ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505463

ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.27 น.

15 กรกฎาคม 2563 นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดําเนินสะดวก จํากัด เข้าเรียกร้องให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผลักดันให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในกรณีการผ่อนผันให้มีการนําเข้า วัตถุดิบอาหารที่มีสารตกค้างพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส ของกระทรวงสาธารณสุข 

นายนิวัติ กล่าวว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องมีการยกเลิกการใช้ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 ซึ่งพวกตนในนามของเกษตรกรก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงสาธารณสุข

แต่เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ระหว่าง นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จะมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตร ที่มีการใช้สารเคมีดังกล่าว เช่น ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และอื่นๆ จากต่างประเทศซึ่งมีการใช้สารเหล่านี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2564

มติดังกล่าวทำให้เราไม่สบายใจ จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้ 1.ระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสทันที ไม่มีการผ่อนปรนให้นำเข้า ไปถึงเดือน มิ.ย. 2564  2. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้สารพิษตกค้างในอาหารของสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นศูนย์ทันที 3. ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกราย ไม่ให้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นโดยการผ่อนปรนให้กลุ่มผู้นำเข้าเป็นการชั่วคราว หรือการละเลยความรับผิดชอบในการปล่อยให้มีสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย และ 4. ให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอยกเลิกการใช้สารไกลโฟเซต สารกลูโฟซิเนต สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดวัชพืชและสารเคมีเกษตรทุกชนิดในประเทศไทย ส่วนเกษตรกรอย่างเราจะปรับตัวหาแนวทางทำเกษตรแบบอื่นต่อไป

“ในเมื่อรัฐบาลต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับประชน แต่ถ้ายังให้มีการนำเข้าลักษณะนี้อยู่ก็เข้าทำนองว่าไม่ให้ใช้ แต่นำเข้ามาให้กิน แบบนี้ถือว่าไม่ตรงกับนโยบายภาครัฐ จึงอยากให้รัฐระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่มีการใช้พาราควอตและควอร์ไพริฟอส โดยพบข้อมูลว่ายังมีกว่า 80 ประเทศที่มีการใช้สารเคมี 2 ตัวนี้อยู่ ดังนั้น ภาคประชาชนจะจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากรัฐยังผ่อนปรนให้นำเข้าอาจจะมีการฟ้องร้องต่อไป”

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505254

x

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรมีวิวัฒนาการมายาวนาน เพราะเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการขวนขวายเพื่อหาอาหารมาดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เดิมเป็นการหามาจากธรรมชาติ เมื่อจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเลียนแบบธรรมชาติในการผลิตอาหาร รู้จักการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารมาเพียงพอต่อการยังชีพ

ต่อมาการเกษตรถูกนำไปใช้สร้างฐานะทางเศรษฐกิจ ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมจึงเปลี่ยนไป จากที่ผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน กลายเป็นการเร่งผลิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งแทน กระบวนการผลิตจึงต้องพัฒนาไปจากวิธีการเดิมๆ มีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตามต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ทั้งการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้พืชดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตได้ตามต้องการ จากเหตุดังกล่าว จึงเกิดประเด็นของสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรตามมา เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเอง ในขณะที่การให้ปุ๋ยแก่ต้นพืช ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ ตามความต้องการของพืชก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตในรูปแบบที่หวังให้ได้ผลผลิตสูงสุด การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิตพืช ทำให้เกิดรูปแบบในการทำการเกษตรขึ้นหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละวิธีการต่างเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร และย่อมส่งผลต่อรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับตามไปด้วย เพราะจะต้องนำต้นทุนต่างๆ เหล่านั้นไปคำนวณเมื่อเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตได้ยิ่งหากผลผลิตออกมาในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการตลาดไม่ดี ระบบการตลาดที่ผ่านมือหลายมือกว่าจะถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ในที่สุดเกษตรกรอาจไม่เหลืออะไรเลยจากระบบการผลิตและการตลาดดังกล่าว ซ้ำร้ายอาจต้องถึงกับติดลบกันได้เลยทีเดียว

ปัจจุบันคำว่า “เกษตรมูลค่าสูง” “เกษตรสร้างมูลค่า” หรือ “เกษตรแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม” เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเข้ามาในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรโดยมุ่งให้เกิดการอยู่ดีกินดี ให้คนในชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้ผลิต มาตรการต่างๆ ในประเด็นการเกษตรภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงถูกนำมาใช้ ประเด็นหนึ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญและสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี เข่น การแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้มากขึ้น กอปรกับการพัฒนาตัวเกษตรกรให้เป็น smart farmer หรือแม้แต่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เพื่อรองรับการนำไปสู่การทำการเกษตรแบบสร้างมูลค่า ตามที่ได้เห็นกันผ่าน clip ต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่อายุราว 25 ปี ประสบความสำเร็จในการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวมาแปรรูปและส่งจำหน่าย สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 ล้านบาท จากการนำความรู้ที่ได้จากการไปฝึกงานที่ประเทศจีน เห็นสภาพความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร รวมทั้งจำนวนประชากรที่จะ
ส่งผลต่อความต้องการของตลาด เมื่อกลับมา แม้ว่าจะต้องเล่าเรียนให้จบ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะนำเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป เพี่อสร้างมูลค่าและส่งจำหน่าย จะเห็นว่าการเกษตรในยุคปัจจุบันและในอนาคต มูลค่าจะเพิ่มหรือสร้างให้เกิดมูลค่าได้ จะต้องคิดและดำเนินการให้ครบตั้งแต่การผลิตถึงการตลาด จึงจะเกิดผลดีแก่เกษตรกรเอง สมกับเจตนาของยุทศาสตร์ชาติด้านการเกษตรที่นำประเด็นเกษตรสร้างมูลค่ามาบรรจุไว้ ซึ่งหากไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยเกษตรสร้างมูลค่าอาจกลายเป็นเกษตรไร้มูลค่าก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505259

รายงานพิเศษ :  สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’  เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 รัฐบาลมีนโยบายเพื่อรองรับกลุ่มแรงงานและผู้ว่างงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดกว่า 40,000 คน โดยทุกภาคส่วนต่างร่วมหามาตรการ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

รมว.เกษตรฯเน้นย้ำถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งนอกจากจะมีมาตรการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 15,000 บาทแล้ว ยังมีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มแรงงานกลับคืนถิ่นที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ว่างงานที่สนใจปรับเปลี่ยนอาชีพเข้าสู่ภาคการเกษตร

โดยมอบหมาย สศก. ทำโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”โดยอบรมและสาธิตการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรผลผลิตทางการเกษตร ผ่านเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ จากภาครัฐ หรือโดยกลุ่มองค์กรประชาชน ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้ทำเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีที่ มติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมอนุมัติโครงการฟื้นฟูเยียวยาภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งโครงการอบรม “แรงงานคืนถิ่น” ครั้งนี้ บูรณาการเชื่อมโยงต่อยอดขยายผลพัฒนาร่วมกับโครงการต่างๆ ที่สำคัญภายใต้โครงการฟื้นฟูเยียวยาฯหลายโครงการ อาทิ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคกหนองนาโมเดล” ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการต่างๆได้จากหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

สศก.ถือโอกาสเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 เปิดตัวโครงการดังกล่าวนำร่องกิจกรรมครั้งแรก ที่ศพก. อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ โดยปราชญ์เกษตรตัวอย่างคือ นายเชิดชัย จิณะแสน ศกอ. จ.ศรีสะเกษ และประธาน ศพก. ระดับประเทศ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถพลิกฟื้นยืนหยัด พึ่งพาตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ รวมทั้งยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืน สามารถก้าวข้ามหรือรอดพ้นได้ทุกสถานการณ์ จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้สศก.มีแผนดำเนินกิจกรรมในทุกภาค โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ร่วมกับ ศกอ.ในพื้นที่จัดอบรมเกษตรกร แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานกว่า 1,000 ราย บูรณาการต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงพัฒนาอาชีพจากหน่วยงานต่างๆ

กิจกรรมภายใต้โครงการ จะเน้นกิจกรรมอบรมและสาธิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพเกษตรตั้งแต่ปรับพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรที่เลี้ยงชีพได้ภายใน 7 วัน และที่สำคัญคือ องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมในพื้นที่และให้ผลตอบแทนสูง ผ่านแอพพลิเคชั่น ฟาร์ม D การคิดต้นทุนการผลิตด้วยแอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO) การจัดทำแผนธุรกิจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูล BIG Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) เพื่อให้ก้าวทันยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

กรมชลฯเตรียม7มาตรการ รับน้ำหลากภาคเหนือตอนล่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505258

x

กรมชลฯเตรียม7มาตรการ รับน้ำหลากภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ติดตามแผนบริหารจัดการรับน้ำหลากฤดูฝนปี 63 4 เมือง อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ด้านสำนักชลประทาน 3 จัดเตรียม 7 มาตรการรัดกุมเมื่อฝนมา เผยทุ่งบางระกำพร้อมรับน้ำ 400 ล้านคิว นำนวัตกรรมประยุกต์ร่วมบริหารจัดการน้ำในทุ่งเพิ่มความแม่นยำในการจัดการน้ำ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าฝนจะเริ่มตกหนักทางภาคเหนือในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป หลังทิ้งช่วงมาระยะหนึ่ง กรมจึงเร่งจัดเตรียมแผนเพื่อรับมือน้ำหลากในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ของสำนักชลประทานที่ 3 ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก และนครสวรรค์ต้องรับน้ำเหนือโดยตรง ทั้งนี้ กรมดำเนินการเตรียมพร้อมก่อนระยะน้ำมาแล้วที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ทั่วประเทศ มีการติดตามสถานการณ์น้ำ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดน้ำท่วมซ้ำซาก ซ่อมแซมอาคารป้องกันน้ำท่วมให้พร้อมใช้งานและซักซ้อมแผนปฏิบัติการ โดยกิจกรรมทั้งหมดดำเนินการต่อเนื่อง และส่วนที่เป็นงานซ่อมแซมได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้น

“สำหรับแผนเมื่อถึงเวลาน้ำมา ได้เตรียมพร้อมสร้างทำนบกระสอบทราย สร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม ขุดลอกทางน้ำเร่งการระบายน้ำ ขุดลอกทางผันน้ำ ดำเนินการควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำตามแผนหากเกิดฝนตกหนักในเขต สชป.3 ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำ-ปริมาณน้ำท่าของแม่น้ำน่านเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่อแม่น้ำเจ้าพระยา อาจเกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรและชุมชนได้ เช่น การลดระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ที่ จ.ชัยนาท ให้ต่ำลง พร้อมประสานงานกับเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ให้ลดการระบายน้ำลงอีก เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ในลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อาจเกิดขึ้น”ดร.ทองเปลว กล่าว

มาตรการที่ 2 การคาดการณ์และการติดตามสภาวะอุตุ-อุทกวิทยา การติดตามสถานการณ์น้ำจากระบบโทรมาตรที่มีอยู่ตลอดลำน้ำปิง ยม น่าน และเจ้าพระยา พร้อมระบบเฝ้าระวังระดับน้ำในจุดเสี่ยงด้วยกล้องวงจรปิดผ่านระบบอินเตอร์เนตของกรมชลประทาน 3.การตรวจสอบสภาพอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 4.การขุดลอกคลองและกำจัดวัชพืช 5.การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมตาม Rule Curve ที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด 6.เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย กำหนดแผนรับมือที่เหมาะสมกับระดับน้ำ และกำหนดจุดเสี่ยงเพื่อเตรียมการเข้าช่วยเหลือ และมาตรการสุดท้าย เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือเผชิญเหตุ รองรับน้ำหลาก และจุดเสี่ยงในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 3 เช่นที่ ต.เขาดิน จ.นครสวรรค์ ต.ท่าช้าง, วังวน, หนองแขม, มะต้อง จ.พิษณุโลก เป็นต้น รวมกว่า 83 หน่วย ที่ได้เตรียมการไว้พร้อมใช้งานอย่างทันท่วงทีแล้ว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำเหนือแห่งสำคัญ กรมชลประทานได้บริหารจัดการดังนี้ มีการเริ่มส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองทุ่งบางระกำ เพื่อให้เกษตรกรใช้เตรียมแปลงและเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีจำนวน 265,000 ไร่ จำนวน 65 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ส่งน้ำเข้าทุ่งบางระกำตลอดฤดูการเพาะปลูก (15 มี.ค.-18 มิ.ย.) ทั้งสิ้น109.9 ล้านลบ.ม. จากแผนที่วางไว้ 310 ล้านลบ.ม. สรุปใช้น้ำต่ำกว่าแผน 200 ล้านลบ.ม. และในเดือนกรกฎาคมนี้จะเป็นช่วงเวลาที่จะรับน้ำเข้าทุ่ง โดยใช้พื้นที่ทั้ง 265,000 ไร่ ทำการหน่วงน้ำเหนือได้ราว 400 ล้านลบ.ม. และจะทยอยระบายน้ำปริมาณนี้ลงสู่ด้านล่างในเดือนพฤศจิกายน หรือเมื่อเริ่มต้นฤดูแล้งนั้นเอง

“นอกจากนี้กรมชลประทานจะได้นำนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำด้วยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Graphic Information System : GIS) ร่วมกับการประมวลผลภาพ (Image Processing)ด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้ในทุ่งบางระกำ ด้วย เพื่อให้ทราบปริมาณน้ำค้างทุ่ง ช่วงเวลาการนำน้ำเข้า-ออก ระยะเวลาในการระบายน้ำ การคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้แม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในทุ่ง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้นคาดว่าจะช่วยให้การบริหารจัดการมวลน้ำก้อนนี้ทั้งการหน่วงน้ำและระบายน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวปิดท้าย

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505255

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)หรือบจธ. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าร่วมประชุมชี้แจงภารกิจร่วมกับนายธวัชชัยศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมส่วนราชการจังหวัดในพื้นที่ ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมหาแนวทางบูรณาการแก้ปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในภาวะของโรคระบาดโควิด-19โดยจะช่วยเหลือประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตามวิถีปกติใหม่หรือ New normal

ในวันเดียวกันพลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติและคณะผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่เข้าร่วมประชุมกับ นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมส่วนราชการจังหวัด ร่วมเดินทางมาให้การต้อนรับ โดยหารือแนวทางบูรณาการร่วมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ชี้แจงวัตถุประสงค์แนวทางในการช่วยเหลือ ของบจธ. และช่องทางในการติดต่อขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดินทำกินผ่านการลงทะเบียนเว็บไซต์ บจธ.https://www.labai.or.th/ ทั้งนี้ พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติได้เน้นย้ำอีกว่า ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการของ บจธ. ต้องได้รับการอบรมพัฒนาจิตใจ โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางดำรงชีวิต เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจนสามารถดำรงชีพมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย หาเลี้ยงครอบครัว พึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรี

นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวขอบคุณรัฐบาลและบจธ.ที่เล็งเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินในจังหวัด พร้อมมอบหมายให้ส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอ อบจ. อบต.และหัวหน้าส่วนราชการ นำข้อมูลที่ได้รับวันนี้ไปประชาสัมพันธ์ บอกต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ ที่มีปัญหาไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมถึงแนะนำให้ บจธ.ทำความร่วมมือกับกรมการปกครอง เพื่อร่วมบูรณาการข้อมูลและการสนับสนุนพัฒนาในพื้นที่ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์มากต่อประชาชน ทำให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และความยากจน สร้างความเป็นธรรมให้สังคมไทยได้อย่างแท้จริง

เลือดสำรองไม่พอ จ่ายได้ 50% บริจาคด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/505270

เลือดสำรองไม่พอ จ่ายได้ 50% บริจาคด่วน

เลือดสำรองไม่พอ จ่ายได้ 50% บริจาคด่วน

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย วอนคนไทยช่วยกันบริจาคโลหิตอย่างเร่งด่วน หมอนัดผ่าตัดเต็มรูปแบบ อุบัติเหตุเพิ่ม ต้องการโลหิตจำนวนมาก ส่งผลกระทบโลหิตไม่เพียงพอ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 4 อนุญาตให้หน่วยงานหลายแห่ง รวมถึงโรงพยาบาลเปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยได้ตามปกติ ทำให้โรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 340 แห่ง มีการเบิกขอใช้โลหิตสูงกว่า 7,000 ยูนิตต่อวัน แต่สามารถจ่ายเลือดได้เพียง 50% เท่านั้น

ด้าน ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือด โรคมะเร็ง และชีวาภิบาล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปรึกษาด้านวิชาการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ไม่มีโลหิตในการรักษา ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ดังนี้

1.กรณีแพทย์ไม่มีโลหิตเพียงพอที่ใช้ในการผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดที่ต้องใช้โลหิตจำนวนมาก และเร่งด่วน อาทิ ผู้ป่วยที่เกิดภาวะสูญเสียโลหิตเฉียบพลัน อุบัติเหตุ ตกเลือดหลังคลอดบุตร และเลือดออก ในทางเดินอาหาร ฯลฯ การรักษาผู้ป่วยกรณีดังกล่าว ต้องมีโลหิตสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัด 2-3 ยูนิต ในกรณี ที่มีอาการรุนแรง 5-10 ยูนิต ต้องขอเบิกโลหิตสำรองให้เพียงพอ ถ้าโลหิตไม่เพียงพอต้องเลื่อนการผ่าตัด อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

2.กรณีการนัดผ่าตัดที่เลื่อนจากช่วงการระบาดโรค COVID-19 ผู้ป่วยที่ชะลอการผ่าตัดในช่วงนั้นกลับมารักษาตามที่โรงพยาบาลนัดหมาย อาทิ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูก โรคหัวใจ ชนิดไม่รุนแรง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตลดลง

3.กรณีผู้ป่วยโรคเลือด ที่จำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาเป็นประจำ อาทิ โรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง และโรคเกล็ดเลือดต่ำ ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงต้องได้รับโลหิตในการรักษาเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1-2 ยูนิต หากไม่ได้รับโลหิตผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายในรายที่โลหิตจางรุนแรงอาจทำให้หัวใจทำงานหนักจนหัวใจล้มเหลวได้จึงต้องได้รับโลหิตในการรักษาอย่างทันท่วงที

จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพดีครบกำหนด 3 เดือน บริจาคโลหิต เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ทั่วประเทศ สำหรับผู้บริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2563 รับเสื้อยืด “Every Blood Donor is a Hero” เป็นที่ระลึก ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ศูนย์รับบริจาคโลหิตและพลาสมา สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม(บางแค) สาขาบริการโลหิต 6 แห่งในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ส่วนภูมิภาคบริจาคได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติจังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต และงานบริการโลหิต สถานีกาชาด หัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

‘อร่อยล้นฟ้า ไม่ต้องบิน ก็ทานได้’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/505286

‘อร่อยล้นฟ้า ไม่ต้องบิน ก็ทานได้’

‘อร่อยล้นฟ้า ไม่ต้องบิน ก็ทานได้’

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครัวการบินไทยจัดกิจกรรม “อร่อยล้นฟ้า ไม่ต้องบิน ก็ทานได้” จำหน่ายอาหารสุดพิเศษหลากหลายเมนู เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสรสชาติอาหารเหมือนให้บริการบนเครื่องบิน รังสรรค์คุณภาพโดยทีมเชฟนานาชาติจากครัวการบินไทย ปรุงสดๆ ด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศ การันตีความอร่อย สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล ในราคาสุดคุ้ม

พิเศษ! พบโปรโมชั่นสมัครเพื่อรับสิทธิ์การเป็นผู้แทนจำหน่ายร้านพัฟแอนด์พาย เฉพาะภายในงานเท่านั้น โดยกิจกรรมจัดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม 2563 ทุกวันพุธ พฤหัสบดี และศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันพุธนี้ เป็นต้นไปตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น. ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานใหญ่การบินไทย ถ.วิภาวดีรังสิต

ศิริราชฯรับมอบหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/505295

ศิริราชฯรับมอบหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ

ศิริราชฯรับมอบหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ มอบหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ จำนวน 10,000 ชิ้น(หนึ่งหมื่นชิ้น) แก่บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวแทนรับมอบโดยมี ทิพาภรณ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลแลบบอราทอรีส์ จำกัด, วิริทธิ์พลชัยถาวรเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), กิตยาภรณ์ชัยถาวรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่าย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), ผศ.นพ.มนศักดิ์ ชูโชติรส รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.พญ.พิมลวงศ์ศิริเดช และ รศ.ดร.พญ.วัฒนา วัฒนาภาร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช

สำหรับคุณสมบัติหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ ที่นำมามามอบในครั้งนี้ สามารถป้องกันละอองฝอยจากการไอจามซักซ้ำได้ 30 ครั้ง ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก 0.1 ไมครอน ได้ 54%(PM2.5) ระบายอากาศได้ดี ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง และที่สำคัญหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ ได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพมาตรฐาน จึงการันตีได้ว่าสามารถใช้งานได้จริงเหมาะสมกับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงในจุดคัดกรอง และประชาชนทั่วไป เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา COVID-19 พร้อมยังช่วยลดขยะปนเปื้อนจากหน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

นวัตกรรมกล่องครอบศีรษะ สำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/505268

นวัตกรรมกล่องครอบศีรษะ  สำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจ

นวัตกรรมกล่องครอบศีรษะ สำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างและมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมานั้น บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการติดไวรัสโควิด-19 สูงมาก ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อเพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะวิสัญญีแพทย์ที่ต้องทำหัตถการอื่นๆ นอกจากการวางยาสลบ เช่น การใส่หรือถอดท่อช่วยหายใจให้กับผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 หรือผู้ที่สงสัยว่าติดไวรัสโควิด-19 จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมกล่องครอบศีรษะสำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจ (Clear Box by Anes Chula) ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย อ.นพ.ปรก เหล่าสุวรรณ์ ฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะ

อ.นพ.ปรก เหล่าสุวรรณ์ 

อ.นพ.ปรก เหล่าสุวรรณ์ กล่าวถึงที่มาของนวัตกรรมนี้ว่า เดิมทีได้มีการนำแผ่นพลาสติกใสขนาดใหญ่มาคลุมบริเวณศีรษะและใบหน้าของผู้ป่วยระหว่างการทำหัตถการ แต่การควบคุมแผ่นพลาสติกทำได้ค่อนข้างยาก ส่งผลให้แพทย์ทำงานได้ไม่สะดวก เนื่องจากพื้นที่สำหรับทำหัตถการบริเวณศีรษะมีจำกัด ซึ่งในระหว่างการใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยได้รับยาสลบแล้วจึงไม่มีการไอหรือจาม แต่การถอดท่อช่วยหายใจหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง วิสัญญีแพทย์ต้องทำให้ยาสลบหมดฤทธิ์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถไอ กระแอม หรือพูดได้เหมือนเดิมกระบวนการนี้คือจุดที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะสารคัดหลั่งที่ออกมาจากผู้ป่วยอาจมีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ปนเปื้อนและเกิดการฟุ้งกระจาย ทำให้แพทย์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ อีกทั้งแผ่นพลาสติกดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัด จึงเป็นที่มาของการคิดค้นอุปกรณ์ป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฟุ้งกระจายในห้องผ่าตัด พร้อมทั้งได้ติดต่อกับโรงงานผลิตและปรับปรุงแก้ไขรูปแบบจนกระทั่งได้เป็นกล่องครอบศีรษะสำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจ (Clear Box by Anes Chula)

“กล่องครอบศีรษะสำหรับทำหัตถการบริเวณทางเดินหายใจออกแบบให้มีช่องสำหรับให้แพทย์ใส่หรือถอดท่อหายใจ มีประตูแม่เหล็กเพื่อให้แพทย์สามารถทำงานได้สะดวกโดยไม่ต้องรบกวนผู้ช่วยหรือพยาบาล มีร่องสำหรับเสียบอุปกรณ์เกี่ยวกับงานวิสัญญีโดยเฉพาะ อีกทั้งฐานของกล่องและมุมต่างๆ ภายในกล่องออกแบบให้ง่ายต่อการทำความสะอาด นวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่องานของวิสัญญีแพทย์โดยเฉพาะ ดังนั้น จึงมีข้อจำกัดอยู่ 2 ประการ คือขนาดของกล่องครอบศีรษะที่เหมาะสมกับขนาดเตียงผ่าตัดเท่านั้น หากนำไปใช้ในห้องฉุกเฉินหรือห้องพักผู้ป่วยอาจจะไม่เหมาะกับการใช้งาน และวัสดุที่ทำจากอะคริลิค (Acrylic) อาจเกิดความเสียหาย แตกหักได้ง่าย หากเกิดการตก ชน หรือกระแทก”อ.นพ.ปรก เหล่าสุวรรณ์ กล่าวเพิ่มเติม

หลักการของกล่องครอบศีรษะฯ นี้ไม่ได้เหมาะสมสำหรับทุกสถานการณ์ (Not fit for all) ดังนั้นการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละงานอย่างไร โดยคณะทำงานที่ร่วมกันคิดค้นพัฒนากล่องครอบศีรษะฯ พยายามอย่างยิ่งที่จะหาวิธีการให้โรงพยาบาลทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้โดยคำนึงถึงวัสดุที่หาได้ไม่ยาก ง่ายต่อการบำรุงรักษาและการทำความสะอาดเป็นหลัก และอยู่ระหว่างการยื่นขอรับสิทธิบัตรระดับชาติ ทั้งนี้ฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับโรงงานที่ผลิตกล่องครอบศีรษะได้จัดทำโครงการแจก Clear Box by Anes Chula ให้กับโรงพยาบาลที่ต้องการทั่วประเทศ ซึ่งตอนนี้ได้แจกไปแล้วกว่า 1,000 กล่องซึ่งฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาฯ พร้อมจัดส่งให้หากโรงพยาบาลใดสนใจหรือต้องการนำไปใช้ก็สามารถติดต่อเพื่อขอรับได้ รวมถึงแจกแบบให้กับโรงพยาบาลที่มีทรัพยากรในการผลิตเพื่อใช้ในโรงพยาบาลต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาฯ โทร.02-2564295

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/505303

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2563

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2563

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll ในแต่ละปีมีผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งประมาณ 1,000 ราย ใครต้องการช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมบริจาคได้ที่ บ/ช.ออมทรัพย์ SCB สาขาอ่อนนุช 133-2-08742-3 ส่งหลักฐานโอนเงินที่โทรสาร 02-7203323 เพื่อจะได้ส่งใบเสร็จรับเงินซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้…

ll ผุสดี ตามไท ได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน…

ll สฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าฯ จ.อุบลฯ ชวนผู้รักสุขภาพขาช็อปไปช่วยเกษตรในงาน“มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2จังหวัดอุบลราชธานีและกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล”จะมีการจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรคุณภาพของกลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2(อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ)มากถึง 150 บูธ ระหว่างวันที่ 15-19 ก.ค.นี้ เวลา 11.00-19.00 น.ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ…

llดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน นำอดีตกรรมการสมาคมการตลาด อาทิ อภิรักษ์ โกษะโยธิน,ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์,จินตนา อุดมทรัพย์,โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ,ชนิต สุวรรณพรินทร์,สุภี พงษ์พานิช,สมพร มาอุทธรณ์,มณฑิรา ลิมปนารมณ์ ร่วมเลี้ยงยินดีกับ อนุวัตร เฉลิมไชย ได้เป็นนายกสมาคมป้ายแดงก่อนใคร…

ll แม้ว่าจะคลายล็อกเฟส 5 แล้วแต่ ศักดา เด่นแดน โดมยังห่วงสุขภาพเพื่อนๆ เลยเดินสายส่งกาแฟ Oye ที่มีสมุนไพรและเอนไซม์โปรไบโอติก ไปบำรุงเหล่ามิตรสหายถึงบ้าน…

ll ยินดีกับคณะกรรมการบริหาร BRAIN 2 ชุดใหม่ เช่น กูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา,เชิญพร เต็งอำนวย,นุสรา อัสสกุล บัญญัติปิยพจน์,ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล,จุมพล สำเภาทอง,ณัฐดนัย อินทรสุขศรี,ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา,สุพัตรา จิราธิวัฒน์,ดร.วารีรัตน์ตั้งธนกูล,คณิต วัลยะเพ็ชร์,สุนันทา สมบุญธรรม,เกษสุดา ไรวา, พรรณี จารุสมบัติ,ศศิธร จันทรสมบูรณ์ ชาญวีรกูล,ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, พัชนี ผ่องจิตร เป็นต้น โดยมีดร.สมชาย อัศวเศรณี เป็นประธานรุ่น…

ll FC ผู้รักสุขภาพของ อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ(สหรัฐอเมริกา)มีเฮกับหนังสือเล่มใหม่ เรื่อง มหัศจรรย์อาหารชะลอวัย ได้ออกว่าจำหน่ายแล้วตามศูนย์หนังสือต่างๆ…

ll เพื่อนร่วมยินดีกับ ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช ที่ได้รับโล่เกียรติยศประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยจากงานครบ 86 ปี การสถาปนา ม.ธรรมศาสตร์…

ll จักรกฤษณ์ รัตนกำเนิด ปธ.นักศึกษา MPPM 23 NIDA เตรียมฉลองความสำเร็จเพื่อนๆที่สำเร็จการศึกษา อาทิ ชัชฎา โพธิพุกกณะ,ณัฐสิริโรจน์พุทธิกุล,จุฑาทิพย์ หลิ่วพงศ์,สวัสดิ์วิกรณ์,วิริยะ สัมมา,ไรวดา ทองรอด ได้เป็นว่าที่มหาบัณฑิตทางการบริหารภาครัฐและเอกชน…ll

น้องใหม