เกษตร

All posts in the เกษตร category

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468295

x

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1ว่า กยท.จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรชาวสวนยางรอบแรกและรอบที่ 2 จากทั้งหมดที่จะแบ่งจ่ายเป็น 3 รอบ ได้ตรวจรับรองสิทธิ์พร้อมให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายให้เกษตรกรประมาณ 98% ที่เหลืออยู่ประมาณ 2% อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เพื่อเร่งรับรองให้เร็วที่สุด

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและสร้างความเข้มเข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้แน่นอน ด้วยการประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทั้งนี้ กำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิดได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยหลักเกณฑ์รับประกันคือ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับ กยท. มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไปเปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ พร้อมกำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

รักษาการผู้ว่าฯกยท.กล่าวด้วยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาจะสิ้นสุดโครงการเดือนมีนาคม 2563 ค่าประกันรายได้จะเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60%และคนกรีดยาง 40% โดยผลการดำเนินงานรอบที่ 1 (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562) จ่ายแล้วประมาณ 6,352 ล้านบาท รอบที่ 2 (เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563) จ่ายแล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 2 รอบจ่ายไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

“ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 1,711,252 ราย ซึ่งได้ปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียน และคัดกรองแปลงที่ปลูกแทน โค่น ขายไปแล้ว และสำหรับผู้กรีดยางได้ไปประกอบอาชีพอื่นแทน 1,563,460 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวคือ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 (บัตรเขียว) 1,291,113 ราย โดยเป็นเจ้าของสวนยาง 1,107,586 ราย คนกรีด 183,527 ราย และบัตรชมพู คือเกษตรกรแจ้งพื้นที่ปลูกยาง ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 272,347 ราย ส่วนการกำหนดราคากลางอ้างอิงจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงซึ่งจะเป็นราคาที่เฉลี่ยที่ซื้อขายกันจริงๆในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง มาเฉลี่ยย้อนหลัง 2 เดือน ดังนั้น เกษตรการสบายใจได้ว่าจะเป็นราคาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้”นายขจรจักษณ์ กล่าว

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468294

x

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย.

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการวางมาตรการรับมือวิกฤติแล้ง 2 จังหวัด EEC ใช้ระบบอ่างพ่วงเต็มศักยภาพ ผันน้ำ-สูบน้ำแก้ปัญหา มั่นใจจะมีน้ำพอกินพอใช้จนกว่าฝนจะมาในเดือนกันยายน 2563แน่นอน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สภาอุตสาหกรรม บริษัท East Water วางมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในจ.ชลบุรี และระยอง เนื่องจากปริมาณฝนสะสมปี 2562 ในภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำจ.ระยองและชลบุรีเหลือน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พบว่าพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว มีโอกาสประสบภัย

ทั้งนี้ หากปริมาณฝนเป็นไปในลักษณะเดียวกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤติ ในภาคตะวันออกจะเริ่มมีฝนตกช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ดังนั้น
ทั้งสองจังหวัดจะมีโอกาสขาดแคลนน้ำช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน 2563 กินระยะเวลา 75 วัน ดังนั้น กรมได้เริ่มมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ด้วยการติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทุกสัปดาห์ ซึ่งจะใช้ระบบอ่างพวงเป็นเครื่องมือรับภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเต็มศักยภาพ

“อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง มีปริมาณน้ำรวมกัน 50 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานได้เพิ่มน้ำต้นทุนให้ทั้ง 2 อ่างฯ ด้วยการผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ 60 ล้านลบ.ม. พร้อมกับติดตั้งระบบสูบน้ำชั่วคราวจากคลองสะพานท้ายอ่างฯประแสร์สูบกลับเข้าเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อนำน้ำไปให้ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล 18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ขณะนี้มีน้ำต้นทุนรวม 128 ล้านลบ.ม. รวมทั้งเตรียมพร้อมการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาลงอ่างฯประแสร์ พร้อมหารือการผันน้ำจากอ่างฯประแกด จ.จันทบุรี และจากแหล่งน้ำอื่นๆช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 มาที่จุดสูบมาอ่างฯ ประแสร์ สำรองไว้กรณีฉุกเฉิน”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนจ.ชลบุรี กรมสำรองน้ำในอ่างฯคลองหลวงรัชชโลทรไว้ให้กปภ. ชลบุรี 10 ล้านลบ.ม. พร้อมเตรียมเชื่อมเส้นท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำพานทองกับท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างฯ บางพระ เพื่อสูบน้ำจากลุ่มน้ำคลองหลวงและจากสถานีสูบน้ำพานทองได้ทันทีหากมีฝนตก เช่นเดียวกับที่พัทยากปภ.พัทยาเร่งผันน้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหลไปยังสถานีผลิตน้ำมาบยางพรให้ได้วันละ 110,000 ลบ.ม.จากปัจจุบันผันได้วันละ 89,000 ลบ.ม. พร้อมเตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่เพื่อสูบน้ำจากอ่างฯ ห้วยตู้ 1,2 และมาบฟักทอง 1,2 มาผลิตน้ำประปา รวมถึงการขอเพิ่มการใช้น้ำจากบ่อน้ำของเอกชนเข้ามาเสริมในระบบ โดยขณะนี้ได้มีการซื้อขายล่วงหน้าไว้แล้ว มั่นใจจะมีน้ำใช้จนพ้นหน้าแล้งแน่นอน

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

x

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468213

'อลงกรณ์'ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

23 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมนัส กำเนิดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ คชสิงห์ ผู้ตรวจราชการกรมประมงและคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนองตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานวิจัยประมงทะเล

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าการประชุมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยนายอลงกรณ์ได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่ได้มอบนโยบายปี2563ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล(Sea Zero Waste) ด้วย

จากนั้น นายอลงกรณ์ ได้พบปะกับผู้ประกอบการแพปลา ตัวแทนชาวประมง และนายกสมาคมกุ้งทะเลระนองเพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพประมงภายในพื้นที่ จ.ระนอง อึกทาง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468191

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.30 น.

23 มกราคม 2563 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร ว่าการสัมนาครั้งนี้ มกอช.โดยเชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์

โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสัมมนาในระหว่างวันที่ 20 – 24 มกราคม 2563  ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 สถาบันเกษตราธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่างๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช. จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ  โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467948

x

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า กรมเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการส่งออกแก่ผู้ประกอบการ ทั้งตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช GAP ตรวจรับรองโรงคัดบรรจุ GMP และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อประกอบการส่งออกไปประเทศปลายทาง สำหรับภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไยและมะม่วง ได้มอบให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี  ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรเร่งผลักดันการออกใบรับรองแปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GMP เพื่อสนับสนุนการส่งออกดังกล่าว เตรียมให้ผู้ประกอบการก่อนเข้าฤดูกาลผลิตผลไม้ในเขตภาคตะวันออก ซึ่งจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนกรกฎาคมโดยผลผลิตหลักจะเป็นทุเรียนและมังคุดส่งออกไปจีน

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จึงจัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ในภาคตะวันออก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจขั้นตอนการให้การรับรองโรงคัดบรรจุตามหลัก GMP กฎระเบียบส่งออก ตลอดจนชี้แจงแนวทางดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจีน ซึ่งผลผลิตที่จะส่งออกต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรอง GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP รวมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคของผู้ประกอบการ หาแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงานร่วมกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  การจัดประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุในภาคตะวันออก  ซึ่งปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุที่เข้าสู่ระบบหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ (GMP)ในภาคตะวันออกมากกว่า 500 โรง  ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะทำให้การส่งออกผลไม้เป็นไปโดยสะดวก   ตรงตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าทั้งคุณภาพผลผลิต  และพิธีการด้านเอกสารที่ใช้ประกอบการส่งออก อีกทั้ง เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์เชิงบวกให้การส่งออกผลไม้ของไทยด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการยกย่องชมเชย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้โรงคัดบรรจุอื่น ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้โรงคัดบรรจุ GMP ผลไม้ทั้งเปลือกดีเด่นในภาคตะวันออกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467950

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์  รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช.

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อผลงานรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” พบ 4 รมต. ผลงานเข้าตา “บิ๊กป้อม” เป็นที่พึ่งของปชช.ในโครงการแก้หนี้นอกระบบ-ปลดหนี้ “จุรินทร์” ประกันรายได้เกษตรกรจับต้องได้ “เฉลิมชัย” แก้ราคาสินค้าเกษตรและราคายางให้ปชช.ได้ชัดเจน ขณะที่ปชช.ส่วนใหญ่อยากรู้จักและเข้าถึง “พลังงานชุมชน” ไอเดียของ “สนธิรัตน์” รมว.พลังงาน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม  วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยผลสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรี และความชื่นชอบต่อโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยหรือทำงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวมทั้งสิ้น 1,200 คน

ทั้งนี้ผลการสำรวจได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ 1,144 ชุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 678 คน คิดเป็นร้อยละ 59.27 มีอายุอยู่ระหว่าง 21-30 ปี 576 คนคิดเป็นร้อยละ 50.35 มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับปริญญาตรี 639 คน คิดเป็นร้อยละ 55.86 มีสถานภาพโสด 745 คน คิดเป็นร้อยละ 65.12 ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป จำนวน 355 คน คิดเป็นร้อยละ 31.03 และมีที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร 607 คน คิดเป็นร้อยละ 53.06 และได้ผลการสำรวจข้อคิด ดังนี้

1.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในโครงการแก้ไขปัญหาโครงการหนี้นอกระบบ/ปลดหนี้ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง คิดเป็นร้อยละ 50.46

2.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่จับต้องได้ พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นโครงการที่มีผลงานที่จับต้องได้คิดเป็นร้อยละ 58.31

3.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชำชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัยศรีอ่อน ในโครงการดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและราคายาง ที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 50.59

4.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในโครงการพลังงานชุมชน ที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย คิดเป็น
ร้อยละ 60.03

5.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรม พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี ในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรมมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 20.96 โครงการส่งเสริมเปลี่ยนน้ามันปาล์มเป็นน้ำมันไบโอดีเซลบี 10 คิดเป็นร้อยละ20.46 และโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ คืนที่ดินทำกินให้ประชาชน และแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน คิดเป็นร้อยละ 15.57 ตามลำดับ

‘อลงกรณ์’ตรวจอ่างฯตะวันออก น้ำเหลือ50%กรมชลฯเล็งปรับแผน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467952

‘อลงกรณ์’ตรวจอ่างฯตะวันออก น้ำเหลือ50%กรมชลฯเล็งปรับแผน

‘อลงกรณ์’ตรวจอ่างฯตะวันออก น้ำเหลือ50%กรมชลฯเล็งปรับแผน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกรวม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยองและจันทบุรี เพื่อฟังบรรยายสรุปและรับฟังปัญหา รวมถึงติดตามผลดำเนินการตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ภาพรวมอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกขณะนี้มีปริมาณน้ำร้อยละ 50 ของความจุอ่าง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ซึ่งมีปริมาณน้ำร้อยละ 89 จึงมอบให้กรมชลประทานทบทวนการบริหารจัดการน้ำจากแนวทางเดิม 6+2 กล่าวคือ จากเดิมช่วง 6 เดือนแรก ตั้งแต่พฤศจิกายน-เมษายน ช่วง 2 เดือนหลังพฤษภาคม-มิถุนายน เป็น 6+3 คือพฤษภาคม เป็นถึงกรกฎาคมหรือเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเดือน เพื่อลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงตามคาดการของกรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งหากบริหารจัดการน้ำได้สอดคล้องตามแผน จะมีน้ำเพียงพอและผ่านหน้าแล้งนี้ไปได้

นอกจากนี้ ยังให้รณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมแผนหมุนเวียนน้ำจากอ่างข้างเคียงหรือที่เรียกว่าอ่างพวง และดึงน้ำจากแม่น้ำลำคลองเข้ามาเก็บที่อ่างฯ เพิ่มปฏิบัติการฝนหลวงในภาคตะวันออกระหว่างวันที่ 13 – 25 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชื้นสัมพัทธ์เพียงพอทำฝนเทียม

สำหรับอ่างเก็บน้ำประแสร์นั้น ความจุที่เก็บกักได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปัจจุบันมีน้ำอยู่เพียง 112.80 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 37.24% เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของปีที่แล้ว (16 มกราคม 2562) มีปริมาณน้ำถึง 217.96 ล้าน ลบ.ม. หรือ73.88% ของความจุอ่างฯ เนื่องจากไม่มีน้ำไหลลงอ่างและไม่สามารถสูบน้ำจากคลองสะพานได้จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม อีกทั้ง ปริมาณน้ำฝนยังต่ำสุดในรอบ 15 ปี

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานโดยสำนักงานชลประทานที่ 9 ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการวางท่อชั่วคราวขนาด 1.25 ม.ระยะทาง 2,800 เมตร เพื่อดึงน้ำจากคลองสะพานมาสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งดึงน้ำได้ 2 ลบ.ม./วินาทีหรือ 160,000 ลบ.ม./วัน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม จากนั้นจะวางท่อถาวรด้วยดึงน้ำจากคลองวังโตนด ระยะทาง 45 กม.โดยใช้ท่อขนาด 1.80 ม. ซึ่งจะดึงน้ำได้ถึง 400,000 ลบ.ม./วัน

สำหรับท้ายอ่างฯซึ่งมีพื้นที่สวนและเกษตรกรรม 2,000 กว่าไร่ ปัจจุบันยังจัดสรรน้ำเฉลี่ยให้ใช้ได้ในปริมาณเหมาะสมเท่าเทียมกัน แต่เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำ
ประแสร์ต้องส่งให้พื้นที่ชลบุรี พัทยา และระยองเพื่อผลิตน้ำประปาด้วย จึงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้ใช้น้ำเฉพาะที่จำเป็นและปรับเปลี่ยนการให้น้ำแก่พืชสวนตามสถานการณ์ในปัจจุบัน

กยท.เดินหน้ามาตรการช่วยชาวสวนยาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 23, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467947

x

กยท.เดินหน้ามาตรการช่วยชาวสวนยาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า  กยท.ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางสูงขึ้น สามารถดูดซับยางออกจากระบบได้ ทั้งนี้ โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางดำเนินการจ่ายเงินต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2562–มกราคม 2563 โดยกยท.ตรวจรับรองสิทธิ์ให้เจ้าของสวนและผู้กรีดยาง ประกอบด้วย บัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูประมาณร้อยละ 90 ของจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.เหลือเกษตรกรที่ยังมีข้อมูลไม่ครบหรือบางคนไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการจ่ายเงินให้เกษตรกรเจ้าของสวน และคนกรีดในโครงการดังกล่าวถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กยท.ยังดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อ 3 โครงการต่อเนื่องได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้ขยายการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การผลิตให้ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ จากเดิมสนับสนุนดอกเบี้ยวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท รัฐบาลขยายวงเงินสินเชื่อ(เพิ่มเติม) 10,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง(ยางแห้ง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท โดยขยายเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงธันวาคม 2564 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมยางจากเกษตรกร ซึ่งขยายเวลาเพิ่มอีก 4 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563-31 มีนาคม 2567) แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567

นายขจรจักษณ์กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถานการณ์ราคายางตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้น เพราะผู้ประกอบการกลับเข้ามารับซื้อหลังหยุดปีใหม่ ความคืบหน้าการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ประกอยกับราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันจากสัญญาณตลาดล่วงหน้า (โตเกียว สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้)ที่อยู่ช่วงหดตัว อีกทั้ง ช่วงตรุษจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาวในจีนอาจส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงเล็กน้อย

%d bloggers like this: