โพสต์ทูเดย์

All posts in the โพสต์ทูเดย์ category

มหาเศรษฐีจีนอุทิศตัวตระเวนเก็บขยะในบ้านเกิดทุกวัน

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606557

  • วันที่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

มหาเศรษฐีจีนอุทิศตัวตระเวนเก็บขยะในบ้านเกิดทุกวัน

จงชงหรง มหาเศรษฐีชาวจีน เจ้าของกิจการชิ้นส่วนรถยนต์และโรงงานวัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 100 ล้านหยวน ตระเวนเก็บขยะในเมืองฉงชิ่งบ้านเกิดทั้งเช้าและเย็นทำมาแล้ว 4 ปีและจะทำต่อไป แม้จะมีสายตาเยาะเย้ยก็ตาม

ทุกๆ วันหลังทานอาหารเช้าและอาคารค่ำ จงในวัย 54 ปีจะขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์คู่ใจ พร้อมกับอุปกรณ์เก็บขยะอย่างที่คีบสเตนเลส และเครื่องขยายเสียงเล็กๆ ที่บันทึกเสียงไว้ว่า “โปรดอย่าทิ้งขยะเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของพวกเรา และเพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดี” ตระเวนไปตามท้องถนนในเมืองฉงชิ่ง โดยเฉพาะในย่านที่มีร้านอาหาร แล้วใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมงเดินเก็บขยะที่ชาวจีนทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง

มหาเศรษฐีรายนี้เผยว่า “นี่คือภารกิจในการเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของผู้คน และเพื่อกระตุ้นให้คนพวกนี้ตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม และแม้จะถูกหัวเราะเยาะหรือเดินหนีบ้างก็ไม่ท้อ ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำต่อไป”

ภารกิจเก็บขยะในบ้านเกิดของจงเริ่มขึ้นเมื่อปี 2015 หลังจากที่เขาได้พบกับอาจารย์เกษียณอายุของมหาวิทยาลัยชิงหัว ที่อุทิศตัวเก็บขยะในเมืองซานยาบนเกาะไหหลำของจีนพร้อมกับสามีทุกวัน สองสามีภรรยาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้จงลุกขึ้นมาเก็บขยะบ้าง

เริ่มแรกลูกๆ และภรรยาของจงรู้สึกอับอายกับพฤติกรรมของสามีและพ่อที่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดจนไม่กล้าเดินกับจงในที่สาธารณะ และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือภรรยาถึงขั้นขู่ว่าจะขอหย่าถ้าไม่เลิกเก็บขยะ เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของสามี เพราะจงเคยถูกกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าไปเตือนให้ทิ้งขยะลงถังทำร้ายร่างกายจนเรื่องถึงสถานีตำรวจมาแล้ว

แต่ความคิดของลูกและภรรยาก็เปลี่ยนไปหลังจากได้เห็นภาพชุมชนที่สะอาดขึ้น และยังมีเสียงชื่นชมจากเพื่อนบ้าน นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วทางการเมืองฉงชิ่งยังประกาศในจงเป็น 1 ใน 10 บุคคลสาธารณะดีเด่น ส่วนคนในครอบครัวก็ได้รับรางวัลครอบครัวดีเด่นจากสมาคมสตรีจีนด้วย

เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษยอมรับทำราชวงศ์ผิดหวังที่พัวพันกับผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606550

  • วันที่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 16:10 น.

เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษยอมรับทำราชวงศ์ผิดหวังที่พัวพันกับผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ดยุคแห่งยอร์กทรงอธิบายข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก และพระราชโอรสในสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2  กับเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ ทรงให้สัมภาษณ์กับ เอมิลี เมทลิส ผู้ประกาศข่าวในรายการ Newsnight ของสำนักข่าวบีบีซี ถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีที่ฆ่าตัวตายในเรือนจำขณะรอการพิจารณาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

เจ้าชายแอนดรูว์ตรัสว่า ทรงทำให้สมาชิกราชวงศ์อังกฤษผิดหวังที่เอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน แม้ภายหลังจะทรงทราบดีว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้วก็ตาม และตรัสอีกว่า “ข้าพเจ้าพำนักที่บ้านของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าโกรธตัวเองมาก เพราะมันไม่เหมาะไม่ควรสำหรับการเป็นสมาชิกราชวงศ์ และราชวงศ์ของเราก็พยายามรักษามาตรฐานสูงสุดตลอดมา และข้าพเจ้าทำให้พวกเขาผิดหวัง”

เมื่อถูกถามว่า เวอร์จิเนีย จุฟฟรีย์ กล่าวอ้างว่าเคยพบกับพระองค์เมื่อปี 2001 เคยรับประทานอาหารเย็นกับพระองค์ เคยเต้นกับพระองค์ที่ไนต์คลับในกรุงลอนดอน และเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระองค์ในบ้านของพระสหายของพระองค์ พระองค์จะตอบว่าอย่างไร เจ้าชายแอนดรูว์ตรัสว่า “จำไม่ได้ว่าเคยพบกับผู้หญิงคนนี้ จำไม่ได้เลย” และเมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งก็ทรงยืนยันว่าจำไม่ได้

ทั้งนี้ เจ้าชายแอนดรูว์ทรงถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนหลายครั้ง รวมทั้งคลิปวิดีโอที่พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ร่ำลาหญิงสาวรายหนึ่งที่แมนชั่นหรูในย่านแมนฮัตตันของสหรัฐซึ่งเป็นของเอปสตีนเมื่อปี 2010 ที่ถูกเผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ทรงปฏิเสธมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พระองค์ตรัสถึงเรื่องเหล่านี้ต่อสาธารณะ

ภาวะโลกร้อนทำสุขภาพเด็กพังตั้งแต่เกิดจนโต

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606539

  • วันที่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 14:30 น.

ภาวะโลกร้อนทำสุขภาพเด็กพังตั้งแต่เกิดจนโต

องค์กร The Lancet Countdown ซึ่งติดตามความก้าวหน้าด้านสุขภาพและการปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เผยรายงานประจำปีว่าด้วยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพของมนุษย์ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของเด็กไปชั่วชีวิต ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อร้ายแรงไปจนถึงภาวะขาดสารอาหาร หากคนทั้งโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงานฉบับนี้ยังเตือนอีกว่า ขณะนี้เด็กๆ ทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วต่างๆ และคนรุ่นต่อไปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรคที่แพร่กระจายทางอากาศ ขาดสารอาหารเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรล้มเหลว หรือแม้แต่ความเครียดทางร่างกายและจิตใจจากปัญหาน้ำท่วมหรือไฟป่า

รายงานของ The Lancet Countdown ระบุต่อไปว่า เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขณะนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 และแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นิค วัตส์ ประธาน The Lancet Countdown เผยว่า เด็กๆ ที่ลืมตาดูโลกวันนี้มีอายุขัยเฉลี่ย 71 ปี หรือจะอาศัยอยู่บนโลกไปจนถึงปี 2090 ซึ่งหมายความว่าเด็กเหล่านี้จะต้องเผชิญกับวันที่โลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส

รายงานฉบับนี้ยกตัวอย่างว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารหลักของโลก อาทิ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ล้วนมีผลผลิตลดลง ส่งผลให้ทารกและเด็กเล็กมีความเสี่ยงขาดสารอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต เช่น หยุดการเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และปัญหาด้านพัฒนาการในระยะยาว รวมทั้งจะมีเด็กที่ไวต่อการติดเชื้อโรคมากขึ้น

สุดอัจฉริยะเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 ขวบ

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606503

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 20:05 น.

สุดอัจฉริยะเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 ขวบ

เด็กอัจฉริยะวัย 9 ขวบเตรียมขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

สำนักข่าวเดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า โลรองต์ ซิมอนส์ เด็กชายวัย 9 ขวบจากเบลเยียมกำลังจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเทคนิคไอนด์โอเวน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของเนเธอร์แลนด์ภายในเดือนหน้า หลังจากเพิ่งเข้าศึกษาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว และจะกลายเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ซิมอนส์ เจ้าของไอคิว 145 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นขณะอายุเพียง 8 ขวบ หลังจากใช้เวลาเรียนตั้งแต่ต้นจนถึงระดับมัธยมเพียง 18 เดือนเท่านั้น โดยหลังจากนี้หนูน้อยอัจฉริยะมีแผนศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในสาขาวิศวกรไฟฟ้าควบคู่กับสาขาด้านการแพทย์ เนื่องจากใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ รวมทั้งศัลยแพทย์ด้านหัวใจ เพราะคุณปู่คุณย่าเป็นโรคหัวใจ

อเล็กซานเดอร์ ซิมอนส์ คุณพ่อของโลรองต์และทันตแพทย์ เผยว่า ขณะนี้บรรดามหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งพากันส่งจดหมายเชิญตัวให้โลรองต์ไปเรียนต่อ แต่หนูน้อยยังไม่เลือกว่าจะเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน เพียงแต่เคยบอกว่าอยากไปเรียนที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ

นอกเหนือจากการเรียนหนังสือ โลรองต์ใช้ชีวิตวัยเด็กไม่ต่างจากเด็กธรรมดาคนอื่นๆ นั่นคือการเล่นเกมส์ Fortnite เล่นกับเพื่อนๆ หรือดูซีรีส์จาก Netflix

หากโลรองต์จบการศึกษาอย่างเป็นทางการ เขาจะโค่นตำแหน่งบุคคลอายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจาก ไมเคิล เคียร์นีย์ ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอละแบมาในวัย 10 ขวบ

ประท้วงทำพิษ เศรษฐกิจฮ่องกงถดถอยครั้งแรกในรอบ 10 ปี

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606487

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 17:53 น.

ประท้วงทำพิษ เศรษฐกิจฮ่องกงถดถอยครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ความวุ่นวายในประเทศ บวกกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ฉุดเศรษฐกิจฮ่องกงดิ่งเหว

รัฐบาลฮ่องกงเผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ว่า เศรษฐกิจฮ่องกงหดตัวลง 3.2% ต่อเนื่องจากไตรมาสที่สองที่หดตัว 0.5% ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอยในเชิงเทคนิคแล้ว แต่หากเทียบเป็นรายปี ไตรมาสที่สามของปีนี้เศรษฐกิจหดตัวลงจากปีก่อน 2.9% ซึ่งถือว่าหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 อีกทั้งยังปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจทั้งปีว่าจะลดลงจากปีก่อน 1.3%

รัฐบาลฮ่องกงเผยถึงสาเหตุของเศรษฐกิจตกต่ำว่ามาจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้าประเทศ ตามมาด้วยบรรดาห้างร้านต่างๆ ที่ทยอยปิดตัวลงหรือปรับลดเวลาทำการ บวกกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาและสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ และยังเตือนว่าหากการประท้วงยังดำเนินต่อไปการบริโภคและการลงทุนในประเทศจะซบเซาไปตลอดทั้งปี

โคอาล่าอาจสูญพันธุ์เพราะไฟป่าออสเตรเลีย (ภาพชุด)

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606457

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 15:44 น.

โคอาล่าอาจสูญพันธุ์เพราะไฟป่าออสเตรเลีย (ภาพชุด)

ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียคร่าชีวิตโคอาล่า สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศไปแล้วอย่างน้อย 350 ตัว

กลุ่มอนุรักษ์โคอาล่า Koala Conservation Australia ของออสเตรเลียเผยว่า ไฟป่าครั้งล่าสุดทำให้ประชากรโคอาล่าในพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ Lake Innes Nature Reserve ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลักของโคอาล่าของรัฐนิวเซาท์เวลส์ถูกไฟคลอกตายไปกว่าครึ่ง หรืออย่างน้อย 350 ตัว และอาจจะมีโคอาล่าตายมากกว่านี้ เนื่องจากไฟยังไม่มีทีท่าจะสงบลง

ขณะที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโคอาล่าพอร์ทแม็คควอรีย์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทุ่มเทความพยายามปฐมพยาบาลและดูแลโคอาล่าที่เพิ่งช่วยออกมาจากไฟป่านับสิบตัวด้วยการให้สารอาหาร ทำแผล และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยโคอาล่าแต่ละตัวที่ถูกช่วยออกมามักจะมีอาการอุ้งเท้าไหม้ ขนไหม้ ขาดน้ำ เครียด และหวาดกลัว

เชย์น แฟลเนแกน ประธานฝ่ายคลินิคของโรงพยาบาลโคอาล่าพอร์ทแม็คควอรีย์ เผยว่าสิ่งที่เกิดกับโคอาล่าตอนนี้ถือเป็นเรื่องรุนแรงระดับชาติ ไฟป่าอาจทำให้โคอาล่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยนับตั้งแต่ปี 2012 รัฐบาลออสเตรเลียจัดโคอาล่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์อยู่ในสถานะ “ตกอยู่ในอันตราย” เนื่องจากมีประชากรลดลงต่อเนื่องจากหลายสาเหตุ อาทิ ที่อยู่อาศัยถูกคุกคาม ถูกสุนัขกัด ไฟป่า และอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทั้งนี้ โคอาล่ามักจะหลบหลีกภัยคุกคามรวมทั้งไฟป่าด้วยการหนีขึ้นไปบนต้นไม้สูงๆ ดังนั้นหากไฟป่าลุกลามในพื้นที่ไม่รุนแรงมากและกินเวลาไม่นาน โคอาล่าอาจไม่ได้รับอันตราย แต่หากไฟโหมรุนแรงขึ้นไปจนถึงยอดไม้มันก็หมดทางหนี

ภาพ : Koala Hospital Port Macquarie

ศพที่ 2 ของการประท้วงฮ่องกง ชายวัย 70 ถูกอิฐลูกหลงเสียชีวิต

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606444

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 13:53 น.

ศพที่ 2 ของการประท้วงฮ่องกง ชายวัย 70 ถูกอิฐลูกหลงเสียชีวิต

ประท้วงฮ่องกงยังแรงไม่เลิก ล่าสุดชายวัย 70 ถูกลูกหลงเสียชีวิตอีกราย

ตัวแทนโรงพยาบาลปรินซ์ออฟเวลส์ในฮ่องกงยืนยันว่า ชายวัย 70 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกก้อนอิฐปาใส่ศีรษะระหว่างที่กลุ่มผู้ประท้วงและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลฮ่องกงปะทะกันอย่างดุเดือดในย่านซั่งสุ่ย นับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 นับตั้งแต่เกิดเหตุประท่วงเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

ตำรวจเผยว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นพนักงานรักษาความสะอาดที่อาสาออกมาเก็บกวาดก้อนอิฐที่กลุ่มผู้ประท้วงขว้างปาใส่กัน กำลังอยู่ระหว่างพักกลางวัน แต่จู่ๆ ก้อนอิฐที่กลุ่มผู้ประท้วงและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลขว้างใส่กันก็ลอยมาถูกศีรษะของชายคนดังกล่าวจนล้มลง ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ซึ่งอยู่ระหว่างภาระกิจประชุมสุดยอด BRICS ที่ประเทศบราซิลกล่าวว่า การประท้วงรุนแรงในฮ่องกงถือเป็นอันตรายกับหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ และยังเตือนอีกว่าฮ่องกงต้องยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อไม่ถึงสัปดาห์ก่อน อเล็กซ์ โจว นักศึกษาวัย 22 ปี เพิ่งเสียชีวิตหลังพลัดตกจากอาคารสูงระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามจับตัวผู้ประท้วง

ผู้ชนะวันคนโสด เปิดสถิติค่ายไหนรับไปเหนาะๆ

Published November 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606407

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 21:07 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.17 ผู้ชนะวันคนโสด เปิดสถิติค่ายไหนรับไปเหนาะๆ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ฟรีคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง ‘โค้ก-หาดทิพย์’ ฉลอง 5 ทศวรรษจัดใหญ่ยกทะเลมาไว้หน้าเซ็นทรัลเวิลด์

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/606167

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 14:11 น.

ฟรีคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง 'โค้ก-หาดทิพย์' ฉลอง 5 ทศวรรษจัดใหญ่ยกทะเลมาไว้หน้าเซ็นทรัลเวิลด์

ฉลองครบรอบ 50 ปี โค้ก-หาดทิพย์ เตรียมจัดเทศกาลแห่งความสนุก “เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด-กาล-งาน-หนุก-หนัด” จัดเต็มฟรีคอนเสิร์ตและกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอด 2 วัน 23-24 พ.ย.นี้ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เพื่อขอบคุณคู่ค้าและผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนมาตลอดระยะเวลา 50 ปี บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์โคคา-โคลา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ จัดงานฉลองครบรอบ 5 ทศวรรษ โค้ก-หาดทิพย์ สุดยิ่งใหญ่ ในธีม “เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด-กาล-งาน-หนุก-หนัด”

ครั้งแรกกับเทศกาลแห่งความสนุกในกลิ่นอายของทะเลใต้เกาะสวาท หาดทิพย์ พร้อมยกขบวนกองทัพศิลปินสุดฮอตครบทุกแนวดนตรี ป๊อป ฮิปฮอป แดนซ์ ร็อค เพื่อชีวิต ที่จะมาส่งความสุขให้พี่น้องชาวไทยได้สนุกกันเต็มที่ กับฟรีคอนเสิร์ตจัดเต็มตลอด 2 วัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์

ครื้นเครงกับสารพัดกิจกรรมสอยรางวัลกลับบ้าน และร่วมประมูลเสื้อยืดวาดมือการกุศลจาก ศิลปิน ดาราเซเลบริตี้ กว่า 50 ท่าน เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ที่สำคัญพลาดไม่ได้กับเมนูอาหารชื่อดังจากภาคใต้ที่จะมาให้หรอยอย่างแรง ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลที่ราวกับยกเกาะจากภาคใต้มาไว้ใจกลางกรุง โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายนนี้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยในงานจะมีจุดถ่ายภาพเก๋ๆ จำลองบรรยากาศเกาะสวาท หาดทิพย์ มีทั้งรถโค้กยักษ์ วิวทะเลสวยๆ เหมือนยกเกาะมาให้ถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งชิมเมนูอร่อยของร้านอาหารดังจากปักษ์ใต้ ที่จะมาเสิร์ฟความอร่อยถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เต้าคั่ว เจ๊เอ็ง, ขนมไข่เตาถ่าน ป้ามล ร้านดังจากหาดใหญ่, ข้าวต้มแห้งโกเบนซ์ ร้านเด็ดของภูเก็ต และเมนูอร่อยอีกมากมาย รวมทั้งจัดฟรีคอนเสิร์ตที่จะมาระเบิดความมัน

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน เปิดเวทีด้วย วงคาราบาว, ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, เจนนี่ ลิลลี่, PARADOX, มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, วงนูโว, นิว จิ๋ว, TWOPEE

และวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน สนุกกับ MAITRI, แอมมี่ THE BOTTOM BLUES, THE KEYLOOKZ, เบน ชลาทิศ, ทาทา ยัง, คริสติน่า อากีล่าร์, เจ เจตริน วรรธนะสิน, โมเดิร์น ด็อก และ วงไทยเทเนี่ยม มาพร้อมกับแขกรักเชิญพิเศษ wonderframe”

ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ผ่านการประมูลเสื้อเพ้นท์ลายจากศิลปิน ดารานักแสดงชื่อดังกว่า 50 คน เช่น “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ, “เชียร์ “ทิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์, “เป้” อารักษ์ อมรศุภศิริ, เจนสุดา ปานโต, แอริน ยุกตะทัต, “วุ้นเส้น” วิริฒิพา ภักดีประสงค์, เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, ภูริ หิรัญพฤกษ์ ฯลฯ โดยรายได้จากการประมูลจะมอบให้กองทุนเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี สมเด็จย่า คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ซึ่งงานนี้ได้จัดงานแถลงข่าวงานไปเรียบร้อยแล้ว โดยมี พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย กล่าวถึงการเฉลิมฉลองครบ 5 ทศวรรษ ของบริษัทฯ ในโอกาสที่บริษัทฯ ได้พัฒนากิจการให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน

ในฐานะผู้นําอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปีนี้บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ โดยมีการปรับโลโก้ใหม่ให้ดูสดชื่นขึ้น ตลอดจนสร้างสรรค์มาสคอต โดยนำคาแรคเตอร์ของ ‘เท่ง’ ตัวตลกในหนังตะลุงของภาคใต้ มาเป็นตัวแทนของหาดทิพย์ ซึ่ง ‘เท่ง’ ทั้ง 3 เวอร์ชั่น จะปรากฎตัวในกิจกรรมต่าง ๆ ที่หาดทิพย์ให้การสนับสนุน ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเขื่อมั่นต่อการลงทุนว่าจะสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงนโยบายที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดีเช่นเดิม

ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา หาดทิพย์ได้เข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมในภาคใต้ทั้งด้านการศึกษา กีฬา สาธารณกุศล และ สาธารณประโยชน์ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุนและจัดโครงการต่างๆ กว่า 125,000 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจประเทศ

บริษัทฯ ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานภายในใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell Rooftop) มาใช้ในการผลิตสินค้า นำก๊าซ LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิงในการขนส่งและกระจายสินค้า นอกจากนี้ยังจัดทำ Carbon Footprint เพื่อหาข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซอย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำ บริษัทฯ มีโครงการ “รักน้ำ” มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่ออนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนโดยสามารถคืนน้ำกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติได้เกิน 100% ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม ร่วมกับชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำและประปาภูเขา ส่วนการจัดการปัญหาขยะนั้น หาดทิพย์นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้กับบรรจุภัณฑ์น้ำดื่ม “น้ำทิพย์” ทำให้ลดการใช้พลาสติกได้ 35% และรีไซเคิลได้ 100% รวมทั้งออกแบบให้สามารถบิดขวดได้เมื่อดื่มหมดเพื่อช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บขยะรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marine Camp ที่ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกลุ่มอนุรักษ์ทะเลไทย (Reef Guardian Thailand) เพื่อจัดการขยะชายฝั่งและขยะในทะเล รวมทั้งมีแปลงอนุบาลเพื่อขยายพันธุ์ปะการังให้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำและป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำอีกด้วย

การพัฒนาเยาวชนเปิดประตูความฝันให้เยาวชนที่รักกีฬาฟุตบอลก็ยังเป็นกิจกรรมที่หาดทิพย์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักฟุตบอลจากโครงการ Coke Cup และ ยุวชนหาดทิพย์คัพ ได้มีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและทีมชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้หันมาเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาเป็นอาชีพต่อไป

และจากความมุ่งมั่นพัฒนาในมิติทางสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล(Environment Social and Governance) หรือ ESG อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ บริษัทฯ ได้เข้ารับการประเมินความยั่งยืนตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดและได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Thailand Sustainability Investment (THIS) หรือ “หุ้นยั่งยืน” หลังจากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 79 บริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนประจำปี 2561 มาครั้งหนึ่งแล้ว

จากการดําเนินธุรกิจตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เราคํานึงอยู่เสมอว่า หาดทิพย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ พนักงานเราเป็นคนใต้กว่า 80% ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนใต้ อะไรที่เราสามารถทําให้ภาคใต้ได้ก็จะทําอย่างเต็มความสามารถ จึงทําให้หาดทิพย์ได้รับการยอมรับให้มานั่งในหัวใจของคนใต้และพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า “หาดทิพย์ เป็นส่วนหนึ่งของภาคใต้”

วัตถุประสงค์สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ถึงแม้หาดทิพย์ จะดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสเสิร์ฟความสดชื่นให้แก่ทุกท่านที่บ้านของเรา ในครั้งนี้ ผมและชาวหาดทิพย์จึงอยากนำเฟสติวัลที่มีกลิ่นอายของภาคใต้มาสร้างสีสัน มอบความสุขให้ทุกคนถึงกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของประเทศไทย เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน ผ่านเสียงดนตรีและกองทัพศิลปินที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่จะมาร่วมสร้างความบันเทิงตลอด 2 วัน

อัพเดตกิจกรรมต่าง ๆ และติดตามความสนุกของ เกาะสวาทหาดทิพย์ เทด – กาล – งาน – หนุก – หนัด ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ได้ทาง Facebook : Coke Haadthip และ Instagram : Cocacola_haadthip

“Jinta Homemade Icecream” ไอศกรีมกินเป็นยา

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606378

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

"Jinta Homemade Icecream" ไอศกรีมกินเป็นยา

รู้จัก “Jinta Homemade Icecream” แบรนด์ไอศกรีมที่ทำจากผักและผลไม้ ด้วยหวังให้คนกินมีสุขภาพที่ดี

***********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

ของหวานๆ เย็นๆ ไม่มีพ่อคนไหนอยากให้คนรักทานในปริมาณที่มากเกิน

แต่ถ้าเป็น ‘Jinta Homemade Icecream’ แบรนด์ไอศกรีมที่นำเอาผักและผลไม้มาผสมจนได้รสชาติที่ถูกลิ้นพร้อมกับสารวิตามินและแร่ธาตุ ‘หนุ่ม เมธวัจน์ เกียรติกีรติสกุล’ เซลล์แมนด้านโลจิสติกส์เป็นคนที่คุณจะต้องรู้จัก

“เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ซึ่งถ้าเราหรือคนรอบข้างไม่ป่วย เราก็มักจะไม่ใส่ใจ” เขากล่าวก่อนจะพาเราไปสัมผัสยารสหวานทานง่ายกับไอศกรีม ‘Jinta Homemade Icecream’

จุดประกายจากลูกสาว

นอกจากความชอบในการทานไอศกรีมตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ทำให้พนักงานเซลล์ด้านโลจิสติกส์ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ไอศกรีมเพราะลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

“ภรรยาตั้งท้องลูกคนแรก ก็เลยคิดที่จะหารายได้เสริม แรกๆ ก็มองว่าจะทำกาแฟหรือเบเกอรี่แต่คนก็ทำกันเยอะแล้ว ไอศกรีมก็น่าจะเข้าทางและเราก็ชอบอยู่แล้วด้วยเวลาเหนื่อยๆ เครียดๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย”

ไม่นานหนุ่มตัดสินใจเข้าคอร์สลงเรียนการทำไอศกรีม 2 วัน ได้ความรู้พื้นฐานในการทำและทำไอศกรีมออกมาเป็นรสชาติในตลาดอย่างรสมิ้นต์ รสวนิลา รสสตอเบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากนั้นหนุ่มใช้ระยะเวลาเกือบปีทำให้ครอบครัวกินก่อนจะเริ่มทำขายในชื่อแบรนด์  ‘Jinta Homemade Icecream’ ทางออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

“พ่อค้าใหม่แรกๆ ลูกค้าแรกก็ญาติๆ เพื่อนๆ ช่วยกัน เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการออกบูท การจัดร้าน แต่หลังค้าขายได้สักระยะก็มีคนแนะนำไปออกตลาดออกบูท จากนั้นก็เลยไปออกบูทเรื่อยๆ” เซลล์แมนหนุ่มวัย 40 เล่าด้วยรอยยิ้ม เพราะแม้การค้าจะไม่ปังดังเปรี้ยงแต่ก็พอที่จะพยุงสร้างรายได้ตามจุดประสงค์

“คนซื้อก็คนมาเดินตลาดแล้วร้อนก็ซื้อ แต่ไม่มีการกลับมาซื้อซ้ำเพราะมันก็มีรสชาติทั่วไปที่หาทานได้ทุกตลาด”

หวานรักษาสุขภาพ

เมื่อลงสนามขายมากขึ้น ยิ่งทำให้หนุ่มได้รับองค์ความรู้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับการออกบูทตลาดออร์แกนิกทำให้หนุ่มเปลี่ยนแปลงแนวคิดการทำไอศกรีมแบบตลาดทั่วไปมาเป็น ‘ไอศกรีมสุขภาพ’

“ประมาณปีที่ 4 ของการขายก็มาออกบูทออร์แกนิก เจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพเขาก็มาแนะนำทำไมเราไม่ทำไอศกรีมที่มาจากผลไม้ จริงๆ เรากลัวว่าเราไม่ได้เป็นพ่อค้าแม่ค้าผลไม้มาทำกลัวว่าบูดแล้วเราไม่รู้ ก็ไม่กล้าเล่น แต่ก็ได้รับคำแนะนำผลไม้ที่เสียยากๆ อย่าง เสาวรส และพอมาทำปรากฏว่าลูกค้าชอบมาก”

และนอกจากหนุ่มเริ่มติดใจทดลองลองเอาผลไม้ทั้งที่นิยมและไม่นิยม เช่นตะลิงปลิง มะเกี๋ยง มะยม มาทำลิสต์รายการตัวต่อมาหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาลนั้นๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มุ่งเต็มตัวทางด้านนี้ก็เพราะใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์ หนุ่มจึงยึดหลักทำให้ครอบครัวกินมาตลอดฉะนั้นเมื่อรู้ว่าการที่ใส่สีแต่งหรือการปรุงรสหนักๆ จะเกิดการสะสมส่งผลก่อโรคกับร่างกายได้ เขาจึงไม่เพียงทำไอศกรีมจากผลไม้ปลอดสารพิษแต่ยังได้ปรับลดสารให้ความคงตัวที่ให้ไอศกรีมอยู่ได้นานอีกด้วย

“เราใช้ชื่อลูกตั้งเป็นชื่อแบรนด์เรา เราก็พยายามทำออกมาให้ดีที่สุด แต่คำว่าดีที่สุดสมัยก่อนเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้เห็นคนอื่นเขาใส่กินได้เราก็ใส่ แต่พอออกบูทออร์แกนิก มีการเสวนาได้ฟังวิชาการ เราป่วยเป็นมะเร็ง เราหาสาเหตุไม่เจอมาจากการที่เรากินสารเคมีสะสมๆ ไปเรื่อยๆ

“ผมเลยเปลี่ยนทั้งลดสารให้ความคงตัวลงครึ่งๆ ไอศกรีมเราอยู่ได้ 4 เดือน จากปกติที่เขาทำขายกันที 1 ปี และก็ก่อนใส่เมนูผลไม้ เราก็จะชิมว่าหวานเกินไปหรือไม่ถ้าหวานก็จะลดน้ำตาล คือเนื่องจากว่าลูกเราก็ทาน ผมไม่รู้ว่าลูกจะกินถ้วยไหน ฉะนั้นทุกถ้วยตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”

ทำไอศกรีมเป็นยา

หลังมองเห็นว่าในงานออกบูธออร์แกนิกไม่มีเพียงแค่ผลไม้เท่านั้นแต่ยังมีผักที่ปลูกแบบไร้สารพิษ หนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะหยิบจับมาเป็นส่วนผสม

โดยเริ่มจากรส ‘ผักขม-ฟักทอง’ ทำออกมาแล้วได้สีเหลืองกับเขียวเป็นริ้วๆ ในเนื้อไอศกรีมที่นอกจากสวยงามแล้วยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ และถัดมาเป็นรส ‘คะน้า-สาระแน่’ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครดึงดูดให้ผู้คนสนใจ ซึ่งล่าสุดมีรสชาติของ ‘มะระชีสเค้ก’ และ ‘ผักชี’ เพิ่มเป็นทั้งหมด 4 เมนูไอศกรีม

“เราเริ่มชัดเจนในคำว่าอาหารเป็นยามากขึ้น วันนั้นที่คิดไอเดียไอศกรีมกินเป็นยาก็เพราะเจอคุณหมอเรียนด้านพฤกษศาสตร์นั่งคุยถกกันเรื่องการนำสมุนไพรมาเป็นอาหาร เราอยู่ในวงด้วยก็เลยปรึกษามาทำเป็นไอศกรีมมันสามารถกินเป็นยาได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่ามันสามารถทำได้”

ไอครีมแบรนด์ Jinta Homemade Icecream  พัฒนาเรื่อยๆ มาและเมื่อลูกสาวคนที่ 2 เกิด เขาได้ต่อยอดเพิ่มผลิตภัณฑ์ชื่อ “ณีวา” เป็นไอติมแท่ง ‘รสงาดำ-ชาร์โคล’ เพื่อเสริมสร้างแคลเซียม และ ‘รสขิง-ขมิ้น’ ช่วยในการเคลือบกระเพาะและขับลม

“อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ไอศกรีมมันเป็นของที่คนเราทุกข์ เบื่อๆ เซ็งๆ  มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้บูสขึ้นมาได้ แต่บูสจิตใจอย่างเดียวไม่บูสร่างกายมันก็ไม่โอเคเท่าไหร่ คือถ้าไม่มีคนใกล้ตัวหรือตัวเราไม่ป่วยขึ้นมาเราจะไม่คิดถึง”

สุขร่วมเสพ ส่งสิ่งดีแค่ยิ้มก็สุขใจ

ความต้องการที่นอกจากเรื่องสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นอันเป็นหลักยึดของ ‘Jinta Homemade Icecream’ หนุ่มยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“บรรจุภัณฑ์มันเป็นอัตโนมัติพอใส่ใจเรื่องสุขภาพสิ่งแวดล้อมมันตามมาเองเพราะเราคลุกคลีกับคนในกลุ่มตลาดออร์แกนิกที่เขาทำเรื่อง zero waste การลดขยะและปลูกฝังให้ทุกคนช่วยกัน เราก็ได้แนวคิดนี้มาใช้และนำกระทงกับกาบหมากมาใส่ไอศกรีมของเรา”

เมื่อถามถึงโรดแมปต่อไปในอนาคต หนุ่มเผยว่าตอนนี้ก็วางแพลนไว้ว่ามองหน้าหาร้านเล็กๆ สักที่1 เพื่อรันธุรกิจไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้ทุกๆ คนใส่ใจในเรื่องสุขภาพ

“มันเป็นคล้ายๆ กุศโลบายเล็กๆ ให้คนไม่กินผักได้กินผัก ซึ่งตอนแรกเรามองจะให้เด็ก แต่เราเจอผู้ใหญ่ไม่กินผักเยอะมาก เขามาลองกินและกินได้ สุขภาพเขาดี ชีวิตดี มันก็ช่วยให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตามมา ผมก็เลยยิ่งต้องการทำไปเรื่อยๆ”

คุณพ่อลูก 2 กล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับบอกว่าในวันนี้ธุรกิจแม้จะยังอยู่ในช่วงไต่ขึ้นภูเขา แต่ความสำเร็จของเขาไม่ใช่ที่ยอดขายเยอะๆ หากแต่เป็นทุกๆ ลูกไอศกรีมที่ส่งออกไปสามารถสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

%d bloggers like this: