โพสต์ทูเดย์

All posts in the โพสต์ทูเดย์ category

แคนทารี กบินทร์บุรี ความเรียบง่ายแบบตะวันออก

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/509839

แคนทารี กบินทร์บุรี ความเรียบง่ายแบบตะวันออก

โดย…นิทรา ราตรี

 ได้ชื่อว่าแบรนด์แคนทารี คอลเลคชั่น ก็ไร้ข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานของห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการ อย่าง แคนทารี กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ออกแบบด้วยรูปลักษณ์ทันสมัย อยู่ใกล้แหล่งนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง และสนามกอล์ฟอีก 2 สนาม พร้อมให้บริการทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

โรงแรมประกอบด้วย 2 อาคาร มีห้องพักรวม 226 ห้อง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ห้องสตูดิโอ ขนาด 44 ตร.ม. ที่นอกจากจะมีพื้นที่ห้องนอน ยังมีชุดโซฟานั่งเล่น ครัว และห้องน้ำที่แยกอ่างอาบน้ำและชาวเวอร์จากกัน

ห้องสวีท 1 ห้อง ขนาด 55 ตร.ม. มีการแบ่งสัดส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่น และห้องสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 88 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องนั่งเล่นแยกต่างหาก และพื้นที่รับประทานอาหารขนาดใหญ่พร้อมครัว

ทุกห้องได้เลือกใช้วัสดุที่ทำจากไม้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้อง คุมบรรยากาศด้วยสีเอิร์ทโทน เน้นความเรียบง่ายแบบตะวันออกผสานตะวันตก และทุกแบบเหมาะสำหรับการพักทั้งในระยะสั้นและยาว โดยมีครัว ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง จาน ชาม และอุปกรณ์ทำอาหารไว้ให้พร้อม

 นอกจากนี้ โรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมาตรฐานของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ สระเด็ก สระจากุซซี่ ฟิตเนส เซาน่า ห้องรีดผ้า ห้องประชุม และเอ็กเซ็กคิวทีฟเลานจ์ที่ให้บริการ ชา กาแฟ และของว่างตลอดวัน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตฟรี สำหรับห้องอาหารมีให้บริการที่แคลิฟอร์เนีย สเต๊ก เสิร์ฟสเต๊กหลายชนิด อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย และนานาชาติ

แคนทารี กบินทร์บุรี ถือเป็นโรงแรมเดียวในย่านที่บริหารงานโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งไปที่นักธุรกิจที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม 304 นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี และสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์

ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว โรงแรมตั้งอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟ 2 สนาม คือ สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ สนามที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และสนามฮิลล์ไซด์คันทรีโฮม กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ปราจีนบุรียังเป็นศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาอย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แก่งหินเพิง วังน้ำเขียว และอุทยานแห่งชาติทับลาน

รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปยังตลาดโรงเกลือ ตลาดขายสินค้ามือสองขนาดใหญ่ที่สุด โดยใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมประมาณ 1 ชั่วโมง แคนทารีมีสโลแกนว่า Luxurious Residential Style Hotel หมายถึงเป็นโรงแรมที่มีบรรยากาศเสมือนพักอยู่บ้าน แต่ได้รับการบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ที่ซึ่งสามารถใช้ชีวิตที่คุ้นเคยแต่ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการเดินทาง

 Price: ห้องสตูดิโอ 2,500 บ. ห้องสวีท 1 ห้องนอน 3,500 บ. ห้องสวีท 2 ห้องนอน 5,500 บ.

Place: สี่แยกกบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรี โทร. 0-3728-2699 เว็บไซต์ www.kantarycollection.com/kantaryhotel-kabinburi

Promotion: เมื่อโชว์คูปองส่วนลด (เฉพาะคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย) ห้องสตูดิโอ 2,000 บ. ห้องสวีท 1 ห้องนอน 2,400 บ. ห้องสวีท 2 ห้องนอน 4,200 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 20 ธ.ค. 2560

 

Advertisements

อีต่อง เหมืองในหมอกภาคเหนือเมืองกาญจน์

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/509835

อีต่อง เหมืองในหมอกภาคเหนือเมืองกาญจน์

โดย…กาญจน์ อายุ

399 โค้งจาก อ.ทองผาภูมิ สู่ ต.ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี ถือเป็นความยาวนานที่บอบช้ำก้นกบเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสภาพถนนในยุคดีบุกเฟื่องฟูที่การเดินทางไปปิล๊อกถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะระยะทาง 60 กิโลเมตร บนทางลูกรังขนแร่ต้องใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมง

ทว่า ปัจจุบันเส้นทางขนแร่ได้กลายเป็นเส้นทางขนส่งนักท่องเที่ยว ด้วยแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเขาช้างเผือก เนินช้างศึก น้ำตกจ๊อกกะดิ่ง และ “บ้านอีต่อง” ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นภาคเหนือแห่งกาญจนบุรี ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นและปกคลุมด้วยหมอกเกือบตลอดปี จนทำให้ผู้คนหลงลืมว่ากำลังอยู่บนเทือกเขาตะวันตกติดชายแดนเมียนมา

มนตรี เหลืองอิงคสุต ขุดหาควอตซ์ที่มีแร่ดีบุกผสมอยู่

 

ขณะเดียวกันบ้านอีต่องยังมีความสำคัญด้านธรณีวิทยา เพราะบริเวณของบ้านอีต่องทั้งหมดเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่ชื่อ “เหมืองปิล๊อก” (อีต่องเป็นหนึ่งในหมู่บ้านของ ต.ปิล๊อก) คือบรรดาเหมืองแร่มากมายทั้งของเอกชนและองค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้แก่ กลุ่มเหมืองราชธน กลุ่มเหมืองอีต่อง-อีปู กลุ่มเหมืองผาแป กลุ่มเหมืองสัตตมิตร-มกราคม และกลุ่มเหมืองตะนาวศรี คลุมพื้นที่ประมาณ 122 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ติดชายแดนเมียนมาเพียงก้าวขาข้าม และอยู่ห่างจากทะเลอันดามันไม่ถึง 100 กิโลเมตร

สายแร่ดีบุกเห็นได้ชัดเจนในชั้นดิน

 

ปิล๊อกอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีที่เป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่และมีลักษณะยาวตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์จนถึงระนอง ซึ่งเหมืองปิล๊อกเป็นแหล่งแร่ขนาดยาวประมาณ 30 กิโลเมตร กว้างประมาณ 2 กิโลเมตรตามแนวชายแดน ประกอบด้วยหินเดิมซึ่งเป็นพวกหินดินดานและพวกหินแปรในชุดหินของชุดกาญจนบุรี วางตัวอยู่ใต้หินปูนของชุดราชบุรี (อายุเปอร์เมียน) โดยแร่ดีบุกเกิดในสายควอตซ์ที่พาดไปมาระเกะระกะ และมีสายแร่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร-2 เมตร นักท่องเที่ยวจึงสามารถสวมบทเป็นนักธรณีวิทยาได้ด้วยการสังเกตสายแร่ด้วยตาเปล่าตามชั้นดิน เนื่องจากเหมืองปิล๊อกเป็นแหล่งแร่ที่ยังมีเปลือกดินคลุมสายแร่อยู่ จึงไม่มีการแผ่กว้างเป็นลานแร่เหมือนทางภาคใต้ จึงสามารถเห็นสายแร่ได้ไม่ยากเย็น

นักธรณีวิทยาชี้ให้ดูหินควอตซ์

 

มนตรี เหลืองอิงคสุต ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ให้ความรู้ว่าแหล่งแร่ในปิล๊อกมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ที่พบมากที่สุดคือ แร่ดีบุก รองลงมาและมักอยู่ปะปนกันคือ แร่ทังสเตน และสายแร่ทองคำ (ไม่มีการทำเป็นเหมืองทองคำขนาดใหญ่เพราะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จะมีก็เพียงแรงงานร่อนหาแร่ทองคำให้พ่อค้ามารับซื้อ) โดยในอดีตกำลังการผลิตแร่ดีบุกของแต่ละเหมืองอยู่ที่ประมาณ 50 ตัน/ปี และสามารถทำเหมืองได้ลึก 30-40 เมตร แต่ไม่เกิน 50 เมตร เพราะในระดับลึกกว่านี้จะไม่มีแร่

อุโมงค์ขุดแร่ดีบุกขนาดเท่าตัวคน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มทำเหมืองดีบุกใหม่ๆ ได้มีชาวเมียนมาข้ามมาทำเหมืองเถื่อนจำนวนมาก ทำให้บ้านอีต่องเต็มไปด้วยประชากรหลายชาติหลายภาษา ทั้งไทย เมียนมา กะเหรี่ยง ทวาย มอญ และลาว กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังได้ยินภาษาเพื่อนบ้าน และยังเห็นสินค้าจากเมียนมาเข้ามาขาย

สะพานเหมืองแร่ หนึ่งจุดเช็กอินของนักท่องเที่ยว

 

หลังจากนั้นทางการไทยได้ประกาศเปิดเหมืองปิล๊อกอย่างเป็นทางการในปี 2484 ทำให้ไม่ว่าใครที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้านนี้จะกลับออกไปพร้อมเงินทองมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า หมู่บ้านณัตเอ็งต่อง หมายถึง บ้านเทพเจ้าแห่งขุนเขา จนเพี้ยนเสียงกลายเป็นชื่อบ้านอีต่อง

ป้ายบอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากทะเลอันดามันผ่านเมียนมา เข้าแดนไทยไปยังราชบุรี

 

ส่วนชื่อเหมืองปิล๊อกก็มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเพี้ยนมาจากผีหลอก เพราะในอดีตพื้นที่ทั้งหมดเป็นป่ารกชัฏ และมีโรคมาลาเรียระบาดหนักจนคนเหมืองล้มตายจำนวนมาก ต่อมาจากผีหลอกก็กลายเป็นปิล๊อก ชุมชนที่ปราศจากไข้มาลาเรียและคงไม่มีที่ให้ผีหลอก เพราะถูกนักท่องเที่ยวถล่มเต็มพื้นที่

วัยรุ่นกำลังเขียนป้ายที่ระลึกแขวนไว้บะสะพานอีต่อง

 

นอกจากนี้ การทำแร่ขององค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอดีต เป็นวิธีแบบรับซื้อมากกว่าลงมือทำเอง กล่าวคือ มีการกำหนดพื้นที่ให้และให้เครื่องมือแก่แรงงานไปขุดหาแร่ เมื่อได้มาก็นำไปขายให้องค์การฯ ส่วนการทำแร่ของเอกชนมีทั้งวิธีรับซื้อและวิธีทำเหมืองแบบฉีด (ลักษณะอุปกรณ์เป็นกระบอกฉีดคล้ายปืนฉีดน้ำแต่น้ำจะแรงกว่ามากถึงขนาดทำให้รถหงายท้องได้) โดยคุณสมบัติของแร่ดีบุกจะมีความทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับโลหะอื่นได้ดี และไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ คนจึงนำดีบุกมาใช้ในทางโลหกรรม อุตสาหกรรม และศิลปกรรม เช่น ใช้ทำกระป๋องบรรจุอาหาร เบียร์ กระดาษห่ออาหารหรือที่เรียกว่ากระดาษตะกั่ว กระดาษห่อบุหรี่ และกระดาษไหว้เจ้า

 

กระทั่งในปี 2528 เกิดวิกฤตราคาแร่ดีบุกตกต่ำทั่วโลก จนทำให้เหมืองแร่ดีบุกที่เคยมีกว่า 40 เหมืองในปิล๊อกปิดกิจการเกือบทั้งหมด และทยอยปิดไม่มีเหลือภายในปี 2534 หลังจากพื้นที่บางส่วนถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เค้กป้าเกล็นที่ร้านชาวเหมือง

 

ปัจจุบันบ้านอีต่องจึงเหลือเพียงร่องรอยของการทำเหมือง ชาวบ้านที่ยังไม่อพยพก็เปลี่ยนอาชีพมาทำการท่องเที่ยว บ้านเรือนจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้า แต่ที่พอจะเห็นวิถีดั้งเดิมอยู่บ้างคงเป็นบรรยากาศของตลาดเช้าที่ชาวไทยและชาวเมียนมามาพบปะซื้อขายสินค้ากัน กลายเป็นตลาดมิตรภาพที่คนสองชาติสามารถไปมาหาสู่กันผ่านช่องทางมิตรภาพ

ผลิตภัณฑ์จากเมียนมาวางขายที่ตลาดจนกลายเป็นของฝากจากอีต่อง

 

ส่วนเค้กป้าเกล็น (เกล็น เสตะพันธุ ภรรยาของสมศักดิ์ เสตะพันธุ) ตำนานความรักแห่งเหมืองสมศักดิ์ ที่ใครมาอีต่องต้องมาชิมเค้กของป้าอย่างเค้กแครอต เค้กกล้วยน้ำว้า และเค้กช็อกโกแลต สนนราคาทุกชิ้น 70 บาท โดยแต่ละวันป้าจะทำไม่มาก และตั้งขายอยู่ที่เดียวที่ ร้านชาวเหมือง บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน

อดีต “เหมือง” อันยิ่งใหญ่ได้กลายเป็น “เมือง” ท่องเที่ยวขนาดย่อม ตามกระแสนักเดินทางที่เห่อหาสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่เน้นความสบาย แต่เน้นตัวตนของสถานที่นั้น ซึ่งความเป็นอีต่องยังคงอยู่ในดินในหินในสายแร่และในสายเลือดของลูกหลานชาวเหมือง ส่วนในอนาคตยุคของเหมืองดีบุกจะกลับมาหรือไม่ มิอาจทราบได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้รักษาไว้คือ “ธรรมชาติ” หัวใจของชาวบ้าน และสภาพอากาศที่ทำให้อีต่องเป็นภาคเหนือของภาคตะวันตกต่อไปตลอดกาล

 

หลบฝนในบ้านริมชี วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/508585

หลบฝนในบ้านริมชี วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, วิชชิ่ง ทรี

 แทบไม่อยากเชื่อว่าแม่น้ำที่ไหลเอื่อยอยู่นี้คือลำน้ำชี และความเขียวขจีของ “วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท” จะมีอยู่ที่อีสาน

รีสอร์ทถูกออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เรียบง่าย สบายสไตล์อีสาน” เป็น 3 หัวใจสำคัญที่ได้ถ่ายทอดผ่านห้องพักและวิลล่าจำนวน 47 ห้อง

โดยทุกห้องจะตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวที่ทำให้ไม่หลงลืมไปว่ากำลังทอดกายอยู่ในอีสาน แบ่งเป็นห้องดีลักซ์ ขนาด 30 ตร.ม. อยู่ภายในตึกวารี วาปี และวารา โดยตึกวารีและวาราสามารถชมวิวแม่น้ำชีได้จากระเบียงห้องพัก และตึกวาปีจะได้ชมวิวทุ่งนาเขียวขจีที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองช่วงปลายปีหลังหมดฝน

ห้องจูเนียร์สวีท ขนาด 38 ตร.ม. เป็นห้องมุมของอาคารซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะปรารถนาชมวิวแม่น้ำหรือทุ่งข้าว ห้องวิลล่า ขนาด 76 ตร.ม. ตั้งอยู่ริมทะเลสาบและทางฝั่งริมแม่น้ำชี มีระเบียงกว้างเปิดรับธรรมชาติ และมีความเป็นส่วนตัวมากด้วยอาณาบริเวณของวิลล่าที่แยกจากกัน

 ห้องพูลวิลล่า ขนาด 93 ตร.ม. ห้องพักที่หรูหราที่สุดด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำขนาดใหญ่ และระเบียงพร้อมเตียงอาบแดด เหมาะสำหรับการพักผ่อนทั้งแบบคู่รักและครอบครัว

ทว่า ไฮไลต์ที่คุณหนูๆ ชอบใจต้องยกให้บรรดาสัตว์เลี้ยงที่ทางรีสอร์ทซื้อไถ่มา ไม่ว่าจะเป็นควายเผือก วัว ม้าแคระ แพะ แกะ สุนัข และฝูงห่าน ที่กลายเป็นดาวเด่นจนทุกคนต้องไปทักทาย โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมขี่หลังควายเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย และสนุกสนานกับการขี่ม้าชมรีสอร์ทได้

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีมุมสวนผักและสวนสมุนไพรไทยให้ได้ชมและลองปลูก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เพื่อให้สัมผัสการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่ทำได้ง่ายๆ ใกล้ตัว

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รีสอร์ทมีทั้งห้องอาหารให้บริการอาหารไทย อาหารอีสาน และอาหารนานาชาติ คลาสเรียนทำอาหาร สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ชีวาณาสปา ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมสัมมนา ตอบโจทย์ข้าราชการ องค์กรต่างๆ และงานวิวาห์ในบรรยากาศสุดชิล

ชื่อ วิชชิ่ง ทรี (Wishing Tree) หมายถึง ต้นกัลปพฤกษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางรีสอร์ท เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำ จ.ขอนแก่น สื่อความหมายถึงการอุ้มชูปกป้อง

 เช่นเดียวกับความตั้งใจที่อยากให้ผู้เข้าพักเข้ามาผ่อนคลายเติมพลังชีวิตไปกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น จนลืมเวลาและชีวิตที่เหนื่อยล้าไปโดยสิ้นเชิง

Price: ดีลักซ์ 1,620 บ. จูเนียร์สวีท 1,980 บ. วิลล่า 2,700 บ. พูลวิลล่า 3,600 บ.

Place: ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 10 กม. โทร. 043-209-333 เว็บไซต์ www.wishingtreeresort.com

Promotion: วันนี้ – 15 ส.ค. 2560 พาคุณแม่มาพักรับส่วนลด พัก 1 คืนลด 20% พัก 2 คืนลด 30% และพัก 3 คืนขึ้นไปลด 35% จองโทร. 043-209-333

 

ขับโฟร์วีลฝ่าความมืด หลุดยุคสู่อุโมงค์เหมืองแร่

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/508581

ขับโฟร์วีลฝ่าความมืด หลุดยุคสู่อุโมงค์เหมืองแร่

โดย…กาญจน์ อายุ

 ความมืดสนิทชนิดที่มองไม่เห็นไรฟันของคนตรงหน้า ความเงียบสงัดจนได้ยินเสียงปีกค้างคาว และความเย็นชวนขนลุกในอุโมงค์ใต้ดินลึก 180 เมตร กลายเป็นอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความฉงนสนเท่ห์ และความลับทางธรณีวิทยา

บริเวณ อ.ทองผาภูมิ สังขละบุรี และศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ถือว่าเป็นแหล่งผลิตแร่ตะกั่วที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีวิวัฒนาการการทำเหมืองที่ทันสมัย และมีการลงทุนสูงแห่งหนึ่งของโลก

หนึ่งในนั้นคือ “อุโมงค์สามมิติ” ส่วนหนึ่งของเหมืองสองท่อของ ดร.ผล กลีบบัว ผู้ที่เคยได้รับสัมปทานและสิ้นสุดไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันพื้นที่ของเหมืองสองท่อจึงอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคม ที่มีความพยายามจะพัฒนาเหมืองแร่เก่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้เส้นทางอุโมงค์ขนส่งถ่ายแร่ในอดีต 3 อุโมงค์เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์

นักท่องเที่ยวโบกมือเมื่อออกจากอุโมงค์สามมิติ

 มนตรี เหลืองอิงคสุต ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี อธิบายว่า แหล่งแร่ตะกั่ว-สังกะสีในพื้นที่ทองผาภูมิมีลักษณะการเกิดแบบแหล่งแร่สะสมตัวในชั้นหินอุ้มแร่ คือเป็นแหล่งแร่ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับขบวนการเกิดหินอัคนี แหล่งหินต้นกำเนิดจะเป็นแอ่งหินดินดานหรือหินดินดานปนหินปนปูนที่มีความเข้มข้นของธาตุตะกั่วสูง ที่ถูกแรงกดตามธรรมชาติบีบอัดให้แทรกตัวตกตะกอนอยู่ตามแนวชั้นหินปูน ซึ่งในประเทศไทยมักจะเกิดร่วมกับหินปูนของยุคออร์โดวิเชียน จึงให้แหล่งแร่ขนาดใหญ่และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

อย่างแหล่งสองท่อ-บ่อใหญ่-บ่องาม-บ่อน้อย ต.ชะลอ อ.ทองผาภูมิ เป็นแหล่งแร่โบราณที่มีร่องรอยการผลิตแร่มากว่า 1,500 ปี โดยในปี 2521 บริษัทของตระกูลกลีบบัวได้ร่วมทุนกับบริษัทเยอรมัน ผลิตแร่ที่แหล่งแร่สองท่อ-บ่อใหญ่-บ่อน้อย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มีการทำเหมืองอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ลึกจากผิวดิน 180 เมตร รวมความยาวของอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมดได้กว่า 50 กิโลเมตร ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2498 ที่สำรวจพบแหล่งแร่นี้มีการผลิตแร่ตะกั่วไปแล้วมากกว่า 7 ล้านตัน และคาดว่ายังมีปริมาณสำรองแร่คงเหลืออยู่อีกมากกว่า 7 ล้านตัน จัดเป็นแหล่งแร่ตะกั่วที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นั่งหลังกระบะตะลุยอุโมงค์สามมิติ

 เส้นทางท่องเที่ยวระยะทาง 2.4 กิโลเมตร ในอุโมงค์ใต้ดินก็ยังคงเต็มไปด้วยแร่ตะกั่ว แต่เป็นเหมืองที่ไม่มีคนงานและไร้เสียงเครื่องจักรมานานหลายสิบปีจนธรรมชาติทวงคืนพื้นที่ เหลือไว้แต่ร่องรอยของอดีตและความสวยงามในปัจจุบัน โดยทางเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคมมีบริการนำเที่ยวด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่แปลงหลังกระบะให้เป็นที่นั่ง

ตั้งแต่ปากอุโมงค์จะขับผ่านร้านค้าหรือที่ชาวบ้านเรียกมันเล่นๆ ว่า เซเว่นฯ มีประตูเป็นลูกกรงเหล็กสนิมกรัง ข้างในยังมีกล่องและข้าวของของคนงานที่วางไว้ตำแหน่งเดิมคลุมด้วยฝุ่นหนาหรือไม่ก็อาจเป็นเชื้อราเพราะความชื้น

จากนั้นทั้งสี่ล้อจะเคลื่อนผ่านทางกรวดหินและทางน้ำที่ไหลลงมาจากผืนป่าเหนืออุโมงค์ ไม่มีความนิ่งเรียบ แต่ก็ไม่โยกเยกจนทรงตัวยืนไม่ไหว โดยไฟหน้ารถไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่องนำทางแต่ยังเป็นไฟฉายชั้นดีที่ทำให้คนหลังกระบะเห็นผนังอุโมงค์ได้ชัดเจน รวมถึงเผยให้เห็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลกอย่างค้างคาวคุณกิตติ ที่ยึดผนังอุโมงค์บริเวณทางเข้าออกเป็นบ้านพักตากอากาศ

ช่องทางเหมืองเก่าที่ได้รับสมญานามว่าประตูพิศวง

 ตลอดเส้นทางจะเห็นหินงอกหินย้อยที่เริ่มก่อตัวขึ้น เห็นสายไฟที่ถูกโอบรัดด้วยหินปูน เห็นเครื่องจักรสนิมเกรอะไร้พลังงาน เห็นท่อระบายอากาศปล่องใหญ่ที่เคยหล่อเลี้ยงชาวเหมืองให้มีอากาศหายใจ เห็นสายระเบิดที่ยังไม่ทำงาน เห็นลำธารในอุโมงค์ เห็นภาพของอดีตในยุคที่เหมืองแร่เฟื่องฟู และเห็นการฟื้นฟูตามหลักของธรรมชาติเมื่อมนุษย์ได้จากไป

ระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ในความมืดมิดผ่านไปอย่างไว ซึ่งก่อนถึงทางออกในห้วงที่อากาศเย็นภายในกระทบกับความร้อนภายนอกได้ก่อให้เกิดไอหมอกขึ้นในอุโมงค์ เสมือนภาพมิติพิศวงโดยมีแสงจากปลายทางค่อยๆ สว่างจนเจิดจ้ากระทบม่านตา ก่อนรถจะพุ่งถลาออกจากอุโมงค์สู่ป่าเขียวขจี

ทว่า เส้นทางนี้ก็ยังคงต้องส่งคำเตือนไปถึงผู้ที่กลัวความมืดและที่แคบ เพราะถึงแม้จะมีไฟหน้ารถและไฟสปอตไลต์ดวงโตของเจ้าหน้าที่คอยสาดส่อง แต่ก็ยังไม่ทำให้ความมืดมิดหายไป และถึงแม้อากาศในอุโมงค์จะเย็นสบายเหมือนอยู่กลางทุ่งหญ้าใหญ่ แต่ความคับแคบของเหมืองก็ใหญ่เพียงให้รถกระบะผ่านได้เท่านั้น

ความซับซ้อนของเหมืองเก่าในยุครุ่งเรือง

 หลังจากนั้นเส้นทางท่องเที่ยวยังเชื่อมโยงไปยังอีก 2 อุโมงค์สั้นๆ ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่ทับซ้อนกันกับอุโมงค์แรก และปิดท้ายด้วยการชมยอดเอเวอเรสต์แห่ง ต.สหกรณ์นิคม เป็นเขาที่มีสินแร่มากที่สุดในบรรดาภูเขาในเขตสัมปทานเหมืองแร่บ่อใหญ่จึงมีการขุดเจาะเป็นอุโมงค์มากมาย การพิชิตยอดต้องปีนเขาดึงเชือกขึ้นไปแสนลำบากไม่ต่างจากการขึ้นเขาเอเวอเรสต์

นอกจากนี้ ยังสามารถเที่ยวเชื่อมโยงไปยังจุดชมวิวเนินสวรรค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อน ในอดีตบริเวณเนินสวรรค์เคยเป็นที่รวบรวมแร่ของเหมืองสองท่อ แต่ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยต้นป่าไปหมดสิ้นแล้ว รวมถึงเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เพราะเป็นที่ตั้งของชุมชนห้วยเสือ ถิ่นที่อยู่ของแรงงานชาวอีสานที่มาทำเหมืองแร่จนกลายเป็นชุมชนคนกาญจน์ที่พูดภาษาอีสาน และมีประเพณีบุญบั้งไฟช่วงก่อนเข้าพรรษาที่เนินสวรรค์ด้วย

ภาพย้อนแสงของนักท่องเที่ยวบริเวณทางเข้าอุโมงค์เหมืองตะกั่ว

 อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตแร่ตะกั่วนับเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่นำไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ ตะกั่วแผ่น กระสุนปืน สายเคเบิล ลวดบัดกรี และงานหล่อโลหะ ทรัพยากรแร่จึงเป็นสิ่งกำนัลที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ให้ประเทศนั้นๆ

ทว่า แหล่งแร่ที่ปรากฏพบจะเปิดทำเหมืองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ต้องไม่หลงลืมชาวบ้านและธรรมชาติที่อาศัยบนแผ่นดินที่แร่ซุกฝังร่าง ซึ่งไม่สมควรถูกปล่อยทิ้งขว้าง เพราะค่าของสิ่งกำนัล

ค่าบริการเที่ยวอุโมงค์สามมิติคนละ 200 บาท สอบถามเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคม โทร. 034-685-038

ไอหมอกฟุ้งตรงทางออกจากอุโมงค์สามมิติ

อดีตที่ทิ้งแร่จากเหมืองกลายเป็นเขียวชอุ่มหลังธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง

เอเวอเรสต์แห่งเหมืองบ่อใหญ่ ที่เต็มไปด้วยช่องขุดตะกั่ว

ธรรมชาติอีกฟากฝั่งหนึ่งของเหมืองตะกั่วยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ใหญ่

อุปกรณ์ในการทำเหมืองตะกั่วเก่ายังคงติดกับผนังอุโมงค์

วิธีการเย็บหินเพื่อป้องกันผนังอุโมงค์ถล่ม

สังเกตตะกั่วง่ายๆ ที่รอยสีขาวแวววาว

ท่อระบายอากาศสภาพสมบูรณ์ภายในอุโมงค์

 

 

ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/518920

ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

โดย  อุเทน เหมือนทัพ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 มันเริ่มจากคำว่า “ไปเที่ยวรัสเซียกันไหม ไม่ต้องใช้วีซ่า”

เพื่อนพ้องจึงตอบมาว่า “อยากไปเห็นทะเลสาบไบคาล อยากนั่งรถไฟสายทรานไซเบียเรีย”

หรือไม่ก็ “อยากไปเห็นแสงเหนือที่เมืองเมอร์มรังส์แบบไม่ต้องไปสแกนดิเนเวีย”

ทำให้เมืองมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะมีผู้คนไปเยือนสองเมืองใหญ่นี้จนล้นหลาม และคนไทยรู้จักกันดีอยู่แล้วเท่านั้นเอง

ทว่าด้วยข้อจำกัดในเรื่องของวันเดินทาง ทำให้เส้นทางสายทรานไซบีเรียถูกตัดไป และเพราะช่วงเดือน ส.ค.ที่จะไปเป็นช่วงหน้าร้อนทำให้ไม่มีแสงเหนือให้มอง ดังนั้น ตัวเลือกที่เหลืออยู่จึงเป็นเมืองยอดฮิตที่มองข้ามไปตั้งแต่ความคิดแรก

ในที่สุดทริป 6 วันใน 2 เมือง (มอสโกและเซนต์ปีเตอร์ส) จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความลังเลใจไม่มากก็น้อย เมื่อได้ยินได้อ่านเรื่องโจรกรรมก่อนการเดินทาง แต่จะให้หันหลังกลับคงไม่ได้แล้ว

ความอลังการภายในมหาวิหารเซนต์ไอแซค

 

วันที่ 1

การเดินทางไปรัสเซียมีหลายเส้นทางทั้งบินตรงหรือแบบพักเครื่อง แต่เพราะเวลาที่ไปมีน้อย เราเลยเลือกเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มอสโกไปลงที่สนามบินนานาชาติเชเรเมเตียโว (SVO-Sheremetyevo International Airport) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สนามบินหลักของกรุงมอสโก

จากนั้นเดินทางต่อไปที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยรถไฟนอน ถามว่าทำไมต้องไปที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อน นั่นเป็นเพราะคนรัสเซียส่วนมากจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร รวมถึงป้ายต่างๆ ที่พบเห็นก็จะเป็นภาษารัสเซียเกือบทั้งหมด แต่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่ามอสโก เพื่อการปรับตัวให้เที่ยวในรัสเซียได้อย่างมีความสุข นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงมาปรับตัวที่เมืองนี้ก่อนเป็นลำดับแรก

สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนมาก การพักที่ย่านการค้าและการท่องเที่ยวบนถนนเนฟสกี้ (Nevsky Prospekt) ถือว่าเป็นทำเลยอดนิยม เพราะใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน แหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่นเดียวกับพวกเราที่ได้จองที่พักบนชั้น 4 ของอาคารเก่าในย่านถนนเนฟสกี้

วันที่ 2

การเดินทางด้วยเครื่องบินกว่า 9 ชม. และการนอนบนรถไฟอีก 8 ชม. ทำให้ร่างกายอ่อนล้าแบบคาดไม่ถึง ดังนั้นวันแรกที่มาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจึงทำได้เพียงเดินชมรอบๆ เมือง โดยหลังจากฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับโรงแรม (ที่นี่เช็กอินเวลา 13.00 น.) เรามีเวลาเกือบ 6 ชม. ก่อนเข้าที่พักในการหาอาหารเช้าและกาแฟแบบรัสเซีย

รวมถึงเดินชมเมืองสัมผัสวิถีชีวิตยามเช้าของผู้คนในย่านถนนเนฟสกี้ ซึ่งตึกสองข้างทางมีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของยุโรปทำให้ตื่นตะลึงได้ตลอดเส้นทาง

เราตกลงกันว่าจะไปเดินชมความงามของโบสถ์หยดเลือด (Church of our Savior on Spilled Blood) ที่โดดเด่นด้วยโดมรูปทรงหัวหอมคล้ายมหาวิหารเซนต์เบซิล (St. Basil’s Cathedral) ที่มอสโก โดยหวังลึกๆ  ว่าจะได้เห็นภาพแสงแดดตอนเย็นกระทบกับยอดโดมเหมือนภาพโปสเตอร์

แต่ก็คงเป็นเพราะช่วงเวลาของฤดูร้อนจึงทำให้เวลาสองทุ่มก็ยังคงเห็นแสงแดด การรอให้แสงแดดอ่อนลงในตอนสามทุ่ม หรือเทียบได้กับเวลาเกือบตีหนึ่งของเมืองไทย ร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนจึงสั่งการให้กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นแทน

การแสดงของชาวรัสเซียที่มีให้เห็นตามท้องถนน

 

วันที่ 3 จำไม่รู้ลืม

เวลาที่ต่างกันทำให้ร่างกายตื่นเองอัตโนมัติในตอน 7 โมงเช้าของรัสเซีย และต้องโร่รีบหาอาหารเช้า ซึ่งทำให้ค้นพบว่า อาหารเช้าแบบรัสเซียไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีสำหรับคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารแบบครบหมู่ เพราะแค่ข้าวโอ๊ตต้มกับนมและกาแฟหนึ่งแก้ว คงไม่สามารถทำให้กระเพาะเติมเต็มได้

ร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พักจึงดูจะเป็นร้านอาหารเช้าที่ทำให้เราอิ่มท้องได้มากกว่า แต่ภาษารัสเซียที่ฉลากอาหารก็ทำให้เราต้องใช้ความพยายามถึง 4 ครั้ง กว่าจะสามารถเลือกไส้กรอกที่กินได้ และความพยายามอีก 3 ครั้งกว่าจะได้กินนมสดแทนโยเกิร์ต

เมื่อท้องอิ่ม เท้าก็มีแรงในการเดินทาง โดยวันนี้เราใช้การเดินด้วยเท้าเป็นหลัก ตั้งต้นจากถนนเนฟสกี้เดินตามกูเกิลแมปไปยังสถานที่ที่ใกล้ที่สุด นั่นคือ ป้อมปีเตอร์ แอนด์ พอล (Peter and Paul Fortress) ภายในมีโบสถ์ พิพิธภัณฑ์ คุก และป้อมปราการริมแม่น้ำเนวา

ถัดมาอีกฝั่งของแม่น้ำจะเห็นอาหารรูปทรงสีเขียว นั่นคือ พระราชวังฤดูหนาวเฮอร์มิเทจ (The Hermintage) ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บสมบัติล้ำค่ากว่า 3 ล้านชิ้นทั่วโลก แต่การจะเข้าชมได้นั้นต้องต่อคิวซื้อตั๋วและรอคิวเข้าอีกหลายชั่วโมง

โดยด้านหลังของพระราชวังเป็นจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งมีอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เหนือกองทัพนโปเลียนตั้งอยู่ (Alexander Column) ในวันที่ไปมีการจัดวางปืนใหญ่รอบจัตุรัส และมีเหล่าทหารคอยยืนเคียงข้าง ทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพหมีขาวเป็นอย่างมาก

ปิดท้ายวันที่ 3 ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ณ มหาวิหารเซนต์ไอแซค (St.Isaac Cathedral) ภายในบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพเขียนและงานปูนปั้นอันวิจิตรบรรจง อีกทั้งยังมีการจัดบางส่วนสำหรับการแสดงความเคารพต่อพระเยซู และในระหว่างทางก่อนกลับที่พัก เราได้พบกับอาคารทรงโค้งครึ่งวงกลม มียอดโดมตรงกลาง อาคารถูกรองรับด้วยเสาโรมันขนาดใหญ่ บริเวณสี่แยกใจกลางเมือง ซึ่งมาทราบภายหลังว่าที่นี่คือ มหาวิหารคาซาน (Kazan Cathedral) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมหาวิหารที่มีความสำคัญของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วย

ความเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าทั้งวัน การได้รับประทานอาหารอร่อยๆ ดูจะเป็นการเพิ่มพลังให้ในวันถัดไปได้ดี พวกเราจึงเลือกร้านอาหารจีนที่อยู่ไม่เกิน 5 ช่วงตึกจากที่พักเป็นจุดพักท้อง ความอร่อยของอาหารที่คุ้นลิ้นทำให้ความเหนื่อยล้าบรรเทาลงไป

จากนั้นก่อนกลับเข้าบ้าน เราได้แวะร้านกล้องเพื่อซื้อเมมโมรี่การ์ดเพิ่มไว้สำหรับถ่ายภาพพระราชวังแคทเธอรีนในวันพรุ่งนี้ ทว่า ณ นี่แห่งนี้กลับเป็นจุดที่ทำเราจดจำถนนเส้นนี้อย่างไม่มีวันลืม

ตลอดเวลาที่เราเดินทางในรัสเซีย พวกเราทุกคนต่างระมัดระวังตัวตลอดเวลา ไม่ทำตัวเป็นเป้าสายตา พยายามอยู่เป็นกลุ่มและคอยสอดส่องคนแปลกหน้าทุกย่างก้าวที่เดิน แต่มือสมัครเล่นอย่างเราหรือจะสู้มืออาชีพได้ เพื่อนที่เป็นตากล้องสะพายกล้องและเลนส์อีกตัวหนึ่งไว้ภายใต้เสื้อคลุมตลอดเวลา แต่ไม่แคล้วถูกกลุ่มมิจฉาชีพกว่า 10 คน เบียดหน้าประตูร้านขายกล้องเพื่อขโมยเลนส์ที่มันหมายตาไว้!

เพื่อนแปลกใจถึงการเบียดเสียดที่ไม่ปกติขนาดนั้น จึงรีบสำรวจเลนส์ใต้เสื้อคลุม แต่ก็เป็นไปตามคาด พวกมันได้เลนส์ไปแล้ว ซึ่งถึงแม้จะรู้ตัวและพยายามวิ่งตาม แต่การไปหาเรื่องกับชายฉกรรจ์เกือบ 10 คนคงไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะเมื่อเพื่อนวิ่งตาม พวกมันก็ตรงเข้ามาล็อกคอเพื่อยื้อเวลาให้คนอื่นๆ หนีไปได้ จังหวะนั้นทุกคนคิดแค่ว่าอย่าทำอะไรเพื่อนเรา เพราะถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นก็ไม่รู้ว่าอะไรจะตามมา เพราะคนรอบข้างกลับได้แต่มองและไม่กล้าให้ความช่วยเหลือ

ครึ่งชั่วโมงที่เราแน่วนิ่งและรวบรวมสติกันว่าควรทำอย่างไรต่อไป การโทรศัพท์หาตำรวจท้องที่ดูไม่เป็นผลเท่าไร เพราะภาษาที่เป็นอุปสรรค ดังนั้นการติดต่อสถานกงสุลดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะอย่างน้อยจะได้มีคนที่เป็นสื่อกลางระหว่างเรากับตำรวจ แต่เพราะวันที่เกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ สถานกงสุลหยุด วันรุ่งขึ้นเป็นวันชดเชยวันหยุดราชการ กว่าจะสามารถติดต่อสถานทูตได้ก็อีก 2 วันถัดมา

อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายยังพอมีความโชคดี (หรือเปล่า) ที่เราได้ทำประกันการเดินทางไว้ จึงได้ติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องและแจ้งถึงสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการเคลมประกัน ได้แก่ บันทึกประจำวัน และหนังสือยืนยันจากโรงแรม แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่ทราบว่าของหายจะได้คืนหรือไม่ แต่ความรู้สึกกังวลใจไม่สามารถคืนให้ใครได้แน่นอน

โบสถ์หยดเลือด

 

วันที่ 4

“The show must go on.” ไหนๆ ของก็หายไปแล้ว ใจคนอย่าหายไปด้วยเลย วันนี้สถานกงสุลก็ยังไปไม่ได้ เราจึงเดินหน้าตามแผนการที่วางไว้ โดยจะไปชมพระราชวังที่ไม่ปิดในวันจันทร์ ซึ่งก็คือ พระราชวังแคทเธอรีน (Catherine Palace)

มีหลายคำแนะนำถึงการเข้าชมพระราชวังแคทเธอรีนและห้องอัมพันที่เมืองพุชคินในฤดูร้อนว่า จะต้องต่อคิวเข้าชมนานกว่าฤดูหนาว เพราะที่นี่ถือเป็นพระราชวังฤดูร้อนจึงมีความสวยงามมาก เมื่อพระราชวังสะท้อนกับแสงแดด โดยการเดินทางไปพระราชวังแคทเธอรีนนั้นไม่ยาก เพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Moskovskaya แล้วต่อด้วยรถบัสหรือรถตู้ที่จอดอยู่หลังรูปปั้นเลนิน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึง

การเข้าชมต้องซื้อตั๋วเข้าชม 2 ที่ คือ ที่ประตูทางเข้าเป็นบัตรสำหรับชมสวน ส่วนบัตรชมพระราชวังต้องเดินต่อไปซื้อข้างในอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันของพวกเราอีกครั้ง เพราะต้องยืนต่อคิวเพื่อเข้าชมเป็นเวลาเกือบ 3 ชม.ท่ามกลางแสงแดด

เมื่อถึงคิวเข้าไปก็ต้องเจอกับนักท่องเที่ยวเต็มไปทุกพื้นที่ จนทำให้หาความประทับใจแทบไม่เจอ แต่กระนั้นก็มีห้องที่ทำให้เราต้องตื่นตะลึงกับความงดงามอยู่ นั่นคือ ห้องอำพัน ทุกองค์ประกอบตั้งแต่เพดาน ผนัง และกระจกถูกประดับด้วยอำพันสีทองอร่าม ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวของโลก

วันที่ 5

การไปสถานกงสุลจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เราคิดอย่างนั้น ซึ่งก็เป็นตามที่คาดคิด เพราะท่านกงสุลและเจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตั้งแต่รับฟังเรื่องราว ให้คำแนะนำ พาไปสถานีตำรวจ ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการให้ปากคำ รวมถึงติดตามผลระหว่างที่ยังอยู่รัสเซีย จนกระทั่งเราได้หนังสือแจ้งความจากสถานีตำรวจมาไว้ในมือ ส่วนหนังสือรับรองจากโรงแรมก็ได้รับในเย็นวันนั้น ที่เหลือจึงมีแค่การกลับไปเมืองไทยทำเรื่องเคลมกับประกันเท่านั้น

เวลาที่เหลือช่วงเย็น เราจึงตกลงกันว่าจะไปล่องเรือแม่น้ำเนวา เพื่อผ่อนคลายกับเรื่องที่เจอมาทั้งวัน โดยการล่องเรือตอนเย็นท่ามกลางอุณหภูมิ 15 องศา และสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นับเป็น 1 ชม.ที่สามารถเยียวยาความเจ็บปวดจากการถูกขโมยของได้เป็นอย่างดี

พวกเรายินดีจ่ายเงินเพิ่มจาก 600 รูเบิล เป็น 1,000 รูเบิล เพื่อให้ได้นั่งเรือส่วนตัว นายเรือที่พูดได้แต่ภาษารัสเซียพยายามสื่อสารผ่านภาษามือ พาเราล่องเรือผ่านคลองเล็กคลองน้อย บ้างก็มุดลอดสะพาน ผ่านโบสถ์ และอาคารเก่าแก่จนกระทั่งไปออกแม่น้ำเนวา จนทำให้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมเมืองนี้จึงได้รับการขนานนามว่า เวนิสแห่งยุโรปตอนเหนือ

ตลาดผลไม้ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

 

วันที่ 6

วันสุดท้ายก่อนเทกออฟสู่มอสโกในตอนค่ำ เราใช้เวลาที่เหลือในช่วงเช้าเดินทางไป พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof Palace) หรือพระราชวังฤดูร้อนที่ได้รับการออกแบบสไตล์กึ่งเรเนสซองส์ บาโรค และคลาสสิก มีลานน้ำพุขนาดใหญ่ยักษ์อาบด้วยสีทองหันหน้าออกสู่อ่าวฟินแลนด์ ซึ่งน้ำพุนี้จะเปิดตลอดฤดูร้อนแต่จะปิดในฤดูหนาว

ภายในพระราชวังมีการแสดงภาพวาดสีน้ำมัน จิตรกรรมปูนปั้น ของใช้ เครื่องประดับ เครื่องเรือน ตลอดจนเครื่องกระเบื้องเคลือบจากอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้เวลาทั้งวันในการเดินชมพระราชวัง ลานน้ำพุ และวิวรอบอ่าวฟินแลนด์ แต่สำหรับพวกเราแค่ครึ่งวันก็เพียงพอแล้ว เพราะตอนค่ำเราต้องเตรียมตัวขึ้นรถไฟนอนกลับไปพบกับความเป็นรัสเซียขนานแท้และดั้งเดิมที่มอสโก

หลายคนอาจมีคำถามว่า สรุปแล้วเลนส์ได้คืนไหม หรือสามารถเคลมประกันได้ไหม ในเมื่อเราเตรียมเอกสารครบถ้วนตามที่เขาต้องการด้วยความลำบากแล้ว แต่อนิจจัง พวกเราลืมไปว่าในประกันมักมีดอกจันอยู่ตรงข้อความสำคัญให้ไปอ่านต่อ

โชคร้ายจากรัสเซียจึงได้ตามหลอกหลอนถึงกรุงเทพฯ เพราะเลนส์ที่หายไปนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองความสูญหายจากประกัน ตามที่ได้ระบุไว้ในดอกจันซึ่งอยู่ในเอกสารแนบ 40 กว่าหน้า!

ภาษารัสเซียอาจจะยากแก่การจำเพราะมีความซับซ้อนในเรื่องภาษา แต่ถ้าชื่อถนนบางเส้นของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เชื่อว่า มันจะคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราไปอีกนาน เพราะทุกครั้งที่เดินผ่านถนนเนฟสกี้เราจะรู้สึกหนาวขึ้นมาทุกครั้งแม้ว่าเป็นฤดูร้อนก็ตาม

………….ใต้ภาพ…………

00 รูปเปิด ภาพสะท้อนน้ำของพระราชวังฤดูหนาวเฮอร์มิเทจ

01 ความอลังการภายในมหาวิหารเซนต์ไอแซค

02 การแสดงของชาวรัสเซียที่มีให้เห็นตามท้องถนน

03 โบสถ์หยดเลือด

04 ตลาดผลไม้ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

05 ตึกเก่าย่านถนนเนฟสกี้

06 ทิวทัศน์แม่น้ำเนวา

07 มหาวิหารคาซาน

08 เรือใบแล่นลมในแม่น้ำเนวา

09 นักท่องเที่ยวหนาแน่นในพระราชวังแคทเธอรีน

10 แสงยามค่ำที่ถนนเนฟสกี้

11 ลานน้ำพุด้านหน้าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ

12 ล่องเรือบนแม่น้ำเนวาผ่านพระราชวังฤดูหนาว

 

Golden City อินเดียวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 14:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/517655

Golden City อินเดียวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน

ในบรรดา 29 รัฐ และอีก 7 ดินแดนสหภาพของอินเดียนั้น รัฐราชาสถานเป็นรัฐที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด มีประวัติศาสตร์น่าสนใจที่สุด และมีภูมิประเทศแตกต่างออกไปจากพื้นที่อื่นของอินเดีย คือ มีพื้นที่กว่าร้อยละ 10 ของทั้งประเทศเลยทีเดียว แต่ประชากรที่นี่มีเพียงร้อยละ 5.7 ของทั้งประเทศเท่านั้น จึงทำให้ราชาสถานเป็นรัฐที่มีประชากรเฉลี่ยค่อนข้างเบาบาง และมักอาศัยกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองเพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐนี้เป็นทะเลทรายธาร์ หรือที่เรียกว่า Great Indian Dessert ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2 แสนตารางกิโลเมตร ถ้าคิดไม่ออกว่าใหญ่แค่ไหน ก็เทียบง่ายๆ ว่า ประเทศไทยเรามีพื้นที่ทั้งประเทศประมาณ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร ดังนั้นทะเลทรายธาร์ ก็มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทยนั่นเอง

ใจกลางของทะเลทรายธาร์ คือ เมืองไจซัลเมอร์ (Jaisalmer) แม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่แห้งแล้งที่สุด แต่ไจซัลเมอร์คือหนึ่งในเมืองมรดกโลก และเป็นเมือง ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ไจซัลเมอร์ ได้รับการขนานนามว่า Golden City หรือเมืองสีทอง เพราะสมัยก่อนเป็นที่โล่งๆ ท่ามกลางทะเลทราย เมื่อมองไปจะเห็นกลุ่มอาคารบ้านเรือน ป้อมปราการ ที่สร้างด้วยหินทรายสีเหลืองโดนแสงอาทิตย์ตกกระทบเปล่งประกายเป็นสีเหลืองทองออกมา เขาก็เลยเรียกว่าเป็น Golden City กัน ไจซัลเมอร์เป็นเมืองเก่าที่มีอายุกว่าหลายร้อยปี และมีป้อมปราการ ไจซัลเมอร์ ที่ปัจจุบันอนุญาตให้มีคนอาศัยอยู่ข้างในกว่า 5,000 คน เป็นคนที่สืบ เชื้อสายมาจากข้าราชบริพารที่เคยอยู่ในวังสมัยก่อน บ้านเรือนต่างๆ ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม เกสต์เฮาส์ เพียงแต่ว่าถ้าจะตกแต่งบ้าน ก็ขอให้คงธีมหินทรายสีเหลือง เพื่อคงความเป็น Golden City ไว้ ซึ่งทำให้สวยงาม และเป็นโบราณสถานที่ดูมีชีวิตชีวา ช่วงเวลากลางวันอากาศจะร้อนมาก แต่พอเริ่มตกเย็น ทะเลทรายแห่งนี้ก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่พากันมาดูพระอาทิตย์ตกบนเนินทะเลทรายธาร์ ซึ่งถือเป็นมนต์เสน่ห์ที่ไม่ควรพลาดของทะเลทรายทุกๆ แห่ง

ไจซัลเมอร์ นอกจากจะเป็นเมืองใจกลางทะเลทรายธาร์แล้ว ยังมีความพิเศษอีกอย่างก็คือ เป็นที่ตั้งของทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของอินเดีย มีกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเรื่องพลังงานไฟฟ้า ถือว่ามีความสำคัญกับอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้ามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บางคนอาจจะสงสัยว่าประเทศอินเดีย เนี่ยนะ ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ใช้พลังงานหมุนเวียน คำตอบคือ ใช่แล้ว เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของความพยายามในการจัดการเกี่ยวกับพลังงานของประเทศ โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าหลักๆ แล้วคือว่าการพัฒนาแหล่งพลังงาน พื้นฐานให้มีประสิทธิภาพแล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่เราใช้กันอยู่บนโลก ถูกคิดค้นโดยชาวอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางด้านก่อสร้าง เทคโนโลยีทางด้านโลหะศาสตร์ อินเดียเป็นคนคิดทั้งนั้น รวมถึงด้านพลังงาน ประเทศนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ประเทศนี้ก็มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง รวมถึงพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินก็พัฒนาได้ไม่ด้อยไปกว่ายุโรปเลย ปัจจุบันอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้สัตยาบันลดโลกร้อน และที่ผ่านมาก็มีความพยายามจัดการกับเรื่องของพลังงานเพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นก็คือ ทุ่งกังหันลมที่มีกำลังผลิตติดตั้งถึง 1,064 เมกะวัตต์ แต่อย่างไรก็ตามการผลิตกระแสไฟฟ้าเกือบร้อยละ 60 ของประเทศนี้ได้มาจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ดังนั้น สิ่งที่เขาพัฒนาควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั่นเอง

เมืองที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของรัฐราชาสถานเป็นอย่างมากอีกเมืองหนึ่งก็คือ เมืองบาร์เมอร์ (Barmer) เมืองนี้ไม่ใช่ปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสักเท่าไรนัก ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างโหดร้าย ถ้าหน้าร้อนอุณหภูมิสามารถพุ่งขึ้นถึง 51 องศาเซลเซียส ในขณะที่หน้าหนาวก็เย็นได้ถึง 0 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เพราะที่นี่อุดมไปด้วยแร่ธาตุใต้ดิน โดยเฉพาะทรัพยากรด้านพลังงาน ซึ่งมีทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ด้วยความที่มีถ่านหินมากนี่เอง จึงมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ และมีประสิทธิภาพสูง ที่เรียกว่า STPS หรือ Super Thermal Power Station อย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน JSW ที่เมือง บาร์เมอร์ (Barmer) แห่งนี้

ถึงแม้ว่าดูไปแล้วอินเดียเป็นประเทศที่ไม่ได้ดูสะอาดสักเท่าไรนัก ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังมีปัญหาขยะ น้ำเน่าเสีย แต่ในขณะเดียวกันนั่นเอง สิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามทำคือ การพัฒนาสิ่งเหล่านั้น ให้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมรณรงค์ช่วยภาวะลดโลกร้อน ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ มีแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีกังหันลม มีโซลาร์ฟาร์ม มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริม พร้อมๆ กับใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมๆ อยู่ โดยทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้อย่างเหมาะสมกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศอินเดียจะพยายามผลิตกระแสไฟฟ้าจากการใช้ เชื้อเพลิงหลายๆ รูปแบบ เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จากการใช้แร่ยูเรเนียม รวมไปถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประเทศนี้ยังมีประชากรอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ นโยบาย Power for all ที่ส่งเสริมให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้ ก็ได้รับการสนับสนุนไปควบคู่กัน ดังนั้นแหล่งพลังงานที่จะเอามาใช้ก็คงไม่ใช่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเสียทั้งหมด เพราะว่า ต้นทุนก็อาจจะยังแพงอยู่ แล้วหลายๆ แหล่งก็ยังไม่มีเสถียรภาพสักเท่าไร ดังนั้น แหล่งพลังงานหลักที่จะขับเคลื่อนนโยบาย Power for all ก็คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบเปรยไปว่า หาก Golden City เกิดจากหินทรายสีเหลืองที่โดนแสงอาทิตย์ตกกระทบเกิดเป็นประกายสีทองออกมาแล้ว แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบ Golden City นั้นยังเกิดเป็นประกายแห่งความคิดที่ทำให้ผู้นำอินเดียได้กล่าวไว้ว่า “ไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอินเดียแทนที่จะหยุดใช้ เราควรหันกลับมาใช้เทคโนโลยีจากถ่านหิน แต่เป็นถ่านหินที่สะอาดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประเทศใดจะนำวิถีของประเทศตนมาเป็นเงื่อนไขในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอื่น” อินเดียจึงเป็นกรณีศึกษาอีกหนึ่งประเทศที่มีความเชื่อว่าการจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องยกเลิกถ่านหิน ยกเลิกนิวเคลียร์ แล้วติดตั้งกังหันลม หรือแผงโซลาร์เซลล์ทั่วทั้งประเทศ แต่ควรเลือกใช้วิธีการที่สมเหตุสมผลมากกว่า นั่นก็คือ การพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับประเทศอินเดียต่อไป

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ ทาง ททบ.5 เวลา 20.55 น.

 

ต้องร้องว่าโอเอ็มจี! ‘โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง’

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/517689

ต้องร้องว่าโอเอ็มจี! 'โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง'

 โดย นิทรา ราตรี

 ครั้งแรกที่เมียนมามีโรงแรมไลฟ์สไตล์ กับที่พักแห่งใหม่ “โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง” ด้วยดีไซน์สุดชิก เทคโนโลยีทันสมัย และห้องพักพร้อมพื้นที่ใช้สอยสะดวกสบายจนคุณต้องร้องว่า “โอเอ็มจี!”

 โรงแรมประกอบด้วยห้องพัก 85 ห้อง แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Good ห้องกะทัดรัดขนาด 15 ตารางเมตร (ตร.ม.) แต่ยังอยู่สบายด้วยเตียงนอนคิงไซส์ และที่นั่งริมหน้าต่างให้ทอดสายตา Great ใหญ่ขึ้นอีกนิดที่ขนาด 20 ตร.ม. Greater ดีขึ้นไปอีกกับห้องนอนขนาด 22 ตร.ม. มีห้องน้ำแยกต่างหากจากห้องอาบน้ำ และโทรศัพท์มือถือที่สามารถโทรออกเบอร์ภายในและต่างประเทศฟรี

รวมถึงยังใช้เป็นตัวปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้คุณได้ท่องเที่ยวสนุกขึ้น และห้องที่ดีที่สุดกับ Greatest พิเศษด้วยโซฟานั่งเล่น โต๊ะหนังสือ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และวิวเมืองย่างกุ้งที่สวยที่สุด

โดยทุกห้องคุมโทนสีน้ำเงิน เฟอร์นิเจอร์สีดำคลาสสิก พื้นลายไม้ และของตกแต่งที่ทำให้นึกถึงห้องนอนที่บ้านคุณ

 นอกจากนี้ โรงแรมยังมีฟิตเนสเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ Real Fitness Express ขนาด 550 ตร.ม. สำหรับผู้เข้าพักและสมาชิกฟิตเนสสามารถใช้อุปกรณ์ออกกำลังกาย และคลาสออกกำลังกายต่างๆ ทั้งพิลาทิส โยคะ และซุมบ้า หรือจะจริงจังถึงขั้นมีเทรนเนอร์ส่วนตัวที่นี่ก็มีให้บริการ

ส่วนห้องอาหารมีให้ลิ้มลองที่ บาเบตต์ อีตเตอรี่ แอนด์ บาร์ ร้านอาหารรุ่นน้องของห้องอาหารสการ์เรตต์ กรุงเทพฯ และฮ่องกง นำทีมโดย เชฟฮาเวียร์ บอลเลสต้า ที่ได้สร้างห้องอาหารขึ้นเพื่อเป็นจุดนัดพบสังสรรค์ระหว่างผู้เข้าพักและคนท้องถิ่น ผ่านอาหารมื้ออร่อยทั้งพิซซ่าอบใหม่จากเตาขนาด 1 เมตร อาหารตะวันตก ไวน์ และค็อกเทล

โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสมั

ยใหม่ ทั้งดีไซน์ที่มีกลิ่นอายพื้นเมืองผสมความทันสมัย อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง สมาร์ททีวี เครื่องชงชากาแฟ และแอพพลิเคชั่นอี-รีดเดอร์ ที่มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้อ่านกว่า 6,000 ฉบับ

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นข้อได้เปรียบที่โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟย่างกุ้ง เจดีย์ซูเล ตลาดพื้นเมือง และห่างจากเจดีย์ชเวดากอง 8 นาที ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการใช้เวลากับจุดหมายปลายทางให้มากที่สุด และกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมอย่างผ่อนคลายที่สุด

 

 

ติดปีกให้หัวใจ ไปเสพศิลป์ ที่อินเดีย

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/516363

ติดปีกให้หัวใจ ไปเสพศิลป์ ที่อินเดีย

ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศใหญ่ก็ตามแต่ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะไม่กล้า หรือไม่อยากเดินทางไปประเทศนี้กันสักเท่าไรนัก เพราะว่าติดภาพเก่าๆ ของบ้านเมืองที่ไม่ได้สะอาด ผู้คนหน้าตาขึงขัง เดินชนกันไปมา เสียงคน เสียงรถเต็มไปหมด มีแต่ความวุ่นวาย แต่กระนั้นทีมงานโลก 360 องศา เชื่อว่า ยังมีคนกลุ่มหนึ่งอยากไปประเทศที่คนส่วนใหญ่ขนานนามว่า ดินแดนภารต ใช่แล้ว เราหมายถึงประเทศอินเดีย แต่เป็นอินเดียมุมใหม่และแตกต่างไปจากที่เคยรู้จัก เพราะเราจะพาไปยัง Land of Kings ดินแดนแห่งราชา ไปยังรัฐที่ชื่อว่า ราชสถาน ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย!!!

 

คนอินเดียเรียกรัฐนี้ว่า รัจ-ส่ะ-ถ่าน (Rajasthan) เป็นการออกเสียง รวบๆ ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับคนไทยเรา ดังนั้น เราจึงเรียกง่ายๆ ว่า ราชสถาน เป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่สุดของประเทศ ถ้าพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่นี่อาจจะตามหลังรัฐอื่นๆ อยู่มาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมแล้ว นี่คือรัฐที่รุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่สุด เพราะเต็มไปด้วยป้อมปราการ ปราสาทราชวัง และศิลปะหลากแขนง มีทั้ง เจปูร, ไปเปอ หรือชัยปุระ เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐนี้ ภายในมีเขตของเมืองเก่า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผังเมืองโบราณที่เป็นระบบมาก คือ ผังเมืองจะวางเป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมตัดกัน แต่ละช่องห่างกันประมาณ 7 ช่วงตึก และคั่นด้วยถนน

ชัยปุระ มีใจกลางเมือง คือ ซิตี้ พาเลส เป็นพระราชวังซึ่งเคยเป็น ที่ประทับของมหาราชาแห่งชัยปุระ มุมหนึ่งของกำแพง จะมีสถาปัตยกรรม ที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกำแพง แต่จริงๆ แล้วคือพระราชวังอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า ฮาวามาฮาล (Palace of Wind) หรือพระราชวังแห่งสายลม แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง แต่คนส่วนใหญ่มักจะจดจำภาพของฮาวามาฮาล ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชัยปุระ อาจจะเป็นเพราะว่ารูปทรงแปลกตาและสีของอาคารที่สวยงามทุกรายละเอียด ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกว่า คนมาที่นี่จะใช้เวลาอยู่เป็นวันๆ ไม่ว่าอากาศจะร้อนขนาดไหนก็ตาม เมื่อได้เดินอยู่ข้างในจะสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดผ่านช่องลมจากหน้าต่างกว่า 360 บาน แต่ถ้าออกไปมองมาจากด้านนอกตรงร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับพระราชวังพอดี เป็นคาเฟ่ หลังคาเปิดชื่อร้าน Wind view caf’e จะเห็นภาพรวมได้สวยสุด

 

แม้อาคารในเมืองนี้ส่วนใหญ่จะมีสีคล้ายๆ กับสีของดินเผา แต่เมืองนี้กลับมีฉายาว่า Pink City ซึ่งย้อนไปยังปี ค.ศ. 1876 เมื่อครั้งที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ มหาราชาราม สิงห์ ผู้ปกครองเมืองได้รับคำสั่งให้ราษฎรทาเมืองทั้งหมดเป็นสีชมพู เพื่อต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) มกุฎราชกุมารของอังกฤษ ด้วยไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้แก่พระราชอาคันตุกะ ถึงวันนี้สีชมพูนั้นกลับกลายเป็นแรงดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก คนที่ชอบงานสถาปัตยกรรม ชอบประวัติศาสตร์ ถ้ามาที่ชัยปุระจะต้องรู้สึกอิ่มเอม และสนุกสนานแน่ๆ เพราะว่ามีแต่ความวิจิตรพิสดาร ความพิเศษของสถาปัตยกรรมที่มีความผสมผสานระหว่างอินเดียกับอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นปราสาท ป้อมปราการที่อยู่บนเขาสูงๆ สร้างกำแพงยาวๆ ไปตามแนวทิวเขา เมื่อลองนึกถึงสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องมือก่อสร้างที่ทันสมัย ก็สงสัยว่าเขาขึ้นไปสร้างได้อย่างไร แล้วก็จะรู้สึกทึ่ง และอัศจรรย์กับความสามารถของบรรดาช่างเหล่านั้นยิ่งนัก

จากสายลมพัดสู่สายน้ำ ในทะเลสาบมานซาการ์ มีพระราชวังที่ชื่อว่า จาลมาฮาล หรือว่า Water Palace เป็นพระราชวังกลางน้ำ สร้างด้วยหินทรายสีแดง มี 5 ชั้น ถ้าช่วงน้ำขึ้นสูงสุด ก็อาจจะเห็นพระราชวังโผล่พ้นน้ำมาแค่ชั้นเดียวเท่านั้น ปัจจุบันก็ยังตั้งตระหง่านอยู่แบบนี้ แต่การบูรณะให้พระราชวังแห่งนี้คงสภาพอยู่อย่างที่เห็น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะตัวอาคารแช่น้ำอยู่ตลอดเวลา วัสดุและเทคนิคที่ใช้ก่อสร้างในสมัยก่อน ก็หาช่างทำยาก และลงทุนสูง ดังนั้น จึงมีการร่วมทุนกับเอกชน เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาให้กลายเป็นโรงแรมหรูกลางน้ำ ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

หากเดินทางจากชัยปุระไปยังใจกลางเมืองรัฐราชสถานประมาณ 340 กม. ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคม นั่นก็คือเมืองที่ชื่อว่า จ๊อดปูร เพื่อการออกเสียงง่ายๆ สำหรับคนไทยเรา จึงเรียกชื่อเป็นไทยๆ ว่า เมืองโยธาปุระ เป็นเมืองที่ได้รับฉายาว่า Blue City ด้วยชื่อนี้เอง ที่ทำให้เราอยากมาเห็น และอยากมาหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงเรียกอย่างนี้

 

เพื่อให้สัมผัสเสน่ห์ของ Blue City แบบใกล้ชิดได้อารมณ์ ได้ความรู้สึก ก็ต้องมาพักในเขตเมืองเก่า ความพิเศษของการมาพักบ้านแบบนี้ ก็คือ ข้างบนจะเป็นดาดฟ้า สามารถขึ้นไปดูวิวของหมู่บ้าน Blue City ได้สวยงามมาก นี่คือ คำตอบว่าทำไม เขาถึงเรียกเมืองนี้ว่า Blue City แห่งจ๊อดปูร ก็เพราะว่าในเขตเมืองเก่าอาคารส่วนใหญ่จะทาสีฟ้า มาจากเรื่องเล่าว่า สมัยก่อนนักบวชให้คำแนะนำว่า ถ้าอยากโชคดีมีความสุขก็ให้ทาอาคารเป็นสีฟ้าซะ ดังนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็เลยทาสีอาคารเป็นสีฟ้า นอกจากฉายา Blue City แล้ว ที่นี่ก็ยังมีอีกหนึ่งฉายา คือ Sun City นั่นก็เพราะว่าที่นี่มีแดดจ้าตลอดทั้งปี ดังนั้น ถ้ามาเที่ยวที่นี่ก็ต้องระวังดูแลเรื่องสุขภาพ คอยดื่มน้ำเยอะๆ จะไปไหนก็ต้องเตรียมน้ำติดตัวไปด้วยตลอดเวลา

คนในย่านนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นวรรณะพราหมณ์ เพราะว่าสมัยก่อนย่านนี้เป็นที่พำนักของเหล่าพราหมณ์ ประจำราชสำนัก ซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มทาสีบ้านเรือนให้เป็นสีฟ้า และต่อมาก็ขยายจนเป็นเมืองสีฟ้า ถ้าเรามองจากบนดาดฟ้าจะเห็นว่าบ้านเรือนไม่ได้ทาสีฟ้าทั้งหลัง แต่ส่วนใหญ่จะทาสีฟ้าด้านที่หันหน้าเข้าหาป้อมเมห์รังการห์ที่อยู่บนเขาหินด้านบนโน้นเท่านั้น เป็นป้อมที่สร้างขึ้นบนเขาหินสูงกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นชัยภูมิที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง หากมีข้าศึกมารุกราน และเขาบอกว่านี่คือป้อมปราการที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย ป้อมแห่งนี้สร้างด้วยหินแทบทั้งหมด แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นหิน เมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดกลับรู้สึกถึงความอ่อนช้อยของงานสถาปัตยกรรม และความประณีตของช่างในสมัยนั้น ที่สามารถแกะสลักหินที่แข็งแกร่งให้มีความละเอียดสุดยอด ยิ่งได้เห็นในส่วนของพระราชฐาน ก็จะยิ่งเห็นถึงความงดงามที่สะท้อนถึงอำนาจและบารมีของมหาราชาในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

สถานที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กษัตริย์ในชัยปุระอีกแห่งหนึ่ง คือ Umaid Brawan Palace เป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างในประเทศอินเดีย แล้วก็เป็นหนึ่งในพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสมัยของมหาราชาราม สิงห์ ระยะเวลาการก่อสร้างกว่า 15 ปี พระราชวังแห่งนี้สร้างงานให้คนท้องที่กว่า 3,000 คน ด้วยงบประมาณ 11 ล้านรูปี ซึ่งเป็นค่าเงินในปี ค.ศ. 1943 ปัจจุบันเป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว ภายในมีห้องเล็กใหญ่รวมกัน 347 ห้อง ปัจจุบันแบ่งส่วนหนึ่งเป็น Art Gallery และ Museum อีกส่วนหนึ่งเปิดเป็นโรงแรมหรูไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

 

แลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้ถ้ามาที่ชัยปุระ ก็คือ หอนาฬิกา (Clock Tower) แต่ว่าไม่ได้มาเพื่อดูเวลาเท่านั้น เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือ วิถีชีวิต สไตล์ อินเดี๊ย อินเดีย สไตล์ที่ว่าด้วยความมีสีสัน และความแปลกใหม่ ชวนให้เราอยากเข้าไปดูใกล้ๆ ชวนให้ลองเปิดใจ ลองมาทำความรู้จัก แล้วคุณจะรู้ว่า อินเดียไม่ใช่แค่ที่ที่คุณเคยรู้จักแน่นอน

เชิญติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 20.55 น. ทาง ททบ.5

 

ฟิลิปปินส์ เมื่อมองหา ก็มองเห็น

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/513834

ฟิลิปปินส์ เมื่อมองหา ก็มองเห็น

โดย โลก 360 องศา

เสน่ห์และสีสันในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 7,641 เกาะ ซึ่งทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่ในแถบวงแหวนไฟ และเคยมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน คือ มีภูมิประเทศที่หลากหลายและแปลกตา เช่น แนวเขาหินปูน ทะเลสาบบนยอดเขา หุบเขาบนเกาะกลางทะเล ถ้ำใต้ดิน ป่าเขตร้อน และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ จึงทำให้มีที่เที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะลูซอน เกาะใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศ และเป็นเกาะที่มีพื้นที่ราบมากที่สุด หรือพาลาวัน เกาะสวรรค์ของคนรักทะเลก็น่าสนใจไม่น้อย เซบู เกาะที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ และมีหาดทรายขึ้นชื่อสวยงามก็อยากไปเยือน แต่ถ้าออกนอกมะนิลาไปสักชั่วโมงครึ่งก็จะไปเจอภูเขาไฟ ตาอัล (Taal) ขึ้นเหนือไปทางเกาะ Luzon ก็จะมีบรรยากาศ ทุ่งหญ้า เหมือนกับว่าเรายืนอยู่ในยุโรปในช่วงหน้าหนาว ส่วนทางตอนใต้ก็จะเป็นอีกอารมณ์เหมือนเราไปอยู่บาหลี  เยอะแยะไปหมดจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปเที่ยวไหนดี แต่ครั้นจะเดินทางไปทั่วทั้งประเทศ ก็คงจะเป็นเรื่องยาก และใช้เวลานานเกินไป แล้วเราควรไปที่ไหนกันดีล่ะ?

หากคำนิยามของการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี คือ ต้องเดินทางไม่ไกลจนเกินไป ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก​และที่สำคัญ คือ ต้องมีภูมิประเทศที่หลากหลายมารวมกันไว้ในเกาะเดียว เกาะโบโฮล (Bohol) คือ คำตอบที่ลงตัวสำหรับพวกเราทีมงานโลก 360 องศา ที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดคุ้มที่สุด เพราะใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินจากมะนิลาเพียงชั่วโมงครึ่ง ค่าที่พักก็ไม่แพงจนเกินไป การเดินทางไปในแต่ละจุดบนเกาะ ก็มีรถเช่าไว้คอยบริการอย่างสะดวกสบาย โบโฮล เป็นเกาะไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ในพื้นที่ “วิสาย๊าส”(Visayas) ทางตอนกลางของประเทศ มีพื้นที่ประมาณ 4,800 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1 ล้าน 3 แสนคนเท่านั้น เริ่มเป็นที่รู้จักจากนักท่องเที่ยว ในฐานะที่ตั้งของช็อกโกแลตฮิลล์ (Chocolate hills) กลุ่มภูเขาทรงกรวยคว่ำ สีน้ำตาล เหมือนกับว่าภูเขาทั้งลูกถูกราดด้วยช็อกโกแลต และเมื่อมาถึงเกาะนี้ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่านั้นอีกมาก

โบฮอล มีเมืองหลวงชื่อน่ารักว่า ตั๊กบิลารัน แม้จะเป็นเมืองหลวง แต่ก็ไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ จึงไม่รู้สึกแออัด หรือกังวลเรื่องรถติดเพราะเมืองนี้มีประชากรอยู่แค่ประมาณ 1 แสนคนเท่านั้นเอง เป็นเมืองเล็กๆ ที่นี่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น มีห้างสรรพสินค้าอยู่ 3-4 แห่ง มีโรงพยาบาล มีมหาวิทยาลัย  มีโรงเรียน มีท่าเรือ และท่ารถโดยสารครบ ยานพาหนะหลักที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการเดินทาง ก็คือ Pedicap หรือรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสีสันสดใส เพราะเจ้าโครงที่นำมาครอบมอเตอร์ไซค์นั้น ถูกออกแบบมาให้บรรทุกได้มาก แถมสามารถกันแดดกันฝนได้อีกด้วยจึงสามารถใช้ประโยชน์ได้สารพัด ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตร ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “City of friendships” หรือเมืองแห่งมิตรภาพ ซึ่งทีมงานก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน คือ คนที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ​ และชอบทักทายคนแปลกหน้าอย่างพวกเรา ยิ่งพอได้รู้ว่าเรามาจากเมืองไทยด้วยแล้วละก็ ยิ่งมีเรื่องให้ได้คุยกันยาว ซึ่งประโยคหลักๆ ที่เรามักได้ยินเสมอคือ พวกเราหน้าตาคล้ายกันมาก และคนฟิลิปปินส์ชอบหนังไทยม๊ากกกกกนั่นเอง

คนที่นี่บอกว่า ถ้ามาถึงโบโฮลแล้วสิ่งแรกที่ควรทำ คือ ต้องแวะไปทักทายเจ้าบ้านตัวจิ๋ว นั่นก็คือ ลิงทาร์เซียร์ฟิลิปปินส์ (Philippines Tarsier) ภาษาตากาล็อก เรียกพวกมันว่า “มามัก” แต่บางครั้ง เจ้าลิงจิ๋วนี่ ก็รู้จักในชื่อของ “ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง คือเล็กพอๆ กับกำปั้นของเราเมื่อโตเต็มวัย จะมีน้ำหนักแค่ 80-150 กรัม ส่วนของลำตัวก็ยาวประมาณ 5 นิ้วเท่านั้น บวกกับหางอีกประมาณ 10 นิ้ว เลยทำให้เจ้าจิ๋วของเราดูตัวโตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เบ้าตาของทาร์เซียร์ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับขนาดสมองของมันเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มองเห็นชัดในเวลากลางคืนเห็นลูกตาโตๆ แบบนี้ แต่กลับกลิ้งตาไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะมองอะไร เจ้าทาร์เซียร์ก็ต้องหมุนคอไปมอง ซึ่งทำให้มันหมุนคอได้ถึง 180 องศาเลยทีเดียว ปัจจุบันลิงทาร์เซียร์จึงได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล โดยมีศูนย์อนุรักษ์และคุ้มครองอยู่บนเกาะโบโฮล และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมได้ แต่มีกติกาพื้นฐานก็คือ ห้ามส่งเสียงรบกวน​ ห้ามใช้แฟลช​และห้ามใช้ไม้เซลฟี่ยื่นเข้าไปเพื่อถ่ายรูปใกล้ๆ ว่ากันว่า เจ้าลิงทาร์เซียร์นี่แหละที่เป็นต้นแบบของตุ๊กตาเฟอร์บี้ ที่เคยเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั่นเอง

บนเกาะโบฮอลยังมีที่เที่ยวน่าสนใจอีกก็คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า คานดิเจ (Candijay) ซึ่งมีภูมิประเทศสวยงาม และมีวิธีการจัดการที่น่าสนใจ เพราะแต่เดิมสถานที่แห่งนี้ไม่ได้จงใจถูกสร้างขึ้นมา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ภาพความงามที่ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้หลายคนอยากจะมาเห็น พอมีนักท่องเที่ยวมามากๆ เข้า ถนนหนทางก็ชำรุด เสื่อมโทรมเร็วขึ้น และนักท่องเที่ยวบางคนก็อาจบุกรุกเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน สร้างความเสียหายให้กับพืชผล ดังนั้นชาวบ้านที่นี่เขาก็เลยรวมกลุ่มกันเพื่อเข้ามาจัดการกับนักท่องเที่ยวให้เป็นระบบมากขึ้น เช่น ไม่อนุญาตให้ขับรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน เพราะว่าจะทำให้ถนนเสื่อมสภาพเร็ว บางชุมชนก็จะจัดเป็น Ecotouism ก็คือชาวบ้านมีส่วนร่วม แล้วก็พานักท่องเที่ยวชมภูมิประเทศของเขา นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าผ่านประตูนิดหน่อยเพื่อนำรายได้กลับมาบำรุงชุมชน นับว่าเป็นช่องทางของการกระจายรายได้ไปทั่วถึงคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

คนฟิลิปปินส์กินข้าวเป็นอาหารหลัก แล้วก็กินเยอะมาก แต่ว่าโชคร้ายหน่อยที่ประเทศนี้ไม่มีที่ราบลุ่มริมน้ำเหมือนบ้านเรา เขาก็เลยผลิตข้าวได้จำกัด แล้วก็ไม่พอที่จะบริโภคภายในประเทศเสียด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าอยู่ แต่ว่าด้วยความที่พื้นที่จำกัด ทำให้ต้องหาพื้นที่ปลูกตามพื้นที่ที่ดินพอจะปลูกได้ ตามริมเขา หรือว่าหุบลงมาก็จะปลูกโดยทำเป็นนาขั้นบันได แม้จะมีความยากลำบากแต่ว่านอกจากจะมีข้าวไว้กินแล้ว ก็ยังได้ทัศนียภาพที่สวยงามให้กับประเทศที่ทำให้ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวกัน

ถ้ามาที่ Bohol แล้วที่ที่คนส่วนใหญ่จะต้องมาอีกที่หนึ่งก็คือเมือง Ubay มาเพื่อลองชิมของขึ้นชื่อคือ นมจาก Carabao  ซึ่งมีหลายรสด้วยกัน ถ้าแบบดั้งเดิมก็เป็น Fresh milk เลย แต่ถ้าเป็นรสแบบเอาใจคนฟิลิปปินส์หน่อย ก็เป็นนมควายรสมะม่วง ซึ่งไม่ใช่แค่แปลกเท่านั้นแต่อร่อยมากด้วย สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ควายหรือ คาราเบานั้น มีความหมายและมีความสำคัญกับพวกเขามาก เพราะเป็นแรงงานสำคัญที่เอาไว้ใช้ในการเกษตร ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน่วยงานที่คอยส่งเสริมและพัฒนาสายพันธุ์ควายพื้นเมืองฟิลิปปินส์ คาราเบา เซ็นเตอร์ (Philippines Carabao Center) เป็นหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงเกษตร ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ควาย ให้กลายเป็นความสารพัดประโยชน์ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้ทำนาได้ด้วย ให้นมได้ด้วย และบางทีก็เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเนื้อ แต่จริงๆ แล้วคนฟิลิปปินส์เขาไม่ได้ดื่มนมควายเป็นอาหารหลัก เพราะว่าเดิมทีควายถูกใช้เพื่อทำการเกษตรเท่านั้น แต่ว่ามาช่วงหลังนี่เองที่เขาพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อให้ควายสามารถทำนาได้ด้วย แล้วก็สามารถรีดนมได้ด้วย

ถึงตรงนี้หลายคนที่ไม่เคยมองให้ประเทศฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือว่าหาประสบการณ์อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะเพียงแค่เกาะๆ หนึ่งในประเทศเอง นอกจากสามล้อสีสดใส ลิงตัวจิ๋ว น้ำตกสูง ทุ่งนาขั้นบันได และผลิตนมควาย แล้ว ที่เกาะโบโฮล ที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังมีอะไรอีกมากมายซุกซ่อนอยู่แน่นอน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแม้มีความแตกต่างกัน แต่ล้วนมีคุณค่า ความงาม ความสำคัญไม่แตกต่างกัน ขอเพียงแค่เรามองหาและมองให้เห็น เราก็จะสัมผัสถึงเสน่ห์แห่งความงามในฟิลิปปินส์ได้อย่างแท้จริง

สัปดาห์หน้ามีอีกหนึ่งมิติที่จะนำมาเสนอให้กับการรับรองว่าฟิลิปปินส์จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกปลายทางของการเดินทางครั้งต่อไปอย่างแน่นอน เชิญติดตามเรื่องราวของฟิลิปปินส์ เพียงแค่มองหา ก็มองเห็น ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ. 5

 

ฟ้าจรดทรายบนดินแดนในฝัน

Published October 10, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/511147

ฟ้าจรดทรายบนดินแดนในฝัน

โดย…กันย์ ภาพ : พัชรินทร์ ลิขิตโต

 จั่วหัวชื่อเรื่องอาจจะไม่ไกลเกินจริงสำหรับคนที่รักการเดินทาง เพราะโลกสร้างมาให้มีความแตกต่าง เพื่อให้เราได้ออกเดินทางไปพบเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตเดิมๆ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอารยธรรม ชอบธรรมชาติ ผสมความใหม่ สด ดิบ ประเทศ “โมร็อกโก” ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

โมร็อกโกเป็นดินแดนแอฟริกาเหนือ อาณาจักรแขกมัวร์อันไกลโพ้น ที่คุณจะได้สูดกลิ่นอายของมหาสมุทรแอตแลนติก ผสานกับกลิ่นอายของทะเลทรายที่นวลเนียนที่สวยที่สุดของซาฮารา

สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2

 โมร็อกโกเป็นดินแดนอาหรับ หากอุณหภูมิร้อนระอุจะทะลุถึง 45 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหนาวจะมีหิมะตกในบางเมืองอุณหภูมิเหลือ 7 องศาเซลเซียส แต่สำหรับการเดินทางครั้งนี้เราเดินทางไปเที่ยวในช่วงปลายเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเที่ยวกันเองโดยไม่ซื้อทัวร์จากประเทศไทย แต่ไปซื้อทัวร์ท้องถิ่นที่โมร็อกโกโดยใช้บริการทัวร์ของบริษัทเล็กๆ ชื่อ OVER MOROCCO TOUR ซึ่งมาพร้อมรถออฟโรดและไกด์ท้องถิ่นในราคาที่ไม่แพงนัก

เราลงเครื่องที่ คาซาบลังกา ตอนเช้า โดยเริ่มต้นด้วยการแวะชมสุเหร่าของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของโลก ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก สร้างขึ้นในวาระครบ 60 ชันษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมโมร็อกโก คือตัวสุเหร่าปูด้วยหินอ่อนสีไข่ไก่ มีการสลักลวดลายอย่างวิจิตรและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนตัวหลังคาสร้างด้วยกระเบื้องสีเขียว และภายในสุเหร่าบรรจุคนได้มากกว่า 1 แสนคน

จากนั้นผ่าน เมืองราบัต เมืองหลวงของประเทศโมร็อกโก เพื่อแวะกินข้าวกลางวันในตลาดริมทาง เป็นเมนูเนื้อและไก่ย่างแบบคนท้องถิ่น กินกับแผ่นแป้งหนาๆ อบ โรยเกลือ พริกไทย และเครื่องเทศพื้นเมือง

ระหว่างทางจะเจอโอเอซิสเป็นระยะ

 หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าสู่ เมืองเชฟชาอูน นครสีฟ้า เมืองเล็กแต่น่ารัก อากาศดีเย็นสบาย ทั้งเมืองทาด้วยสีฟ้าและขาว เป็นเมืองเก่าแก่กว่า 500 ปี

เชฟชาอูน ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หรูหรา แต่เป็นเมืองเล็กที่ดูอบอุ่นเป็นกันเอง ถนนเป็นซอยแคบไม่ให้รถใหญ่เข้า เพราะเป็นทางลงเนินเขา ในอดีตชาวยิวจากสเปนอพยพมาอยู่และทาบ้านเป็นสีฟ้าขาว จากนั้นเป็นต้นมาทั้งเมืองก็ยังทาสีฟ้าขาวทุกตรอกซอกซอย และเชื่อกันว่าสีฟ้าเป็นสีที่ป้องกันยุงได้ดีด้วย

เราค้างที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาปักหมุด และที่สำคัญคือเป็นเมืองที่ปลอดภัย ขนาดร้านรวงปิดแล้วก็ไม่เก็บข้าวของเข้าร้าน ใช้เพียงผ้าคลุมไว้ของก็ไม่หาย

เชฟชาอูน นครสีฟ้า

 วันต่อมามุ่งหน้าไปทะเลทรายซาฮาราโดยผ่าน เมืองเออร์ฟูน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูก ผลิต และส่งออกอินทผลัมคุณภาพดีไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ชิมแล้วรสดีสมคำร่ำลือ มีความหนึบเหนียว และไม่แฉะเยิ้มเหมือนที่เคยกิน

เรานอนที่ซาฮารา 2 คืน โดยนอนที่โรงแรม 1 คืน และนอนในแคมป์กลางทะเลทราย 1 คืน โดยทิ้งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ที่โรงแรม อาบน้ำจากโรงแรม นำแค่ชุดนอนกับของใช้จำเป็นไป พอแดดร่มทางบริษัททัวร์ได้พาเราขี่อูฐจากโรงแรมไปทะเลทรายประมาณ 45-50 นาที เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตก

บริเวณแคมป์กลางทะเลทรายมีห้องน้ำ มีที่นอนแคมป์ละ 2 คน มีพ่อครัว (คนดูแลอูฐ) ทำอาหารแบบเบอร์เบอร์ให้รับประทาน เขาทำอาหารง่ายๆ 2-3 อย่าง พร้อมชงชาสะระแหน่ให้ดื่ม หลังจากนั้นก็เดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่สันทราย ซึ่งแม้จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศยามเย็นค่ำที่ทะเลทรายก็ไม่ร้อน พอมีลมเอื่อยๆ ให้ชื่นใจ และแม้จะเกือบ 2 ทุ่มแล้ว แต่พระอาทิตย์ก็ยังส่องแสงอยู่เลย

ถนนคดเคี้ยวท่ามกลางธรรมชาติ

 ทว่า เมื่ออิ่มเอมกับมื้อเย็นเสร็จ เราทุกคนก็เตรียมนอนดูดาวซึ่งท้องฟ้าเหนือซาฮาราโล่งกว้างทำให้เราเห็นดาวอย่างชัดเจน นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกหากคุณไปกับคู่รักที่จะได้จับมือนั่งดูดาวด้วยกัน

วันถัดมาก๊วนเราได้ออกเดินทางต่อไปยัง เมืองมาราเกซ โดยผ่านเมืองโบราณที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานชื่อ เมืองไอท์ เบน ฮาดดู เมืองนี้เคยเป็นจุดพักกองคาราวานจากซาฮาราที่จะเดินทางไปยังเมืองมาราเกซ โดยมีจุดโดดเด่นคืออาคารต่างๆ ที่ถูกสร้างด้วยดินทราย ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทางใต้ของโมร็อกโก

ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาทำให้เมืองโบราณแห่งนี้มีความสวยงามแปลกตาจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1987 และยังเป็นโลเกชั่นสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง เช่น ลอเรนซ์แห่งอาราเบีย (Lawrence of Arabia) และนักรบผู้กล้าผ่าแผ่นดินทรราช (Gladiator) ซึ่งยังมีโรงถ่ายเก่าที่เก็บอุปกรณ์เอาไว้ให้เยี่ยมชมได้

นกนางนวลที่เมืองเอสซาเวลา

 ส่วนเมืองมาราเกซนั้นเป็นเมืองสีชมพู อาคารบ้านเรือนเป็นโทนสีชมพูไปทั้งเมือง และเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่มีดีไซเนอร์ดังๆ มาอยู่เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้สินค้าที่นี่สวยและมีราคาแพง ส่วนสถานที่ที่ต้องแวะต้องไม่พลาด คือบ้านและสวนของดีไซเนอร์ชื่อดัง อีฟ แซงต์ โลรองต์ ที่กระดูกของเขาได้ฝังไว้ที่สวนแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องไปช็อปปิ้งที่ตลาดกลางแจ้ง จามา เอลฟานา เป็นตลาดขนาดใหญ่บนลานโล่งกว้าง ขายอาหาร ผลไม้ ถั่ว และด้านหลังเป็นบาร์ซาขนาดใหญ่ประหนึ่งจตุจักรบ้านเรา ขายงานพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดมากกว่าสินค้าจากโรงงานอย่างบ้านเรา

และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญอย่างพระราชวังบาเฮีย ของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสก ซึ่งถึงแม้ว่าวังนี้จะไม่ใหญ่มากมาย แต่ความสวยงามนั้นสุดอลังการ

แพะภูเขาบนต้นอาร์แกนออยล์

 จนกระทั่งเส้นทางได้ไปสิ้นสุดที่เมืองริมทะเล เมืองเอสซาเวลา อันแสนคลาสสิก อากาศในเมืองนี้มีลมเย็นจนขนลุกสมกับเป็นเมืองแห่งลม (Windy City) จนทำให้เกสต์เฮาส์ริมทะเลไม่มีทั้งแอร์และพัดลม เพราะว่ามีลมพัดอื้ออึงแถมยังต้องห่มผ้านอน

การเดินทางของเราผ่านหลายเมือง ซึ่งระหว่างที่รถเคลื่อนผ่าน หากโชคดีจะเจอกับไฮไลต์สำคัญที่ไม่ใช่ทุกคนจะเจอ นั่นคือแพะภูเขาที่กำลังปีนต้นอาร์แกนออยล์ ที่ไม่ได้พบบ่อยนัก และอดไม่ได้ที่ต้องขอจอดรถแล้วลงไปเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

โดยสรุปแล้วทริปนี้เราเดินทางทั้งหมด 7 เมือง เจออากาศทั้งร้อนมาก ร้อนสบาย เย็น หนาว และฝน ครบทุกอารมณ์ในประเทศเดียว รวมถึงสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ก็ยิ่งทำให้หลงใหลและหลงรักโมร็อกโกเข้าอย่างจัง

สวนในบ้านของดีไซเนอร์ดัง อีฟ แซงต์ โลรองต์

รถม้าชมเมืองมาราเกซ

จานกระเบื้องประดับบ้าน เป็นของฝากขึ้นชื่อที่ตลาดจามา เอลฟานา

ป้อมทาเริท แห่งตระกูลกลาวี

ตรอกซอกซอยในนครสีฟ้า

ถนนตัดผ่านภูเขาแทนเจีย

ร้านขายโคมไฟที่ตลาดจามา เอลฟานา

จุดชมวิวเมืองเชฟชาอูน

พระราชวังบาเฮีย

ชายทะเลเมืองเอสซาเวลา

 

 

%d bloggers like this: