โพสต์ทูเดย์

All posts in the โพสต์ทูเดย์ category

หม่าล่า… รสชาติมีมิติ

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546885

หม่าล่า... รสชาติมีมิติ

โดย สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพียงแค่ปีเศษ “หม่าล่า” หรือที่คนเรียกกันติดปากว่า “หมาล่า” ก็เป็นกระแสฮิตติดลมบนไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติที่หลงใหลในรสชาติอันมีมิตินี้ไปตามๆ กัน

คำว่า “หม่าล่า” มาจากคำว่า “หม่า” แปลว่า “ชา” กับคำว่า “ล่า” ที่แปลว่า “เผ็ด” ซึ่งมีความหมายสื่อถึงรสชาติว่ามีทั้งเผ็ดและชาในคราวเดียวกัน

หม่าล่าเป็นเครื่องเทศของจีนเป็นรสชาติหลักของอาหารเสฉวนและยูนนาน หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าหม่าล่าคือพริกสีแดงที่มีรสชาติเผ็ดและชา แท้จริงแล้วหม่าล่าคือเครื่องเทศชนิดหนึ่งในตระกูลพริกไทยที่นอกจากจะให้กลิ่นหอมแล้ว ยังให้รสชาติชาที่ปลายลิ้น ซึ่งชาวจีนเรียกว่า “ฮวาเจียว” จะนิยมใช้และมีชื่อเสียงอย่างมากในมณฑลเสฉวน และเมื่อนำมาผสมกับพริกแล้วก็จะทำให้รสชาติอาหารนั้นเผ็ดและชาที่ปลายลิ้นมากยิ่งขึ้น

ในมณฑลเสฉวนจะนิยมนำพริกฮวาเจียวหรือหม่าล่า มาปรุงในหม้อไฟหรือไม่ก็ในซุป รวมไปถึงอาหารประเภทปิ้งย่าง ที่ในภาษาจีนเรียกว่า หม่าล่าเซาเข่า มีลักษณะคล้ายกับบาร์บีคิว และประเภทผัด อย่างเช่น เนื้อไก่ผัดหม่าล่า ปลาหมึกผัดหม่าล่า ซึ่งมักจะนิยมกินกันในช่วงหน้าหนาว เพราะเชื่อว่าอาหารเผ็ดและชานี้ จะช่วยขับเหงื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และยังช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีอีกด้วย

อันที่จริงในบ้านเรานั้นจะคุ้นเคยกับหม่าล่ามานานแล้ว โดยจะเป็นร้านขายปิ้งย่างตามข้างทางของทางเหนือโดยเฉพาะที่ จ.เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ที่มีร้านปิ้งย่างแบบนี้ค่อนข้างเยอะ แต่กลับมาได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อบรรดาคนรุ่นใหม่ใน จ.เชียงใหม่ มาเปิดร้านขายกันเป็นเรื่องเป็นราว ก่อนที่หม่าล่าจะเริ่มขยายตัวและได้รับความนิยมมาจนถึงกรุงเทพฯ ด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้

หม่าล่า “สะโบมั้ย” รสชาติมีมิติ

จี๋-เอกพงศ์ ศรีนรศักดิ์ศิลป์ หนุ่มสู้ชีวิตจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ประกอบอาชีพมาแล้วมากมาย ทั้งร้านคาร์แคร์ นักมายากล รถขายฟู้ดทรัค รวมไปถึงการผลิตเครื่องสำอางขายเอง แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนสนิทอย่าง ณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ มาชวนให้เปิดร้านขายหม่าล่า เพราะเห็นว่าชอบกินเป็นทุนเดิม ประกอบกับที่แม่ก็มีสูตรพริกหม่าล่าเป็นของตนเอง

พบสบโอกาสทั้งเขา ภรรยา รวมถึงเพื่อนสนิทอย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ จึงลงขันกันเปิดร้านขายหม่าล่าแบบฟู้ดทรัคที่หน้าบ้านย่าน ถนนรัชดาภิเษก 32 ในนามว่า หม่าล่า “สโบมั้ย” ที่ได้ชื่อมาจากแก๊งมอเตอร์ไซค์ของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ เมื่อครั้งที่เขาเคยทำงานที่อู่รถให้ จากเริ่มต้นขายได้เพียงวันละ 200-300 ไม้ ขายเพียงแค่ 10 วันเขาก็ได้ทุนคืน ถึงวันนี้เขาขยับขยายร้านใหญ่โต เพิ่มคนงาน เพิ่มเตาย่าง และมียอดขายพุ่งถึงวันละ 3,000-5,000 ไม้ทีเดียว

“ผมว่ามันแปลกและใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ มากๆ ซึ่งที่บ้านผมเป็นเรื่องปกติมากมีขายกันตามข้างถนนกันเกร่อ ขายเหมือนลูกชิ้นทอด หมูปิ้ง ที่สำคัญหม่าล่าดันกินกับเครื่องดื่มแล้วเข้ากัน มันไม่ต้องอาศัยน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มที่ดีที่สุดก็คือเครื่องดื่ม และมันมีความสนุกในการกิน สามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ และมันจะไม่เผ็ดแบบพริกขี้หนูเวลากินส้มตำ แต่มันจะเผ็ดแบบหอมเครื่องเทศและชาอยู่ในลิ้น มันเป็นรสชาติที่มีมิติ และต้องมาจากเครื่องเทศไม่ใช่ผงชูรส พริกของผมเป็นสูตรของแม่ผมเองไม่ใส่ผงชูรส รวมถึงซอสปรุงรสภรรยาผมเขาก็คิดขึ้นเอง ช่วยให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น”

จากวันเริ่มต้นที่ทางร้านมีเพียง 9 เมนูให้เลือก ถึงวันนี้เพิ่มเมนูเป็น 38 เมนูที่แบ่งเป็นของสด อย่าง เนื้อหมู หมูสามชั้น เนื้อไก่ เอ็นไก่ ประเภททรงเครื่องอย่างไส้กรอกไก่ ไส้กรอกชีส แฮมสเต๊ก เบคอนพันเห็ด เบคอนพันไส้กรอก ฟองเต้าหู้ และก็ประเภทผักที่มีให้เลือกอยู่หลากหลาย รวมไปถึงเมนูพิเศษที่ทางร้านทำเอาใจคนชอบลอง อย่าง มาม่าหม่าล่าเกาหลี สปาเกตตีหม่าล่าอบชีส หนังไก่หม่าล่า พล่ากุ้งหม่าล่า ก่อนตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศกรีมโฮมเมด เรียกว่าบรรจุความอร่อยไว้อย่างครบครัน

ที่ตั้ง ซอยรัชดาภิเษก 32 เวลา เปิด-ปิด 17.00-22.30 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์) โทร. 08-3277-7776

หม่าล่า ไชนีส บาร์บีคิว รสชาติอันมีเอกลักษณ์

ด้วยความคุ้นเคยกับรสชาติของหม่าล่ามาตั้งแต่เยาว์วัย ประกอบกับที่ทางญาติเปิดโรงงานขายหม่าล่า และเครื่องเทศจีนอยู่ที่ประเทศจีน ทำให้สองพี่น้องหนุ่มสาวรุ่นใหม่ กันตาณัท และสมบูรณ์ มหัทธโนทัย เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเปิดร้านขายหม่าล่าให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลองรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นี้บ้าง

“ที่บ้านกินกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก และน้าสาวก็ทำโรงงานผลิตหม่าล่า และเครื่องปรุงอยู่ที่เมืองจีน และด้วยความชอบกินด้วยก็เลยเกิดไอเดียอยากลองทำขายดู ถ้าพูดถึงหม่าล่าในกรุงเทพฯ เราน่าจะเริ่มต้นเป็นเจ้าแรกๆ หม่าล่าจะมีสรรพคุณคือบำรุงเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ที่สำคญเป็นตัวกระตุ้นความอยากอาหาร และจะทำให้ลิ้นชา เผ็ดแบบร้อนๆ คนจีนจะชอบกินในหน้าหนาว ทำให้ต่อมรับรสทำงานดีค่ะ” กันตาณัท พี่สาวคนเก่งเล่าถึงแรงบันดาลใจอย่างอารมณ์ดีสิ่งที่พิเศษของร้านนี้ก็คือทางร้านจะใช้สูตรหม่าล่าแบบดั้งเดิมที่มาจากยูนนานเลย ซึ่งจะให้รสชาติที่แตกต่างจากที่อื่น และนอกจากจะขายแบบปิ้งย่างแล้ว ทางร้านยังเพิ่มเมนูหม้อไฟที่เลือกใช้หม่าล่าแบบพริกเผาต้นตำรับ และความพิเศษอีกประการคือเตาที่ใช้ย่างจะย่างจากถ่านกะลามะพร้าวที่ให้ความร้อนทั่วถึงและช่วยดึงความหอมพิเศษไม่เหมือนใคร

“รสชาติมันมีเอกลักษณ์ ที่กินแล้วติดลิ้น เราจะใช้ถ่านกะลามะพร้าวย่างเพิ่มความหอมอีกระดับ เรารักการกินจะใส่ใจการกินมาก (หัวเราะ) ซอสเราก็จะปรุงรสสูตรเฉพาะของทางร้าน และจะแตกต่างจากที่จีนตรงที่ให้ลูกค้าได้เดินไปเลือกเอง เลือกระดับคาวมเผ็ดเอง ในขณะที่จีนจะใช้วิธีจดและให้ดูแค่รูป มันไม่ล่อตาล่อใจ” สองพี่น้องบอกเล่าอย่างแข่งขัน

หลังจากประสบความสำเร็จจากการปิ้งย่าง อย่างที่บอกไว้ร้านนี้จะเพิ่มในส่วนของหม้อไฟเข้ามาเพื่อเป็นการตอบรับความต้องการของลูกค้า โดยจะเพิ่มเนื้อส่วนพิเศษเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นหมูสไลซ์ เนื้อคุโรบุตะ และยังเพิ่มข้าวสวย ข้าวผัดกระเทียม มันเผา ปลาอบสมุนไพร รวมถึงยำหม่าล่ารสแซ่บถึงใจ

“เราไม่ได้สร้างโมเดลนี้มาแค่ความฉาบฉวย แต่เราสร้างมาเพื่อให้อยู่คู่กับคนไทย เหมือนกับส้มตำทำไมอยู่รอด ทำไมชาบูอยู่ได้ แล้วหมูปิ้งทำไมยังไปได้ เราอยากทำให้หม่าล่าเป็นอาหารหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สามารถกินได้เรื่อยๆ และกินทุกวัน” สาวกันตาณัทกล่าวตอกย้ำถึงอนาคตของหม่าล่าไม่ไปไหนแน่นอน

ที่ตั้ง สาขาราชพฤกษ์ ตรงข้าม The Walk สาขาเดอะซีน ทาวน์อินทาวน์ สาขาสุทธิสารวินิจฉัย และกำลังจะเปิดสาขาที่ 4 แถวเมืองเอก รังสิต ทุกสาขาเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 08-1995-3255 และโทร. 09-7428-9545

หมาล่า อินดี้ รสชาติทำให้เกิดอาการใหม่

จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2553 ทำให้ ณัฐพล ขวัญชนะภักดี ต้องหนีภัยจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปพำนักอยู่ที่เชียงใหม่ยาวนานถึง 4 ปี และระหว่างนั้นเองเขามีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของหม่าล่า จากร้านของเพื่อน รวมถึงอีกหลายร้านจนทำให้เขาเกิดอาการใหม่ ที่เริ่มจากชาที่ปลายลิ้น มุมปากกระตุก กินแล้วเพลินหยุดไม่ได้ ถึงขั้นกับติดอกติดใจ

หลังจากกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อจะไปศึกษาต่อที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่ครั้งหนึ่งเขาได้ไปเยือนมาแล้ว ระหว่างที่รอวีซ่าผ่านซึ่งใช้ระยะเวลานานกว่าเดือน จึงมีเวลาว่าง เขาไม่อยากให้เวลาผ่านไปอย่างเฉยเมย จึงคิดถึงรสชาติหม่าล่าขึ้นมา ผนวกกับที่เขาเคยไปเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล จึงเกิดเปิดแรงบันดาลใจให้เปิดร้านขายหม่าล่าขึ้นมา เขาเริ่มสนุกและรู้สึกท้าทาย จากจุดเริ่มต้นเพียงร้านเล็กๆ ขายวันแรกได้เพียงแค่ 60 ไม้ จนถึงวันนี้ร้านเขาใหญ่โตมีที่นั่งมากกว่า 40 โต๊ะ ปิ้งย่างของเขาเพิ่มเป็นวันล่ะไม่ต่ำกว่า 3,000 ไม้

“ผมเรียนทำอาหารมาแล้วมาแกะสูตรเอง เพิ่มในสิ่งที่เราชอบลงไปกลายสูตรเฉพาะของทางร้าน อย่างหม่าล่าของจีนแท้ๆ จะมีรสเค็มกับเผ็ดเท่านั้น เรามาเพิ่มความกลมกล่อมเฉพาะตัวของทางร้านเข้าไป ทุกวันนี้ผมขายส่วนผงพริกหม่าล่าด้วยครับ”

ปิ้งย่างตระกูลหม่าล่าที่ร้านของเขานอกจากแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน อย่างหมวดผัก หมวดทะเล ที่มีหอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ กุ้งขาว แมงกะพรุน หมวดเนื้อ อย่าง เนื้อวัว เนื้อไก่ อกไก่ ปีกไก่ สันคอหมู ไส้กรอก เบคอนพันหน่อไม้ฝรั่ง เบคอนพันเห็ดออรินจิ รวมถึงซี่โครงหมูย่างหม่าล่า และอีกกับแกล้มนานา ประกอบกับการขายเครื่องดื่ม และมีดนตรีโฟล์กซองแสดงสดถึงยามนี้เขาคงพักเรื่องเรียนไปอีกยาวเชียวล่ะ

“ผมว่าหม่าล่าเป็นอาหารแฟชั่นไม่เกิน 3 ปีก็น่าจะซบเซา เราจึงต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องเปลี่ยนเมนู และเพิ่มเมนูมาเอาใจลูกค้า ถ้าร้านเราทำให้เป็นที่รวมพลของเพื่อนๆ ได้ ผมว่าร้านก็จะอยู่รอดเองครับ” หนุ่มไฟแรงตอบอย่างมั่นใจที่ตั้ง ตลาดอินดี้ดาวคะนอง สุขสวัสดิ์ซอย 2 เปิดบรการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 09-4498-8668
Advertisements

ราเมงอะ เด็กเส้นต้องลอง

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546884

ราเมงอะ เด็กเส้นต้องลอง

โดย ไรเฟิลเบิร์ด

กลางซอยอุดมสุข (ถนนสุขุมวิท 103) มีโครงการเปิดใหม่ มองเข้าไปร้านขายของกินเพียบ แถมที่จอดรถยนต์ยังกว้างขวาง ไร้ปัญหาการจราจรซึ่งเป็นอุปสรรคแทบทุกครั้งเวลาอยากมาหาของกินอร่อยๆ ย่านอุดมสุข ซึ่งเป็นซอยที่ขึ้นชื่อมีร้านอาหารดังรสชาติอร่อยตั้งแต่ต้นซอยยันปลายซอยเลยละ

สะดุดตากับร้านสีแดง ยิ่งชื่อร้าน “ราเมงอะ” ดึงดูดใจคนชอบกินเส้นได้ทันที ร้านขนาดกะทัดรัด มีไม่กี่โต๊ะ แต่จัดที่ทางได้นั่งสบายๆ ร้านดูโปร่งโล่ง แถมราคาราเมง 80 บาท ขอลองสักชามละกัน

ราเมง ทงคัตสึ (น้ำซุปกระดูกหมู) ในถ้วยมีไข่ หมูชาชู เส้น หน่อไม้ ถ้าต้องการเพิ่มไข่ 10 บาท เพิ่มหมู เส้น หน่อไม้ อย่างละ 20 บาท

แนะนำว่า อย่าเพิ่งเพิ่ม เพราะปริมาณที่ได้มาคนกินจุยังอิ่ม แต่ที่ต้องร้องสั่งไข่เพิ่มเพราะถูกใจในรสชาติ ไข่ต้มได้กำลังดี ไข่ขาวเนื้อนุ่มไม่กระด้าง ส่วนไข่แดงก็ไม่ไหลเยิ้ม คนไม่ชอบกินไข่ดิบก็กินได้

หมูชาชูชิ้นหนาใหญ่ดูเกินราคาราเมงทั่วไป ส่วนรสชาติก็ได้รสของการหมักและเนื้อสัมผัสนุ่มเคี้ยวง่าย ทีเด็ดสุดยกให้น้ำซุปที่เข้มข้น มีกลิ่นหอม ปกติไม่เคยซดน้ำหมดชาม แต่ยอมให้รางเมงอะ

ราเมงอะ เป็นร้านของคนไทยคิดคนไทยทำ บนโต๊ะมีเครื่องปรุงให้ด้วย มะนาวสดฝานเป็นซีกๆ พริกสดตำ (ขอเตือนว่าเผ็ดร้อนระดับสิบ ควรตักแต่เบามือ) น้ำปลาก็มีแต่น้ำซุปเข้มข้นอยู่แล้วไม่อยากเค็มลึกอย่าใส่

ลองกินแบบออริจินัลก่อน น้ำซุปว่าเด็ดดวงแล้วปรุงเป็นต้มยำรสจัดเข้าไปก็ยังอร่อย กินเคียงกับขิงดองเข้ากันดีมาก ถ้าปริมาณต่อชามไม่มากโข คงมีเบิ้ล จึงได้แต่ยกยอดมากินอีกวันหน้าละกัน

ราเมงอะ เป็นร้านแฟรนไชส์ สาขาที่กิน คือ อุดมสุข ที่อื่นยังไม่เคยลอง

ราเมงอะ อุดมสุข เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. ที่โครงการอุดมสุข วอล์ก (Udomsuk Walk) ระหว่างอุดมสุข 39/1 และอุดมสุข 41 ร้านสีแดงโดดเด่น อยู่ด้านในสุด ติดที่จอดรถ

ร้านปัน ปัน อร่อยสไตล์อิตาเลียนมา 42 ปี

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546882

ร้านปัน ปัน อร่อยสไตล์อิตาเลียนมา 42 ปี

โดย วราภรณ์

ใครชื่นชอบอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนคงคุ้นหูกับชื่อร้านอาหารปัน ปันได้ดี ที่ปัจจุบันทายาทรุ่นที่ 2 ยุทธศักดิ์ ตันทัตสวัสดิ์ ทำหน้าที่ผู้จัดการร้าน

ยุทธศักดิ์เล่าตำนานความเป็นมาของร้านปัน ปันว่า เริ่มแรกร้านปัน ปัน เป็นเพียงร้านไอศกรีมเล็กๆ หรือร้านไอศกรีมเจลาโต้ ตั้งอยู่สุขุมวิท อโศก ซึ่งเป็นการหุ้นส่วนกันระหว่างคนอิตาเลียนและคุณป้าของเขา ต่อมาได้เชฟมาจากอิตาลีเข้ามาสอนอาหารในสไตล์โฮมเมดและพัฒนาเป็นร้านอาหารปัน ปัน เริ่มจำหน่ายอาหารอิตาเลียนควบคู่กับไอศกรีมเลิศรสไปด้วย พอกิจการค้ารุ่งเรืองจากร้านเล็กๆ ก็ขยายเป็นร้านที่ใหญ่ขึ้น โดยย้ายมาอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 เป็นสาขาเดียวในกรุงเทพมหานคร

ณ โลเกชั่นใหม่แห่งนี้ร้านปัน ปัน ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกเป็น 3 ชั้น สีส้มสวยสไตล์นิวยอร์ก ตกแต่งภายในให้ดูกึ่งๆ ลอฟต์สุดเท่ ชั้นแรกตกแต่งเป็นเคาน์เตอร์บาร์ มีโต๊ะนั่งชิลหน้าบาร์ ฝ้าเพดานสูงโปร่ง ส่วนชั้น 2 ตกแต่งเป็นชั้นลอยเหมาะกับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ชั้น 3 เน้นเป็นห้องไพรเวทฟังก์ชั่น จัดแบ่งเป็นห้องประชุม ด้วยอยู่คู่คนไทยมา 42 ปี ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1976 ลูกค้าส่วนใหญ่มารับประทานอาหารที่นี่ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่สู่รุ่นลูกหลาน นิยมพากันมากินแบบครอบครัว เพราะนอกจากรสชาติอาหารที่ดึงดูดแล้ว ภายในยังทาสีส้มบวกกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มสวย

สำหรับเมนูเด็ดที่มัดใจลูกค้าจานเด่นๆ ได้แก่ “พาสต้า” เส้นของที่นี่เป็นเส้นทำแบบโฮมเมด หนานุ่ม เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ความใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ นำแป้งหลากชนิดมาผสมผสานนวดเคล้าให้เข้ากัน นอกจากนี้ยังมีเมนู “สลัดทูน่า” มีเครื่องเคียงคือ ผักกาดแก้วสดๆ บวกกับน้ำสลัดทูน่าที่ร้านทำเอง ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวจัดจ้าน กินแล้วจะรู้สึกถึงความสดชื่น มีเมนูแนะนำ เช่น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ซอสอาราเบียต้า เคล็ดลับเมนูนี้นอกจากหอยแมลงภู่ที่คัดสรรคุณภาพดีอยู่แล้ว ทีเด็ดของจานนี้คือซอสทำมาจากมะเขืออิตาลีที่เชฟนำมาเคี่ยวในหม้อ ผสมกับเครื่องเทศ ได้แก่ กระเทียม โหระพา พริก ทำให้เวลากินจะรู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของซอส รสชาติถูกปากคนไทย กินกับหอยเนื้อแน่นๆ ส่งตรงมาจากนิวซีแลนด์

“ไส้กรอกหมูอิตาเลียน” เมนูนี้ ยุทธศักดิ์ท้าให้ลอง เพราะเป็นไส้กรอกอิตาเลียนกระทะร้อน ที่ลักษณะของไส้กรอกที่นี่ไม่เหมือนใคร ไส้กรอกที่เสิร์ฟเป็นลักษณะแผ่นๆ วางในกระทะร้อน ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ได้นำหมูยัดไส้เข้าไปในไส้เทียม แต่ปั้นเป็นแผ่นๆ รสชาติไส้กรอกทำจากหมูคุณภาพดีคลุกเคล้ากับเครื่องเทศนำเข้าจากอิตาลี เวลาเสิร์ฟมีกลิ่นหอมจากเตา มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมแป้งพิซซ่าบางกรอบ

“สปาเกตตีคาโบนาร่า” สูตรร้านนี้เด็ดตรงคาโบนาร่าไม่แฉะเกินไป ครีมไม่เลี่ยน เบคอนที่โรยด้านหน้าก็มีลักษณะกรุบกรอบ เพราะเฮดเชฟชาวอิตาเลียนพิถีพิถันแต่ละเมนูเป็นอย่างดี เมนู “ไก่ มาเฟีย” เป็นอกไก่ชุบแป้งทอดกระทะ ราดด้วยซอสครีมเห็ด รสชาติครีมไม่หนักเกินไป บวกกับไก่ทอดที่ฉ่ำ นุ่ม เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งและแครอตอบซอสพิเศษของทางร้าน

อิ่มจากเมนูของคาว ต้องล้างปากด้วยเมนูของหวาน มาที่ร้านปัน ปัน หากไม่ได้ลิ้มลองไอศกรีมเจลาโต้ถือว่าพลาด เพราะทุกรสทางร้านปรุงเองทั้งหมด โดยไอศกรีมรสเด็ด ได้แก่ “ชาโร่ สเปเชียล” (Charro Special) โรยด้วยถั่วกรอบๆ เป็นไอศกรีมพิเศษของทางร้าน มี 2 รสใน 1 ถ้วย คือ มีรส Dark Chocolate และรส Stracciatella (Chocolate Chip) เสิร์ฟพร้อมกับถั่วกรุบกรอบ Homemade ที่ทางร้านทำเอง และมีรสทุเรียนเราสร้างสรรค์ซื้อเนื้อทุเรียนมาทำเองเข้มข้นไม่หวานไปและกลิ่นทุเรียนไม่แรงเกินไป

ร้านปัน ปัน ตั้งอยู่สุขุมวิท 33 เข้าไปในซอยราว 100 เมตร ร้านอยู่ขวามือตรงข้ามโรงแรมโลตัส แบงค็อก เส้นทางที่ 2 ไปได้โดยบีทีเอสลงสถานีพร้อมพงษ์ เดินเข้าไปเพียง 100 เมตร ลงฝั่งเอ็มควอเทียร์และเดินย้อนไปทางอโศก พอถึงธนาคารกสิกรไทยให้เลี้ยวขวาเข้าซอย

ลูกค้าสามารถจอดรถได้ที่ตึกยูบีซี (ตึกธนาคารกสิกรไทย) แสตมป์บัตรจอดรถที่ร้านได้ ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-23.00 น. ถ้าจะไปวันศุกร์ หรือเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดเทศกาล ยุทธศักดิ์แนะนำว่า ควรจองโต๊ะล่วงหน้าได้ที่ โทร 02-258-5071 หรือ 02-258-9304

เปิดตำนานบทใหม่ ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546150

เปิดตำนานบทใหม่ ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ของกินย่านสะพานเหลือง ถนนพระราม 4 ตรงข้ามกับทางเข้าตลาดสามย่าน ที่นี่มีแต่ของอร่อยๆ ร้านรวงเปิดช่วงอาหารเย็น ช่วงบ่ายแก่ๆ ราว 16.00 น. ร้านค้าก็ทยอยเปิดกันแล้ว หลายๆ คนเป็นแฟนร้านเก่าแก่ขึ้นชื่อโด่งดัง เรื่องห่านพะโล้ กับเป็ดพะโล้ “ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา” ความอร่อยสืบต่อมากว่า 50 ปี มีชื่อทั้งเป็ด ทั้งห่าน และโดยเฉพาะเส้นบะหมี่ไข่ มีให้เลือกหลายราคา ถูกแพงตามวัตถุดิบ

ย้อนไปวันวานจากตั้งซุ่ยเฮงโภชนา (ติ๊ก) วันนี้ความอร่อยส่งต่อรุ่นที่ 2 ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา คงต้องวงเล็บใหม่ว่า (เหมียว) ลูกสาวคนที่ 6 จากจำนวนลูกทั้ง 7 คนของ “เจ็กติ๊ก สะพานเหลือง” ผู้ก่อร่างสร้างตำนานก๋วยเตี๋ยวเป็ดอันลือลั่น ขาห่านอบหม้อดินเนื้อแน่น

คนเคยได้ชิมแล้วก็คงได้คำตอบว่า ทำไมร้านนี้จึงเปิดบริการมาได้ยาวนาน ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา เป็นร้านบะหมี่เป็ด และห่านหม้อดิน อร่อยระดับตำนาน มาที่นี่สั่งบะหมี่เป็ดแล้วก็ห้ามพลาดไส้แก้ว วัตถุดิบทุกอย่างสดใหม่ เน้นคุณภาพดี ตามสูตรเก่าแก่ที่ไม่เป็นสองรองใคร

เป็ดหรือห่านอบหม้อดินมีทั้งเนื้อ ทั้งขา สั่งแล้วก็อดใจรอนานสักนิด เพราะใช้วิธีดั้งเดิมอบด้วยเตาถ่าน ยกมาร้อนๆ เดือดปุดๆ กินกับข้าวสวย หรือสั่งเนื้อเป็ดล้วนไม่ต้องแทะ มีคะน้ามาให้แก้เลี่ยน น้ำราดรสชาติดีมาก เลือดเป็ดที่นี่ก็ดีงามมากเช่นเดียวกัน

ลูกสาวผู้รับสืบทอดตำนาน เหมียว บอกว่าลูกค้าเรียกกันสั้นๆ ง่ายๆ แบบนี้แหละ เหมือนกับที่เรียกพ่อว่า เจ็กติ๊ก เจ้าแห่งต้นตำรับที่คิดค้นสูตรขึ้นมาจากประสบการณ์ เคยเป็นกุ๊กอยู่ที่ภัตตาคารแกแล็กซี่สุดโด่งดังในอดีต จึงนำห่านพะโล้มาพลิกแพลงเป็นสูตรของตัวเอง

“พ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนห่านเป็นของกินหายาก วันนี้ก็ยังหายาก ลูกค้าตั้งใจมุ่งมาสะพานเหลืองบางวันก็ผิดหวัง ไม่ได้กิน เพราะร้านหาซื้อห่านไม่ได้ ก็มีแค่บางวันนะคะ เราต้องขออภัยขอโทษขอโพยลูกค้าไป พ่อนำสูตรห่านพะโล้ภัตตาคารลงมาทำขายริมถนน คนก็ได้กินห่านได้สบายขึ้น มีทั้งเนื้อห่านพะโล้ ขาห่านอบหม้อดิน บะหมี่ห่าน กินแกล้มไส้แก้วกรอบๆ จิ้มน้ำจิ้มรสเปรี้ยว เผ็ดนิดๆ กินคู่ตัดเลี่ยนเนื้อเป็ด”

เหมียว บอกพลางสั่งงานลูกน้องที่อยู่กันมาเก่าแก่พอๆ กับร้านดัง ทำหน้าที่เจ๊ใหญ่คุมร้านแทนบิดาที่เสียชีวิตจากไปเมื่อ 5 ปีก่อน ทิ้งมรดกความอร่อยไว้ให้สานต่อ

“เปิดร้าน 4 โมงเย็นคนก็เยอะแล้วค่ะ สั่งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวห่านกลับบ้านได้ แต่เมนูเด็ดห่านหม้อดิน เลือดเป็ด ควรกินกันที่ร้านอร่อยกว่า แฟนๆ ก็บอกมากี่ทีก็รสชาติเหมือนเดิม ไม่มีเพี้ยนจากรุ่นพ่อ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ก็เป็นเหตุผลค่ะว่ารุ่นเราจะไม่เปลี่ยนรูปแบบ รวมทั้งบรรยากาศร้าน จะเก็บไว้อย่างนี้แหละ เพื่อให้คนที่มากินที่ร้านเมื่อหลายๆ สิบปีก่อน ซึ่งเขาก็กลับมากันเยอะนะคะ แทบทุกรายค่ะก็บอกว่า ดีใจมาก ที่ทุกอย่างยังคงเดิม

มีอยู่รายหนึ่งเข้ามาแซวอาม่า หรือคุณแม่ บอกว่า 30 กว่าปีก่อนมากินที่นี่ ไปเมืองนอกกลับมา คิดถึงก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวห่านสะพานเหลือง พอจ่ายสตางค์ ก็ได้เจอกับแคชเชียร์คนสวยคนเดิม (หัวเราะ) คืออาม่าของเรา ที่ยังนั่งเก็บเงินอยู่หน้าร้าน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม” เจ้าของร้านเถ้าแก่หญิง เหมียว บอกพร้อมเสียงหัวเราะ เอ็นดูอาม่าวัย 80 กว่าปี ที่นั่งประจำที่เก็บสตางค์แข็งขัน

เดือน เม.ย.ก็ต้องบอกว่าเป็นโค้งสุดท้ายแล้ว ที่แฟนๆ จะได้มาสั่งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวห่าน ที่ร้านสะพานเหลือง ด้วยเหตุผลว่าตึกแถวบริเวณนี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมเป็นอาคารคอนโดมิเนียมหรูหรา  ร้าน “ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา” จึงเตรียมตัวที่จะไปเปิดตำนานบทใหม่ไม่ไกลจากร้านเดิม บริเวณถนนบรรทัดทอง เปิดร้านไม่ขาดตอนเริ่มต้น พ.ค.เป็นต้นไป

“คนมากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดสะพานเหลือง บอกเลยก็ต้องใช้ความชำนาญในการหาที่จอดรถค่ะ ร้านใหม่ไม่มีปัญหาเลย มีที่จอดรถกว้างขวาง สะดวกสบายที่โครงการสเตเดียม วัน ก็เลยต้องปลอบใจอาม่าที่ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ แกบุกเบิกขายของมากับเตี่ยปักหลักที่นี่ 40 กว่าปีมาแล้ว ก็บอกแกขำๆ ไปค่ะว่า เราบอกลูกค้าร้านใหม่จอดรถง่ายดี นี่คือเหตุผลย้ายร้าน (หัวเราะ) อาม่าเศร้าๆ  จะได้หัวเราะบ้าง”

บะหมี่เป็ด บะหมี่ห่านหม้อดินย่านสะพานเหลือง แค่เห็นหน้าร้านก็จะรู้ถึงความขลัง กับเป็ด-ห่านอวบอ้วนแขวนเรียงราย เหมียวเถ้าแก่หญิงของร้านในวันนี้ คอนเฟิร์มไปร้านใหม่คือก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง เจอบรรยากาศเดิม รสชาติเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงแน่นอน

ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา 528/45 ถนนพระราม 4 บางรัก กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 16.00-22.00 น. เมนูแนะนำ เนื้อห่าน เนื้อเป็ด ไส้แก้ว ก๋วยเตี๋ยวเป็ด/ห่าน ขาห่าน/ปีกห่านอบหม้อดิน โทร. 02-234-0084

อร่อยครบรส ข้าวแกงครัวสุขภาพ ร่วมกันสร้าง

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546147

อร่อยครบรส ข้าวแกงครัวสุขภาพ ร่วมกันสร้าง

เรื่อง / ภาพ พี่เวส

วันนี้มีโอกาสขี่เวสป้าคันโปรดไปลิ้มรสข้าวแกงรสเด็ดของโครงการครัวสุขภาพ ร่วมกันสร้าง ในซอย ลาดพร้าว 101 ซึ่งโครงการนี้เป็นชุมชนร่วมกันสร้างที่ดูแลสุขภาพและสวัสดิการผู้สูงอายุ นอกจากเป็นศูนย์สุขภาพแล้ว ที่นี่ยังเป็นร้านขายอาหารรสเด็ด ที่บรรดาแม่บ้านของศูนย์เขาร่วมแรงร่วมใจกันทำอาหาร

ป้าแดง ป้าแกะ แม่บ้านใจดีเล่าให้ฟังว่าที่ศูนย์นี้จะทำข้าวราดแกงขาย วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 เมนู แต่ละเมนูล้วนรสเด็ด ที่บรรดาแม่บ้านต่างโชว์เสน่ห์ปลายจวักของตนเองกันอย่างเต็มที่ จัดจ้านได้ใจรสชาติพื้นบ้านไม่ปรับเอาใจคนกรุงเทพฯ เมนูที่ขาดไม่ได้ก็คือผัดเผ็ดปลาดุกที่ข้นคลั่กจัดจ้านตามอาหารปักษ์ใต้ เพิ่มความร้อนแรงด้วยใบกะเพรา เบรกด้วยเมนูหมูทอดที่เลือกเฉพาะเนื้อส่วนสะโพกหมักเครื่องเทศนำมาทอดจนกรอบ หรือจะเป็นแกงหน่อไม้ที่ทางร้านเลือกใช้หัวกะทิเข้มข้นได้ใจจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีต้มเลือดหมู และโจ๊กรสเด็ดให้ลิ้มลองกันอีกด้วย ที่สำคัญบริเวณผนังร้านยังติดคำอธิบายสรรพคุณของบรรดาพืชผักสวนครัวเอาไว้ให้ได้อ่านกันอีกด้วย

ครัวสุขภาพร่วมกันสร้าง ลาดพร้าว 101 ร้านนี้เขาเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 05.00 ไปจนถึงเวลา 13.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)

Japan Origin 1

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 13:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546367

Japan Origin 1

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้อ่านท่านหนึ่งโทรศัพท์มาคุยกับผมเรื่องอยากไปเที่ยวตามรอยที่ผมเขียน พร้อมทั้งสอบถามว่าที่เขียนอยู่นี้มาจากประสบการณ์ตรงหรือเปล่า คำตอบของผมทำให้ผู้อ่านท่านนั้นชื่นชมมาก เพราะเป็นอาชีพที่น่าอิจฉา แต่ผมอยากแอบกระซิบเรียนท่านไว้ตรงนี้ครับว่า อย่าอิจฉาผมเลยครับ ในการเดินทางไปญี่ปุ่นทุกครั้ง มันเป็นงานแทบทั้งสิ้น บางครั้งก็ไปในฐานะผู้นำทัวร์ อันนี้ก็เหนื่อยหน่อยเพราะต้องดูแลลูกค้าตลอดทริปเรียกว่าได้ไปเห็นแต่ไม่ได้เที่ยว หรือบางครั้งมีเจ้าภาพเชิญไปให้สำรวจเส้นทาง อันนี้ได้เที่ยวแถมมีคนดูแลแต่ก็ต้องกลับมาใช้หนี้ด้วยการขายของให้เขา โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ครับ

 

นอกจากภารกิจที่ว่ามาแล้ว ผมยังมีอีกหนึ่งโอกาสในสถานะผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่เคยผลิตมาแล้วก็เช่น รายการ Holiday Japan (2010-2012) รายการ Japan X (2012-2013) และรายการ Majide Japan (2014-2017) โดยเฉพาะ 2 รายการหลังเป็นการแนะนำวิธีการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ยิ่งได้รับความนิยมเพราะออกมาในจังหวะที่คนไทยเริ่มไปเที่ยวญี่ปุ่นเองพอดิบพอดี ปัจจุบันสื่อไหนๆ ที่เขียนเรื่องไปญี่ปุ่นต้องมีเรื่องของการเดินทางสอดแทรกไปด้วยทุกครั้ง จนกลายเป็นข้อมูลที่หาง่ายไม่แปลกใหม่อีกต่อไป ผมจึงหยุดการผลิตรายการไประยะหนึ่งเพื่อค้นหาสิ่งที่น่าสนใจในมุมอื่น จนได้แนวคิดผลิตรายการ Japan Origin ขึ้น เพื่อแนะนำสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นตั้งแต่ที่เที่ยว ของกิน สินค้า และผู้คน อันจะทำให้ผู้ชมและนักท่องเที่ยว เที่ยวประเทศญี่ปุ่นได้อย่างลุ่มลึกไม่ฉาบฉวย และเพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนทั้งภาพเคลื่อนไหวและตัวอักษร ผมจึงขอให้ทีมงานช่วยสรุปสาระสำคัญของรายการในแต่ละตอน และนำมาขัดเกลาก่อนที่จะส่งต้นฉบับให้ทางโพสต์ทูเดย์ตีพิมพ์ อย่างไรก็ดี ผมอยากรักษาสำนวนการเขียนให้มากที่สุดเพื่อให้เกียรติกับน้องบิว ทีมงานที่เดินทางไปจริงกับกองถ่าย ดังนั้น ลีลาการเขียนอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่มั่นใจได้ว่าสาระประโยชน์ยังคงเต็มเปี่ยมเหมือนเช่นเคยครับ

เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่จังหวัดโคจิ เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่เป็นที่คุ้นหูคนไทยสักเท่าไร แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกมากที่ไม่เคยไป และอีกจำนวนหนึ่งที่ตอบไม่ได้ในทันทีว่าจังหวัดนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนของประเทศ อธิบายคร่าวๆ อย่างนี้ว่าเป็น 1 ใน 4 จังหวัดบนเกาะชิโกกุ ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ค่อนไปทางตอนใต้ตั้งระหว่างเกาะคิวชู ภูมิภาคจูโกกุและคันไซ นาทีแรกที่แตะเมืองนี้สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของเมืองที่เงียบสงบ ผู้คนใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่ายไม่หวือหวา ตามประสาชีวิตคนต่างจังหวัดที่ไม่มีความเร่งรีบวุ่นวาย ในตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าตลอดการเดินทางในทริปนี้จะใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ตามกระแสกันสักหน่อย แต่เมื่อจบการถ่ายทำเรากลับพบว่าจังหวัดเล็กๆ ที่ห่างไกลเมืองใหญ่แห่งนี้ มีเรื่องราวดีๆ และของดีๆ อัดแน่นอยู่ในทุกพื้นที่

 

อันดับแรกเหมือนกับธรรมเนียมโดยทั่วไปของการเจอเพื่อนใหม่ มาทำความรู้จักกับจังหวัดโคจิกันสักหน่อย จังหวัดโคจิชื่อเดิมถูกเรียกว่า แคว้นโทะสะ มาจนถึงสมัยก่อนปฏิรูปเมจิ จังหวัดโคจิถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝั่งตะวันออก ตอนกลาง และฝั่งตะวันตก ทริปของเราเริ่มต้นจากสนามบินโคจิเรียวมะ Kochi Ryoma Airport วิ่งลงมาทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด เพื่อจะพบกับของดีอย่างแรกของจังหวัดนี้ เราใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงจุดหมายแรกที่ย่านคุเระ เมืองนากะโทสะ ลงจากรถปุ๊บเจอป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า Kure Taisho Town Market แปลว่าตลาดเมืองคุเระไทโช ซึ่งมีรูปปลาตัวใหญ่ประดับอยู่บนนั้น

ด้วยความสงสัยว่านั่นคือปลาอะไร ทำไมถึงไปอยู่บนป้ายแต่เพียงตัวเดียว เราจึงตามหาคำตอบโดยการเดินเก็บข้อมูล ตลาดแห่งนี้มีลักษณะเป็นแผงลอยขายของสารพันไม่ว่าจะอาหาร ผักสด ผลไม้ แน่นอนว่าเยอะที่สุดคือ ร้านขายอาหารทะเล ซึ่งเป็นปลาที่จับเองโดยชาวประมงท้องถิ่นราวๆ 11 โมง สังเกตว่าผู้คนในตลาดนั้นคึกคักมากขึ้นเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความผูกพันของตลาดกับชาวบ้านให้เราทราบว่าสำหรับชาวเมืองคุเระแล้วนั้นที่นี่เป็นดั่งห้องครัวของเมืองมานานกว่าร้อยปี จึงผูกพันกับชีวิตพวกเขามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด จึงไม่แปลกใจเลยที่เราเห็นความสนิทสนมของเหล่าพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้าตลอดระยะทางที่เราเดินชมตลาด

 

เดินมาจนจะสุดทางเราเจอกับร้านขายของทะเลใหญ่ที่สุด ชื่อร้านทานากะเซนเกียวเทน Tanakasengyoten หน้าร้านมีกระบะน้ำแข็งเรียงรายไปด้วยปลาหลากหลายชนิด แต่ที่สะดุดตาคือปลาที่มีลักษณะเหมือนตัวที่อยู่บนป้ายที่เราตามหา

สอบถามกับคุณทานากะเจ้าของร้านจึงทราบว่ามันคือ ปลาคัทสึโอะ เป็นปลาทูน่าชนิดหนึ่งที่มีแถบสีดำ 4-6 แถบบริเวณสันข้างลำตัว เป็นปลาผิวน้ำคือ มีนิสัยชอบกระโดดโลดเต้นเรี่ยระดับผิวน้ำ จึงได้ชื่อว่า Skipjack Tuna คุณทานากะเล่าต่อว่าแถบย่านคุเระได้ชื่อว่าเมืองแห่งปลาคัทสึโอะมาตั้งแต่ 400 ปีก่อน และยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเมืองแห่งการตกปลาคัทสึโอะที่ยังใช้วิธีตกทีละตัวด้วยเบ็ดเกี่ยว และไม่ได้ตกกินกันเองภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น แต่ส่งไปขายทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย โดยที่โคจิมีสัดส่วนในการจับปลาคัทสึโอะได้มากถึง 1 ใน 4 ของตลาดรวม ทำให้พวกเขามีความเชี่ยวชาญทั้งการตกปลา จำแนกคุณภาพ และประกอบอาหารจากปลาคัทสึโอะ แถมเพิ่มเติมคำตอบอย่างติดตลกว่า เรายังชำนาญการกินปลาคัทสึโอะที่สุดอีกด้วย ถึงขนาดที่ว่าในหนึ่งวันบนโต๊ะอาหารจะต้องมีเมนูจากปลาคัทสึโอะอย่างน้อยหนึ่งมื้อ ปลาคัทสึโอะสำหรับพวกเราคงเป็นเหมือนชีวิตเพราะผูกพันกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เกิดมาเป็นชาวเมืองคุเระยังไงก็ต้องรู้จักคัทสึโอะตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ตลอดการบอกเล่าเรื่องของเจ้าปลาคัทสึโอะจากพ่อค้าท่านนี้ เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกผูกพันและความภาคภูมิใจที่มีต่อเมืองคุเระบ้านเกิดกับปลาคัทสึโอะของดีที่เขาเรียกว่า มันคือชีวิตของคนที่นี่นั่นเอง

 

ถึงตรงนี้แล้วข้อสงสัยเรื่องเจ้าปลาตัวเดียวที่อยู่บนป้ายหน้าตลาดก็ได้คำตอบอย่างละเอียด และเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์คุณทานากะได้นำเมนู คัทสึโอะซาชิมิ ที่เลือกเองแล่เองกับมือมาให้พวกเราได้ชิมรสชาติที่แสนภาคภูมิใจ ระหว่างนั่งรับประทานกันอยู่นั้นคุณทานากะได้บอกกับเราว่า อันที่จริงแล้วเมนูที่สร้างชื่อเสียงที่สุดให้กับปลาคัทสึโอะคือ คัทสึโอะทาทากิ แต่เนื่องจากเมนูนี้มีขั้นตอนสำคัญที่ทำกันในตลาดค่อนข้างยาก เราจึงต้องย้ายกองไปอีกที่หนึ่ง จะเป็นที่ไหน โปรดติดตามต่อได้ในสัปดาห์หน้า

ดิ เอสเคป แบงค็อก พื้นที่ลับแห่งความสุข

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 11:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546145

ดิ เอสเคป แบงค็อก พื้นที่ลับแห่งความสุข

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เลิกงาน ห้างสรรพสินค้าปิด แต่รถยังติด แถมยังติดลมไม่อยากกลับบ้าน แวะมาที่นี่ ดิ เอสเคป แบงค็อก (The Escape Bangkok) สถานที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ บนชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

รูฟท็อปบาร์ขนาดใหญ่ มีหลายโซน เพื่อตอบโจทย์ทุกความสนุกสนานของชีวิตหลังเลิกงาน ไอเดียมาจาก “ศุภลักษณ์ อัมพุช” เจ้าของศูนย์การค้า ที่อยากให้ลูกค้าอยู่ในพื้นที่นี้นานขึ้น และเป็นเสมือนพื้นที่ลับให้ทุกคนได้ปลีกตัวหลีกหนีจากความวุ่นวายมาอยู่ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสนุก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ดิ เอสเคป สุขุมวิท ซีเคร็ต เพลส

ทำเลของ ดิ เอสเคป เห็นวิวสวนและวิวเมือง หากมาตั้งแต่หัวค่ำยังทันได้เห็นพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าแจ่มจรัสด้วยแสงสีส้มค่อยๆ กลายเป็นสีฟ้าคราม และถูกแทนที่ด้วยแสงสีระยิบพราวจากตึกสูง เป็นอีกสีสันเติมบรรยากาศให้รูฟท็อปกลางกรุง

การตกแต่งร้าน สัมผัสได้ถึงรสนิยมของผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ ที่แฮงเอาต์ใหม่ๆ และหยิบจับสิ่งที่ชอบมาตกแต่งในแต่ละโซน แม้บรรยากาศโดยรวมจะมีกลิ่นอายทะเล หากแต่ละโซนมีเสน่ห์และให้ความสนุกครื้นเครงที่ต่างกัน

ตั้งแต่เดินเข้าร้านได้ยินเสียงน้ำตก ด้านขวามือคือ เซล โซน (Sail Zone) เป็นบีชบาร์ (บาร์เบียร์) มีทั้งดราฟต์เบียร์ คราฟต์เบียร์ วัสดุตกแต่งส่วนใหญ่เป็นไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนเรือ โต๊ะเก้าอี้ทรงสูง มีครัวสีชมพู ทำอาหารเมนูปิ้งย่าง มีจอทีวีสำหรับดูกีฬา

ด้านซ้ายมือเจอ อิลลิปส์ บาร์ (Ellipse bar) ตกแต่งสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน มีโคมไฟคล้ายๆ รูปหอยเม่นนำเข้ามาจากบาหลี บรรยากาศโซนนี้เหมือนอยู่ชายทะเลมาก มีโซฟาเล่นระดับสีนั่งสบาย โซนนี้มีบาร์ขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยผ้าสีขาวห้อยระย้าล้อเล่นลม เก้าอี้ตรงบาร์ขายดีมาก อยากนั่งโซนนี้ควรจอง

บูธดีเจมองเผินๆ ดูคล้ายบังกะโลขนาดเล็ก ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศกรีซ เปิดเพลงแนวชิลเอาต์ ดีปเฮาส์ ในแต่ละวันมีดีเจ 2-3 คน และไม่ซ้ำกันสักวัน นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ในการนำดีเจรับเชิญที่มีชื่อเสียงมาร่วมสร้างบรรยากาศให้พิเศษยิ่งขึ้น

ด้านในสุดเป็นเรือนกระจก บรรยากาศเหมือนบ้านพักริมทะเล มีโต๊ะรับแขกยาวรองรับจะมาเป็นกลุ่ม หรือแชร์กับกลุ่มอื่นก็ได้ มีมุมต้นไม้ โต๊ะชิดผนังกระจก เหมาะสำหรับนั่งรับประทานอาหาร มีบาร์ขนาดใหญ่ในนี้ด้วย ส่วนเทอร์เรซ มีโต๊ะโซฟาแบบเตี้ย ถัดไปเป็นโซนไพรเวท มีแค่ 3 เบาะนั่งสำหรับ 2 คน

อาหารเสิร์ฟสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด เน้นเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่ เมนูเด็ดของร้านอย่างสปาเกตตีแหนม ผสมผสานความเป็นไทย-สากลได้อย่างลงตัว ต่อด้วยเมนูริบส์ (Ribs) นำซี่โครงหมูไปตุ๋นเป็นเวลา 16 ชั่วโมง นอกจากได้ความนุ่มฉ่ำของเนื้อแล้ว รสชาติของซอสหมักยังแทรกซึมทุกอณูของเนื้อด้วย ก่อนเสิร์ฟราดด้วยซอสบาร์บีคิว เพิ่มความเข้มข้นอีกรอบ

เครื่องดื่มเรียกว่าครบครัน นำเข้าจากหลายประเทศ ทีเด็ดอยู่ที่ซิกเนเจอร์ค็อกเทล คิดค้นสูตรได้แรงบันดาลใจมาจากกะลาสีเรือที่ผ่านประสบการณ์มากมายจากท้องทะเล นำมาผสมลงในแก้วค็อกเทลให้เกิดรสชาติสีสันใหม่

เริ่มด้วยแก้วแรก Sailor On Wrath ได้แรงบันดาลใจจากกะลาสีเรือที่กำลังอยู่ในอารมณ์โมโห นำสับปะรดสดๆ มาบดผสมเครื่องเทศ สมุนไพรอีกหลายชนิด เน้นให้สีแดง เบสของแอลกอฮอล์เป็นเตกีลา

อีกแก้ว Myth Maguey มีส่วนผสมของเตกีลา มิกซ์กับเหล้าสมุนไพรแอนติก้าขึ้นชื่อของอิตาลี ก่อนเสิร์ฟนำแก้วไปสโมกกับโรสแมรี่ให้เกิดกลิ่นสมุนไพรและได้ละอองควัน เติมโคโคนัทออยล์กลบกลิ่นฉุนของเตกีลา ช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น ท็อปด้วยรังผึ้ง

ตบท้ายด้วย Flura Wind ประหนึ่งเป็นการเข้าป่าเก็บดอกไม้ เอกลักษณ์ของกังหันลมมาจากเหล้าที่นำเข้าจากฮอลแลนด์ ส่วนสีเขียวได้มาจากใบเตยที่นำมาบดเอาน้ำ เติมน้ำผึ้งและตัดรสหวานด้วยน้ำมะนาวสด

ไม่ว่าจะเลือกนั่งมุมไหน หรืออยากจะย้ายที่นั่งไปตามเวลาและอารมณ์ ดิ เอสเคป แบงค็อก ก็สามารถมอบความสนุกสนานและการพบปะสิ่งใหม่ๆ ให้คุณได้อย่างสมอารมณ์หมาย

ดิ เอสเคป แบงค็อก เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. ตั้งอยู่บนชั้น 5 ตึกบี ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โทร. 02-258-6515

ยอมทิ้งหัวใจไว้ที่หมกโจว์ ประเทศเวียดนาม

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 13:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546239

ยอมทิ้งหัวใจไว้ที่หมกโจว์ ประเทศเวียดนาม

สำหรับชาวกรุงเทพมหานครตัวเลือกในการเดินทางออกไปท่องเที่ยวในวันหยุด จะต้องมีพัทยา หัวหิน และเขาใหญ่ เป็นตัวเลือกแน่นอน เพราะเดินทางสะดวก ระยะทางไม่ไกล และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม  แล้วถ้าหากเป็นชาวฮานอย ประเทศเวียดนาม พวกเขาเลือกจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุด มีอยู่เมืองหนึ่งที่ชาวฮานอยมักจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ นั่นก็คือเมืองหมกโจว์ (Moc Chau)

หมกโจว์เป็นเมืองเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยขุนเขาและที่ราบสูงของจังหวัดเซินลา ห่างจากกรุงฮานอยเพียง 200 กิโลเมตรเท่านั้น สามารถใช้เส้นทางโทลล์เวย์และทางหลวงที่ค่อนข้างดีมีไหล่ทางกว้าง สามารถทำความเร็วได้ ถ้าใครมาเวียดนามบ่อยๆ จะทราบดีว่าถนนที่นี่ส่วนมากมีไหล่ทางแคบ นี่เองที่ทำให้ชาวฮานอยรู้สึกสะดวกสบายในการเดินทางมาเที่ยวหมกโจว์ ใครมีรถยนต์ส่วนตัววันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็สามารถพาครอบครัวมาเที่ยวได้สบายๆ หรือจะมาด้วยรถบัสก็มีบริการทุกวัน  แต่ถ้าอยากท้าทายในแบบฉบับวัยรุ่นเวียดนามนิยม นั่นก็คือการท่องเที่ยวด้วยรถจักรยานยนต์  นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็สามารถทำได้  สามารถหาเช่าได้ง่ายในเขตเมืองเก่า ซึ่งเส้นทางมาหมกโจว์ก็อยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย

บนเส้นทางระหว่างกรุงฮานอยไปหมกโจว์ พวกเราได้รับคำแนะนำให้หยุดพักที่เมืองไหมโจว์ (Mai Chau)  เมืองเล็กๆ บนที่ราบลุ่มที่โอบล้อมด้วยขุนเขาขนาบทั้งสองด้าน มองไปทางไหนก็จะเจอกับบ้านไม้ยกพื้นสูง หลังคาทรงสามเหลี่ยมแลดูคล้ายบ้านเรือนในชนบทของประเทศไทย  ไม่แปลกถ้าจะรู้สึกแบบนั้น เพราะที่นี่คือชุมชนชาวไทขาว  กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลไท-กะได เหมือนเช่นคนไทยเรานั่นเอง  พวกเขาจึงมีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกับคนไทย

ชุมชนบ้านลัค (Ban Lac) คือชุมชนชาวไทขาว ที่มีการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  มีการปรับปรุงบ้านเรือนให้เป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ และพัฒนาเส้นทางเดินเท้ารอบหมู่บ้าน  รวมถึงร้านอาหารต่างๆ  ให้สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามและชาวต่างชาติได้  ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก  เพราะใช้เวลาขับรถจากกรุงฮานอยมาแค่เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถมาสัมผัสกับบรรยากาศเงียบสงบของชนบท และทัศนียภาพสวยงามเขียวขจีผ่อนคลายสบายตา

อาหารการกินของชาวไทขาวก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนอาหารของชาวเวียดนาม  เพราะมีข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก รับประทานคู่กับเนื้อย่าง ผักลวก ผัดผักสารพัด เสิร์ฟบนถาดกระด้งรองด้วยใบตอง ทีมงานโลก 360 องศา มาถึงที่นี่มีหรือจะไม่ลองชิม ซึ่งคุณป้าชาวไทขาวเจ้าของร้านเมื่อได้ยินเราสนทนาเป็นภาษาไทย ก็ดูจะให้ความสนใจในการแลกเปลี่ยนภาษากับพวกเรา  จนพอจะจับใจความได้ว่า การนับเลขหนึ่งถึงสิบ คำว่า “เนื้อหมู ควาย ผักกาด แกง น้อง พี่ ชาย หญิง” เป็นคำที่คนไทยและคนไทขาวพูดเหมือนกัน มากไปกว่านั้นพวกเรายังสัมผัสได้ว่า  เมื่อชาวไทขาวที่ชุมชนนี้  ทราบว่าเรามาจากประเทศไทย ดินแดนที่มีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกันกับพวกเขา  ดูเหมือนว่าเราจะได้ต้อนรับเป็นพิเศษ และเราเองก็รู้สึกเหมือนได้เจอญาติพี่น้องที่อยู่ในต่างแดน

ออกเดินทางจากเมืองไหมโจว์มาถึงเมืองหมกโจว์ เมืองเล็กๆ แต่กลับมีโรงแรมขนาดใหญ่หลายแห่ง  เพราะเมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศที่ได้รับความนิยมตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่เราเดินทางไปก็ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะมาเที่ยวที่นี่  เพราะเป็นฤดูกาลที่ดอกพลัมบานสะพรั่ง แต่พวกเราโชคไม่ดีปีนี้อากาศแปรปรวนมีพายุฤดูร้อน  ดอกพลัมจึงร่วงโรยเกือบหมด  จะเหลือก็เพียงทุ่งดอกคาโนล่าเหลืองสีสันสดใสคอยปลอบใจพวกเรา  ถึงอย่างไรก็ตามหมกโจว์ก็ยังเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเวียดนามทางใต้ ที่หนีร้อนมาสัมผัสอากาศเย็นที่นี่  และมาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น ไร่ชาโด่ยแจ (Doi Che) ไร่ชาที่มีชื่อเสียงของหมกโจว์  ใครมาเที่ยวที่นี่ก็จะต้องแวะถ่ายรูปกับแปลงชารูปหัวใจ เช่าชุดชาวม้งสวมใส่ถ่ายรูปกับไร่ชา และถ่ายกับเด็กๆ ชาวม้ง แต่งตัวสีสันสดใสเป็นที่ระลึก โดยให้ค่าขนมเล็กน้อยเป็นการตอบแทน ซึ่งเด็กๆ ที่นี่ก็น่ารัก ไม่มาตามตื้อ หรือมาเดินขอเงินนักท่องเที่ยวทำให้เกิดความรำคาญ

นอกจากนั้นแล้ว หมกโจว์ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวไร่สตรอเบอร์รี่  เพียงเสียค่าผ่านประตูคิดเป็นเงินไทยประมาณ 45 บาท  จะเด็ดสตรอเบอร์รี่สดๆ รับประทานแค่ไหนก็ได้ไม่จำกัด  แต่ถ้าจะเก็บในปริมาณเยอะๆ เอากลับไปกินที่บ้าน เขาก็จะคิดราคาตามน้ำหนัก ส่วนใครที่ชอบบรรยากาศของสวนไม้ดอกไม้ประดับ  อยากจะไปถ่ายรูปกับดอกไม้สีสันสดใส  แนะนำให้ไปที่หมกโจว์แฮปปี้แลนด์  สวนดอกไม้ใจกลางหุบเขา  ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้  ความหลากหลายของดอกไม้จะมีมากกว่าฤดูอื่นๆ

ปิดท้ายด้วยการท่องเที่ยวฟาร์มโคนม  เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด  เพราะผลิตภัณฑ์นมหมกโจว์มีชื่อเสียงมากๆ  เขามีเคล็ดลับในการเลี้ยงโคนมโดยการผสมดอกคาโนล่าขาวกับหญ้าให้วัวกิน  ซึ่งดอกคาโนล่าขาวมีคุณค่าทางอาหารสูง  นิยมนำมาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพ  เราจึงรู้สึกได้ว่านมที่นี่มีความมันและกลมกล่อม  เมนูแนะนำคือโยเกิร์ตสูตรเวียดนามในข้าวเหนียวแดง  อร่อยมากๆ หารับประทานได้ที่เมืองนี้เท่านั้น  นอกจากนั้นแล้วฟาร์มโคนมที่นี่จะนิยมปลูกคาโนล่าขาวไว้รอบๆ คอกวัว ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของหมกโจว์

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย  อีกทั้งยังมีทัศนียภาพที่งดงาม  อากาศเย็นสบายๆ ไม่วุ่นวาย คล้ายๆ กับการได้เดินทางไปท่องเที่ยวปากช่อง  นอนสูดอากาศชาร์จพลังที่เขาใหญ่  จึงไม่แปลกที่ชาวฮานอยจะยกให้หมกโจว์เป็นปลายทางแห่งการพักผ่อนและยอมทิ้งหัวใจไว้ที่เมืองนี้ แต่สำหรับเราคงทิ้งหัวใจที่นี่ไม่ได้  เพราะภารกิจการเดินทางยังไม่สิ้นสุด  อย่าลืมติดตามชมภาพบรรยากาศสวยๆ ของไหมโจว์และหมกโจว์ ได้ในรายการโลก 360 องศา  ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เช้าวันอาทิตย์หลังเคารพธงชาติ

อร่อยสมคำร่ำลือ! ลวกจิ้ม-ก๋วยเตี๋ยวดงเดือยเมืองสุโขทัย

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546143

อร่อยสมคำร่ำลือ! ลวกจิ้ม-ก๋วยเตี๋ยวดงเดือยเมืองสุโขทัย

เรื่อง/ภาพ ภูเบศวร์ ฝ้ายเทศ

หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่หมู่ 3 ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย รู้สึกหิวอยากแนะนำไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวดงเดือย ซึ่งเปิดขายให้ลูกค้าได้ชิมฝีมือมานานร่วม 30 ปีแล้ว แม้ว่าที่ตั้งร้านจะดูเหมือนอยู่ลึกลับ เลี้ยวเข้าซอยไปทางหลังวัดดงเดือย แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของร้านผ่าน Google Maps ก็ทำให้ลูกค้า นักชิม และผู้แสวงหาความอร่อยสามารถเดินทางมาได้ถูก สะดวก และรวดเร็ว

ทวีป วงษ์วิเศษ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวดงเดือย กล่าวว่า เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่บ้านมานานร่วม 30 ปีแล้ว ขายทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ส่วนลูกค้าก็มีทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ทุกสาขาอาชีพ หมุนเวียนมากินกันเป็นประจำ โดยที่ร้านจะมีขายทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ น้ำตก น้ำใส แห้ง เกาเหลา เย็นตาโฟ ไก่ หมูหมัก หมูตุ๋น เครื่องในหมู ลูกชิ้นหมู เนื้อเปื่อย ชามเล็ก 30 บาท ชามใหญ่ 50 บาท นอกจากนี้ยังมี “ลวกจิ้ม” เครื่องใน-ซี่โครงหมู-ลูกชิ้นฯลฯ ซึ่งลูกค้าที่มาเป็นคณะจะชอบสั่งกินประจำก่อนตามด้วยก๋วยเตี๋ยว

เสน่ห์ของร้านแห่งนี้นอกจากความสด สะอาด รสชาติอร่อย คุ้มราคา ใส่ชามใหญ่ดูน่ากิน แถมเกี๊ยวกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปรสกลมกล่อมแล้ว การจัดร้านก็ยังดูสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีผ้าขาวบางคลุมเครื่องปรุง-ช้อน-ตะเกียบเอาไว้ทุกโต๊ะ ดูสะอาดสะอ้าน และหลังมีการแชร์ภาพ “ก๋วยเตี๋ยวดงเดือย” ในโลกโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ลูกค้าอยากมาลองกินกัน หลายคนอยู่ต่างจังหวัดไม่รู้จักว่าร้านอยู่ตรงไหน จึงต้องอาศัย Google Maps ในการนำทาง แม้มาไกลเป็นร้อยกิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงร้านนี้ก็ไม่ผิดหวัง เพราะรสชาติความอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ

ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ

Published July 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546215

ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ

 เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิม ที่อยากให้ได้มาลองชิมกัน สำหรับร้าน “กินดี” พิกัดของร้านนี้บอกเลยว่าหาไม่ยาก

ใครที่ผ่านไปแถวถนนลาดกระบัง ลองแวะไปแถวซอยลาดกระบัง 20/3 ตัวร้านตั้งอยู่ริมถนนสังเกตง่าย

จุดเด่นของร้าน กินดี อยู่ที่เมนูอาหารไทย มั่นเกียรติ ภวภูวนันนท์ เจ้าของร้าน เล่าว่า ร้านกินดี เพิ่งเปิดให้บริการมาได้แค่ 3 เดือน

เหตุผลที่มาเปิดร้านนี้เพราะว่าต้องการแก้ปัญหาสตรีทฟู้ดที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าอาหารสตรีทฟู้ดไม่สะอาด และไม่อร่อย เลยมีความคิดที่จะอัพเกรดร้านอาหารสตรีทฟู้ด ให้เป็น One Stop Eating Service เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบรับประทานของอร่อย กินอิ่ม ถูก และสะอาดถูกสุขลักษณะ

 นอกจากนี้ ในด้านของรสชาติอาหาร ร้านกินดี ยังมุ่งเน้นไปที่รสชาติแบบดั้งเดิม เหมือนกับที่แม่ทำให้รับประทาน ที่สำคัญรสชาติของอาหารไม่ใส่ผงปรุงรส ซึ่งร้านอาหารสตรีทฟู้ดทั่วไปจะนิยมใช้

 สำหรับเมนูอาหารคาวร้านกินดี ก็มีให้เลือกอย่างหลากหลายมากกว่า 100 เมนู แต่เมนูที่ขายดี และถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่ง คือ “หมูกรอบ” จุดเด่นของหมูกรอบร้านกินดี คือใช้วิธีอบไม่ทอด เพื่อให้มีความมันน้อยที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมของคนในปัจจุบันชอบรับประทานอาหารที่อร่อย แต่ขณะเดียวกันก็กลัวอ้วน

ดังนั้น ร้านกินดี เลยขอตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยการเลือกหมูที่มีไขมันน้อย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอบให้เหลือไขมันน้อยที่สุด และคงไว้ที่ซึ่งความกรอบ

นอกจากนี้ ยังมีเมนูราดหน้าสูตรภัตตาคาร ที่ปรุงรสด้วยน้ำซอสอย่างดี ที่มาพร้อมยอดคะน้าสดใหม่ เพื่อให้มีความกรอบ ซึ่งในส่วนของเมนูนี้ ราดหน้าปลากะพง จะเป็นเมนูที่ขายดีที่สุด เนื่องจากปลากะพงที่นำมาทำเมนูราดหน้ามีความสด

ในส่วนของเมนูผัดกะเพรา แม้จะเป็นเมนูธรรมดาๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในเมนูที่ขายดีที่สุดในร้าน เนื่องจากผัดกะเพราที่นี่จะมีจุดเด่นในด้านความหอมของใบกะเพราที่ใช้กะเพราไทยใบเล็ก และรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ใช้กะเพราใบใหญ่มีหอมน้อย

 อีกหนึ่งเมนูที่จะอดพูดถึงไม่ได้ คือข้าวแกงกะหรี่ จุดเด่นของเมนูนี้ ใช้เครื่องแกงที่โขลกเอง เพื่อคงไว้ของความเป็นแกงกะหรี่ไก่สูตรโบราณ ที่เคียงคู่มากับหมูทอดหรือไก่ทอดโปะหน้าข้าว

อิ่มจากเมนูอาหารคาวก็มาต่อที่เมนูอาหารหวาน ซึ่งร้านกินดีจะเน้นไปที่ขนมไทย เช่น แกงบวด ฟักทอง กล้วยบวชชี แกงบวดลูกตาล ขนมถ้วยตะไล สาคูเปียก และสาคูเปียกลำไย เป็นต้น

ขณะที่เมนูเครื่องดื่มจะเน้นไปที่น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว และน้ำแตงโม ใครที่ชอบรับประทานน้ำอัดลม บอกไว้ก่อนร้านนี้ไม่มีขาย

ส่วนราคาอาหารเริ่มต้นที่ 50 บาท ถึง 150 บาท เรียกได้ว่าราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับร้านอาหารไทยที่ขายกันทั่วไปตามท้องตลาด ใครผ่านไปแถวลาดกระบัง อย่าลืมแวะไปชิม “ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ”

%d bloggers like this: