ชวนชาวออฟฟิศโชว์ความเป๊ะประลองความปัง

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ชวนชาวออฟฟิศโชว์ความเป๊ะประลองความปัง

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 06:00 น.
โอวัลติน,กมลศักดิ์ จุฑาพรมณี,เฉลิมชัย ธีระกุล,ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์,โชว์ความเป๊ะประลองความปัง,บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ ประเทศไทย จำกัด
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ขวัญใจวัยทำงาน ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ นำเสนอไลฟ์สไตล์คนทำงาน

อยากให้หนุ่มสาวออฟฟิศมีสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์โอวัลตินสูตรน้ำตาลน้อยกว่า เครื่องดื่มมอลต์สกัดรสช็อกโกแลต จากบริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมโดย เฉลิมชัย ธีระกุล ผู้จัดการทั่วไป กมลศักดิ์ จุฑาพรมณี เซลส์ แอนด์ เทรด มาร์เก็ตติ้ง ไดเรกเตอร์ และ สุมาลี เคหสุขเจริญ มาร์เก็ตติ้ง ไดเรกเตอร์

     

 เฉลิมชัย ธีระกุล-ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

    จัดงานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ขวัญใจวัยทำงาน ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ นำเสนอไลฟ์สไตล์คนทำงานในปัจจุบันที่หันมาสนใจดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น พร้อมแชร์เคล็ดลับการดูแลร่างกายและบริหารสมอง เพื่อให้ลุยงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังชวนท้าชาวออฟฟิศทั่วประเทศรวมทีมมาแข่งความเป๊ะประลองความปัง กับแคมเปญ “ออฟฟิศ ชาลเลนจ์ บาย โอวัลติน สูตรน้ำตาลน้อยกว่า” พิชิตรางวัลยกทีมรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท

กมลศักดิ์ จุฑาพรมณี

      ภายในงาน เฉลิมชัย ธีระกุล เผยว่า โอวัลตินสูตรน้ำตาลน้อยกว่าโฉมใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับวัยทำงาน ที่ไม่ได้มีดีแค่ลดน้ำตาล เพราะนอกจากจะลดน้ำตาลถึง 30 เปอร์เซ็นต์จากสูตรปกติแล้ว ยังได้รับประโยชน์จากวิตามิน B5 หรือ กรดแพนโทธินิค ช่วยในการเมตาบอลิซึมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต และวิตามิน B12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง พร้อมรสชาติความอร่อย เข้มข้น และไขมันต่ำอีกด้วย

   

หนุ่มสาวออฟฟิศร่วมเล่นเกมแข่งความเป๊ะประลองความปัง

      “คราวนี้เรามาพร้อมแคมเปญสนุกๆ เอาใจชาวออฟฟิศทั่วประเทศกับกิจกรรม ออฟฟิศ ชาลเลนจ์ บาย โอวัลติน สูตรน้ำตาลน้อยกว่า ที่นำภารกิจลับสมองประลองความเป๊ะปัง มาท้าทายความสามารถของชาวออฟฟิศ ได้ทั้งความอร่อยและข้อมูลด้านสุขภาพพร้อมชิงรางวัลคูลๆ กันแบบยกทีม โดยสามารถร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงรวมทีมตั้งแต่ 1–5 คน ลงทะเบียนทีมผ่านทางแอพพลิเคชั่น LINE-@Ovaltinechallenge เพื่อสะสมคะแนนจากใบเสร็จที่มีรายการซื้อโอวัลตินสูตรน้ำตาลน้อยกว่า แบบกล่องยูเอชทีหรือ แบบผง 3 in 1 ในร้านค้าที่ร่วมรายการ และรับสิทธิ์ตอบคำถามเพื่อสะสมคะแนนเพิ่มเติม” เฉลิมชัย กล่าว

    หนุ่มสาวออฟฟิศสามารถรวมพลังทุกคนในทีมเพื่อเพิ่มคะแนนสะสมให้ได้มากที่สุด ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562-31 มกราคม 2563 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและการประกาศรายชื่อผู้ชนะประจำสัปดาห์ และผู้ชนะรางวัลใหญ่ ตลอดแคมเปญ ผ่านทางเฟซบุ๊ก : Ovaltine Thailand

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 11:08 น.
จุรินทร์,เปิดประเดิม,จ่ายส่วนต่าง,เกษตรกร,มันสำปะหลัง
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

“จุรินทร์” เปิดประเดิม “จ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง” ชาวบ้าน โลละ 2.50 รายละไม่เกิน 30 ไร่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางมาเป็นประธานการ Kick Off โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/2563 ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ตัว ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งได้เริ่มการโอนเงินส่วนต่างแล้ว สำหรับข้าวโพดนั้นก็ได้ไปเป็นประธานในการหารือสามฝ่ายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเคาะราคาประกันแล้ว ณ ราคา 8.50 บาท ที่ความชื้น 14.5% และจะนำเข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบและเริ่มโอนเงินได้ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/2563 ที่มีการโอนเงินส่วนต่างครั้งแรกในวันนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในกรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำ และเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร หากไม่มีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากมีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง จากเงินส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกัน กับราคาตลาดอ้างอิง

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้จะประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง กก.ละ 2.27 บาท โดยมีส่วนต่างราคาที่จะต้องชดเชยให้เกษตรกร กก.ละ 0.23 บาท ซึ่งเกษตรกรจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างชดเชยมากที่สุด 23,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับสิทธิ์ในครั้งนี้ประมาณ 40,000 กว่าครัวเรือน

เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับเงินส่วนต่างต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังและแจ้งปริมาณผลผลิตและระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา และต้องปลูกมันสำปะหลังจริง โดยคาดว่ามีทั้งหมด 470,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็สามารถได้รับเงินส่วนต่างได้ หากขึ้นทะเบียนและปลูกจริง ดังนั้น ขอให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกจริง ก็จะสามารถได้รับเงินส่วนต่างได้แน่นอน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว รัฐบาลยังดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่นๆเพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังแบบยั่งยืน โดยรัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้มันสำปะหลังในประเทศ เช่นการส่งเสริมให้นำมันไปทำพลาสติกชีวภาพ เหมือนในอินเดีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ และห้ามใช้ถุงพลาสติก และหลอดดูดพลาสติก ซึ่งอินเดียผลิตไม่ทันกับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสของไทย จึงขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้ในประเทศได้อย่างแน่นอน

สำหรับในช่วงที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ รัฐบาลมีมาตรการเสริมในการชะลอการขาย โดย ครม. ได้เห็นชอบให้ ธกส. ปล่อยสินเชื่อเกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตหัวมันไว้ และปล่อยขายเมื่อราคามันเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลยังมีมาตรการให้การซื้อขายมันที่ลานมันมีความยุติธรรม เนื่องจากการนำมันไปขายมักจะมักเศษดินติดไปด้วย จึงมักจะมีข้อพิพาทระหว่างลานมันกับเกษตรกรถึงน้ำหนักของดิน ต่อไปนี้จะให้มีการติดตั้งเครื่องร่อนมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและชดเชยภาระดอกเบี้ย รวมทั้งการให้ใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดเชื้อแป้งที่ผ่านมาตรฐานของกรมการค้าภายใน

นายจุรินทร์ กล่าว อีกว่า นอกจากการเริ่มโอนเงินส่วนต่างมันสำปะหลังเป็นครั้งแรกแล้ว วันนี้ยังมีกิจกรรมการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมภาคเอกชน 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันลำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมมือกันไม่ให้เกิดการตัดราคาสำหรับการส่งออกมันไปยังต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ และส่งผลมายังเกษตรกร และจะร่วมกันทำราคาส่งออกแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายหัวมันได้ที่ราคาที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการประชุมทั้ง 4 สมาคม และกรมการค้าต่างประเทศทุกเดือนเพื่อผลักดันและติดตามโครงการนี้

สำหรับข้าว กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ข้าวราคาตกต่ำ ได้แก่มาตรการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ และมาตรการชะลอการขายข้าว เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม นบข. และรัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างการประกันรายได้ชาวนาเร็วขึ้น จากวันที่ 15 ธ.ค. เป็นวันที่ 7 ธ.ค. นี้

“ผมขอแสดงความยินดีกับเกษตรกรทุกคนที่จะได้รับเงินส่วนต่างการประกันรายได้ และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ตั้งใจทำงานมาโดยตลอดเพื่อพี่น้องเกษตรกร และขอให้เกษตรกรทุกท่านได้สบายใจได้ว่านโยบายประกันรายได้นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาลนี้” นายจุรินทร์ กล่าว

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 10:03 น.
บัลลังก์โมเดล
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ซีพี โชว์  โครงการ เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน “บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบ การยกระดับศักยภาพกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา นำความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน ผลผลิตเพิ่มและคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง แก้ปัญหาความยากจนและการบุกรุกพื้นที่ป่า

   ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการที่เทศบาลตำบลบัลลังก์ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ  และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ บัลลังก์โมเดล อย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เป็นปีที่ 4 มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการ 814 ครอบครัว  ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 18,000 ไร่  เทียบกับปีแรก 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วม 184 คน พื้นที่ปลูก 4,700 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมีความเชื่อมั่น โครงการ “บัลลังก์โมเดล”  และมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาขอศึกษารูปแบบเพื่อนำไปขยายผลต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ที่ได้รับจาก “บัลลังก์โมเดล” มากกว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรมีความรู้และมีเทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้นช่วยให้ขายได้ราคา  ขณะเดียวกันสามารถรับมือกับความเสี่ยง ทั้งภัยแล้งและโรคระบาดได้ สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมลงได้จากการเลิกเผาตอซัง”นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์กล่าว

ด้านนายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตลอดระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” บริษัทฯ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร พร้อมกับสนับสนุน เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้นำแอพพลิเคชั่น มาช่วยในการบริหารจัดการการเก็บเกี่ยวและขนส่งร่วมกันแก่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัลลังก์และใกล้เคียง เน้นการใช้รถเกี่ยวและรถขนส่งในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างคนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการใช้โดยบวกเงินรับซื้อผลผลิตเพิ่มอีก 10 สตางค์ต่อกิโลกรัมจากการใช้แอพพลิเคชั่นและนำผลผลิตมาขายให้โรงอาหารสัตว์ซีพีเอฟโดยตรง

“การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่ปลูกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยสนับสนุน เป้าหมายสูงสุดของโครงการ ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทย สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและวัฏจักรหนี้สิน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ผิดกฎหมายหรือรุกป่า ตามแนวทางการจัดหาที่ยั่งยืนของซีพีเอฟ” นายวรพจน์กล่าว

    “บัลลังก์โมเดล” นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ  เกษตรกร และเอกชน ช่วยยกระดับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงมีตลาดรองรับ มีการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจาก โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เพื่อฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพด รู้จักการวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง นำไปสู่การใช้ปุ๋ยและจัดการพื้นที่ปลูกที่ถูกต้อง ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และ ไม่เผาตอซัง จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแล้ว  9,449 คน รวมพื้นที่เพาะปลูก 239,921 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401998?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 09:23 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

คอลัมน์ –  ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

คราวทีี่แล้วพูดถึงการปลูกเลี้ยง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักปลูกเลี้ยงว่า เป็นพืชที่ปลูกเลี่้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี  ที่สำคัญคือไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือเข้าทำลาย  จึงทำให้ไม้ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีร่องรอยการทำลายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชอื่นใดเลย

อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อถึงประโยชน์ของพืชชนิดนี้ที่ไม่ใช่แค่ไม้ประดับเพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย และหลายครั้งที่มีการกล่าวถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)” ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงไม้ประดับที่มีเรื่องราวอันแสนยาวนาน ที่แม้จะมองทุกๆครั้งก็คงจดจำและเทียบเคียงไปถึงต้น“สาวน้อยประแป้ง”จนกระทั่งบางครั้งก็มักเหมารวมให้ไม้ที่อยู่ในสกุลนี้และมีรูปร่างคล้ายกัน ถูกยกให้เป็นไม้ที่มีชื่อจำง่ายๆนี้ไปโดยปริยาย

แต่ในระบบการผลิตและในระบบการจำหน่ายต้นสู่ตลาดก็คงยังมีชนิดพันธุ์อยู่อีกหลากหลายและแตกต่างกันไป จนบางครั้งอาจไม่มีความคล้ายกับชนิดพันธุ์ที่มีการรู้จักกันดีอยู่แล้วชนิดดังกล่าวนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด ลักษณะทางกายภาพอื่นๆรวมถึงลวดลายและสีสันที่แปลกตาออกไปจากชนิดพันธุ์ที่พบเห็นแต่เดิมไปมากเลยทีเดียว

ไม้ในสกุลนี้ทุก ๆ ชนิดแม้จะมีมิติทางความต่างที่บางครั้งจะดูคล้ายกับไม้ในสกุล”เขียวหมื่นปี(Aglonema)”ไปบ้าง แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่มีอยู่แบบเฉพาะตัวก็ทำให้การจำแนกไม้ทุกชนิดพันธุ์ในกลุ่มนี้ไม่มีข้อต้องกังขาถึงลักษณะที่ดูคล้ายอย่างใกล้เคียงกัน ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ต่อเชื่อมเป็นประสบการณ์ จนเป็นข้อสังเกตในการจดจำถึงความต่าง

ทั้งสรีระโดยรวม ลักษณะลำต้น ก้านใบและดอก ไปจนถึงลวดลายที่ปรากฏที่เห็นได้อย่างชัดเจน อันจะให้เข้าใจลงไปถึงรายละเอียด รวมถึงส่วนปลีกย่อยลึกลงไปอย่างน้ำยางของดิฟเฟนบาเกียที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่เกิดจากภายหลังการตัดชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆก็สามารถรับรู้ได้ทุกครั้งไป

แต่สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตที่มีทักษะความรู้และมีความชำนาญโดยตรง เพียงแค่การพบเห็นครั้งแรกก็สามารถจำแนกได้ทันที ทั้งที่ชนิดพันธุ์ที่พบเห็นอาจแตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมและพบเห็นได้บ่อยครั้งก็ตาม

ความต่างของไม้ชนิดนี้เมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นที่มีอยู่ได้กลายเป็นอีกโอกาสที่พร้อมจะเป็นการเพิ่มช่องทางการผลิตเพื่อจำหน่าย ที่มีความแตกต่างบนความคล้ายกับพืชสกุลอื่น อันมีความหลากหลายที่ต่างออกไปให้ได้เข้าถึงอีกโอกาสที่พร้อมกัน ในการที่จะเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมในรายละเอียดที่มีข้อปลีกย่อยลงไปให้เกิดการลงตัวและพอดีต่อการใช้งานในรูปลักษณ์แบบนี้

นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการใช้ที่หลากหลายออกไป ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนจากการใช้ในภาพเดิมๆโดยเป็นอีกโอกาสทางเลือกให้กับวงการจัดตกแต่งเลยทีเดียว !

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:11 น.
ประภัตร,ข้าวหอม,ศูนย์วิจัยข้าว,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

กระทรวงเกษตรฯ Kickoff เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 63 ประภัตร ยันมีพันธุ์ข้าวเพียงพอแจกชาวนา

1 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนคร

โดยกล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63 เพื่อใช้เพาะปลูก ปี 2563/64  กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 110,000 ตัน

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก จำนวน 13,000 ตัน 2. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) จำนวน 58,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 – มี.ค. 2563) 3. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) จำนวน 26,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. – พ.ค. 2563)

4. ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ จำนวน 13,000 ตัน

เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565

โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปี คือ ปี 2563  เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนในปี 2564  เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565  เป้าหมาย  260,000  ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่

ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตันมูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้กับเกษตกรรได้ทันในช่วงฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

นายประภัตร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคอิสานที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกให้เพียงพอกับความต้องการ

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตในปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอเพื่อนำมาแจกให้เกษตกรชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบให้เมื่อปลูกไป 2 เดือนเมล็ดข้าวจะแดง ดีด เด้ง เกิดจากข้าวคุณภาพต่ำ

รมช. เกษตรฯ กล่าวถึงกรณีผลการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับ 2 โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าว ทุกแห่งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีคุณภาพ ครองใจผู้บริโภค และตรงตามข้อกำหนดในการประกวด

อาทิ ความสวยงาม เมล็ดมีความยาว นุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นต้น ในการนี้จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อตั้งเป็นเงินรางวัลให้กำลังใจในการทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 28 แห่ง ให้ไปช่วยกันหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ข้าวไทยกลับมาครองแชมป์ข้าวโลกได้ในปีหน้า ที่สำคัญคือต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยและให้ผลผลิตสูง

รมช.เกษตรฯ ได้พบปะเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิตกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และกระบวนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครอย่างต่อเนื่อง

สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทุกฤดู ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 51 คนประสบผลสำเร็จในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวระหว่าง ฤดูฝน ปี 2560 ถึง ฤดูฝน ปี 2562 สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร รวม 606.375 ตัน คิดเป็นร้อยละ 168.63 ของเป้าหมายซื้อคืน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวฮางงอก ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรคนรุ่นใหม่ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์โดยการแปรรูปข้าว เป็นข้าวฮางงอก มีการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศสิงค์โปรและจีน ถึง 70% เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดรายได้แก่สมาชิกและเครือข่าย ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ครบวงจร โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวฮางงอกมะลิ 105 ข้าวฮางงอกมันปูข้าวฮางงอกหอมนิล ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องทุกชนิด และข้าวขัดขาว มะลิ 105 , กข6 เป็นต้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวนั้นประกอบไปด้วยขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การจัดซื้อคืนจากแปลงขยายพันธุ์  การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์  การเก็บรักษา  และการจัดจำหน่าย

โดยมีกระบวนการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้องค์ประกอบในด้านกายภาพ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์  และข้าวแดง รวมทั้งองค์ประกอบความมีชีวิตด้านความงอกของเมล็ดพันธุ์หลังกระบวนการปรับปรุงสถาพและก่อนจำหน่าย  เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว  พ.ศ. 2557 กำหนด

ทั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ศูนย์ฯ มีเป้าหมายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 3,200 ตัน ได้แก่ พันธุ์ กข6 ชั้นพันธุ์ขยายจำนวน 1,000 ตัน  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,600 ตัน และ กข15 จำนวน 600 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์

คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ดีตามเป้าหมาย ศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 2 โรงงานสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้วันละ 70 ตัน ภายใน 1 ปีสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้7,000 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครยังได้ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่และกลุ่มข้าวอินทรีย์ จากพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัย ตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จำนวน 1,200 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,ตาก,แหล่งน้ำ,จังหวัดตาก
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ธรรมนัส เดินหน้าจัดที่ดินทำกิน แจกส.ป.ก.อีก 30 รายคุณสมบัติถูกต้อง เร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นในประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย

พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่

สำหรับอำเภอแม่สอดมีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

รวมทั้ง กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส
มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย อำเภอบ้านตาก จำนวน 521 ราย อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย

อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง

การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ

อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ

“รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว

เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401979?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,โรคไหม้ข้าว
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนภัยผู้ปลูกข้าวเฝ้าระวังการระบาดของโรคไหม้ข้าว พร้อมแนะมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาด

1 ธันวาคม 2562 นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับแจ้งรายงานประกอบกับข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ระบาดศัตรูข้าว

โดยพบการระบาด 432,118 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม สระแก้ว ลำปาง เลย แพร่ ลำพูน กาฬสินธุ์ สงขลา ชัยภูมิ มุกดาหาร รวมถึงจังหวัดจันทบุรี  ระบาดมากในพื้นที่ที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข15 และ กข6 รวมถึงแปลงที่มีการปลูกข้าวหนาแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง

อีกทั้งช่วงนี้สภาพอากาศในหลายพื้นที่มีความแห้งในตอนกลางวัน ชื้นจัดและเย็นในเวลากลางคืน ช่วงน้ำค้างยาวนานถึงตอนสาย อุณหภูมิทั่วทุกภาคต่ำสุดที่ 22 – 27 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดโรคประกอบกับมีลมแรงทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้ดี

ดังนั้น เพื่อป้องกันและควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรทราบ พร้อมดำเนินการป้องกันและลดการระบาดตามมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไหม้ข้าว ดังนี้

มาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันก่อนเกิดการระบาด สำหรับข้าวปลูกใหม่ ข้าวระยะกล้า และระยะแตกกอ 1) ให้ตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลสภาพแวดล้อมจากหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 80 น้ำค้างแรงและมีหมอกจัด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคไหม้ ให้สำรวจแปลงนาหากพบอาการของโรคให้แจ้งเตือนภัยในพื้นที่เพื่อเตรียมการจัดการอย่างเหมาะสม

2) สำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว และแปลงปลูกข้าวของตนเองอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จำนวน 10 จุด จุดละ 10 ต้น/กอ เมื่อเริ่มพบลักษณะเป็นแผลคล้ายรูปตาขอบแผลสีน้ำตาลกลางแผลมีสีเทา อาจเห็นเป็นวงซ้อน ๆ กันที่กลางแผลเป็นอาการของโรคไหม้ หากพบอาการนี้โดยเฉลี่ยบนใบข้าว 1 – 2 แผลต่อจุด ให้รีบแจ้งเตือนภัยการระบาดในพื้นที่ และแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและรายงานพื้นที่การระบาดต่อกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่องจนกว่าการระบาดจะสิ้นสุด

3) ใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับระยะการเจริญเติบโตของพืช และมีความเหมาะสมกับสภาพของดินในแต่ละพื้นที่ ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูงเกินไป 4) ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมกับการปล่อยน้ำในนาข้าว อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือผสมกับปุ๋ยอินทรีย์หว่านในนา อัตรา เชื้อสด : รำข้าวละเอียด : ปุ๋ยอินทรีย์ ในสัดส่วน  1 : 4 : 100 และ 5) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 200 ลิตร ทุก 15 วัน จะสามารถป้องกันการระบาดของโรคไหม้ได้

มาตรการควบคุมการระบาด หรือการจัดการระหว่างการระบาด สำหรับข้าวทุกระยะที่พบการเกิดโรค (ยกเว้นระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว) 1) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น 2) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วันจะสามารถลดการระบาดของโรคไหม้ได้ 3) ใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ บีเอส (BS; Bacillus subtilis) พ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก

4) หากพบโรคไหม้มีอาการรุนแรง พบแผลไหม้ ร้อยละ 10 ของพื้นที่ใบ (สำหรับพันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานหรือทนทาน) หรือร้อยละ 5 ของพื้นที่ใบในนาข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข15 และ กข6 ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรืออีดิเฟนฟอส หรือไอโซโพรไทโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ระบุ และปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในพื้นที่

5) หากต้องการปลูกข้าวทดแทนต้นกล้าที่เป็นโรคไหม้รุนแรงจนแห้งตาย ควรกำจัดต้นข้าวที่เป็นโรคออกจากแปลงนา เพื่อป้องกันการระบาดต่อเนื่องในข้าวที่ปลูกใหม่  6) หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อรีบป้องกันกำจัดก่อนจะระบาดไปสู่ข้าวระยะตั้งท้อง – ออกรวง

สำหรับข้าวระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อป้องกันการระบาดขยายพื้นที่ และเร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเร็วที่สุด ไม่เก็บพันธุ์ข้าวมาใช้ในฤดูกาลถัดไป

มาตรการป้องกันการระบาดในฤดูถัดไป 1) ให้ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ ดังนี้ ภาคกลาง ได้แก่ สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60, ชัยนาท 1, ปราจีนบุรี 1, พลายงาม และข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1 (ข้อควรระวังสำหรับข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60 และชัยนาท 1 ที่ปลูกในภาคเหนือตอนล่าง พบว่า แสดงอาการรุนแรงในบางพื้นที่และบางปี โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค)

ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1, สุรินทร์ 1, เหนียวอุบล 2, สันป่าตอง 1, หางยี 71, กู้เมืองหลวง, ขาวโป่งไคร้, น้ำรู และ กข 33 ภาคใต้ ได้แก่ ดอกพะยอม และ กข 55 2) จัดหาเมล็ดพันธุ์จากหน่วยงานราชการ แหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ทางราชการรับรอง หรือบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อให้แปลงข้าวมีการถ่ายเทอากาศดี และเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก ๆ 2 – 3 ฤดูปลูก

3) คลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรือคาร์เบนดาซิม หรือโพรคลอราช ตามอัตราที่ระบุ หรือคลุกเมล็ดด้วยสารละลายเชื้อราไตรโคเดอร์มาก่อนปลูก 4) ปรับปรุงบำรุงดินโดยไถกลบตอซังแทนการเผาฟางและทำนาไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี 5) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยให้ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน และ 6) ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงนาที่มีประวัติการระบาดของโรคไหม้ข้าวมาก่อน

ติดภาพช่วยน้ำท่วมหนุนเกณฑ์ทหาร

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ติดภาพช่วยน้ำท่วมหนุนเกณฑ์ทหาร

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 10:28 น.
เกณฑ์ทหาร,ซูเปอร์โพล,ช่วยน้ำท่วม
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

ประชาชนหนุนเกณฑ์ทหาร ติดภาพแห่งความทรงจำช่วยน้ำท่วม ช่วย 13 หมูป่า เป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศ

1 ธันวาคม 2562 สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง นักการเมือง กับ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)

ได้นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง นักการเมือง กับ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 3,084 ตัวอย่าง และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” (Traditional Voice) จำนวน 1,250 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 – 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงการเกณฑ์ทหารกับการสร้างลักษณะต่าง ๆ ของชายไทย พบว่า ความอดทนร้อยละ 61.5 ความเข้มแข็งร้อยละ 60.3 ความรักชาติร้อยละ 58.1 ความกล้าหาญร้อยละ 54.8 ความมีวินัยร้อยละ 52.9 ความเสียสละร้อยละ 49.0 และสุขภาพแข็งแรงร้อยละ 43.2 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ที่น่าพิจารณาคือ ภาพแห่งความทรงจำที่มีทหารเข้าช่วยเหลือประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.3 เป็นภาพน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ ปี พ.ศ. 2554 รองลงมาคือ ช่วยชีวิตเด็กที่ถ้ำหลวงร้อยละ 56.0 น้ำท่วมภาคอีสานปี พ.ศ.2562 ร้อยละ 50.8 ช่วยเหลือประชาชนพัฒนาท้องถิ่นร้อยละ 41.7 เหตุร้ายทั่วไปร้อยละ 36.4 ขุดลอกคูคลองร้อยละ 36.0 น้ำท่วมดินถล่มร้อยละ 34.9 และสนธิกำลังทหารตำรวจฝ่ายปกครองจัดการผู้มีอิทธิพลร้อยละ 26.1 ตามลำดับ

ที่น่าห่วง คือ เมื่อถามว่านักการเมืองที่รณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าแล้วหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 ระบุยังไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่า การเกณฑ์ทหารในปัจจุบัน มาประกันความมั่นคงของประเทศ มาประกันการช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ เหตุความไม่สงบในประเทศ การรณรงค์มีแต่ปลุกปั่นเอาข้อผิดพลาดเรื่องหยุมหยิมส่วนน้อยมาทำลายเรื่องใหญ่ด้านความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ทหารรับใช้ การวิ่งเต้น

นอกจากนี้ การรณรงค์ยังเอาแนวทางของประเทศอื่นที่ไม่เข้ากันได้กับประเทศไทย และเอาธรรมชาติของความกลัว การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ชาติและเอาความสบายของคนมาเป็นจุดขายเพื่อฐานสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองของตนเองมากกว่าทำเพื่อชาติบ้านเมืองแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 18.1 ระบุว่า มีวิธีการอื่นที่ดีกว่าแล้ว เช่น ระบบสมัครใจ การจ่ายเงินให้รัฐ และแนวทางยกเลิกเกณฑ์ทหารของต่างประเทศ เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหาร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ระบุจำเป็นต้องมีการเกณฑ์ทหาร ในขณะที่ร้อยละ 18.4 ระบุไม่จำเป็น และร้อยละ 20.2 ไม่แน่ใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า การรณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารกำลังเข้าถึงคนในโลกโซเชียลทั้งหมด 22,259,166 คน หรือ ยี่สิบกว่าล้านคน แต่มีคนที่สนใจพูดถึงการเกณฑ์ทหารในโลกโซเชียลจำนวน 5,014,025 คน หรือ ห้าล้านคนเศษ

โดยพบด้วยว่าคนในโลกโซเชียลที่สนใจเข้ามาสังเกตการณ์เกาะติดเรื่องการยกเลิกเกณฑ์ทหาร บางส่วนพูดคุยเรื่องนี้มาจากประเทศต่าง ๆ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย กลุ่มประเทศในยุโรป ประเทศตะวันออกกลาง ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับต่อการรณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารที่ค้นพบครั้งนี้เป็นเสียงตอบรับเชิงลบร้อยละ 65.5 และเสียงตอบรับเชิงบวกมีร้อยละ 34.5

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองที่รณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารคงจะหาเสียงสนับสนุนไปจนถึงช่วงการเกณฑ์ทหารในต้นปีหน้าโดยเอาธรรมชาติของความกลัว ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ชาติและความสบายของคนเป็นจุดขาย และเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือประเด็นการยกเลิกเกณฑ์ทหารไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะจากการกวาดเอาข้อมูลในโลกโซเชียลมาวิเคราะห์พบว่า มีคนในโลกโซเชียลจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและคนในประเทศที่ติดชายแดนของประเทศไทยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน มันมีนัยสำคัญอะไรบางอย่างต่อความมั่นคงของชาติและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนคนไทยที่ตามจริงแล้ว

ประเด็นปัญหาท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะผ่านพ้นไปได้ แต่การทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวของทุก ๆ ฝ่ายที่มีอำนาจในเวลานี้ต่างหากเป็นเรื่องที่ยากกว่า

เปิดดัชนีการเมืองไทยเดือน พ.ย.เต็มสิบได้แค่ 3.94

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/401999?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เปิดดัชนีการเมืองไทยเดือน พ.ย.เต็มสิบได้แค่ 3.94

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
สวนดุสิตโพล,ดัชนีการเมือง
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

สวนดุสิตโพล สำรวจดัชนีการเมืองไทย เดือน พ.ย. เต็มสิบได้แค่ 3.94 คะแนน แนะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

1 ธันวาคม 2562 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ดำเนินการสำรวจดัชนีการเมืองไทยโดยมีตัวชี้วัดรวม 25 ประเด็น  ซึ่งตัวชี้วัดจะช่วยสะท้อนว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม

โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย ( ) ภาพรวมของการเมืองไทยออกมา ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นการสำรวจดัชนีการเมืองไทยครั้งที่ 4 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,469 คน

(จำแนกเป็น กรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน  603 คน 24.42% ภาคกลาง 506 คน 20.49% ภาคเหนือ 366 คน 14.82% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 669 คน 27.10% และภาคใต้ 325 คน 13.17%) ระหว่างวันที่ 23-30 พฤศจิกายน 2562 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ภาพรวมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อ“ดัชนีการเมืองไทย เดือน พ.ย.62” คะแนนเต็ม 10 ได้ 3.94 คะแนน

อันดับ    ประเด็น “ดัชนีการเมืองไทย”                            ต.ค. 62    พ.ย. 62
1    การปฏิบัติงานของฝ่ายค้าน                                      5.67    5.22
2    ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้          5.00    4.88
3    จริยธรรม /วัฒนธรรมของคนในชาติ                            4.97    4.70
4    ความสามัคคีของคนในชาติ                                      4.77    4.50
5    การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม              4.57    4.33
6    ผลงานของรัฐบาล                                                 3.79    4.30
7    การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน                             4.64    4.28
8    การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้                3.69    4.27
9    ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน                           4.43    4.18
10    ผลงานของนายกรัฐมนตรี                                      3.83    4.10
11    การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า                         4.32    4.08
12    สภาพของสังคมโดยรวม                                       4.24    4.03
13    ความมั่นคงของประเทศ /การก่อการร้าย                    4.36    3.99
14    การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล                                       4.05    3.72
15    การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคีของนักการเมือง    3.83    3.66
16    ความเป็นอยู่ของประชาชน                                     3.72    3.55
17    การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรอิสระ               3.97    3.47
18    การแก้ปัญหายาเสพติด                                        3.58    3.44
19    การแก้ปัญหาความยากจน                                     3.12    3.41
20    การแก้ปัญหาคอรัปชั่น                                          3.48    3.40
21    การแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลในภาพรวม                  3.73    3.39
22    ค่าครองชีพ /เงินเดือน /ค่าจ้าง /สวัสดิการ                 3.67    3.35
23    สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม                                  3.54    3.34
24    การแก้ปัญหาการว่างงาน                                       3.44    3.31
25    ราคาสินค้า                                                         3.48    3.24
    ภาพรวม เต็ม 10 คะแนน                                          4.09    3.94

2. ประเด็นที่ “ดีขึ้น”กว่าเดือนที่แล้ว

ที่   ประเด็น “ดัชนีการเมืองไทย”                               ต.ค. 62    พ.ย. 62
1    ผลงานของรัฐบาล                                               3.79    4.30
2    การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้               3.69    4.27
3    ผลงานของนายกรัฐมนตรี                                      3.83    4.10
4    การแก้ปัญหาความยากจน                                     3.12    3.41

 

3. ประเด็นที่ “แย่ลง”กว่าเดือนที่แล้ว

ที่   ประเด็น “ดัชนีการเมืองไทย”                                 ต.ค. 62    พ.ย. 62
1    การปฏิบัติงานของฝ่ายค้าน                                    5.67    5.22
2    ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้        5.00    4.88
3    จริยธรรม /วัฒนธรรมของคนในชาติ                          4.97    4.70
4    ความสามัคคีของคนในชาติ                                    4.77    4.50
5    การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม             4.57    4.33
6    การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน                           4.64    4.28
7    ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน                         4.43    4.18
8    การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า                         4.32    4.08
9    สภาพของสังคมโดยรวม                                       4.24    4.03
10    ความมั่นคงของประเทศ /การก่อการร้าย                 4.36    3.99
11    การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล                                    4.05    3.72
12    การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคีของนักการเมือง    3.83    3.66
13    ความเป็นอยู่ของประชาชน                                  3.72    3.55
14    การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรอิสระ            3.97    3.47
15    การแก้ปัญหายาเสพติด                                      3.58    3.44
16    การแก้ปัญหาคอรัปชั่น                                       3.48    3.40
17    การแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลในภาพรวม                3.73    3.39
18    ค่าครองชีพ /เงินเดือน /ค่าจ้าง /สวัสดิการ               3.67    3.35
19    สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม                                3.54    3.34
20    การแก้ปัญหาการว่างงาน                                     3.44    3.31
21    ราคาสินค้า                                                      3.48    3.24

 

 4. ข้อเสนอแนะทางด้านการเมือง ณ วันนี้ คือ 

อันดับ 1    ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง    39.76%
อันดับ 2    นักการเมืองควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม    30.38%
อันดับ 3    อยากให้การประชุมสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย     19.27%
อันดับ 4    ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง หันมาดูแลประชาชน    16.57%
อันดับ 5    นำความรู้ความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์    11.51%

วิษณุ เผย คกก.วัตถุอันตรายกลับมติได้

Published December 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/401983?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วิษณุ เผย คกก.วัตถุอันตรายกลับมติได้

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
วิษณุ,คกกวัตถุอันตราย,กลับมติได้
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

วิษณุ เผย คกก.วัตถุอันตราย กลับ มติเดิมได้ เหตุ มติเดิมยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่มีผลทางกม. แนะ ภท. สงสัยส่ง กฤษฎีกา ตีความได้            

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อถกเถียงกรณีมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน จะสามารถลบล้างมติเดิมที่ประชุมกันก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ว่า ถ้าถามว่าลบล้างมติกันได้หรือไม่ ต้องตอบว่าได้  แต่เขาจะลบหรือไม่นั้นตนไม่รู้ และยังสับสนอยู่

“ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการที่คณะกรรมการฯชุดเดิมมีมติไปเมื่อเดือน ต.ค.นั้น เป็นกรรมการตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับเก่า แต่ต่อมา พ.ร.บ.ฉบับใหม่มีผลประกาศใช้บังคับออกมา องค์ประกอบกรรมการเก่ากับองค์ประกอบกรรมการใหม่ มันเปลี่ยนไป เดิมคณะกรรมการฯ ชุดนี้มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน แต่ฉบับใหม่ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพราะฉะนั้น ที่มีการประชุมครั้งล่าสุด เป็นการประชุมคณะกรรมการชุดใหม่และเป็นการประชุมครั้งแรก ซึ่งมีองค์ประกอบเพิ่มเติมเข้ามา มีคนมากขึ้น ซึ่งเขาสามารถเปลี่ยนมติได้ แต่จะเปลี่ยนหรือไม่ หรือเป็นมติหรือไม่ ตนไม่ทราบ” วิษณุ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่จะมีมติใหม่ออกมา และเป็นการพิจารณาเรื่องเดียวกัน จำเป็นต้องยกเลิกมติเก่าก่อนหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นจะเหมือนเป็นการซ้อนมติกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะมติเก่ายังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น คณะกรรมการฯชุดใหม่เขามีสิทธิที่จะมีมติได้ เพื่อที่จะลงประกาศให้มันถูกต้อง แม้ว่ามติของคณะกรรมการฯ ชุดเก่าจะระบุชัดเจนให้มีผลในวันที่ 1 ธ.ค.ก็ตาม เพราะถือว่ายังไม่มีผลในทางกฎหมาย ซึ่งที่บอกว่ายังไม่มีผลในทางกฎหมาย เพราะว่ายังไม่ถึงวันที่ 1 ธ.ค. นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ก็สามารถเปลี่ยนมติได้

เมื่อถามว่า หากทางพรรคภูมิใจไทยอยากให้มีการตีความเรื่องให้ชัดเจนจะทำได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หากใครสงสัยสามารถส่งให้มีการตีความได้ โดยยื่นสอบถามไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา

%d bloggers like this: