กศน. ทั่วไทย

All posts tagged กศน. ทั่วไทย

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. แม่ทา ออกบู๊ธผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ เชิงสะพานท่าขาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ในงานนี้ กศน. แม่ทา ได้นำผ้าทอกะเหรี่ยงจากอำเภอแม่ทา และไม้แกะสลัก ของดีของอำเภอแม่ทา มาออกบู๊ธจำหน่าย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ มากมาย จาก กศน. ทั้ง 8 อำเภอ ของจังหวัดลำพูน

สรุปผลและวางแผนจัดการศึกษา

นายคเชนทร์ มะโนใจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสรุปผล และวางแผนการดำเนินงานการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง โดยมี นางสาวทิพวรรณ เตียงธวัช รองผู้อำนวยการ พร้อมด้วยครู ศศช. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวังธาร โรงแรมรีเจนท์ลอด์จ จังหวัดลำปาง

ส่งเสริมทักษะอาชีพแม่บ้านทุ่งก่อ

กศน. ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย จัดอบรมส่งเสริมทักษะอาชีพสานเส้นพลาสติกทำกระเป๋า ตะกร้า ให้กับกลุ่มอาชีพแม่บ้านบ้านทุ่งก่อ หมู่ที่ 4 ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกลุ่มแม่บ้านสนใจเข้ารับการอบรมจำนวนมาก

ขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ รับชมการออกอากาศ กระบวนการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของครู กศน. ตำบล ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ กศน. อำเภอทุกแห่ง

กศน. เชียงใหม่ นำร่องโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนแบบเรียลไทม์

นายศุภกร ศรีศักดา ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่มีศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวนมาก ถึง 204 ตำบล สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้วิเคราะห์สภาพปัญหาในการดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา โดยได้ใช้ศูนย์ดิจิทัลชุมชนเป็นฐาน โดยการนำโปรแกรมประยุกต์ google forms มาบริหารจัดการการดำเนินงานให้ครอบคลุมในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงข้อมูล วัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรม ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดของการดำเนินงาน

นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำโปรแกรมประยุกต์ google forms เข้ามาปรับใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชน ดำเนินการขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เน้นการพัฒนาครูก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้ ครู กศน. ตำบล ได้เข้าร่วมอบรมการใช้โปรแกรมประยุกต์ google forms พร้อมกรอกแผนการจัดกิจกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังให้ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรส่งเสริมศูนย์เรียนรู้ชุมชนสู่ยุคดิจิทัล หลักสูตรแอพพลิเคชั่นเพื่อชุมชน และหลักสูตรการยกระดับสินค้าชุมชนสู่ตลาดออนไลน์ยุคดิจิทัล กรอกแบบประเมินความพึงพอใจผ่านโทรศัพท์มือถือ ผลปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เหตุที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในการอบรมครั้งนี้ เนื่องจาก ครู กศน. ตำบล ที่เข้าร่วมอบรมนั้น ต่างมีความสนใจในโปรแกรมดังกล่าวเป็นทุนเดิม จึงทำให้สามารถรายงานผลเป็นแบบข้อมูล และแบบแผนภูมิ อีกทั้งยังสามารถบันทึกในรูปแบบ ไฟล์ EXEL เพื่อนำไปต่อยอดในรูปแบบต่างๆ ได้ และล่าสุดจากแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ในการจัดโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีแล้ว ยังถือว่าบรรลุตามเป้าประสงค์ที่ได้วางไว้ เนื่องจากทราบว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่สนใจการขายของออนไลน์ และมีพบว่าหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม มีผู้เข้ารับการอบรมบางท่านได้ยอดสั่งซื้อจาก facebook fanpage ที่ได้อบรมครั้งนั้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

อ่านอดีต เขียนอนาคต กับ “กศน.”

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน.ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

อ่านอดีต เขียนอนาคต กับ “กศน.”

“การรู้หนังสือ” เป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โลกปัจจุบัน อยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสังคมโลกยุคดิจิทัล มีความเป็นพลวัต ซับซ้อน และเชื่อมโยงถึงกันโดยผ่านช่องทางต่างๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้แต่ละบุคคลสามารถรับรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เกือบจะพร้อมกันทั่วโลก

รู้เท่าทันสื่อ ICT

ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลกมีโอกาสรับรู้ข่าวสารจำนวนมหาศาลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีนโยบายส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบและวิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย ตามหลักแนวคิด “Reading the Past, Writing the Future” ของยูเนสโก ที่มุ่งเขียนอนาคตให้พลเมืองโลกมีทักษะที่สอดคล้องสังคมโลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมีบทเรียนในอดีตเป็นพื้นฐาน

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดงานเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559 ณ หอประชุมบุณยเกตุ (หอประชุมคุรุสภา) รศ.นพ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานเปิดงาน ได้กล่าวว่า ปัจจุบัน การรู้หนังสือเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เพราะอาจตกเป็นเหยื่อจากการเสพสื่อแบบไม่รู้เท่าทัน ก่อเกิดภัยอันตรายต่อตนเองและสร้างปัญหาสังคมให้เกิดขึ้นได้มากมาย

ผู้รู้หนังสือในยุคนี้จึงต้องเป็นผู้ที่รู้เรื่องสารสนเทศ เข้าใจถึงความจำเป็นในการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจ ช่วยในการทำงานหรือการเรียนให้ดีขึ้น สามารถสืบค้นได้ ประมวลผลได้ ภายใต้การคิดวิเคราะห์ อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประชารัฐ

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย ยูเนสโก ฯลฯ ได้ร่วมกันสร้างมโนทัศน์ใหม่ และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการรู้หนังสือ เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อน ให้คนไทยเป็นผู้มีทักษะสารสนเทศ นำทักษะที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณ และมีจริยธรรม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21

เป้าหมายหลักในเบื้องต้น คือ ส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ทุกช่วงวัยได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับความสนใจอย่างทั่วถึงและคงสภาพการรู้หนังสือไว้อย่างต่อเนื่อง สำนักงาน กศน. ได้ร่วมมือกับเอกชนผู้ผลิตและจำหน่ายหนังสือ จัดคาราวานหนังสือบริจาคสู่ชุมชน ภายใต้ชื่อ โครงการ “บรรณสัญจร” (Book Voyage) เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ในปีนี้ด้วย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกคนในสังคมไทยได้ร่วมกันสานพลังขับเคลื่อนการส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนภายใต้อุดมการณ์ประชารัฐ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสืบไป

นิทรรศการ “การศึกษาเพื่อผู้พิการ”

ในงานวันดังกล่าว สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) ภายใต้การนำของ คุณเรืองฤทธิ์ ชมพูผุดผ่อง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. กทม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด สำนักงาน กศน. กทม. จำนวน 4 เขต ได้แก่ กศน. เขตลาดกระบัง กศน. เขตตลิ่งชัน กศน. เขตสะพานสูง และ กศน. เขตพญาไท มาร่วมจัดนิทรรศการการเรียนการสอน “เด็กพิเศษ หรือ ผู้พิการ” ภายใต้แนวคิด “อ่านอดีต เขียนอนาคต”

คุณเรืองฤทธิ์ กล่าวว่า เด็กพิเศษ หรือผู้พิการ สามารถเข้าเรียนกับ กศน. ได้ทุกเพศ ทุกวัย โดย ครู กศน. จะฝึกทักษะความสามารถที่มีอยู่ในตัวของนักศึกษาผู้พิการแต่ละรายให้กล้าแสดงออก กศน. เขตลาดกระบัง และ กศน. เขตตลิ่งชัน ได้นำเสนอการเรียนการสอนเด็กพิเศษและผู้พิการ โดยใช้จิตนาการงานศิลปะและดนตรีไทย เพราะผู้พิการแต่ละรายอาจเขียนอ่านไม่คล่อง แต่พวกเขามีสุนทรียภาพ ทักษะด้านงานศิลปะอยู่ในตัว เช่น การขับเสภา การขับร้อยกรอง ร้อยแก้ว การตีระนาด ฯลฯ

ด้าน กศน. เขตสะพานสูง และ กศน. เขตพญาไท ได้นำเสนอมุมมอง “การเขียนอนาคต” โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กพิเศษและผู้พิการ เช่น โปรแกรมการอ่านภาษาของคนตาบอด หรือการใช้แอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น

งานวันที่ระลึกสากล

แห่งการรู้หนังสือ ที่จังหวัดสตูล

นอกจาก สำนักงาน กศน. จัดกิจกรรมงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ณ หอประชุมบุณยเกตุ (หอประชุมคุรุสภา) แล้ว ยังมอบหมายให้ สำนักงาน กศน. ในส่วนภูมิภาคได้จัดกิจกรรมดังกล่าว ภายในจังหวัดของตัวเองด้วย ยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดสตูล ได้จัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559 ณ สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา จากสถานศึกษา กศน. อำเภอต่างๆ ในจังหวัดสตูลเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก

คุณเรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสตูล กล่าวว่า องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO กำหนดให้ วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล จัดกิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ สนองเจตนารมณ์ของวันสำคัญดังกล่าว โดยกระบวนการสร้างการเรียนรู้การอ่านอดีต เขียนอนาคต สามารถลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีคุณภาพและสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ

สำหรับปีนี้ กศน. สตูล ได้จัดกิจกรรมบรรณสัญจร เพื่อรับบริจาคหนังสือถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจะได้นำหนังสือไปบริจาคให้กับบ้านหนังสือชุมชนทุกตำบล นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนิทรรศการการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การประกวดทักษะการพูด และกิจกรรม ทูบี นัมเบอร์วัน จากชมรม ทูบี นัมเบอร์วัน กศน. อำเภอ และพิธีอ่านสารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้ ประจำปี 2559

คุณมณฑลี ทิ้งปากถ้ำ ครูอาสาสมัคร กศน. อำเภอเมืองสตูล หนึ่งในครู ผู้สอนของ กศน. จังหวัดสตูล มากว่า 21 ปี กล่าวว่า นักศึกษา ที่ตนได้สอนเป็นเหมือนลูกหลานของตน จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้สามารถมีความรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง พัฒนาชีวิตของผู้อื่น ของครอบครัว ชุมชน และพัฒนาประเทศ สามารถมีความรู้เพื่อพัฒนาคน พัฒนาชุมชนของประเทศชาติ ให้เข้มแข็งและเจริญยิ่งขึ้น

คุณภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า การรู้หนังสือนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ และบ้านเมืองของเรา เพราะในวงจรของความยากจนในปัจจุบันเกิดจากความไม่รู้หนังสือ นำไปสู่เรื่องของความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน การที่จะพัฒนาประเทศไปได้ต้องตัดวงจรของความไม่รู้หนังสือ โดยการเรียนรู้หนังสือ แต่ปัจจุบัน คำว่า รู้หนังสือ แค่อ่านออกเขียนได้ ยังไม่พอ ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ฟังแล้วทำความเข้าใจ การจัดกิจกรรมวันนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาคน พัฒนาชาติ ตามแนวทาง “อ่านอดีต เขียนอนาคต” เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชีวิตของทุกๆ คน

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

เรื่อง

กศน. แม่สัน อบรมดิจิทัลชุมชน

ครู กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จัดอบรมโครงการสร้างความพร้อมชุมชนผ่านเครือข่ายดิจิทัลชุมชน กศน. กิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน หลักสูตร ความรู้เบื้องต้นในการใช้สมาร์ทโฟน การติดตั้งและการใช้งานแอพพลิเคชั่น จำนวน 12 ชั่วโมง ที่ กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

เมื่อเร็วๆ นี้ กศน. ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จัดนักศึกษาและครู เข้าร่วมกิจกรรม งานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เป็นความร่วมมือจาก กศน. ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาเข้าร่วม จัดขึ้นบริเวณสำนั

กงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กศน. เพชรบูรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยากรครู ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีบุคลากรครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยผลการประชุมจะนำไปช่วยส่งเสริมการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน กศน.

นักศึกษา กศน. ป่าตัน คนเก่ง

นักศึกษา กศน. ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลอันดับ 3 จากการประกวดโครงการ “พัดลมไอน้ำกลิ่นมะลิ” ในกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดให้นักศึกษาได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และนำผลงานที่สร้างสรรค์ในวิชาเรียนมาจัดแสดง

อบรมใช้งานสมาร์ทโฟนและดิจิทัล

นางสาวอรุณี พันธุ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มอบให้ นางสาวพรพรรณ บ่อคำ ครู กศน. จัดกิจกรรมโครงการอบรมดิจิทัลชุมชน กศน. อำเภอสูงเม่น ประจำปี 2559 หลักสูตร เรื่องความรู้พื้นฐานการใช้งานของสมาร์ทโฟนและดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน จำนวน 12 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ให้แก่นักศึกษาและประชาชน ตำบลน้ำชำ ณ ศูนย์ ICT องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 15 คน

ประเมิลผลชุดวิชาเรียน เพิ่มประสิทธิภาพนักศึกษา

นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดสุโขทัย และ นายนรา เหล่าวิชญา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มศูนย์ห้าขุนศึก ต้อนรับ คณะผู้ประเมินจากสถาบัน กศน. ภาคเหนือ ที่ได้เดินทางมาดำเนินการประเมินผลการใช้ชุดวิชาบังคับเลือก รายวิชา การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะจากตัวแทนนักศึกษา และ ครู กศน. ตำบล ทั้ง 9 อำเภอในจังหวัดสุโขทัย โดยดำเนินการประเมินด้วยวิธีการแบ่งกลุ่มสนทนา Focus group โดยคณะประเมินจะนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่นักศึกษา กศน. ต่อไป

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05097010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

ในสมัยโบราณ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยต่างได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีจากพระมหากษัตริย์ เกิดเป็นศิลปินประจำราชสำนักขึ้นมา และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ “ช่างสิบหมู่” ประกอบด้วยงานช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างปั้น ช่างปูน ช่างรัก ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างกลึง และช่างหล่อ ซึ่งกลายเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของแผ่นดินจนถึงทุกวันนี้

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

กาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริเกี่ยวกับศิลปะโบราณ ที่มีอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และตามสถานที่ทั่วไปว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการอนุรักษ์ ให้คงอยู่ต่อไป จึงทรงเห็นสมควร จัดให้มีการเรียนรู้ และการฝึกอบรมงานช่างฝีมือต่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในงาน อนุรักษ์ศิลปะโบราณวัตถุได้ สำนักพระราชวัง ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดตั้ง โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย (วิทยาลัยในวังชาย) ขึ้น ในพระบรมมหาราชวัง และเริ่มทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ ปี 2532

ต่อมา ปี 2539 ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ที่ขยายมาจากวิทยาลัยในวังชาย อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงห่วงใยการสืบสานงานช่างสิบหมู่ (ใช้กับวังและวัด) ที่ร่อยหรอหายาก

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อ ปี 2538 ได้ขยายวิทยาลัยในวังออกมาอยู่ในที่ดิน เนื้อที่ 4 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ตั้งอยู่ริมถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณทล จังหวัดนครปฐม

ปัจจุบัน ครูผู้สอนของวิทยาลัยในวัง มี 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่จบมาจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงโดยตรง ครูภูมิปัญญา ที่ทำเป็นอาชีพหรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง และวิทยากรที่เคยเป็นลูกศิษย์แล้วไปฝึกไปเรียนเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมาย ต้องการให้นักศึกษาที่เข้ามาเรียนรู้กับวิทยาลัยในวังได้มีความเข้าใจทางด้านศิลปะในเชิงสร้างสรรค์ และมีงานอาชีพที่มั่นคง และสามารถพัฒนาคุณภาพชิ้นงานสู่ตลาดสากลได้ในอนาคต

ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย

ปัจจุบัน วิทยาลัยในวัง ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ทำงานวิชาการร่วมกับคณะวัฒนธรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยมีเป้าหมายนำศิลปะไปขัดเกลาจิตใจเด็กและเยาวชนที่ต้องคดี รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมกับภาคีเครือข่ายประเภทวัด พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นต้น

คุณวุฒิศักดิ์ ศรีเสมาเมือง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ได้ร่วมมือกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เดอะศาลายามอลล์ จัดการแข่งขันทำอาหาร “เชฟกระทะเด็ก” เพื่อฝึกเยาวชนสู่เส้นทางอาชีพ

ทั้งนี้ ทางศูนย์และภาคีเครือข่ายต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของการฝึกฝนเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้เกิดทักษะวิชาชีพในการทำอาหาร เป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า เสริมสร้างความสามัคคีให้รู้จักการทำการเป็นหมู่คณะ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในการนำความรู้ ความสามารถ ไปประกอบอาชีพได้จริง และเพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงออกในทางที่ถูกต้องอีกทางหนึ่งด้วย

สอนวิชาชีพช่างสิบหมู่

สืบสานบุราณศิลป์

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. เปิดสอนวิชาชีพ ช่างสิบหมู่ หลักสูตร 800 ชั่วโมง (ประมาณ 8 เดือน) ได้แก่ หมู่ช่างเขียน (งานจิตรกรรมไทย) หมู่ช่างปั้น (งานปั้นปูนสด) หมู่ช่างหุ่น (หุ่นกระบอก หุ่นหัวโขน) หมู่ช่างลายรดน้ำ หมู่ช่างภัสตราภรณ์ และงานสดึงไหม ในราชสำนัก หมู่ช่างสลักกระดาษและหนังใหญ่

นอกจากนี้ ยังเปิดหลักสูตรระยะสั้น 40 ชั่วโมง ประมาณ 20-30 หลักสูตร รับสมัครตลอดปี เพื่อสอนวิชางานในวิถีชีวิตหญิงไทยในอดีต ประเภทงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย อาหารขนม เครื่องสด เช่น วิชางานแกะโฟม งานจัดดอกไม้สด วิชาร้อยมาลัย เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ปัจจุบัน เปิดรับนักศึกษาแบบ ไป-กลับ และขยายเครือข่ายการเรียนการสอนไปต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (ช่างบุดุน) นครสวรรค์ และยโสธร (จิตรกรรม)

เรียนต่อยอด

วิชางานจิตรกรรมไทย

ศิษย์รุ่นปัจจุบันที่สนใจเข้ามาเรียนรู้งานศิลปะกับวิทยาลัยในวัง ไม่ได้มีแค่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีครูศิลปะอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้านงานช่างสิบหมู่ ยกตัวอย่าง เช่น ครูนพพล โอฬาร ครูภูมิปัญญาไทย สาขาศิลปกรรมงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง สังกัดสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่สมัครเข้ามาเรียนรู้ด้านงานจิตรกรรมไทยกับวิทยาลัยในวัง

ครูนพพล กล่าวว่า ปัจจุบันผมสอนงานศิลปะหลายแห่ง เช่น วัดยานนาวา สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และที่จังหวัดลพบุรี ผมสอนลูกศิษย์ให้เขียนภาพโดยใช้สีอะคริลิก หลักสูตรจิตรกรรมไทย ของวิทยาลัยในวัง สอนให้ผมเรียนรู้ลวดลายไทยโบราณและเรียนรู้เทคนิคการใช้สีฝุ่นจากธรรมชาติถึง 50 ชนิด เช่น ผงชาดแดงที่ทำจากยางไม้ สีเหลืองมาจากยางต้นรง สีดำมาจากเขม่าไฟ สีเขียวตังแช มาจากสนิมเขียว (เกิดจาก แผ่นทองแดงแช่อยู่ในกรดน้ำส้มสายชู) ฯลฯ นอกจากนี้ ภูมิปัญญาช่างศิลป์ไทยโบราณยังมีเทคนิคการผสมสีที่น่าทึ่ง ช่วยให้งานจิตรกรรมลายไทยมีเสน่ห์งดงามจับตามาถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น นำสีเขียวตังแชผสมกับเขม่าดำจะได้สีเขียวใบเตย เป็นต้น

งานจิตรกรรมไทย ถูกผลิตด้วยความประณีตพิถีพิถันทุกขั้นตอน และมีอายุยาวนานนับร้อยปี เพราะช่างศิลป์จะใช้เมล็ดมะขามเปรี้ยวมาคั่วไฟจนสุก กะเทาะเปลือกและนำเมล็ดมะขามที่อยู่ภายในมาเคี่ยวไฟจนได้กาวธรรมชาตินำมาผสมกับดินสอพองสะตุ (ดินสอพองที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน จนได้เนื้อแป้งที่เนียนสะอาดมากกว่าดินสอพองทั่วไป) หลังจากนั้น จะนำกาวทาบนพื้นผิวกระดาษก่อนเขียนภาพสีฝุ่น เมื่อเขียนภาพเสร็จจะใช้หอยเบี้ยกดบนภาพสีฝุ่น เพื่อให้สีติดแน่นลงในเนื้อกระดาษ คุณครูนพพล กล่าวว่า งานจิตรกรรมนับเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่งแขนงหนึ่งของไทย อยากฝากให้คนไทยร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่สืบไป

คนรักศิลปะเรียนฟรี

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เปิดโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศที่สนใจเรียนรู้ด้านงานศิลปะ ขอเพียงมีใจรักและมีความขยัน สามารถสมัครเรียนได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เลขที่ 301 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (02) 431-3623 ต่อ 12 และ (087) 097-8898

กศน. สุราษฎร์ธานี พัฒนาคนให้พอเพียง

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. สุราษฎร์ธานี พัฒนาคนให้พอเพียง

“สุราษฎร์ธานี” เป็นจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 6 ของประเทศ และมีประชากรหนาแน่น อันดับ 59 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเก่าแก่ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง

ประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามากขึ้น พ่อแม่ส่วนใหญ่สนับสนุนให้บุตรหลานของตนได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับมัธยม ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ จนถึงขั้นอุดมศึกษา ส่วนผู้ด้อยโอกาส เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ก็อาศัยช่องทางการเรียนรู้จากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ช่วยเติมเต็มความรู้แก่เยาวชนและประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ คุณธนกร เกื้อกูล ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับการให้บริการด้านการศึกษาในชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งบทบาทของคุณธนกรในฐานะแกนนำกลุ่ม สำนักงาน กศน. จังหวัดภาคใต้ กลุ่มอ่าวไทย ซึ่งทุกประเด็นมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบล

ภายหลังจาก สำนักงาน กศน. ได้ร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล จำนวน 7,424 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านกลไกทางการศึกษาของ กศน. และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาชนทั่วประเทศ พร้อมจัดตั้งหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

ปัจจุบัน ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลครบทุกแห่ง โดยจัดฝึกอบรมเรื่องการเพาะปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ การทำบัญชีครัวเรือน เรียนรู้การสร้างอาชีพสร้างรายได้ ฯลฯ อบรมแก่นความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ใช้ความรู้ คุณธรรม นำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ หลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยฝึกฝนประชาชนได้รู้จักตัวเอง รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการรวมกลุ่ม รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สำหรับประชาชนที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้ ทาง กศน. จะประเมินผลสัมฤทธิ์ โดยวัดจากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น ฐานรายได้และความสุขของประชาชนทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ

ร่วมกับ ซีพี สอนธุรกิจค้าปลีก

สำนักงาน กศน. ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการจัดการศึกษาด้านพาณิชยกรรม ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก ในรูปแบบทวิภาคี ให้แก่นักศึกษา กศน. ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมีความประสงค์ที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ได้ร่วมกับ กศน. อำเภอเกาะสมุย เปิดรับนักศึกษา กศน. ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก เข้าไปเรียนรู้ภาคปฏิบัติในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวน 1 เทอมการศึกษา ผู้จัดการร้านสะดวกซื้อ ทำหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครู กศน.ติดตามเข้าไปนิเทศงานเพื่อประเมินผลนักศึกษาระหว่างฝึกงาน

กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษา กศน. ได้รับประสบการณ์ตรงจากการทำงานแล้ว ยังได้รับเงินค่าฝึกงานเป็นเบี้ยเลี้ยงด้วย ที่ผ่านมา นักศึกษา กศน. บางคน ไม่ได้เป็นคนว่างงาน แต่เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ใช้เวลาว่างมาเรียนวิชาพื้นฐานกับ กศน. และฝึกงานที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เรียกว่ามีเงินรายได้จากเงินเดือนและค่าล่วงเวลา นักศึกษาบางคนมีรายได้ต่อเดือนกว่าหมื่นบาท นับว่าโครงการนี้ตอบโจทย์เรื่องการมีงานทำ และตอกย้ำความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับงานอาชีพ เด็กๆ ได้เรียนด้วย ทำงานด้วย

ภารกิจ กศน. จังหวัดภาคใต้กลุ่มอ่าวไทย

สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ จังหวัดชุมพร โดย คุณธนกร เกื้อกูล ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหัวหน้ากลุ่ม มีการจัดประชุม คณะทำงานภายในกลุ่มเป็นประจำทุกเดือน เพื่อร่วมวางแผนและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาการจัดการศึกษาในกลุ่มจังหวัดให้ก้าวหน้า รวมทั้งการให้บริการวิชาการและการสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่สมาชิกจังหวัดในกลุ่ม

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ถูกจัดแบ่งเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ตามลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่จะมีจุดเด่นในเรื่องการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการ ยกตัวอย่าง เช่น สำนักงาน กศน. จังหวัดพัทลุง โดดเด่นในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ส่วน สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นในเรื่องศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งตักศิลา ส่วน สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย และมีอุตสาหกรรมการเกษตร สำนักงาน กศน. จังหวัดชุมพร ก็เด่นในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมันและสวนผลไม้

สำหรับ ปีการศึกษา 2558/2559 ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ได้ลงพื้นที่ นิเทศโครงการเสริมสร้างค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ในพื้นที่ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างชุมชนแห่งการอ่าน และติดตามกิจกรรม กศน. ตำบล นอกจากนี้ เมื่อ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2559 ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย (สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช และพัทลุง) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดโครงการอบรมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รุ่นที่ 2 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี

“พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์วงเดือน สร้างอาชีพชาวอุทัยธานี”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์วงเดือน ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ตามพระราชดำริ โดยมี นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย รศ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. ตลอดจนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สำนักงาน กศน. เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยถึงความเป็นมาของศูนย์วงเดือนว่า เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นการส่วนพระองค์ในจังหวัดอุทัยธานี เมื่อ ปี 2557 ที่ผ่านมา นางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน เนื้อที่ 3 งาน 31 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยพระองค์ได้มีพระราชดำริให้ สำนักงาน กศน. ดำเนินการจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรบนพื้นที่พระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อศูนย์ตามรายนามของผู้ถวายที่ดินว่า “ศูนย์วงเดือน” ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2560 นี้

เมื่อก่อสร้างศูนย์วงเดือนเสร็จสมบูรณ์ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี จะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น 147 หลักสูตร ให้แก่ประชาชนที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการมีงานทำ รวมไปถึงการพัฒนาอาชีพเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูความเป็นมาดั้งเดิมของคนอุทัยธานี ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า โดยได้ร่วมจัดทำหลักสูตรนำร่องในแต่ละอำเภอ อำเภอละ 1 หลักสูตร ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่เพื่อรองรับภารกิจของ “ศูนย์วงเดือน” อีกด้วย

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 ได้มีการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาอาชีพเพื่อการอนุรักษ์ของศูนย์วงเดือน แบ่งออกเป็น ด้านคหกรรม 14 หลักสูตร ได้แก่ การทำขนมด่าง ขนมดอกดิน แป้งข้าวหมาก ขนมกง และกับข้าวโบราณ เป็นต้น และ ด้านหัตถกรรม 8 หลักสูตร ได้แก่ การทอผ้าลายโบราณ เครื่องประทินผิวชาววัง จักหยวก เป็นต้น

ส่วนการพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานทำ (หลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน

1. ด้านคหกรรม 77 หลักสูตร เช่น การจัดดอกไม้สด แปรรูปปลาแรด ไอศกรีมข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น

2. ด้านหัตถกรรม 18 หลักสูตร เช่น การเพนต์เล็บ นวดเพื่อสุขภาพ ซาลาเปา ขนมจีบ เป็นต้น

3. ด้านอุตสาหกรรม 14 หลักสูตร เช่น การซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมโทรศัพท์มือถือ โฮมสเตย์เชิงวัฒนธรรม เป็นต้น

4. ด้านเกษตรกรรม 9 หลักสูตร เช่น การขยายพันธุ์ วิธีควบแน่น ปุ๋ยหมัก ขยายพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ และสุดท้าย

5. ด้านพาณิชยกรรม 7 หลักสูตร เช่น การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการบรรจุภัณฑ์สินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจ สามารถสมัครเรียนได้ที่ กศน. อำเภอ ทั้ง 8 แห่ง เพื่อเป็นการพัฒนาอาชีพ เสริมสร้างรายได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

กศน. อำเภอถลาง ร่วมอนุรักษ์ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

กศน. ทั่วไทย

กศน. อำเภอถลาง ร่วมอนุรักษ์ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

ในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา นิทรรศการหนึ่งที่น่าสนใจและชวนให้ผู้ร่วมงานเกิดข้อสงสัยเป็นอย่างมากคือ นิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” สำหรับคนที่ไม่เคยไปจังหวัดภูเก็ต คงจะคิดว่าไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่อย่างไร เพราะผืนนาข้าวมีอยู่ทั่วไป แต่คนที่เคยไปเที่ยวภูเก็ตก็ตั้งคำถามในใจและเอ่ยถามทีมงานผู้จัดนิทรรศการว่า “ที่ภูเก็ต มีนาด้วยหรือ”

ในนิทรรศการมีภาพครูภูมิปัญญาท้องถิ่น “นายเนตร เดชากุล” เจ้าของผืนนา มีแปลงนาสาธิต มีแผ่นภาพแสดงกระบวนการจัดการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบล แต่ที่ประทับใจทีมงานผู้จัดเป็นอย่างมากคือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา มารายงานท่านนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

นายสมชาย จันทร์อยู่ ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอถลาง ได้เล่าถึงนิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ให้ฟังว่า ได้รับมอบหมายจาก ผอ. นิโอะ นิมุ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดภูเก็ต ให้นำเสนอนิทรรศการในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เนื่องจาก กศน. อำเภอถลาง ได้ดำเนินกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครอบคลุมทั้งพื้นที่

จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยว ที่ดินมีราคาแพงมาก บริเวณที่ตั้ง กศน. ตำบล มีเนื้อที่จำกัด ไม่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมการเรียนรู้ทางการเกษตรหรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบถ้วน จึงต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่เป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาร่วมจัดกิจกรรม เมื่อได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการดังกล่าว จึงรวบรวมข้อมูลแหล่งเรียนรู้ที่ร่วมจัดกิจกรรม กับ กศน. อำเภอถลาง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น

ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านเชิงทะเล เขามีความเด่นในการขยายผลไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาขอเศรษฐกิจพอเพียงบ้านป่าคลอก ตำบลป่าคลอก มีความโดดเด่นเรื่องการขยายพันธุ์พืช มีสวนลำไย ที่ใครจะคิดว่าที่เกาะภูเก็ตจะมีสวนลำไย ทุกตำบลมีแหล่งเรียนรู้ที่พร้อมจะนำเสนอได้

สาเหตุที่เลือกนำเสนอ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” เหตุผลแรกคือ นายเนตร เดชากุล ภูมิปัญญาผู้นำกลุ่มเป็นนักศึกษา กศน. ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จนปัจจุบันมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับ กศน. ถลาง เหตุผลข้อที่สอง เพื่อตอบข้อสงสัยของคนทั่วไปว่า ภูเก็ต มีนาด้วยหรือ และเหตุผลข้อที่สาม คือ ต้องการนำนิทรรศการนี้ไปจุดประกายความคิดเตือนสติผู้คนที่หลงไปกับความเจริญทางวัตถุ หลงลืมสิ่งดีงามของผืนนาท้องไร่ที่สร้างความเป็นไทย ความเอื้ออาทรของวิถีชีวิตแบบไทยๆ

ความเป็นมาของ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

“นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ มี นายเนตร เดชากุล เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมเพื่อนบ้านหันกลับมาทำนาข้าว ซึ่งเดิมเป็นนาร้าง โดยเสนอผ่าน นายมาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดทำโครงการเสนอทางจังหวัดภูเก็ต เริ่มทำเป็นโครงการเชิงอนุรักษ์อาชีพชาวนาภูเก็ตอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2554 ในช่วงที่ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ที่เน้น “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดงาน และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน พลังมวลชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมงาน มีหน่วยงานในพื้นที่ร่วมจัดนิทรรศการมาอย่างต่อเนื่อง

“เนตร เดชากุล” ผู้ริเริ่มทำนาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต

นายเนตร เดชากุล เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด เกิดวันที่ 9 ธันวาคม 2449 อยู่บ้านเลขที่ 56/2 หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรของ นายนัด เดชากุล นางข้อย เดชากุล เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าสู่อาชีพรับจ้างทั่วไป กับครอบครัว ทำงานบริษัทเอกชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (ยาม) ปฏิบัติที่สนามบินภูเก็ต

ในปี 2535 ได้สมัครเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษา กับ กศน. อำเภอถลาง เมื่อเรียนจบประถมศึกษา ก็เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากการศึกษาเล่าเรียนทำให้คิดว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีเงินใช้เพียงเดือนชนเดือน ถ้าทำอาชีพทางเกษตรหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง น่าจะมีรายได้เพียงพอและมีเงินเก็บ จึงลาออกจากงาน มาใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในเดือนแรกที่ออกจากงานมาทำอาชีพเกษตรผสมผสาน มีรายได้ 70,000 บาท จึงเกิดความภาคภูมิใจ ยึดมั่นในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำอาชีพทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมกับเรียนต่อ กศน. จนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เห็นพื้นนาร้างคนภูเก็ตไม่มีใครทำนาแล้ว เพราะเป็นงานหนัก หันไปทำงานสบายเป็นลูกจ้างภาคธุรกิจ จึงเกิดความคิดที่จะฟื้นฟูอาชีพทำนา ในตอนแรกชักชวนเพื่อนบ้านมารวมกลุ่มทำนาข้าว

ในปี 2554 ได้ทำโครงการ “ปลูกข้าววันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต โดยเชิญ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นมาเป็นประธาน ซึ่งโครงการนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถรักษานาข้าวผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ตไว้ได้ จากเดิมมีพื้นนา ประมาณ 70 ไร่ ปัจจุบัน มีผืนนามากกว่า 120 ไร่

นายเนตร เดชากุล กล่าวว่า “ลุงกับป้ามีที่นาของตนเองเพียง 3 ไร่ เช่าที่นาของเพื่อนบ้านในชุมชนอีก 14 ไร่ รวมพื้นที่นาของลุง 17 ไร่ ในที่ดิน 17 ไร่ ลุงได้แบ่งตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ คือแบ่งเป็นนาข้าวกับพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ตะไคร้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ดไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และที่ทำใหม่ คือทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่นในโรงเรือน ถือว่าเป็นการเรียนรู้ของใหม่ ลุงเรียนรู้ตลอดเวลา ปัจจุบัน มีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 20,000 บาท ต่อเดือน เพียงพอกับการดำเนินชีวิต ของที่ปลูกช่วงแรกลุงเอาไปแจกแบ่งกันกินมากกว่า สิ่งตอบแทนกลับมาคือ ทำให้ลุงขายของได้

ลุงเอาต้นข้าวใส่กระถางขายโรงแรม กระถางละ 150 บาท ลุงเพาะต้นพริกขาย ต้นละ 20 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่มีเข้ามาเสมอ ถ้าเราดำเนินชีวิตตามแนวทางของในหลวง เราไม่มีทางอดตาย จากเดิมตอนที่ทำงานบริษัท เมื่อเวลาเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องเจ็บป่วยไม่สบาย บางครั้งเรายังไม่สามารถไปเยี่ยมได้ ดูเป็นคนใจดำ เพราะลางานไม่ได้ ออกจากบ้านแต่เช้ากลับถึงบ้านก็ค่ำ กินข้าวเสร็จก็เข้านอนพักผ่อน ชีวิตหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ อย่าหวังว่าจะช่วยเหลือสังคมเลย แค่ในครอบครัวยังไม่ค่อยมีเวลา เมื่อกลับมาทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็พบเลยว่าเวลาที่เสียไปมันเป็นเวลาของเราอย่างแท้จริง ทำมาก ขยันมาก เราก็ได้มาก แต่ที่สำคัญคือ ครอบครัวทำแล้วมีความสุข ครอบครัวก็เป็นสุข มีเวลาช่วยเหลือชุมชน…รู้จัก คำว่า พอ ก็เป็นสุขแล้ว…”

กศน. ทำอะไร กับ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

นายสมชาย จันทร์อยู่ ผอ. กศน. อำเภอถลาง ตอบว่า ถ้าถามว่า กศน. ทำอะไรกับ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” เดิม กศน. เป็นพลังส่วนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรม ณ ผืนนาแห่งนี้ โดยทีมงาน คณะครู และนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมในการปักดำในวันแม่ (ช่วงเดือนสิงหาคม) และร่วมเก็บเกี่ยวข้าวในวันพ่อ (ช่วงเดือนธันวาคม)

กศน. อำเภอถลาง นำนักศึกษาเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มี “ตาเนตร” ที่ นักศึกษา กศน. อำเภอถลาง เรียกขานชื่อ “นายเนตร เดชากุล” ซึ่งเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เมื่อ กศน. ตำบลไม้ขาว ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบลไม้ขาว ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการขยายผล ขยายความรู้สู่ประชาชนในพื้นที่ ทุกวันนี้ นายเนตร นับเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญในการดำเนินงานโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้กับ กศน. อำเภอถลาง

นิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

ผลจากการจัดนิทรรศการ ทำให้ภาคีเครือข่ายเห็นความสำคัญของอาชีพชาวนามากขึ้น มีแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มากขึ้น แต่สิ่งที่ประสบความสำเร็จของทีมงานนิทรรศการคือ คำแนะนำจากท่านนายกรัฐมนตรี 2 ประเด็น คือ

1. การเพิ่มพื้นที่ทำนาข้าว และ

2. ศึกษาค้นหาข้าวพื้นเมือง พันธุ์ข้าวท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทีมงานต้องเร่งศึกษาค้นคว้าหาแนวทางในการดำเนินงานตามข้อแนะนำต่อไป

“กศน. กทม.” ส่งเสริมคนกรุงไร้หนี้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“กศน. กทม.” ส่งเสริมคนกรุงไร้หนี้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีชีวิตคนเมืองกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยสังคมแห่งการแข่งขัน ที่ไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการทำงานเพื่อการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) ภายใต้การนำของ คุณเรืองฤทธิ์ ชมพูผุดผ่อง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. กทม. ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทสังคมเมืองกรุง

เนื่องจากกรุงเทพฯ มีเนื้อที่มากถึง 50 เขต เพื่อให้สะดวกต่อการบริหารงาน สำนักงาน กศน. กทม. ได้แบ่งการดูแลในพื้นที่เป็น 6 โซน (แต่ละโซนมีพื้นที่ดูแล 8-10 เขต) ประกอบด้วย โซนกรุงเทพฯ เหนือ โซนกรุงเทพฯ กลาง โซนกรุงเทพฯ ใต้ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก โซนกรุงธนฯ เหนือ โซนกรุงธนฯ ใต้ หากเป็นจังหวัดอื่นๆ หน่วยย่อยลงไปคือ “กศน. ตำบล” แต่พื้นที่ กทม. ถูกเรียกว่า “กศน. แขวง” แทน

ปัจจุบัน มี สำนักงาน กศน. กทม. มีศูนย์ กศน. แขวง จำนวน 169 แขวง และมีครูอาสาสมัคร 400 คน และครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนอีก 300 คน ร่วมให้บริการการศึกษาแก่คนกรุงเทพฯ เช่น จัดอบรมการใช้โทรศัพท์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและธุรกิจการค้า เช่น การซื้อขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กหรือระบบไลน์ หากใครสนใจกิจกรรมนี้ สามารถรับการอบรมได้ฟรี เพียงติดต่อที่ ศูนย์ กศน. ทุกแห่งในพื้นที่ กทม.

นอกจากนี้ สำนักงาน กศน. กทม. ได้ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ในการเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่ กศน. แขวง ให้ชาว กทม. ได้มีโอกาสเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ยกตัวอย่าง เช่น

“กศน. เขตคลองสามวา” ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเขตคลองสามวา ชุมชนน้ำใสดอกไม้สวย จัดอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่บนบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ แปรรูปอาหารจากปลา การทำก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา และ “กศน. เขตคันนายาว” จัดอบรมความรู้เรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว

“กศน. เขตพญาไท” จัดอบรมความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเรื่องการจัดการขยะ ณ สวนพญาไทภิรมย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถคัดแยกขยะประเภทต่างๆ และนำขยะมาประดิษฐ์เป็นของใช้ เช่น กระเป๋าจากซองกาแฟ และกล่องทิชชู หมวกจากกล่องนม “กศน. เขตพระโขนง” จัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชุมชนเกตุไพเราะ 3-5 โดยมีทีมงานของชุมชนเป็นวิทยากร อบรมความรู้เรื่องน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำ EM BALL การเลี้ยงไส้เดือนและผลิตภัณฑ์จากไส้เดือน การทำถังดักไขมันในครัวเรือน ฯลฯ

“กศน. เขตบางแค” สอนหลักสูตรระยะสั้นเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกผักเป็นอาหารในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือปลูกผักเป็นอาชีพเสริม “กศน. เขตบางซื่อ” และ “กศน. เขตบางบอน” จัดอบรมความรู้เรื่องโรงเพาะเห็ด ขั้นตอนการเพาะเห็ด รวมทั้งการแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ด และ “กศน. เขตตลิ่งชัน” จัดอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช เพื่อใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย

ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

กลุ่มทีมช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่นิยมชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติทั่วประเทศไทย มักอาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจงานประจำ นัดหมายกันเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ปี 2549 พวกเขาเกิดแนวคิดว่า ควรทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนสังคมที่เดินทางไปพักค้างแรมทุกแห่ง โดยใช้ชื่อทีมว่า “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนายช่างการบินไทย และผู้มีจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ ภายใต้การนำของ คุณมานิตย์ อ่อนมี ประธานกลุ่ม

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม ภายใต้คำขวัญว่า “ต่อเติมฝัน แบ่งปันโอกาส เพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง” การลงพื้นที่ทำงานแต่ละครั้ง พวกเขาทำงานด้วยใจ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และเรียบง่ายต่อการเดินทาง การกิน การนอน สมาชิกต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็ช่วยกันทำงานด้านนั้นตามถนัด

รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ในแต่ละชุมชน คือการก่อสร้างอาคารเรียนไม้อย่างเต็มรูปแบบ ขนาด 7×19 เมตร ตามแบบของโรงเรียนในโครงการแม่ฟ้าหลวง ในถิ่นทุรกันดารที่เหมาะสม อยู่ในพื้นที่ของ กศน. ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องมีเด็กนักเรียนไม่ต่ำกว่า 30 คน มีครูสอนประจำอย่างน้อย 1 คน ในชุมชนมีประชากรไม่น้อยกว่า 30 หลังคาเรือน ผู้นำชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการก่อสร้าง โดยไม่มีค่าแรงงานก่อสร้าง เส้นทางคมนาคมไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่มจำปีเหล็ก มาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้น หลังจากก่อสร้างอาคารเรียนเสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มมักจัดทำพิธีมอบอาคารเรียนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 5-10 ธันวาคม ของทุกปี และขนวัสดุอุปกรณ์ ของเด็กเล่น ไปจัดกิจกรรมวันเด็ก

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ก่อสร้างอาคารเรียนครั้งแรก ในปี 2549 ที่โรงเรียนบ้านห้วยมะน้ำ โรงเรียนบ้านแม่แฮด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี 2550 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนไตรธาร ตำบลแม่ขนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ปี 2551 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านโข๊ะทะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

ในปี 2552 พวกเขาเข้าสำรวจในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนดังความตั้งใจจิตอาสาเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง โดยเน้นพื้นที่ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จัดส่งครูอาสา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูดอย 1-2 คน เข้าไปพักอาศัยอยู่กับประชาชนในชุมชน และมีการสร้างอาคารขนาดเล็ก เรียกว่า อาศรม ด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ในตอนกลางวัน โดยมุ่งให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองดีของชาติ ต่อมาในปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” แล้วตามด้วยชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งศูนย์เรียนรู้

ต่อมา “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ ศศช. บ้านโอโลคีบน ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อำเภออมก๋อย (กศน. อมก๋อย) พบว่า ศูนย์แห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางจากอำเภออมก๋อยไปถึงบ้านโอโลคีบน ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งต้องมีโซ่พันล้อ สูบลม อุปกรณ์ซ่อมทุกชนิดติดตัวไปด้วย การเดินทางต้องใช้เส้นทางอ้อมไปเข้าทางอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี 2553 ทีมงานมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทีมงานลุ่มน้ำสาละวิน เช่น นายธงชัย พุ่มพวง นายเดชธพล กล่อมจอหอ ทีมงานจิตอาสาโครงการขยายผลโครงการหลวง ฯลฯ ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลจาก กศน. อมก๋อย พบว่า บ้านห้วยยาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลมาก การเดินทางลำบาก ไม่มีทางรถยนต์เข้าไปถึงหมู่บ้านได้ จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนที่ ศศช. บ้านห้วยยาว ตำบลสบโขง โดยขอความร่วมมือให้ชาวบ้านมาช่วยตัดต้นไม้ขนาดเล็กตามทางเท้าที่ชาวบ้านใช้เดินทางให้กว้างขึ้น โดยใช้จอบขุดตามไหล่เขา เพื่อให้รถจักรยานยนต์เข้าถึง ต่อมาจึงขยายเส้นทางให้กว้างพอสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อขนวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมส่งมอบอาคารเรียนในเดือนธันวาคม 2553

ผลงานจิตอาสาของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ตั้งแต่ ปี 2549-2553 เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานโล่กลุ่มที่มีผลงานดีเด่น จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554

ปี 2554 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เดินหน้าออกสำรวจพื้นที่เป้าหมายใหม่ ในถิ่นทุรกันดาร คือบ้านซอแอะ ตำบลแม่ตื่น สร้างอาคารเรียน โรงอาหาร ห้องน้ำ ที่ ศศช. บ้านซอแอะ และสร้างเสาธงชาติแจกจ่ายแก่ ศศช. ที่อยู่ใกล้เคียง ในปีนี้เอง บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้แทนคือ นายณัฐวุฒิ ตราชู ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ด้วยการบริจาคปูนซีเมนต์ จำนวน 200 ถุง เพื่อนำไปสร้างลานกีฬาให้กับ ศศช. บ้านซอแอะ ด้วย

ก้าวสู่ปีที่ 7 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย สร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ ที่ ศศช. สงินใต้ ตำบลนาเกียน อยู่ห่างจากอำเภออมก๋อย ประมาณ 50 กิโลเมตร และส่งมอบในเดือนธันวาคม 2555 ปีถัดมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยได้ออกสำรวจพื้นที่ที่บ้านห้วยน้ำผึ้ง หมู่ที่ 12 ตำบลสบโขง อยู่ห่างจากตัวอำเภออมก๋อย 54 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ติดชายแดนเขตอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาชิกกลุ่มตัดสินใจสร้างอาคารเรียน ที่ ศศช. บ้านห้วยน้ำผึ้ง ช่วงกลางปีเดียวกัน คุณณัฐวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด ได้ประสานงานกับ คุณบุษบา วิชัยสุทธิกุล คุณธีรยุทธ วีระกิตติสิน ฝ่ายธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เพื่อขอรับบริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 100 ชุด

กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงเริ่มมีกิจกรรมเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูงอีกกิจกรรมหนึ่ง คือนำคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานไปบริจาคให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน และที่ทำการ กศน. อมก๋อย จุดละ 20-50 ชุด เพื่อใช้ฝึกการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป

บ้านมอคี หมู่ที่ 11 ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย ประชาชนเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสกอร์ ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านมานานมากกว่า 100 ปี มีประชากร 40 ครอบครัว จำนวน 175 คน ปี 2536 มีการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวหลังคามุงด้วยสังกะสี ต่อมาปี 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิคาร์ฟูร์ ประเทศไทย พระราชทานงบประมาณก่อสร้างอาคารหลังใหม่ 1 หลัง ในพื้นที่แห่งนี้

ปี 2557 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เข้าไปสำรวจ ศศช. บ้านมอคี พบว่า อาคารเรียนได้ทรุดโทรมลงไปมาก จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดท้ายของตำบลสบโขง ทางกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า หมู่บ้านสุดปลายฟ้า ในปีนี้เองบรรดาจิตอาสาที่เห็นผลงานของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยมาอย่างต่อเนื่องก็สนใจสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก เช่น นายธวัชชัย โครตพจน์ ช่างภาพมืออาชีพระดับประเทศ ฯลฯ ทางกลุ่มได้จัดทำเสื้อยืดที่เขียนด้วยลายมือของ วสันต์-อัสนี โชติกุล นักร้องชื่อดัง ออกจำหน่าย พร้อมรับบริจาคเงินจากภาคเอกชนเพื่อช่วยเป็นค่าการก่อสร้างต่างๆ และขอบริจาครถจักรยานให้แก่เด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลจาก ศศช. จำนวน 100 คัน

ศศช. ราชา ตำบลสบโขง ก่อตั้งเมื่อ ปี 2532 โดยก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว หลังคามุงด้วยสังกะสี มีอาคารสิ่งปลูกสร้างที่มีภาคเอกชนได้สร้างไว้แต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเด็กนักเรียน บางอาคารทรุดโทรม จึงวางแผนก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย การเดินทางไปยัง ศศช. ราชาในช่วงฤดูฝนจะยากลำบากสักเพียงใด แต่ทีมงานก็มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค พวกเขาขนปูนซีเมนต์ที่ได้รับบริจาคจาก บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 200 ถุง ขึ้นไปก่อสร้างลานกีฬา อาคารเรียน จนเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558 โดยมีผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ

ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

ที่ผ่านมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย มีบทบาทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ดอยเต่า สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง ครั้งที่ 14 ที่บ้านหล่ายแก้ว ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอำเภอดอยเต่า เป็นประธานในพิธีเปิด ภายในงานมีกิจกรรมการจำหน่ายผ้าทอกะเหรี่ยง ผ้าตีนจก และผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกบู๊ธของหน่วยงานราชการ และการเสวนาเรื่องชนเผ่า

เชียงของ ทำโครงการเย็บกระเป๋าด้วยมือ

กศน. เชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมโครงการ การเย็บกระเป๋าใส่เศษสตางค์ด้วยมือขึ้น ที่บ้านดอนที่ หมู่ที่ 3 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กศน. สุโขทัย สรุปผลงานไตรมาส 2

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย จัดการประชุมติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2 ขึ้น ที่ห้องประชุม To be number one กศน. อำเภอเมืองสุโขทัย โดยมี นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย เปิดการประชุมการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2559 ไตรมาส 2 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย และ กศน. อำเภอ ทั้ง 9 แห่ง

กศน. พิจิตร ประชุมขับเคลื่อนงานตามระบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดพิจิตร บุคลากร กศน. อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร เพื่อดำเนินงานในไตรมาส 3-4 ให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

กศน. พะเยา จับมือ วท. ดอกคำใต้ จัดการศึกษาร่วม

นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร กศน. ครั้งที่ 4 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ในการประชุมในครั้งนี้มีผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่ม เจ้าหน้าที่แผนงาน เจ้าหน้าที่การศึกษา เข้าร่วมเพื่อรับนโยบายของ สำนักงาน กศน. โดยพร้อมเพรียงกัน ในการประชุมครั้งนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ระหว่าง สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา กับผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้ ณ ห้องประชุม กศน. เมืองพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

เรียนรู้การทำเกษตรธรรมชาติ ที่แก่งกระจาน

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

กศน.ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เรียนรู้การทำเกษตรธรรมชาติ ที่แก่งกระจาน

“เพชรบุรี เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากไปสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำเภอแก่งกระจาน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติขนาดใหญ่ เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า “หมู่บ้านตะเคียนห้าบาท” เป็นเขตป่าดงดิบมีภูเขาใหญ่น้อยเรียงรายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด และมีทะเลหมอกที่สวยงาม ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและกะหร่าง อาศัยอยู่ตามริมน้ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเพชรบุรีในปัจจุบัน

พื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี มีเกาะแก่งมากมายทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการหาปลา โดยชาวกะเหรี่ยงจะใช้แผ่นเงินขนาดเล็กผูกติดกับเบ็ดเป็นเหยื่อล่อปลา แผ่นเงินขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมนี้ ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า “กระจาน” ซึ่งคำว่า แก่งกระจาน จึงมีที่มาจากอาชีพชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง

แก่งกระจาน มีเขื่อนดินกักเก็บน้ำสำหรับใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค กิจกรรมภาคการเกษตร ภาคประมง รวมทั้งผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการสร้างบ้านดิน ฯลฯ แก่งกระจาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากเสน่ห์ สมดั่งคำขวัญที่ว่า “พะเนินทุ่งสูงตระหง่าน ตระการตาทอทิพย์ ป่าดงดิบอุทยาน แก่งกระจานเขื่อนดิน”

ปัจจุบัน อำเภอแก่งกระจาน มีพื้นที่รับผิดชอบ ประมาณ 1,562,799 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่มากที่สุดของจังหวัดเพชรบุรี โดยคิดเป็น ร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัด ประกอบด้วย 6 ตำบล 52 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลแก่งกระจาน ตำบลสองพี่น้อง ตำบลวังจันทร์ ตำบลป่าเด็ง ตำบลพุสวรรค์ และตำบลห้วยแม่เพรียง

ตำบลห้วยแม่เพรียง

ตำบลห้วยแม่เพรียง เดิมรวมอยู่กับตำบลสองพี่น้อง ต่อมา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งตำบล “ห้วยแม่เพรียง” โดยมีเขตการปกครองทั้งหมด 6 หมู่บ้าน เนื่องจากพื้นที่มีลำห้วยแม่เพรียงไหลผ่านและอยู่ในการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ จำนวน 3 หมู่บ้าน จึงตั้งชื่อตำบลว่า “ห้วยแม่เพรียง”

พื้นที่ทั้งหมดของตำบลห้วยแม่เพรียง ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน เนื่องจาก หมู่ที่ 1 บ้านบางกลอย หมู่ที่ 2 บ้านโป่งลึก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทั้งหมด หมู่ที่ 3 บ้านพุไทร อยู่ในเขตอุทยานบางส่วน ส่วน หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ หมู่ที่ 5 บ้านด่านโง และ หมู่ที่ 6 บ้านห้วยไผ่ อยู่ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ

ต่อมาเมื่อ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริให้พัฒนาบ้านโป่งลึก-บ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลห้วยแม่เพรียง กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 แบ่งการปกครองเป็น 6 หมู่บ้าน พื้นที่ทั้งหมด 753,438 ไร่ พื้นที่การเกษตร 6,627 ไร่ พื้นที่ทั้งหมดของตำบลเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรโครงการพระราชดำริ

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง

ทุกวันนี้ คุณธนาธิป บุตรเพชร เป็นครู กศน. ประจำตำบลห้วยแม่เพรียง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คุณณัฐกัญญาธ์ กานต์การันยกุล ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอแก่งกระจาน ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้พันธมิตรทุกภาคส่วนของสังคม ร่วมจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองนโยบายของรัฐ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน

“การจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” เป็นภารกิจหนึ่งของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา และ กศน. อำเภอแก่งกระจาน ให้ความสำคัญทุกพื้นที่และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งด้านความรู้และการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้เรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานในครัวเรือน ตลอดจนการดูแลพืชผักโดยวิธีธรรมชาติบูรณากับวิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น บ้านโป่งลึก และบ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน การประกอบอาชีพของชุมชนต้องบูรณาการและไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ “คนกับป่า พึ่งพากัน”, “สัตว์ป่าอยู่ในป่า มีค่ากว่าอยู่ในจาน”

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้ดำเนินโครงการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการบัญชีครัวเรือน กิจกรรมอบรมกระบวนการเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน ให้กับกลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา และประชาชน ในชุมชนได้เรียนรู้เรื่องรายรับ-รายจ่าย ของตนเองและสามารถบริหารการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รวมทั้งจัด โครงการ กศน. ฝึกอาชีพให้ประชาชน “หนึ่งคน…หนึ่งอาชีพ” (อาชีพการทำเหรียญโปรยทาน ด้วยริบบิ้น) ณ ศาลาประชาคมแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณธนาธิป บุตรเพชร ครู กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง และ คุณบุญเสริม จันทร์นาค เป็นวิทยากรในการสอน และเปิดหลักสูตรอาชีพระยะสั้น (กลุ่มสนใจ) วิชาการผูกผ้าและจับจีบผ้าประดับแบบต่างๆ จำนวน 6 ชั่วโมง ณ ตำบลห้วยแม่เพรียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ โดยมี คุณอัครวัฒน์ สุวรรณาภรณ์ เป็นวิทยากรให้ความรู้

โครงการเกษตรธรรมชาติ

กศน. จังหวัดเพชรบุรี จัดอบรมโครงการเกษตรธรรมชาติ MOA (ปรัชญา โมกิจิ โอกาดะ) ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับ ครู กศน. และเกษตรกร ซึ่ง กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ชุมชนในเวลาต่อมา ภายใต้ชื่อโครงการหลักสูตรพัฒนาอาชีพ (ต่อยอดอาชีพเดิม) วิชาการทำสารสกัดศัตรูพืช และน้ำหมักฮอร์โมน จำนวน 50 ชั่วโมง ณ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องด้วยมีพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำบลติดกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และสถานที่ท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่ง กิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก อบต. ตำบลห้วยแม่เพรียง คุณดาวรุ่ง หล่ำค้าขาย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ พัฒนาชุมชนอำเภอแก่งกระจาน และชาวบ้านบ้านหนองน้ำดำ

ที่ผ่านมา กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้จัดหลักสูตรพัฒนาอาชีพ (ต่อยอดอาชีพเดิม) วิชาการทำเกษตรธรรมชาติ ณ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดย คุณอรุณ วัณเสือ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เรื่องกองเห็ดฟาง โดยเริ่มจากจัดหาอุปกรณ์การเพาะเห็ดฟาง ประกอบด้วย เชื้อเห็ดฟาง อาหารเห็ด ฟางข้าว พลาสติกคลุมกอง ไม้รวก

คุณอรุณ ได้อธิบายให้ชาวบ้านได้ฝึกดูก้อนเชื้อเห็ด ขยี้เชื้อเห็ดออกจากก้อน หลังจากนั้น นำเชื้อเห็ด 10 ก้อน ผสมกับรำแป้ง 1 กิโลกรัม ตีบล็อกไม้สำหรับก่อกองเห็ด ในลักษณะกองสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีก้น เตรียมพื้นที่ก่อนย่ำกอง โดยฟางที่จะนำมาย่ำต้องแช่น้ำมาแล้ว อย่างน้อย จำนวน 1 คืน

การย่ำกองเห็ดชั้นแรก ให้สูงประมาณ 10 เซนติเมตร ย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด โดยโรยรอบๆ ชิดขอบด้านนอก เพราะเห็ดฟางจะออกบริเวณรอบๆ กองฟาง ย่ำชั้นที่ 2 สูงประมาณ 10 เซนติเมตร พยายามย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด รอบที่ 2 โดยการโรยรอบๆ ชิดขอบด้านนอก ตรงกลางไม่มีประโยชน์ เพราะเห็ดฟางจะออกบริเวณรอบๆ กองฟาง ใส่เศษฟางเพิ่มและย่ำชั้นที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามขนาดของบล็อก โดยแต่ละชั้น สูงประมาณ 10 เซนติเมตร พยายามย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด ด้านบนสุดแบบบางๆ ให้ทั่ว แล้วย่ำด้านบนปิดให้แน่น

ดึงบล็อกออก จะได้กองฟางสูงตามต้องการ นำไม้รวกที่เตรียมไว้ผ่ากลาง แล้วดัดโค้งครอบกองเห็ดฟางที่ทำเสร็จแล้ว นำพลาสติกคลุมบนไม้รวกให้มิดชิด นำฟางแห้งมาคลุมบนพลาสติกอีกรอบ เพื่อกักความชื้น คอยสังเกตความชื้นเป็นระยะ อีก 4 วัน ให้ดูว่าเชื้อเห็ดฟางเดินหรือไม่ หากเชื้อเดินจะเกิดฝ้าสีขาว รอไปอีก 12 วัน จะเกิดดอกเห็ดให้เก็บขายหรือนำไปบริโภคได้ ต้องคอยดูแลเรื่องความชื้น ด้วยการรดน้ำในบริเวณด้านข้างกองเห็ด โดยทั่วไปการทำเห็ดฟาง 1 กอง จะสามารถเก็บเห็ดออกขายได้ ประมาณ 2 เดือน

กศน. จับมือ ธปท. พัฒนาหลักสูตรทางการเงิน

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินกับผู้เรียนและบุคลากรในสังกัด สำนักงาน กศน. ทุกระดับ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน การออม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง และวางแผนจัดการหนี้สิน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเผยแพร่ความรู้ต่อ และเกิดการพัฒนาระดับทักษะทางการเงินโดยรวมของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนสามารถวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินในระดับบุคคลและครอบครัวในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท). และ สำนักงาน กศน. ยังได้ตกลงร่วมกันพัฒนาเนื้อหาวิชาการเรียนรู้ แบบเรียน เครื่องมือในการสื่อสารให้ความรู้ และหลักสูตรกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อ รวมถึงพนักงานของทั้งสองฝ่ายและวิทยากรภายนอก โดยมีการมอบหมายบุคลากร และส่วนงานของแต่ละฝ่ายเพื่อจัดทำเนื้อหาและสื่อความรู้เพื่อเผยแพร่บนสื่อต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นหัวข้อความรู้สำคัญในการเรียนการสอนและในการจัดกิจกรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้ จะจัดให้มีการประเมินผลการจัดกิจกรรมให้ความรู้และติดตามผลความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ภาพรวมทักษะทางการเงินของผู้ได้รับความรู้และนำมาพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรกิจกรรมการให้ความรู้ต่างๆ ต่อไป

ด้าน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ กศน. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำหลักสูตรวิชาบังคับเลือก การพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อ การสื่อสารผ่านช่องทางเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สมดังเจตนรมณ์ของทั้งสององค์กร และจะช่วยกันทำให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแรง มีสุขภาพทางการเงินที่เข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นรากฐานต่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป

%d bloggers like this: