เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

Published December 8, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

24 เมษายน 2562 – 11:00 น.
เรื่องพิลึกรถของกลางใครต้องผิดชอบ,รถจักรยานยนต์,สงกรานต์,เดชา กิตติวิทยานันท์,ทนายคลายทุกข์
เปิดอ่าน 1,846 ครั้ง

ทีมข่าวอาชญากรรม

ในสังคมไทยมักมีเรื่อง “พิลึกพิลั่น” ชวนงวยงงสงสัยให้หลายต่อหลายคนอยากรู้คำตอบอยู่หลายเรื่อง ยิ่งแล้วถ้าเรื่องราวพิลึกเหล่านั้นเกิดขึ้นเกี่ยวกับแวดวงสีกากี ทั้งที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำงานใกล้ชิดประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในนาม “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” จึงไม่แปลกที่จะถูกตรวจสอบ ตั้งคำถาม หรือลามไปจนเกิดอคติในการปฏิบัติหน้าที่ว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ แม้จะมี “ตำรวจนอกรีต” ไม่กี่คน ก็สร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนลดความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร

ยิ่งแล้วการรับข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ข้อมูลถูกเผยแพร่แชร์ต่อในชั่วพริบตา และเรื่องราวนั้นๆ ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายภายในไม่กี่นาที เฉกเช่นเรื่องพิลึกเกี่ยวกับ “รถของกลาง” ที่ชาวเน็ตและคนในสังคมทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทันทีที่มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “ปอ กระดังงา ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์งานวันไหลสงกรานต์พัทยา จ.ชลบุรี พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ผมแค่อยากรู้ว่ารถอยู่ในคอกแล้วมันออกมาได้ไง แค่อยากรู้ คนขับมาเขาบอกว่ารถเขา เขาบอกว่าเขารู้จักตำรวจเลยเอาออกมาขับได้ ไม่ไช่รถผม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากรู้ว่าเอามาจากไหน ยังไง เขาบอกว่ารถเขาก็รถเขา ปล่อยเขาไป ใครเจออีกตามทีนะครับ ตอนนี้รถอยู่แถวนาเกลือ” ส่วนคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่เจ้าตัวเจอมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน 2 กช 9601 ชลบุรี ซึ่งถูกขับขี่มาโดยหญิงสาว 2 คน โดยอ้างว่าได้รถมาเพราะสนิทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนี่จึงเป็นเหตุผลทำให้สังคมสงสัยไม่น้อยไปกว่าเจ้าของรถในความพิลึกที่ว่า รถถูกตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีที่เก็บไว้ในคอก แต่มีคนนอกเอาออกมาขี่ได้อย่างไร!?

เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นถูกตั้งคำตามที่ต้องการคำตอบ กระทั่ง นายสงกรานต์ นิ่มน้อย หนุ่มวัย 30 กะรัต ที่เป็นอดีตเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหา ออกมาเปิดเผยว่า รถคันนี้ถูกตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ยึดไว้ในคดีแข่งรถในทางหลวงเมื่อปี พ.ศ.2560 ซึ่งคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว ตัวเองได้รับโทษจำคุก 1 เดือน โดยตอนนี้กรรมสิทธิ์ของรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ตกเป็นของหลวงที่ถูกริบตามกฎหมาย แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของศาลว่าจะนำไปประมูลขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่คาใจมากที่สุดคือทำไมมีคนสามารถเอาออกไปใช้งานได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของรถแท้ๆ แต่กลับไปเอาออกมาไม่ได้ แล้วเหตุใดผู้หญิงคนที่ขับบอกว่ารู้จักกับตำรวจ จึงเอาออกมาได้ และยืมพี่ที่คอกมา ซึ่งระหว่างนั้นผู้หญิงทั้ง 2 คนก็มีอาการเมา แล้วขับรถหนีไป พอไปสอบถามข้อเท็จจริงที่ สภ.ห้วยใหญ่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

หลังเรื่องพิลึกเกี่ยวกับรถของกลางถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ มั่นศรี รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ ออกมาอธิบายว่า ทราบเรื่องแล้ว โดยรถดังกล่าวถูกยึดมาในคดีแข่งรถ และศาลได้ตัดสินแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถ ตำรวจจึงนำรถไปฝากไว้ที่ “คอกรถเอกชน” เพื่อรอเอกสารจากอัยการว่าให้ขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและหากพบว่าผู้ดูแลมีความผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ นายวิชา โคกสวัสดิ์ ผู้ดูแลคอกรถเอกชนที่ สภ.ห้วยใหญ่ นำรถมาฝากให้ดูแล ก็ชี้แจงว่ามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรถของกลาง รถที่ถูกตรวจยึด และรถจากอุบัติเหตุ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เห็นอยู่ในคลิป เป็นรถที่ถูกตรวจยึดและตัวเองก็ดูแลอยู่ พร้อมให้ข้อมูลเสริมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการนำเอารถออกไปซื้อกับข้าว ผู้หญิงคนที่เอารถออกไปใช้เป็นแฟนของตัวเอง แต่ให้ยืมเอาออกไปซื้อของโดยไม่คิดว่าจะเอาไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะโดยปกติแล้วตำรวจให้นำรถไปใช้ได้แต่ต้องไปในบริเวณใกล้ๆ เช่น ขี่ซื้อกับข้าวเท่านั้น เพราะโรงพักอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง เจ้าของเพจ “ทนายคลายทุกข์” ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ต้องแยกเป็น 2 กรณี เพราะถึงแม้คอกเก็บของกลางเอกชนจะเป็นคนดูแลเก็บรักษาไว้ แต่ตำรวจต้องมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแล เพราะฉะนั้นจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ กรณีแรก ถ้าตำรวจคนที่อนุญาตให้เอารถมอเตอร์ไซค์ของกลางไปให้เด็กสาวเล่นน้ำ ถ้าไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็มีความผิด มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1-10 ปี กรณีที่สอง ถ้าตำรวจคนนั้นมีหน้าที่รักษาของกลาง มีหน้าที่ดูแลรักษาจัดการ แล้วอนุญาตให้เด็กผู้หญิงสองคนเอารถมอเตอร์ไซค์ไปเล่นน้ำสงกรานต์ก็มีความผิดฐาน แสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของทางราชการ ใช้ประโยชน์จากของหลวงเพื่อกิจการส่วนตัว ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 151 มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปีถึงสุงสุดตลอดชีวิต

“ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยตัดสินมาแล้ว ฎีกาที่ 4828/2533 ส่วนเด็กผู้หญิงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานก็โดนข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดมาตรา 157 ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วนขอโทษที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ ถ้ารู้แล้วว่ามีการกระทำความผิดแต่ไม่ดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแต่ช่วยเหลือลูกน้องลงโทษสถานเบา ก็ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ซึ่งคดีนี้พยานหลักฐานมีคลิปชัดเจน คงไม่ต้องสอบสวนเยอะ ก็อยากจะเตือนสติถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ของกลางต้องเก็บรักษาไว้ จะเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ไม่ได้” ทนายเดชา กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแค่เรื่องของกลางถูกคนอื่นนำออกจากคอกมาใช้ แต่ให้หลังไม่กี่วันเรื่องพิลึกปนฉาวก็มาโผล่ที่โรงพักใจกลางกรุง เพราะค่ำคืนวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา นายชิดชัย สัมปันโน อายุ 25 ปี พร้อมด้วย น.ส.จิดาภา โสวัณณ อายุ 21 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท หลังมีคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์อะไหล่ส่วนควบรถ “บิ๊กไบค์ดูคาติ” รุ่นมอนสเตอร์ 795 สีแดง หมายเลขทะเบียน 1 กฮ 7440 กรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่ตำรวจนำซากรถมาเก็บรักษาไว้ภายในพื้นที่โรงพักหลังรถประสบอุบัติเหตุจนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 6 เมษายน

นายชิดชัย บอกว่า วันนั้นขับรถบิ๊กไบค์เสียหลักล้มลงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบไม่ได้สติ จากนั้นถูกอาสาสมัครนำตัวส่งห้องไอซียู โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกะโหลกศีรษะร้าว แขนขวาหัก และบาดเจ็บตามร่างกายอีกหลายแห่ง เมื่อได้สติขึ้นมาทราบว่ารถถูกนำไปเก็บรักษาไว้ภายใน สน.พญาไท หลังจากนั้นมารดาได้เดินทางมาดูรถในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยมีการบันทึกภาพของซากรถเอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นยังอยู่ครบถ้วน กระทั่งวันที่ 14 เมษายน ออกจากโรงพยาบาลจึงตัดสินใจมาดูรถด้วยตนเองก็ยังพบว่าอุปกรณ์ทุกส่วนยังอยู่ครบ ถึงแม้จะพังเสียหายทั้งคัน และโช้กอัพหน้าจะหลุดออกจากตัวรถก็ตาม ซึ่งตำรวจแนะนำว่าสามารถนำรถกลับคืนไปได้เลยเนื่องจากไม่ใช่คดีอาญา จึงบอกว่าจะมารับรถกลับในภายหลังเนื่องจากหารถมาขนไม่ได้ ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์

“พอถึงวันที่ 19 เมษายน ผมประสานให้ช่างซ่อมนำรถกระบะมาขน ระหว่างทางช่างโทรศัพท์กลับมาบอกว่า ปั๊มเบรกหน้า-หลังถูกตัด รวมถึงชุดโช้กหน้าพร้อมล้อแม็ก ยาง และเรือนไมล์ รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 128,844 บาท ได้อันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ด้วยความตกใจจึงรีบเดินทางมาดูก็พบว่าอะไหล่ส่วนควบดังกล่าวได้หายไปจริง ผมงงในงงว่าชิ้นส่วนต่างๆ นั้นได้หายไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อยู่ในโรงพัก ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เก็บรถของกลางก็ตาม แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เพราะนี่คือโรงพัก คือที่ทำงานของตำรวจ” นายชิดชัย กล่าวด้วยความคับแค้นใจ

ทว่าเพียงแค่ข้ามคืนหลังจากหนุ่มบิ๊กไบค์แจ้งความฝ่ายสืบสวนก็ตามจับ “โจรวัยโจ๋” อายุเพียง 15 ปี ที่ก่อเหตุลักอะไหล่มูลค่าแสนกว่าบาททั้งที่รถอยู่ในพื้นที่ สน.พญาไท มาได้ ก่อนให้การซัดทอดว่าได้ร่วมกับเพื่อนอีกคน​อายุ​ 17​ ปี​ มาร่วมก่อเหตุใน​พื้นที่เก็บรถของกลางของสน.พญาไท​ โดยในวันเกิดเหตุดื่มเหล้าจนเมาก่อนจะเข้ามาในสถานีตำรวจก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดเป็นจำนวนมาก​ ด้วยความคึกคะนองจึงลงมือก่อเหตุ

          เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นกับรถมอเตอร์ไซค์ 2 คัน 2 เหตุการณ์ ต่างพื้นที่ งานนี้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่หละหลวมหรือไม่ รู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า ก็ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจและมีเหตุผลยอมรับได้ หรือเรื่องพิลึกในโรงพักไม่ได้มีแค่นี้ เพียงแต่ไม่ได้รับการเปิดเผยเท่านั้น..!? 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: