ไลฟ์สไตล์

All posts in the ไลฟ์สไตล์ category

วัดพระพิเรนทร์ วัดเล็กๆ แต่ผลิตบัณฑิตมาก

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/519063

วัดพระพิเรนทร์ วัดเล็กๆ แต่ผลิตบัณฑิตมาก

วัดพระพิเรนทร์ วรจักร แม้จะเป็นวัดราษฎร์ วัดเล็กๆ แต่เป็นวัดที่ผลิตนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาไว้มาก เช่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นต้น ถ้อยคำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาที่พระธรรมรัตนดิลก (เชิด พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามหลวง อธิบายและกล่าวถึงในพระธรรมเทศนา เรื่อง โสภณสังฆกถา ในงานบุรพาจารย์ของวัดพระพิเรนทร์ วันที่ 7 ต.ค. 2560 ซึ่งท่านเน้นว่าอดีตเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ เป็นพระเถระผู้นำ ประกอบด้วยเวสารัชชกรณธรรม หมายถึง ธรรมที่ทำความกล้าหาญ ธรรมเป็นเหตุให้เกิดความแกล้วกล้า บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม 5 ประการนี้ ย่อมเป็นผู้องอาจ แกล้วกล้า ไม่หวั่นไหวในการเข้าสู่สมาคมต่างๆ 1.สัทธา หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล 2.สีล หมายถึง ความเป็นปกติ ความสงบเย็น รักษากายวาจาให้เรียบร้อย 3.พาหุสัจจะ หมายถึง ความเป็นผู้ศึกษามาก มีความรู้มีประสบการณ์มาก 4.วิริยารัมภะ หมายถึง การปรารภความเพียร ลงมือทำกิจด้วยความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น 5.ปัญญา หมายถึง รอบรู้สิ่งที่ควรรู้ รู้ทั่วถึงเหตุและผล ถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ จึงสามารถสร้างขึ้นมาได้พระธรรมรัตนดิลก (เชิด) วัดสุทัศน์ แสดงพระธรรมเทศนา

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ นับแต่พระเทพคุณาธาร (ผล ชินปุตฺโต) อดีตเจ้าคณะภาค 8 พระเทพวิสุทธิโมลี (อุทัย อุทโย ป.ธ.9) อดีตรองเจ้าคณะภาค 3 มีคุณสมบัติดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ยกย่องเจ้าภาพ คือ พระครูภัทรกิตติสุนทร (พระมหาแถม) ที่กำหนดให้บำเพ็ญกุศลเป็นประจำทุกปี ว่ามีอัธยาศัยหนักแน่นผในคุณธรรม คือ ความกตัญญูกตเวที เจริญรอยในธรรมของพระพุทธศาสนาดังที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า อะทาสิ เม อะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา จะ เม เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง นะ หิ รุณณัง วา เป็นอาทิ แปลความว่า เมื่อบุคคลอนุสรณ์ถึงคุณูปการที่บุคคลอื่นทำไว้แก่ตน ว่าท่านผู้นี้เคยให้สิ่งนี้แก่เรา หรือเคยทำอุปการคุณแก่เรา หรือเป็นญาติของเรา หรือเป็นมิตรของเรา หรือเป็นสหายของเรา ดังนี้แล้ว ควรให้ทักษิณาแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังนี้

ผู้ใดกอปรด้วยกตัญญูกตเวทิตาธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนดี มีความเจริญก้าวหน้า สมดังเถรภาษิตว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความเป็นผู้กตัญญูรู้คุณที่ท่านทำแล้วแก่ตนและกตเวทีตอบแทนคุณ เป็นนิมิตหมายของคนดี เป็นสัปปุรุษ คณะเจ้าภาพนับว่าเป็นคนดีมี ความกตัญญูรู้คุณผู้มีอุปการะแก่ตน ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายอดีตเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ด้วยระลึกนึกถึงอดีตบุรพาจารย์ เจ้าอาวาส และผู้มีพระคุณต่อวัดวาอารามที่ได้ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระพิเรนทร์นี้เจริญสวยงามน่ารื่นรมย์ เหมาะแก่การอยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับพระสงฆ์ เป็นสถานที่ที่ควรแก่การเคารพสักการะของชาวพุทธตราบจนปัจจุบัน

วัดพระพิเรนทร์ เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างขึ้นในสมัยตอนปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในราว พ.ศ. 2300

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2379 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพ (ขำ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา เจ้ากรมพระตำรวจหลวง บุตรชายเจ้านครราชสีมา (ทองอินทร์ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา) ให้มาบูรณปฏิสังขรณ์ จึงตั้งนามว่า วัดขำเขมการาม ครั้งถึง พ.ศ. 2411 รัชสมัยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงแปลงนามวัดให้ใหม่ว่า วัดขำโคราช ใช้มาถึง พ.ศ. 2430 จึงได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระพิเรนทร์ ตามชื่อบรรดาศักดิ์ของเจ้าศรัทธาผู้บูรณปฏิสังขรณ์ และ พ.ศ. 2480 หลวงปู่ขุ่น หรือพระเทพคุณาธาร อดีตเจ้าอาวาส ได้ประกอบพิธียกป้ายวัดขึ้นสู่ซุ้มประตูด้านทิศที่ติดกับถนน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นที่รู้จักของพระพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

วัดพระพิเรนทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2430 ปัจจุบันมีปูชนียวัตถุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสนาสนะครบถ้วนสมบูรณ์ อาทิ พระอุโบสถ ซุ้ม กุฏิสงฆ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาบำเพ็ญกุศล ฌาปนสถาน

วัดพระพิเรนทร์นั้น แม้จะเป็นวัดราษฎร์มิใช่พระอารามหลวงก็ตาม แต่เป็นวัดที่ผลิตนักปราชญ์ทั้งทางธรรมและทางโลกเป็นจำนวนมาก อาทิ พระเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในยุคปัจจุบัน พระเทพสิทธิ
โกศล เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย และ พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดมีได้ก็ด้วยอาศัยบารมีธรรมแห่งอดีตเจ้าอาวาสและบุรพาจารย์ผู้มีอุปการคุณทุกรูปที่ได้บำเพ็ญกันสืบต่อมา

พระครูภัทรกิตติสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ กรวดน้ำอุทิศกุศล

ดังนั้น การจัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศเป็นปุพพเปตพลีนั้น จัดว่าเป็นไปในส่วนการบูชา เพราะกิริยาที่ทำด้วยความเคารพนับถือนั้น ในอรรถกถามงคลสูตรท่านได้แสดงไว้ว่า การสักการะ การเคารพ การนับถือ การกราบไหว้ ชื่อว่า บูชาผู้ที่ควรแก่การบูชา

งานวันบุรพาจารย์ จัดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 อดีตนั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เมตตาเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ และเป็นประธาน ส่วนปีนี้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติการาม เมตตามาเป็นประธานจัดงาน และพระเทพสิทธิโกศล เจ้าคณะเขตป้อมปราบฯ ปทุมวัน วัดพลับพลาชัย (อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2506 โดยมีพระเทพคุณาธาร เป็นอุปัชฌาย์) เป็นประธานฝ่ายศิษย์

วัดเล็กๆ แต่สร้างพระดี และคนดังไว้มาก

 

Advertisements

ส่องพระองค์โปรด ธวัชชัย ไทยเขียว

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 15:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/517806

ส่องพระองค์โปรด ธวัชชัย ไทยเขียว

โดยและภาพ เอกชัย จั่นทอง

ในสัปดาห์นี้มีโอกาสได้นั่งสนทนากับ “รองกุ๊กไก่” ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ่วงตำแหน่งโฆษกกระทรวงตาชั่ง สวมบทกระบอกเสียงนำข้อมูลข่าวสารดีๆ สู่ประชาชน คราวนี้มีโอกาสมาปลดกระดุมเสื้อดูพระเครื่องคู่ใจกันหน่อย ว่าจะเป็นพระเครื่องเกจิดังองค์ไหน…

ต้องยอมรับว่า “ธวัชชัย” ถือว่าเป็นลูกหม้อกระทรวงยุติธรรม คลุกคลีทำงานมานาน แม้ชีวิตไม่หวือหวาเติบโตมาจากวัดสระเกศ แต่มุ่งมั่นมานะตัวเองขวนขวายจนเป็นข้าราชการได้ทำงานรับใช้ประชาชน จวบจนวันนี้ก้าวขึ้นตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวงยุติธรรม” ในชีวิตราชการได้ผ่านรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมาสารพัด สร้างสรรค์ผลงานเพื่อกระทรวงมาตลอด

จากชีวิตที่เคยทำงานในภาคเอกชนนานอยู่พักใหญ่ ทั้งเจ้าหน้าที่กำกับการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถัดมาหัวหน้าโครงการผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง และผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการพัฒนาชุมชนในเขตเมือง สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ ผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้นำเยาวชนอาสาสมัครเพื่อสังคม (กยอ.) จากนั้นเส้นทางชีวิตเปลี่ยนมาสวมชุดข้าราชการในปี 2529 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักคุมประพฤติ 3 จ.ชลบุรี กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ผลงานมากมายก่อนเติบโตตามวิถีเรื่อยมาจนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาและส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ

ไม่นานสไลด์เก้าอี้ไปนั่งเป็นผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวง ถัดมาขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จากนั้นเป็นอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในปัจจุบัน

ส่วนพระเครื่องคู่ใจผู้เขียนไม่ลืมขอดูแล้วถ่ายรูปนำมาฝากผู้อ่านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับพระที่คล้องแขวนเป็นประจำคือ พระสรรค์ หรือพระพิมพ์สรรค์ เนื้อดินเผา กรุวัดมเหยงคณ์ เป็นพระที่ได้รับมรดกตกทอดต่อจากคุณพ่อ ปัจจุบันอายุ 85 ปี ซึ่งพระองค์นี้คุณพ่อได้รับต่อมาจากรุ่นปู่อีกทอดหนึ่ง ส่วนตัวแขวนพระองค์นี้มานานหลายสิบปีแล้ว

“พ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยหนุ่มๆ ไปหาหมอที่ โรงพยาบาลใน จ.ชัยนาท เพื่อฉีดยา ปรากฏว่าฉีดยังไงก็ไม่เข้า เข็มฉีดยางอหมด ต้องถอดพระออกแล้วถึงจะฉีดยาได้ ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จยังไง แต่คิดว่าพ่อคงไม่โกหกเรา และมีคนเห็นอยู่ในเหตุการณ์เยอะ”

ธวัชชัย มองว่า สิ่งที่ควรกระทำคือต้องทำ กรรมดี พระไม่ช่วยหรอก เพราะถ้าเราทำความดี ความดี เหล่านั้นจะปกป้องเราทั้งหมด พระก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง จึงไม่ค่อยเชื่อเรื่องบนบานศาลกล่าว แต่เชื่อตามหลักพระพุทธศาสนา เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งการร้องขอ ไม่ใช่การไปอ้อนวอนขอให้ช่วย

สำหรับการคล้องพระเครื่อง เพื่อให้รู้ว่าเป็นพระพุทธศาสนาที่เข้าใจความเป็นจริง และพระที่คล้องเป็นมรดกตกทอดกันมา เมื่อนำมาแขวนจะค่อยเตือนสติ เวลาจะทำสิ่งไม่ดีก็ต้องนึกถึงเสมอว่าจะทำให้คุณพ่อและคุณปู่เดือดร้อนหรือไม่ ขณะเดียวกันยังเป็นส่วนหนึ่งในการเตือนตัวเองว่าอย่าประพฤติชั่ว ให้ทำดี ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญในการครองตัวครองตนเสมอ

“คนที่คล้องพระแต่ประพฤติชั่ว คิดว่าคงไม่ดี เนื่องจากพระเป็นสัญลักษณ์แห่งความดี พระเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ต้องรักษาความดี อย่าทำสิ่งไม่ดีเด็ดขาด มันขัดมันไม่ถูกต้อง แบบนั้นอย่าคล้องพระดีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าคล้องพระแล้วทำความชั่วพระท่านไม่คุ้มครองแน่นอน ไม่มีคนดีที่ไหนคุ้มครองคนชั่ว อย่างเก่งก็แค่ให้อภัย”

ส่วนตัวยึดแนวทางว่า “คนที่มีมากกว่าต้องช่วยเหลือคนที่มีน้อยกว่า” ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ทุกครั้งที่เห็นคนด้อยโอกาส เราอยากเข้าไปช่วยเหลือ เป็นคนที่ไม่สามารถนิ่งดูดายเห็นคนอื่นลำบากได้ ตัวเองมีความอดทนต่ำมากต่อการเห็นคนถูกรังแกหรือถูกเอาเปรียญ จะอดทนเห็นตรงนี้ไม่ได้ และไม่เก็บไว้ จะแสดงตัวแสดงตนเลยช่วยเหลือ

จากชีวิตทำงานเอกชนก่อนพลิกผันเดินสู่เส้นทางราชการ คิดเสมอว่าเข้ามาทำงานราชการเพื่อรับใช้ประชาชนไม่ใช่เป็นนายประชาชน จึงไม่เกรงใจหรือไม่ต้องระวังตัวระวังตนในการช่วยเหลือประชาชน เพราะมองข้ามตัวเองมาตั้งแต่เริ่มรับราชการ

“ไม่เคยไปร้องขอตำแหน่ง เพราะฉะนั้นการรับราชการมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปทดแทนบุญคุณใคร หากผู้ใหญ่ไว้ใจให้ทำงาน เราก็ยินดีทำให้เต็มที่เต็มความสามารถ” เพราะท้ายที่สุดความดีจะปกป้องเราทุกอย่าง

 

รู้ความจริง ทิ้งตัวตน พ้นบ่วงมาร

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/517810

รู้ความจริง ทิ้งตัวตน พ้นบ่วงมาร

โดย สมาน สุดโต และ กนกรัตน์ ศศิโรจน์

อะไรเป็นบ่วงของมาร? ชีวิตของคนเรามักไขว่คว้าหาสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา สิ่งที่ล้วนทำให้เราเกิดทุกข์ เกิดความเศร้าโศกเสียใจ มีความยึดมั่นถือมั่น สิ่งนั้นเป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเรา พระพุทธเจ้าเคยสอนพระภิกษุไว้ว่า “สังขารที่เที่ยงแท้แม้เล็กน้อยเพียงทรายที่อยู่ในเล็บ ก็ไม่มีเลย สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มักเปลี่ยนแปลงเสมอ” หากเรารู้เหตุที่ทำให้เกิดบ่วงมารและหาหนทางไปสู่การหลุดพ้น ทิ้งสิ่งที่คิดว่าจริง เราก็จะพ้นบ่วงมาร ธรรมบรรยาย หัวข้อ “รู้ความจริง ทิ้งตัวตน พ้นบ่วงมาร” โดย พระภาวนาเขมคุณ วิ. เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ผ่านเวทีเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ณ อาคารซีพี ทาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้

พระภาวนาเขมคุณ วิ. ได้ให้ความรู้ของเหตุที่ทำให้เกิด “บ่วงมาร” สิ่งนั้นก็คือการเวียนว่ายตายเกิด การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถือว่าเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอ หรือแม้แต่การจากลา การประสบกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ ความเศร้า ความขมขื่น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากการเกิด ในทางพระพุทธศาสนาการแก้ไขการเกิดได้นั้นจะต้องย้อนกลับไปดูที่เหตุว่า สิ่งใดเป็นเหตุ เหตุเกิดการอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วเหตุก็คือกรรมที่แปลว่า การกระทำนั่นเอง ซึ่งแบ่งได้ 3 กรรม ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

คนที่ทำกรรมดี สิ่งที่จะได้รับก็จะเป็นความสุข ส่วนคนที่ทำกรรมไม่ดี สิ่งที่จะได้รับก็จะเป็นความทุกข์ กรรมไม่มีสิ่งตอบแทนของการกระทำ แต่จะให้ผลจากการกระทำของตัวเราเอง

การทำกรรมเกิดจากกิเลส หรือความโลภ โกรธ หลง เป็นเหตุปัจจัยให้ทำกรรมชั่ว การมีกิเลสจะทำให้คนทำความดีที่ไม่เที่ยงแท้ เช่น ถ้าอยากรวย ก็ไปถวายสังฆทาน ซึ่งเป็นการทำบุญที่อาศัยตัณหา

การที่เราคิดว่าตัวเราเป็นของเรา เรียกว่า อุปาทาน คือ ความไม่รู้ หรือรู้ในสิ่งที่ไม่จริง เช่น รู้ว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นของเรา ทั้ง 3 สิ่งนี้ คือ อวิชชา

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่เกิดมาแล้วไม่เปลี่ยน แปลง ไม่บุบสลาย ทุกอย่างล้วนตั้งอยู่และดับไป

การทำลายอวิชชา (เพื่อไม่ให้เวียนว่ายในวัฏสงสาร) จะต้องดับกิเลส ตัณหา และอุปาทาน เมื่อเหล่านี้ดับก็จะสิ้นกรรม สิ้นการเวียนว่ายตายเกิด

อาวุธที่จะทำลายอวิชชา คือ ปัญญา การรอบรู้ การ รู้แจ้งเห็นจริง แม้ว่าเราจะมีการศึกษาที่สูงจบปริญญาตรี ปริญญาเอก แต่ก็ไม่ทำให้เราหลุดพ้นจากความ ทุกข์ได้ เพราะนั่นไม่ใช่การศึกษาที่แท้จริง ปัญญา จึงหมายถึงการศึกษาธรรม การมีสติ มีสมาธิ เข้าสู่เจริญภาวนา

ทุกคนล้วนมีสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา ปรุงให้พอใจ ปรุงให้ไม่พอใจ ปรุงให้กลัว ปรุงให้ห่วง ปรุงให้หวง จนเกิดความกระวนกระวายใจขึ้นมา หรือแม้แต่การที่เราโกรธใคร แค้นใคร ก็เป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่ง

สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์จริงๆ ก็คือตัวเรา หากจิตมัวแต่คิดเรื่องที่ไม่ดี เรื่องเก่าๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจ คนที่จะทุกข์ก็คือตัวเรา ดังคำที่พระท่านว่า “เรื่องดีจำไม่ได้ เรื่องร้ายจำไม่ลืม”

หนทางการละทิ้ง คือ การปล่อยวาง อย่าปล่อยให้ความคิดวิ่งไปหาเรื่องราว เมื่อคิดแล้วทุกข์ก็หยุดคิด จิตจะได้สบาย ปล่อยวางแบบกำหนดรู้ ไม่บังคับ เพราะยิ่งบังคับไม่ให้คิดก็ยิ่งเพิ่มความเครียด ความกดดันให้ตัวเอง แค่กำหนดรู้ว่าตอนนี้จิตเราคิดเรื่องใดแล้วพา จิตกลับมาไว้ที่ตัวเช่นเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้รับข้อคิดดีๆ สามารถเข้าร่วมโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” หนึ่งในโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของเซเว่นอีเลฟเว่น ทุก วันศุกร์ เวลา 12.00-13.00 น. ชั้น 11 ซีพี ทาวเวอร์ถนน สีลม หรือติดตามชมได้รายการ “พุทธปัญญาภิรมย์” ช่อง 16 (TNN NEWS 24) เวลา 07.00-07.30 น. ทุกวันเสาร์และอาทิตย์

ประวัติย่อ

พระภาวนาเขมคุณ วิ. (สุรศักดิ์ เขมรํสี)

นามเดิม สุรศักดิ์ เพ็งอาทิตย์

ภูมิลำเนาเดิม ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนคร ศรีอยุธยา

การศึกษาปฐมวัย ระดับประถมและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนครหลวงวิทยาคาร โรงเรียนนครหลวงพิบูลย์ประเสริฐวิทย์ และโรงเรียนอุดมรัชต์วิทยา

บรรพชา/อุปสมบท เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2518 ณ วัดพร้าวโสภณาราม ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนคร ศรีอยุธยา

o พระครูอดุลธรรมประกาศ เป็นพระอุปัชฌาย์

o พระอธิการป่วน โสภโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

o พระครูสำเริง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า เขมรํสี (ประทีปธรรม นำความสงบ และหลุดพ้น)

การปฏิบัติธรรม ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ สำนักวิปัสสนานครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดเพลงวิปัสสนา บางกอกน้อย กรุงเทพฯ

ศึกษาพระอภิธรรม

o ได้ศึกษาพระอภิธรรม ณ อภิธรรมโชติกวิทยาลัย สามารถสอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศ และได้เป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรมตั้งแต่อายุพรรษา 3 พรรษา

o ได้ศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ และปฏิบัติกรรมฐานอย่างต่อเนื่องและได้เปิดสำนักปฏิบัติธรรม วัดมเหยงคณ์

# สมณศักดิ์

5 ธ.ค. 2534 เป็น “พระครูเกษมธรรมทัต” และเลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก 5 ธ.ค. 2550

5 ธ.ค. 2557 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระภาวนาเขมคุณ วิ.

# การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

o จัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดมเหยงคณ์ เป็นประจำทุกเดือน

o พระวิปัสสนาจารย์ ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

o พระวิปัสสนาจารย์ ณ บ้านทรงไทย (ส.รวยเจริญ)

# รายการแสดงธรรมทางสถานีวิทยุ

สถานีวิทยุทหารอากาศ 01 มีนบุรี คลื่น 945 ระบบ AM วันจันทร์-เสาร์ เวลา 04.00- 05.00 น.

 

นั่งรถไฟไปไหว้หลวงพ่อทองคำ

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/517693

นั่งรถไฟไปไหว้หลวงพ่อทองคำ

โดย วรธาร ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ช่วงนี้จิตใจร้อนรุ่ม เพราะราหูเข้ามา (สิง) สถิตในราศีกรกฎหรือเปล่าไม่รู้ ได้ยินว่าอยู่นานถึงปีครึ่งเลย จิตใจจึงไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ๆ นึกอยากจะเข้าวัดไหว้พระขึ้นมาซะอย่างนั้น

แล้วไปวัดไหนดี ที่การเดินทางในกรุงเทพๆ สะดวกไม่ต้องขับรถไปเองและอยู่ใกล้รถไฟฟ้า อ้อ!…นึกออกแล้ว วัดไตรมิตรวิทยาราม ไปไหว้หลวงพ่อทองคำ เหลืองอร่ามงดงาม เผื่อรัศมีขององค์หลวงพ่อทองคำจะแผ่ฉัพพัณณรังสีขับไล่ความทุกข์ออกไปบ้าง

ดีไม่ดีอาจได้ของขลังหลวงพ่อเจ้าคุณธงชัยกลับมาอีก (คิดไปโน่น)

 นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงสถานีหัวลำโพง ขึ้นจากสถานีแล้วเดินไปอีกไม่กี่อึดใจก็ถึงแล้ว

วัดไตรมิตรฯ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณสร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชื่อว่า “วัดสามจีนใต้”

มีเรื่องเล่าว่า วัดสามจีน เดิมมีอยู่ 3 วัด คือ วัดสามจีน อยู่ในคลองบางอ้อด้านตรงข้ามกับเทเวศร์วัดหนึ่ง วัดสามจีนเหนือ บางท่านก็ว่าอยู่ที่บางขุนพรหม บางที่ก็ว่าอยู่ที่ จ.นนทบุรี สำหรับวัดที่อยู่บางขุนพรหม คือ วัดสังเวชวิศยาราม ส่วนที่อยู่ จ.นนทบุรี ได้แก่ วัดโชติการาม อ.เมือง และวัดสามจีนใต้ ได้แก่ วัดไตรมิตรวิทยาราม

สำหรับหลวงพ่อทองคำ หรือพระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรนั้น มีนามซึ่งปรากฏตามพระราชทินนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อยู่ในพระอิริยาบถนั่งสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี หน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว สูงจากฐานถึงพระเกตุเมาฬี 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ใหญ่ที่สุดในโลก

 หนังสือกินเนสบุ๊กฉบับปี ค.ศ. 1991 บันทึกไว้ว่ามีมูลค่าเฉพาะเนื้อทองคำสูงถึง 21.1 ล้านปอนด์

ว่าแต่มาวัดทั้งที ต้องให้คุ้มกับเวลาที่ต้องเดินทาง ยิ่งมาวัดไตรมิตรฯ ทุกคนที่มานอกจากเอาความสบายใจกลับบ้านแล้วยังเป็นโอกาสที่จะได้เก็บเกี่ยวความเพลิดเพลินและความรู้กลับไปด้วย เพราะที่วัดมีศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชซึ่งอยู่บนมหามณฑปที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำให้ชมและศึกษาควบคู่กันไป

ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช หรือพิพิธภัณฑ์วัดไตรมิตรนี้จะแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ตรงที่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่ในอดีตเคยหอบเสื่อผืนหมอนใบมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และความรุ่งเรืองบนถนนสายทองคำบนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้

 โดยศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของพระมหามณฑป แสดงถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของชนชาวจีนมาสู่ประเทศไทย จากครั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน

ทั้งหมดมีห้องแสดงนิทรรศการต่างๆ 6 ห้อง โดยแบ่งออกตามช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ

1.เติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี ฟังคำบอกเล่าจากอากงชาวเยาวราช เพื่อทำความรู้จักเบื้องต้นกับชุมชนชาวจีนสำเพ็งและเยาวราช

2.กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2394) จุดกำเนิดของชุมชนจีน-สำเพ็ง และการเข้ามาของชาวจีนโพ้นทะเลในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1-3 จนกระทั่งกลายเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ

 3.เส้นทางสู่ยุคทอง (พ.ศ. 2394-2500) พัฒนาการของชุมชนจีนจากตลาดสำเพ็งสู่ความเป็นย่านธุรกิจสมัยใหม่บนถนนเยาวราช เรื่องราววิถีชีวิตที่ช่วยให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิถีทางสังคมของชาวเยาวราชในยุคนั้นเป็นอย่างดี

4.ตำนานชีวิต Hall of Fame ประกอบวีดิทัศน์แสดงตำนานชีวิตของบุคคลชาวเยาวราชที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่ชนรุ่นหลัง

5.พระบารมีปกเกล้าฯ แกลเลอรี่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ต่อชุมชนเยาวราช

6.ไชน่าทาวน์วันนี้ ภาพลักษณ์อันโดดเด่นในแง่มุมของเยาวราชที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นไชน่าทาวน์ของประเทศไทย

เดินชมนิทรรศการแล้วก่อนกลับบ้าน แน่นอนอย่าลืมไปกราบไหว้หลวงพ่อทองคำละกัน ไม่อย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึงวัดไตรมิตรฯ

 

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 16:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/516528

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม

โดย อาจารย์ชวินทร์chavintapoti@gmail.com

ดูชัดๆ เข้าไปที่ http://www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

นางพญาพิมพ์เข่าโค้ง วัดนางพญา จ.พิษณุโลก

องค์แรกชม นางพญาพิมพ์เข่าโค้ง วัดนางพญา จ.พิษณุโลก หนึ่งในเบญจภาคีเป็นพิมพ์ที่นิยมสุดของพระนางพญามีจุดพิจารณานอกจากพิมพ์และเนื้อถูกต้อง คือ ยอดเกศมองเหมือนหัวปลีจะโค้งลงไป มี เส้นเอ็นคอพาดมากับเส้นสังฆาฏิเป็นเส้นเดียวกัน เส้นสังฆาฏิพาดขึ้นไปจรดปลายหูขวา เป็นต้น สภาพดูง่ายแบบนี้มีหลักล้านครับ

เหรียญหล่อพิมพ์แจกแม่ครัว หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน จ.สมุทรสาคร

องค์ที่สองชม เหรียญหล่อพิมพ์แจกแม่ครัว หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน จ.สมุทรสาคร พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งลุ่มน้ำแม่กลอง พระเกจิอาจารย์ในอดีตที่เกิดในยุคเดียวกัน คือ หลวงปู่รุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อแง วัดเจริญสุขาราม เหรียญที่นำมาให้ศึกษานี้เป็นเหรียญดูง่าย สวย ราคาเช่าหาปัจจุบันสภาพนี้อยู่ที่หลักแสนครับ

สมเด็จสัพพัญญู วัดโพธิ์แมน พระอาจารย์โพธิ์แจ้ง พ.ศ. 2502

องค์ที่สามชม สมเด็จสัพพัญญู วัดโพธิ์แมน พระอาจารย์โพธิ์แจ้ง พ.ศ. 2502 ที่มีมวลสารพระสมเด็จบางขุนพรหมที่แตกหักชำรุด มากกว่าที่ผสมในสมเด็จบางขุนพรหม 09 เพราะพระรุ่นนี้ใช้ชิ้นส่วนแตกหักของสมเด็จพระบางขุนพรหมเป็นมวลสารหลัก ราคาเช่าหาหลักพัน (ตามสภาพ)

เหรียญหล่อพิมพ์ประภามณฑล หลวงปู่ศุข พิมพ์หูขวางหลังยันต์นูน วัดปากคลองมะขามเฒ่า

องค์ที่สี่ชม เหรียญหล่อพิมพ์ประภามณฑล หลวงปู่ศุข พิมพ์หูขวางหลังยันต์นูน วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์นี้สร้างด้วยกรรมวิธีหล่อแบบโบราณ มีหูหล่อติดมาในพิมพ์ด้วย ด้านหลังเป็นยันต์สามเหลี่ยมล้อมด้วยคำว่า “นะ มะ อะ อุ” เป็นเนื้อโลหะผสมแก่ทองเหลือง สภาพนี้ค่านิยมหลักหมื่นครับ

พระหลังเตารีด พิมพ์กลาง เนื้อโลหะผสม หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี

องค์ที่ห้าชม พระหลังเตารีด พิมพ์กลาง เนื้อโลหะผสม หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี สภาพสวยคมดูง่าย ดินขี้เบ้าอยู่ครบเป็นจุดพิจารณา สวยแบบนี้มีหลักแสนต้น

เหรียญหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก เนื้อเงินรุ่น 2 หลังแบบ สร้างปี 2484

องค์สุดท้ายชม เหรียญหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก เนื้อเงินรุ่น 2 หลังแบบ สร้างปี 2484 สภาพสวยดูง่าย เป็นเหรียญหายาก แม้แต่คนในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เองอาจไม่ค่อยได้พบเห็นด้านพุทธคุณครบเครื่องเรื่องเมตตา สภาพเช่นนี้มีหลักแสนครับ

จากกันด้วยข้อคิด “ชีวิตของเราอยู่ที่เราจะทำตัวเป็นดาวฤกษ์ที่แสงสว่างในตนเองไม่ต้องพึ่งพาใคร หรือทำตัวเป็นดาวเคราะห์ที่ต้องอาศัยแสงสว่างจากดาวฤกษ์”

 

พสล.แต่งตั้ง พระ ดร.อนิล ศากยะ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธโลก

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/516549

พสล.แต่งตั้ง พระ ดร.อนิล ศากยะ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธโลก

โดย สมาน สุดโต

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ประกาศแต่งตั้งเจ้าคุณพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.พระอนิลมาน ศากยะ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (ม.พ.ล.) (World Buddhist Universitiy) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2560 ณ สำนักงานใหญ่ พ.ส.ล. ซอยสุขุมวิท 24 กรุงเทพมหานคร

ประกาศดังกล่าวลงนาม โดย แผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล.

มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ก่อตั้งโดย พ.ส.ล.เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอธิการบดีคนล่าสุด ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เป็นพระภิกษุชาวเนปาล บวชเป็นสามเณรในประเทศเนปาล และมาศึกษาพระธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วทรงให้การอุปถัมภ์มาตั้งแต่เป็นสามเณร ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

ท่านขอแปลงสัญชาติเป็นไทย และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558การศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก มมร ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตรีภูวันประเทศเนปาล และปริญญาโทอีกใบจากวิทยาลัยไครสต์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบรูเนล ประเทศอังกฤษ ในการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกนั้นได้รับทุนพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

บทบาทนานาชาติ เป็นหนึ่งในคลังสมองของ Sustainable Development Goal หรือ SGDs ขององค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ก ได้เคยตั้งกระทู้ถามกลุ่มคลังสมอง เรื่อง นโยบายกำจัดความยากจนมีความจำเป็นเพียงไร ในที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ ที่มหานครนิวยอร์ก ถ้าบรรลุเป้าหมายที่สามารถกำจัดคามยากจนได้อย่างสิ้นเชิงจริงๆ แล้วไซร้ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาและนักบวชในศาสนาอื่นๆ อีกมาก จะให้ยืนที่ตรงส่วนไหนของสังคม เพราะพระสงฆ์และนักบวชถือวิถีชีวิตที่อยู่ด้วยความยากจนเป็นหลักปฏิบัติทางศาสนา (Take vow of poverty)

ในการประชุมเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เรื่อง International Peace Conference 2017 จัดโดย พ.ส.ล. สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และสำนักงานผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย. 2560 จะพูดเรื่อง พระธรรมิกราช : พระราชาแห่งมั่นพัฒนา “Dharmikaraja : The Buddhist King – The King of Sustainability” โดยเน้นพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะทรงเป็นต้นแบบของพระมหากษัตริย์ทางพระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นความเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกและความเป็นพระโพธิสัตว์ของพระองค์จากหลากหลายมิติ เช่น วิเคราะห์ที่มาและพัฒนาการของพระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงและหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความที่ทรงเป็นพระธรรมิกราช ในนัยแห่งพระราชาแห่งมั่นพัฒนาหนึ่งเดียวของโลก เป็นต้น ท่านเป็นพระสงฆ์ที่บุคคลสำคัญในองค์การสหประชาชาติคุ้นเคยมาก เพราะเป็นผู้แทนไทยไปกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสำคัญติดต่อกัน เช่นต้นปีนี้ (2560) ท่านเป็นผู้แทนประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์นำ เรื่อง Sixth Happiness Day ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก เป็นต้น และเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 เป็นผู้แทน พ.ส.ล.ประชุมสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 16 ร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆ ที่เมืองอัสตานา คาซัคสถาน

 

พบคัมภีร์โบราณ อายุเกือบ 400 ปี ที่วัดทองนพคุณ

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/516547

พบคัมภีร์โบราณ อายุเกือบ 400 ปี ที่วัดทองนพคุณ

อาจารย์วัฒนา พึ่งชื่น นักภาษาโบราณชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลป์ กล่าวในงานวิจัย วิจักขณ์ ซึ่งเป็นงานเสวนาประจำปีทางวิชาการของกรมศิลป์ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2560 ว่า ได้พบคัมภีร์โบราณที่วัดทองนพคุณ เป็นคัมภีร์ใบลานจารด้วยอักษรขอม บอกยุคและปีที่แต่งย้อนไปถึง พ.ศ. 2166 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา คำนวณแล้วมีอายุ 394 ปี ตู้พระธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตถึงปัจจุบันของวัด

โดย สมาน สุดโต

 

จากการที่มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และวัดทองนพคุณ ติดต่อสำนักหอสมุดแห่งชาติ ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานโบราณที่มีจำนวนมากในวัดทองนพคุณ ตนและทีมงานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปทำการอนุรักษ์ตามที่ขอมา ซึ่งใช้เวลา 5 เดือน จึงเสร็จสมบูรณ์จากวันที่ 4 ก.ค.18 พ.ย. 2559 โดยจัดระบบคัมภีร์ใบลาน ตามหลักวิชาการเพื่อบริการด้านการศึกษา ค้นคว้า รวม 1,900 เลขที่ จำนวน 782 มัด หรือ 13,200 ผูก/รายการ

สิ่งที่พบในคัมภีร์ใบลานโบราณได้สร้างความตื่นเต้นแก่นักอนุรักษ์และทางวัดทองนพคุณมาก เมื่อได้พบคัมภีร์ใบลานมีอายุถึง 394 ปี ที่ระบุชื่อยุคที่สร้างว่าอยู่ในสมัยพระธรรมิกราช พ.ศ. 2166 ซึ่งสามารถเปลี่ยนประวัติวัดทองนพคุณได้เลยว่ามิได้สร้างในยุคต้นรัตนโกสินทร์ หรือสมัยรัชกาลที่ 3 ตามที่ระบุไว้ในประวัติของวัด (โดยย่อ) ว่า วัดทองนพคุณเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เขตคลองสาน เดิมชื่อวัดทองล่าง ไม่ทราบชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) เป็นผู้บูรณะซ่อมแซม ถวายเป็นพระอารามหลวงในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) และบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4

วัฒนา พึ่งชื่น

 

อาจารย์วัฒนา ป.ธ.9 ศิษย์เก่าวัดชนะสงคราม กล่าวว่า คัมภีร์ใบลาน ขาดการอนุรักษ์และลงทะเบียนมาก่อน จึงกระจัดกระจาย แต่ซ่อนเร้นความยิ่งใหญ่ แม้ว่าวัดทองนพคุณจะเป็นเพียงวัดเล็กๆ หากแต่มีคัมภีร์ใบลานที่ตรวจพบจำนวน 13,200 ผูก (รายการ) และตู้พระธรรมอีกจำนวนหนึ่ง แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตถึงปัจจุบันของวัดได้เป็นอย่างดี

อาจารย์วัฒนา เล่าความยิ่งใหญ่ของวัดช่วง พ.ศ. 2500 ว่าเคยเป็นแหล่งผลิตนักปราชญ์ เช่น อาจารย์เสฐียรพงศ์ วรรณปก ที่เป็นนาคหลวงคนแรกที่สอบ ป.ธ. 9 (โดยวิธีเขียน) ได้ขณะที่เป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2503 ในยุครัตนโกสินทร์ หรืออาจารย์
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิพากษ์สังคม ก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่ (เคยบวชเป็นสามเณร)

 

เมื่องานอนุรักษ์สิ้นสุดแล้ว อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลป์ ส่งมอบงานทั้งหมดให้เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ในเดือน พ.ย. 2559 จึงเชิญชวนท่านที่สนใจศึกษาคัมภีร์ใบลาน ให้ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่วัดได้เลย เพราะจัดทำบัญชีไว้เรียบร้อย (ให้ไปวันราชการ เพราะเจ้าหน้าที่หยุดวันเสาร์-อาทิตย์)

ในฐานะนักอนุรักษ์ เมื่อพบของเก่ามากก็ตื่นเต้นมาก เช่น พบคัมภีร์เก่าอายุ 394 ปี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2166 ชื่อคัมภีร์ปาฏิกวัคค ทีฆนิกาย นั้น อาจารย์วัฒนา กล่าวว่า การพบของเก่าๆ มากเท่าไร พุทธพจน์ที่พบก็มีความน่าเชื่อมากที่สุดเช่นกัน เพราะกาลเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ อาจทำให้พุทธพจน์เพี้ยนได้

ส่วนคัมภีร์ปาฏิกวัคค อายุ 394 ปีที่พบนั้น มีพระนามมหาธรรมิกราช หรือพระเจ้าทรงธรรมพระมหากษัตริย์องค์นี้เคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มีสมณศักดิ์สูงถึงพระพิมลธรรม แต่ลาสิกขามาปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากจมื่นศรีสรรักษ์ที่เป็นศิษย์ กำจัดกษัตริย์องค์ก่อนออกไป (ปฏิวัติสำเร็จ) จึงเชื่อว่าคัมภีร์ปาฏิกวัคค น่าจะเป็นคัมภีร์ที่สร้างขึ้นในยุคนั้น

ภายในคัมภีร์ใบลานจารด้วยอักษรขอม

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์วัฒนา พิมพ์เอกสารแจกจ่ายในที่ประชุม โดยจัดลำดับความเก่าของคัมภีร์ โดยใช้ตารางเปรียบเทียบอายุคัมภีร์ 200 ปีขึ้นไป 3 ลำดับดังนี้ 1.คัมภีร์ใบลานเลขที่ 172/9 เรื่องปาฏิกวัคค ทีฆนิกาย อายุ 394 ปี สร้าง พ.ศ. 2166 2.คัมภีร์ใบลานเลขที่ 388 เรื่องพระเวสันดรชาดก อายุ 322 ปี สร้าง พ.ศ. 2238 และ 3.คัมภีร์ใบลานเลขที่ 867 เรื่องโลกนยชาดก อายุ 299 ปี สร้าง พ.ศ. 2261 อาจารย์วัฒนา เล่าต่อว่า การจัดทำรายการคัมภีร์ 13,200 ผูกนั้น ทำได้ 1,900 เลขที่ ในจำนวนนั้น 10% หรือ 174 รายการ ระบุปีที่สร้างว่าอยู่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนคัมภีร์ที่มีอายุ 200 ปี มี 23 เลขที่ หรือ 50-100 รายการ/ผูก บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา เป็นแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการต่างๆ และเป็นแหล่งเรียนรู้ของภิกษุสามเณร และชุมชน

เมื่อวัดเป็นศูนย์กลาง เป็นที่รวมของผู้คน ความต้องการตำราจึงมีสูงตามไปด้วย และการที่คัมภีร์ใบลาน เรื่องปาฏิกวัคคปาลิ ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2166 อายุ 394 ปี พบที่วัดทองนพคุณ น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า วัดทองนพคุณ เป็นศูนย์กลางการศึกษาแต่โบราณด้วยเช่นกัน ดังนั้นอายุ หรือยุคสมัยการสร้างวัดน่าจะอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เป็นอย่างน้อย ตามอายุของคัมภีร์ที่มีมา 394 ปี ที่ค้นพบ

 

ผ้ายันต์ประจำกาย ‘จิรชัย มูลทองโร่ย’

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515249

ผ้ายันต์ประจำกาย 'จิรชัย มูลทองโร่ย'

 

เรื่อง-ภาพ ปริญญา ชูเลขา

เป็นคนดังหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองย่อมต้องมีของดีประจำตัว เช่นเดียวกับ “บิ๊กแอ๊ว” จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ใครๆ รู้จักชื่อเสียงเป็นอย่างดีว่าเป็นมือสอบเผือกร้อนประจำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับหน้าเสื่อสอบเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองมากมาย อาทิ โครงการทุจริตรับจำนำข้าว ปมขัดแย้งจากการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม หรือรับหน้าม็อบหรือมวลชนที่จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐบาล “บิ๊กแอ๊ว” รับหน้า ประสานและเครียร์ปัญหาให้ราบรื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี มอบหมายสารพัดเรื่อง

ยิ่งล่าสุด “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ แน่นอนเมื่อมีภารกิจสำคัญเพิ่มขึ้นและได้รับแรงกดดันจากความคาดหวังจากสังคม ย่อมต้องการพลังและแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจ “ผ้ายันต์” นับเป็นของดีที่ “บิ๊กแอ๊ว” สะสมมีไว้ครอบครองมานาน โดยเฉพาะผ้ายันต์ของพระพรหมมังคลาจารย์ ท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ มีเก็บไว้เกือบทุกรุ่น เฉพาะในห้องทำงาน สปน.มียันต์รุ่นดังๆ มากมายประดับฝาผนัง แสดงออกถึงความเชื่อถือศรัทธา แต่ละชิ้นมีประวัติและเรื่องราวน่าตื่นเต้นทั้งสิ้น

การที่สะสมผ้ายันต์ไว้มากๆ ไม่ใช่เพราะเป็นนักสะสม แต่ “บิ๊กแอ๊ว” เป็นถึงศิษย์เอกเจ้าคุณธงชัย เมื่อครั้งขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ๆ เจ้าคุณธง

 

ชัยเชิญมาร่วมปลุกเสกผ้ายันต์ด้วยความชื่นชมในผลงานมือประสานสิบทิศ นับว่ามีเกียรติสูงมาก ถึงขนาดเจ้าคุณธงชัยเอยปากว่า ปลัด สปน.ท่านนี้ เหมือนในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเทียบได้กับตำแหน่งปลัดบัญชาการ อำนาจหน้าที่และบารมีสูงมากในสมัยนั้น จึงควรมีผ้ายันต์ประจำสำนักไว้เป็นสิริมงคล ทั้งเจ้าของบ้านและข้าราชการต่างๆ ควรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้คุ้มครองป้องภัยและใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

เนื่องด้วยภารกิจทางการเมืองของ “จิรชัย” ที่งานล้นมือไม่ได้มีโอกาสอันเหมาะสม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือฤกษ์ถือชัยจัดทำพิธีปลุกเสกผ้ายันต์กว่า 2,000 ผืน บนพระมหามณฑป ณ วัดไตรมิตร ด้วยบารมีชื่อเสียงและความศรัทธาต่อทั้งตัวเจ้าคุณธงชัย และปลัด สปน. จึงทำให้สมัครพรรคพวกที่รักและห่วงใยจิรชัย มาช่วยกันทำบุญลงขันลงแรงจัดพิธี ปลุกเสก จนสำเร็จลุล่วง ผลพวงจากการทำบุญและผ้ายันต์ ได้แจกจ่ายให้กับมิตรสหายหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผ้ายันต์รุ่น สปน.ใส่กรอบทองอย่างดี ที่สำคัญทุกผืน จะมีรหัสประจำทุกผืน ดังนั้นยิ่งเป็นข้าราชการทำเนียบรัฐบาลแล้วมีไว้ครอบครองทุกคน เพราะจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานรับใช้ประชาชน

ดังนั้น นับเป็นโอกาสดีที่ สปน.จะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก และด้วยส่วนตัวเป็นคนชอบทำบุญทำทานเข้าวัดอยู่เสมอ จึงอยากให้ผ้ายันต์ผืนนี้เป็นสิ่งดลใจในการทำงานทุกๆ สิ่งได้จงประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปสื่อในฐานะประธานคณะกรรมการ เพราะหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจตนเองได้ทำงานให้ประสบผลสำเร็จตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี และประชาชนคาดหวัง

“เหตุที่ทำผ้ายันต์ เพราะต้องการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ตนเอง และบรรดาข้าราชการทุกคนในทำเนียบรัฐบาล เพื่อจะให้มีแรงใจและแรงศรัทธาที่จะทำงานให้สำเร็จตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ยิ่งตัวผมมีภารกิจสำคัญมากมาย โดยเฉพาะการปฏิรูปสื่อ จึงอยากให้สิ่งนี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้แต่ทุกๆ เรื่องและทุกๆ ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย”

 

ฝีปากสามเณรธรรมาสน์ทอง

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515248

ฝีปากสามเณรธรรมาสน์ทอง

โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” สร้างความฮือฮาให้กับสมาชิกหลายร้อยชีวิต เมื่อนิมนต์สามเณรที่ได้แชมป์ธรรมาสน์ทองมาแสดงธรรมที่ตึกซีพี เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ส.ค. 2560 เพื่อแสดงฝีปากด้านธรรมให้ฟังกันทั่วๆ รัวๆ หัวใจทีเดียว

สามเณรสุรชัย ศรีกล่ำ จากวัดศรีโพธิ์ จ.สุโขทัย 3 แชมป์เณรธรรมาสน์ทอง เมื่อ พ.ศ. 2559 ก็ไม่ได้ทำให้แฟนซีพีผิดหวัง สามารถแสดงธรรมได้จับใจญาติโยมตามหัวข้อธรรมที่สามเณรหยิบยกมาวิสัชนา คือ สุจริตธรรมกถา ประพฤติดีง่ายๆ ทำได้ 24 ชั่วโมง

สามเณรในวัย 19 ปี กล่าวว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีหนึ่งชีวิตเท่ากัน มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันสิ่งนั้น คือ ดวงจิต แต่ละคนมีความสะอาด ความบริสุทธิ์ของจิตใจไม่เท่ากัน บางคนมีจิตใจดี เข้าวัดทำบุญสร้างแต่กุศล บางคนกลับทำแต่บาป ยิงนก ตกปลา เบียดเบียน คดโกงผู้อื่น

ด้วยความที่มนุษย์มีความหลากหลายทางดวงจิต สิ่งที่จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า คือ ความสุจริตธรรม

พร้อมทั้งอรรถาธิบายว่า ความเป็นมนุษย์เมื่อก่อกำเนิดเกิดขึ้นในสังขารของเราจะมีพ่อแม่เป็นที่ตั้ง

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งใด คือ ดวงจิตที่ถือเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนเรา การมีจิตที่สะอาด จิตใจบริสุทธิ์จะทำให้เรากระทำแต่กรรมดี คือ การเข้าวัดฟังธรรม หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล

ผิดกับคนที่จิตไม่ได้รับการขัดเกลาด้วยธรรมะ ทำแต่กรรมไม่ดี ตามสำนวนชาวบ้านพูดกันว่า “วัดไม่เข้า เหล้าไม่ขาด บาตรไม่ใส่” คนประเภทนี้มีกิเลสหนา อยากได้อยากมี อยากจะเป็น จนเกิดเป็นความโลภ โกรธ หลง ตัวอย่างที่มีให้เห็นในชีวิตเราเป็นประจำ เช่น การคดโกง การคอร์รัปชั่นทั้งหลาย ที่กระจายทั่วทุกระดับ

สามเณรได้อธิบายความหมายของคำว่า สุจริต อย่างแยบคาย โดยบอกที่มาว่า สุ แปลว่า ดี งาม ง่าย จริต แปลว่า ประพฤติ เมื่อรวมกันแล้วจะหมายความว่า การประพฤติที่ดี มี 3 คือ สุจริตทางใจ คือ การซื่อสัตย์ต่อใจตัวเอง เช่น การมาทำงานตรงต่อเวลา มีวินัยควบคุมใจตัวเอง สุจริตทางกาย คือ การซื่อสัตย์ต่อคนรอบข้างจากการประพฤติตัวของเรา เช่น การทำงานตรงตามคำสั่ง ทำงานบรรลุเป้าหมาย และสุจริตทางวาจา คือ การซื่อสัตย์ต่อคำพูดของเรา เช่นรับฟังสิ่งใด เมื่อจะบอกผู้อื่นจะต้องเป็นตามที่ได้ยินไม่บิดเบือนคำพูด

ในการดำเนินชีวิตจะต้องมี 3 สุจริตธรรม ควบคู่ไปกับ 2 ธรรมะ คือ หิริโอตตัปปะ หิริ คือ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือ ความเกรง ความกลัวต่อบาป หากเรามีธรรมะ 2 ข้อนี้ประกอบ จะทำให้ชีวิตเราและสังคมเกิดความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น น้อยคนที่จะมีหิริโอตตัปปะ เพราะเป็นธรรมที่ทำยากและเห็นผลช้า แต่ถ้าทำได้ชีวิตเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อบาปหรือสิ่งที่ไม่ดี ไม่ให้เข้ามาในชีวิตของเราได้

สามเณรได้ให้ความรู้ทิ้งท้ายไว้ว่า ชีวิตคนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะหมดลมหายใจเมื่อไร คนทุกคนจะมี 5 สิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ในชีวิต 1.ชีวิตะ เราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นานแค่ไหน จะอยู่ได้อีกกี่ปี 2.โรคะ เราไม่รู้ว่าจะจากไปแบบไหน ด้วยโรคอะไร 3.กาลเวลา เราไม่รู้ว่าจะจากโลกนี้ไปเวลาไหน ทั้งๆ ที่โลกนี้มี 7 วัน 24 ชั่วโมง เราเลือกเวลาไม่ได้ 4.เทหนิกเขปนะ เราไม่รู้ว่าเราจะไปทอดกายทิ้งไว้ที่ไหน จะตายอยู่สถานที่ใด 5.คติ เราไม่รู้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปไหน เป็นอย่างไร ไม่มีใครกลับมาบอกเราได้

เมื่อเราไม่รู้เวลาจาก เราควรที่จะ ทำเวลาอยู่ให้ดี อย่ามัวรอเวลาที่จะปฏิบัติดี รอให้มีสุจริตธรรมเอง แต่เราจะต้องเป็นคนลงมือสร้างขึ้นมา เพื่อที่เมื่อตายไปแล้วจะได้ไม่เสียเวลาที่มีชีวิตอยู่ว่า ทำไมเราถึงไม่ทำความดี จึงขอให้หมั่นสร้างบุญ สร้างกุศล อย่าทำตนเป็นคนไม่ได้ขัดเกลาจิตใจ ซึ่งสามเณรกล่าวเป็นภาษิตทิ้งท้ายว่า “คนที่ไม่ทำบุญเสมือนกอหญ้าที่ถูกเหยียบ จะหม่นหมอง ไม่มีโอกาสที่จะได้เติบโต แข็งแกร่ง ได้เป็นเพียงกอหญ้าที่รอวันเหี่ยวตาย”

 

‘เป้าหมายที่แตกต่าง…บนเส้นทางแห่งกุศล’

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/515250

‘เป้าหมายที่แตกต่าง...บนเส้นทางแห่งกุศล’

โดย…ราช รามัญ

ความเป็นชาวพุทธของคนรุ่นใหม่ต่างเกิดคำถามขึ้นมามากมาย จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสิ่งที่เขาได้เห็น จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ศึกษาพระพุทธศาสนานั้น คือ ละอัตตาตัวตนของตัวเองลง แต่สิ่งที่เขาได้เห็น คือ นักปฏิบัติธรรมยิ่งปฏิบัติยิ่งมีอัตตา

สิ่งที่เขาเรียนรู้ คือ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอันปราศจากพิธีกรรมที่กระเดียดไปในทางความเชื่อทุกรูปแบบ ทั้งเป่าเสก พรมน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ แต่ภาพในความจริงเกือบทุกวัดมีสิ่งนี้อยู่ทั้งหมด ความสับสนในการเป็นชาวพุทธของคนรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้น ตกลงเราจะเป็นชาวพุทธหรือชาวฮินดูกันแน่

นักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้ มีหลักคิดอย่างไรกับความเป็นพระพุทธศาสนา ได้แต่แนะนำไปว่า การที่จะเป็นชาวพุทธที่ดี คือ ไม่ต้องไปมองเรื่องอื่น โค้ชตัวเอง มองตัวเอง ศึกษาตัวเองพอแล้ว คุณชอบความเป็นพุทธแบบไหน ก็ศึกษาแบบนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นพุทธแบบเซน พุทธแบบมหายาน วัชรญาณ หรือจะเป็นพุทธแบบเถรวาทกึ่งพราหมณ์

เพราะทุกแนวทางล้วนสอนให้คนเป็นคนที่ดี อยู่ในหลักของศีลธรรมอันดีงาม ไม่ได้สอนให้คนเข้าไปในทางที่มีจิตใจน้อมลงต่ำแต่ประการใด เราไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินว่าแบบไหนอย่างไร ดี ไม่ดี แต่เรามีสิทธิที่จะ ตัดสินใจเลือกเดินเอาเองว่า เราจะไปทางไหน ฝึกจิตแบบไหนอย่างไร เพื่อให้จิตวิญญาณของเราสูงขึ้น

ส่วนตัวผมเชื่อศาสตร์ทุกศาสตร์ของโลกว่ามีอยู่จริง เพียงแต่จะเชื่อและหยิบเอามาใช้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยเพียงแค่หลักความเชื่อเพียงอย่างเดียว ในมุมของความเป็นพระพุทธศาสนา ผมจะไม่เน้นเรื่องของพิธีกรรมทุกกรณี ผมจะไม่เน้นเรื่องการทำบุญเพียงส่วนเดียว และผมไม่ได้เน้นเรื่องของการเป็นนักปฏิบัติธรรมในกรอบตามวัดวาอาราม

แต่ผมจะเน้นลัดตรงมุ่งสู่จิตวิญญาณ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยึดกรอบของธรรม โดยมรรคมีองค์แปดที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น เราก็เห็นได้จากประโยคแรกที่พระองค์ทรงสอน คือ เรื่องของแนวความคิด การที่เรามีแนวความคิดที่เป็นธรรมนั้น คือ จุดเริ่มต้นที่ดี สัมมาทิฐิ แปลว่าความเห็นชอบ คำว่าชอบคำนี้ มิได้หมายถึง ชอบใคร ชอบแบบไหน ชอบของใคร แต่หมายถึง ความคิดที่บ่งบอกว่าเป็นความชอบธรรม การที่เรามีความคิดเป็นไปในรูปแบบชอบธรรมนั้นแล คือ ความคิดที่เป็นกลาง

คิดที่ไม่ได้เอียงเอนไปในฝ่ายใด ตัดสินใครทั้งสิ้น การฝึกจิตแบบนี้ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานเขาเรียกว่า การฝึกแบบโพธิจิต

ในฝ่ายเถรวาทอาจจะเรียกว่า ฝึกกรรมฐานแบบมรรคมีองค์แปดอะไรก็ตาม แล้วแต่ชื่อและความคุ้นเคยของแต่ละคน

ความแตกต่างในการปฏิบัติของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะบางคนปฏิบัติอาจมุ่งผลเพียงแค่แก้บน เสริมดวงชะตา บางคนก็เพื่อดับทุกข์ หรือสูงขึ้นไปนั้น อาจจะหมายถึงการหลุดพ้นหมดกิเลสเลยก็ได้

ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอย่างไร ที่แตกต่างกันนั้นก็ตาม แต่สิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด คือ ทุกคนล้วนอยู่บนเส้นทางที่สะอาด แม้จะมีธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

หลังจากที่ได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟังจบ นักศึกษาคนนี้ได้ถามผมว่า เป้าหมายอันสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาของผม คือ อะไร เมื่อถามมาก็ตอบไปว่า

“ไม่มี”

นักศึกษาทำหน้าตาแปลกใจว่า ทำไมตอบว่าไม่มี จึงอธิบายให้เขาฟังว่า การศึกษาในเรื่องทางโลกย่อมต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดแล้วมุ่งเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายตามที่วางเอาไว้

แต่สำหรับในด้านศาสนาเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ การเรียนรู้ระหว่างทางโลกกับทางธรรมจึงแตกต่างกันในเรื่องนี้ ทุกอย่างต้องค่อยๆ สะสมกุศลในใจไปเรื่อยๆ ให้แก่กล้า เป็นลำดับ ไม่พยายามปล่อยตัวเผลอใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น และหมั่นท่องอยู่ในใจเอาไว้ว่า ใจของเรานั้นบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่ที่เราเป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทำให้เรามีความคิดต่างๆ มากมาย

ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี จึงทำให้เราอ่อนไหวเอนตาม

ถ้าเราคิดจะฝึกจริงๆ ลัดตรงสู่จิตนี้แหละ เป็นประเด็นที่สำคัญ ที่พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ทำมา แล้วเราก็ค่อยๆ ทำในสิ่งนั้นแบบไม่ต้องเร่งรีบแต่ประการใด ทำไปเรื่อยๆ ทำไปด้วยความรู้สึกในมุมของการรักษากุศลกรรมในใจ

ฝึกแบบนี้ไม่นานใจเราจะเบา ใจเราจะโปร่ง ที่สำคัญต้องไม่ตัดสินใครอะไรอย่างไร เราไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใคร หรือความคิดของใครทั้งนั้น หลายคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมแต่ที่ยังไม่ก้าวไปข้างหน้าได้นั้นคิดว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของการตัดสินผู้อื่นโดยที่ไม่คิดที่จะตัดสินตัวเอง

ดังนั้น การปฏิบัติธรรมทั้งปวง เราควรจะกลับมามองที่ตัวเราเองมากๆ ไม่ใช่ไปมองแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียว

การเรียนรู้ภาวะจิตภายในของเรานั้น เราสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง เมื่อเราเข้าถึงแล้วทุกอย่างในความเป็นตัวเรานั้นก็จะใสสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะจิตใจ

 

%d bloggers like this: