ผู้หญิง

All posts in the ผู้หญิง category

แหวกฟ้าหาฝัน : Portmoneum เมือง Litomysl #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467105

แหวกฟ้าหาฝัน : Portmoneum เมือง Litomysl

แหวกฟ้าหาฝัน : Portmoneum เมือง Litomysl

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Old Town square

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสาธารณรัฐเช็ก และชอบเที่ยวเมืองที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Litomysl ทั้งนี้เพราะเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกห่างจากกรุงปราก 136 กิโลเมตรนี้มีปราสาทประจำเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ตัวเมืองเองก็มีความน่าสนใจและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เยี่ยมเยือนด้วย เมืองที่ได้รับการเรียกขานจากชื่อชาวพื้นเมือง Slav ตะวันตกที่มาตั้งรกรากอยู่ในสาธารณรัฐเช็กนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้เป็นเมืองโบฮิเมียนทางทิศตะวันออกที่ถูกกล่าวอ้างถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และถูกตั้งขึ้นบนเส้นทางระหว่างโบฮีเมียและโมราเวีย เมืองที่เคยเป็นเส้นทางการค้าสำคัญตั้งแต่โบราณนี้ยังมีความสำคัญตรงที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่อยู่ของเจ้าคณะสงฆ์นิกายคาทอลิกตั้งแต่ปี 1344 จวบจนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปราก ที่อยู่ของเจ้าคณะสงฆ์จึงย้ายไปตั้งอยู่ที่กรุงปรากแทน

Building in Vachalova lane

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองที่นอกจากปราสาทแล้วยังมีจัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก จัตุรัสกลางเมืองนี้เป็นที่ตั้งของบ้านเรือนแบบบาโรกและเรอเนสซองส์ที่มีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และมี House of the Knights อาคารที่มีหน้าบันเป็นหินที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นอาคาร ที่เลื่องชื่อที่สุด ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังมี Portmoneum มิวเซียมที่มีความแปลกและมีอัตลักษณ์สูงจากฝีมือของ Josef Vachal ศิลปินและนักเขียนชาวเช็กที่ได้รับเชิญให้มาเขียน ณ บ้านของ Josef Portman นักสะสมผลงานศิลปะ เพื่อนและผู้อุปถัมภ์สำคัญของศิลปินเองในปี 1920

Old Town sqare and Clock Tower

Josef Vachal เจ้าของผลงานที่จัดแสดงณ Portmoneum เกิดวันที่ 23 กันยายน 1884 จากบิดามารดาที่ไม่ได้แต่งงานกัน เขาจึงถูกเลี้ยงโดยย่าซึ่งอาศัยอยู่ ณ Pisek เมืองทางใต้ของรัฐโบฮีเมีย ต่อมาเขาย้ายไปกรุงปรากและได้เป็นเพื่อนกับ Mikolas Ales ศิลปินแนว Art Nouveau ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องในปี 1900 เขาเขียนกวีบทแรกและเข้าร่วมสมาคม Prague Theosophy อีก 4 ปีต่อมาเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเขียนภาพ Vachal ได้ ตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มในปี 1910 อีก 3 ปีต่อมาเขาแต่งงานกับ Masa Pesulova และเริ่มเป็นเพื่อนกับ J.Portman นักสะสมงานศิลปะซึ่งกลายเป็นเพื่อนสนิทและผู้อุปถัมภ์สำคัญที่สุดของเขา ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเขากลายเป็นผู้ที่ต่อต้านนาซี ดังนั้นเมื่อสาธารณรัฐเช็กถูกครอบครองโดยเยอรมัน เขาจึงอึดอัดมากและกลายเป็นคนเก็บตัว หลังจากที่สาธารณรัฐเช็กกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เขายิ่งแยกตัวและไม่ค่อยมีผลงานแสดงต่อสาธารณชนนับจากนั้นมา

Painting in Portmoneum

หลังจากสร้างสรรค์งานที่บ้านของ Josef Portman เสร็จในปี 1920 และกลายเป็นคนเก็บตัว เขาจึงไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นช่วงแรก ถึงกระนั้นก็ตาม งานของเขาก็ยังเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของสาธารณรัฐเช็ก แต่การที่งานของเขาไม่ได้ใช้สีที่คุณภาพดีนัก มันจึงเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ PortmanHouse ซื้อบ้านหลังนี้จาก National galleryจึงได้จ้าง Jiri Latal, Jaroslav Horalek และ Jan Tursky นักซ่อมแซมภาพทั้งสาม และ Ladislav Krylนักเทคโนโลยี รวมทั้ง Mikulas Hulc สถาปนิก มาช่วยกันใช้เทคโนโลยีน้ำมันซ่อมภาพและบ้านใหม่ยังผลให้เทศบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการซ่อมภาพจึงได้จัดตั้ง School of Restoration and Conservation Techniques ประจำเมืองขึ้น และยกระดับให้เป็น Faculty of Restoration ของมหาวิทยาลัย Pardubice หลังการเสียชีวิตของ Ladislav Horacek เจ้าของตึกคนสุดท้าย ทายาทของเขาได้ขายตึกนี้ให้กับราชการส่งผลให้มิวเซียมกลายเป็น Regional Museum

Painting in the building on Vachalova lane

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมเพื่อยลผลงานจะพบว่าผลงานของ Josef Vachal มีความแปลกประหลาดยากต่อการเข้าใจอันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติต่อโลกที่ไม่ธรรมดาของเขา แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ชอบเยือนมิวเซียมและต้องการชมผลงานของเขา ก็สามารถชมผลงานภาพขาวดำบนผนังตึกได้ที่ ถนน Vachalova lane ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสอัจฉริยภาพของศิลปินเช่นกัน แม้ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพขาว-ดำและไม่โลดโผนนักก็ตาม

Portmoneum

Portmoneum

Portmoneum

Portmoneum

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467132

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า  กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

คุยกัน7วันหน : วิกฤติไฟป่า กระทบท่องเที่ยวออสเตรเลีย

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฟป่าในออสเตรเลียโหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน กำลังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันระงับแผนการไปเที่ยวที่ออสเตรเลียแล้ว

นายปีเตอร์ เชลลีย์ กรรมการผู้จัดการสภาส่งออกการท่องเที่ยวออสเตรเลียเผยว่า วิกฤติไฟป่าในหลายพื้นที่ของประเทศที่โหมไหม้มาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน จะทำให้ออสเตรเลียสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 4,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 94,560 ล้านบาท)ในปีนี้ เห็นได้จากยอดจองท่องเที่ยวออสเตรเลียลดลงร้อยละ 10-20ตั้งแต่เกิดไฟป่า นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการจองเพราะกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อตารางการท่องเที่ยวอีกทั้งไม่มั่นใจว่าออสเตรเลียต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะฟื้นตัวจากไฟป่า

สำหรับกลุ่มที่ยกเลิกมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากสหรัฐ สหราชอาณาจักรและยุโรป ทั้งที่ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์กลุ่มนี้จะมาเที่ยวมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี นายเชลลีย์เรียกร้องให้ธุรกิจท่องเที่ยวและรัฐบาลเร่งสื่อสารไปยังทั่วโลกว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ยิ่งสื่อสารเนื้อหาเชิงบวกและทรงพลังเร็วเท่าใด ยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย เคยออกมาแสดงความกังวลในเรื่องนี้มาแล้ว ระหว่างไปตรวจเยี่ยมเกาะแคงการูหรือเกาะจิงโจ้ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังนอกชายฝั่งทางใต้ที่เกิดไฟป่าถึงสองครั้งในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มอร์ริสันชี้ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศเปิด และยังคงเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้คนควรมาท่องเที่ยวและพาครอบครัวมาพักผ่อนช่วงวันหยุด เช่น เกาะจิงโจ้แห่งนี้แม้ถูกไฟป่าเผาไป 1 ใน 3 ก็ยังมีพื้นที่อีก 2 ใน 3 ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวการช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดำรงอยู่ได้ในช่วงเวลาแบบนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

การท่องเที่ยวครองสัดส่วนร้อยละ 3.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีออสเตรเลียฤดูร้อนที่ผ่านมายอดจองที่พักในออสเตรเลียลดลงมาก รีสอร์ทที่เคยคึกคัก บางแห่งเงียบเหงาราวกับรีสอร์ทร้าง ทั้งที่ฤดูร้อนก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวมาเยือนออสเตรเลียมากถึง 2.71 ล้านคน ขณะที่หลายเดือนที่ผ่านมา สื่อทั่วโลกพากันตีข่าวไฟป่าออสเตรเลีย ที่ขณะนี้กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 65 ล้านไร่ หรือมากกว่าพื้นที่โปรตุเกสหรือเกาหลีใต้ ทั้งประเทศ จนท่องเที่ยวสำคัญอย่างซิดนีย์และเมลเบิร์นถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันพิษ นักเทนนิสที่กำลังลงแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น แกรนด์สแลมแรกของปีที่นครเมลเบิร์นได้รับผลกระทบจากหมอกควันพิษที่ลอยมาไกลจากจุดที่เกิดไฟป่าจนถึงสนามแข่ง

แม้การท่องเที่ยวออสเตรเลียจะหาทางรับมือ ด้วยการว่าจ้างไคลี มิโนกราชินีเพลงป๊อปชื่อดังของประเทศ เชิญชวนชาวอังกฤษมาท่องเที่ยวออสเตรเลีย เป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ความยาว 3 นาที เริ่มออกอากาศในวันคริสต์มาส แต่ต้องถอดออกหลังจากออกอากาศได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ เพราะถูกตำหนิว่าไม่ถูกกาลเทศะในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

นอกจากการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบแล้ว สัตว์ต่างๆ ที่ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลีย ทั้งโคอาล่าจิงโจ้ ตัววอมแบตและสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องต่างๆ รวมถึงนกหายากหลายชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปศุสัตว์อีกจำนวนมหาศาล ต่างก็ประสบชะตากรรมทั้งล้มตาย บาดเจ็บ และสูญเสียถิ่นที่อยู่จากไฟป่า รวมนับพันล้านตัว สื่อหลายสำนักนำเสนอภาพข่าวโคอาล่าบาดเจ็บขอน้ำจากนักท่องเที่ยวและอาสาสมัคร จิงโจ้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากไฟป่า แม้พวกมันที่รอดชีวิตจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ชะตากรรมหลังจากนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่า พวกมันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เพราะพืชพรรณที่เป็นแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ถูกไฟเผาเป็นวงกว้าง

@koopnot01

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467131

โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังการเผยแพร่ข่าวสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “นโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น” ของ “ซานนามาริน” นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งจะลดเวลาในการทำงานลงเป็นวันละ 6 ชั่วโมง และทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ด้วยความเชื่อที่ว่า ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นที่สนใจต่อนักบริหารจัดการทั่วโลก แต่ก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนได้เมื่อทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลฟินแลนด์ได้สื่อสารชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายนี้ว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

โดยข้อเท็จจริงแล้ว “ซานนา มาริน” นายกรัฐมนตรีวัย 34 ปี ได้ว่าถึงแนวคิดดังกล่าวจริง แต่เป็นช่วงเวลาในตอนที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และได้ไปบรรยายในงานครบรอบ 120 ปีของพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งฟินแลนด์ เกี่ยวกับการจัดสรรเวลาในการทำงานใหม่ว่า “ฉันคิดว่า ประชาชนสมควรที่จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรก และใช้ชีวิตมากกว่านี้” ซึ่งน่าจะไกลจากความเป็นไปได้ไม่มากนะ เพราะแม้จะยังไม่มีวาระในการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นแนวคิดของผู้บริหารสูงสุดที่สามารถสั่งการให้เป็นนโยบายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก คำถามก็เหลือแค่เพียงว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันจะเป็นไปในแบบที่เธอว่าไว้หรือไม่เท่านั้นเอง

ในการทดลองหนึ่งของบริษัทไมโครซอฟท์ ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า“Work-Life Choice ChallengeSummer 2019” ได้เชิญชวนให้พนักงานกว่า 2,300 คน หยุดงานทุกวันศุกร์ต่อเนื่องกัน 5 สัปดาห์ โดยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการหักเงินเดือน ลงโทษ หรือถูกเจ้านายต่อว่า

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลังพนักงานมีวันหยุดเพิ่มขึ้นเป็น 3 วันต่อสัปดาห์มีการประเมินออกมาว่า พวกเขามีความสุขมากขึ้น และกระฉับกระเฉงในการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่สำคัญ บริษัทยังได้อานิสงส์จากวันหยุดที่เพิ่มขึ้นด้วยรายจ่ายทางธุรการที่ลดลง อาทิ ค่าไฟ และการใช้เครื่องพิมพ์เอกสาร

“ผมต้องการให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง ว่าพวกเขาสามารถทำผลงานให้ดีขึ้นได้ด้วยเวลาการทำงานที่ลดลงถึง 20%” นี่คือสารจาก “ทาคุยะ ฮิราโนะ” ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของบริษัท

แม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะยังไม่ถูกนำมาปรับใช้ให้เป็นนโยบายของบริษัทแห่งนี้อย่างถาวร แต่ทางผู้บริหารก็มีแนวทางการทดลองในรูปแบบอื่นๆ เกี่ยวกับการลดชั่วโมงในการทำงาน เพื่อสร้างประสิทธิภาพของพนักงาน วางอยู่ในแผนประจำปีของบริษัทเอาไว้ เพื่อทดสอบจนแน่ใจในผลลัพธ์ที่แสดงออกมาให้ชัดเจนที่สุด อาทิ การลดชั่วโมงในการทำงานจาก 8 เหลือ 6 ชั่วโมง และการเลือกวันหยุดประจำสัปดาห์เอง เป็นต้น

อีกแนวทางหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นได้นำมาทดลองใช้อย่างเป็นทางการ ในการลดเวลาการทำงานลง แม้จะไม่ได้เป็นการตัดเวลาออกไป แต่ก็กำหนดเวลาการทำงานที่แน่นอนเอาไว้ เพื่อลดปัญหา“บ้างาน” จนเสียชีวิต ซึ่งเป็นปัญหายอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนแดนปลาดิบในหลายๆ ปีที่ผ่านมา

โดยผู้ว่าราชการในจังหวัดโอซากา “ฮิโรฮูมิ โยชิมูระ” ได้ออกมาตรการ“ปิดระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ” ต่อราชการประจำประมาณ 7,600 คน รวมถึงตำรวจและโรงเรียนรัฐบาล เพื่อลดการทำงานล่วงเวลา ด้วยการส่งคำเตือนก่อนเวลาเลิกงาน 30 นาที บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานทุกคน จากนั้นคอมพิวเตอร์จะทำการปิดตัวเองเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ซึ่งหลังจากนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้แล้ว ก็สามารถประหยัดงบประมาณไปได้กว่า 50 ล้านเยน จากเรื่องค่าน้ำค่าไฟ และค่าทำงานล่วงเวลา แต่เรื่องการแก้ปัญหาการ “บ้างาน” ของชาวญี่ปุ่นนั้น ยังคงเป็นคำถามกันอยู่ เพราะค่านิยมในการทำงานลักษณะนี้ ถูกส่งต่อความเชื่อมาอย่างยาวนาน และยากจะเปลี่ยนความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ แม้จะมีกฎหมายปฏิรูปแรงงานออกมาแล้วก็ตาม

ดังนั้น เรื่องของการทำงาน ที่เกี่ยวเนื่องกับเวลาในการปฏิบัติ ที่มี 2 ทฤษฎีกำลังปะทะกันอยู่นั้น จึงกลายเป็นความสนใจของนักวางแผนนโยบายเป็นอย่างมากในเรื่องของคำตอบที่พวกเขาต้องการ ว่าควรวางอยู่บนรูปแบบใดถึงจะได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากการทำงานของพนักงานคนหนึ่ง

บทความหนึ่งของ “ทิม วอล์กเกอร์”ชาวอเมริกันที่เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของฟินแลนด์ในฐานะคุณครู ที่แปลกใจกับระบบการเรียนการสอนแบบ 45/15 เป็นอย่างมาก ในตอนที่เขาเข้าไปสอนใหม่ๆที่โรงเรียนจะให้นักเรียนอยู่ในห้องเรียน45 นาที และออกไปพักนอกห้องเรียน 15 นาทีสลับกันไปในแต่ละคาบเรียนของทั้งวัน ซึ่งในตอนแรกเขาไม่เห็นด้วย และไม่ยอมนำระบบนี้มาใช้ในคาบเรียนของเขา

จนกระทั่ง วันหนึ่ง “ทิม วอล์กเกอร์”อยากจะพิสูจน์ให้ชัดว่า ตกลงระบบ 45/15กับระบบปกติแบบไหนจะมีประสิทธิภาพกว่ากัน เขาจึงลองใช้ระบบ 45/15 กับนักเรียนของเขาเพื่อเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้น และผลของการประเมินก็ทำให้เขาได้ทราบว่า ช่วงเวลา 15 นาทีนั้นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากเสมือนเป็นการชาร์จพลังให้กับนักเรียนอีกครั้ง นี่เองที่ทำให้การกลับไปเข้าห้องเรียนหลังจากการพัก นักเรียนจะมีความกระปรี้กระเปร่า เต็มไปด้วยสมาธิ และกระหายที่จะเรียนรู้มากขึ้น

“ทอม แลตต์” (Tom Rath) ผู้เขียนหนังสือ Are You Fully Chargedได้หยิบเอาแนวคิดนี้ไปเปรียบเทียบกับตารางการทำงานของคนทั่วไป (พนักงานเงินเดือน) โดยไปหาข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นเดสก์ไทม์ (Desk Time) บริการสำหรับเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานในแต่ละวัน โดยเมื่อเข้าไปดูสถิติของพนักงาน 36,000 คนหรือ 10% ของทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนของพนักงานที่ทำผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีการแสดงออกมาว่าคนกลุ่มนี้จะใช้เวลาทำงานประมาณ52 นาที และจะพัก 17 นาที จากนั้นก็จะกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างจดจ่อ

จูเลีย กิฟฟอร์ด (Julia Gifford) ผู้เขียนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเดสก์ไทม์ ได้ออกมาบอกว่า “คนเหล่านี้ใช้เวลา 52 นาทีอย่างคุ้มค่า โดยตั้งเป้าหมายที่จริงจังในการทำงานไว้หลังจากนั้นก็พักสักครู่ เพื่อเตรียมกลับไประเบิดพลังลุยงานอย่างเต็มที่ต่อ”

ที่สำคัญ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานระดับหัวกะทิ 10% นี้ จะใช้เวลา 17 นาที ในช่วงพักหมดไปกับเดินเล่น ผ่อนคลาย และผละตัวเองออกจากสิ่งรบกวนต่างๆ อาทิ การเล่นโทรศัพท์ หรือการเช็คเฟซบุ๊ค เป็นต้น “ทอม แลตต์” จึงได้แนะนำให้ผู้อ่านหนังสือของเขาทดลองใช้ระบบ 45/15 ในการทำงาน และปรับช่วงเวลาพักให้เหมาะสมกับบริบทของงาน เพราะเชื่อว่าการพัก หรือใช้เวลาในการทำงานให้น้อยลง จะทำให้เกิดศักยภาพของงานมากยิ่งขึ้น แม้แต่จะเอาเวลาในนั้นไปออกกำลังกายก็ตาม เพราะมีงานวิจัยออกมาบอกกับเราแล้วว่า บริษัทที่จัดเวลาให้พนักงานในการออกกำลังกายระหว่าง “วันทำงาน” นอกจากจะไม่มีผลกระทบด้านลบกับงานแล้ว ยังทำให้สุขภาพของพนักงานดียิ่งขึ้น และส่งผลให้กระบวนการทำงานของพนักงานคนนั้นสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลทั้งหมดนี้ อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่ฟันธงในเรื่องของ “การลดเวลาในการทำงานลง” เพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” ได้ชัดเจนนักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การพัก” ไม่ใช่ปฏิปักษ์ของความสำเร็จ

ธีม ‘โลกใต้ทะเล’ ส่งความสุขผ่านเสียงดนตรีเด็กๆ ยามาฮ่าสุพรรณบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467135

ธีม ‘โลกใต้ทะเล’ ส่งความสุขผ่านเสียงดนตรีเด็กๆ ยามาฮ่าสุพรรณบุรี

ธีม ‘โลกใต้ทะเล’ ส่งความสุขผ่านเสียงดนตรีเด็กๆ ยามาฮ่าสุพรรณบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ธีม “โลกใต้ทะเล” กิจกรรม  Happy New Year 2020   เพื่อเด็กๆ ยามาฮ่า สุพรรณบุรีที่มีความฝันอยากแต่งตัวเป็นการ์ตูนในภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ และประทับใจ โชว์ทักษะการเล่นดนตรีชูหลักสูตร “ยามาฮ่า” ดีที่สุดในประเทศไทย ผลักดันเด็กๆ ได้มีเวทีกล้าแสดงออก อยากอวด อยากลองปล่อยของการเล่นดนตรี ส่งท้ายปีเก่า….ก้าวสู่ศักราชใหม่ 2020

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า สุพรรณบุรี โดย วิศน์กานต์  ขุนสุวรรณ ผู้บริหาร และ ณัฐตชาจันทรกลัด ผู้จัดการโรงเรียน จัดกิจกรรมดีๆมาอย่างต่อ เพราะอยากเห็นเด็กๆ ได้มีเวทีแสดงออกทางดนตรีมากขึ้น และเข้าใจแก่นแท้หลักสูตรYamaha Music Worldwide Education System มาตรฐานหนึ่งเดียวจากประเทศญี่ปุ่นที่คำนึงถึงความำคัญของครอบครัว ผู้ปกครองและนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ และฝึกทักษะ เทคนิค การเล่นดนตรีระหว่างครู และนักเรียนครอบครัวดนตรียามาฮ่าทุกวิชา อาทิ เปียโน  กีตาร์ ไวโอลิน กลอง เต้น และขับร้อง ฯลฯ นับเป็นปูพื้นฐานดนตรีที่ยอดเยี่ยม ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2020 พร้อมก้าวสู่การพัฒนารูปแบบดนตรีที่ทันสมัย และตอบโจทย์เด็กเมืองสุพรรณบุรี เป็นการฉลองเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ในปี 2020

ที่สำคัญ เด็กไทยวันนี้ เริ่มต้นความสุขการเรียนดนตรี ได้ที่นี่โรงเรียนดนตรียามาฮ่าสุพรรณบุรี โทร.035-451658-9, 081-4563447

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467108

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชุมชนชาวจีนบ้านเหนือ

ด้วยเอกลักษณ์ของอาคาร “ฮกแซตึ๊ง” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์แบบสื่อเหอหยวนหรือเรือนสี่ประสาน แห่งเดียวของบ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๕-๕๖ ในรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นอาคารอนุรักษ์ที่สำคัญที่น่าสนใจ เพราะในวันที่ ๒๓ มกราคมนี้ อาคารแห่งนี้ผู้ดูแลจะน้อมเกล้าฯถวายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของบ้านสะแกกรังในโอกาสต่อไป อาทิตย์นี้จึงสืบค้นถึงชุมชนคนจีนบ้านเหนือของบ้านสะแกกรัง จากความเป็นถิ่นกำเนิดและที่พักอาศัยของบุคคลสำคัญหลายสกุลที่รู้จักกันดี คือ สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี), พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันทน์), พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) เป็นต้น

คณะศึกษาและท่องเที่ยวเข้าชม

ภายหลังจากโฉนดที่ดินที่ออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ บนที่ดินกว่า ๑ ไร่นั้น ได้จัดตั้งสำนักกินเจหรือโรงเจขึ้นมีชื่อว่า ฮกอันตั้ว เป็นสาขาจากโรงเจวัดเล่งเน่ยยี่ที่เข้ามา
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สักการะเจ้าแม่กวนอิมและจัดพิธีไหว้พระถือศีลกินเจตามประเพณีนิยม โดยมีจีนแส เดินทางมาพำนักประกอบการศาสนาประจำในโรงเจแห่งนี้ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงวัดเล่งเน่ยยี่ได้ส่งจีนแสชื่อ เล็ก แซ่ลี้ จึงได้เดินทางมาประจำ ด้วยเหตุที่จีนแสเป็นผู้มีความรู้การรักษาโรคแบบจีนและการทำยาสมุนไพร นอกจากได้เข้ามาดูแลกิจการโรงเจตามปกติแล้ว ยังได้อาศัยอาคารชั้นล่างของโรงเจ นั้นเปิดร้านขายยาจีนและรักษาอาการไข้ไปด้วย ใช้ชื่อเป็น “ฮกแซตึ๊ง” ในไม่ช้าผู้คนก็รู้จัก ฮกแซตึ๊ง มากขึ้นว่าเป็นร้านขายยาของชุมชนคนบ้านเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคหบดีที่มีกิจการโรงสีและมีท่าจอดเรือค้าขายข้าวเป็นหลัก

ตู้และชั้้นสมุนไพรของร้านขายยา

สำนักกินเจหรือโรงเจแห่งนี้เป็นอาคารสองชั้นที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนเป็นอาคารชั้นล่างและอาคารไม้สักเป็นชั้นบน สถาปัตยกรรมจีนแบบสื่อเหอหยวนคือแบบเรือนสี่ประสาน โดยแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ๑.อาคารหลักอยู่ตรงกลาง โดยมี ๒.อาคารด้านหลัง และด้านข้างเป็น ๓.อาคารตะวันออก และ ๔.อาคารตะวันตกอยู่ขนาบซ้ายขวาประสานกัน โดยอาคารหลักนั้นด้านหน้าเป็นลานกว้างและมีประตูชั้นใน ต่อจากนั้นเป็นลานดินด้านนอกปลูกต้นไม้และมีประตูด้านนอก

บันไดทางขึ้นตะวันออก

สำหรับอาคารด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสองชั้นนั้น ได้มีการสร้างอาคารแยกใช้เป็นห้องสำหรับเป็นบันไดขึ้นด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันออก (ใต้) และห้องด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันตก (เหนือ) การปรับอาคารโรงเจให้เป็นร้านขายยาสมุนไพรไทย-จีนนั้น น่าจะมีการต่อเติมและจัดพื้นที่บางส่วนจากการใช้เป็นโรงเจและที่พักอาศัยของจีนแสไปด้วย เดิมอาคารหลักส่วนห้องโถงชั้นล่างนั้นใช้เป็นห้องส่วนรับแขกและอาคารอเนกประสงค์สำหรับผู้เข้ามาถือศีลกินเจตามเทศกาล เมื่อมีการปรับเป็นร้านขายยาจึงมีการจัดใหม่ให้ชั้นล่างนี้เป็นร้านขายยาสมุนไพร่จีนโดยมีตู้ชั้นเก็บตัวยาเพื่อจัดตามใบสั่ง มีป้ายร้าน ภาษาไทยว่า “ยี่ห้อฮกแซตึ๊ง ขายยาจีน ยาฝรั่งยาต่างๆ” อาคารหลักชั้นบน เป็นห้องโถงใช้เป็นสถานที่ตั้งแท่นบูชากวนอิมและบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งโรงเจนั้น ยังคงสภาพเดิมไว้ ซึ่งมีแผ่นป้าย-ภาพกระจกสี คำอวยพรและสัญลักษณ์มงคลพื้นชั้นบนนั้นเป็นไม้สักเก่า มีฝากั้นประดับกระจกและฝาบานพับปิด-เปิดตามแบบอาคารจีน โดยมีห้องด้านตะวันออกและตะวันตกสำหรับเป็นที่พักของจีนแส หรือแขกคนสำคัญ ดังนั้น อาคารฮกแซตึ๊งแห่งนี้จึงเป็นสถาปัตยกรรมจีน ที่ยังอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างตำนานของตำรายาหอมของบ้านสะแกกรังใช้รักษาผู้คนในชุมชนนี้มานานมากกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต
ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง
ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง
ห้องโถงชั้้นบน

ห้องโถงชั้้นบน
ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา

ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา
ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า

ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า
ระเบียงชั้นบน

ระเบียงชั้นบน
อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร

อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร
อาคารฮกแซตึ๊ง

อาคารฮกแซตึ๊ง
ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก

ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก
รางเหล็กใช้บดสมุนไพร

รางเหล็กใช้บดสมุนไพร
ภาพเขียนสีบนกระจก

ภาพเขียนสีบนกระจก
พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

หนังสือเด่น : เจาะอดีตไปพบโจโฉ ค้นหาศักยภาพว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467122

หนังสือเด่น : เจาะอดีตไปพบโจโฉ  ค้นหาศักยภาพว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

หนังสือเด่น : เจาะอดีตไปพบโจโฉ ค้นหาศักยภาพว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผมสัมผัสกับนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง สามก๊ก มาทั้งแบบวรรณกรรม และภาพยนตร์ ซึ่งไม่ว่าจะอ่านครั้งใด หรือ ดูภาพยนตร์คราใด ก็ให้ต้องติดตามจนจบ ทั้งๆ ที่รู้เนื้อหาเป็นอย่างดีแล้วว่า ตัวละครแต่ละตัวจะเป็นไปอย่างไร แต่ความน่าติดตามและทำให้ต้องติดตาม มันอยู่ที่กลวิธีของการทำศึกสงคราม และใช้ชีวิตเพื่อการต่อสู้ในยุคที่แผ่นดินเกิดการแตกแยก ต่างคนต่างแย่งกันเป็นใหญ่ ซึ่งผู้ประพันธ์นิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ คือ หลอกว้านจง เก่งและแยบคายที่แต่งเรื่องราวให้น่าสนใจทุกแง่มุม

และทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับสามก๊กก็อดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่า เราจะจัดให้ตัวเอกของเรื่องคือ “โจโฉ” เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย จึงจะถูกต้อง ซึ่งก็ตัดสินใจฟันธงลงไปไม่ได้สักที

วันนี้ได้มาเห็น นิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เพิ่งแต่งขึ้นมา โดยนักแต่งหน้าใหม่ เป็นนักแต่งที่มีชื่อเสียงทาง “ออนไลน์”ชื่อ “เกิงซิน” คนผู้นี้ศึกษาประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊กอย่างละเอียดแบบรู้กระจ่าง ไม่แพ้ผู้แต่งสามก๊กคนเดิม แต่เขามีมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างกับคนแต่งคนเดิมอย่างสิ้นเชิง ทำให้เรื่องราวของตัวละครในสามก๊กหลายตัว ผิดแผกไปจากของเดิม โดยเฉพาะเมื่อเขาตั้งชื่อเรื่อง นิยายเล่มนี้ของเขาว่า “เจาะเวลาหาโจโฉ”จึงให้เข้าใจได้ในตอนแรกเมื่อเห็นชื่อว่า นิยายเล่มนี้จะต้องนำเสนอเรื่องราวของโจโฉเป็นพิเศษ และละเอียดมากกว่า สามก๊กฉบับดั้งเดิมแน่นอน

เจาะเวลาหาโจโฉ วางตลาดออกมา สามเล่มแล้ว จำหน่ายในราคาเล่มละ 260 บาทเป็นเรื่องราวอีกมุมมองหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับโจโฉ และเรื่องราวในยุคสามก๊ก ซึ่งแตกต่างไปจากของเดิมๆ ที่เราเคยสัมผัสมา

ตอนนี้ยังอ่านผ่านไปได้แค่สองเล่ม ทำให้พอจะหันกลับมานึกถึง ความสับสนข้องใจของตัวเองว่า คราวนี้เราคงจะตัดสินใจได้เสียทีว่าจะให้โจโฉ เป็นพระเอกหรือผู้ร้ายดี ในยุคที่ บ้านเมืองของจีนกำลังเกิดกลียุคในช่วงนั้น

เจาะเวลาหาโจโฉ ยังคงรักษาสภาพแวดล้อม ของชาวฮั่นในยุคนั้นได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศยังมองเห็นความชุลมุนวุ่นวาย การเสาะหาผู้กล้า การแก่งแย่งเอาตัวรอด ซึ่งเชื่อได้ว่านิยายเรื่องนี้น่าจะเป็นอีกเล่มหนึ่งที่แฟนคลับของสามก๊ก ถึงยังไงก็ไม่น่าพลาดที่จะต้องหามาอ่าน

‘ไดโกะ’เสกชีวิตใหม่ให้นักอ่านเพื่อการครองเรือน เคล็ดลับการสร้างความสุขมาครอบครองได้อย่างไร

“ไดโกะ สุดยอดนักจัดระเบียบ เสกชีวิตใหม่ให้คุณ” งานเขียนของ “Mentalist DaiGo” เป็นหนังสือที่ตั้งใจจะช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่เป็นระเบียบ มีชีวิตที่เป็นระบบ สะอาดหมดจด ทั้งความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือที่ต้องการ การจัดห้องให้สะอาด แต่เป็นหนังสือที่จะบอกว่า การจัดของจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ขึ้น และคว้าความสุขมาครอบครองได้อย่างไร.. ในเล่มนี้คุณจะได้พบกับวิธีจัดของให้มีแต่ของดีและสำคัญ เคล็ดลับตัดใจโละของ เทคนิคจัดโต๊ะ กระเป๋า ตู้เสื้อผ้าแบบมือโปรเทคนิคจัดตารางชีวิตให้ใช้เวลาเต็มที่ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วคุณจะพบว่า การจัดของจะทำให้คุณใช้พลังกาย พลังใจ เงิน และเวลาที่มีจำกัดไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ราคาเล่มละ 220 บาท แปลเป็นไทยโดย “ธมกร ศรีกิจกุล”

เปิดพฤติการณ์ปล้นอาวุธปืนเจาะไอร้อง จุดประกายความฝันของคนไทยเพื่อชายแดนใต้

“ดับฝันมายาวี” นวนิยายที่มีพื้นฐานจากชีวิตจริง จาก ปฏิบัติการ “รามสูร” โค่นอำนาจมืด 3 ชายแดนใต้ เขียนโดย “ภานุมาศ ทักษณา” อดีตนายทหารหน่วยข่าวกรองและนักข่าวหนังสือพิมพ์ ที่จินตนาการจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มตั้งแต่การปล้นอาวุธปืนที่ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งจะช่วยจุดประกายความฝันของคนไทยที่มุ่งหวังจะเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมามีความร่มเย็นสงบสุขดังเดิมอีกครั้ง รวมทั้งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเกิดความร่วมมือร่วมใจกับแก้ไขได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย จำหน่ายเล่มละ 350 บาท

เมื่อผู้ต้องหาไม่พูด!ตำรวจจะจัดการอย่างไร คลี่คลายปมปริศนาลึกลับของคดีฆาตกรเงียบ

หนังสือ “ปมเลือดไม่เงียบ หรือ The Silent Patient” เขียนโดย “Alex Michaelides” และ “วรินทร์ วารีนุกูล” นำมาแปลเป็นภาษาไทย” เป็นเรื่องราวของ อลิเซีย เบเรนสัน จิตรกรสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ซึ่งถูกจับในข้อหาฆาตกรรมโหดสามี เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตัวเธอยืนอยู่หน้าภาพวาด ซึ่งเป็นภาพเหมือนตัวเอง… มือถือพู่กันที่มีสีแดงกำลังหยดลงมาร่างเปลือยเปล่า รอยแผลเป็นยังหมาดใหม่บนข้อมือทั้งสองข้าง เธอกำลังวาดภาพ หากผืนผ้าใบตรงหน้าเธอในภาพกลับว่างเปล่า ริมฝีปากแย้มเผยอ ทว่า…เมื่อตำรวจสอบสวนเธอ เธอไม่ปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น แต่ศาลตัดสินให้เธอพ้นคุก และเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช ไม่มีใครรู้ความจริงของคดีนี้ เพราะตั้งแต่สามีตายอลิเซียไม่พูดอีกเลย จนกระทั่งนักจิตบำบัดหนุ่มคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วยให้เธอพูด และหวังคลี่คลายปมปริศนาลึกลับของคดี ราคาเล่มละ 299 บาท

ชีวิตพื้นๆที่ไม่ธรรมดาซึ่งคนทั่วไปนึกไม่ถึง ความรักของหนุ่มสาวตั้งแต่วัยเด็กจนเป็นผู้ใหญ่

“มหัศจรรย์รักนายนกกระจอกเทศ” นิยายรักพื้นๆที่ดีที่ผลในผลงานของ “หานเยียน” แปลเป็นไทยโดย “เส้าเหวิน”วางตลาดพร้อมกันสองเล่ม ในราคาเล่มละ 280 บาท เป็นนิยายรัก ที่มีเค้าโครงเรื่องพื้นๆ คือ กล่าวถึงคู่รักหนุ่ม-สาวคู่หนึ่ง ที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นประถม มัธยมจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความผูกพันแนบแน่น จนกลายเป็นความรัก เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนเก่งที่ตัวเอาความประทับใจของชีวิต ที่บางช่วงบางตอนมาสะสมเอาไว้จนเป็นผลึกให้คนได้มองเห็นถึงความสำคัญของมิตรภาพที่ยากจะมีสิ่งใดมาเสมอเหมือน เป็นนวนิยายรักพื้นๆ ที่นักอ่านชาวจีนยกย่องให้เป็น เรื่องรักแบบพื้นๆ ที่กินใจไม่รู้คลาย

คุณแหน : 19 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467134

คุณแหน : 19 มกราคม 2563

คุณแหน : 19 มกราคม 2563

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll ระลึกถึงผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชา และน้อมจิตวันทา บูชาพระคุณของคุณครู ด้วยกตัญญูกตเวที ๑๖ มกราคม วันครู…

ll “คนเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันนี้ก็ทำความดีไว้ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนทำบ้านเมืองให้สงบพรุ่งนี้อาจจะตายก็ได้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครฝ่าฝืนพญามัจจุราชได้ อย่าประมาทสู้พญามัจจุราช” ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา…

ll ใกล้วันอภิปรายของฝ่ายค้าน รองนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณกล่าว “หากฝ่ายค้านอภิปรายเกี่ยวโยงมาถึงผมไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม พร้อมที่จะชี้แจงแสดงอยู่แล้วตอบได้ไม่มีปัญหา ไม่ได้พูดคุยกับเขา (ร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง) จะไปรู้อะไร จะมีชื่อหรือไม่มีชื่อผมในการถูกอภิปรายครั้งนี้ก็ได้”…

ll และที่สุด อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี บ๊าย..บาย..จากพรรคประชาธิปัตย์ ตาม กรณ์ จาติกวณิชและคงจะมีสมาชิกพรรคออกไปมากน้อย ตามดูกันต่อไป…

ll หาอ่านเอาเองโดย เปลว สีเงิน คนปลายซอยเขียน เรื่อง ปิยบุตรยังเป็นคนอยู่หรือ? ในนสพ.ไทยโพสต์ ศุกร์ ๑๗ ม.ค.ท่านก็จะทราบและตัดสินใจเอาเองว่าเขาเป็นคนอย่างไร?…

ll จะดูฝีมือของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ นาม ณรงค์ทรงอารมณ์ ที่มีอาวุโสเป็นอันดับ ๒อยู่ในตำแหน่งนี้อีก ๒ ปี เป็นชาวปากท่อ ราชบุรี…

ll พระราชทานเพลิงศพ พลอากาศเอก กันต์พิมานทิพย์ ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ท.จ.,ภ.ป.ร.๓ พร้อมกำหนดการฌาปนกิจศพอาชวิน พิมานทิพย์ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน อาทิตย์ ๑๙มกราคม เวลา ๑๖.๐๐ น….

ll และมีพระราชทานเพลิง เพ็ญพรรณ สุธีวงศ์ ศรีภรรยา ประมนต์ สุธีวงศ์ณ วัดเทพศิรินทราวาส เวลา ๑๗.๐๐ น….ll

น้องนิ่ง…นิ่ง…

Science Update : รู้จักภูเขาไฟตาอัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467126

Science Update : รู้จักภูเขาไฟตาอัล

Science Update : รู้จักภูเขาไฟตาอัล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภูเขาไฟตาอัล บนเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มปะทุพ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านร้อนรวมถึงธารลาวาออกจากปากปล่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เกรงว่าการปะทุที่อันตรายครั้งใหญ่กว่ากำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ แม้ภูเขาไฟตาอัลจะถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับภูเขาไฟลูกอื่นๆ แต่มันกลับมีความพิเศษและอันตรายหลายอย่าง โดยภูเขาไฟลูกนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากมันไม่ได้มีช่องเปิดหลัก (vent) หรือปล่องรูปกรวย (cone) เพียงที่เดียว แต่มีตำแหน่งที่สามารถปะทุได้หลายจุด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ภูเขาไฟตาอัลยังมีประวัติการระเบิดหลายรูปแบบ จึงเป็นภัยคุกคามต่อผู้คนเบื้องล่าง ทั้งจากลาวา และเถ้าถ่านที่พ่นขึ้นสู่อากาศ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิจากภูเขาไฟ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเศษซากต่างๆ จากการระเบิดของภูเขาไฟได้ตกลงไปในทะเลและทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ขึ้น ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่ใกล้เคียง เพราะภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่อยู่อาศัยของประชากรหลายล้านคน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุที่ยังมีผู้คนเลือกตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณนี้แม้จะเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็เพราะพื้นที่แถบนี้มีดินภูเขาไฟที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูกนั่นเอง

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467148

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

อย่าโกรธ พี่จริงจัง จิตข้อง

ตัวไกล จิตก็ยังเนาว์แนบ

เสน่ห์สนิทน้องนิจ โอ้อาดูร

สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริงจัง

ตัวไกลใจพี่อยู่เป็นคู่น้อง ครองยืนยาว

ห่างเจ้าเฝ้าแลหลังตั้งใจติด มิตรสมาน

(เพลง สีชัง บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จากบทละคอนร้อง เรื่องพระร่วง หรือขอมดำดิน เมื่อ พ.ศ. 2457 ทำนองโดย สง่า อารัมภีร์ ขับร้องโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมนำเรื่องพระจุฑาธุชราชฐาน บนเกาะสีชัง มาเล่าสู่ให้คุณได้ฟัง แล้วชักชวนให้คุณไปร่วมทริปเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นกับคณะของเราที่ประกอบด้วยคนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีใจกุศล (เนื่องจากคณะนี้ร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูมาอย่างต่อเนื่องหลายปี)

วันนี้จะมาชวนคุยไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันต่อจากสัปดาห์ก่อน เพราะสัปดาห์ที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของพระจุฑาธุชราชฐานไปโดยสังเขปแล้ว วันนี้จะเล่าให้คุณฟังถึงบรรยากาศที่แสนน่ารักบนเกาะสีชัง (โดยสังเขปอีกเช่นกัน)

ชีวิตบนเกาะสีชังที่เราจะไปสัมผัสนั้นเรียกได้ว่าค่อนข้าง slow life เพราะไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องร้อนรน เนื่องจากเราจะเดินเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากเดินๆๆ แล้ว เราก็จะพักกันที่บังกะโลน่ารักๆ สักสองคืน แล้วก็นั่งคุยกันตามประสาคนกันเอง กินอาหารง่ายๆบนเกาะ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือ ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่จะเน้นผัก ผลไม้ และอาหารทะเล (แต่บางคนก็ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด)

อ้อ! ต้องบอกว่าบนเกาะสีชังมีหมูป่ามากมายเลยนะครับ เดินกันขวักไขว้ ผมถามชาวบ้านว่าใครเลี้ยง ได้รับคำตอบว่าหมูของเจ้าเกาะ คือเป็นหมูป่าตามธรรมชาติ ผมถามต่อไปว่า แล้วมีใครจับหมูป่าไปกินหรือไม่ คำตอบคือคนบนเกาะสีชังแท้ๆ ไม่กินหมูป่าเหล่านี้ ถามต่อว่า แสดงว่าคนกินเหมือนกันใช่ไหมล่ะ คำตอบคือ ก็คงมีนะ หมูป่าบนเกาะสีชังเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับเกาะแห่งนี้ เขาจะอยู่กันตามป่าเขาแล้วลงมาหากินในชุมชน บางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกับน้องหมาบนเกาะบ้าง แต่ก็สามารถอยู่รวมกันได้ตามอัตภาพ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกาะสีชังคือบ้านไม้ ซึ่งในปัจจุบันกำลังจะหมดไปแล้ว เพราะถูกรื้อถอนออกจนเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่สำหรับผมเมื่อเวลาไปเกาะสีชัง ผมชอบไปนั่งคุยกับคุณยายคุณย่าที่นั่งอยู่ตรงนอกชานของบ้าน ถามถึงชีวิตในวันเก่าๆ กับสิ่งใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปบนเกาะสีชัง ซึ่งได้ความรู้ดีมากเลยครับ เพราะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย

หากคุณถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะสีชัง ผมขอตอบว่า เพราะยังมีมนต์เสน่ห์ และมีความน่ารักรอให้คุณไปสัมผัส มีที่เที่ยวมากพอสมควร เช่น ช่องเขาขาด (ไปดู sun set) ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ไปเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐาน และนั่งเล่นริมทะเล คุยกันตามประสาคนกันเอง แล้วก็นอนฟังเสียงคลื่นเบาๆ ที่กระซิบจากทะเลรอบเกาะสีชัง

อยากชวนคุณไปเที่ยวสีชังด้วยกันครับถ้าคุณสนใจไปร่วมทริปนี้กับเรา โปรดติดต่อ091-7233615 เดินทางวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์2563

Tech for Life : 19 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467123

Tech for Life : 19 มกราคม 2563

Tech for Life : 19 มกราคม 2563

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พิมพ์แบบใหม่

นี่คือ SelfieType หรือ คีย์บอร์ดเสมือน (Virtual Keyboard) ของ ซัมซุง ที่ทำงานด้วยการใช้กล้องหน้าของสมาร์ทโฟน ผสานเข้ากับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของนิ้วมือให้เป็นตัวอักษร ตามตำแหน่งของแป้นพิมพ์ ซึ่งจะเป็นการพิมพ์ในอนาคต โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเลต และแล็ปท็อป โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม

Hyler

ปากกาเน้นข้อความอัจฉริยะ (Smart highlighter) Hyler ของซัมซุง สามารถที่เปลี่ยนข้อความบนหน้ากระดาษให้เป็นตัวอักษรในอุปกรณ์ดิจิทัลเพียงแค่ไฮไลท์ข้อความ โดยผู้ใช้ยังสามารถใช้อุปกรณ์นี้จัดเก็บข้อมูลจากหน้ากระดาษเพื่อจัดการข้อมูลภายหลัง โดยเซฟผ่านแอพพลิเคชั่น รวมถึงการค้นหาข้อมูลโดยตรงผ่านโหมด “search” ใน Hyler

 

Yoga 5G

เลอโนโว Yoga 5G ที่ เลอโนโวประกาศว่า จะเป็นคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปรองรับ 5G เครื่องแรกของโลก บางเบาเพียง 1.3 กิโลกรัม บนหน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้วแบบ Full HD IPS มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Qualcomm® Snapdragon® 8cx 5G Compute Platform ซึ่งให้ความรวดเร็วในการเชื่อมต่อแบบ 5G ที่เร็วกว่า 4G ถึง 10 เท่า

พร้อมวางจำหน่ายในอเมริกา ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ราคาเริ่มต้น1,499 เหรียญสหรัฐ

คีย์เลส

“คีย์เลส” อีกนวัตกรรมในอนาคตอีกอย่างของบ๊อซ ใช้สมาร์ทโฟนสตาร์ทแทนการใช้กุญแจรถอย่างในปัจจุบัน

บ๊อซ มั่นใจว่าในอนาคต จะมีระบบคีย์เลสสมบูรณ์แบบ โดยอาศัยบลูทูธสื่อสารระหว่างรถยนต์และสมาร์ทโฟน รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่บนสัญญาณ UWB (ultra-wideband) ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนบางรุ่นแล้ว สัญญาณ UWB จะทำให้สมาร์ทโฟนปรับค่าให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใกล้ๆ ในระยะ 2-3 เซนติเมตร

%d bloggers like this: