โจ๋ป่วนโรงพยาบาล “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจ๋ป่วนโรงพยาบาล  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

18 เมษายน 2562 – 14:15 น.
โจ๋,ป่วน,โรงพยาบาล,สงกรานต์,เรือนจำ
เปิดอ่าน 1,268 ครั้ง

รายงาน…

เหตุการณ์วัยรุ่นยกพวกตีกันในโรงพยาบาล กลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงในหมู่อันธพาลยุคใหม่

การเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จึงไม่ค่อยน่าชื่นชม เพราะมีคนพวกนี้ก่อเหตุให้เสื่อมเสียอยู่เนืองๆ

คนเฒ่าคนแก่เห็นข่าวแบบนี้แล้วสะท้อนใจ

    เพราะปกติสงกรานต์แต่ละปีแทบไม่มีหน่วยงานกิจกรรมสืบสานประเพณีให้ลูกหลานรับช่วงต่อ 

แถมหลายองค์กรยังสร้างค่านิยมบิดเบือนวัฒนธรรมออกมาในรูปแบบบันเทิง เริงรมย์ คลุกเคล้าสิ่งมึนเมา ซึ่งเป็นต้นตอของเหตุทะเลาะวิวาทและคดีอาชญากรรม

กรณีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาท ไล่ทำร้ายร่างกายกันบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เมื่อเย็นวันที่ 13 เมษายน เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเฉลิมฉลองอย่างขาดสติ

แม้ว่าสังคมจะรุมประณามการกระทำของวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างไร ก็ดูจะไม่ซึมซับเข้าไปในสำนึกของคนเหล่านี้เลย เพราะให้หลังเพียง 1 วัน เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นอีกที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉินแล้วใช้ขวดเบียร์ตีหัวหนุ่มอาสากู้ภัยจนแตก เลือดอาบ

แต่เหมือนเป็นเทรนด์ร้อนแรงอย่างที่ว่า ต่อมาอีกแค่ 1 วัน ที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัยรุ่นประมาณ 20 คน ยกพวกตีกันหน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดศึกตะลุมบอนกันที่งานฉลองสงกรานต์จนบาดเจ็บถูกหามส่งโรงพยาบาลทั้งคู่ แล้วยังตามมาราวีกันต่อไม่รู้จบ

ห้องสนทนาในโลกโซเชียลมีเดีย แตกความเห็นว่า เหตุการณ์วิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 3 กรณี ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบมาจากเหตุการณ์วัยรุ่นสองกลุ่มยกพวกตีกันในโรงพยาบาลห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2562

เหตุการณ์ครั้งนั้น มีวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกันจนได้รับบาดเจ็บภายในงานวันฉลองชัยชนะของท้าวสุรนารี หน้าที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับการช่วยเหลือส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล แต่เหตุการณ์กลับบานปลายอีกเมื่อสมาชิกสองกลุ่มตามมาเยี่ยมเพื่อนแล้วเผชิญหน้ากันจนเกิดการตะลุมบอนรอบสอง ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

          การก่อเหตุทะเลาะวิวาทในเขตรั้วโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่คุ้มครอง ปลอดการคุกคามทุกรูปแบบตามกติกาสากล ทั้ง 4 เหตุการณ์ในเวลาติดๆ กัน ถือเป็นความน่าอับอายของสังคมไทย ที่จะต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน 

กระนั้น ในอารมณ์ปัจจุบัน สังคมซึ่งเอือมระอากับพฤติกรรมของวัยรุ่นและเหล่าอันธพาลที่สร้างความเสื่อมเสีย ต่างร่วมกันประสานเสียง เรียกร้องให้ใช้กฎหมายลงโทษขั้นสูงสุดกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ให้เข็ดหลาบ

โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด คือหนึ่งในนั้น และเป็นผู้แจกแจงเหตุผลที่ผู้ก่อเหตุในโรงพยาบาล ตามกรรมและวาระต่างๆ สมควรจะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง โดยใช้คำแบบนี้

“กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

เฟซบุ๊กของ โกศลวัฒน์ บรรยายได้อย่างเห็นภาพว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนหรืออย่างไร ? โรงพยาบาลก็ไม่ละเว้น โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โรงพยาบาลแก้งคร้อ โรงพยาบาลห้วยแถลง โรงพยาบาลบางสะพานน้อย…เป็นข่าวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัยรุ่นบุกเข้าใช้โรงพยาบาลทำร้ายคู่อริ ส่วนมากน่าจะอยู่ในอาการมึนเมา

เขาอธิบายว่า การบุกเข้าไปทำร้ายผู้อื่นในโรงพยาบาล เป็นการกระทำผิดที่ท้าทายกฎหมาย ทำลายความสงบสุขของสังคม

โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของคนเจ็บป่วย คุณหมอและคุณพยาบาล ล้วนทำหน้าที่กันหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ จึงมีสถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างสูง แต่กลุ่มวัยรุ่นที่ขาดจิตสำนึก ประพฤติตนกร่าง ใหญ่โต ท้าทายกฎหมาย บุกเข้าโรงพยาบาล ทำร้ายคู่อริ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าห้ามปรามก็ยังไม่หยุด ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามยังตรงเข้าทำร้ายคู่อริ ก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงพยาบาลอย่างท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายประสิทธิภาพของกฎหมาย

เขาบอกว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลและจากคลิปโทรศัพท์มือถือที่คนเดือดร้อนช่วยบันทึกกันไว้เป็นหลักฐาน จะสามารถเป็นหลักฐานได้ว่าวัยรุ่นคนไหน ร่วมกันก่อเหตุร้าย ทำร้ายใครบ้าง ใครทำให้ทรัพย์สินของโรงพยาบาลเสียหาย

          แม้ในสถานที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีกำลังไม่พอที่จะเข้าจับกุม แต่หลักฐานที่ปรากฏจะได้ติดตามจับกุมมาดำเนินคดีกันต่อไป ความมึนเมา ไม่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้พ้นความรับผิดตามกฎหมายไปได้

เขายกตัวอย่างกรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุตะลุมบอนกันในโรงพยาบาลล่าสุดที่บางสะพานน้อย กลุ่มวัยรุ่นคู่อริฉลองสงกรานต์แล้วเกิดเขม่นจนทะเลาะวิวาท มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล แล้วมาตะลุมบอนกันต่อบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่ม รวมทั้งหมด 7 คน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 365 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ
(3) ในเวลากลางคืน

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดยังอธิบายข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องการบุกรุกสถานที่ราชการไว้เป็นพิเศษดังเช่น กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 330 ดังนั้น การบุกรุกสถานที่ราชการจึงมีความผิดในลักษณะเดียวกับการบุกรุกสถานที่ของเอกชน

กล่าวคือ จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อสถานที่ราชการที่บุกรุกนั้นมีลักษณะของเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานโรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นสถานพยาบาล ถือได้ว่าเป็นสถานที่ราชการที่มีลักษณะของสำนักงาน ซึ่งขณะที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยอยู่นั้นจะมีสภาพเป็นสาธารณสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้

แต่การที่กลุ่มบุคคลใดได้เข้าไปวิวาททำร้ายคู่อริซึ่งเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลได้ไล่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวออกไปแล้ว แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกไป จึงถือได้ว่าเป็นความผิดฐานบุกรุกตามป.อ.มาตรา 364

เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางคืน มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 365

นอกจากนี้การเข้าไปทำร้ายบุคคลอื่นหรือทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาลซึ่งมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้ในการให้บริการประชาชน ย่อมที่จะเล็งเห็นได้ว่าอาจมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย เช่น รถเข็นผู้ป่วย เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทะเลาะวิวาทดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ.มาตรา 360 ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ข้อหาทำร้ายร่างกาย และยังอาจมีข้อหาอื่นตามมา จากการกระทำที่ก่อเหตุความวุ่นวาย ล้วนเป็นโทษสถานหนัก

มีรายงานว่าการก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์นั้น ตำรวจท้องที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนเสนออัยการพิจารณาสั่งฟ้องศาลแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ตามข้อกฎหมายข้างต้น บรรดาผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์ ย่อมหลีกเลี่ยงความผิดไม่ได้โดยสิ้นเชิง ดังที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ พฤติกรรมท้าทายกฎหมาย อัยการบรรยายฟ้องขอให้ศาลลงโทษสถานหนักแน่ คอยดูประสิทธิภาพของกฎหมายกันนะครับ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: