ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505240

ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.58 น.

กรมปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชนกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum Of Understanding) การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทย ตามหลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership, PPP) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ร่วมกับภาคีเครือข่าย 16 หน่วยงาน เพื่อกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย และได้รับสถานะประเทศปลอดโรคกลับคืนมาในที่สุด ณ ห้องประชุม ดร.ทิม  พรรณศิริ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สถานภาพปลอดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อวงการการเลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคมีผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันกีฬาในประเทศไทย การประกอบพิธีกรรม กิจกรรมสันทนาการ และการขนส่งเคลื่อนย้ายม้าภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการประสานงานในพื้นที่ ข้อมูล ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ได้รับการรับรองสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก และสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปกติในที่สุด

ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum Of Understanding) หรือ MOU การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทยในครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมลงนามรวม 17 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมการสัตว์ทหารบก หน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯ กองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สัตวแพทยสภา ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย สมาคมสัตวแพทย์สวนสัตว์และสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาม้าแข่งไทย มูลนิธิม้าไทย ชมรมสัตวแพทย์บำบัดโรคม้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ การลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทยนั้น ได้ปฏิบัติตามหลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership, PPP) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย และได้รับสถานะประเทศปลอดโรคกลับคืนมาในที่สุด ซึ่ง OIE ได้ให้คำแนะนำให้ประเทศไทยทำ PPP อย่างเป็นทางการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอคืนสภาพปลอดโรค ซึ่งในทางปฏิบัติกรมปศุสัตว์ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ภายใต้แผนปฏิบัติการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อคืนสภาพปลอดโรคของประเทศไทย ทั้ง 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ (กำลังอยู่ในระยะนี้) ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดโรคอุบัติซ้ำ และระยะที่ 3 การขอคืนสภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)

​ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า เป็นโรคระบาดสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วโดยพาหะที่สำคัญอย่างริ้น เหลือบ และแมลงดูดเลือด จึงเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปในวงกว้าง และป้องกันโรคในม้า ลา ล่อ และสัตว์ที่มีความไวรับต่อโรคชนิดอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียจากการระบาดของโรค ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership เป็นกุญแจหลักที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคระบาดสัตว์ให้หมดไปจากประเทศ ทั้งความร่วมมือในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผนยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงานในพื้นที่ และห้องปฏิบัติการ โดยหน่วยงาน สมาคม และภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม      ในวันนี้ จะร่วมกันประสานข้อมูลเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังโรคขึ้นทะเบียน ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายม้าและสัตว์อื่นที่เป็นพาหะนำโรค การประชาสัมพันธ์เตือนภัยโรคระบาดและข้อปฏิบัติให้เจ้าของม้าทราบ สร้างชุมชนสัมพันธ์ผู้เลี้ยงม้าที่มีความตระหนักและยั่งยืนในการป้องกันโรค การเฝ้าระวังโรคทางอาการ อีกทั้งการร่วมกันพัฒนาศึกษา วิจัยและสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ และวางแผนการกำจัดโรคที่ยั่งยืนต่อไป

กษ.ผนึกสอท.สู้โควิด-19 ต่อยอดโมเดล‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505083

x

กษ.ผนึกสอท.สู้โควิด-19 ต่อยอดโมเดล‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระชับความร่วมมือกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก โดยตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.) เพื่อเร่งต่อยอดภาคเกษตรด้วยโมเดล “เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” รับมือกับยุคโควิด-19 หลังจับมือกับกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโมเดล “เกษตรพาณิชย์ทันสมัย” ไปแล้ว ซึ่งการประชุม กรกอ.ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมได้เห็นชอบกรอบความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และ สอท. “5 กรอบ 4 เป้าหมาย และ 1 แผน” ได้แก่ กรอบความร่วมมือด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด เทคโนโลยีและโลจิสติกส์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 เพิ่มคือ เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและเพิ่มจีดีพีประเทศ และแผนพัฒนาภาคเกษตรในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC)3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง บน 5 คลัสเตอร์การเกษตรได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้คลัสเตอร์ประมง คลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์พืชสมุนไพร และคลัสเตอร์พืชมูลค่าสูงสอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และยุคโควิด

“ที่ประชุมมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์ AIC เป็นศูนย์ประสานงานการขับเคลื่อนระดับพื้นที่พร้อมกัน 77 จังหวัด โดยเร่งนำเสนอแผนจัดตั้งฟู้ดอินโนโพลิส (Food Innopolis) นิคมอุตสาหกรรมเกษตร เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกษตรและระเบียงเศรษฐกิจเกษตรอุตสาหกรรมในจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพ พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC) ของกระทรวงเกษตรฯกับศูนย์บิ๊กเดต้าของศูนย์ AIC และสภาอุตสาหกรรมทุกจังหวัด นอกจากนี้ ยังเห็นชอบ 3 มาตรการฟื้นฟูภาคเกษตรที่สอท.เสนอ ได้แก่ 1. เกษตรปลอดภัย เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ 2.เกษตรแม่นยำ นำร่องด้วยโครงการเกษตรแม่นยำ สู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ 3.ไม้เศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเพิ่มป่าชุมชน โดยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับการปลูกไม้มีค่าและให้ปลูกป่าในชุมชน ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม เพิ่มพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ตลอดจนผลักดันให้รับรองการจัดการสวนป่า (Forest Management) ด้วยมาตรฐานชาติ มอก. 14061 และให้การยางแห่งประเทศไทยจัดการสวนยางด้วยมาตรฐานชาติ มอก.14061 จำนวน 13 ล้านไร่ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และนโยบายตลาดนำการผลิตของรมว.เกษตรฯ” นายอลงกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม กรกอ. ยังเห็นชอบให้ใช้เครื่องมือขับเคลื่อน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech & Innovation) 2. เกษตรกรทันสมัย (Smart & Young Smart Farmers)และ ศพก. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3. เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ (Smart & Precision Agriculture)4. การรับรองมาตรฐานเกษตร (Standardization) 5. ตลาดนำการผลิต (Online Offline Marketing) 6. โลจิสติกส์เกษตร (Logistic) การขนส่งสินค้าเกษตร

“ความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตร เกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นฮับเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลกตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้สำเร็จ เชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยรวมถึงนักอุตสาหกรรมไทยมีความสามารถ เมื่อร่วมมือกันทำให้มั่นใจว่าเป้าหมาย 4 เพิ่มจะบรรลุความสำเร็จแน่นอน” นายอลงกรณ์กล่าว

ครม.ไฟเขียวงบกลางกว่า500ล้าน ขับเคลื่อนแผนรับมือน้ำหลากปีนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505082

x

ครม.ไฟเขียวงบกลางกว่า500ล้าน ขับเคลื่อนแผนรับมือน้ำหลากปีนี้

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวอนุมัติงบกลางปี 2563อีกกว่า 500 ล้านบาท ให้หน่วยงานด้านน้ำใช้เตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลาก ในช่วงฤดูฝนปีนี้ พร้อมใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำให้ตรงกับความต้องการประชาชน และใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นชอบสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 506.67 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในช่วงฤดูฝนปีนี้ และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ตลอดจนใช้ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามแผนงานที่สทนช. เสนอ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว

สำหรับแผนงานที่จะใช้งบกลางดังกล่าวในการดำเนินงานประกอบด้วย แผนการกำจัดวัชพืชเพื่อเตรียมความพร้อมการเร่งระบายน้ำหลากในช่วงฤดูฝนในพื้นที่กว่า 30 จังหวัด จำนวน 215 แห่ง ดำเนินการโดยกรมชลประทาน และแผนการขุดลอกคูคลองในพื้นที่เขตหนองจอก รวม 63 คลอง ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร 60 คลอง และกรมชลประทาน 3 คลอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝน และการรับมือน้ำหลากปี 2563 รวมทั้งรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคการเกษตรในพื้นที่ เนื่องจากในปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน และระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ว่า จากนี้ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2563 ฝนจะทิ้งช่วง จากนั้นฝนจะเริ่มตกมากขึ้นและมีพายุพัดผ่านประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก อาจจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และอาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลันได้ นอกจากนั้น ในส่วนอาคารชลประทานและระบบชลประทานต่างๆ ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานต้องเร่งดำเนินการซ่อมแซมให้มีสภาพพร้อมใช้งานเพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในช่วงฝนตกชุกต่อไปด้วย

ทั้งนี้ งบกลางดังกล่าว ยังจะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างประแสร์ ของกรมชลประทาน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ) ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม
การดำเนินงานและเร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 จากเดิมจะต้องกำหนดแล้วเสร็จในปี 2565 เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อุปโภคบริโภค ตลอดจนบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการเร่งสูบน้ำกลับเข้าอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด อีกทั้ง สทนช. จำเป็นที่ต้องขอรับงบประมาณสนับสนุนเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้ในแผนงานทำแบบจำลองกายภาพลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ สำหรับใช้ในการสร้างความเข้าใจในเรื่องแผนแม่บทและการบริหารจัดการน้ำได้ง่ายขึ้น ตามที่พลเอกประวิตร ได้สั่งการ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสทนช.ดำเนินการเสร็จไปแล้ว 5 ลุ่มน้ำคือลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำมูล

“การประชุม ครม. ในครั้งนี้ ยังได้เห็นชอบงบกลางให้ สทนช. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะทำงานในพื้นที่ 76 จังหวัด ซึ่งเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นใหม่ ในปี 2563เพื่อเตรียมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัดช่วงฤดูฝน ปี 2563 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับน้ำได้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง” เลขาธิการสทนช. กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505080

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง  สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรง เกษตรกรสนใจเพาะปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย เก็บผลผลิตได้ในระยะเวลานาน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในจังหวัดขอนแก่นมีการปลูกอินทผลัมประมาณ 100 ไร่ ให้ผลผลิตรวมกว่า 31,835 กก./ปี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ติดตามสถานการณ์การผลิตและผลตอบแทนอินทผลัม พบว่า พื้นที่ปลูกกระจายอยู่หลายอำเภอส่วนใหญ่พบในอำเภอน้ำพอง ภูเวียง และหนองเรือ เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์บาร์ฮี (Barhi) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง และมีรสชาติหวาน กรอบเหมาะสำหรับรับประทานผลสด ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราคาประมาณ 1,800 – 2,300 บาท/ต้น ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกต้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,301 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) นิยมปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 500 – 2,000 กก./ไร่ (เฉลี่ย 20 – 80 กก./ต้น) คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร)383,240 บาท/ไร่ ราคาผลสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 300-800 บาท/กก. ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 แบ่งเป็นจำหน่ายทางออนไลน์และมีลูกค้าประจำมาเลือกซื้อที่สวน ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 มีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจังหวัดขอนแก่นมารับซื้อที่สวนเพื่อส่งขายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจำหน่ายแบบผลสดแล้ว เกษตรกรยังนำผลผลิตอินทผลัมมาแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัม และอินทผลัมอบแห้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสศท.4 กล่าวเสริมว่า สำหรับการปลูกอินทผลัมถึงแม้จะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงกว่าพืชอื่น ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคศัตรูพืชและแมลง ที่อาจมาทำลายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิตได้ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัม ควรศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ตนเอง เพราะถึงแม้อินทผลัมจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่ยังคงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตโตอย่างเต็มที่ และมีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดอินทผลัมจังหวัดขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

เกษตรกรพร้อมรับ‘โรงไฟฟ้าชุมชน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505081

x

เกษตรกรพร้อมรับ‘โรงไฟฟ้าชุมชน’

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว ในโอกาสเดินทางศึกษาเรื่องพลังงานชุมชน ณ วิสาหกิจชุมชนไผ่เพชรล้านนา บ้านห้วยพระเจ้า ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปางว่า กระทรวงพลังงานพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้มิติด้านพลังงานเข้ามาร่วมเสริมความเข้มแข็งเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพืชพลังงานนำมาทำโรงไฟฟ้าชุมชน หรือพืชพลังงานที่นำไปแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น ไบโอดีเซล หรือเอทานอล โดยกระทรวงพลังงานจะร่วมกับสภาเกษตรกรฯ เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเริ่มต้นช่วงเวลายื่นเสนอโครงการฯ กระทรวงพลังงานจะขอข้อมูลจากสภาเกษตรกรแห่งชาติเข้าร่วมวิเคราะห์ว่าโครงการที่ขอเข้ามานั้น มีศักยภาพความเป็นไปได้ หรือประสบการณ์ปลูกพืชพลังงานกลุ่มนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่

“โรงไฟฟ้าชุมชน”คือ ความตั้งใจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ความแข็งแรงของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการและมีส่วนเป็นเจ้าของ นำไปสู่ความมั่นคงในการขายพืชพลังงานป้อนสู่โรงไฟฟ้าชุมชน หากเกษตรกรมีความแข็งแรง ประเทศไทยก็จะแข็งแรงเพราะเกษตรกรเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นความแข็งแรงที่เป็นโครงสร้างที่มั่นคงของประเทศไทยมาตลอด ”นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กล่าวเสริมว่า จากประกาศนโยบายของกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องที่ถูกใจเกษตรกรทั้งประเทศ เช่นสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) พลังงานชุมชน เกษตรกรต่างเฝ้าติดตามว่าเมื่อไหร่จะเกิดเป็นรูปธรรมจริงสักที จนเมื่อรมว.พลังงานลงพื้นที่พร้อมทีมงาน เพื่อศึกษาพลังงานชุมชน และเห็นว่า “ไผ่” ใช้ประโยชน์ได้มากหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ไม้ใช้สอยประจำวัน จนถึงเรื่องพลังงาน “ไผ่” จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่กระทรวงพลังงานจะเอาใจใส่ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลโดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะช่วยวิเคราะห์พื้นที่ศักยภาพ ส่วนความห่วงใยและความกังวลเรื่องการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนหนีไม่พ้นเรื่องของมลภาวะ ความจริงคือปัจจุบันประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่แพร่หลายในการเผาไหม้สมบูรณ์จนแทบไม่ปล่อยมลภาวะเลย สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาครัฐจริงจังแค่ไหน เช่น พื้นที่ปลูก เกษตรกรปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิก็ต้องอนุญาตให้นำมาใช้ประโยชน์หรือเอามาขายได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตรกรพร้อมมากที่จะนำศักยภาพอื่นมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจของตนเอง เพียงภาครัฐต้องเข้าใจและมีนโยบายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาของเกษตรกร

“ต้องฝากเกษตรกรทั้งประเทศให้ความสนใจเรื่องพลังงานชุมชน หากสนใจเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เรื่องไผ่ ข้าวโพด พืชพลังงานอื่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นคำตอบที่จะเป็นรูปธรรมที่สุดที่จะสร้างเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหารายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นรูปธรรมและยั่งยืน การขายพลังงาน ขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไม่เคยมีปัญหาเรื่องราคา เพราะผู้ซื้อโดยเฉพาะภาคราชการเป็นผู้ซื้อหลักไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ขายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างน้อยที่สุดเพื่อดูแลตัวเอง ใช้ในฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ หากเกษตรกรทั้งประเทศใช้โมเดลนี้จะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดต้นทุนการผลิตของตัวเองลงได้ ที่สำคัญหากกระทรวงพลังงานนำเรื่องนี้เป็นนโยบายจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ชนบทเข้มแข็งมากขึ้น มีเศรษฐกิจมั่นคงมากขึ้นได้” นายประพัฒน์กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505136

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.40 น.

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนใช้สารสกัดธรรมชาติจากพืชใช้ป้องกันกำจัดแมลง วัชพืช และโรคพืช ศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมการกำหนดพืชสมุนไพร 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ว่าได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรรายงานความคืบหน้าการปลดล็อคบัญชีพืชสมุนไพรจากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ให้เป็นชนิดที่ 1 ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกร และชุมชนสามารถนำพืชสมุนไพร 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ชา/กากเมล็ดชา ข่า ขิง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สาบเสือ ดาวเรือง พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายยาก มาสกัดเป็นสารสกัดธรรมชาติเพื่อใช้ป้องกันกำจัดแมลง วัชพืช และโรคพืช ตลอดจนศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง และได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรทำการจัดทำข้อมูลเพื่อยกร่างเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ด้านนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 จะมีความเป็นอันตราย หรือความเป็นพิษน้อยกว่าชนิดที่ 2 และมีขั้นตอนการควบคุมแตกต่างกัน และในกรณีของวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ครอบครองที่จะมีไว้ใช้ จะต้องทำการขึ้นทะเบียน และแจ้งการดำเนินงานกับกรมวิชาการเกษตร ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แค่มาแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารหรือพืชนั้น ซึ่งการขึ้นทะเบียนจะมีขั้นตอนยุ่งยาก ต้องนำผลิตภัณฑ์ไปวิเคราะห์ข้อมูลความเป็นพิษของสารนั้น ต้องนำสารนั้นไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้เพื่อให้ทราบว่าจะใช้อัตราที่เท่าไหร่ถึงจะมีประสิทธิภาพตามที่กล่าวอ้างจริง นอกจากนั้นจะต้องทำการประเมินความเสี่ยง ความปลอดภัยของคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรได้นำสารธรรมชาติ หรือพืชที่อยู่ตามธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมศัตรูพืช กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าควรปลดล็อคพืชสมุนไพร 13 ชนิด จากวัตุอันตรายชนิดที่ 2 กลับมาเป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 

จากการขึ้นทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร พบว่า สารธรรมชาติ จะแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ สารสกัดธรรมชาติจากพืชได้จากการสกัดจริง และสารธรรมชาติจากพืชที่ไม่ผ่านการสกัด ซึ่งไม่สามารถทำการปลดล็อคสารธรรมชาติจากการสกัดออกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้ เนื่องจากเมื่อทำการสกัดแล้วจะได้สารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ในการกำจัดศัตรูพืช เพียว 100% ใช้เพียงนิดเดียวก็มีความเป็นพิษ  และมีความเป็นพิษมาก แต่ถ้าเป็นสารธรรมชาติจากพืชที่ไม่ผ่านการสกัด เช่น การนำไปตากแห้ง บ่ม สับ แล้วนำมาใช้เลย ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ไม่ต้องแจ้งว่ามีสารสำคัญในปริมาณเท่าไหร่ หรือใช้ในอัตราเท่าไหร่ ก็จะสะดวกกับเกษตรกรที่จะนำไปใช้หรือนำไปผลิตเพื่อจำหน่าย 

“พืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด เป็นพืชที่เกษตรกรได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารควบคุมแมลงเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมานาน เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเลย ถึงมีก็น้อยมาก ไม่ก่อให้เกิดผลตกค้างที่เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้บริโภค สามารถหาได้เองจากในชุมชนหรือจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง” นางสาวมนัญญา กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2552 ให้ ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเฉพาะที่นำไปใช้ป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุม แมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สะเดา ชา/กากเมล็ดชา ข่า ขิง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สาบเสือ ดาวเรือง พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 หลังมีประกาศฉบับนี้ได้ถูกภาคประชาชนร้องเรียนให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณายกเลิกให้ถอดพืชสมุนไพรข้างต้นออกจากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 และประกาศฉบับนี้ได้ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2538 ที่ประกาศให้ สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ให้ประกาศเป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 แทน ต่อมา ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556 ให้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ฯลฯ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 อีกครั้ง

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505098

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.24 น.

13 กรกฎาคม 2563 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกลุ่ม “เกษตรกรก้าวหน้า” อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 9 ราย ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ หลังได้รับความเดือดร้อน จากกรณีที่ถูกผู้ประกอบการ ที่ทำ MOU รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพื่อไปแปรรูปขายต่อและส่งให้กับโรงเรียนต่างๆ เบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าน้ำนมดิบให้กับเกษตรกร มาตั้งแต่เดือน เม.ย.2563 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนไม่มีเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว เพราะส่วนใหญ่จะมีรายได้จากส่งน้ำนมดิบขาย และไม่มีเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาลงทุนเลี้ยงโคนม 

ที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังทางผู้ประกอบการ กลับอ้างว่า นมของทางเกษตรกรที่ส่งไปไม่มีคุณภาพทางบริษัทต้องนำไปเททิ้งทำให้ไม่มีเงินจ่ายให้กับเกษตรกร ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วก่อนที่จะมีการส่งนมได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำนมก่อนทุกครั้ง จึงเชื่อว่าเป็นคำกล่าวอ้างของประกอบการเอง ซึ่งหลังจากเกิดปัญหาทางเกษตรกรทั้ง 9 ราย ก็ได้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอโนนสุวรรณ และปศุสัตว์จังหวัด   

เบื้องต้น ทางศูนย์ดำรงธรรมได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย ทางผู้ประกอบการก็รับปากจะทยอยจ่ายเงินที่ค้างให้กับเกษตรกรทั้ง 9 ราย แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครได้รับเงินเลย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและความช่วยเหลือเกษตรกรด้วย เพราะตอนนี้เดือดร้อนมาก บางรายไม่มีเงินหมุนเวียนต้องทยอยขายโคนม เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว    

ด้านนางสมพร แจ้งสูงเนิน อายุ 52 ปี ประธานกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้า อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนเลี้ยงโคนมทั้งหมด 40 ตัว เพื่อขายน้ำนมดิบเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ถูกผู้ประกอบการที่ทำ MOU รับซื้อนมจากทางกลุ่มเกษตรกร เบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าน้ำนมดิบติดต่อกันมา 4 เดือน ทำให้เดือดร้อนไม่มีเงินชำระหนี้สิน และใช้จ่ายในครอบครัว    

ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมก็รับปากจะจ่ายให้แต่ก็เงียบหายไปอีก  ตนจึงตัดสินในนำวัวในฟาร์มออกไปขายเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ขณะนี้ขายไปแล้วเกือบ 10 ตัว จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือด้วย

ด้านนายสมศักดิ์ บุตรพรมมา อายุ 38 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกราย บอกตรงกันว่า ถูกผู้ประกอบการเบี้ยวเงินมา 4 เดือนแล้ว  เฉพาะของตนเอง เป็นเงินกว่า 270,000 บาท ทำให้ได้รับผลกระทบ เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าเล่าเรียนลูก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลโคนมในฟาร์ม พอไปสอบถามทางผู้ประกอบการก็อ้างว่านมของเกษตรกรที่ส่งไปไม่ได้คุณภาพ ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน เชื่อว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของทางผู้ประกอบการเอง จึงได้พากันไปร้องเรียนทางศูนย์ดำรงธรรม และปศุสัตว์จังหวัด  แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็อยากจะวิงวอนให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรด้วย 

ขณะที่นายสมพงษ์ กริดกลาง ฝ่ายส่งเสริมคุณภาพน้ำนม ผู้ประกอบการรายดังกล่าว ทำหน้าที่รับนมจากเกษตรกรกลุ่มก้าวหน้าที่ อ.โนนสุวรรณ เพื่อส่งต่อไปยังอำเภอปากช่อง และส่งต่อไปที่ จ.ราชบุรี โดยศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ที่รับซื้อนมจากกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้ามาเป็นระยะเวลาหลายปี ตั้งแต่ก่อตั้งมา ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีปัญหา แต่เพิ่งจะมีระยะ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่ทางบริษัทยังไม่จ่ายเงินให้กับกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว เมื่อทวงถามขึ้นไป จะได้คำตอบกลับมาว่านมที่ส่งไปเป็นนมที่ไม่มีคุณภาพ ต้องทิ้งไปบ้างเพราะตรวจไม่ผ่านบ่อยครั้ง ส่งขายต่อไม่ได้ แต่ทางบริษัทแจ้งมาว่าจะเร่งจ่ายเงินที่ค้างให้กับเกษตรกรโดยเร็ว

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’ ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504828

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’  ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’ ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดกิจกรรม “อินทผลัม ปันสุข” โดยเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่าย เช่น อินทผลัมสดจากสวน น้ำอินทผลัมสด อินทผลัมอบแห้ง รวมถึงผลไม้ภาคตะวันออกและสินค้าแปรรูป ที่คัดสรรมาจำหน่ายในงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) พร้อมชูนโยบายการตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ และสนองตอบต่อนโยบายของภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทาง โดยกิจกรรม“อินทผลัม ปันสุข” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563 ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า
จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวสวนเป็นวงกว้าง ทำให้เกษตรกรและชาวสวนประสบปัญหาหนักจนบางรายปล่อยให้ผลผลิตยืนต้นตายไปหลายร้อยไร่ อีกทั้งบางสวนที่พอจะเก็บผลผลิตได้กลับต้องมาเจอปัญหาจากระบบขนส่ง อ.ต.ก. สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับแผนงานให้สอดคล้องสถานการณ์ดังกล่าว โดยนำระบบการตลาดนำการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน กระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในรูปแบบตลาดออฟไลน์ที่มีหน้าร้าน โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคนำผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้สด สินค้าแปรรูปต่างๆ มาจำหน่ายในพื้นที่ตลาดน้ำ ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรตามนโยบายของภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง และให้ประชาชนได้มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ จึงขอเชิญชวนให้มาซื้อสินค้าภายในงาน นอกจากจะได้สินค้าที่ดีและมีคุณภาพแล้วยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนอีกทางหนึ่งด้วย”

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า อ.ต.ก. สามารถสั่งซื้ออินทผลัมสดโดยตรงจากสวนของเกษตรกร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม โดย Pre-order ผ่านทาง Line Mini อ.ต.ก. ได้อีกช่องทางหนึ่ง และฝากติดตามสินค้าเกษตรคุณภาพ ซึ่ง อ.ต.ก. คัดสรรมานำเสนอเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรของไทย บน Platform Line Official Account และ Facebook Fanpage ภายใต้ชื่อ Mini อ.ต.ก.

ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504825

x

ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติมจำนวน 2 ฉบับ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยมีร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ….และร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ…ออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเกณฑ์กำกับทั้ง 2 ร่าง ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว  เหตุสำคัญที่ต้องมีการออกกฎกระทรวงก็เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการให้สินเชื่อกับสมาชิกและการกู้ยืมเงินและฝากเงินระหว่างสหกรณ์  เนื่องจากพบว่ามีการให้กู้ยืมและรับฝากเงินไขว้กันไปมามูลค่าสูงกว่า  721,427 ล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก และกำหนดงวดชำระหนี้สูงถึง 400-600 งวด และบางแห่งให้วงเงินกู้สูงเกินความสามารถชำระหนี้ของสมาชิก  ส่งผลต่อการหักชำระหนี้ของสมาชิกบางรายหักเหลือไม่ถึงร้อยละ 10  ของเงินเดือน ทำให้ไม่เหลือเงินใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ โดยในร่างใหม่กำหนดให้เหลือร้อยละ  30  ของเงินเดือน

สำหรับรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  พ.ศ… นั้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า มีด้วยกัน  5 หมวดและบทเฉพาะกาล สาระสำคัญคือ สหกรณ์ให้เงินกู้กับสมาชิกได้  3 ประเภท คือ เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน งวดชำระหนี้ไม่เกิน  12 งวด เงินกู้สามัญ เพื่อใช้จ่ายที่จำเป็นงวดชำระหนี้ ไม่เกิน 150 งวด เงินกู้พิเศษ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพหรือความมั่นคงและคุณภาพชีวิต งวดชำระหนี้ไม่เกิน  360 งวด ทั้งนี้ การกำหนดงวดการชำระหนี้แล้วเสร็จ ผู้กู้ต้องอายุไม่เกิน 75 ปี เว้นแต่การกู้ยืมเงินนั้นเมื่อรวมทุกสัญญาแล้ว มีจำนวนไม่เกินค่าหุ้นและเงินฝากที่ผู้กู้มีอยู่กับสหกรณ์ กรณีที่มีการทำสัญญาเงินกู้ใหม่
สำหรับเงินกู้ประเภทเดียวกันหรือมีการรวมสัญญาจะต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิมมาแล้วดังนี้ คือกรณีเงินกู้สามัญ ต้องชำระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า  6 งวด เงินกู้พิเศษไม่น้อยกว่า 12 งวด ในเรื่องหลักประกันเงินกู้สามัญสามารถใช้สมาชิกสหกรณ์หรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกันได้ แต่ห้ามนำเงินประกันชีวิตและเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือเงินอื่นที่มีลักษณะเดียวกันมาพิจารณาเป็นหลักประกัน ส่วนเงินกู้พิเศษให้ใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันโดยใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตหรือราคาประเมินของรัฐ โดยเกณฑ์การพิจารณาให้เงินกู้สมาชิกผู้กู้ต้องเป็นสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ดูพฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้และหลักประกันตามเกณฑ์การให้เงินกู้สามัญและเงินกู้พิเศษ ทั้งนี้ หากสหกรณ์ให้กู้ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องใช้ข้อมูลเครดิตบูโรจากบริษัทข้อมูลแห่งชาติ จำกัด มาประกอบการพิจารณาด้วย และหากผู้กู้มีรายได้รายเดือน จะต้องมีเงินคงเหลือสุทธิ แต่ละเดือนหลังจากหักชำระหนี้แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา

ส่วนกรณีการให้เงินกู้แก่สหกรณ์อื่น จะต้องพิจารณาคุณสมบัติของสหกรณ์ผู้กู้ในด้านความมั่นคงทางการเงินมีความสามารถในการชำระหนี้ มีการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์อย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ พร้อมทั้งให้กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 60 งวด หลักประกันเงินกู้ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาตหรือราคาประเมินของราชการในขณะทำสัญญากู้ นอกจากนั้น ในกฎกระทรวงยังกำหนดให้ต้องมีการสอบทานธุรกรรมด้านการให้กู้อีกด้วย โดย 1.สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องสอบทานกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านสินเชื่อตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นกระบวนการโดยผู้สอบทานที่เป็นอิสระ 2.อัตราการสอบทานลูกหนี้ที่เป็นสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ กำหนดให้สอบทานอย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ  1 ปีบัญชี ส่วนลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนยอดคงค้างของลูกหนี้ แต่ไม่เกิน 200 ราย ทั้งนี้ การสอบทานดังกล่าวต้องครอบคลุมลูกหนี้รายใหญ่ 100 รายแรก และครอบคลุมเงินกู้ทุกประเภท และให้ส่งแผนสอบทานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมาการดำเนินการให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันสิ้นบัญชี ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ นิติกรรมใดที่มีก่อนกฎกระทรวงนี้ให้ดำเนินการต่อไปจนสิ้นอายุนิติกรรม เว้นแต่การกู้เพื่อรวมสัญญาให้เป็นตามกฎกระทรวงใหม่ กรณีสหกรณ์ขนาดใหญ่การสอบทานให้ดำเนินการ ตามกฎกระทรวงใหม่ภายใน 2 ปี สำหรับร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ… นั้น กำหนดให้ ในฐานะเจ้าหนี้ สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์จะฝากเงินหรือให้กู้เงินแก่สหกรณ์ทุกประเภทหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกันทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ฝากเงินหรือให้กู้เงิน แต่ไม่นับรวมการฝากเงินในชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิก ส่วนในฐานะลูกหนี้ จะก่อหนี้และภาระผูกพัน หรือกู้เงินหรือรับฝากเงินจากสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทรวมกันแล้วแต่ละแห่งได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ยกเว้นสหกรณ์ก่อหนี้และภาระผูกพันกับชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิกรวมกันแล้ว ให้ทำได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนเรือนหุ้นร่วมกับทุนสำรองของสหกรณ์  ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ทั้งนี้ การก่อหนี้และภาระผูกพัน การให้กู้ และการฝากเงินของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ที่ทำนิติกรรมก่อนกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ดำเนินการไปตามสัญญาเดิมจนสิ้นอายุสัญญา…ท่านอธิบดีพิเชษฐ์แจ้งข่าวมาเลยนำมาเล่าสู่กันฟังด้วยประการฉะนี้

ขุนเกษตรา

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504826

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช. เริ่มดำเนินการโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ โดยศึกษาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลักษณะทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ พร้อมคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่อง พัฒนาแบบจำลอง เพื่อเป็นต้นแบบใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ได้เป็นรูปธรรม

“ผลจากการดำเนินโครงการครั้งนี้จะทำให้ได้มาซึ่งแบบจำลองที่เรียกว่า“Hydroeconomic Model” ซึ่งเป็นแบบจำลองที่เชื่อมโยงกลไกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้ากับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรูปแบบต่างๆ โดยคำนึงถึงผลกระทบทุกด้าน นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีสทนช.เป็นศูนย์กลางดำเนินงาน ทั้งในภาวะปกติและการบัญชาการข้ามหน่วยงานในภาวะวิกฤติ การศึกษาโครงการนี้แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน 2564” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ สทนช. วางแนวทางศึกษาโครงการครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา
อุทกธรณีวิทยา/น้ำใต้ดิน และชลศาสตร์ เพื่อนำมาใช้ศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและระดับน้ำ ตลอดจนใช้วิเคราะห์ปริมาณน้ำท่า ปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำ ศึกษาทบทวนบทเรียนจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งภาวะปกติและวิกฤติ ทั้งในประเทศและแนวทางการปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ ตลอดจนศึกษาการทบทวนสภาพเศรษฐกิจและสังคมในระดับมหภาค รวมถึงแผนการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้น รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และประเมินความอ่อนไหวของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นที่นำร่องที่ได้รับการคัดเลือกจะดำเนินการศึกษาในเชิงลึกโดยศึกษา ทบทวน วิเคราะห์ข้อมูล เช่น ความผันผวนของวัฏจักรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ ร่วมกับการศึกษาสภาพแวดล้อมทั่วไป การศึกษาสมดุลน้ำ วิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำครอบคลุมปริมาณน้ำต้นทุน ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ และศึกษาความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและคาดการณ์อนาคต อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การศึกษาข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน พร้อมจัดทำแบบจำลอง Hydroeconomic Model ที่เป็นต้นแบบ ใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนบริหาจัดการทรัพยากรน้ำที่มองผลกระทบรอบด้าน ก่อนนำขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป