กระดานความคิด

All posts tagged กระดานความคิด

ข้อคำนึงถึงในการดำเนินนโยบายบ้านประชารัฐ

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160414/225882.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2559
ข้อคำนึงถึงในการดำเนินนโยบายบ้านประชารัฐ

กระดานความคิด : ข้อคำนึงถึงในการดำเนินนโยบายบ้านประชารัฐ : โดย…นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

                    บ้านประชารัฐ เป็นนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ให้ได้มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของบ้าน สาระสำคัญของนโยบายคือ จะเป็นการวางนโยบายช่วยเหลือทางด้านดอกเบี้ยและผ่อนปรนเกณฑ์ปล่อยเงินกู้ ผ่าน 3 ธนาคารหลัก ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์
                    เป้าหมายในการเข้าถึงจะประกอบไปด้วยลูกค้าที่เป็นผู้มีรายได้น้อย (และเป็นผู้ที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ครอบครองบ้านมาก่อน) จำนวน 6 หมื่นคนโครงการมีวงเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท จะปล่อยกู้ให้แก่ธุรกิจเอกชน และการเคหะฯ เพื่อนำไปสร้างบ้านประชารัฐ ส่วนที่สองจำนวน 4 หมื่นล้านบาท จะปล่อยกู้ให้แก่บุคคลทั่วไป โดยแบ่งย่อยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ขอกู้เพื่อซื้อ เช่าซื้อและก่อสร้างบ้านใหม่ จะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 7 แสนบาท กลุ่มที่ซ่อมแซมบ้านที่มีอยู่เดิมจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 5 แสนบาท และกลุ่มที่ขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน จะปล่อยรายละประมาณ 7 แสน-1.5 ล้านบาท
                    การช่วยเหลือภาคเอกชนมีข้อกำหนดให้เอกชนจะต้องช่วยเหลือผู้บริโภคโดยเป็นผู้แบกรับค่าธรรมเนียมโอน 2% (หรือค่าธรรมเนียมจำนอง 1% เฉพาะปีแรก) รวมทั้งให้เป็นผู้ออกค่าส่วนกลางในปีแรก และให้ลดราคาจากราคาขายอีก 2%
                    การอุดหนุนจากภาครัฐจะกระทำใน 2 ลักษณะ คือ การอุดหนุนลดดอกเบี้ยให้ต่ำลง และการลดเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ Debt to service ratio ให้เป็นร้อยละ 50 สำหรับลูกค้าทั่วไปและร้อยละ 80 สำหรับพนักงานรัฐ
                    ในมุมมองส่วนตัวมองว่า นโยบายนี้จะมีข้อดี คือ ช่วยเหลือคนรายได้น้อยที่มีความพร้อมทางด้านการเงินและมีความต้องการที่อยู่อาศัย ในขณะที่ภาคเอกชนทั้งที่มีสต็อกบ้านราคาย่อมเยา และภาคเอกชนที่จะสร้างโครงการใหม่ในพื้นที่ภาครัฐจะได้รับประโยชน์ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งบ้าน
                    ในทางตรงกันข้าม จุดเสี่ยงที่สำคัญ คือ คนรายได้น้อยบางส่วนอาจจะซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีศักยภาพทางด้านการเงิน หรือตนเองคิดไม่รอบคอบถึงผลดี/ผลเสียของการซื้อที่อยู่อาศัย
                    กลุ่มที่ไม่มีศักยภาพทางการเงิน เกิดขึ้นจากการปรับเพิ่ม Debt to service ratio ให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 ซึ่งอยู่เหนือจุดเหมาะสมที่วิจัยโดย ดร.อธิภัทร (จุฬาฯ) ที่ประมาณร้อยละ 20-40
                    กลุ่มที่ไม่คำนึงถึงผลดี/ผลเสียของการซื้อที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นเนื่องจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ก่อให้เกิดภาระหนี้ที่ยาวนาน (ประมาณ 30 ปี) ดังนั้นในอนาคตอาจจะเกิดสถานการณ์ที่ไม่ดีที่คาดไม่ถึง เช่น 1.เศรษฐกิจตกต่ำไม่มีกำลังทรัพย์เพื่อผ่อน 2.การย้ายถิ่นที่อยู่ ที่ทำงานจะมีความสะดวกกว่าหากการอยู่อาศัยอยู่ในลักษณะเช่า หรืออยู่กับเพื่อนฝูง/เครือญาติ 3.โครงสร้างบ้านจะต้องเอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตในอนาคต คนมีรายได้น้อยจะไม่สามารถซื้อบ้านใหม่ได้ง่าย ดังนั้นการออกแบบบ้านจะต้องคำนึงถึงการใช้ชีวิตในยามชราด้วย เป็นต้น
                    นอกจากนี้ อีกกลุ่มหนึ่งที่จะมีปัญหาก็คือ กลุ่มธุรกิจเช่าบ้านที่อาจจะสูญเสียลูกค้าไป และธุรกิจบ้านในเซกเมนท์อื่นๆ ที่อาจจะถูกดึงความต้องการให้ซบเซาลง
                    สำหรับการกำหนดความช่วยเหลือโดยบังคับภาคธุรกิจให้ช่วยผู้ซื้อนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะผู้ผลิตสามารถผลักภาระต่างๆ โดยกำหนดราคาให้สูงขึ้นได้ ภาระต่างๆ จึงตกเป็นของผู้ซื้ออยู่ดี
                    ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินนโยบายบ้านประชารัฐ จะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย หากภาครัฐสามารถวางมาตรการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ซื้อมีความพร้อมในการซื้อจริงๆ ทั้งทางด้านการเงิน และทางด้านความรู้พื้นฐานในเรื่องข้อคำนึงถึงในการเป็นเจ้าของบ้าน นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรที่จะคำนึงถึงการออกแบบ “บ้านประชารัฐ” ให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้จนถึงบั้นปลายชีวิตอย่างแท้จริง เพราะผู้มีรายได้น้อยส่วนมากคงไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะจัดหาบ้านใหม่มาได้อีกครั้ง
————————-
(กระดานความคิด : ข้อคำนึงถึงในการดำเนินนโยบายบ้านประชารัฐ : โดย…นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)
Advertisements

วิถีผู้แทน : จากใบยาถึงขันแดง

Published April 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160412/225772.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 12 เมษายน 2559
วิถีผู้แทน : จากใบยาถึงขันแดง

กระดานความคิด : วิถีผู้แทน จากใบยาถึงขันแดง : โดย…บางนา บางปะกง

                    “ขันแดง” กลายเป็นประเด็นการเมือง เนื่องจากทหารได้ตรวจพบขันแดงเกือบหมื่นใบภายในบ้านพักสิรินทร รามสูต อดีต ส.ส.เมืองน่าน และขยายผลไปยังบ้านอดีต ส.ส.อีก 2 คน
                    สำหรับ “สิรินทร” ตกเป็นเป้าใหญ่ เพราะมีขันแดงอยู่ภายในบ้านประมาณ 8,000 ใบ ส่วนคนอื่นแค่พันกว่าใบ
                    ล่าสุดสิรินทรได้เข้าพบ พล.ต.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 (มทบ.38) ที่ค่ายสุริยพงษ์ เพื่อทำความเข้าใจ หลังตรวจยึดขันแดง โดยฝ่ายทหารมองว่า สิรินทรอาจไม่ใช่ตัวการกระทำความผิด แต่เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุน
                    เอ่ยชื่อ สิรินทร รามสูต คอการเมืองอาจไม่เคยคุ้น แต่ถ้าบอกว่า เธอเป็นน้องสาว ส.ส.แสนสวยยุคหนึ่งชื่อ พูนสุข โลหะโชติ รับรองต้องคุ้นกับตระกูลการเมืองนี้อย่างแน่นอน
                    50 กว่าปีที่แล้ว คนเมืองน่านปลูกยาสูบมากกว่าข้าวโพด ยาสูบเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และสร้างความร่ำรวยให้แก่เจ้าของ “โรงบ่มใบยา”
                    ตระกูลที่มีโรงบ่มใบยา ได้แก่ “โลหะโชติ”, “ทุ่งสี่” และ “สูงสว่าง” ชาวไร่ยาสูบมีสถานะเป็น “ลูกไร่” เพราะค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ล้วนต้องพึ่งพาเจ้าของโรงบ่มใบยา
                    ด้วยเหตุนี้ลูกไร่จึงเป็นฐานเสียงการเมือง เมื่อ สมชาย โลหะโชติ ทายาทเจ้าเมืองน่าน และเจ้าของโรงบ่มใบยา ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในปี 2512
                    “สมชาย” เป็น ส.ส.อยู่หลายสมัย ก่อนที่จะปั้นลูกสาว “พูนสุข” เป็นผู้แทนฯ ปี 2529 ซึ่งตอนนั้นพูนสุขมีอายุ 27 ปี เป็น ส.ส.สาวสวยแถมอายุน้อยที่สุดในสภา
                    จากกรณีศึกษาตระกูลการเมืองในภาคอีสาน พบว่า พืชเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ปอ ฯลฯ กลายเป็น “พืชการเมือง” เพราะผู้ที่รับซื้อผลผลิตจากชาวไร่ได้นำความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่าง “พ่อค้าพืชไร่” กับ “ชาวไร่” มาเป็นคะแนนเสียง
                    ทำนองเดียวกัน ยาสูบเป็นพืชไร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่ทำเงินหล่อเลี้ยงชีวิตชาวไร่ยาสูบกว่า 1 แสนครอบครัวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พะเยา และลำปาง
                    จึงไม่แปลกที่ “ชาวไร่ยาสูบ” กลายมาเป็นฐานการเมืองให้แก่ตระกูล “วงศ์วรรณ” ในเมืองแพร่ และ “โลหะโชติ” ที่เมืองน่าน ด้าน “สิรินทร” สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นมานานกว่า 20 ปี
                    ด้วยเหตุที่ตระกูลโลหะโชติมาจากผู้ครองนครน่าน จึงแผ่บารมีรุ่นลูกรุ่นหลาน สิรินทรเป็นสมาชิกสภาเทศบาลอยู่หลายสมัย ก่อนจะเป็นนายกเทศมนตรีเมืองน่าน
                    ทำไมสิรินทรจึงใช้นามสกุล “รามสูต” คำตอบคือ สามีเธอชื่อ ทรงยศ รามสูต อดีต ส.ส.หนองคาย สังกัดพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคเดียวกับพ่อและพี่สาวของเธอ
                    นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร เล่นการเมือง ได้เกิดปรากฏการณ์ไทยรักไทยฟีเวอร์ ส่งผลให้ “ระบอบอุปถัมภ์” แบบเดิมต้องสูญสลายไป
                    เนื่องจาก “ประชานิยม” กลายเป็นระบอบอุปถัมภ์ใหม่ ที่ให้ชาวบ้านมากกว่า ทั้งกองทุนเงินล้าน, บัตรทอง และโครงการเอสเอ็มแอล
                    สรินทรจึงตัดสินใจลงสนามการเมืองระดับชาติในสีเสื้อไทยรักไทย เปลี่ยนเป็นพลังประชาชน และเพื่อไทย
                    เมื่อสิรินทรเล่นการเมืองยุคทักษิณเรืองอำนาจ ต้องพึ่ง “กระแสทักษิณ” และต้องรับขันแดงมาไว้ในบ้าน ตามคำสั่ง “นายใหญ่”
                    จากผู้สร้างระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น มาสู่การพึ่งพา “นายใหญ่” นี่คือวิถีผู้แทนเมืองน่าน
———————–
(กระดานความคิด : วิถีผู้แทน จากใบยาถึงขันแดง : โดย…บางนา บางปะกง)

บทพิสูจน์! :

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160308/223761.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559
บทพิสูจน์! :

บทพิสูจน์! : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

            ยังไม่มีทีท่าจะยุติกับกรณีของวิบากกรรม “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหารใหญ่ “ซีพีออลล์” ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะสมาคมบริษัทจัดการลงทุนที่ออกโรงกดดันให้ผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบกรณีใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในทำการซื้อขายหุ้นอย่างไม่เป็นธรรม (อินไซเดอร์) จนถูก ก.ล.ต.สั่งลงโทษปรับไปกว่า 33 ล้านบาท

แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนากระทำผิด แต่ดูเหมือนวิบากกรรมหนนี้จะเหมือนไฟลามทุ่ง เพราะล่าสุดนี้ คุณวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ยังคงยืนยันว่าสมาคมจะยังคงเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทจัดการกับปัญหาธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวประธานกรรมการบริษัท โดยผู้ลงทุนกลุ่มสถาบันจะไม่เพิ่มการลงทนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัท หลังจากยังคงนิ่งเฉยไม่มีการลงโทษใดๆ

แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจผู้บริหารซีพี ออลล์ แต่ในมุมมองของนักลงทุนโดยเฉพาะสมาคมบริษัทจัดการลงทุนนั้น เข้าใจว่าคงไม่ได้มองแค่การที่ผู้บริหารซีพีออลล์ออกมายอมรับผิดแล้วเรื่องก็จบ แต่คงอยากเห็นบรรทัดฐานที่ผู้บริหารจะแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งไปก่อน ส่วนในอนาคตบริษัทแม่ หรือผู้ถือหุ้นบริษัทจะพิจารณาแต่งตั้งกลับเข้ามาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

จะว่าไปเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อกรณีธรรมาภิบาลของยักษ์ใหญ่แห่งนี้ใช่จะเป็นหนแรก ก่อนหน้านี้ก็เคยโดนกรณี “ดราม่า” เรื่องเค้กกล้วยหอม “สยามบานาน่า” หรือโตเกียวบานาน่าเมืองไทยที่ดีลกันไปจนเป็นรูปร่างจะเข้ามาวางในร้านอยู่แล้ว แต่กลับมาเจอ “เลอแปงบานาน่า” สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ปาดหน้า

ทำเอาเจ้าของแบรนด์ดัง “ปาดน้ำตา” จนกลายเป็นกรณี “ดราม่า” กระหึ่มโลกโซเชียลไปร่วมเดือน

ล่าสุดนี่ยังมีเรื่องของการให้บริการคงสิทธิ์เลขหมายที่มาทำสงครามตลาดช่วงชิงลูกค้าเก่า 2 จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยให้ดำเนินการโอนย้ายอัตโนมัติผ่านเครือข่ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น โดยใช้แค่บัตรประชาชนไปแสดงใบเดียว ไม่มีการเรียกเก็บเอกสารใดๆ ตามหลักเกณฑ์ของ กสทช.

แถมจัดโปรโมชั่นช่วงชิงลูกค้าที่ทำเอาค่ายมือถือด้วยกันถึงกับเดือด เพราะเล่นขายหน้าเคาน์เตอร์แจ้งลูกค้าว่าให้รีบย้ายเครือข่ายมาก่อนซิม 2 จี 900 เดิมจะดับ จนทำเอา 2 มือถือค่ายยักษ์ “เอไอเอส-ดีแทค” ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ กสทช.เข้ามาตรวจสอบเป็นการด่วน

แม้ตัวผู้บริหารบริษัทเรียลมูฟ (ในเครือทรูมูฟ) จะออกโรงชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.ธุรกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำเอาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และ กสทช. “มึนไปแปดตลบ” เพราะหลักเกณฑ์ใหม่ที่ว่า กสทช.ยังไม่ได้ประกาศใช้ ขืนปล่อยให้ทรูดำเนินการได้ ก็เท่ากับหลักเกณฑ์ตามประกาศ กสทช.ว่าด้วยบริการคงสิทธิ์เลขหมายไม่มีความหมายใดๆ เลย

แถมยังไปทดลองติดตั้งเครื่องเพื่อให้บริการ 4 จี 900 เมกะเฮิรตซ์ นำร่องไปก่อนจะขอรับใบอนุญาตจาก กสทช. เสียอีกเพราะได้โหมโรงไปล่วงหน้าแล้วว่าจะเริ่มเปิดให้บริการทันทีในเดือนมีนาคมนี้ ทำเอา กสทช.มึนหนักเข้าไปอีก

แต่จะลุกขึ้นมาไล่บี้ทรูมูฟก็ดู กสทช.จะขยาด เพราะเคยไล่เบี้ยอย่างกรณีสัญญาทำการตลาด 3 จีด้วยเทคโนโลยี HSPA ที่ทำกับแคทเทเลคอมในอดีตนั่น ท้ายที่สุดก็ทำเอา กสทช.กลับลำแบบ 180 องศามาแล้ว จึงได้แต่อ้ำอึ้งๆ ยังหาทางลงไม่เจอ

กสทช.ที่วันนี้จึงเผชิญกับบทพิสูจน์ว่า ประกาศ กสทช.ที่ออกมาใช้บังคับนั้นมีผลบังคับใช้ได้จริงหรือ?

ระบอบเปรมาธิปไตย 2559

Published February 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222953.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ระบอบเปรมาธิปไตย 2559

กระดานความคิด : ระบอบเปรมาธิปไตย 2559 : โดย…บางนา บางปะกง

                      สังคมไทยกำลังวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอข้อสุดท้าย “ข้อที่ 16” ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือสืบทอดอำนาจระยะสั้น ก่อน คสช.ลงหลังเสือ
                      เมื่อ ครม.ขอให้ กรธ.พิจารณาขยายช่วงเวลาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วง หรือขยายบทเฉพาะการที่ให้คงอำนาจพิเศษเพื่อเหตุผลความมั่นคง ให้ยาวครอบคลุมไปจนหลังการเลือกตั้งและหลังการมีรัฐบาลชุดใหม่ด้วย โดยอ้างถึงความขัดแย้งที่อาจก่อวิกฤติที่รุนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมา รูปธรรมคือ หากผลการเลือกตั้งทั่วไปปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมชนะ และได้จัดตั้งรัฐบาล ความขัดแย้งครั้งใหม่จะบังเกิดขึ้นทันที
                      ครม.ประยุทธ์จึงสรุปว่า “เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและความเป็นความตายของประเทศ” ด้วยเหตุนี้ ครม.จึงเสนอให้บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นช่วงสองเวลา
                      ช่วงเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ
                      พูดตรงๆ คสช.ยังจำเป็นต้องอยู่ เพื่อควบคุมสถานการณ์หลังเลือกตั้ง
                      คสช.หวังที่จะให้อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนรัฐธรรมนูญแบบวัฒนธรรมไทย หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ อันหมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่ที่ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่อยู่ที่ “นักการเมือง” และ “ข้าราชการ”
                      เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ข้าราชการถูกลดบทบาททางการเมืองลง และนักการเมืองมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้กำลังแย่งชิงอำนาจรัฐเกิดขึ้น
                      ในที่สุดความขัดแย้งทางการเมืองพัฒนาสู่ขั้นการรอมชอมระหว่างพลังอำนาจทั้งสองจึงกลายเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
                      แนวคิดประชาธิปไตยครึ่งใบ สะท้อนผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
                      การบริหารประเทศภายใต้ระบอบดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในยุคสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 มีผลบังคับใช้
                      เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานถึง 8 ปี สื่อบางสำนักจึงเรียกการเมืองยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นว่า “ระบอบเปรมาธิปไตย”
                      “พล.อ.เปรม” ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง โดยมีการดึงนักธุรกิจเข้ามาแชร์อำนาจในรูปของ “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” (กรอ.)
                      รัฐบาลประยุทธ์ได้ต่อยอด กรอ.ให้เป็น “ประชารัฐ” ในวันนี้
                      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็คิดไม่ต่างจาก พล.อ.เปรม ที่ได้วางน้ำหนักการตัดสินใจทางการเมืองบนระบบราชการเดิมค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดความไม่พอใจของนักการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
                      สมัยระบอบเปรมาธิปไตย มีการสร้างฐานอำนาจในระบบราชการโดยเฉพาะทหาร ก็ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก นายทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างกลุ่มอุปถัมภ์เพื่อเป็นฐานอำนาจ
                      การเลือกตั้งทั่วไปในสมัยรัฐบาลเปรม ผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคใดกุมเสียงข้างมากแบบพรรคเดียว จึงเป็น “รัฐบาลผสมหลายพรรค” ที่มีนายกรัฐมนตรี มาจากปีกข้าราชการ
                      การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ถือว่าเป็นห้วงเวลาที่การเมืองมีดุลยภาพ
                      คสช.ก็ปรารถนาที่จะให้ผลการเลือกตั้งทั่วไปออกมาในรูปที่ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมาก ดังที่เคยเกิดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
                      การเมืองมีดุลยภาพก็คือ นายกรัฐมนตรีคนนอก, รัฐบาลผสม และทหารยังเป็นอำนาจพิเศษ นี่แหละคือสิ่งที่ คสช.วาดหวังไว้
————————
(กระดานความคิด : ระบอบเปรมาธิปไตย 2559 : โดย…บางนา บางปะกง)

เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์

Published February 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222667.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์

เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์ : กระดานความคิด โดย… ดร.มณีเนตร เวชกามา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          เป็นเวลา 100 ปีหลังจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง นักวิทยาศาสตร์แห่ง The Laser Interferometry Gravitational Wave Observatory หรือ LIGO ได้ยืนยันการวัดคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งแรก โดยสามารถวัดคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการรวมกันของหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวล 29 และ 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลก 1,300 ล้านปีแสง หลุมดำทั้งสอง โคจรรอบกันและกันก่อนที่จะรวมกันกลายเป็นหลุมดำขนาด 62 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงซึ่งเคลื่อนที่ไปทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วแสง เกิดการกระเพื่อมของกาล-อวกาศโดยรอบ นอกจากจะเป็นการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงและหลุมดำแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ในการศึกษาเอกภพอีกด้วย
          ในปี 1916 ไอน์สไตน์ได้ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้อธิบายกลไกการเกิดแรงโน้มถ่วงว่ามาจากการโค้งของกาล-อวกาศรอบๆ มวลสาร เมื่อมวลสารเกิดการเคลื่อนที่ กาล-อวกาศจึงเกิดการกระเพื่อม ปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมาทุกทิศทุกทาง เสมือนคลื่นน้ำที่เกิดการกระเพื่อมเมื่อเราโยนก้อนหินลงน้ำ ในเอกภพจึงมีคลื่นความโน้มถ่วงเกิดขึ้นมากมาย นับตั้งแต่เอกภพในยุคแรกเริ่มหลังบิ๊กแบง คลื่นความโน้มถ่วงเหล่านี้เคลื่อนที่ไปทั่วทั้งจักรวาล พกพาข้อมูลของกาล-อวกาศในแต่ละยุคไปพร้อมกับการกระเพื่อมของมัน นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทำการวัดคลื่นความโน้มถ่วงเรื่อยมาเพื่อพิสูจน์ผลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ แต่คลื่นความโน้มถ่วงนี้มีความเข้มน้อยมาก เราจึงต้องหามวลสารที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมของกาล-อวกาศที่รุนแรง ดังเช่น การหมุนรอบกันของดาวนิวตรอน หลุมดำ หรือการระเบิดของซูเปอร์โนวา เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม รัสเซลส์ ฮัลส์ (Russell Hulse) และโจเซฟ เทย์เลอร์ (Joseph Taylor) ได้ศึกษาระบบดาวนิวตรอนคู่ซึ่งโคจรรอบกัน พวกเขาพบว่าในเวลาประมาณ 30 ปี คาบการโคจรของดาวนิวตรอนคู่นี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการสูญเสียพลังงานในการแผ่คลื่นความโน้มถ่วงสู่กาล-อวกาศรอบๆ นั่นเอง นับเป็นการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงทางอ้อม ส่งผลให้พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1993
          ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ LIGO ได้ยืนยันว่าในวันที่ 14 กันยายน 2015 ได้มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากรวมกันของหลุมดำสองหลุม โดยเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วง ที่สถานี LIGO สองแห่ง ซึ่งห่างกัน 3,000 กิโลเมตร เครื่องมือตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงนี้ประกอบได้ด้วยกระจกสี่บาน โดยสามารถวัดการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ที่ผ่านกระจกเหล่านี้ เมื่อคลื่นความโน้มถ่วงเดินทางมาถึงจะทำให้เกิดการยืดหดของกาล-อวกาศรอบกระจกเหล่านี้ ส่งผลต่อรูปแบบการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ สัญญาณที่ตรวจวัดได้ สอดคล้องกับการรวมตัวกันของหลุมดำที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์
          การค้นพบของ LIGO ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง และการรวมตัวกันหลุมดำเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาเอกภพจากคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลของเอกภพในยุคแรกเริ่มโดยก่อนหน้านี้ถูกจำกัดไว้เพียงการศึกษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น ขณะนี้เอกภพมีอายุประมาณ 14,000 ล้านปีหลังจากจุดกำเนิดของเอกภพหรือบิ๊กแบง จากการ “มอง“ เอกภพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสงเราสามารถมองเห็นเอกภพย้อนไปไกลได้ถึง 3 แสนปีหลังบิ๊กแบง แต่จากการค้นพบของ LIGO นักวิทยาศาสตร์หวังที่จะพัฒนาเครื่องมือที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถ “ฟังเสียง” เอกภพในยุคบิ๊กแบงที่ถูกซ่อนเร้นไว้นานถึง 14,000 ล้านปีได้ !

จาก4จีถึงการเปิดเสรี’ดิวตี้ฟรี’

Published February 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222289.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
จาก4จีถึงการเปิดเสรี'ดิวตี้ฟรี'

จาก4จีถึงการเปิดเสรี’ดิวตี้ฟรี’ : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

            น่าจะถือเป็นมหกรรมคืนความสุขแก่คนในชาติที่ทุกฝ่ายเพรียกหาอย่างแท้จริง กับตลาดมือถือ 4จี ในบ้านเราเวลานี้ ที่กำลัังระอุแดด แต่ละค่ายต่างงัดกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมขึ้นมาห้ำหั่นเพื่อช่วงชิงลูกค้ากันสนั่นเมือง หลังจากรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ไม่เพียงจะสามารถดึงเม็ดเงินเข้ารัฐทะลักไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท ผลพวงจากการแจกใบอนุญาต หรือ “ไลเซนส์” 4จี ดังกล่าว ยังทำให้ประชาชนผู้ใช้มือถือแทบจะสำลักกับบรรดาโปรโมชั่นที่แต่ละค่ายงัดขึ้นมาห้ำหั่นกันละลานตาจริงๆ

เห็นผลพวงของมือถือ 4จี ยามนี้ ที่ทำเอาเศรษฐกิจประเทศไทยกระเพื่อมแล้ว ก็ทำให้อดนึกไปถึงสัมปทานร้านปลอดภาษี “ดิวตี้ฟรี” ทั้งในสนามบิน และนอกสนามบิน ที่รัฐบาลและบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทเอกชนรายหนึ่งผูกขาดกิจการอยู่เจ้าเดียวในเวลานี้จริงๆ

แม้จะมีการยืนยันว่า ได้สัมปทานมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ประมูลแข่งกับเจ้าใหญ่ๆ ในเมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น แถมได้จ่ายค่าสัมปทาน ภาษีนำเข้าและภาษีเงินได้อะไรต่อมิอะไรให้รัฐกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท มีส่วนในการนำเงินตราเข้าประเทศกว่า 3 แสนล้าน แต่ก็มีคนสงสัยว่า จริงแล้วที่ได้ประมูลแข่งขันจนได้มานั้น เฉพาะที่สนามบินดอนเมือง ที่ประมูลไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก่อนที่ดอนเมืองจะกลับมาเปิดใช้ได้อีก ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิ กับอีก 3 สนามบิน ที่ ทอท.ดูแลอยู่นั้น มีคนถามว่า มีการประมูลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

โดยเฉพาะ “ร้านปลอดภาษีในเมือง” ที่มีทั้งกรุงเทพฯ และชลบุรี นั้น มีการประมูลกันจริงหรือไม่ ถ้ามี เปิดประมูลเมื่อไหร่?

เรื่องนี้ ในสมัย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เคยตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบสัญญาร้านปลอดภาษีเหล่านี้มาแล้ว ได้รับการยืนยันว่า รายได้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีนอกสนามบินเหล่านี้ ไม่สามารถจะนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทอท.ได้ เพราะการจัดตั้งร้านปลอดอากรในเมืองดังกล่าว ไม่ได้อยู่ใต้สัมปทานของ ทอท.

มันหมายความว่าอย่างไรรู้ไหมท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรองฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ !

มันแปลว่า การจัดตั้งและขายสินค้าปลอดอากร “นอกสนามบิน” เหล่านี้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานใดๆ ให้แก่รัฐ หรือ ทอท. แม้สตางค์แดงเดียว นอกจากจ่ายค่าเช่าพื้นที่อันที่ที่ตั้ง “จุดส่งมอบสินค้า” หรือ พิคอัพ เซ็นเตอร์ ที่ผู้ประกอบการร้านปลอดอากรรายอื่นๆ กำลังร้องโวยวายอยู่นี้เท่านั้น!

แล้วก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ยิ่งจำหน่ายสินค้าปลอดอากรนอกสนามบินได้มากเท่าไหร่ ทอท.และประเทศชาติก็ยิ่งได้ค่าสัมปทานดิวตี้ฟรีในสนามบินน้อยลงไปเท่านั้น เผลอๆ รายรับที่บอกว่าสูงถึงปีละ 6.5 หมื่นล้าน และปี 2559 นี้จะทะลักไปถึง 8.5-9 หมื่นล้านบาททนั้น แต่ ทอท.อาจได้ค่าสัมปทานแค่ “การันตีขั้นต่ำ” ตามสัญญาเท่านั้น!

เท็จจริงอย่างไรท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และท่านรองนายกฯ สมคิด ก็ลองเรียกเอกสารจากท่านประธาน ประสงค์ พูนธเนศ และ “ดร.อ๊อป” นิตินัย ศิริสมรรถการ มาดูได้

ดูแล้วอาจจะเงิบเหมือนกับคนอื่นที่ได้เห็นเอกสารนี้ิก็เป็นได้

เรื่องของสัมปทาน “ดิวตี้ ฟรี” ทั้งภายในและนอกสนามบินนั้น ยังมีปมที่น่าสนใจ น่าติดตามกันอีกเยอะ !

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญของปรีชา

Published February 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222162.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญของปรีชา

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญ กับกรอบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณ : กระดานความคิด โดยปรีชา สุวรรณทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินคลัง

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญ กับกรอบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณ : กระดานความคิด โดยปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินคลัง

ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ยกเลิก ไม่จัดให้มี “หมวดการเงิน การคลัง และงบประมาณ” ดังเช่นในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มีหมวด 8 ว่าด้วย “การเงิน การคลัง และงบประมาณ” และไม่มีมาตราที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเข้าเป็นเงินคงคลัง ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเพียงกำหนดไว้ในมาตรา 135 มาตราเดียว คือหลักอนุญาตในการจ่ายเงินแผ่นดิน และข้อยกเว้นในการจ่ายเงินแผ่นดินในกรณีจำเป็นรีบด่วนเท่านั้น

ผลของมาตรานี้จะก่อให้เกิดปัญหากับหลายหน่วยงานของรัฐในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลังแต่เป็นเงินแผ่นดิน กล่าวคือ เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่เป็นเงินของเอกชน จะเป็น “เงินแผ่นดิน” ทั้งสิ้น แต่กฎหมายของหน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินนั้นๆ ไม่ใช่กฎหมายตามที่มาตรา 135 กำหนดไว้

กฎหมาย 4 ประเภทตามที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ตามมาตรา 135 คือ 1.กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย 2.กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ 3.กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และ 4.กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ฉะนั้นถ้าเป็นกฎหมายอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในข่ายของกฎหมายดังกล่าวนี้ หากจ่ายเงินแผ่นดินไปก็จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนตัวเห็นด้วยในหลักการของมาตรา 135 ที่ยังคงให้ความสำคัญกฎหมายที่เป็นแก่นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดินทั้ง 4 ประเภทนี้ไว้ โดยเฉพาะกฎหมายเงินคงคลังและกฎหมายวิธีการงบประมาณ แม้จะใช้มานานมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังมีระบบวินัยการคลังที่ดี เพียงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดมาตรารองรับที่กำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเข้าเงินคงคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะเงินนอกงบประมาณทั้งปวงนี้ล้วนเป็นเงินแผ่นดินตามมาตรา 135 ทั้งสิ้น

ฉะนั้นถ้ามาตรานี้มีผลบังคับใช้แล้วโดยไม่มีบทเฉพาะกาล จะเป็นผลทำให้การจ่ายเงินนอกงบประมาณของทุกหน่วยงานของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะมีฐานะเป็นส่วนราชการหรือไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ไม่สามารถจ่ายเงินนอกงบประมาณที่เป็นเงินแผ่นดินไปตามอำนาจกฎหมายของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ เพราะไม่อยู่ในข่ายกฎหมาย 4 ประเภทดังกล่าว อันจะก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติ

แนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายที่สำคัญนี้ สามารถทำได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 135 โดยเพิ่มคำว่า “กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ” เข้าไป เป็นกฎหมายประเภทที่ 5 ที่สามารถใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้

สำหรับเนื้อหาอีกตอนหนึ่งของมาตรา 135 ที่เป็นข้อยกเว้นของวรรคแรก (การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับเท่านั้น) คือหลักเกณฑ์ในกรณีจำเป็นรีบด่วน จะจ่ายเงินแผ่นดินไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ ต้องตั้ง “งบประมาณรายจ่ายชดใช้” ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป

ประเด็นนี้ ส่วนตัวไม่ติดใจที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตัดคำว่า “ให้บอกแหล่งที่มาของรายได้ในการตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้” ออกไป จากเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 169 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งๆ ที่มีแง่ดี คือ เมื่อต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติบังคับไว้ ก็จะต้องกำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย เพื่อแสดงว่าเงินคงคลังจำนวนดังกล่าวได้รับการชดใช้คืนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการแสดงตัวเลขทางบัญชีตามที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิมก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550

อีกประเด็นหนึ่ง คือ บทบัญญัติห้ามการมีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายที่มาจากผลการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ และมีโทษที่จะได้รับจากการฝ่าฝืน

ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพียงแต่ขาดว่า เงินที่ปรับลดจำนวนนั้นจะให้นำไปเพิ่มในรายการใด เช่น รายการเงินงบกลาง นำไปใช้ในรายจ่ายตามข้อผูกพันชดใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ย หรือชดใช้เงินคงคลัง เพราะถ้าไม่บัญญัติไว้จะเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะจัดสรรให้แก่บางหน่วยงานที่ขอเพิ่มเติม และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เพิ่มเติม อาจจะถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติที่ห้ามไว้นี้ เพราะคำว่า “มีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” มีความหมายที่กว้าง อาจตีความได้หลายนัย

ในการนี้จึงควรมีคำนิยามไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐให้ชัดเจนว่า อย่างไรคือ “การมีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” ในส่วนที่ปรับลดในการแปรญัตติ

กล่าวโดยสรุป ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มี “หมวดว่าด้วยการเงินการคลังและงบประมาณ” และไม่ให้กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ มีศักดิ์เป็น “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” และขาดหลักเกณฑ์การควบคุมเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลัง ทั้งยังใช้ระบบงบประมาณรายจ่าย “ขาเดียว” แทน “ระบบสองขา” ที่เป็นระบบงบประมาณที่ครบถ้วน แสดงทั้งรายจ่ายและรายรับเงินกู้และรายได้จากภาษีอากรอยู่ในกฎหมายงบประมาณฉบับเดียวกัน

โดยประเทศไทยเคยใช้ระบบนี้มาตั้งแต่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายฉบับแรกของประเทศสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ “พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พุทธศักราช 2457“ อันเป็นระบบงบประมาณสองขาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นงบประมาณขาเดียวที่แสดงแต่รายจ่ายตามกฎหมายวิธีการงบประมาณเมื่อปี 2502 ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

สอนเด็ก’คิดก่อนกิน’

Published February 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160129/221378.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559
สอนเด็ก'คิดก่อนกิน'

สอนเด็ก’คิดก่อนกิน’ : กระดานความคิด โดยเสริมพงศ์ แปงคำมา

            โรงพยาบาลแม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนคนไทยอ่อนหวานกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการขับเคลื่อนของฝ่ายทันตกรรมมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย คือเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและประถมศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบ20 แห่ง และสามารถขยายผลสู่การมีส่วนร่วมชุมชน

ปีแรกของการขับเคลื่อนมุ่งเน้นทางด้านการรณรงค์บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ปีต่อมาได้จัดประกวดเมนูอ่อนหวานโดยการให้แม่ครัวของแต่ละศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคิดค้นเมนูอาหารอ่อนหวานเพื่อรวบรวมเป็นต้นแบบเมนูอ่อนหวานของจังหวัด

เมื่อโครงการในปีแรกๆ ประสบความสำเร็จได้ผลตอบรับที่ดี รพ.แม่ใจ จึงขยายผลไปยังการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมการบริโภคของเด็กเพื่อลดการบริโภคน้ำหวานน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคฟันผุและโรคอ้วนด้วยการคัดแยกขนมตามสีสัญญาณไฟจราจรและร่วมมือกับโรงพยาบาลจุน คิดค้นสื่อการสอน “วงล้อขนมสามสี” ขึ้น เพื่อให้เด็กได้สนุกและเข้าใจได้ง่าย

ทพ.ธิติพันธุ์ อวนมินทร์ ทันตแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลแม่ใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ เล่าว่า อย่างที่เราทราบกันว่า เด็กกับน้ำหวานน้ำอัดลมหรือขนมกรุบกรอบเป็นของคู่กัน เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กในพื้นที่ลดการกินขนมพวกนี้ให้น้อยลงหรือกินแล้วต้องมีวิธีการจัดตัวเองอย่างไรและทำอย่างไรให้มีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดการกินขนมกรุบกรอบด้วยเช่นกัน โดยแรกๆ เราส่งผ่านความรู้เรื่องขนมปลอดภัยไม่ปลอดภัยไปยังครูพ่อแม่หรือผู้ปกครองเพื่อให้เลือกขนมให้เด็กกินได้อย่างถูกทาง โดยแยกเป็น “ขนมยิ้ม” กับ “ขนมร้องไห้” โดยให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองคัดแยกขนมตามคำกลอนที่คิดขึ้นว่า “ไม่หวานไม่เหนียวติดฟัน ไม่เค็มไม่มันเกินไป ของว่างต้องมีกากใย เพื่อให้ลูกหลานฟันดี” ถ้าขนมชิ้นไหนผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 นี้ก็จะเป็นขนมยิ้ม ให้เด็กกินได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นขนมร้องไห้ หรือขนมอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อคัดแยกแบบนี้แล้วพบว่าแทบไม่มีขนมไหนเลยผ่านเกณฑ์ขนมยิ้ม กลายเป็นว่าตะกร้าขนมร้องไห้มีเยอะมาก ไม่มีทางเลือกให้เด็กได้กินเลย

เมื่อเจอปัญหามีแต่ขนมร้องไห้ ก็คิดว่าให้กินได้ แต่อย่ากินบ่อย หรือกินแค่วันละครั้งก็พอ เราก็มาศึกษาเรื่องฉลากไฟจราจร คือ ขนมปลอดภัย “สีเขียว” ขนมปลอดภัยปานกลาง “สีเหลือง” และขนมอันตราย “สีแดง”

นอกจากนี้ยังได้นำ “วงล้อขนมสามสี” ซึ่งเป็นสื่อการสอนคัดแยกขนมมาจาก อ.จุน มาใช้ด้วย เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเด็กๆ เรียนรู้การคัดแยกขนมก็สามารถเลือกซื้อขนมเองได้

จากนั้นจึงขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยการขอความร่วมมือร้านค้าภายใน อ.แม่ใจ จำนวน 46 ร้าน ในการเข้าร่วมโครงการ “ร้านค้าอ่อนหวาน” โดยแต่ละร้านมีการจัดวางขนมสีเขียวออกมาชัดเจน ร้านค้าอ่อนหวานสามารถขายได้ทุกอย่าง แต่ต้องแยกขนมหวานสีเขียวแยกออกมา เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนร้านค้าในเขต อบต.แม่สุก จำนวน 15 ร้าน นอกจากจะคัดแยกขนมจากชั้นวางแล้ว ยังมีการติดป้ายให้ข้อมูลขนมสามสีด้วย

เมื่อโรงเรียนมีกระบวนการช่วยเหลือลูกหลานท่านแล้ว แต่ยังเหลืออกระบวนการชุมชน เพราะไม่ว่าโรงเรียนจะพร่ำสอนเด็กกินขนมสีเขียว แต่หากสิ่งแวดล้อมภายนอกหากไม่เอื้อให้เด็กได้กินขนมปลอดภัยก็ไม่มีประโยชน์

“เราไม่ได้คาดหวังให้เด็กคัดแยกขนมได้ถูกต้อง แท้จริงแล้วเราต้องการเพียงแค่ต้องการให้เด็กได้คิดก่อนกิน ไม่ใช่ว่าเจออะไรจับใส่ปาก แต่ขอให้ดูก่อนกินเอาอะไรใส่ปาก” ทพ.ธิติพันธุ์กล่าว

นับตั้งแต่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันสถานการณ์โรคฟันผุในพื้นที่ อ.แม่ใจ มีอัตราปลอดฟันผุมากขึ้น 80% แต่มาตรการนี้ไม่อาจประสบความสำเร็จได้หากขาดความร่วมมือจากชุมชน ร้านค้า โรงเรียนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ขานรับแนวทางเพื่อให้คนในตำบลมีสุขภาพดี

การดำเนินงานของโรงพยาบาลแม่ใจในโครงการนี้ ถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาลระหว่างหน่วยงานและชุมชน

กมธ.สันติสุขหรือจะสุกๆดิบๆอีก

Published January 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160110/220273.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2559
กมธ.สันติสุขหรือจะสุกๆดิบๆอีก

กมธ.สันติสุขหรือจะสุกๆดิบๆอีก : กระดานความคิด โดยสำราญ สมพงษ์

          ทันทีที่แนวคิดของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จัดตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมผุดออกมาก  โดยจะมีการเสนอสัดส่วนของกมธ. ซึ่งมีทั้งสนช.และคนนอก รวมถึงผู้ที่เห็นต่าง ได้รับเชิญมาร่วมในการประชุมสนช.สัปดาห์นี้ คาดว่าจะมี 24 คน ประกอบด้วยสมากชิกสนช. 14 คน และคนนอก 10 คนที่ประกอบด้วยฝ่ายที่มีความเห็นต่าง นักวิชาการ ภาคธุรกิจ กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้ 180 วัน

ด้านพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผู้จะเสนอญัตติตั้งกล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองเรื่องสีเสื้ออีกแล้ว แต่ทุกคนเป็นประชาชนด้วยกันหมด การเชิญบุคคลเป็นกรรมาธิการก็ต้องการคนที่มีความคิดเห็นเป็นกลาง ตามแนวทางสันติวิธี ใครที่มีความคิดเห็นสุดโต่ง ใช้ความรุนแรง แม้แต่สมาชิกสนช.เองตนก็ไม่เชิญเข้าร่วม และตอนนี้ตนก้าวข้ามคำว่า “ปรองดอง”ไปแล้ว  จะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ประชาชนจะให้ความร่วมมือหรือมีส่วนร่วม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ถึงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งก็พูดชัดว่า เรื่องนี้พูดกันมานานหลายคนก็ยังเข้าใจว่าการปรองดองสมานฉันท์ ก็คือการนิรโทษ ยกโทษให้ ตนก็เคยเรียนไปหลายครั้งแล้วว่าจะต้องมาด้วยกฎหมาย อันนี้ก็ขอให้ดำเนินการต่อไป ซึ่งปรองดอง นิรโทษคนละเรื่องกัน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ออกเดินทางจากรัฐสภามุ่งหน้าไปโรงแรมอิมพีเรียล เลควิว อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเก็บตัวประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ระหว่างวันที่ 10 ถึง 17 มกราคม  บอกว่า จะบัญญัติกระบวนการสร้างความปรองดองสำหรับอนาคตไว้ แต่กลไกปรองดองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ยังคิดไม่ออกว่าจะบัญญัติอย่างไร และหากรัฐบาลตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล

ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยอย่างนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา(ชพน.) นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ก็เห็นด้วย รวมถึงนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ บอว่า จะนำผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กลับมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา ประเด็นน่าจะอยู่ที่ความเป็นธรรม

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ตนก็เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ไม่มีทางจะทำเรื่องปรองดองสมานฉันท์ได้ ดังนั้นจำเป็นจะต้องทำในรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ถ้าทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่งของการปฏิวัติ และการที่ สนช. จะตั้งกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขก็ถือว่าเป็นเรื่องดีจะได้ร่วมมือกัน ใครจะออกมาโต้แย้งหรือกล่าวหาอย่างไรก็อย่าไปสนใจ

“ทุกฝ่ายรวมทั้งคู่ขัดแย้งในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ของตนหรือพรรคพวก ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าเวลาที่ทะเลาะกันแตกแยกกัน ทุกฝ่ายไม่ได้อะไรเลย มีแต่ความเสียหาย” นายวันชัยกล่าว

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) อดีตเลขาธิการ กปปส กล่าวว่า กปปส.ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ พร้อมส่งตัวแทนเข้าร่วม

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไปศึกษารายละเอียดถึงต้นเหตุของปัญหาว่าอยู่ที่ไหน ส่วนนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องไม่ใช่ทำผิดให้เป็นถูก

นายสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า  พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสนช. ผู้เสนอญัตติให้ตั้งกมธ. ได้ให้ความสำคัญกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ซึ่งเป็นการวางกรอบปรองดองที่ครอบคลุมมาก จึงเป็นทิศทางที่ดี

ฝ่ายที่ยังไม่แน่ใจอย่างเช่นนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ปรองดองมันเกิดยาก เพราะแต่ละฝ่ายตีความและเข้าใจการปรองดองแตกต่างกัน นายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย และอดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดจัดตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสันติสุขว่า เป็นทางออกและทางเลือกที่ดี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความจริงจังและคาดหวังผลได้มากน้อยแค่ไหน ควรเปิดโอกาสให้มีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใหม่ที่รัดกุมรอบคอบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. กล่าวว่าคงไม่แคล้วเป็นปรองดองลวงโลก ก่อนหน้านี้ทำมาแล้ว 2 ชุดคือชุด สปป.ของทหาร และชุดของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ไปไกลมากแต่สุดท้ายก็เป็นการปรับทุกข์เล่าสู่กันฟังไม่มีผลเชิงปฏิบัติ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถือเป็นอีกครั้งที่สังคมได้สัมผัสถึงเส้นทางปรองดองในเขาวงกต พายเรือในอ่าง ซื้อเวลา

          นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวว่าเป็นการซื้อเวลารับลูกรัฐบาลและคสช.
%d bloggers like this: