เกษตร

All posts in the เกษตร category

กรมฝนหลวงชี้แจงกรณีเครื่องบินฝนหลวง CN 235เกิดอุบัติการณ์

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365442

กรมฝนหลวงชี้แจงกรณีเครื่องบินฝนหลวง CN 235เกิดอุบัติการณ์

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรมฝนหลวง

กรมฝนหลวงชี้แจงกรณีเครื่องบินฝนหลวง CN 235 หมายเลขเกษตร 2221 เกิดอุบัติการณ์  

                 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562  นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ    การบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 เครื่องบิน CN 235 หมายเลขเกษตร 2221 ของ    กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2562        ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน จำนวน 23 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานบนอากาศยาน จำนวน 9 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 32 คน และออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เวลา 08.10 น. นั้น ในเวลาประมาณ 09.18 น. ขณะเครื่องบินจะทำการลงจอด พบว่า ระบบไฟฟ้าภายในขัดข้อง จึงบินวนรอบที่ 1 เพื่อแจ้งให้หอบังคับการบินทราบว่าระบบวิทยุสื่อสาร       ไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมาทำการบินรอบที่ 2 เพื่อให้หอบังคับการบินตรวจสอบว่าฐานล้อกางออกอย่างสมบูรณ์หรือไม่ และรอบที่ 3 หอบังคับการบินได้ให้สัญญาณว่านำเครื่องบินลงจอดได้ ซึ่งขณะที่แตะพื้น Runway         ได้สังเกตเห็นควันออกจากฐานล้อ จากนั้นได้ยินเสียงคล้ายยางระเบิด และเครื่องบินได้จอดหยุดนิ่งบริเวณด้านซ้ายของ Runway เจ้าหน้าที่ภาคพื้นของสนามบินนครสวรรค์ จึงได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินทุกคนปลอดภัย และตรวจสอบพบว่า ยางฐานล้อหลักด้านหน้าข้างซ้ายแตก เจ้าหน้าที่ช่างเครื่องบินจึงทำการเปลี่ยนยางและย้ายเครื่องบินออกจาก Runway

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทำการตรวจสอบและสอบสวนตามระเบียบกรมฝนหลวงและการบินเกษตรว่าด้วยการบิน พ.ศ. 2558 โดยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คือ คณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุด้านนิรภัยการบิน ซึ่งคณะกรรมการฯ พิจารณาดำเนินการตรวจสอบอุบัติการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์ Mode Selector Switch (สวิทช์ควบคุมการเลือกหน้าที่การทำงานการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าในการติดเครื่องยนต์) ที่แผง Engine Start ซึ่งอยู่บริเวณแผงควบคุม         เหนือศีรษะ (Overhead panel) ชำรุดไม่ทำงาน ซึ่งเป็นตัวเลือกแหล่งกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ไปสู่ระบบไฟฟ้าภายในเครื่องบิน โดยใช้งานมาเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ดังกล่าว

ร้อยโท บัญชา พาลี ผู้ควบคุมหน่วยการบิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนทำการบินในแต่ละครั้ง นักบินจะต้องมีการตรวจสอบความพร้อมการใช้งานระบบต่างๆ ของเครื่องบินตามคู่มือการปฏิบัติการบิน โดยจะตรวจความเรียบร้อยภายนอกเครื่องบิน ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูล เสาอากาศ พื้นผิวลำตัว พื้นบังคับหลักและรอง ฐานล้อ กระจก ดวงไฟ และประตู ตรวจเตรียมความพร้อมภายในห้องโดยสาร ตรวจและเตรียมความพร้อมการใช้งานในห้องนักบิน และตรวจระบบต่างๆ เช่น อุปกรณ์ฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้าวิทยุสื่อสารและนำร่อง ระบบวัดปริมาณเชื้อเพลิง ระบบสวิทช์ควบคุมการเลือกหน้าที่การทำงานการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าในการติดเครื่องยนต์ ระบบปรับความดัน และระบบสนับสนุนอื่นๆ เป็นต้น

สำหรับอุปกรณ์ Mode Selector Switch เป็นสวิทช์ควบคุมการเลือกหน้าที่การทำงาน       การจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าในการติดเครื่องยนต์ มีหน้าที่ในการเลือกที่มาของแหล่งไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้งาน และป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าที่ไม่ได้เลือกเข้ามาในระบบ ซึ่งการเสียจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การลัดวงจร      วงจรขาด ขั้วหรือขาในการเลือกตำแหน่งของสวิทช์ชำรุด โดยในกรณีของเครื่องบิน CN 235 เกิดจากสาเหตุ    ขั้วหรือขาในการเลือกตำแหน่งของสวิทช์ชำรุด และเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จึงทำให้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ และไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าในเครื่องบินทั้งหมดใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถใช้ได้ในเวลาที่จำกัด     ทำให้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หมด เป็นเหตุให้อุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ระบบวิทยุสื่อสารจอแสดงผล แผ่นเพิ่มแรงยก (Flap) ระบบป้องกันล้อล็อค (Anti-skid) และระบบฐานล้อ (Landing gear) นักบินจึงต้องนำเครื่องบินลงจอดด้วยความเร็วมากกว่าปกติ และต้องทำการกางล้อ-ห้ามล้อด้วยระบบฉุกเฉิน         ทำให้ล้อล็อค เป็นสาเหตุทำให้ยางล้อระเบิด ทั้งนี้ เรื่องอายุการใช้งานของเครื่องบินไม่ได้เป็นปัจจัยให้เกิดเหตุ    เพราะมีการตรวจซ่อมตามวงรอบ และหลังจากนี้จะมีการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบระบบไฟฟ้าขณะทำการบิน  ทุกๆ 30 นาที ลงในคู่มือปฏิบัติการบิน และทำการตรวจเช็คอุปกรณ์ดังกล่าวทุกการตรวจซ่อม 100 ชั่วโมง    เป็นมาตรการป้องกันเพิ่มเติมต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการซ่อมบำรุง เปลี่ยนอุปกรณ์ Mode Selector Switch และรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หมั่นตรวจเช็คอากาศยานอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากต้องทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมี ทั้งนี้ เครื่องบิน CN 235สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยหลังจากนี้     จะนำเครื่องบินไปเสริมการปฏิบัติการฝนหลวงที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ          ที่กำลังประสบกับปัญหาภัยแล้งในด้านการเกษตรและความต้องการน้ำในเขื่อนสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปอีกด้วย

Advertisements

เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365439

 เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เอนซา ซาเดน เนเธอร์แลนด์  ยักษ์ใหญ่อันดับ 6 ของโลกด้านพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชผัก ขยายการลงทุนมาประเทศไทย

เอนซา ซาเดน เนเธอร์แลนด์  ยักษ์ใหญ่อันดับ 6 ของโลกด้านพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชผัก  ขยายการลงทุนมาประเทศไทย พร้อมเปิดสำนักงานประจำประเทศไทย อย่างเป็นทางการ  นับเป็นสาขาที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าเลี้ยงประชากรทั่วโลกกว่า –หนึ่งพันล้านคนทุกวัน จะได้บริโภคพืชผักที่ดีที่สุดที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์เอนซา ซาเดน ภายในปี 2050

 เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย เอนซา ซาเดน บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขยายการลงทุนในประเทศไทย

      เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เอนซา ซาเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนานวัตกรรมเมล็ดพันธุ์พืชที่ล้ำหน้า นำโดย   นำโดย มร.ยาป มาเซอร์ริว ซีอีโอ   Mr. Jaap Mazereeuw, CEO)  นักธุรกิจ เจนเนอเรชั่น 3 ของ เอนซา ซาเดน  พร้อมด้วย  มร. ปันกาจ  มาร์ลิค   (Mr. Pankaj Malik)  ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจภูมิภาค  เอนซา ซาเดน เอเชีย  พร้อมด้วย มร. วายแบพ  เปตวาล  (Mr Vaibhav Petwal)  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอนซา ซาเดน (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกันจัดงานพบปะสื่อมวลชน  เพื่อแถลงแผนการอนาคต  และนโยบายการขยายการลงทุนพร้อมแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  รวมถึง การตั้งสำนักงาน ประจำประเทศไทย อย่างเป็นทางการ   ตลอดจนแปลงวิจัยพันธุ์พืช   เพื่อความคล่องตัวในการให้การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับเป็นนิมิตหมายอันดี  ที่ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่ล้ำหน้า  อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับและพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านการเกษตร รวมถึงเกษตรกรไทยให้ก้าวทันโลก  ด้วยความสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิดจากสำนัก งานภูมิภาค  ซึ่งตั้งอยู่ ณ ประเทศมาเลเซีย และ ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของเอนซา ซาเดนในประเทศฟิลิปปินส์  นับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย ที่เอนซา ซาเดน ได้เล็งเห็นถึงความมีศักยภาพ  และให้ความสำคัญมาตั้งสำนักงานประจำประเทศอย่างเป็นทางการ  สำหรับอุตสาหกรรมด้านเมล็ดพันธุ์พืช เป็นอย่างยิ่ง
มร. ยาป ซีอีโอ เอนซา ซาเดน เปิดเผยถึงความสำเร็จของเอนซา ซาเดนว่า  “บริษัทเอนซา ซาเดน ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ณ เมือง  เอนคูเซน  (Enkhuizen)  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481  ประเทศเนเธอร์แลนด์  และดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 80 ปี   ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการวางวิสัยทัศน์ระยะยาวได้อย่างแม่นยำ  พร้อมทั้ง ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่องานด้านการวิจัยพัฒนา  ส่งผลให้บริษัทสามารถพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชที่ล้ำหน้า ให้กับเกษตรกรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
มร. ยาป เปิดเผยเพิ่มเติมว่า  “เอนซา ซาเดนมุ่งให้ความสนับสนุนเกษตรกรทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าระดับโลกที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้สามารถนำไปเพาะปลูกให้มีผลผลิตที่หลากหลายและมีคุณภาพ  ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านดินฟ้าอากาศและสภาวการณ์ด้านการเพาะปลูก  โดยให้สามารถพัฒนาให้เข้ากับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เอนซา ซาเดน มีความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างสถิติการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนสูงถึง  900,000 กิโลกรัมต่อปี   โดยทำการตลาดเพื่อเลี้ยงประชากรครอบคลุมทั้ง  6 ทวีปทั่วโลก ใน 25 ประเทศหลัก  กระจายผ่านตัวแทน 45 แห่ง  โดยมีพนักงานที่พร้อมให้บริการถึง  2,000  คน  ทั้ง ได้ตั้งเป้าหมายสถิติรายวัน ให้มีผลผลิตพืชผักเลี้ยงประชากรทั่วโลก กว่า “หนึ่งพันล้านคนในแต่ละวัน”   มีพัชผักเพื่อการบริโภคที่มีคุณภาพและดีที่สุดที่เพาะปลูกจากเมล็ดพันธุ์ของ เอนซา ซาเดน ภายในปี 2050

จากสถิติปัจจุบันที่มีจำนวนประชากรที่บริโภคถึง  460 ล้านคน   ยิ่งกว่านี้  เมล็ดพันธุ์ของเอนซา ซาเดน ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากเกษตรกรทั่วโลก    โดยเฉพาะ หัวกะหล่ำและผักกาดหอม  สร้างสถิติกว่า 20 ล้านหัว ทีมีการใช้เมล็ดพันธุ์ของเอนซา ซาเดนในการเพาะปลูกทั่วโลก    ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการทุ่มเทในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้สมบูรณ์ที่สุด  โดยกว่า  30% ของรายได้ในแต่ละปีจะถูกจัดสรรเพื่องานด้านวิจัยพัฒนาโดยเฉพาะ  ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ และ วิสัย ทัศน์ในการก้าวไกลไปข้างหน้าเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับประชากรทั่วโลก ด้วยการบริโภคพืชผักที่ปลอดภัยและให้รสชาติดี
ในส่วนของการพัฒนาเมล็ดพันธุ์นั้น  เอนซา ซาเดนมีศูนย์การเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้งในส่วนของภูมิภาคและ ในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 แห่ง  ทำการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผลมากกว่า 1,200 ชนิด  โดยมีการเปิดตัวนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์กว่า  100  สายเมล็ดพันธุ์ออกสู่ตลาดเป็นประจำทุกปี
เอนซา ซาเดน สร้างศูนย์การเพาะแมล็ดพันธุ์มากกว่า  30 แห่งทั่วโลก  เพาะเมล็ดพันธุ์พืชผลมากกว่า 1,200  ชนิด  ด้วยสถิติผู้บริโภครายวันกว่า  460 ล้านคน ที่ทานพืชผักที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ เอนซา ซาเดน
สำหรับตลาดประเทศไทย  เอนซา ซาเดน ทำการตลาดผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย  ซึ่งจะเป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์สู่เกษตรกรโดยตรง   โดยเมล็ดพันธุ์พืชผักของเอนซา ซาเดน ที่ทำการตลาดในประเทศไทยประกอบเมล็ดพันธุ์  3 กลุ่ม  คือ
ไฮโดรโปนิกส์        ผักสลัดต่างๆ  เช่น  เรดโอ๊ค,  กรีนโอ๊ค,  เจมส์ (Gem)  บัตเตอร์เฮด                      Gกรีนเฮ้าส์        เมล่อน    พริกหวาน   มะเขือเทศ   บัตเตอร์นัท (ฟักทองเหลี่ยมที่ปลูกแถบยโรป) Open field        กลุ่มตระกูลแตง     แตงกวา  แตงร้าน  บวบ    มะระ   ถั่วฝักยาว   ฯลฯ
สำหรับเมล็ดพันธุ์ของเอนซา ซาเดน ได้รับการวิจัยพัฒนา ทำให้เมล็ดพันธุ์มีจุดเด่นและแตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์  ในแง่ของ  การต้านทานโรคและแมลง  ทนต่อดินฟ้าอากาศ  ให้ผลผลิตสูงและเก็บเกี่ยวได้เร็ว   ตลอดจน รสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางอาหาร   เมล็ดพันธุ์ของเอนซา ซาเดน นี้  ยังพัฒนาให้เป็นผลผลิตที่มีอายุการเก็บรักษาได้ยาวนาน  ทั้งนี้ เป็นการป้องกันและลดการสูญเสียเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอย่างดี  ยิ่งกว่านี้  ยังมีการวิจัยพัฒนไปไกลถึงการรองรับเชื่อโรคใหม่ๆ ต่างๆ และยาฆ่าแมลงที่จะมีพัฒนาการยิ่งขึ้นไปในอนาคต อีกด้วย
ไวทัลลิสต์ ในเครือ เอนซา ซาเดน ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนาและผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ของโลก ได้รับการการันตี รับรองให้เป็นผลิตผลออแกนิก 100%  มากกว่า 500 สายพันธุ์
เอนซา ซาเดน  คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ  มีความใส่ใจต่อสุขภาพประชากรและสิ่งแวดล้อม จึงได้ก่อตั้งบริษัทในเครือเพื่อพัฒนาด้านนวัตกรรมการผลิตเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผลแบบออแกนิก  ไวทัลลิสต์  (Vitalis)  ที่มีความแข็งแกร่งเป็นผู้นำในด้านการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ของโลกเพื่อการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่มีความต้องการผลิตผลออแกนิก มั่นใจได้กับใบประกาศรับรองคุณภาพความเป็นออแกนิก  100%  มากกว่า  500  สายพันธุ์    ผู้ปลูกเชื่อมั่น    ผู้บริโภคมั่นใจ
เอนซา ซาเดน ได้เล็งเห็นศักยภาพของตลาดการเกษตรเมืองไทย  จึงได้ตัดสินใจขยายการลงทุนมาประเทศไทย  ทั้งนี้ นับเป็นประเทศที่ 3 ที่ได้ตั้งสำนักงานประจำประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ทั้ง่นี้ เพื่อให้ใกล้ชิดตลาดและผู้บริโภค  ยิ่งกว่านี้ ยังมีการทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ที่มีความเข้าใจและรอบรู้สถานการณ์ของพื้นที่โดยตรง   ทำให้เอนซา ซาเดนสามารถวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาของเกษตรกรท้องถิ่น   ตลอดจนสภาวะที่แท้จริงด้านการตลาด  ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะกับปัจจัยด้านดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศ   ทั้งนี้  เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มค่าการลงทุน  และมีคุณภาพและคุณสมบัติตรงตามความต้องการของพฤติกรรมการบริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี
ส่วนแผนการลงทุนนั้นประกอบด้วย งบประมาณโดยตรงส่วนหนึ่ง  การถ่ายทอดเทคโนโลยีพืชผลการเกษตรและองค์ความรู้การผลิตที่ล้ำหน้าให้กับเกษตรกรชาวไทย   พร้อมสนับสนุนด้านอื่นๆ  เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยสามารถสร้างผลกำไรได้มากยิ่งๆ ขึ้น   โดยมุ่งเป้าจะสร้างเมืองไทยให้เป็นฐานสำคัญของศูนย์กลางพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชในเอเชีย   ยิ่งกว่านี้ เอนซา ซาเดนยังมีมาตรการนำทรัพยากรต่างๆ เพื่อเตรียมการพัฒนาผลผลิตให้สอดคล้องกับแนวโน้มของความต้องการด้านอาหาร  ตลอดจน รูปแบบการบริโภคในอนาคต อีกด้วย
มร. ปันกาจ (Mr Pankaj Malik) ผู้อำนวยการบริหารงานส่วนภูมิภาค  ให้รายละเอียดว่า  “การดำเนินงานของเอนซา ซาเดน เอเชีย มีหน้าที่ดูแลตลาดสำคัญถึง 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย  ได้แก่  ตลาดประเทศไทย  ฟิลิปปินส์  พม่า  เวียดนาม  ลาว  กัมพูชา  ปากีสถาน  และ ศรีลังกา  เป็นต้น  มร. ปันกาจ   (Mr Pankaj Malik) ผู้อำนวยการบริหารงานส่วนภูมิภาค  กล่าวปิดท้าย
ทั้งหมดนี้  เป็นความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และบริการอย่างครบวงจร ตลอดทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร   บริษัท มีความจริงใจในการสนับสนุนเกษตรกรชาวไทย  ให้สามารถทำประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้สามารถเพิ่มมูลค่าได้ทุกตารางนิ้ว  พร้อมทั้ง ช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ  จากมาตรการนี้เอง  เกษตรกรชาวไทยจะมีรายได้เพิ่มมากยิ่งๆ ขึ้นในพื้นที่เท่าเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ  มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในอาหารและความมั่นคงในชีวิต   มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งผู้บริโภค  เกษตรกรไทย  และ ผู้ผลิตจำหน่ายอาหารทั่วไทย
เกี่ยวกับ เอนซา ซาเดน
อย่างไรก็ตาม เอนซา ซาเดน เป็นบริษัทผู้นำระดับโลกด้านพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช   รูปแบบบริหารระดับสากลที่ฉีกแนวแบบธุรกิจครอบครัวอิสระดั้งเดิม  ทำการพัฒนานวัตกรรมด้านเมล็ดพันธุ์ที่หลากหลายผ่านศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์เอนซา ซาเดนทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น กว่า 30 แห่งทั่วโลก    เมล็ดพันธุ์เอนซา ซาเดน ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางประกอบด้วย  กะหล่ำปลี   มะเขือ  พริกหวาน  แตงกวา  แรดิช  และ หอมใหญ่  ฯลฯ    เมล็ดพันธุ์พืชผักเหล่านี้มีการเพาะปลูกและจำหน่ายไปทั่วโลก   จากสถิติพบว่า  ในแต่ละวัน หรือ สถิติรายวัน ประชากรกว่า  460 ล้านคนทั่วโลก  มีการบริโภคพืชผักที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ของเอนซา ซาเดน  บริษัทที่ทำการวิจัยพัฒนาเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผัก   ที่มีการทุ่มงบประ มาณมหาศาล   จัดสรรงบกว่า 30% ของรายได้ในแต่ละปีเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  ความพยายามนี้ได้กลับออกมาในรูปแบบของนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์ที่ล้ำหน้าและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  มีการ  นำออกสู้ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลก

ธ.ก.ส.พร้อมรับทำประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 62

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365434

ธ.ก.ส.พร้อมรับทำประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 62

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธกส

ธ.ก.ส. พร้อมรับทำประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 62 

              ธ.ก.ส. เดินหน้าโครงการประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เพื่อให้เกษตรกรได้รับความคุ้มครอง กรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากศัตรูพืช โดยรัฐบาลสนับสนุน   ค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อจูงใจให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการทำประกันภัย และ กรณีเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.สมทบค่าเบี้ยประกันภัย พร้อมหนุนเกษตรกรทำประกันภัยส่วนเพิ่ม เพื่อขยายวงเงินคุ้มครองและ      ลดความเสี่ยงในการผลิต โดยเปิดรับทำประกันภัยแล้วตั้งแต่ 15 มี.ค.นี้ ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

                 นายนิพัฒน์  เกื้อสกุล รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผย ว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี มาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการสร้างภูมิคุ้มกันและเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต โดยใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยการปลูกข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 ธ.ก.ส.พร้อมอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถยื่นขอทำประกันภัยได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาที่ตั้งแปลงหรือสาขาที่ตนเองมีภูมิลำเนา โดยใช้เพียงบัตรประชาชนก็สามารถติดต่อทำประกันภัยได้ทันที

สำหรับเงื่อนไขโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 มีทั้งการประกันภัยขั้นพื้นฐาน อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 85 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากันทุกพื้นที่ โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 51 บาท/ไร่ และเกษตรกรจ่ายสมบทเพียง 34 บาท/ไร่ กรณีเป็นลูกค้าที่กู้เงินจาก ธ.ก.ส.เพื่อปลูกข้าว ธ.ก.ส.จะจ่ายสมบทค่าเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกร วงเงินคุ้มครอง 1,260 บาท/ไร่ ในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม/ฝนตกหนัก ภัยแล้ง/ฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ/พายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาว/น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และช้างป่า และวงเงินคุ้มครอง 630 บาท/ไร่ ในกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังสนับสนุนให้เกษตรกรทำประกันภัยส่วนเพิ่ม เพื่อให้สามารถรับความคุ้มครองที่มากขึ้นและยังสอดคล้องกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนอย่างมากในปัจจุบัน โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยง กรณีพื้นที่เสี่ยงต่ำ 56 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 5 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) พื้นที่เสี่ยงปานกลาง 17 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 15 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) และพื้นที่เสี่ยงสูง 4 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 25 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้ การทำประกันภัยส่วนเพิ่มดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับวงเงินคุ้มครอง เมื่อเกิดภัยธรรมชาติเพิ่มอีกในวงเงิน 240 บาท/ไร่ และกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด ได้รับวงเงินคุ้มครองเพิ่ม 120 บาท/ไร่ ระยะเวลาขายกรมธรรม์ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 30 มิถุนายน 2562 (ยกเว้นภาคใต้ ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562)

                    โครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562  ให้ความคุ้มครองในแบบการประกันภัย  ขั้นพื้นฐาน อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 59 บาทต่อ/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากันทุกพื้นที่ โดยรัฐบาลอุดหนุน 35.40 บาท/ไร่ และเกษตรกรจ่ายสมบทเพียง 23.60 บาท/ไร่ กรณีเป็นลูกค้าที่กู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ธ.ก.ส.จะจ่ายสมบทค่าเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกร วงเงินคุ้มครอง 1,500 บาท/ไร่  ในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม/ฝนตกหนัก ภัยแล้ง/ฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ/พายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาว/น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และช้างป่า และวงเงินคุ้มครอง 750 บาท/ไร่ ในกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังสนับสนุนให้เกษตรกรทำประกันภัยส่วนเพิ่ม เพื่อให้สามารถรับความคุ้มครองที่มากขึ้น ซึ่งแบ่งตามระดับความเสี่ยง กรณีพื้นที่เสี่ยงต่ำ 24 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 3 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณีพื้นที่เสี่ยงปานกลาง 45 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 10 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) และพื้นที่เสี่ยงสูง 8 จังหวัด ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 23 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้ การทำประกันภัยส่วนเพิ่มดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับวงเงินคุ้มครองเมื่อเกิดภัยธรรมชาติเพิ่มอีกในวงเงิน 240 บาท/ไร่ และกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด ได้รับวงเงินคุ้มครองเพิ่ม 120 บาท/ไร่ ระยะเวลาขายกรมธรรม์ รอบ 1 ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2562 และรอบ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 – 15 มกราคม 2563         

          นายนิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรที่เป็นผู้เอาประกันภัยต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียน     ผู้ปลูกข้าวนาปีและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนการขอรับประกันภัย ทั้งนี้ ธ.ก.ส. มีความพร้อมในการให้บริการ โดยมีสาขารองรับการทำประกันภัยกว่า 1,273 สาขา ทั่วประเทศ       กรณีต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ทาง Call Center 02 555 0555

“ตลาดนำการผลิต”สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหม

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365417

“ตลาดนำการผลิต”สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหม

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หม่อนไหม

“ตลาดนำการผลิต”สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหม 

กรมหม่อนไหมเผยผลการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ “การตลาดนำการผลิต” สามารถสร้างรายได้ที่แน่นอนให้กับเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัด จำนวน 800 ราย จากสินค้าหม่อนไหม 4 ชนิดจำนวน 200 ตัน สร้างมูลค่าเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรรวมไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ในสินค้าหม่อนไหมว่า กรมหม่อนไหมได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินภารกิจส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยการสนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และเกิดความมั่นคงในอาชีพด้านหม่อนไหม

"ตลาดนำการผลิต"สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหม

โดยได้มอบหมายให้สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต ร่วมกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขับเคลื่อนนโยบายโดยเป็นตัวกลางในการประสานงานจับคู่ระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการ โดยได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการดำเนินการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัด ครั้งนี้ จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

“ในปัจจุบันมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 เรียบร้อยแล้ว  กรมหม่อนไหมจึงได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรของกรมหม่อนไหม  เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันกับทุกฝ่ายอีกด้วย”  อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรในประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาใน 3 เรื่องหลัก คือ ด้านการตลาด ด้านเทคโนโลยี และด้านเงินทุน โดยปัญหาเรื่องการตลาดนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของเกษตรกรโดยตรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” และแนวทางการดำเนินงานการตลาดนำการผลิตไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ค้า มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ซึ่งการดำเนินงานนั้น ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคบูรณาการร่วมกันในการแสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชน ในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิต  เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ

โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กำหนดขั้นตอนการทำงานตามหลักการตลาดนำการผลิต ร่วมกันคัดเลือกผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จากโครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรผสมผสาน เกษตรปลอด สารพิษ เกษตรอินทรีย์ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (smart farmers & young smart farmers) หรือผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง นำไปเป็นข้อมูลประสานงานหาผู้รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่โดยตรง  รวมทั้งประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และภาคเอกชนในจังหวัดที่ประกอบธุรกิจการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม บริษัทประชารัฐรักสามัคคี จำกัด จังหวัด หรือร้านค้าต่างๆ เพื่อติดต่อกับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรในพื้นที่โดยตรง โดยให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด รวบรวมข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าว  พร้อมรายละเอียดช่องทางการติดต่อซื้อขาย เผยแพร่สู่ช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์  ซึ่งที่ผ่านมามีความคืบหน้าในหลายโครงการ เช่น การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวอินทรีย์  ที่สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ  มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ช่วยให้ต้นทุนลดลงและขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรมากขึ้นอีกด้วย

ซี.พี.เวียดนาม หนุนมาตรการรัฐป้องกันเข้มโรคASF

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365357

ซี.พี.เวียดนาม หนุนมาตรการรัฐป้องกันเข้มโรคASF

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา
ซีพีเวียดนาม

ซี.พี.เวียดนาม หนุนมาตรการรัฐป้องกันเข้ม ASF ยับยั้งการแพร่ของโรค

บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ซี.พี.เวียดนาม) ร่วมมือรัฐบาลเวียดนามเข้มแข็ง เร่งให้ความรู้แนวทางการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ตามมาตรฐานสากล พร้อมสนับสนุนรัฐบาลทุกแนวทางในการควบคุมโรคทั้งระดับประเทศและเกษตรกร เพื่อให้สถานการณ์ทั้งการเลี้ยงและการบริโภคกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นายจิรวิทย์ รชตะนันทน์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจสุกร และธุรกิจฟาร์ม ซี.พี.เวียดนาม และกลุ่มประเทศ CLMVเปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค ASF และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศเวียดนาม บริษัทฯ ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเวียดนามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์และกรมสัตว์แพทย์ เพื่อสนับสนุนมาตรการควบคุมโรค ASF อย่างเข้มงวด เช่น ห้ามเคลื่อนย้ายสุกรในพื้นที่ที่พบเชื้อและพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 3 กิโลเมตรจากจุดที่พบเชื้อ พร้อมทั้งสุ่มเจาะเลือดสุกรในฟาร์มทุกแห่งในบริเวณดังกล่าว การจัดและควบคุมรถขนส่งสุกร อาหารสัตว์ ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทำความสะอาด พ่นปูนขาว  หยุดพักรถเพื่อตรวจสอบปลอดเชื้อ 100% ศูนย์จัดจำหน่ายสุกร ต้องมีการตรวจโรคและให้การรับรอง 100% จากหน่วยงานราชการและสัตวแพทย์วิชาการ เป็นต้น

นอกจากมาตรการที่ทั้งภาครัฐและบริษัทร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันโรคแล้ว บริษัทยังได้พบและร่วมือกับคณะทำงานของรัฐบาลทั้งกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท ในการรณรงค์ สื่อสาร ทุกช่องทางทั้งทีวี สื่อสิ่งพิมพ์และทางเวปไซด์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคกลับมาบริโภคเนื้อหมูตามปกติ รวมทั้งออกมาตรการเด็ดขาดโดยภาครัฐ ในการดำเนินการกับกลุ่มที่สื่อและส่งต่อภาพข่าวที่ไม่เป็นความจริง น่ากลัว ที่สร้างความตื่นตระหนกต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ ซี.พี.เวียดนาม ยังคงติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นข้อมูลให้กับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริหารของบริษัทได้เข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ที่เกิดขึ้นในเวียดนาม โดยได้รายงานถึงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ASF ของบริษัทฯ ตั้งแต่มีการประกาศภาวะโรคในจีนเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 จนกระทั่งเวียดนามประกาศพบเชื้อในฟาร์มขนาดเล็ก และให้ความช่วยเหลือด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญโรคดังกล่าว มาให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อป้องกันการระบาดของโรคเข้ามาในประเทศ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มงวดในฟาร์มของบริษัทตามมาตรฐานสากลและการป้องกันโรคทางชีวภาพ การให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโรคแก่พนักงานบริษัทฯ การจัดสัมมนาให้ความรู้กับลูกค้าอาหารสัตว์มากกว่า 157 ครั้ง และฟาร์มเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศกว่า 767 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศดำเนินการป้องกันโรคเชิงรุกมากขึ้น ตลอดจนการทำคู่มือ โปสเตอร์ และหนังสือให้ความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกันโรคทางชีวภาพ

“ฟาร์มสุกรของซี.พี.เวียดนาม ทุกแห่งเป็นฟาร์มมาตรฐาน มีระบบการป้องกันโรคและมาตรการจัดการที่เข้มแข็ง ทำให้สามารถป้องกันโรค ASF ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นแก่เกษตรกรทั้งของบริษัทเองและเกษตรกรอิสระ” นายจิรวิทย์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ บริษัทฯได้มอบงบประมาณกว่า 150,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อ Test Kit (ASF) และสารเคมีจำเป็น ผ่านกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม สำหรับตรวจวินิจฉัยโรค ASF- REALTIME PCR ซึ่งจะช่วยให้การจัดการปัญหาทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายจิรวิทย์ กล่าวย้ำว่า บริษัทฯ ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลเวียดนาม ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข ในการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องว่าโรคดังกล่าวเกิดเฉพาะในสุกร ไม่ติดต่อสู่มนุษย์และสัตว์อื่น เนื้อหมูสามารถรับประทานได้ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคเวียดนาม

กษ.ผลักดันนวัตกรรมถนนยางสู่ระดับนานาชาติ

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365316

กษ.ผลักดันนวัตกรรมถนนยางสู่ระดับนานาชาติ

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา

กษ. จัดโครงการส่งเสริมความร่วมมือนวัตกรรมถนนผสมยางพาราแก่รัฐสุลต่านโอมาน หวังผลักดันนวัตกรรมถนนยางสู่ระดับนานาชาติ 

            วันที่ 11 มี.ค. 62  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดบ้านต้อนรับคณะรัฐมนตรีจากประเทศรัฐสุลต่านโอมาน นำโดย นายยูซุฟ บิน อลาวี บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางด้านนวัตกรรมถนนผสมยางพารา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานต้นแบบถนนยางพารา ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา มุ่งต่อยอดงานวิจัยร่วมกัน พร้อมผลักดันนวัตกรรมถนนยางพาราไทยสู่เวทีโลก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
มีความสนใจเทคโนโลยีการผสมยางสำหรับทำถนนของไทย เนื่องจากถนนลาดยางพาราเป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับยางพารา เพราะประเทศไทยมียางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจและผลิตมากที่สุดในโลก ถนนผสมยางพาราได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติ ความโดดเด่นของการนำยางพาราผสมเพื่อทำถนนจะเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ และมีค่าความยืดหยุ่นและคืนตัวดีกว่า มีความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่มากกว่า ทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อน โดยในช่วงเช้าการยางแห่งประเทศไทยได้จัดการบรรยายรายละเอียดขั้นตอนการนำยางพารามาทำถนน 2 แบบ ประกอบด้วย ถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ และถนนแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราคุณภาพ

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสร้างถนน 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ระหว่างออกข้อบัญญัติในด้านงบประมาณ ซึ่งได้เริ่มครงการฯ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการใช้น้ำยางสดทำถนนไปแล้ว 30,000 ตัน หากดำเนินการไปจนถึงกันยายนนี้คาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 800,000 ตัน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนซื้อน้ำยางสดมาปรับปรุงถนนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ อีก 40,000 ตัน ทั้งนี้ประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดส่งพารา โดยดำเนินการผ่านหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรยางพาราอีก 32 แห่ง

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กยท. ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ เพื่อกระตุ้นการนำยางพาราไปใช้ในกิจกรรม รูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำยางพาราไปใช้ในระบบการคมนาคมของประเทศ โดยการสร้างถนนผสมยางพาราซึ่งมีความทนทานและแข็งแรง และที่สำคัญมีคุณสมบัติช่วยลดการลื่นไถลของยานพาหนะ จากการทดสอบค่าการลื่นไหลของถนนยางพารามีน้อยกว่า มีความฝืดมากขึ้น และมีความต้านทานการเกิดร่องล้อ จึงช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นด้วย 

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงการส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางด้านนวัตกรรมถนนผสมยางพารากับกับรัฐสุลต่านโอมานในครั้งนี้ ได้นำคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานถนนยางพาราต้นแบบในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมต่อยอดงานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมถนนผสมยางพารา เสริมสร้างศักยภาพงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์คุณภาพ และมาตรฐานนวัตกรรมถนนผสมยางพาราของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ ช่วยสร้างโอกาสในการค้าการลงทุน และร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราต่อไป

          ดร.ถาวร ตะไก่แก้ว วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กรมทางกลวง กล่าวว่าปัจจุบันกรมทางหลวงดำเนินการนำยางพารามาใช้ตามภารกิจทั้งหมด 4 โครงการได้แก่ โครงการฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซิล (Para Slurry Seal) ใช้ฉาบผิวทางเดิมที่ลื่น เพื่อเพิ่มความฝืด และช่วยอุดรอยแตกกันน้ำลงได้ ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของผิวทาง การฉาบผิวถนนแบบนี้จะสามารถเปิดการจราจรได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น คือ บ่มตัวเร็วและยังมีความทนทานกว่าการฉาบผิวแบบธรรมดาที่ไม่มีส่วนผสมของยางพารา ทั้งนี้ ในการฉาบผิวถนนที่มีความหนา 5-10 มิลลิเมตร และมีความกว้าง 12 เมตร ใช้น้ำยางพาราข้น ประมาณ0.98 ตัน/กิโลเมตร โครงการแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ เป็นการนำยางพารามาใช้ในสัดส่วนร้อยละ 5 ของน้ำหนักของแอสฟัลต์ซีเมนต์ผสมเสร็จ ตามข้อกำหนด มาตรฐาน และ มอก. โดยคุณสมบัติและลักษณะเด่นของแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติจะมีความทนทานมากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้AC 60-70 ซึ่งปริมาณการใช้ยางพาราสำหรับยางพาราร้อยละ 5 เพื่อปูผิวทางหนา 5 เซนติเมตร และถนนมีความกว้าง 12 เมตร จะใช้น้ำยางพาราข้นประมาณ 5.716 ตัน/กิโลเมตร โครงการนำยางพารามาใช้ก่อสร้างชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ (Para soil cement) เป็นการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพวัสดุชั้นพื้นทาง ด้วยวิธีการเติมน้ำยางข้น และสารผสมเพิ่มในชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ (ดินลูกรัง) กระบวนการนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติโครงสร้างชั้นทางให้ดีขึ้น โดยอาศัยข้อดีของยางพาราเช่น ความคงตัวสูง ความยืดหยุ่นดี ทนความล้าดี มาเป็นตัวเสริมคุณสมบัติ สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนโดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่าของอายุการใช้งานเดิมช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนน

นอกจากนี้ โครงการผลิตภัณฑ์อำนวยความปลอดภัยจากยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง ซึ่งได้ทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างกรมทางหลวง และการยางแห่งประเทศไทย โดยกรมทางหลวงมีแผนการนำยางพารามาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ได้แก่ เสาหลักนำทางผสมยางพารา ใช้ยางแห้งประมาณ 2,049 ตัน กำแพงน้ำพลาสติก ใช้ยางแห้งประมาณ 2,205 ตัน และหลักนำทาง กม. ย่อย ใช้ยางแห้งประมาณ 660 ตัน 

กรมหม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”นำร่อง7จังหวัด

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365315

กรมหม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”นำร่อง7จังหวัด

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา

กรมหม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”นำร่อง 7 จังหวัด  เพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรไทยกว่า 30 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมหม่อนไหม ร่วมสนองนโยบายรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง นำร่องไปแล้วในพื้นที่ 7 จังหวัด จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมคิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

นายกฤษฏา บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้ง ให้แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณคุณภาพ มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ กอรปกับในปัจจุบันมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 เรียบร้อยแล้ว

โดยกรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และเกิดความมั่นคงในอาชีพด้านหม่อนไหม  และเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญา และได้รับทราบถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบเกษตรพันธสัญญาด้านหม่อนไหมอย่างเป็นรูปธรรม และจากการพัฒนาการเกษตรตามหลักตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ขยายผลความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จากภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากขึ้น  ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรในจังหวัด (GPP ภาคการเกษตร) เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาล

ทางด้าน นางสาวศิริพร บุญชู  อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเสริมว่า “ทางกรมหม่อนไหมได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเต็มกำลัง ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด  ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด

โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดครั้งนี้ จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท”

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรของกรมหม่อนไหม  เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันกับทุกฝ่ายอีกด้วย

ปลัดเกษตรฯ มอบโล่ข้าราชการดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365313

   ปลัดเกษตรฯ มอบโล่ข้าราชการดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา
กรมตรวจบัญชี

   ปลัดเกษตรฯ มอบโล่ข้าราชการดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

             ปลัดเกษตรฯ มอบโล่ข้าราชการดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในโอกาศครบรอบ ๖๗ ปี “ยึดมั่นพัฒนาคุณภาพการสอนบัญชีและสอบบัญชี ขับเคลื่อนงานด้วยความเที่ยงตรง โปร่งใส และเชื่อถือได้”

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมตรวจบัญชีและสหกรณ์ ครบรอบ 67 ปี พร้อมกันนี้ได้ให้เกียรติมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ ข้าราชการดีเด่น 12 ราย ลูกจ้างประจำดีเด่น 9 ราย และพนักงานราชการดีเด่น  11 ราย จำนวนทั้งสิ้น 32 ราย และกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับโล่ โดยในช่วงเช้าได้จัดให้มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีสงฆ์ และการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทเวศร์

นายอนันต์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน ให้เกิดความโปร่งใส เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ สามารถนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ ๑๒ มีนาคม ของทุกปี นับเป็นวันครบรอบวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยปี ๒๕๖๒ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนงานตามภารกิจ ครบรอบปีที่ ๖๗ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข็มแข็งอย่างต่อเนื่อง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่สำคัญตามภารกิจและนโยบายรัฐบาลตามบทบาทและพันธกิจ ๓ ด้าน แบ่งเป็น ด้านที่หนึ่ง คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทั้งในรูปแบบการเป็นผู้สอบบัญชีเอง และการควบคุมกำกับการสอบบัญชีของภาคเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 12,500,000 คน รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงิน การบัญชี ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ซึ่งในเรื่องนี้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้สอบบัญชีให้เป็น CYBER AUDITOR เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการประกอบกิจการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่นับวันจะมีการพัฒนาแข่งกับธุรกิจเอกชนอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีทุนดำเนินงานประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ ๓ ของประเทศ

ด้านที่สอง คือ การทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ตามแผนบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อที่จะให้ความรู้ในเรื่องการจัดทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและการตลาดที่เหมาะสม โดยเล็งเห็นว่า ถ้ารู้จักเพียงแต่ทำมาหากินแต่ไม่รู้จักทำบัญชี ยากที่จะประสบความสำเร็จ อันจะเป็นการสนับสนุนให้การประกอบอาชีพของเกษตรกร ภายใต้การแนะนำส่งเสริมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมั่นคง มั่งคั่ง  อย่างยั่งยืน

ด้านที่สาม คือ การสอนแนะการทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ แก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเด็กนักเรียน ทั้งที่อยู่ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ และผู้สนใจทั่วไป เพื่อปลูกฝังให้เกิดปัญญาในการ            วางแผนการใช้จ่ายเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นการกระตุ้นให้เกิดการออม ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอีกทางหนึ่ง

ผนึกกำลังพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดินครบวงจร

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365228

ผนึกกำลังพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดินครบวงจร

สปก

ผนึกกำลังพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดินครบวงจร รอพิสูจน์ฝีมือ ส.ป.ก. กับ 8 หน่วยงาน

พื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยังขาดสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าน้ำ ถนน ไฟฟ้า เป็นต้น  ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เกษตรกรบางส่วนในพื้นที่โครงการ ส.ป.ก. ขายสิทธิถือครอง แล้วกลับเข้าสู่วงจรการบุกรุกพื้นที่ป่าต่อไป เป็นปัญหาไม่รู้จบ
ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ ที่ปรึกษาเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว่า แนวทางใหม่ของ ส.ป.ก. นอกจากการขยายพื้นที่ ส.ป.ก. รองรับเกษตรกรผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินตามภารกิจแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพิ่อให้ชุมชน ส.ป.ก. เข้มแข็งยั่งยืน และเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ
“ลำพัง ส.ป.ก. หน่วยงานเดียวไม่อาจขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายต่างๆ เข้ามาพัฒนาร่วมกัน”
นี่เอง จึงเป็นที่มาที่ ส.ป.ก. ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับอีก 8  หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมพัฒนาทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561
ทั้ง ส.ป.ก. กับอีก 8 หน่วยงานจะบูรณาการวางแผน และสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ที่ยึดคืนตามคำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 พื้นที่ตามนโยบายของรัฐบาลในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน
ตามข้อตกลงที่ว่านี้ พอจะเห็นภาพพื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์หลากหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน น้ำบาดาล เพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค การอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ การใช้ประโยชน์ในที่ดิน การใช้พลังงานต้นทุนต่ำในการเกษตรและที่อยู่อาศัย การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนส.ป.ก.
“เป็นการต่อยอดจากพื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้ราษฎรทำกิน แต่มีพื้นที่อย่างเดียวไม่พอ ยังต้องมีปัจจัยพื้นฐานอย่างอื่นเข้ามาเสริมเติมเต็มด้วย ซึ่ง ส.ป.ก. หน่วยเดียวทำไม่ได้ ต้องอาศัยหน่วยงานเหล่านี้เข้ามาร่วมพัฒนาอย่างจริงจังอีกด้วย” ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าว
สำหรับพื้นที่ขาดแคลนน้ำที่จะต้องร่วมกันพัฒนานั้น ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าวว่า มีการบูรณาการแผนงานงบประมาณร่วมกัน ทั้งในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่ยึดโดยคำสั่ง คสช. พื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล และพื้นที่ ส.ป.ก. เริ่มต้นด้วยการจัดอบรมความรู้ให้เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. โดยผู้บริหารฝ่ายต่างๆ จากหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ร่วมจัดทำข้อตกลง เช่น แนวทางการดำเนินการบูรณาการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน แนวทางจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาแหล่งน้ำ และการสำรวจออกแบบระบบน้ำและระบบกระจายน้ำ การวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำแบบบูรณาการ  การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในเขตปฏิรูปที่ดินโดยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ฯลฯ เป็นต้น
“ที่ผ่านมา ความร่วมมือของสองหน่วยงานก้าวไกลมาก ถึงขั้นวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหรือระบบส่งน้ำที่สามารถเกื้อกูลต่อกันได้ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. มีโอกาสได้รับน้ำ กลายเป็นพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ ส.ป.ก. เริ่มต้นด้วยการมีน้ำ ต่อไปก็เป็นเรื่องของการพัฒนาปรับปรุงทรัพยากรดิน การพัฒนาพลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน การจัดทำแผนชุมชนและการพัฒนาความเข้มแข็งให้ชุมชนตามที่มีการบันทึกข้อตกลง”
เป็นความร่วมมือที่สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ส.ป.ก. เองก็สามารถพัฒนาและสร้างชุมชนให้เข้มแข็งได้ตามเจตนารมณ์  โดยมี 8 หน่วยงานสนับสนุนบูรณาการอย่างเป็นเอกภาพ
ภาพเหล่านี้จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทั้งใน 3 พื้นที่ดังกล่าว และเป็นผลงานร่วมแรงร่วมใจของ 9 หน่วยงานอย่างแท้จริง

“รมช.วิวัฒน์” เปิดเสวนา”ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ”

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365223

  “รมช.วิวัฒน์” เปิดเสวนา”ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ”

รมชวิวัฒน์

  “รมช.วิวัฒน์” เปิดเวทีเสวนา”ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ”

                 “รมช.วิวัฒน์” เปิดเวทีเสวนา”ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” ผสานทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม เพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

  "รมช.วิวัฒน์" เปิดเสวนา"ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ"

วันที่ 11 มี.ค. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ “ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับภูมิสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องมีความเข้าใจในที่มาที่ไปของปัญหาที่เกิดขึ้น บริบทสังคม วิถีชีวิตของประชาชน และความเข้าใจในหลักวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ จึงได้จัดการเสวนาดังกล่าวขึ้น โดยมีผู้แทนจากจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษา และตัวแทนเกษตรกร รวมประมาณ 150 คน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน ในการร่วมกันคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสร้างทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งในเชิงพื้นที่ และในระดับลุ่มน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.โครงการระบบเก็บกักน้ำในถ้ำตามแนวพระราชดำริ(ถ้ำห้วยลึก) บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 7 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมชลประทาน พิจารณาแนวทางเก็บกักน้ำในถ้ำ เพื่อใช้สนับสนุนด้านการเกษตรในพื้นที่ที่ทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกจัดสรรให้ราษฎรทำกิน โดยเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างคุ้มค่า มีการศึกษาสภาพน้ำใต้ดินในเขตพื้นที่โครงการก่อนที่จะดำเนินโครงการ และภายหลังจากที่ดำเนินโครงการแล้ว ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตด้วยการปิดด้านหน้าถ้ำเพื่อเก็บกักน้ำในถ้ำ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางด้านวิศวกรรม ความคุ้มค่า ประหยัด และการใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าว เป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อที่ดินของราษฎรในเขตโครงการที่อาจจะถูกน้ำท่วมเหนืออ่างเก็บน้ำได้
2.การบริหารจัดการน้ำด้วย “ธนาคารน้ำใต้ดิน” เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำขัง โดยการขุดหลุมที่มีลักษณะก้นครก เพื่อจัดกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาช่วงฤดูฝนลงสู่ใต้ดิน โดยเป็นการกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวดินที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีฝนตกหนักก็มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เหมือนเป็นการฝากน้ำไว้แล้วค่อยถอน(สูบ) เอามาใช้ในช่วงหน้าแล้ง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และ 3. การออกแบบการจัดการน้ำตามภูมิสังคม โดยมีการยกตัวอย่าง “โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้บริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม อาทิ การเก็บกักน้ำไว้ในหนอง เก็บน้ำไว้บนโคก และเก็บน้ำไว้ในนา โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และรับน้ำในช่วงน้ำหลาก ทั้งนี้ คันนา คือ เขื่อนของชาวนา เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้คนไทยอย่าทิ้งภูมิปัญญาไทย
” นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำอื่นๆ อีกมากมาย โดยที่เชิญมานำเสนอในวันนี้ เป็นตัวอย่างที่ดำเนินการแล้วมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพระราชดำริที่ทรงทำไว้ให้ดูในหลายพื้นที่ โครงการที่ภาคศาสนาดำเนินการ และโครงการที่ภาคประชาชนรวมกลุ่มกันทำร่วมกับภาควิชาการและเอกชน เป็นต้น อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด คือ กระบวนการมีส่วนร่วม นั่นคือการเดินหน้าจับมือไปด้วยกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชาวบ้าน เพราะเรื่องน้ำ เป็นเรื่องสำคัญของทุกคนในการร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อบูรณาการจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

%d bloggers like this: