ดิจิตอลไลฟ์

All posts in the ดิจิตอลไลฟ์ category

‘แอลจี’ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 06:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513299

'แอลจี'ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

แอลจีคัมแบ็กตลาดสมาร์ทโฟนไทย เตรียมจัดทัพธุรกิจใหม่ พร้อมเปิดตัวรุ่นพรีเมียมสร้างภาพลักษณ์ปีแรกแชร์ 5%

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนกลับมาทำตลาด สมาร์ทโฟนอีกครั้งในไทยรอบ 2 ปี จากการที่บริษัทมีสินค้าครบไลน์ ในช่วง 4 เดือนนี้บริษัทจะวางโครงสร้างกลุ่มธุรกิจสมาร์ทโฟนและวางระบบช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยยังมุ่งเน้นกลุ่มระดับพรีเมียมเป็นหลักพร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่น

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้งบ 15 ล้านบาท เปิดตัวสมาร์ทโฟนแอลจี G6 ในตลาดพรีเมียม เพราะการทำตลาดมือถือ แบรนด์มีความสำคัญมาก สินค้าพรีเมียมจะสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย โดยแอลจี G6 เป็นเทคโนโลยีดอลบี้ วิชั่น เอชดีอาร์ 10 การแสดงภาพคมชัด เจาะกลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนชอบดูหนังบนมือถือ

“แอลจี G6 จะวางจำหน่ายในวันที่ 7 ก.ย. โดยร่วมกับเอไอเอสจัดโปรโมชั่นแถมโทรทัศน์แอลจี 43 นิ้ว มูลค่า 1.35 หมื่นบาท คาดว่าใน 4 เดือน จะมียอดขาย 1 หมื่นเครื่อง และหลังจากเดือน ต.ค. จะเปิดตัวมือถือรุ่นในตลาดแมสราคาต่ำกว่า 5,000 บาท มั่นใจว่าการมีสินค้าครบไลน์จะทำให้ปีหน้าแอลจีมีส่วนแบ่งโดยรวม 3% และส่วนแบ่งตลาดพรีเมียม 5% จากเดิมมีส่วนแบ่ง 2-3%” นายนิพนธ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดโทรศัพท์มือถือครึ่งปีแรกเติบโต 2-3% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังตลาดจะเติบโตมากกว่า ส่งผลให้ทั้งปีตลาดจะเติบโต 3-4% มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท หรือมีปริมาณ 16-17 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นพรีเมียมระดับราคา 1.5 หมื่นบาท สัดส่วน 30-32%

ภาพ รอยเตอร์ส

 

Advertisements

“นายกฯ”เผยยังไม่มีเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องคืนทีวีดิจิทัล

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513237

"นายกฯ"เผยยังไม่มีเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องคืนทีวีดิจิทัล

นายกฯ ระบุ ยังไม่มีการหารือเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องให้ผู้ประกอบการคืนทีวีดิจิทัล

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอให้ใช้ม.44 เปิดช่องให้ผู้ประกอบการคืนคลื่นความถี่ ว่า ยังไม่มีเสนอมาที่ตน และไม่มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ คงต้องหาวิธีการอื่นก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยคุยกันอีกที ไม่ใช่ใครขอก็ให้ ไปดูความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิด โดยปัญหาเกิดขึ้นมาก่อนทั้งสิ้น และไม่ได้รับการแก้ไขในอดีตที่ผ่านมา พอถึงเวลาจะเปลี่ยนกันทีก็ต้องบังคับกัน เราไม่ต้องบังคับกันไม่ได้หรือเป็นไปด้วยการยินยอมพร้อมใจกันไม่ได้หรือ ถ้าติดกันอยู่ตรงนี้ก็เดินหน้าประเทศไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหมือนเดิมทั้งหมด ลองคิดใหม่ดู ตนให้แนวคิดไป

 

เล็งใช้แกร็บเพย์ในไทย

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 06:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513103

เล็งใช้แกร็บเพย์ในไทย

แกร็บโชว์ครึ่งปีแรกผู้ใช้บริการไทยโตอันดับหนึ่งเซาท์อีสต์เอเชีย ศึกษาแกร็บเพย์เปิดบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในไทย

นายยี วี แตง ผู้อำนวยการ บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การทำตลาดในไทยอยู่ระหว่างการศึกษานำระบบการชำระเงินในรูปแบบฟินเทค โดยโมเดลธุรกิจอาจไม่ได้อยู่แค่ในแพลตฟอร์มของระบบขนส่ง เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซุ่งแกร็บเพย์เป็นเหมือนกระเป๋าเงินสดที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์

ขณะที่สิงคโปร์มีการใช้จ่ายผ่านแกร็บเพย์เป็นอันดับ 1 ส่งผลให้แกร็บครองความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มการเรียกใช้บริการรถแบบออนดีมานด์ด้วยส่วนแบ่ง 95% ในกลุ่มผู้ให้บริการแอพเรียกรถแท็กซี่รายนอก และ 71% ในกลุ่มแอพเรียกรถยนต์ส่วนบุคคลในตลาด

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจบริการรถแท็กซี่และรถรับจ้างส่วน บุคคลแกร็บในไทยในช่วง 6 เดือน จำนวนผู้ใช้งานเติบโต 100% สูงที่สุดใน เซาท์อีสต์เอเชีย จากการที่แกร็บเปิดธุรกิจ 7 ประเทศกว่า 103 เมือง

นอกจากนี้ จะเดินหน้าขยายพื้นที่การให้บริการจัสต์แกร็บที่กรุงเทพฯ เป็นแห่งที่ 4 โดยให้บริการทั้งรถแท็กซี่และรถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้เร็วที่สุด พร้อมกับเปิดตัวแคมเปญ แกร็บ ซูเปอร์คาร์ ในบริการแก็บ คาร์ พลัส ลุ้นเดินทางฟรีรถซูเปอร์คาร์

“แกร็บเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเป็นปีที่ 4 การเปิดแกร็บเพย์ มองว่ากฎหมายไทยหรือกระทรวงการคลังก็เปิดกว้างมากขึ้น แต่ทั้งนี้การจะนำแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ามาก็ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมของพฤติกรรมคนไทยด้วย” นายแตง กล่าว

ด้านกลยุทธ์ตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ได้เปิดแกร็บรีวอร์ดส เวอร์ชั่นใหม่ จับมือร่วมกับพันธมิตรเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 ราย เป็น 150 ราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหาร ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ อาทิ ไอฟลิกซ์ แมคโดนัลด์ และสปอติฟาย ผู้ให้บริการเพลงสตรีมระดับโลก ให้ทดลอง ฟังเพลงรูปแบบแพลทินัมฟรี 60 วัน ซึ่งทำให้มั่นใจว่าทั้งปียอดผู้ใช้บริการของไทยเติบโตมากกว่า 100%

ทั้งนี้ ภาพรวมแกร็บในเซาท์อีสต์เอเชีย พบว่าคนขับรถที่อยู่ในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 226% หรือจากหลักแสน เพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดรวม 7 ประเทศ อยู่ที่ราว 59 ล้านครั้ง พบว่า มีผู้โดยสารในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม มีอัตราการใช้บริการขนส่งแกร็บมากกว่าแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่แข่ง

 

อาลีบาบาส่งลำโพงอัจฉริยะ “Tmall Genie” ปฏิวัติวงการ AI

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513026

อาลีบาบาส่งลำโพงอัจฉริยะ “Tmall Genie” ปฏิวัติวงการ AI

หากอเมซอนมี ลำโพงอัจฉริยะ Echo อาลีบาบาเองก็มีลำโพงอัจฉริยะ
Tmall Genie เป็นผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงเช่นกัน!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศจีน
เป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นแนวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI
(Artificial Intelligence) ของโลก
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยีก็ล้วนแล้วแต่โดดเด่น
ชัดเจน จนทั่วโลกต้องยอมรับ

ซึ่งในปัจุบันการแข่งขันในด้าน AI ในตลาดประเทศจีนสูงขึ้นกว่าเดิมมากพอสมควร
ล่าสุดการก้าวลงมาอย่างเป็นทางการของอาลีบาบา (Alibaba) ยักษ์ใหญ่ทางการค้าอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกในครั้งนี้
ได้เปิดตัว Tmall Genie ลำโพงอัจฉริยะที่สั่งการด้วยเสียง (voice
assistant speaker) ลงสนามแข่งขันเพื่อเงินหมุนเวียนทางการค้าที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก

เหล่าสาวกอุปกรณ์ไอทีอาจจะคุ้นชื่อลำโพงสั่งการด้วยเสียง
(voice assistant speaker) อย่าง Amazon Echo หรือ
Google Home กันมาบ้างแล้ว ซึ่ง Tmall Genie ลำโพงอัจฉริยะที่สั่งการด้วยเสียง
(voice assistant speaker) ตัวนี้ได้ลงสนามเข้ามาแข่งกับ Echo
ของ Amazon ด้วยคุณภาพทัดเทียม
แต่ราคามิตรภาพที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึงได้มากกว่า

โดยในส่วนของ Echo ของ
Amazon นั้นเราจะเรียกมันด้วยชื่อ “Alexa” แน่นอนว่า
ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie ก็มีชื่อเรียกผู้ช่วยเช่นเดียวกัน
เมื่อเราต้องการสั่งงานด้วยเสียง เราจะเรียกว่า “AliGenie”

ทางด้านคุณสมบัติในการทำงานนั้น ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวต้นแบบอย่าง Amazon
Echo เลยแม้แต่น้อย เพราะ ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie มีฟังก์ชั่นการทำงานคล้างคลึงกับ Amazon
Echo ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้อ่านข่าว,
บอกสภาพอากาศในแต่ละวัน, สั่งให้เล่นเพลง หรือเปลี่ยนเพลง
รวมถึงความสามารถในการสั่งการอุปกรณ์สมาร์ทโฮมภายในบ้าน ผ่านอินเตอร์เน็ตและ AI
(Artificial Intelligence)

ในตอนนี้ ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie สามารถใช้งานได้เพียงภาษาจีนแมนดาริน
(จีนกลาง) และวางขายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น โดย ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie จะทำงานเมื่อผู้ใช้พูดว่า “”Tmall
Genie” หรือ “AliGenie” ในภาษาจีน
นอกจากนี้ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie ยังมีฟังก์ชั่นการสั่งซื้อสินค้าจาก Tmall
เว็บไซต์ซื้อสินค้า บริษัทย่อยของ อาลีบาบา (Alibaba) ได้เหมือนกันกับ
Amazon Echo อีกด้วย
โดยจะมีระบบจดจำเสียงเพื่อให้ผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้นที่สามารถสั่งสินค้าได้

ส่วนด้านรูปลักษณ์ภายนอกของลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie จะเป็นทรงกระบอกคล้ายกับลำโพงทั่วไป
มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำ รอบๆ จะมีไฟเป็นรูปวงแหวนเพื่อแสดงสถานะของอุปกรณ์
ด้านบนเป็นปุ่มปรับเสียงแบบสัมผัส และปุ่มเปิด/ปิดตัวไมโครโฟน สปีกเกอร์
ด้านหลังมีช่องเสียบชาร์ตอุปกรณ์ และด้านล่างมีปุ่มรีเซ็ตระบบอีกด้วย โดย Tmall
ดูเรียบ หรู และใช้งานง่าย ขนาดพอเหมาะ หนักเพียง 400
กรัมเท่านั้น สามารถวางที่ใดก็ได้ในบ้าน โดยใช้งานผ่านบลูทูธ Bluetooth) และ
WIFI ซึ่งราคาของลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie จะอยู่ที่
499 หยวน (ประมาณ 73
ดอลลาร์ หรือ 2,500 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาขายของ Amazon
Echo เกือบครึ่งเลยทีเดียว

ที่มา: Theverge, Tmall, BBC

 

พ่อแม่หมดกังวล! นาฬิกาป้องกันเด็กหาย 3G ตัวแรกของเมืองไทย

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513019

พ่อแม่หมดกังวล! นาฬิกาป้องกันเด็กหาย 3G ตัวแรกของเมืองไทย

นาฬิกาอัจฉริยะ POMO WAFFLE ที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจหัวอกพ่อแม่
ช่วยป้องกันเด็กหาย พลัดหลง หรือถูกลักพาตัว ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันชาญฉลาดแบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน!

ปัญหาเด็กหายในสังคมถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังคงมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง
ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเป็นกังวลทุกครั้งเมื่อลูกอยู่ห่างจากตัว
แต่ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กๆ
ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ในบางสถานการณ์จะไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยตลอดเวลา
นวัตกรรมยุคใหม่จึงควรตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ครอบครัว และความปลอดภัยของเด็กๆ ด้วย

จากจุดเริ่มต้นที่
ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง กรรมการผู้จัดการบริษัท โพโมะ เฮ้าส์ จำกัด  (POMO House Co.,Ltd.) ผู้ก่อตั้งและจัดจำหน่าย
POMO Kidswatch
ได้เผชิญกับเหตุการณ์ลูกพลัดหลงในต่างแดนด้วยตัวเอง
จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่นำมาต่อยอดเป็นนาฬิกาอัจฉริยะป้องกันเด็กหาย ” ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
และความปลอดภัย รุ่นล่าสุด “POMO WAFFLE” นาฬิกา 3G ตัวแรกของเมืองไทย

จุดเด่นของนาฬิกาอัจฉริยะรุ่น
POMO WAFFLE อยู่ที่การดึงจุดขายด้านความแฟชั่น
และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบโดยโปรดักต์ดีไซนเนอร์ที่ได้รับ  IF Design Award Winner โดยเด็กๆ
สามารถออกแบบหน้าปัดนาฬิกาตามแบบต่างๆ ที่ชอบได้เอง และสามารถเปลี่ยนสีต่างๆ ของ Waffle
Band (สายห่วง) ได้อีกด้วย

นาฬิกาอัจฉริยะ
POMO WAFFLE มีฟังก์ชั่นการใช้งานอันชาญฉลาดมากมายให้เลือก
ได้แก่

ฟังก์ชั่น Scheduler เพื่อให้ผู้ปกครองได้ฝึกความรับผิดชอบของเด็กๆ สามารถตั้งเวลาแจ้งเตือนกิจรรมของเด็กผ่านแอพลิเคชั่น รวมถึงการระบุตารางเวลากิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน ทานอาหาร ทำการบ้าน และเข้านอน

ฟังก์ชั่น
Take Me Home ที่ผู้ปกครองสามารถระบุตำแหน่งของบ้านไว้ในตัวนาฬิกา
ช่วยเด็กๆ นำทางกลับบ้านได้ด้วยตัวเอง

ฟังก์ชั่น
Voice Calling ที่สามารถรับสายและโทร. ได้ในเครื่องเดียว
ผ่านระบบ VoLP โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากแพคเกจ

ฟังก์ชั่น
Smart Location ที่ทำงานร่วมกับระบบ GPS A, Wi-Fi และ
LBS ติดตามโลเคชั่น
ทำให้ผู้ปกครองสามารถค้นหาสถานที่ของนาฬิกาได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานดังกล่าวแล้ว
ในรุ่น POMO WAFFLE ถูกพัฒนาให้มีการใช้งานที่ดีมากกว่าเดิม อาทิ
โหมดห้องเรียน ที่ช่วยตั้งค่าช่วงเวลาเรียน เพื่อให้เด็กๆ
โฟกัสกับเนื้อหาการเรียนการสอนมากขึ้น โหมด กระเป๋าเงิน (Wallet) ที่ใช้ชำระสินค้าแทนการพกเงินสด
โหมด Safe Zone ที่ช่วยกำหนดพื้นที่ความปลอดภัยของเด็กๆ
ซึ่งหากมีการออกนอกเส้นทาง หลงทาง หรือถูกลักพาตัว เครื่องจะส่งสัญญาณ SOS เตือนให้ผู้กครองทราบโดยทันที
รวมถึงแจ้งเตือนในกรณีที่เด็กๆ พยายามจะถอดนาฬิกาออกจากแขน
หรือแบตเตอรี่ภายในเรือนกำลังจะหมดลงอีกด้วย

ส่วนคุณสมบัติด้านเทคนิค
POMO WAFFLE เป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่รันด้วยแอนดรอยด์ 5.1 ครอบด้วย
POMO Launcher หน้าจอ 1.22 นิ้ว มีหน่วยความจำภายในเครื่อง 4
GB และแรม 512 MB แบตเตอรี่ให้มา 500 mAh มีไมโครโฟนและลำโพง
สำหรับติดต่อกับผู้ปกครองได้สะดวกยิ่งขึ้น มีบลูทูธ 4.0 และเชื่อมต่อไวไฟได้แบบ Dual
Band (2.4 GHz และ
5 GHz) มีจีพีเอส ใส่ซิมการ์ดได้ (ไซส์นาโน)
รองรับเครือข่ายแบบ 3G 850, 1800 และ 2100 MHz จะโทรออกหรือรับสายด้วยวิธี
VoLP หรือโทรผ่านเน็ต
ให้ผู้ปกครองกับบุตรหลานในความดูแลสามารถติดต่อหากันได้
ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ที่มาตรฐาน IP65 กันน้ำได้
แต่ไม่แนะนำให้ใส่ลงว่ายน้ำ หรือใส่ลงไปในบริเวณน้ำลึก

การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น
POMO เพื่อใช้คู่กับนาฬิกา Pomo Waffle สามารถดาวน์โหลดได้
2 ระบบ คือ ios 7.0 และ Android 5.0
ขึ้นไป สนนราคาอยู่ที่ 5,990 บาท

ที่มา: Pomohouse

 

แห่คืนช่องทีวีดิจิทัล

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 08:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512990

แห่คืนช่องทีวีดิจิทัล

กสทช.เล็งชงแนวทางคืนคลื่นทีวีดิจิทัลให้ คสช.พิจารณา หลังผู้ประกอบการแห่คืนคลื่น ระบุมีไม่เกิน 15 ช่องอยู่รอดได้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.กำลังพิจารณาเสนอทางออกให้กับธุรกิจทีวีดิจิทัล เพราะต้องยอมรับว่าจำนวนช่องที่มี อยู่มากเกินไป คือ 24 ช่อง ขณะที่ เม็ดเงินโฆษณามีอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท และถูกแย่งตลาดจากสื่อดิจิทัล ออนไลน์อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 1.8-2 หมื่นล้านบาท

“ผู้ประกอบการเสนอมาว่าจะขอคืนใบอนุญาตได้ไหม โดยเงินที่จ่ายแล้วก็จ่ายไป แต่ส่วนที่เหลือไม่ต้องชำระ ซึ่งจากการศึกษากฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้ ถ้าจะทำต้องแก้กฎหมาย โดยเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการ” นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปีนี้ กสทช.ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไปแล้ว โดยยืดเวลาจ่ายเงินค่าประมูลออกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหามาก ยิ่งขึ้น เพราะการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัล ลงทุนสูงหลักพันล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินโฆษณามีจำกัด

นายฐากร กล่าวว่า สัดส่วนจำนวน ช่องทีวีดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควรมีประมาณ 15-16 ช่อง เมื่อหารเฉลี่ยจากรายได้ของอุตสาห กรรมโฆษณามูลค่าแสนล้านบาท เฉลี่ยแล้วจะมีรายได้ช่องละ 6,000-7,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถอยู่รอดได้ ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจ่ายค่าตอบแทนให้กับ กสทช.แล้วประมาณ 40% เหลืออีกประมาณ 60%

ขณะเดียวกันสื่อโทรทัศน์ต้องเร่งปรับตัว เพราะปัจจุบันสื่อโซเชียล มีเดียมีอิทธิพลต่อการรับชมรายการของผู้ชมอย่างมาก ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งดำเนินการยกร่างหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลรายการโทรทัศน์ผ่านสื่อออนไลน์ (โอทีที) ที่ขยายตัวอย่างมาก โดยในวันที่ 11-12 ก.ย. จะมีการ ประชุมระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการการรับชมรายการโทรทัศน์และวิทยุผ่านสื่อออนไลน์ร่วมกัน

สำหรับกรณีกลุ่มเบียร์ช้างของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้นในบริษัทผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 2 ราย ได้แก่ กลุ่มอมรินทร์ทีวี และจีเอ็มเอ็มนั้น สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นเพียงการเข้ามาถือหุ้น ไม่ได้ เปลี่ยนมือ และไม่เข้าข่ายเกณฑ์อำนาจ เหนือตลาด

 

สมาร์ทโฟนเดือด! หัวเว่ยเปิดตัวชิป “เอไอ”

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512821

สมาร์ทโฟนเดือด! หัวเว่ยเปิดตัวชิป "เอไอ"

หัวเว่ยเปิดชิปรุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบปัญญาประดิษฐ์ ประมวลผลเร็วขึ้น กินแบตเตอรี่น้อยลง

ริชาร์ต อู๋ ประธานฝ่ายพัฒนาสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ค่ายสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่จากจีน เปิดตัวชิปรุ่น คิริน 970 ที่มาพร้อมระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นรุ่นแรกของบริษัท เพิ่มการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟน ที่หัวเว่ยครองส่วนแบ่งการตลาดผู้ผลิตสมาร์ทโฟนมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองลงจากแอปเปิ้ลและซัมซุง

อู๋ กล่าวว่า ชิปดังกล่าวส่งผลเอไอสามารถประมวลผลข้อมูลในสมาร์ทโฟนได้โดยไม่ต้องผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง และเป็นชิปชนิดแรกที่มีการรวมระบบการประมวลผล กราฟฟิก รูปภาพ และการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (ดีเอสพี) ไว้ในชิปเดียว ส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงลดการใช้พลังงานได้ 50% จากรุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีโลกเสมือน (เออาร์)

ทั้งนี้ เอไอชิปดังกล่าวจะถูกติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของบริษัท เมท 10 และ เมท 10 โปร ซึ่งจะวางจำหน่ายที่แรกในเยอรมนีวันที่ 16 ต.ค.นี้

อู๋ ยังกล่าวอีกว่า เอไอชิปดังกล่าวจะทำให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยโดดเด่นกว่าสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายอื่น โดยเฉพาะแอปเปิ้ลและซัมซุง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการ สมาร์ทโฟนที่ประมวลได้เร็วมากขึ้น รวมไปถึงประหยัดพลังงาน

นอกจากนี้ การบุกตลาดเอไอชิปของหัวเว่ย ส่งผลให้หัวเว่ยและแอปเปิ้ลเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่เพียง 2 ราย ที่ผลิตชิปประมวลผลใช้เอง และทำให้หัวเว่ยมีอิสระในการออกแบบสมาร์ทโฟนของบริษัทมากขึ้น รวมไปถึงเปิดทางให้บริษัทจดสิทธิบัตรเอไอชิปดังกล่าวในอนาคตอีกด้วย

ภาพ เอเอฟพี

 

แนะทางโตสตาร์ทอัพไทย “อย่ากลัวความล้มเหลว”

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 21:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512729

แนะทางโตสตาร์ทอัพไทย "อย่ากลัวความล้มเหลว"

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โอกาสของสตาร์ทอัพในยุคที่ทุกฝ่ายหนุนให้เดินหน้าแบบ 4.0 เพื่อให้ทันกับยุคปรับตัวของธุรกิจแบบเดิม ทำให้สตาร์ทอัพต้องมาช่วยเสริมทีมให้มีความแข็งแรงทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่ทำให้มีการเติบโต

บียอร์น ลี กูรูแห่งวงการสตาร์ทอัพระดับเอเชีย เล่าว่า ปัจจุบันกระแสการทำธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นเติบโตขึ้นมากและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งด้วยความสร้างสรรค์เหล่านี้ทำให้ผู้ก่อตั้งไม่ได้มองตลาดระดับโลก ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถต่อยอด หรือขยายไปยังต่างประเทศได้ การใช้เทคนิค และเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัด รวมทั้งมัดใจผู้ใช้และขยายตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต หรือเรียกว่า Growth Hacking ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

“โกรทแฮกกิ้ง คือ การวัดผลธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เมื่อได้จุดนั้นก็ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าง่ายขึ้น” ลี กล่าว

ลี ยังได้แนะนำ 3 ข้อหลักที่สตาร์ทอัพควรทำ คือ การเลือกซื้อโฆษณาในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ลูกค้าเห็นบริการของเราตลอดเวลา ยิ่งไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีการใช้งานเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบสูงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไม่ควรมองข้าม และโฆษณาจะช่วยทำงานแทนในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่สนใจได้เห็น

นอกจากนี้ ควรทำวิดีโอคอนเทนต์ขึ้นมา เพราะคนไม่ชอบอ่านหนังสือและมีความตั้งใจดูโพสต์โฆษณาเพียง 1.7 วินาทีแรกเท่านั้น การใช้คลิปวิดีโอจะตอบโจทย์แบรนด์มากกว่า ซึ่งหากคนดูสนใจความยาวของวิดีโอที่ประมาณ 15 วินาที จะดึงดูดให้ดูต่อจนจบ หากนานกว่านั้นคนจะไม่สนใจแล้ว และสุดท้ายการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ลูกค้ากว่า 80% พบว่าต้องมีเนื้อหาสำคัญในบรรทัดแรกเลย ถ้าอ่านแล้วไม่ตรงกับข้อมูลที่ต้องการคนจะลบทันที และควรอธิบายสินค้าของเราให้ได้ 7 คำ หรือ 24 วินาทีแรกที่ผู้รับเปิดเมลมาเจอ

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีสตาร์ทอัพไทยที่เติบโตได้ในระดับโลกน้อยมาก แต่มีโอกาสเติบโตมากกว่าหลายๆ ประเทศในเอเชีย เพราะสตาร์ทอัพไทยมีความคิดสร้างสรรค์และมีความยูนีกสูงมากเมื่อเทียบกับต่างชาติ ยิ่งสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยตอบโจทย์ปัญหาอะไรก็ตามยิ่งมีความท้าทาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรหาจุดโฟกัสหรือปัญหา (Pain Point) หลัก ในประเทศตัวเองให้ได้ก่อนค่อยต่อยอดไประดับโลก เพราะคนท้องถิ่นย่อมเข้าใจปัญหาของตัวเองดีสุด จากนั้นค่อยมองหาประเทศที่มีปัญหาคล้ายๆกัน

เนียร์ อียาล กูรูและที่ปรึกษาเทคสตาร์ทอัพระดับโลกอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และลิงค์อิน ให้ทัศนะว่าปัญหาหลักที่คนรุ่นใหม่ยังกังวลในการเข้ามาเป็นสตาร์ทอัพคือความล้มเหลว เพราะสตาร์ทอัพที่ไม่ประสบความสำเร็จทั่วโลกมีกว่า 72% ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าเคยล้มจะยิ่งมีทักษะและโอกาสก้าวหน้าในอนาคตมากขึ้น ไม่มีใครสำเร็จได้ตั้งแต่ต้น

การไม่กลัวความล้มเหลวนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากในต่างประเทศ เพียงแค่คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ อย่าง เฟซบุ๊กอูเบอร์ แอร์บีเอ็นบี ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีอีกหลายร้อยสตาร์ทอัพที่ล้มหายไปกลางทาง การสนับสนุนของภาครัฐในประเทศนั้นๆ การมีเวนเจอร์แคปปิตอลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ยิ่งเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทราบว่ามีพื้นที่ให้สร้างสรรค์ธุรกิจใหม่เสมอ

แต่สิ่งที่นักลงทุนมอง หรือสตาร์ทอัพที่มีโอกาสโตได้นั้น ต้องมีโอกาสเติบโตได้ในระดับโลก สร้างรายได้ในอนาคตมหาศาลและยังมีผู้เล่นในตลาดนั้นๆ ไม่มากนัก ถ้ายิ่งแก้ปัญหาขนาดใหญ่ได้ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะจะเป็นความท้าทายถ้ามองปัญหาในระดับเล็กจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ยาก โอกาสเติบโตก็เหนื่อยมาก แม้จะสำเร็จในประเทศตัวเองแต่นักลงทุนอาจไม่สนใจ

รัชวุฒิ พิชยาพันธ์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด Fixzy แอพพลิเคชั่นหาช่างซ่อม เล่าให้ฟังว่า ฟิกซี่เป็นบริการหาช่างซ่อมและทำความสะอาดบ้านที่ให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้มีทีมช่างแล้วกว่า 3,600 ทีม ยอดดาวน์โหลด 9 หมื่นครั้ง เป็นผู้ใช้งานแบบแอ็กทีฟ 6 หมื่นราย มีการเรียกใช้งานวันละ 60-70 ครั้ง ยอดเฉลี่ยการใช้จ่ายวันละ 600 บาท

ทั้งนี้ ความต้องการใช้งานบริการงานช่างซ่อมถือว่าเติบโตขึ้นมาก เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ชำนาญในเรื่องงานบ้าน ซึ่ง ฟิกซี่ เพิ่งมีความร่วมมือกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเอสซีแอสเซท ดีแลนด์และพฤกษา โดยเข้าไปช่วยบริการงานซ่อมหลังเสร็จสิ้นการขาย

สำหรับการร่วมมือดังกล่าว จะเป็นลักษณะของการเข้าไปช่วยเสริมเรื่องงานบริการทั้งงานส่วนกลางและงานบ้าน เพื่อยกระดับบริการหลังการขายให้ดีขึ้น การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์นั้นเป็นระยะสัญญายาว 1-3 ปี หากไม่มีข้อร้องเรียนก็จะเป็นการร่วมมือต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการขยายงานบริการไปยังหัวเมืองใหญ่อย่าง จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และโคราช ซึ่งมีการคุยกับพาร์ตเนอร์ในท้องที่เรียบร้อยแล้ว

ด้าน ฟินโนมีน่า แอพพลิเคชั่นให้ข้อมูลด้านการเล่นหุ้น กล่าวเสริมว่า ผู้ใช้งานมีกว่า 1,200 ราย สร้างรายได้กว่า 1,200 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ให้เติบโต 5 เท่า สร้างรายได้ให้ผู้ใช้งานกว่า 6,000 ล้านบาท เพราะเห็นโอกาสจากการลงทุนของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีการลงทุนล่วงหน้า ยิ่งในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 เท่าของประชากรทั้งหมด หรือ 15 ล้านคน และหวังพึ่งพาแต่เบี้ยชราภาพ

แม้ว่าจุดอ่อนของสตาร์ทอัพไทยยังมี แต่จุดแข็งด้านความสร้างสรรค์และความเก่งของคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก หากคนรุ่นใหม่มองเรื่องการนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนชีวิตได้ดีขึ้น จะมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและน่าลงมือทำเช่นกัน

“เงินดิจิทัล” ทางเลือกใหม่ช็อปออนไลน์

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 21:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512728

"เงินดิจิทัล" ทางเลือกใหม่ช็อปออนไลน์

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ความพยายามผลักดันการนำเงินดิจิทัลมาใช้จริงในชีวิตประจำวันเริ่มมีความน่าสนใจและเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดนั้น เบอร์เกอร์คิง ฟาสต์ฟู้ดเชนชื่อดัง เปิดตัว วอปเปอร์คอยน์ (Whoppercoin) สกุลเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้นในรัสเซีย

แม้การเลือกออกเงินดิจิทัลในรัสเซียของเบอร์เกอร์คิงจะดูน่าประหลาดใจไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียมีท่าทีไม่ชอบใจเงินดิจิทัลนัก แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ส่งสัญญาณคัดค้านเบอร์เกอร์คิง

เบอร์เกอร์คิงระบุว่า การออกเงินดิจิทัลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าที่ซื้อวอปเปอร์แซนด์วิช เบอร์เกอร์ยอดนิยมของทางร้าน โดยลูกค้าจะได้เหรียญวอปเปอร์เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายไปในการซื้อสินค้า ซึ่งสามารถนำเหรียญวอปเปอร์มาแลกเบอร์เกอร์ฟรีได้เมื่อสะสมครบจำนวนที่ร้านกำหนดไว้

นอกจากหวังกระตุ้นการใช้งานเงินดิจิทัลแล้ว เบอร์เกอร์คิงยังมีจุดมุ่งหมายยาวไกลกว่านั้น คือต้องการให้วอปเปอร์คอยน์กลายเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ โดยบริษัทระบุว่า ลูกค้าสามารถซื้อขายเหรียญวอปเปอร์ได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากการเก็บไว้ใช้เอง

“ตอนนี้วอปเปอร์ไม่ได้เป็นเพียงเบอร์เกอร์ที่ผู้คน 90 ประเทศทั่วโลกชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนอีกรูปแบบด้วย โดยจากคาดการณ์ต่างๆ มูลค่าของเงินดิจิทัลจะพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ การกินเบอร์เกอร์วอปเปอร์ในตอนนี้จึงเป็นกลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งทางการเงินในอนาคต” อิวาน เชสตอฟ หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารของเบอร์เกอร์คิง รัสเซีย กล่าว

 

แม้ขณะนี้เบอร์เกอร์คิงยังไม่เปิดเผยว่ามีแผนเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลใหม่ดังกล่าวในประเทศอื่นๆ อีกหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็น่าจับตาไม่น้อย เพราะนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายขอบเขตการใช้งานเงินดิจิทัล ซึ่งร้านค้าต่างๆ ทั่วโลกทั้งแบบออนไลน์และแบบที่มีหน้าร้านเริ่มเปิดรับการชำระสินค้าด้วยเงินดิจิทัลมากขึ้น

เว็บโอเวอร์สต๊อก ซึ่งขายสินค้าสารพัดอย่าง นับเป็นร้านค้าออนไลน์ล่าสุดที่ประกาศรับการจ่ายเงินด้วยเงินดิจิทัลมากถึง 40 สกุลเงิน ไม่ได้รับแค่บิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมที่สุดในขณะนี้

ขณะที่การใช้เงินดิจิทัลผ่านบัตรจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป จากการที่สตาร์ทอัพฟินเทคหลายแห่งเตรียมออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัล ที่เชื่อมบัญชีเงินดิจิทัลเข้ากับเครือข่ายการรับชำระเงินออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่รูดบัตร

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เท็นเอ็กซ์ สตาร์ทอัพไอทีจากสิงคโปร์ เปิดเผยว่าจะเตรียมออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัลที่เชื่อมกับเครือข่ายของวีซ่า ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้ในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ การออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนไปเมื่อปี 2016คอยน์เบส เว็บเทรดบิตคอยน์ชื่อดัง ซึ่งมีมูลค่าตลาดแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) เปิดตัว ชิฟต์การ์ด (Shift Card) บัตรเดบิตที่เชื่อมบัญชีเงินดิจิทัลเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่า ทำให้ผู้ใช้เว็บคอยน์เบสในสหรัฐ สามารถใช้บิตคอยน์จ่ายค่าสินค้าและบริการได้เลยผ่านบัตรเดบิตวีซ่า โดยเสียค่าธรรมเนียม 10 ดอลลาร์ ซึ่งทางคอยน์เบส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ใช้ชิฟต์การ์ดในสหรัฐแล้วหลายหมื่นราย

กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ เผยมีหน้าใหม่2-3รายพร้อมชิง

Published September 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512662

กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ เผยมีหน้าใหม่2-3รายพร้อมชิง

กสทช.ชงบอร์ดเดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ 2600 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใน มี.ค. 2561 เผยเอกชน 2-3 รายใหม่สนประมูล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในหัวข้อ “อนาคตธุรกิจโทรคมนาคมไทย” จัดโดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) สถาบันมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ว่า จะเดินหน้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามโรดแมปที่วางไว้

ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการ กสทช.จะหมดวาระวันที่ 7 ต.ค. 2560 นี้ แต่ทางสำนักงานจะเสนอให้ดำเนินการประมูลต่อไป โดยคาดว่าหลักเกณฑ์การขอคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของ บริษัท อสมท จะเปิดรับฟังความเห็นในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อดำเนินการประมูลในช่วง ธ.ค. หรือ ม.ค. 2561

ปัจจุบัน อสมท ครอบครองคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 120 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งการขอคืนต้องพิจารณาว่าจะคืนเท่าใด และมีมาตรการเยียวยาอย่างไร โดยมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจากตัวแทนผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ เป็นต้น จะช้าหรือเร็วอยู่ในขั้นตอนนี้ จากนั้นจึงจะสามารถกำหนดราคาคลื่นได้

อย่างไรก็ตาม ที่มีแผนประมูลชัดเจนแล้ว คือ คลื่น 1800 ของ บริษัทกสท โทรคมนาคม ปัจจุบันดีแทครับสัมปทาน จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์จะสิ้นสุด ก.ย. 2561 และคลื่น 900 อีก 10 เมกะเฮิรตซ์ โดยมติบอร์ดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กำหนดราคาตั้งต้นไว้แล้วว่าจะต้องไม่ต่ำกว่าการประมูลครั้งก่อน หรือ 7.5 หมื่นล้านบาท

นายฐากร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 2-3 ราย เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งผู้รับใบอนุญาตผู้ให้บริการประเภทที่ 3 อยู่แล้ว ติดต่อเข้ามาแจ้งความจำนงว่าสนใจจะประมูล จึงมั่นใจว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีผู้ประมูลค่อยมาทบทวนอีกครั้งเรื่องราคาตั้งต้น แต่เบื้องต้นต้องยืนยันตามมติเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในแง่การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ

“ในช่วง 2-3 ปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นปีทองของธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ โดยเป็นช่วงของการลงทุน และขยายธุรกิจ ขณะที่การจ่ายค่าธรรมเนียมไม่สูงนัก จะเห็นได้ว่าแม้ผู้ประกอบการมีกำไรลดลง แต่ยังมีผลประกอบการที่ดี
สูงกว่าตลาดโดยรวม แต่เชื่อว่าจะผ่านพ้นวิกฤตในปี 2563 ที่ต้องจ่ายเงินค่าประมูลส่วนที่เหลือ ซึ่งค่อนข้างสูง” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ ทั้งบริษัท เอไอเอส และทรู มีภาระต้องจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4จี ส่วนที่เหลือทั้งหมดในปี 2563 คิดเป็นเงิน 6.4 และ 6.3 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ปี 2561 และ 2562 จ่ายค่าประมูลปีละ4,301 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องปรับตัวในช่วง 2 ปีนี้ ต้องเร่งขยายธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า เพื่อนำผลกำไรไปชำระเงินค่าประมูลในปี 2563 เชื่อว่าไม่มีปัญหา ผลจากการศึกษาผู้ที่ประมูลได้คลื่นความถี่แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เปรียบเทียบกับผู้ที่ประมูลไม่ได้ แนวโน้มรายได้ลดลงอย่างชัดเจน เพราะเกิดการย้ายค่าย เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการประมูลครั้งใหม่นี้ค่ายผู้ประกอบการยังมีความต้องการใช้คลื่นความถี่เพิ่มขึ้น

สำหรับปัจจุบันประเทศไทยใช้คลื่นความถี่รวม 420 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งต่ำกว่าที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู กำหนดว่าการใช้คลื่นสำหรับโทรคมนาคมจะอยู่ที่ 700 เมกะเฮิรตซ์ ขณะที่ความต้องการใช้คลื่นความถี่ของประชาชนมีเพิ่มขึ้น โดยก่อนประมูลมี80 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 121 ล้านเลขหมาย และแนวโน้มมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที

 

%d bloggers like this: