรี

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเนชั่นทีวีช่อง 22 และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดโครงการ “สหพัฒน์แอดมิชชั่น” ครั้งที่ 22 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 ตุลาคม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหกรรมติวฟรีครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย

โดยระดมติวเตอร์แถวหน้าระดับประเทศจากสถาบันชั้นนำมาถ่ายทอดเนื้อหาและแนะแนวเทคนิคทำข้อสอบอย่างเข้มข้นปีนี้ มีนักเรียน ม.ปลาย และโรงเรียนมาสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 3 แสนคนทั่วประเทศ จะมีการถ่ายทอดสดการสอนตลอด 6 วัน ผ่านสัญญาณบอร์ดแบนด์ไปยังโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนที่เข้าร่วมได้ทบทวนความรู้ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยติวเตอร์จากสถาบันระดับประเทศมาติวเข้มให้แก่น้องๆ ทั้งเนื้อหา โอเน็ต, แกต, แพต และ 9 วิชาสามัญรวมทั้งเทคนิคการทำข้อสอบพิชิตทีแคส 63 เพื่อให้รู้ถึงแนวทางก่อนสอบ

พีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวเปิดโครงการว่าจากข้อมูลทีแคส 62 ในปีที่ผ่านมา มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยเหลือกว่าแสนที่เนื่องจากนักเรียนที่ป้อนเข้ามาในระบบลดลง พอย้อนกลับไปปี 2560 มีเด็กที่เข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ราว 7.4 แสนคน ปัจจุบันเหลือ 6.8 หมื่นคน เกิดจากจำนวนประชากรที่ลดลงและมีแนวโน้มที่จะลดลงทุกปี ขณะเดียวกันนักเรียนที่จบ ม.3 ไปสายอาชีพมากยิ่งขึ้น ปีที่ผ่านมามี 37% และปัจจุบันอยู่ที่ 42% ปีนี้ก็ต้องติดตามว่าที่นั่งจะว่างหรือลดลงอย่างไรให้เรียนตามที่ตัวเองถนัด ชอบ และมีความรู้พื้นฐานเป็นทุนเดิมจะทำให้การเรียนประสบความสำเร็จ
ขณะที่ เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ตัดสินชีวิตของเรา แต่ประสบการณ์ที่เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยคือสิ่งที่หล่อหลอม ความขยัน การแข่งขัน เหมือนนักกีฬาที่ต้องฝึกฝนเพื่อที่จะเก่งขึ้น อนาคตเราได้มหาวิทยาลัย หรือคณะที่เราต้องการหรือไม่ไม่ได้ตัดสินชีวิตเรา ยุคนี้เป็นยุคแห่งโอกาส นอกจากมหาวิทยาลัยที่น้องๆ จะได้ไปศึกษาแล้วยังมีวิธีอีกมากมายที่จะได้ความรู้และโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่นก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาส

ฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น เป็นการให้โอกาสเด็กได้เข้าถึงติวเตอร์และเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างที่ตั้งใจได้ ซึ่งเนชั่นให้ความร่วมมือในฐานะที่เราเป็นสื่อเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารออกไปรวมถึงโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งโครงการนี้น่าจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เข้าถึงการติวมากขึ้น
โดยปีนี้มีติวเตอร์จาก Enconcept ครูพี่กิ๊บ อ.วลีรัตน์ หาญเมธีคุณา และครูพี่หวาย อ.ธฤตสรณ์ ศรพรหม, ติวเตอร์จาก We by The Brain พี่เอ๋ อ.วิเศษ กี่สุขพันธ์, พี่บิ๊ก ดร.ณัฐชัย เก่งพิพัฒน์ และพี่ยู อ.สุรเชษ พิชิตพงศ์เผ่า, ติวเตอร์จาก On Demand พี่วิเวียน อ.นพ.วีรชัย เอนกจำนงค์พร, ครูพี่หนู อ.กฤติกา ปาละวงศ์, ครูเมฆ อ.วันชนะ หมั่นงาน, ครูพี่วิน อ.นาวิน แซ่โค้ว

สถาบันเตรียมโดม และวิทยากรแนะแนวค้นหาตัวตนจากสถาบัน The BTS ครูอาร์ม ครูแซ็ก พี่กิฟท์ และนักจิตวิทยา พี่อิงค์ พี่บี เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่จากสาขาอาชีพต่างๆ โดยได้รับเกียรติจาก “หมอเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ มาบอกเล่าประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ ได้ค้นหาตัวเองเพื่อวางแผนชีวิตในอนาคต
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–12 ตุลาคม เวลา 08.00–17.00 น. ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นักเรียนลงทะเบียนเข้าติวได้ที่หน้างานหรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านสัญญาณบรอดแบนด์ได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา นครราชสีมา ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ เฟซบุ๊ก : Sahapat Admission สอบถาม โทร.0-2338-3652

ผู้ป่วยติดเตียงเสี่ยงหลอดเลือดดำอุดตัน

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392560

ผู้ป่วยติดเตียงเสี่ยงหลอดเลือดดำอุดตัน

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 – 14:25 น.
ผู้ป่วยติดเตียง,หลอดเลือดดำอุดตัน
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

ผู้ป่วยติดเตียง เสี่ยงหลอดเลือดดำอุดตัน แพทย์แนะ หมั่นสังเกตอาการ โดย…   ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

ประชากร 1 ใน 4 เสียชีวิตจากปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน นำไปสู่ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (VTE) รวมถึงโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ส่งผลต่อชีวิต ความเสี่ยงจากภาวะดังกล่าว สาเหตุหลักเกิดจากการนอนติดเตียงหลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตประจำวันก็สามารถทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้

นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน ว่าโรคหลอดเลือดดำอุดตัน (VTE) คือ ปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่อันตรายถึงชีวิต โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป มีผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคหลอดเลือดดำอุดตันมากกว่า 10 ล้านกรณีในแต่ละปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากกว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโรงมะเร็งเต้านม เอชไอวี และอุบัติเหตุทางรถยนต์รวมกัน

ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (VTE) เกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง หรือหลอดเลือดดำในร่างกาย โดยลิ่มเลือดอาจหลุดจากผนังหลอดเลือดแล้วลอยไปตามกระแสเลือด สู่ปอด นำไปสู่โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE) โดยทั่วไป ภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้

แต่มักถูกพบหลังจากเกิดกระบวนการทางการแพทย์แล้ว เช่น การผ่าตัดใหญ่ โดยเฉพาะการผ่าตัดที่เกี่ยวกับช่องท้อง กระดูกเชิงกราน สะโพก และขา, ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ เช่น การผ่าตัดข้อสะโพก หัวเข่า, การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์เพศหญิง, การผ่าตัดเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ, ศัลยกรรมประสาท, การผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด, การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแดงส่วนปลาย การให้เคมีบำบัดรักษามะเร็ง

   ติดเตียง ไม่เคลื่อนไหว เสี่ยงสูง
นพ.ชาตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การนอนติดเตียงหลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ถือเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดดำอุดตัน ซึ่งมากกว่า 60% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดดำอุดตัน เกิดโรคดังกล่าวในช่วงของการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยงานวิจัยที่สนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศที่รายได้ปานกลางถึงต่ำ มีจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้พิการจากโรคหลอดเลือดดำที่เกิดในโรงพยาบาล มากกว่าภาวะแทรกซ้อนหรืออุบัติเหตุในโรงพยาบาลอื่นๆ อาทิ อาการปอดบวมในโรงพยาบาล การติดเชื้อในกระแสโลหิตจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ หรือความคลาดเคลื่อนทางยา เป็นต้น

นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา

“โดยทั่วไปความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น มีผลกระทบจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงเนื่องจากผู้ป่วยต้องนอนติดเตียงในช่วงรักษาตัว การเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดลงก่อให้เกิดการจับตัวของเลือด ซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติความเจ็บป่วยเกี่ยวกับเส้นเลือด ซึ่งอาจมาจากการผ่าตัด หรืออุบัติเหตุ ก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดดำอุดตันสูงขึ้น” นพ.ชาตรี กล่าว

          ขาบวม เจ็บหน้าอก รีบพบแพทย์
สำหรับภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน มี 2 ประเภท ส่วนใหญ่มักอุดตันบริเวณขา หรือ “ภาวะหลอดเลือดตีบลึก” (DVT) และหากปล่อยไว้เป็นเวลานาน ลิ่มเลือดอาจหลุดตามกระแสเลือดและมาอุดตันที่ปอดได้ หรือที่เรียกว่า “โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด” (PE) ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง ควรหมั่นสังเกตอาการ เช่น มีอาการเจ็บบริเวณน่องและต้นขา อาการขาบวม (แตกต่างจากขาบวมเนื่องจากโรคไต คือ ขาบวมข้างเดียว) ผื่นแดง สีผิวที่เปลี่ยนไป ขณะที่หากลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ผู้ป่วยทั่วไปจะมีอาการหายใจสั้น หายใจเร็ว การเจ็บปวดบริเวณหน้าอก (ซึ่งอาจรุนแรงขึ้นเมื่อหายใจลึก) หัวใจเต้นเร็ว อาการมึนหัว และเป็นลม

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัด หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง ต้องหมั่นตรวจเช็กอาการตัวเอง การตรวจสามารถทำได้ดังนี้ คือ ที่ปอด ด้วยวิธี ทีซีสแกน และ ที่ขา ด้วยวิธีอัลตร้าซาวนด์ วิธีการรักษามี 2 วิธี คือ 1.การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และแอสไพริน 2.การใช้เครื่อง Intermittent pneumatic ในกรณีเกิด “ภาวะหลอดเลือดตีบลึก” (DVT) ปั๊มบริเวณขา ทั้งนี้ การใช้ยารับประทานข้อดีคือ การเข้าไปสลายลิ่มเลือด ต้องรับประทานต่อเนื่อง 3 เดือน แต่ข้อเสียคือ ทำให้คนไข้เลือดออกเยอะเมื่อเจออุบัติเหตุ ดังนั้น ควรใช้เมื่อจำเป็นและอยู่ในการดูแลของแพทย์

นพ.ชาตรี กล่าวเสริมว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงโรคนี้ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เราพบว่ามีเพียง 26% ของคนไทย ที่ตระหนักถึงภาวะหลอดเลือดตีบลึก (DVT) และมีเพียง 30% ที่รู้เกี่ยวกับโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด การเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตันกับการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป จะช่วยให้เราสามารถสังเกตโรคดังกล่าวได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที

     คนทั่วไป นั่ง-นอนนาน เสี่ยง!
คนทั่วไปเอง ต้องระมัดระวังไม่ให้อยู่ในภาวะเสี่ยง ซึ่งเกิดได้หลายกรณี เช่น นั่งนาน นอนนาน การขึ้นเครื่องบินหรือการเดินทาง ที่เสี่ยงสูงที่สุด คือ การเดินทางโดยเครื่องบิน ในระยะเวลานานๆ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่นั่งอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์ไปถึงความเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ การขาดน้ำ ความชื้นเปลี่ยน ดังนั้น ระบบในร่างกายของเราจึงเอื้อต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน เพราะฉะนั้น หากอยู่ในภาวะแบบนั้นในระยะเวลานาน เราอาจจะต้องมีการบริหารร่างกาย และดื่มน้ำให้เพียงพอ และพยายามขยับขาเป็นระยะ และหากเป็นไปได้อาจจะต้องเดินไปเดินมาในทุกๆ ช่วง

“นอกจากนั้น พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากไม่มีโรคเพิ่ม เช่น ความดัน เบาหวาน หรือโรคที่ต้องนอนติดเตียง จะลดความเสี่ยงไปได้อีก ท้ายที่สุด เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายระดับโลกของสมัชชาองค์การอนามัยโลก ในการลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อลง 25% ภายในปี 2568” นพ.ชาตรี กล่าวทิ้งท้าย

เปิดเกณฑ์บรรจุครู คพร. ร.ร.ต่ำ120คนได้คืนอัตรา100%

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392360

เปิดเกณฑ์บรรจุครู คพร. ร.ร.ต่ำ120คนได้คืนอัตรา100%

วันที่ 8 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
เกษียณอายุราชการ,ครู,คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

โดย…   ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

กระบวนการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา ทุกสังกัดจะสำรวจครูว่าแต่ละสถานศึกษาแต่ละพื้นที่มีอัตราเกิน พอดี หรือขาด เพื่อเตรียมอัตรากำลังแทนอัตราครูเกษียณอายุราชการเสนอขอไปยังคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาและยื่นเรื่องอัตราครูไปยังคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) เพื่อจัดสรรคืนมา ซึ่งทุกปีจะเริ่มกระบวนการสำรวจอัตรากำลังครู ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน และเสร็จสิ้นประมาณเดือนกรกฎาคม เพื่อจะได้บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งครูคืนถิ่นอยู่กรอบระยะเวลาการบรรจุและแต่งตั้งดังกล่าวเช่นกัน

ว่ากันว่าการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการต้องยึดตามมาตรการที่ คพร.กำหนด ซึ่งคพร.มีการกำหนดมาตรการบริหารจัดการกำลังภาครัฐ (พ.ศ.2562–2565) ขึ้นใหม่ โดยในส่วนของการบรรจุข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา เดิมถ้าสถานศึกษาที่มีนักเรียนไม่ต่ำกว่า 250 คน จะได้คืนครูอัตราเกษียณอายุราชการกลับ 100% แต่ตามมาตรการบริหารจัดการกำลังภาครัฐ (พ.ศ.2562–2565) ได้กำหนดเงื่อนไขใหม่ให้สถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนไม่ต่ำกว่า 120 คนจะได้คืนครูอัตราเกษียณอายุราชการ 100%

ทำให้กระบวนการคืนครูอัตราเกษียณอายุราชการและการบรรจุครูและบุคลากรทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงจากเดิม การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักศึกษาทุนในโครงการครูคืนถิ่นเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในปี 2562 ถือเป็นช่วงรอยต่อของมาตรการเก่าและมาตรการใหม่ ที่ ก.ค.ศ.ต้องปฏิบัติตามมาตรการใหม่ โดยก.ค.ศ.ได้รับคู่มือและเกณฑ์ที่ คพร.กำหนดเงื่อนไขใหม่ช่วงประมาณเดือนก.ค. แต่เป็นช่วงหลังจากที่สถานศึกษาแต่ละสังกัดอย่าง สพฐ. ส่งข้อมูลมาให้ ก.ค.ศ. ทำให้ก.ค.ศ.ต้องขอให้สพฐ.กรอกข้อมูลใหม่ตามแพลตฟอร์มในการรายงาน เพื่อปรับไปตามมาตรการใหม่

รวมถึงก.ค.ศ.ก็ต้องตรวจสอบรายละเอียดตั้งแต่ชื่อสถานศึกษา เลขที่ตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และรายชื่อสถานศึกษา อัตราครูที่เกษียณอายุราชการและรายชื่อสถานศึกษาที่ขออัตรากำลังครูอีกครั้ง จึงทำให้เกิดความล่าช้า เพราะการตรวจสอบสถานศึกษา 20,000 กว่าแห่งนั้นต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้อัตราซ้ำซ้อน และต้องตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบมากที่สุด
“มาตรการดังกล่าว เงื่อนไขใหม่จะดำเนินการไปจนถึงปี 2565 ขณะเดียวกันหากมีการปรับเปลี่ยนมาตรการใดๆ ก.ค.ศ.ก็จะปรับให้ระบบการทำงานรวดเร็วมากขึ้น สอดรับมาตรการใหม่ๆ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือกันเพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง และทุกห้องเรียนได้มีครู

“โครงการผลิตครูคืนถิ่นเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572)” เป็นหนึ่งโครงการพิเศษที่ดำเนินการขึ้นโดยมีสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรองรับการอัตราเกษียณของครูและบุคลากรทางการศึกษาในแต่ละปี

โดยข้อมูล 6 ปีย้อนหลัง (ปี 2557-2562) พบว่าการจัดสรรคืนอัตราว่างจากเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนี้ 2557 แบ่งเป็น สังกัดสพฐ. 12,884 อัตรา สอศ.489 อัตรา กศน.71 อัตรา ปี2558 สังกัดสพฐ. 18,332 อัตรา สอศ.582 อัตรา กศน.78 อัตรา ปี 2559 สังกัดสพฐ. 22,519 อัตรา สอศ.761 อัตรา กศน.101 อัตรา ปี 2560 สังกัดสพฐ. 23,146 อัตรา สอศ.804 อัตรา กศน.107 อัตรา ปี 2561 สังกัดสพฐ. 23,998 อัตรา สอศ.941 อัตรา กศน.138 อัตรา และปี 2562 สังกัดสพฐ. 23,086 อัตรา สอศ.1,023 อัตรา กศน.154 อัตรา

ฉะนั้นอัตราการบรรจุของนักศึกษาทุนโครงการครูคืนถิ่นจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจำนวนครูที่ต้องได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2561 พบว่าปี 2559 มีตำแหน่งว่าง 3,845 อัตรา รายชื่อที่สกอ./อว.แจ้ง 3,150 อัตรา บรรจุเป็นครูผู้ช่วย 3,130 อัตรา ปี 2560 มีตำแหน่งว่าง 4,830 อัตรา รายชื่อที่สกอ./อว.แจ้ง 3,091 อัตรา บรรจุเป็นครูผู้ช่วย 3,075 อัตรา ปี 2561 มีตำแหน่งว่าง 4,985 อัตรา รายชื่อที่สกอ./อว.แจ้ง 2,650 อัตรา บรรจุเป็นครูผู้ช่วย 2,538 อัตรา และปี 2562 มีตำแหน่งว่าง 5,253 อัตรา รายชื่อที่สกอ./อว.แจ้ง 2,681 อัตรา และบรรจุเป็นครูผู้ช่วยดำเนินการในวันที่ 4 ตุลาคมนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบข้อมูลอัตราคืนครูเกษียณอายุราชการกับการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่าประเทศไทยยังมีตำแหน่งว่างของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รองรับนิสิตนักศึกษาครูที่กำลังศึกษาคณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ในสถาบันการผลิตครู 54 แห่ง แต่ทั้งนี้การบรรจุครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกต่างๆ ตามที่โครงการ และก.ค.ศ.กำหนดการบรรจุและแต่งตั้ง

   “ครูคืนถิ่น”ยากเริ่มต้นจนจบ
“โครงการผลิตครูคืนถิ่นเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572)” เป็นโครงการพิเศษที่ดำเนินการขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยเนื่องจากสถานภาพการผลิตครูของประเทศไทยที่ต้องพบกับวิกฤติ และสภาพปัญหาของระบบการผลิตครู ทำให้มีการจัดทำโครงการผลิตครู โดยในปี 2559 ได้จัดทำโครงการผลิตครูคืนถิ่นเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คัดเลือกคนดีคนเก่งมาเรียนในระบบการผลิตครู จำกัดรับที่มีคุณภาพในสถาบันผลิตครูที่มีคุณภาพให้ตรงสาขาวิชาตามต้องการของผู้ใช้ และมีอัตราบรรจุเป็นข้าราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้สำเร็จการศึกษา เพื่อให้สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา และประสบความสำเร็จในการเป็นครูเพื่อไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้รับราชการครูในภูมิลำเนาของตนเองในสังกัดสพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กันอัตราเกษียณอายุราชการ ร้อยละ 35 ส่วนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และกรุงเทพมหานคร (กทม) ซึ่งในส่วนของสพฐ.จะกันอัตราเกษียณอายุราชการไว้ร้อยละ 25 ของอัตราเกษียณทั้งหมด และสอศ.ร้อยละ 35 เพื่อรองรับครูกลุ่มนี้

อัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เกณฑ์ในการคัดเลือกครูคืนถิ่นต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ทุกวิชา ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ในวิชาเอก และผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ในวิชาชีพครู ตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาที่สังกัดไม่ต่ำกว่า 3.00 หากได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนั้นผู้ผ่านการคัดเลือกครูคืนถิ่นต้องมีทักษะภาษาอังกฤษเมื่อสำเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐาน Common European Framework of Reference (CEFR) โดยวิชาเอกภาษาอังกฤษต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ ระดับ C1 และวิชาเอกอื่นต้องมีทักษะภาษาอังกฤษระดับ B1, ต้องมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษเมื่อสำเร็จการศึกษาตามที่โครงการกำหนด โดยมีผลการสอบไม่เกิน 2 ปี และต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เป็นต้น

ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกครูคืนถิ่นได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ต้องเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งอีกครั้งหลังเรียนจบการศึกษาและหากขาดคุณสมบัติเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง หรือขาดคะแนนทางด้านทักษะทางภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็น TOEIC, IELTS, TOEFL หรือ CU-TEP ก็จะอาจจะไม่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแม้ว่าได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการไปตั้งแต่แรก

“โครงการครูคืนถิ่นช่วยทำให้แต่ละภูมิลำเนาได้มีครูที่คุณภาพทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ในส่วนของจำนวนนักศึกษาทุนในโครงการตามเป้าที่กำหนดไว้นั้น เพราะด้วยเกณฑ์ต่างๆ ที่เด็กทุกคนต้องผ่านการคัดเลือก ถ้ามีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามประกาศจะถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ และจะไม่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยในโครงการดังกล่าวทันที โครงการนี้เชื่อว่าจะมีต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากคัดเลือกคนดี คนเก่ง มีคุณภาพมาเป็นครูได้อย่างแท้จริง”

มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล 1-2 พ.ย.2562

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392309

มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล 1-2 พ.ย.2562

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 20:01 น.
มหิดลวิชาการ,เปิดบ้านมหิดล,ผศทพชัชชัย คุณาวิศรุต
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญร่วมงาน มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2562 วันที่ 1-2 พ.ย.2562 เวลา 8.30-16.00 น. ณ ม.มหิดล ศาลายา นครปฐม

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 –  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพ.ชัชชัย คุณาวิศรุต รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลกำหนดจัดงาน “มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2562”

ในวันที่ 1- 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้เตรียมกิจกรรมต่างๆสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ที่จะเข้าร่วมงาน ได้แก่ กิจกรรม Open House แนะนำคณะ/ วิทยาลัย/วิทยาเขตต่างๆของ ม.มหิดล, การเสวนา “มหิดลTCAS” ปีการศึกษา 2563 ณ ห้องประชุม ชั้น2 อาคารสิริวิทยา คณะศิลปศาสตร์

          พร้อมชมบูธแนะนำหลักสูตร, กิจกรรม Campus Tour นั่งรถรางชมบรรยากาศในวิทยาเขตศาลายา โดยมีนักศึกษา MU Guide นำชมตลอดเส้นทาง , กิจกรรม MU Festival โดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล พบกับกิจกรรมดีๆพร้อมตอบคำถามชิงรางวัล และการแสดงดนตรีจากนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่า ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล ผู้ที่มาร่วมงานจะได้รับของที่ระลึก ฟรี

ผู้สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://mahidol.ac.th/openhouse/2019/สอบถาม โทร 0-2849-4513 , 0-2849-4624

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392214

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 13:54 น.
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มฟล,โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง,องค์การอนามัยโลก,รศดรวันชัย ศิริชน
เปิดอ่าน 12 ครั้ง

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเมดิคัลฮับ หนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมนั่นคือ  จ.เชียงราย โมเดลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Medical Education Hub และ Medical Service Hub ประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้

 ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถือเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และการบริการสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrative Health Services and Medical Hub) ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ขนาด 400 เตียง กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป ให้บริการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง รวมถึงส่งเสริมสุขภาพชุมชน เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่กำลังจะจบ 32 คน และนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางการแพทย์ ศูนย์ความเป็นเลิศทางแพทย์ และแพทย์อาสาบรมราชกุมารี ปัจจุบันเปิดให้บริการโดยมีสิทธิการรักษา ได้แก่ ข้าราชการ (เบิกจ่ายตรง) ประกันชีวิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ.สวัสดิการพนักงาน มฟล. และประกันสุขภาพถ้วนหน้า มฟล.

สำหรับ “โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป ถือเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการแพทย์แบบบูรณาการ ให้บริการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน กายภาพบำบัดแบบองค์รวม คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย

รศ.ดร.วันชัย ศิริชน

 รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระบุถึงการสร้างเมดิคัลฮับในประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ที่ จะเป็นเมดิคัลฮับได้ดีที่สุด คือ จ.เชียงราย ดังนั้น จึงเกิดโมเดลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Medical Education Hub และ Medical Service Hub อันประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้

“โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย แต่เดิมตั้งใจให้เป็นแพทย์แผนไทย ต่อมาได้เปิดแพทย์แผนจีน และเปิดแผนปัจจุบัน จึงต้องปรับให้เป็นโรงพยาบาลการแพทย์แบบบูรณาการ ที่จะเน้นทั้งแผนไทย แผนจีน และศาสตร์อื่นๆ เราพยายามเอาศาสตร์ของการรักษาทั่วโลกมาใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย”

  นพ.พิษณุ บุญประเสริฐ แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า ปัจจุบัน ศูนย์การแพทย์ฯ มีแพทย์ทั้งหมด 50 คน และหากรวมนักศึกษาฝึกปฏิบัติด้านการแพทย์ มีทั้งหมดราว 120 คน ที่ผ่านมามีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเข้ามารับการรักษา เช่น คนไข้จากเมียนมาร์ เวลาที่เขาปัญหาด้านโรคหัวใจ ทางฝั่งเมียนมาร์ซึ่งการรักษายังไม่มีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ จึงต้องเดินทางไปรักษาในตัวเมืองเชียงราย จุดดีของที่นี่คือ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ค่าใช้จ่ายจึงไม่สูง ดังนั้น คนไข้จึงมีทางเลือกในการรักษาได้มาก

นพ.พิษณุ บุญประเสริฐ

      ศูนย์บริการสุขภาพ ป้องกันก่อนป่วย
อีกหนึ่งบริการสุขภาพ ที่ มฟล.ได้เปิดให้บริการชุมชนโดยรอบเมื่อปี 2561 ได้แก่ ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (MFU Wellness Center) มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่ไม่อยากป่วย เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพที่ดีและมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการบำบัดโรคต่างๆ สร้างและพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบครบวงจรที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย ในเขต จ.เชียงราย และภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย แพร่ พะเยา และน่าน) รวมถึงเกิดการสร้างงานและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ด้วยบทบาทหน้าที่ คือ Promotion อบรมให้ความรู้เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพที่ดีทุกช่วงวัย Prevention ป้องกันและดูแลสุขภาพทุกช่วงวัย โดยใช้ศาสตร์ทางการแพทย์แบบบูรณาการ ร่วมกับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินภาวการณ์เจ็บป่วยทุกช่วงวัย และ Prediction บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเพื่อการคัดกรอง ผ่านกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ 1.อบรมให้ความรู้เพื่อการป้องกันและให้มีการดูแลสุขภาพที่ดี ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ

2.พัฒนาและสร้างผู้นำสุขภาพชุมชนเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์ในเขตกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ อ.เมือง อ.เวียงชัย อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ 3.การประเมินและตรวจสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อให้การบำบัดรักษาที่ถูกต้อง โดยให้ความสำคัญสุขภาพประชาชนใน จ.เชียงราย เป็นอันดับแรก และ 4.การฟื้นฟูและบำบัดรักษาสุขภาพแบบบูรณาการทั้งวัยทำงานและวัยสูงอายุ

รศ.ดร.วันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์บริการสุขภาพซึ่งแยกออกจากโรงพยาบาลเนื่องจากต้องการแยกคนไม่ป่วยออกมา จากปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ให้บริการคนไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นคน กว่าครึ่งรู้จักการดูแลรักษาตัวเอง และกว่าครึ่งได้รับการตรวจสุขภาพคัดกรองโรค มีคนเข้าร่วมเยอะเพราะเขาเห็นประโยชน์ ลดการแออัดในโรงพยาบาล ขณะที่โรคที่น่ากลัวที่สุด คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ก่อให้เกิดผลตามมาร้ายแรง ดังนั้น ศูนย์ดังกล่าวจึงมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เขาป่วย หรือคัดกรองโรคได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่ต้องรักษาหมายถึงเงิน เวลา ที่เสียไป

“องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าการบริการสุขภาพต่อไปนี้ เรื่องของ Promotion และ Prevention สำคัญที่สุด ยิ่งกว่าการรักษา อนาคตถามว่าอยากป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องการความมีสุขภาพดี โจทย์คือ ทำอย่างไรให้ทุกช่วงวัยสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย ดังนั้น เราจึงต้องส่งเสริมให้แม่รู้จักดูแลสุขภาพครรภ์ เมื่อคลอดแล้วก็ส่งเสริมให้เขาดูแลสุขภาพลูก เพื่อให้เด็กมีสุขภาพที่ดี สมองดี และแข็งแรง พออยู่ในวัยเรียน ทำอย่างไรถึงจะเรียนได้ดี รวมถึงวัยทำงานช่วงต้นและช่วงปลาย”

“มีโครงการหนึ่ง ชื่อ “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” สามารถทำให้คนลดน้ำหนักได้ 3 เดือน 10 กิโลกรัม โดยแนะนำให้รู้จักกินอาหาร ออกกำลังกาย โดยเครือข่ายฟิตเนสในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้คนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้บริการ เป้าหมายคือ ลดการเจ็บป่วย ลดการรักษาพยาบาล เพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ ลดภาระครอบครัว ลดภาระรัฐ และลดการแออัดในโรงพยาบาล โดยค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปี ราว 5,000 บาท สอดรับกับที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย หากปล่อยให้คนแก่โดยไม่แข็งแรง ส่งผลต่อภาระของประเทศ ดังนั้น เป้าหมายสูงสุด คือ ทำให้คนแก่ แก่อย่างมีคุณภาพ และแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนวาระสุดท้ายของชีวิต”

รศ.ดร.วันชัย กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตว่า เนื่องจากตอนนี้ โรงพยาบาลเพิ่งเริ่มเปิด การดำเนินงาน บุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือต่างๆ จึงอยู่ที่ 15% ของเป้าหมาย ปัจจุบันมีคนไข้ราว 300 คนต่อวัน หรือ 20% ของเป้าที่ตั้งไว้ 1,500 คนต่อวัน ทั้งนี้ เป้าหมายต่อไป คือ การเป็นโรงเรียนแพทย์ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2565 และมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือต่างๆ 80%”

%d bloggers like this: