คมชัดลึก

All posts in the คมชัดลึก category

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม

27 มกราคม 2563 – 20:59 น.
จิตอาสาพระราชทาน,ขุดสระ,ติดตั้งระบบประปา,แม่น้ำยม,จังหวัดสุโขทัย
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พร้อมติดตั้งระบบประปาในพื้นที่ลำน้ำยม

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด แม่น้ำมีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเหลือแต่พื้นทรายเป็นบริเวณกว้าง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค และน้ำที่ใช้เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ

ในส่วนพื้นที่แม่น้ำยม ตำบลวังทอง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ก็ประสบปัญหาภัยแล้ง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเช่นกัน

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา จึงได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง​ และบรรเทาความเดือดร้อน​จากการขาดแคลนน้ำอุปโภค​บริโภค​ โดยได้แบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือขุดสระ และส่วนที่สองคือติดตั้งระบบประปาให้กับประชาชน

กลุ่มจิตอาสาพระราชทานได้เตรียมเครื่องมือ รถแบคโฮ ​และเครื่องจักรกลต่างๆ​ ดำเนินการขุดสระในลำน้ำ​ยมเพื่อเก็บกักน้ำ จากนั้นได้ช่วยกันติดตั้งระบบประปาจากสระที่ได้ดำเนินการขุด พร้อมทั้งวางระบบการบริหารจัดการน้ำประปาหมู่บ้านให้เป็นระบบ

ส่งผลทำให้ประชาชนมีแหล่งน้ำใช้แก้ไขปัญหาภัยแล้งเบื้องต้นได้ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนจำนวนรวมกว่า 470 ครัวเรือน

สุดยิ่งใหญ่ อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยิ่งใหญ่  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563

27 มกราคม 2563 – 20:03 น.
เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563,ดรณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ,ผออสค,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

สุดยิ่งใหญ่.  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563’ โชว์ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอุตสาหกรรมนมไทยชูแนวคิด”รักนม รักฟาร์มฯ”

อ.ส.ค. เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด
“รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่ เพื่อก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ” โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ม.ค.-9 ก.พ. 63 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเป็นงานที่ทาง อ.ส.ค.ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” ซึ่งมีกิจกรรมในงานที่สำคัญ อาทิ สัมมนาวิชาการ, นิทรรศการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร, การสาธิตและการจัดแสดงผลงานวิจัยด้านการพัฒนาโคนมและอุตสาหกรรมโคนมโดยได้รับความร่วมมือจาก ภาครัฐ และภาคเอกชน, บูธออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และมีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิมผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ครสชาติใหม่ๆ, การประกวดแข่งขันโคนมประเภทต่างๆ , การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตรต่างๆ, สัมผัสบรรยากาศฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค , การเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานผลิตนมไทย-เดนมาร์ค , ชมสาธิตการรีดนมโค และการทำปุ๋ยนมสดจากผู้เชี่ยวชาญของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เลยคือ งาน Thai-Denmark Milksic Festival ครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 พบปะกับศิลปินต่างๆมากมาย เป็นต้น

โดยในวันที่ 29 มกราคม 2563 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย

“โคนมอาชีพพระราชทาน เป็นอาชีพอันทรงคุณค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้ให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะทำให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทั้งยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนในด้านการรณรงค์การบริโภคนมของคนไทย ได้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นการเสริมสร้างโภชนาการและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มีการมอบนโยบายแก่ อ.ส.ค. มาโดยตลอด

ในเรื่องการตอกย้ำเพื่อสร้างการรับรู้ในการบริโภคมนม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาดื่มนมกันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายการเพิ่มปริมาณจาก 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 ซึ่งนอกจากการบริโภคนมคุณภาพดีที่ได้มาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนคไทยมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางภาคการเกษตร ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกด้วย ” นางสาวมนัญญา กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดย อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัยรักการดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ที่ได้จากเกษตรกร เนื่องจากเห็นว่านอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีกับให้คนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงในการประกอบอาชีพโคนมอีกด้วย

โดยอ.ส.ค. มุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทยถือเป็นพันธกิจหลักของ อ.ส.ค. ที่ผ่านมา อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค อยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้แผนวิสาหกิจ 5 ปี (2560-2564) โดยมุ่งส่งเสริมความรู้เกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบและหาช่องทางขายใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งมีการพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน พร้อมวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกให้มีความมั่นคงและเติบโตในอาชีพการเลี้ยงโคนม

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังได้จัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดสกลนคร พร้อมเปิดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม เพื่อการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยง การผลิต การแปรรูปภายใต้เทคโนโยลีและนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติและสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรให้มีความมั่นคง ยั่งยืนสืบไป

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ

27 มกราคม 2563 – 00:25 น.
เฉลิมชัย,รุกจัดการน้ำ,ปริมาณน้ำ,ลงพื้นที่,บุรีรัมย์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ขึ้นบุรีรัมย์ เดินหน้ารุกจัดการน้ำตามแผน มั่นใจปริมาณน้ำเพียงพอ

  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเมืองบุรีรัมย์ ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ พร้อมด้วยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะทำงาน โดยจะลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ซึ่งจะรับฟังการบรรยายสรุปการแก้ไขปัญหาในพื้นที่และมอบนโยบายแนวทางการทำงานต่อเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ณ โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

สำหรับสถานการณ์น้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 295.39 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน 79.101 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26.78% มีปริมาณน้ำใช้การได้ 63.666 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 22.74% โดยมีสถานการณ์น้ำเพื่อการประปาอยู่ในเกณฑ์ที่มีน้ำเพียงพอ นอกจากการประปาส่วนภูมิภาคเมืองบุรีรัมย์และเทศบาลเมืองประโคนชัย ที่อยู่ระหว่างดำเนินการผันน้ำและสูบน้ำช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาดมีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่าจะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และแม้ว่าขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย หากเกิดกรณีฝนมาล่าช้า จึงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้ถึงที่สุด รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต.

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สันนิบาตสหกรณ์,กฏหมาย,ให้ความรู้,สหกรณ์,โคราช,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

ทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ ปูพื้นด้านกฎหมายสมาชิกสหกรณ์สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 “ปรเมศวร์”นำทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ จัดทำโครงการ CSR ปูพื้นด้านกฎหมายให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และนายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมโครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน

ซึ่งเป็นโครงการ csr ที่สันนิบาตสหกรณ์ร่วมกับสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและสถานีประชาชน โดยจัดเวทีให้ความรู้ด้านกฎหมายในหัวข้อเรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ และกฎหมายสหกรณ์  โดยลงพื้นที่ให้ความรู้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ตระหนักในภาระหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น

โดยนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า การลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนเป็นหน้าที่ของสันนิบาตสหกรณ์และถือเป็นโครงการ CSR ที่ไม่เพียงแค่สมาชิกสหกรณ์ที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารทางด้านกฎหมายของสหกรณ์ ยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้สมาชิกสหกรณ์ที่ต้องรับรู้ภาระหน้าที่และตระหนักถึงหน้าที่เพราะสมาชิกนอกจากจะได้ผลประโยชน์จากการปันผล สมาชิกทุกคนยังต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องการบริหารงานของกรรมการสหกรณ์ด้วย

ที่ผ่านมาสมาชิกอาจละเลยเรื่องการตรวจสอบมองแต่เรื่องผลประโยชน์ จึงส่งผลให้เกิดการทุจริตในเรื่องการบริหารจัดการของกรรมการจนเกิดการการทุจริตถึงขั้นสหกรณ์ล้มได้ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาต่อเนื่องหากสมาชิกไม่ตระหนักถึงหน้าที่การตรวจสอบของตนเองเพราะสหกรณ์คือการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้เข้มแข็งเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม นอกจากให้ความรู้เรื่องสหกรณ์แล้วสันนิบาตสหกรณ์ฯได้ร่วมมือกับ หน่วยงานภายนอกให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ เพราะปัจจุบันนี้ในเรื่องของกฎหมายเป็นเรื่อบสำคัญที่ประชาชนทุกคนควรทราบ โดยในครั้งนี้ได้ลงพื้นที่มาให้ความรู้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด และสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก มีสมาชิกหลายท่าน เข้ามาปรึกษาหารือด้านกฎหมาย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะให้ความรู้กับประชาชนแล้ว ยังได้ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาและสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และในครั้งหน้า หากมีการสัญจรในจังหวัดใด จะได้ดำเนินการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ และหากมีปัญหาจะได้เข้ามาปรึกษาหารือต่อไป

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,อ่างเก็บน้ำ,จันทบุรี,การไฟฟ้า,ข่าววันนี้,ภัยแล้ง,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

ประภัตร ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง จันทบุรี สั่งกรมชลฯเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ให้แล้วเสร็จทันฤดูฝนนี้

คลิปที่ 1

2ึ7 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จันทบุรีครั้งนี้พบว่ามีโครงการชลประทาน อยู่ระหว่างการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศ 

ทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯได้เร่งรัดให้ กรมชลประทาน ดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อกักเก็บน้ำได้ทันในฤดูฝนนี้ ซึ่งในส่วนจ.จันทบุรี กำลังเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ซึ่งความจุ 80 ล้านลบ.ม. เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า ต้องเดินหน้าโครงการแหล่งเก็บน้ำ ต.บางชัน อ.คลองขลุง จ.จันทบุรี ในส่วนพื้นที่แปลงสุดท้ายที่ยังติดปัญหาเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ได้มีปัญหามายาวนาน ตนจะนำเรื่องไปหารือกับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯและแจ้งว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเป็นแหล่งน้ำให้กับคนนับหมื่นคนได้ใช้

โดยกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการแก้ไขภัยแล้งพื้นที่เกษตร ทั้งช่วงเข้าสู่ภาวะภัยแล้ง และแผนเผชิญเหตุ ใช้น้ำบนฟ้า บนดิน ใต้ดิน และฟื้นฟูอาชีพ สภาพพื้นที่หลังประสบภัยให้เกษตรกรไปแจ้งขอความช่วยเหลือ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ได้ทุกพื้นที่

ขณะนี้ จ.จันทบุรียังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้ง รวม 10 อำเภอ 69 ตำบล พื้นที่ 379.861 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน อาทิ อ.มะขาม อ.เมือง อ.แหลมสิงห์ และ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้การเกษตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง

จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จ.จันทบุรี มีปริมาณฝนตกลงมามากกว่าหลายจังหวัด แต่ลักษณะพื้นที่ลาดเอียงจึงทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่ทะเล จึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอ

ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง สำหรับในส่วนของการแก้ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ที่ติดขัดเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ จ.จันทบุรี ได้ดำเนินการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมอุทยานแห่งชาติจะประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.21 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพัฒนาการเกษตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,500 ไร่

สำหรับ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,284,609 ไร่ (57.67% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยแบ่งเป็น พื้นที่ไม้ผล 1,038,126 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 893,062 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 118,797 ไร่ พื้นที่นา 32,186 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 7,225 ไร่ เป็นต้น ปริมาณน้ำภาพรวมจังหวัด 230 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62 ถึง วันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 17,391.30 มม. พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 339,292 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,779 กิโลกรัม ลำใย 279,776 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,342 กิโลกรัม มังคุด 125,834 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 967 กิโลกรัม

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 5 แห่ง คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองประเเกด อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย และอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ รวมความจุอ่าง 306.44 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำทั้งหมด 230.30 ล้าน ลบ.ม. น้ำใช้การได้ 220 ล้าน ลบ. คิดเป็น 72 (ตัวเลข ณ วันที่ 24 ม.ค. 62)

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม

26 มกราคม 2563 – 11:06 น.
เครือข่ายคนรักแม่กลอง,สารอินทรี,กำจัดวัชพืช,A777 ตรานาคเขียว,เกษตรกร,แห่ซื้อใช้,กรมวิชาการเกษตร,เสริมสุข,ข่าววันนี้,สารพิษ,สารชีวภัณฑ์ปลอม
เปิดอ่าน 733 ครั้ง

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อใช้กันเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ “เสริมสุข” ร่อนหนังสือยันด่วนที่สุดมีสารพาราควอตปน 2.49% เข้าข่ายหลอกลวง เตรียมไล่ล่า เปิดหน้ากากเจ้าของแบรนด์จะต้องรับผิดชอบ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากการที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ส่งตัวอย่างสารอินทรีย์กำจัดวัชพืช ชื่อการค้า “A+77” ตรานาคเขียว มีพาราควอตไดคลอไรด์ แต่ไม่พบไกลโฟเซต-ไอโซโพพิลแอมโมเนียม และ 2,4 ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม  อย่างไรก็ดีทางกรมวิชาการเกษตรยังขอข้อมูลสถานที่จำหน่ายที่ชัดเจนเพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่กรมจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งกฎหมายของกรมมีการในการจับของปลอม

“สาเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบก็เพราะมีเกษตรกรไปซื้อมาใช้ในแปลง เนื่องจากเจ้าของผู้ผลิตเป็นปราชญ์ขาวบ้านจากศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งหนึ่งประกาศเลยสารชนิดนี้จะมาแทนพาราควอต จึงทำให้เครือข่ายอยากทราบสารดังกล่าวเป็นชีวภัณฑ์จริงหรือไม่ จึงได้ตัดสินใจส่งไปตรวจสอบสารซึ่งได้คำตอบมาแล้วว่าผสมพาราควอต อย่างไรก็ดีอยากจะถาม “สารชีวภัณฑ์ สารอินทรีย์ฆ่าหญ้ามีจริงหรือ”

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,ปลูกข้าว,นาข้าว,ทำนา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 1,035 ครั้ง

คุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลน

26 มกราคม 2563 กรมชลฯคุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน วอนประชาชนต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ด้านศูนย์ติดตามแก้ไขภัยพิบัติเกษตรฯระบุพบพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผน 41 จว.กว่า 3.16 ล้านไร่ พื้นที่เกษตรเสียหาย 1.1 ล้านไร่ สูญเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ว่า ปัจจุบัน(25 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 44,970 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 21,169 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ซึ่งมีน้ำน้อยกว่าปี 2562 จำนวน 10,327 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯจำนวน 23.93 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำระบาย จำนวน 78.92 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

ทั้งนี้เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 10,558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,862 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน มีปริมาณน้ำไหลงอ่าง 4.65 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย17.71ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่าสำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การ 16% เขื่อนสิริกิติ์ 26%เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 24%เขื่อนแม่มอก 17%เขื่อนจุฬาภรณ์ 5%เขื่อนอุบลรัตน์ -6%เขื่อนลำพระเพลิง 12%เขื่อนมูลบน 30%เขื่อนลำแซะ25% เขื่อนลำนางรอง 16%เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 21%เขื่อนทับเสลา 13%

เขื่อนกระเสียว 8%เขื่อนคลองสียัด 15%และเขื่อนหนองปลาไหล 19%กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันกับกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำจากเขื่อนเหล่านี้ โดยจะเน้นการส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ เพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าภายใต้เงื่อนไขที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด ด้านสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตลอดตามแนวแม่น้ำสายหลักต่างๆ ขอให้ใช้น้ำตามแผนที่กรมชลประทานวางไว้เท่านั้น เพื่อที่จะควบคุมการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วยเช่นกัน

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำคลองตรอน บริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด และในพื้นที่เขตตำบลงิ้วงาม อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรับฟังปัญหาจากชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมชี้แจงสถานการณ์ในปัจจุบัน

รวมไปถึงแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 การประชาสัมพันธ์ ชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่งดสูบน้ำจากแหล่งน้ำลำน้ำน่านไปใช้ในการเพาะปลูก ด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ได้รับรู้ว่าปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยหากทำนาต่อเนื่องอาจเกิดความเสียหายได้ และขอความร่วมมืองดการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หากไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขภาคการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ (Chief of Operation) ครั้งที่ 4/2563 เพื่อชี้แจงสถานการณ์ดังกล่าวในที่ประชุมอีกด้วย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทาน พื้นที่ส่งน้ำของฝายคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังประมาณ 150 ไร่ คิดเป็น 1% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและสระเก็บน้ำในเขตพื้นที่ของเกษตรกรเอง
กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อขอความร่วมมือจากเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมใจกันปฏิบัติตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ขณะที่ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ของกรมชลประทานแผนการจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันท่ี 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จ่านวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำท้ังประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,495 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.71 ล้าน ลบ.ม. ต้ังแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 2,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของแผนจัดสรรน้ำ

ส่วนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63ทั้งประเทศ จำนวน 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.54 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.67 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.59 ล้านไร่
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 (ข้อมูล ณ 22 มกราคม 2563)ทั้งประเทศ จ่านวน 5.94 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.71 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1.23 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 82.39 ของแผน ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 3.18 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 2.80 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.38 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 193.90 ของแผน

ทั้งนี้จังหวัดที่มีการปลูกข้าวมากกว่าแผน รวม 3.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 41 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด อ้านาจเจริญ อุดรธานี

กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทุบรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี พืนท่ีรวม 2.81 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ มุกดาหาร และฉะเชิงเทรา พืนที่รวม 0.34 ล้านไร่

ผลกระทบด้านการเกษตรจากภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 63) จังหวัดที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 20 จังหวัด จำนวน 106 อ่าเภอ 592 ต่าบล 5,065 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) อุตรดิตถ์

(4) พะเยา(5) สุโขทัย(4) นครพนม(1) มหาสารคาม(7) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(7) กาฬสินธุ์(1) นครราชสีมา(5) จังหวัดสกลนคร(8) กาญจนบุรี(6) ฉะเชิงเทรา(2) ชัยนาท(4) นครสวรรค์(6) และจังหวัดสุพรรณบุรี(4) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวั ดลงนามในประกาศเขตฯ 1 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น(18)

ผลกระทบด้านการเกษตรในเบื้องต้น ด้านพืช ประสบภัย 21 จังหวัด เกษตรกร 252,377 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 2,267,702 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 20 จังหวัด เกษตรกร 111,120 ราย พื้นที่เสียหาย 1,152,596 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,012,978 ไร่ พืชไร่ 139,041 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 578 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,288.04 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,011 ราย พื้นที่ 5,770 ไร่ เป็นเงิน 6.43 ล้านบาท ส่วนด้านปศุสัตว์และประมง ยังไม่มีรายงานผลกระทบ

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412792?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,บุกรุกป่า,ม่อนแจ่ม,เชียงใหม่,นายทุน,อรรถพล เจริญชันษา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

ป่าไม้ผนึกหลายส่วนใช้กฎหมายผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ ย้ำใช้​ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นหลัก

26 มกราคม 2563 กรมป่าไม้เผยบูรณาการหลายภาคส่วนพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ. หลายฉบับ ย้ำการ​ใช้​ประโยชน์​ในที่ดินอนญาตเพื่อ​การ​เกษตร​เป็น​หลัก 

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กล่าวว่า ได้ประชุมหารือเพื่อบูรณาการร่วมในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) ตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่กับพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพลตำรวจโทศักดา ชื่นภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งความต่อตำรวจสอบสวนการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ

ทั้งนี้กรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่ม่อนแจ่มซึ่งอยู่ในโครงการหลวงหนองหอย ตรวจพบผู้ประกอบการ 116 ราย โดยดำเนินคดี 8 ราย ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.  2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ไปแล้ว 8 ราย จากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง

กรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมว่า การสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารว่า การก่อสร้างขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ การขอไฟฟ้า​-ประปาถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้างด้วย

นายอรรถพล บอกอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการวางโครงข่ายสัญญาณและเสาสัญญาณโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์จากผู้ให้บริการ 3 รายซึ่งต้องดูว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า การโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตนั้นเข้าข่ายเป็นความผิดอย่างใด

รวมทั้งประสานกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการทุกราย โดยเบื้องต้นอปท. แจ้งว่า ไม่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับธุรกิจโรงแรมและหลายรายไม่เสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย

“หากพบการกระทำผิดตามกฎหมายใด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนใดผิดกฎหมายต้องรื้อถอนและแก้ไข ผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยจึงจะไม่เสียสิทธิ์ โดยการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นต้องทำเกษตรกรรมเป็นหลักตามที่ตกลงกัน” นายอรรถพล กล่าว

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

27 มกราคม 2563 – 10:07 น.
น้ำมันเครื่อง,น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา,น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์,น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
เปิดอ่าน 219 ครั้ง

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

ใกล้จะรับเงินเดือนกันแล้วก็อยากเล่าถึงเรื่องสำคัญที่คนใช้รถอย่างเราๆ ต้องไม่ลืม ไม่งั้นอาจเดือดร้อนหนัก หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักหลงลืมหรือบางท่านที่ขับรถอย่างเดียวและพึ่งแต่ศูนย์บริการ แต่เรื่องนี้อยากให้ท่านผู้อ่านใส่ใจเช่นกัน นั่นก็คือน้ำมันเครื่อง ในทุกๆ ปี เราจะขอนำมาเล่าย้ำเตือนกันสักครั้งครับ

เครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ของรถยนต์ ภายในเครื่องยนต์จะมีส่วนประกอบที่เป็นของเหลวก็คือน้ำมันเครื่องสารหล่อลื่นที่คั่นกลางระหว่างผิวของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์มีหน้าที่เป็นฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนโลหะช่วยลดการเสียดสีและการสึกหรอของวัตถุโลหะขณะที่มีการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสตาร์ทรถน้ำมันเครื่องยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ช่วยระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ป้องกันการเกิดสนิม การกัดกร่อนคราบเขม่าและการสะสมสิ่งสกปรกและผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไปจนถึงการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่นซึ่งช่วยรักษาคุณภาพน้ำมันซึ่งหากน้ำมันเครื่องหนืดไปหรือหนืดน้อยไปน้ำมันเครื่องจะไม่สามารถไหลเวียนและให้การหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

น้ำมันเครื่องในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ราคาส่วนใหญ่ไม่แพงก็เป็นของที่มีให้เลือกใช้ตามศูนย์บริการรถยนต์แต่ละค่ายหรืออู่นอกแต่ก็ต้องเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ก็จะเพิ่มสารต่างๆ เข้าไปเปลี่ยนทุก 7,000-10,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์  เปลี่ยนทุก 10,000-15,000 กิโลเมตร แต่ก็มีบางยี่ห้อที่บอกว่าสามารถใช้ได้ถึงสองหมื่นและสี่หมื่นกิโลเมตรถึงค่อยเปลี่ยน

ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก คือน้ำมันพื้นฐานหรือBase Oil ยังแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่กลุม 1-3 เป็นน้ำมันพื้นฐานที่ทำมาจากน้ำมันดิบหรือน้ำมันตามธรรมชาติ (Mineral Oil) ส่วนกลุ่ม 4 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์เป็นพวก Polyalphaolefin-PAO หรือ Ester Base คือผลิตขึ้นมาจากสารสังเคราะห์แท้ๆ 100% ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ดียิ่งกว่าเหนือกว่าคงตัวได้นานกว่า ส่วนกลุ่มฃ 5 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Full Synthetic) ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ล้วนๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็น Ester มีความหล่อลื่นมากและอายุการใช้งานที่นานขึ้นแต่ต้นทุนก็สูงกว่าน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์อย่างกลุ่ม 4 ส่วนที่สอง จะเป็นพวกสารเพิ่มคุณภาพที่แต่ละยี่ห้อจะนำมาใส่ผสมกับ Base Oil ที่เลือกใส่แล้วนำมาจำหน่ายในประเภทน้ำมันเครื่องแบบไหน มาดูตัวเลขบนฉลากน้ำมันเครื่องบอกอะไรบ้าง ข้างแกลอนน้ำมันเครื่องทุกยี่ห้อจะมีตัวเลข 2 ชุดตัวเลขข้างหน้าก่อนตัว W หมายถึงค่าความใสวัดตั้งแต่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งตั้งแต่ 0 องศาเซลเซียสจนถึง-30 องศาเซสเซียส เช่น 0W คงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า-30 องศาเซลเซียส 5W คงความข้นใสไว้ได้ถึง-30 องศาเซลเซียสคั่นกลางด้วยตัวอักษร W มาจากคำว่า Winter มีความหมายถึงความต้านทานการเป็นไข ส่วนตัวเลขชุดหลังเป็นเกรดความหนืดเช่น 30, 40, 50, 60 วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงน้ำมันที่ยังคงความหนืดและมีความหนาของฟิล์มน้ำมันที่ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ในอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างการอ่านค่าบนฉลากน้ำมันเครื่อง SAE 5W-50 หมายความว่าในอุณหภูมิ-30 องศาเซลเซียสน้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่เบอร์ 5 แต่เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียสจะเปลี่ยนค่าความหนืดเป็นเบอร์ 50

น้ำมันเครื่องจึงถือเป็นส่วนสำคัญต่อระบบเครื่องยนต์เพราะทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีจนเกิดความร้อนสะสมและยังมีสิ่งสกปรกที่เกิดจากการเผาไหม้รวมทั้งเศษชิ้นส่วนอาจตกค้างอยู่ในห้องเครื่องจึงจำเป็นต้องมีน้ำมันเครื่องเพื่อช่วยหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอแรงเสียดทาน ลดการกัดกร่อนที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนที่หลุดออกมา รวมถึงลดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์สะอาดแถมยังช่วยระบายความร้อนอุดรอยรั่วในห้องเผาไหม้ส่งผลให้แรงอัดในเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นตามมา

เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วการเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนของเราจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดาหรือแบบสังเคราะห์ในการใช้งานโดยทั่วไปการเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็เนื่องจากมีระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายที่ยาวนานกว่าน้ำมันเครื่องปกติแต่ก็ต้องไม่ลืมถึงจำเป็นว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายแพงขึ้นหรือไม่

แต่สำหรับการใช้งานในสภาวะปกติและระยะทางไม่มากนักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์ก็ได้ และที่สำคัญทุกครั้งคือการเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนดโดยรถยนต์ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 10,000 กม. หรือ 6 เดือน แล้วแต่กรณีใดจะถึงก่อนแม้ว่าจะใช้รถไม่ครบเลขกิโลเมตรที่กำหนดแต่ก็ควรนำรถเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและตรวจเช็กระยะอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน จะเกินเวลาบ้างหรือเปลี่ยนถ่ายก่อนบ้างก็ไม่เป็นไร

ที่สำคัญขอให้ถ่ายน้ำมันครับเพราะถ้าเครื่องยนต์พังเมื่อไรรับรองเสียหายมากกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหลายเท่านัก เงินเดือนออกแล้วก็พารถที่คุณรักไปดูแลเปลี่ยนถ่ายของเหลวกันด้วยนะ

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

รู้หรือไม่? นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ ใม่ว่าจะเป็นจอทีวี จอคอมพ์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ เท่ากับเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเอง เป็นตัวจุดระเบิดทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ไปจนถึงมะเร็ง รวมทั้งอาจลามไปถึงภาวะจิตตก หดหู่ ซึมเศร้าอีกด้วย

โลกยุคปัจจุบันที่แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนทุกช่วงวัย ถูกผูกติดกับหน้าจอด้วยความสะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว ทำให้แต่ละวันเราก็นั่งติดอยู่กับที่เป็นจำนวนชั่วโมงที่นานขึ้นๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยข้อมูลผลการวิจัยที่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลมาต่อเนื่องร่วม 15 ปี ในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ระบุว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกว่า 50,000 คน ครอบคลุมทั้งเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ระหว่างปี 2544-2559 แต่ละคนใช้เวลาไปกับการนั่งอยู่กับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นใช้เวลานั่งเกาะหน้าจอเฉลี่ยนานถึงวันละ 8 ชั่วโมง

งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทุกช่วงวัยในยุคนี้นั่งติดหน้าจอนานขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก็เนื่องมาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือสื่อสารผ่านออนไลน์ นอกเหนือจากในเวลาทำงานหรือในห้องเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

“แนวโน้มนี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐ แต่เราพบบริบทเดียวกันนี้ทั้งในยุโรปและออสเตรเลียเช่นกัน” Lin Yang ผู้เชี่ยวชาญในสาขางานบริการสาธารณสุข และหนึ่งในผู้ทำงานวิจัยฉบับนี้กล่าว

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีและหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ตวันละนานๆ โดยไม่ทันตระหนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานาน เป็นต้นเหตุของน้ำหนักเกิน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) หลายโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

ทั้งนี้เคยมีผลสํารวจจากนีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก พบว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 11 ชั่วโมง ขณะที่ งานวิจัยจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดา ระบุว่า ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีแนวโน้มใช้เวลานั่งเกาะติดหน้าจอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจัยด้านการทํางานและการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือครั้งละนานๆ และละเลยการออกไปทํากิจกรรมกลางแจ้ง

ด้าน Erin O’Loughlin นักจิตวิทยาด้านการออกกำลังกาย (exercise psychologist) มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย มอนทรีออล ประเทศแคนาดา บอกว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าตัวเองใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายมากกว่าการนั่งอยู่กับที่ ดังนั้นจึงคิดกลยุทธ์เพื่อจูงให้เด็กและวัยรุ่นออกห่างจากหน้าจอ และออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้มากขึ้น โดยใช้วิดีโอเกมเป็นเครื่องมือ โดยเลือกใช้เกมประเภท “exergames” หรือเกมเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เพื่อทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกและสนใจกับการเกาะติดข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองผ่านแอพได้อย่างง่ายดาย

“การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกีฬาเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคนเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง ก็คงไม่อยากทำ ดังนั้นเมื่อคนเพลิดเพลินกับการอยู่หน้าจอ เราก็เอาทั้งสองอย่างมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกายด้วยการออกแบบเป็นวิดีโอเกมสำหรับให้พวกเขาเล่นกัน”

  Digital Run2020
ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลฯ ชวนร่วมงาน “Digital Run 2020” ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เตรียมจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม มุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมส่งเสริมการออกกําลังกายแก่ประชาชนทุกกลุ่ม สร้างความตระหนักในการรักษาสุขภาพและเป็น เป็นเวทีประชาสัมพันธ์นวัตกรรมสุขภาพด้านการสื่อสารความรู้สุขภาพเฉพาะบุคคล (Health for You)

โดยผู้สนใจสามารถสมัครเดิน-วิ่ง แบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะทาง 5 กม. และมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กม.สําหรับบุคคลทั่วไป ค่าสมัคร 600 บาท และสําหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย (วีลแชร์) หรือผู้พิการทางการมองเห็น ไม่เสียค่าใช้จ่ายสามารถสมัครออนไลน์ ผ่านทาง race.thai.run/DIGITALRUN19 รายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมจะนําไปบริจาคให้มูลนิธิคนพิการไทย

“หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อสร้างความตื่นตัวเรื่องการออกกําลังกายมากขึ้น อีกทั้งการวิ่งเป็นการออกกําลังกายที่ทุกคนสามารถทําได้ง่ายๆ”

%d bloggers like this: