แนวหน้า

All posts in the แนวหน้า category

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468295

x

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1ว่า กยท.จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรชาวสวนยางรอบแรกและรอบที่ 2 จากทั้งหมดที่จะแบ่งจ่ายเป็น 3 รอบ ได้ตรวจรับรองสิทธิ์พร้อมให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายให้เกษตรกรประมาณ 98% ที่เหลืออยู่ประมาณ 2% อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เพื่อเร่งรับรองให้เร็วที่สุด

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและสร้างความเข้มเข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้แน่นอน ด้วยการประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทั้งนี้ กำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิดได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยหลักเกณฑ์รับประกันคือ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับ กยท. มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไปเปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ พร้อมกำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

รักษาการผู้ว่าฯกยท.กล่าวด้วยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาจะสิ้นสุดโครงการเดือนมีนาคม 2563 ค่าประกันรายได้จะเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60%และคนกรีดยาง 40% โดยผลการดำเนินงานรอบที่ 1 (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562) จ่ายแล้วประมาณ 6,352 ล้านบาท รอบที่ 2 (เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563) จ่ายแล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 2 รอบจ่ายไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

“ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 1,711,252 ราย ซึ่งได้ปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียน และคัดกรองแปลงที่ปลูกแทน โค่น ขายไปแล้ว และสำหรับผู้กรีดยางได้ไปประกอบอาชีพอื่นแทน 1,563,460 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวคือ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 (บัตรเขียว) 1,291,113 ราย โดยเป็นเจ้าของสวนยาง 1,107,586 ราย คนกรีด 183,527 ราย และบัตรชมพู คือเกษตรกรแจ้งพื้นที่ปลูกยาง ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 272,347 ราย ส่วนการกำหนดราคากลางอ้างอิงจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงซึ่งจะเป็นราคาที่เฉลี่ยที่ซื้อขายกันจริงๆในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง มาเฉลี่ยย้อนหลัง 2 เดือน ดังนั้น เกษตรการสบายใจได้ว่าจะเป็นราคาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้”นายขจรจักษณ์ กล่าว

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468294

x

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย.

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการวางมาตรการรับมือวิกฤติแล้ง 2 จังหวัด EEC ใช้ระบบอ่างพ่วงเต็มศักยภาพ ผันน้ำ-สูบน้ำแก้ปัญหา มั่นใจจะมีน้ำพอกินพอใช้จนกว่าฝนจะมาในเดือนกันยายน 2563แน่นอน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สภาอุตสาหกรรม บริษัท East Water วางมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในจ.ชลบุรี และระยอง เนื่องจากปริมาณฝนสะสมปี 2562 ในภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำจ.ระยองและชลบุรีเหลือน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พบว่าพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว มีโอกาสประสบภัย

ทั้งนี้ หากปริมาณฝนเป็นไปในลักษณะเดียวกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤติ ในภาคตะวันออกจะเริ่มมีฝนตกช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ดังนั้น
ทั้งสองจังหวัดจะมีโอกาสขาดแคลนน้ำช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน 2563 กินระยะเวลา 75 วัน ดังนั้น กรมได้เริ่มมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ด้วยการติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทุกสัปดาห์ ซึ่งจะใช้ระบบอ่างพวงเป็นเครื่องมือรับภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเต็มศักยภาพ

“อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง มีปริมาณน้ำรวมกัน 50 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานได้เพิ่มน้ำต้นทุนให้ทั้ง 2 อ่างฯ ด้วยการผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ 60 ล้านลบ.ม. พร้อมกับติดตั้งระบบสูบน้ำชั่วคราวจากคลองสะพานท้ายอ่างฯประแสร์สูบกลับเข้าเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อนำน้ำไปให้ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล 18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ขณะนี้มีน้ำต้นทุนรวม 128 ล้านลบ.ม. รวมทั้งเตรียมพร้อมการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาลงอ่างฯประแสร์ พร้อมหารือการผันน้ำจากอ่างฯประแกด จ.จันทบุรี และจากแหล่งน้ำอื่นๆช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 มาที่จุดสูบมาอ่างฯ ประแสร์ สำรองไว้กรณีฉุกเฉิน”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนจ.ชลบุรี กรมสำรองน้ำในอ่างฯคลองหลวงรัชชโลทรไว้ให้กปภ. ชลบุรี 10 ล้านลบ.ม. พร้อมเตรียมเชื่อมเส้นท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำพานทองกับท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างฯ บางพระ เพื่อสูบน้ำจากลุ่มน้ำคลองหลวงและจากสถานีสูบน้ำพานทองได้ทันทีหากมีฝนตก เช่นเดียวกับที่พัทยากปภ.พัทยาเร่งผันน้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหลไปยังสถานีผลิตน้ำมาบยางพรให้ได้วันละ 110,000 ลบ.ม.จากปัจจุบันผันได้วันละ 89,000 ลบ.ม. พร้อมเตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่เพื่อสูบน้ำจากอ่างฯ ห้วยตู้ 1,2 และมาบฟักทอง 1,2 มาผลิตน้ำประปา รวมถึงการขอเพิ่มการใช้น้ำจากบ่อน้ำของเอกชนเข้ามาเสริมในระบบ โดยขณะนี้ได้มีการซื้อขายล่วงหน้าไว้แล้ว มั่นใจจะมีน้ำใช้จนพ้นหน้าแล้งแน่นอน

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

x

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

‘อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง’สปามีระดับครบวงจรมาตรฐานโรงแรม ใจกลางย่านสุขุมวิท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468373

'อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง'สปามีระดับครบวงจรมาตรฐานโรงแรม ใจกลางย่านสุขุมวิท

‘อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง’สปามีระดับครบวงจรมาตรฐานโรงแรม ใจกลางย่านสุขุมวิท

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.01 น.

อินฟินิตี้  เปิดตัว อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง ในย่านใจกลางของสุขุมวิท กรุงเทพฯ เพื่อเติมเต็มการให้บริการได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก อินฟินิตี้ สปา ที่สีลมก่อนหน้านี้สปาของโรงแรมครองส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจสปาระดับหรู แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ผู้ให้บริการสปา อย่าง อินฟินิตี้ สปา ได้ก้าวผ่านและยกระดับของมาตรฐานการให้บริการที่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบบริการด้วยประสบการณ์และความมีระดับ แต่ยังมอบความคุ้มค่าสูงสุดด้วยการบริการสปาในระดับเฟิร์สคลาส ไม่ว่าจะเป็นที่อินฟินิตี้ สปา (สีลม ซอย 21) หรือจะเป็นที่ใหม่ล่าสุด อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง (สุขุมวิท ซอย 20)

อินฟินิตี้ก่อตั้งขึ้นในปี2557 โดย นายอธิวัฒน์ เพียร์ซ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “คุณเบนจี้” โดยมีความมุ่งหวังที่จะมอบประสบการณ์สปาแบบครบวงจร ด้วยการสัมผัสกับผลิตภัณฑ์คุณภาพจากธรรมชาติ “พนักงานของเราผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีจากสถาบันฝึกอบรมของอินฟินิตี้ พร้อมที่จะมอบบริการสปาเพื่อความประทับใจแก่ลูกค้า ที่จะสัมผัสได้ถึงการให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสปาอย่างแท้จริง”

‘คุณเบนจี้’กล่าว“พนักงานต้อนรับของเรา พร้อมให้บริการได้ครบวงจรในระดับโรงแรมมาตรฐานสากลเลยทีเดียว” เขากล่าวเพิ่มเติม ความสำเร็จก้าวแรกของอินฟินิตี้ สปา ได้เปิดทางให้คุณเบนจี้ ทำการเปิด อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง สปาที่มีระดับ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศก และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสุขุมวิททั้งนี้ อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง กำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจสปาแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นในการสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าสปาอื่น ๆ ในย่านเดียวกัน อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง มอบสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยอดเยี่ยมและออกแบบมาอย่างดี ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 1,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทซอย 20

ซึ่งสะดวกต่อการเข้ารับบริการ พร้อมที่จอดรถและสวนสวย เพื่อเติมเต็มประสบการณ์สปาที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยห้องทำทรีตเมนต์สปา ทุกห้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เช่น ห้องน้ำส่วนตัว ผ้าห่มไฟฟ้า เตียงสำหรับทำทรีตเมนต์ระบบไฮโดรลิก และอื่น ๆ อีกมากมาย

อินฟินิตี้สปาและอินฟินิตี้เวลบีอิ้ง นำเสนอบริการทรีตเมนต์พร้อมผลิตภัณฑ์สปาที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์วันพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ โดยบริการที่ต้องการแนะนำให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสคือ InfinitySteamShowers™ และ InfinityHydroShower™ เป็นการสตีมในรูปแบบใหม่
พร้อมให้บริการแล้วที่ อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง ที่ตั้ง: อินฟินิตี้ สปา – 1037/1-2 ถนนสีลม ซอย 21 บางรัก กรุงเทพฯ อินฟินิตี้ เวลบีอิ้ง – โรงแรมแรมแบรนดท์ ชั้น 1 สุขุมวิท 20 คลองเตย กรุงเทพฯ

สามย่านมิตรทาวน์ เปิดแคมเปญตรุษจีนยิ่งใหญ่ ชวนย้อนความทรงจำ พลิกฟื้นตำนานจีนโบราณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468276

สามย่านมิตรทาวน์ เปิดแคมเปญตรุษจีนยิ่งใหญ่  ชวนย้อนความทรงจำ พลิกฟื้นตำนานจีนโบราณ

สามย่านมิตรทาวน์ เปิดแคมเปญตรุษจีนยิ่งใหญ่ ชวนย้อนความทรงจำ พลิกฟื้นตำนานจีนโบราณ

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์จัดแคมเปญตรุษจีน “Samyan Mitrtown Chinese New Year 2020” ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ จำลองบรรยากาศชุมชนจีนโบราณ ย้อนความทรงจำระดับตำนาน

ธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า สามย่านมิตรทาวน์เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีมาช้านานดังนั้นทางศูนย์การค้าฯ จึงจะจัดแคมเปญตรุษจีน “Samyan Mitrtown Chinese New Year 2020” ภายใต้แนวคิด “คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้” โดยการสอดแทรกสาระของการแสดง ตลอดจนสะท้อนวิถีชีวิตของชาวจีนโบราณไว้ตลอดงานระหว่างวันที่ 23-31 มกราคม 2563

ธีรนันท์ กรศรีทิพา

จุดเด่นของแคมเปญ “Samyan Mitrtown Chinese New Year 2020” ที่จัดขึ้นครั้งนี้จะนำทุกท่านย้อนกลับไปในบรรยากาศวิถีชีวิตชุมชนจีนโบราณ ด้วยเวิร์กช็อปการทำโคมจีนโชว์อุปรากรจีน “งิ้วเปลี่ยนหน้า” ไฮไลต์สุดยิ่งใหญ่ เสริมทัพความอลังการและสิริมงคลด้วยการแสดงเชิดสิงโต และการแสดงเชิดมังกร พิเศษสุดกับการร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพกับนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมฉายาลักษณ์สายใยไทย-จีน

ธีรนันท์กล่าวต่อว่า วิถีชิวิตและศิลปวัฒนธรรมของจีนโบราณเป็นสิ่งที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีหนูทองปีนี้ ซึ่งถือเป็นการจัดงานตรุษจีนเป็นครั้งแรกของศูนย์การค้า จึงได้รวบรวมศิลปะวัฒนธรรมดังกล่าวไว้เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และซึมซับบรรยากาศแบบวินเทจย้อนยุค โดยระหว่างการจัดงานจะมีการเวิร์กชอปการทำโคมจีน การแสดงเชิดสิงโต 2 รอบต่อวัน และพิเศษสุดกับการโชว์อุปรากรจีน “งิ้วเปลี่ยนหน้า” ซึ่งจะแสดงโชว์ทั้งหมด4 รอบต่อวัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

ส่วนในวันที่ 24-25 มกราคม 2563 จะมีการจัดโชว์พิเศษให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิดมังกร 2 รอบต่อวัน คือ รอบเวลา 12.00-13.00 น. และรอบเวลา 18.00-19.00 น. พร้อมกันนี้ ยังจะได้ตระการตาไปกับนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมฉายาลักษณ์สายใยไทย-จีน ระหว่างวันที่ 24-31 มกราคม 2563 ณ บริเวณ ชั้น G ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ยังได้มีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อสนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ด้วยการจัดหนักจัดเต็มเอาใจขาช้อปพิเศษช้อปครบ 2,000 บาท สามารถนำใบเสร็จรวมรับเครื่องรางมงคลจากวัดเล่งเน่ยยี่ จำนวน 1,000 ชิ้นหรือจนกว่าของจะหมด

นอกจากนี้ ยังพลาดไม่ได้กับจุดเช็คพ้อยท์ที่ทางศูนย์การค้าจัดทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับแคมเปญนี้โดยทางศูนย์การค้าได้จัดเตรียมสถานที่ให้เข้ากับบรรยากาศช่วงเทศกาลด้วยการเนรมิตพื้นที่ทั่วบริเวณศูนย์การค้า ให้คราคร่ำไปด้วยสัญลักษณ์ของเทศกาลตรุษจีน ตั้งแต่อุโมงค์เชื่อมมิตร บริเวณชั้น B1 ไปจนถึงชั้น 5

สำหรับไฮไลต์โปรโมชั่นของแคมเปญ “Samyan Mitrtown Chinese New Year 2020” จากสามย่าน มิตรทาวน์ได้แก่ วันที่ 23-26 มกราคม 2563 โชว์อุปรากรจีน“งิ้วเปลี่ยนหน้า”รวม 4 รอบต่อวัน ตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไป /วันที่ 23-26 มกราคม 2563 การแสดงเชิดสิงโต รวม 2 รอบต่อวัน รอบที่ 1 เวลา 12.00-13.00 น. และ 18.00-19.00 น.พร้อมแจกส้มให้แก่ร้านค้าภายในศูนย์การค้า ในวันที่ 24 มกราคม 2563 / วันที่ 23-26 มกราคม 2563 เวิร์คช็อปทำโคมจีน สาธิตการทำขนมหนวดมังกร / วันที่ 24-25 มกราคม 2563 การแสดงเชิดมังกร รวม 2 รอบต่อวันรอบที่ 1 เวลา 12.00-13.00 น. และ 18.00-19.00 น. /วันที่ 24-31 มกราคม 2563 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมฉายาลักษณ์สายใยไทย-จีน

วันที่ 23 – 31 มกราคม 2563 ช้อปครบ 2,000 บาทสามารถรวมใบเสร็จรับเครื่องรางมงคลจากวัดเล่งเน่ยยี่ จำนวน 1,000 ชิ้น หรือจนกว่าของจะหมด

เผยความงามในแบบของตัวเอง อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ Spring/Summer 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468278

เผยความงามในแบบของตัวเอง อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ Spring/Summer 2020

เผยความงามในแบบของตัวเอง อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ Spring/Summer 2020

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น เตรียมวางจำหน่าย คอลเลคชั่นใหม่ อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ Spring/Summer 2020 ซึ่งธีมของคอลเลคชั่นนี้ คือ ปี 1924 โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 31 มกราคม เฉพาะ ยูนิโคล่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน ไอคอนสยาม และออนไลน์สโตร์ แต่จะมีสินค้าบางชิ้นในคอลเลคชั่นนี้ วางจำหน่ายในทุกสาขาทั่วประเทศ

อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งสไตล์แบบฝรั่งเศส และเป็นไอคอนของผู้หญิงทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่คงความเป็น “เสื้อผ้าหรูหราและล้ำลึก” (Luxurious clothes, and beyond)สะท้อนความเชื่อในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ผู้หญิงทุกคนสามารถสวมใส่ได้อย่างสบายเพื่อเผยความงามในแบบของตัวเอง ไปพร้อมกับการตอกย้ำปรัชญาของผลิตภัณฑ์ไลฟ์แวร์ (Life Wear) ในการส่งมอบเสื้อผ้าแห่งนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงที่มีความเป็นสากลทั้งด้านการออกแบบและการสวมใส่สบาย เพื่อตอบสนอง ทุกความต้องการของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน

อิเนสเริ่มค้นหาแนวคิดในการออกแบบคอลเลคชั่น 20SS เพื่อแสดงออกถึงความเคารพต่อผู้หญิงในทุกยุคสมัย ด้วยการนำค่านิยมดั้งเดิมมาผสมผสานงานออกแบบผ่านดีไซน์ร่วมสมัย โดยมี 3 ธีมด้วยกัน ได้แก่ ปารีส : สปอร์ตสไตล์ที่ไร้กาลเวลา ปารีสเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน ในปี 1924 ซึ่งการออกแบบชุดที่ใช้แข่งขันในกีฬาประเภทต่างๆ ยังคงดูทันสมัยและน่าดึงดูดอยู่เสมอ โดยเสื้อผ้าในธีมนี้มาในลุคที่ให้สไตล์มัสคูลิน ทั้งเสื้อไหมพรมแบบทิลเดน(Tilden knitwear) และกางเกงผ้าเจอร์ซี่ ที่มีโทนสีหลักเป็นสีขาวและสีเขียว การ์ดิองส์ : แรงบันดาลใจจากชุดคาวบอยฝรั่งเศส เสื้อผ้าธีมนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “การ์ดิองส์” (Gardians) ซึ่งหมายถึง “คาวบอย” ในภาษาฝรั่งเศส จากเมืองอาร์ลส์ (Arles) โดยอิเนสมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ในแคว้นโพรวองซ์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ด้วยแสงแดดจ้าและเงาที่ตัดกันในเมืองนี้ นอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินชั้นนำอย่าง ปิกัสโซ และ วินเซนต์ แวน โก๊ะ แล้วยังถูกนำมาถ่ายทอดในคอลเลคชั่นนี้ผ่านเสื้อผ้าสไตล์มัสคูลินสีดำและสีขาว รวมถึงกางเกงและเสื้อเชิ้ตแขนยาวอีกด้วย และ มิวส์ : ชุดเดรสสำหรับวันสบายๆ นอกบ้าน ยุค 1920s เป็นช่วงเวลาแห่งความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าสุภาพสตรีผู้เพลิดเพลินกับเสรีภาพอันแสดงผ่านสไตล์การแต่งตัว ที่ครอบคลุมตั้งแต่ชุดเดรสบาง ที่มาพร้อมระบายและลายพิมพ์ให้ความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่

สำหรับ อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ เกิดและเติบโตที่ประเทศฝรั่งเศส โดยได้ก้าวขึ้นเป็นนางแบบแถวหน้าในระดับสากลอย่างรวดเร็วหลังจากที่เข้าสู่สายอาชีพนี้เมื่ออายุ 17 ปี นอกจากนี้ เธอยังมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟชั่นเฮาส์ชั้นนำหลายแห่ง และในปัจจุบันยังเป็นสไตล์ไอคอนในวงการแฟชั่น ในปี 2013 อิเนสได้เปิดตัวแบรนด์ของเธอ คือ Ines de la Fressange Paris อีกครั้ง และยังคงรังสรรค์ลุคของปาริเซียงชิคยุคใหม่ต่อไปในฐานะผู้กำกับศิลป์

เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/2) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468265

x

เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/2)

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงแรงกระตุ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประกาศมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราหรือวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสงค์จะทำตาม ในขณะที่ไทยมีปัญหาค่าเงินบาทแข็งมากมา 5 ปี ซึ่งไม่สอดรับกัน อีกทั้งจีนเองก็ประสบปัญหากับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ค่าของเงินหยวนตกต่ำ ไม่เอื้อต่อการไปท่องเที่ยวในต่างประเทศในจำนวนมากๆ เหมือนเก่า วันนี้เป็นตอนที่สองและตอนจบ

ในสายตาของประเทศจำนวนมาก

จีนถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่มีระบอบการปกครองแบบเผด็จการบนพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์ นิยมใช้มาตรการไม้แข็งในกิจการภายในและต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของสื่อ อีกทั้งมีประชากรจำนวนมหาศาล มีประสบการณ์ในการเข้าร่วมหรือสนับสนุนในศึกสงคราม แม้นว่าจะพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจการตลาดและทุนนิยมอย่างมากมาจนถึงปัจจุบัน นานาประเทศโดยเฉพาะประเทศชาติตะวันตกก็ยังมีความคลางแคลงใจอยู่

แม้ว่าประเทศไทยและจีนมีความใกล้ชิดในด้านต่างๆ แต่เราต้องระลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยและจีนมีระบอบการปกครองแตกต่างกัน ภัยคุกคามทางอุดมการณ์ยังมีจริง จีนมีอำนาจต่อรองเหนือไทยและประเทศเล็กๆ อื่นๆ มากขึ้นทุกวันในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะด้านการเมือง การทหารและเศรษฐกิจ หากมีข้อสงสัย ขอแนะนำให้มองรอบๆ ตัวเรา อนึ่ง จีนมีประชากรจำนวนมาก การเข้าออกเสรีกับประเทศที่มีจำนวนประชากรมหึมาเช่นนี้ หากปราศจากการกลั่นกรองหรือควบคุม ก็เปรียบเสมือนการเปิดทำนบกั้นน้ำให้ท่วมประเทศ มิใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะพิจารณาในระดับรัฐบาลเท่านั้นด้วยซ้ำไป

********

หากเรากลับเข้ามาที่เรื่องหลักของวันนี้ คือ การยกเว้นวีซ่าให้แก่จีนก็ดี และอินเดียก็ดี เพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยว ในอันที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติเพราะเงินสกุลบาทแข็ง ดังที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวไว้ว่า สองประเทศนี้มีกำลังซื้อด้านการท่องเที่ยวสูง “หากมาตรการฟรีวีซ่าแก่ชาวจีนและอินเดียผ่าน มองว่าจะเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์เงินบาทแข็งได้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยดึงดีมานด์นักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายที่ไทยได้ในภาวะบาทแข็งแบบนี้” นั้น

การตั้งสมมุติฐานนี้น่าจะอยู่บนความเลื่อนลอย หลงประเด็น และไม่ศึกษาสภาวการณ์ของโลกให้ถ่องแท้ เนื่องจากเหตุผลดังนี้

ประการแรก เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในสภาวะชะงักงันชะลอตัว ทุกประเทศประสบปัญหานี้เหมือนกัน

ประการที่สอง สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลต่อการผลิตการค้าของจีน บรรยากาศอึมครึม กระทบต่อการประกอบอาชีพ และส่งผลโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจของประเทศที่ค้าขายใกล้ชิดกับจีน เช่น ไทย และเวียดนาม (โชคดีหน่อยที่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 สหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจการค้าระยะแรกซึ่งนับเป็นนิมิตที่ดี ลดกระแสกดดันลงไปมาก)

ประการที่สาม เงินสกุลบาทของไทยแข็งเกินไปมา 5 ปีเข้าแล้ว หากประเทศไทยมีเงินบาทแข็ง จะมีประโยชน์สถานเดียวคือ การนำเข้าสินค้าประเภททุน หรือเครื่องจักรกลเพื่อการผลิตพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบเวลาชำระเงิน แต่ถ้าคาดหวังว่า คนจะมาท่องเที่ยวในจำนวนมากๆ อันนี้คือ ฝันลมๆ แล้งๆ เป็น wishfulthinking เพราะหากค่าเงินบาทแข็งเกินไป นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องใช้เงินสกุลของเขา (เช่น หยวน ซึ่งทุกวันนี้ก็อ่อนค่าอย่างมาก) ในจำนวนมากกว่าที่เคยแลกเพื่อจะใช้จ่ายเท่าเดิม ดังนั้น แม้นจะมีมาตรการยกเว้นวีซ่า เขาก็ไม่มาหรอกเพราะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทุกปัจจัยที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ส่งเสริมเสียเลย

ประการที่สี่ ขณะนี้จีนเองก็มีอาการน่าเป็นห่วงว่าจะบำบัดแก้ไขปัญหาโรคไวรัสโคโรนา ซึ่งยังจำกัดบริเวณได้ที่เมืองอู่ฮั่น แต่หากกระจายไปยังมณฑลอื่น จะน่ากลัวเพียงไร ประเทศใดจะกล้าต้อนรับ รัฐบาลไทยก็ต้องใคร่ครวญให้ดีว่า เราจะเสี่ยงต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนจากภูมิภาคที่หมิ่นเหม่ต่อโรคระบาด เข้าประเทศไทย มันจะปลอดภัยหรือ จะเป็นภาระการรักษาพยาบาลแก่ประเทศไทย เสี่ยงต่อการระบาดยังคนหมู่มาก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย ก็คงจะไม่ไปท่องเที่ยวในจีนด้วยแน่ (จากข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวทางการทูตคนไทยไปท่องเที่ยวในจีนเป็นจำนวนประมาณ 740,000 คนในปี 2560 และ 826,000 คน ในปี 2561 ซึ่งกรณีเดินทางไปจีน ยังต้องขอวีซ่าอยู่ ถึงหากจะตกลงหรือประกาศฝ่ายเดียวยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน เรายังมีคนไปจีนจำนวนไม่คุ้มที่จะมีความตกลงเลย ซึ่งรัฐบาลที่มีปัญญาและวิสัยทัศน์หลักแหลม จะไม่คิดทำเรื่องเช่นนี้ให้เสียเวลา อีกทั้งคนไทยน่าจะอยากไปสหรัฐฯ แคนาดาหรือยุโรปมากกว่า)

ประการที่ห้า ไทยเองก็ต้องระมัดระวังตัวในปีนี้ เพราะจะเจอวิกฤติฝุ่นควันพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ แก้ไม่หายจากปีกลายหนักขึ้นทุกวัน ปีนี้จะกระหน่ำซ้ำด้วยปัญหาภัยแล้ง ธรรมชาติแปรปรวน เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การขาดน้ำจะเป็นวิกฤติในชาติสำหรับการเกษตรกรรม การอุปโภค บริโภค อาจเสี่ยงไฟป่าแบบออสเตรเลีย จะโดยธรรมชาติหรือวางเพลิงแล้วเราจะไปต้อนรับใครมาท่องเที่ยวอย่างเป็นสุขได้อย่างไร

********

โดยสรุป การเสนอให้ยกเว้นวีซ่า หรือจะกลายรูปอีกครั้ง เป็นขอยกเว้นค่าวีซ่า VoA ที่ช่องทางอนุญาต นัยว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในอันที่จะแก้ไขปัญหา
เงินบาทแข็ง นั้น เป็นการกระทำที่ขาดปัญญายั้งคิด ว่าค่าเงินบาทแข็ง ก็ต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ก่อน ก่อนที่จะส่งเสริมให้คนเข้ามาท่องเที่ยว และการยกเว้นวีซ่านั้น อย่าทำเพราะเห็นคนอื่นทำก็จะทำตามเขา (เศรษฐกิจไทยยังดีกว่ามาเลเซียมากนักผู้นำของเขาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไม่น่าให้อภัย) เราควรแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี เกาให้ถูกที่คัน มิใช่คันที่หนึ่ง แต่ไปเกาที่อื่น คนอื่นเขาจะสงสัยเข้าใจผิดกล่าวหาไปผิด ๆ ว่า ท่านผู้ผลักดันหรือคนใกล้ชิดของท่านไปมีนอกมีในหรือไปรับผลประโยชน์อะไรมาจากพวกธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวของจีนในจีน และ/หรือ ของจีนในไทย หรือบรรดาผู้เสนอตัวเป็นนายหน้ารับเหมาบริการ หรือ outsource เพราะสุดท้ายแล้ว พวกนายหน้ารับเหมาบริการจะไปหาทางออกแบบวิธีการคัดกรองคนเดินทาง เช่น วิธีให้จดแจ้งลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนการเดินทาง ลอกเลียนแบบนายหน้ามาเลเซียเพราะคงจะโกลาหลยิ่งที่ประเทศใดจะอนุญาตให้คนจีนคนอินเดียเดินทางไปถึงหน้าประตูบ้านในจำนวนมหาศาลโดยไม่ทราบหรืออนุญาตล่วงหน้า

ดังนั้น ขอขมวดเรื่องให้เข้าใจง่ายๆ ที่สุด คือ รัฐบาลต้องศึกษาเรื่องให้ดี หาวิธีที่ถูกต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจและเงินสกุลบาทแข็ง เช่น ลดค่าของเงินอย่าง
ควบคุมบ้าง, แสวงหาตลาดใหม่ๆ รักษาตลาดเก่า เจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับบรรดาประเทศใหญ่ๆ เช่นสหภาพยุโรปให้สำเร็จ สร้างนวัตกรรมที่โดนใจในสินค้าส่งออก อย่าให้ถูกหลอกโดยวิธีที่ผิดหรือตัวเลขสถิติที่ขาดการรับรอง หากเป็นภาษีการท่องเที่ยวที่พึงมีพึงได้หรือค่าธรรมเนียมวีซ่าที่รวบรวมได้ (ที่จริงควรปรับอัตราค่าวีซ่าให้สูงขึ้นเหมือนประเทศอื่นได้แล้ว) ก็จะเป็นผลสำเร็จยิ่ง

แต่หากมีผู้ดันทุรังนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือคณะรัฐมนตรีเต็มคณะ ก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะติดตามสอดส่องให้ผู้บริหารที่สนับสนุนความเห็นที่ถูกต้องเมื่อครั้งที่แล้ว (การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562) นอกเหนือจาก ฯพณฯ เอง ซึ่งเป็นประธานการประชุม แล้ว บุคคลสำคัญอื่น ๆ อาทิ รองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคง รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีการต่างประเทศ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ส่วนรัฐมนตรีสาธารณสุข แม้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเดียวกับรัฐมนตรีการท่องเที่ยวก็ตามเถิดก็ควรเตรียมท่าทีเรื่องการควบคุมป้องกันนักท่องเที่ยวชาวจีนผู้อาจติดเชื้อโรคระบาดจำนวนหลักแสนหลักสิบล้านเข้าประเทศ และการรักษาพยาบาลคนไทยผู้อาจเป็นเหยื่อโรคระบาดจากประเทศมหามิตร ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผู้เพียบพร้อมด้วยความรับผิดชอบและประสบการณ์ในการทำงานระดับชาติมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จะทำให้คนไทยทั้งมวลมั่นใจสบายใจและภูมิใจในสภาวะผู้นำของท่านได้

**********

(คมกริช วรคามิน เคยดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนียและมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐบัลแกเรีย)

 

อ่านบทความก่อนหน้านี้ : เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/1)

พราด้า ป๊อปอัพสโตร์ ต้อนรับตรุษจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468275

พราด้า ป๊อปอัพสโตร์ ต้อนรับตรุษจีน

พราด้า ป๊อปอัพสโตร์ ต้อนรับตรุษจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Prada (พราด้า) จัดงานเปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ล่าสุดในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนโดยเฉพาะ บนพื้นที่กว่า 70 ตารางเมตร พบกับสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่คัดสรรมา เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความมงคลมากมาย อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ เป็นต้น โดยมีเหล่าคนดังแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ร่วมงานคับคั่ง ซึ่งป๊อปอัพสโตร์จะมีไปจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น

คอลเลคชั่นต้อนรับเทศกาลตรุษจีนนี้ พราด้า ได้นำโลโก้สามเหลี่ยมสุดไอคอนิกประจำแบรนด์มาออกแบบใหม่ในโทนสีแดงสีสันอันสื่อสารถึงเทศกาลตรุษจีน สัญลักษณ์ความโชคดีและเจริญรุ่งเรือง โดยโลโก้นั้นจะตกแต่งอยู่บนสินค้าชิ้นพิเศษที่จะวางจำหน่าย ณ ป๊อปอัพสโตร์แห่งนี้เป็นที่แรกในประเทศไทย มิเพียงเท่านี้ สินค้าชิ้นคลาสสิกในวัสดุซิกเนเจอร์ เช่น ผ้าไนลอนหนัง Saffiano เป็นต้น รวมไปจนถึงกระเป๋ารุ่นต่างๆ ได้รวบรวมไว้อย่างพิเศษสำหรับงานนี้

นิทรรศการภาพถ่ายอาหาร‘ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน’ โชว์ 20 เมนูมงคลคู่ความงาม 20 สาวไทยเชื้อสายจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468267

นิทรรศการภาพถ่ายอาหาร‘ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน’  โชว์ 20 เมนูมงคลคู่ความงาม 20 สาวไทยเชื้อสายจีน

นิทรรศการภาพถ่ายอาหาร‘ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน’ โชว์ 20 เมนูมงคลคู่ความงาม 20 สาวไทยเชื้อสายจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดนิทรรศการภาพถ่ายอาหาร “ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน” ในรูปแบบ “โมเดิร์น ไชนีส สไตล์” เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน และ เชิดชูเมนูอาหารจีนที่สืบทอดเมนูต้นตำรับจากรุ่นสู่รุ่น และในโอกาสความสัมพันธ์ไทย-จีนครบรอบ 45 ปี รวม 20 เมนูมงคลต้นตระกูลต้นตำรับสำรับจีนชื่อดังที่สืบทอดความอร่อยจากอดีตมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกรุ่นทุกสมัย นำเสนอผ่านภาพถ่ายโดยมีทายาทร้านอาหารชื่อดังและเซเลบริตี้สาวแซ่ต่างๆ มาร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราวอาหารจานเด็ด โดยช่างภาพชื่อดัง ธนพล แก้วพริ้งร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายและสไตลิสต์มืออาชีพ ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ ร่วมเผยถึงแรงบันดาลใจและแนวความคิด

นิทรรศการครั้งนี้มี 20 เซเลบริตี้ลูกหลานเจ้าของร้านอาหารชื่อดังและเซเลบริตี้สาวหมวยตระกูลแซ่ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเมนูอาหารมงคล ผ่านภาพถ่าย ได้แก่ ศันสนา จิราธิวัฒน์ (แซ่เจ็ง) ร้านติ่นไท่ฟง (Din Tai Fung) จากไต้หวัน กับเมนูซิกเนเจอร์ “เสี่ยว หลง เปา”, เรศรา ตัณฑะยานนท์ (แซ่ตั้ง) ร้านสมบูรณ์โภชนา ที่เปิดตั้งแต่ พ.ศ. 2512กับเมนู “ปูผัดผงกะหรี่” ต้นตำรับอันดับหนึ่งของเอเชีย, ณัชนันท์ สุรนันท์กิ่งเพชร (แซ่ก๊วย) ทายาทร้านเอี่ยวไถ่ 1960 ที่ขายสุกี้โบราณมายาวนานตั้งแต่ชามละ5 บาท นำเสนอเมนู “ผัดหมี่ซั่วกุ้งแม่น้ำเผา”, จงจินต์จึงสุระ (แซ่จึง) ร้านซงฟา (Song Fa) ความอร่อยอันเรียบง่าย ที่มีมากกว่า 50 ปีจากสิงคโปร์ ใน 3 เมนู“บักกุ๊ดเต๋, ขาหมูตุ๋น และข้าวต้มหมูซงฟา” ที่จำหน่ายเฉพาะประเทศไทย, พราวรฎา วงศ์วีรธร (แซ่ฟาง) ร้านแหลมเจริญซีฟู้ด ยกทะเลระยองขึ้นห้างสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยฝีมือทายาทรุ่นที่ 2 กับเมนู“ปลากะพงทอดราดน้ำปลา”, ปาณิสรา สรธนายศกร(แซ่ตั้ง) ร้านสนั่นอาหารทะเล จากจุดเริ่มต้นแค่ 4 โต๊ะกับจานอร่อย “หมี่ฮ่องกงเนื้อปูกุ้ง”

ฐิตานันท์ ทวีผล (แซ่ห่าน) ร้าน SEE FAH ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 84 ขอเสนอนำเมนู “บะหมี่แห้งอัศวิน”, สิตานันท์ ทวีผล (แซ่ห่าน) ร้าน XOHO Chinese Café กับเมนู “เบาบันหมู” เบอร์เกอร์สไตล์ไชนีส, นลิน ตั้งคารวคุณ (แซ่ตั้ง) ร้าน Lee Café เมนู “บะหมี่ปลากะพงจักรพรรดิ” กับรสชาติที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์, กรกนก ยงสกุล (แซ่ย้ง) ร้านเซอร์เจนท์คิทเช่น (Sergeant Kitchen) ที่มาพร้อมชุด “ข้าวมันไก่สิงคโปร์ขนาดใหญ่” ที่ใช้เครื่องเทศสำหรับข้าวมากถึง 14 ชนิด, ฐิตาภรณ์ พิริยเลิศศักดิ์ ทายาทร้าน ฮั่ว เซ่ง ฮง อาหารจีนกวางตุ้ง กับเมนู “สลัดมงคล”, วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์ (แซ่เต็ง) ร้าน MK Live ที่มาพร้อมเทรนด์ใส่ใจสุขภาพในเมนู “ติ่มซำ”, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา (แซ่เอี๊ยบ) ทายาทร้านนารา เสิร์ฟความจัดจ้านเมนู “ยำวุ้นเส้น”

ปาณิสรา เปี่ยมอยู่สุข (แซ่เล้า) ทายาทร้านจกโต๊ะเดียว กับเมนู “บะหมี่เกี๊ยวปูทะเล”, สุรีย์พรพูนศักดิ์ไพศาล (แซ่ชื้อ) ทายาทร้านซาลาเปา โกอ้วนของดีเมืองหาดใหญ่ “ซาลาเปาจักรพรรดิ”, ชมพูนุทโรจน์ศิริรัตน์ (แซ่เตีย) ร้านกุ๊ก ฝ้า หยุ่น (Gokfayuen) ความเหนียวนุ่มสูตรฮ่องกงด้วย “บะหมี่แห้งไข่กุ้ง”,จิราภา ลักษณวิศิษฏ์ (แซ่ลิ้ม) ร้านแสนยอดเมนูเต้าหู้หม้อดิน สานตำนานอาหารจีนกวางตุ้งแห่งบางรัก, พัทธมน เตชะณรงค์ (แซ่ตั้ง) นำเสนอร้านเจิ้งโต่ว (Zheng Dou Seafood & Dimsum) โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญแห่งวงการอาหารจีน เมนูพิเศษ “มัจฉาพาโชค” ที่ช่วยส่งเสริมเรื่องเงินทอง, ทิพย์วารีเตชะณรงค์ (แซ่ตั้ง) ร้าน Coca Restaurant ตำนานสุกี้ของไทย กับชุด “สุกี้เงินทองไหลมาเทมา”, เขริกา โชตวิจิติร (แซ่หม่า) ร้าน MK Restaurant ที่ครองใจคนไทยมากว่า 30 ปี ขอแนะนำ “ชุดมั่งมีศรีสุข”

นอกจากนี้ ยังโปรโมชั่นรับตรุษจีน 2020 รับส่วนลดสูงสุด 20% กับเมนูมงคลจากร้านดัง, เช็คดวงลุ้นรับอั่งเปาส่วนลดร้านอาหารสูงสุดถึง 20%จาก 33 ร้านค้าที่ร่วมรายการ เมื่อช้อปครบ 1,020 บาทขึ้นไป และสิทธิพิเศษสำหรับคนเกิดปีชง แลกซื้อ 1ฟรี 1 เมนูเครื่องดื่มหรือขนมหวานจากร้านที่ร่วมรายการตั้งแต่วันนี้-9 กุมภาพันธ์ 2563

%d bloggers like this: