AIขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงานโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 AIขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงานโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 12:45 น.
AI,ดิจิทัล,ตกงาน
เปิดอ่าน 326 ครั้ง

 AI ขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงาน โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com – 

มหาวิทยาลัยหลายแห่งผลิตคนไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เห็นได้จากจำนวนของคนว่างงานที่สูงเกือบ 4 แสนคน ขณะเดียวกันพฤติกรรมของการเรียนส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปจากอดีต คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลิกยึดติดกับวุฒิการศึกษาจากสถาบันมีชื่อ เพราะเห็นแล้วว่าการเรียนรู้หรือความรู้ที่นำไปใช้งานจริงไม่จำเป็นต้องมาจากสถาบันการศึกษา ความรู้หลายเรื่องสามารถแสวงหาได้รอบตัวอย่างไม่จำกัดเวลาสถานที่ จึงหันไปเรียนหลักสูตรที่จบง่าย พึ่งพาการเรียนรู้จากโลกออนไลน์มากขึ้นเพราะตรงต่อความต้องการ

อ่านข่าว….  สัญญาณอันตราย

ตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนกันยายน 2562 พบว่าจำนวนผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 56.64 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 37.72 ล้านคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงานมีจำนวน 18.92 ล้านคน โดยผู้ที่พร้อมทำงานประกอบด้วยผู้ที่มีงานทำ 37.21 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.85 แสนคนผู้ที่รอฤดูกาล 1.2 แสนคน
เมื่อพิจารณาอัตราการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงานร้อยละ 6.5 ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป มีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 กลุ่มเยาวชนมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.1 เป็นร้อยละ 6.5

หากจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ พบว่าระดับอุดมศึกษา ว่างงานสูงถึง 1.73 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ว่างงาน 8.4 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ว่างงาน 7.7 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา ว่างงาน 4.2 หมื่นคน ไม่มีการศึกษาหรือต่ำกว่าประถมศึกษา ว่างงาน 9.0 พันคน

        เอไอยุคที่ทุกสิ่งอย่างวัดได้หมด
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยุคแรกของเอไอ เป็นคอมพิวเตอร์อย่างง่ายๆ ต้องสอนด้วยบิ๊กดาต้า เซต คือมีอินพุทและเอาท์พุท แต่ยุคนี้เกิดมาเป็น Superprofessor และวันนี้เข้าสู่ยุค Sensorization of Things คือทุกสิ่งอย่างวัดได้หมดไม่ว่าจะเป็น ตา หน้า เสียง การสัมผัส ท่วงท่าการเดิน และสมองทุกอย่างบันทึกได้และสามารถสร้างขึ้นมาใหม่แทนคนได้หมดแล้ว

ก่อนหน้านี้เด็กทั่วโลกอยากเป็นที่สุดคือไปทำงานที่สิงคโปร์สามารถมีเงินเดือนเป็นล้าน โบนัสเป็นล้าน แต่ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI artificial intelligence) สามารถมาทำงานแทนที่คนได้ อาชีพนักกฎหมาย เป็นอาชีพสุดยอดของคนอเมริกา ค่าจ้างแพงสุดๆ วันนี้บางบริษัทลดค่าจ้างนักกฎหมาย โดยใช้เอไอ มาแทนที่เพราะสามารถจำรัฐธรรมนูญได้ทุกฉบับทั่วโลก และสามารถเขียนได้หลากหลายภาษา

“วันนี้เด็กยุคใหม่พวกเขาสามารถเรียนออนไลน์ได้จากศาสตราจารย์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก ขณะเดียวกันคนรับสื่อยุคใหม่ไม่ได้สนใจว่าเรียนในมหาวิทยาลัย คณะสาขาที่ดังขนาดไหน รู้สึกไม่ตอบโจทย์ เด็กวิศวะเกินครึ่งไปทำอย่างอื่น เช่น ไปปลูกผักขายออนไลน์ เด็กสถาปัตย์ไปทำร้านกาแฟ ขายขนมรวย เด็กจบพาณิชย์และบัญชีไปทำเสื้อผ้าขายออนไลน์รวย หรือถ้าไปกดค้นหาคนที่รวยที่สุดในโลก 100 คนเช่น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก บิลเกตส์ ทุกวันนี้คงไม่ต้องการปริญญา โลกไม่ได้ยึดติดเดิมๆ เรียนมาสเตอร์คลาส  เรียนกับมือหนึ่งของโลกในแต่ละด้าน และมีทุกวิชาทุกสาขาเพียงจ่ายเงิน 5,000 บาทในยุคดิสรัปชั่น” สุชัชวีร์ กล่าว

อธิการบดี สจล. ยกตัวอย่างวิธีการเอาตัวรอดในยุคดิสรัปชั่น ว่าแชมป์โลกทางด้านการศึกษา MIT ได้มีการปรับเปลี่ยน ตอนนี้หน้าเว็บของ MIT มีข้อสอบ มีเฉลย มีคลิปวิดีโอให้ดูฟรี และคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Harvard และ MIT ซึ่งแข่งกันมาเป็น 100 ปี วันนี้จับมือลงทุนหลายล้านบาทตั้งแพลตฟอร์ม edx.org ให้คน 1 พันล้านคนมาเรียนฟรี ฉะนั้นทุกองค์กร สถาบันการศึกษาจะต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด

       เอไอ ดาวเด่นดิจิทัลไทยปี 63
สถาบันไอเอ็มซีเปิดเผยแนวโน้มด้านดิจิทัลที่น่าสนใจในประเทศไทยปี 2563 ว่าองค์กรไทยจะตื่นตัวอย่างมากที่จะนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้ในหลายมิติ มีการดำเนินการใช้บิ๊กดาต้าอย่างเป็นรูปธรรม มีการประมูลคลื่นความถี่พร้อมทั้งตื่นตัวและทดลองใช้เทคโนโลยี 5จี บล็อกเชนจะมีการเริ่มต้นใช้งานจริงมากกว่าเรื่องของเงินดิจิทัล

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 113 ราย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ราชการ รัฐวิสาหกิจ และโรงงานอุตสาหกรรมพบว่าปี 2562 ธุรกิจองค์กรในประเทศไทยเริ่มใช้เอไอมากขึ้น โดยเฉพาะระบบแชทบอท และอาร์พีเอ (Robot Process Automation)

ไอเอ็มซีพบด้วยว่าเมื่อองค์กรต้องการลงทุนด้านเอไอกูเกิลคลาวด์เป็นระบบคลาวด์ที่จะถูกนำมาใช้งานมากที่สุด 64.29% รองลงมาจะเป็นคลาวด์มาตรฐานเปิดหรือโอเพ่นซอร์ท 48.21% ไมโครซอฟท์อาชัวร์ 41.07% และอะเมซอนเว็บเซอร์วิส 38.39%
องค์กรไทยเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 49.11% มีความรู้ความเข้าใจเอไอในระดับเริ่มต้น ขณะที่ 30.36% มีความรู้ความเข้าใจเอไอในระดับพอใช้ ที่เข้าใจอย่างดีมีเพียง 11.60% องค์กรที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเอไอเลยมีอยู่ประมาณ 8.93%

ขณะที่ 74.11% ของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าเอไอจะมีผลกระทบทำให้อุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีเพียง 16.07% เท่านั้นที่คิดว่ามีผลเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือตอบว่าไม่แน่ใจหรือคิดว่าไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง
แนวโน้มการดำเนินการด้านเอไอขององค์กรไทยส่วนใหญ่เป็นการจ้างบุคคลภายนอก (outsource) ราว 40.18% รองลงมาเป็นการดำเนินการเองในบริษัท (in house) 32.14% ขณะที่ 17.86% ของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูป

มีองค์กรเพียง 10.7% เท่านั้นที่ใช้งานเอไอแล้ว ขณะที่อีก 25.9% ระบุว่ากำลังอยู่ในแผนดำเนินการ และ 39.29% กำลังดำเนินการศึกษา โดยหากมีการนำเอไอไปประยุกต์ใช้ในองค์กรราว 60.71% จะเลือกทำแชทบอท ตามมาด้วยระบบอัตโนมัติอาร์พีเอ 49.11% รองลงมาเป็นระบบแบ่งกลุ่มลูกค้า ระบบจดจำใบหน้า ระบบป้องกันการล่อลวง ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล และระบบอื่นๆ

ในภาพรวมการสำรวจชี้ว่าผู้บริหารระดับสูงในองค์กรไทย 50% เห็นความสำคัญของการนำเอไอมาประยุกต์ใช้เป็นพิเศษ ขณะที่ 35.1% ตอบว่าสำคัญปานกลาง และ 14.29% ยังไม่ให้ความสำคัญและยังไม่มีการกล่าวถึงเอไอในองค์กร

    ยุคใหม่ทำงานข้ามศาสตร์
“แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย ระบุว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบการในความต้องการรับคนเข้าทำงานในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต่างๆ เริ่มปรับตัว บางสายไม่เน้นไปที่ผู้จบการศึกษาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งโดยตรงอีกต่อไป
“เทคโนโลยียุคใหม่เปิดโอกาสให้สามารถทำงานข้ามศาสตร์ได้มากขึ้น จึงหมายความว่าความรู้เฉพาะในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานยุคปัจจุบัน ต้องมีการอัพเดทความรู้เรื่องเทคโนโลยีตลอดเวลา ขณะเดียวกันหลายคนก็ใช้ศักยภาพที่มีทำงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะมองว่างานฟรีแลนซ์นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากกว่า”

จ๊อบไทยเคยสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำงานประจำ และบางส่วนเลือกงาน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จากการเก็บตัวเลขของจ๊อบไทย มีอัตราอยู่ 4.36% เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำ แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มคน Gen X (คนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไป) = 6.62% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด Gen Y (คนที่มีอายุ 25-42 ปี) = 78.65% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด และ Gen Z (คนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี) = 14.74% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด โดยแนวโน้มความสนใจงานอิสระยังคงเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะกลับเข้าทำงานประจำ หากมีปัจจัยที่สนองตอบความต้องการดีพอ
ปัจจจุบันสถานประกอบการบางแห่งเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าค่ายกิจกรรม เปิดเวิร์กช็อปเก็บตัวให้มาอยู่ร่วมกัน ให้โจทย์ในการทำงาน นำเสนอรูปแบบธุรกิจจำลองเพื่อสังเกตทัศนคติ ความคิด ตัวตนของแต่ละคนว่ามีคุณสมบัติตรงตามความต้องการหรือไม่ เพื่อคัดเลือกเข้าทำงาน

    จุฬาฯ เรียนออนไลน์แห่งแรก
ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด (BIH) เปิดตัวโครงการนำร่อง “Upskilling / Reskilling Industrial Workforce for Thailand 4.0 : Data Science Pathway by Western Digital and CHULA MOOC Achieve” เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์ใน 5 สายงาน ได้แก่ การบริหารจัดการ (Management) วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT/Data/Technology) ภาษา (Languages) ศิลปะและการพัฒนาตนเอง (Art&Self Development) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science)

เนื้อหากระชับเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมกับการฝึกปฏิบัติและการทดสอบ รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ เมื่อเรียนจบชุดวิชา (Pathway) ผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรจากโครงการ CHULA MOOC Achieve

  ทุ่ม8.6พันล้านช่วยบัณฑิตเตะฝุ่น
จากการสำรวจพบว่ามีบัณฑิตที่ตกงานมากถึง 370,000 คน และในเดือนมีนาคม 2563 หรือในอีก 4 เดือนข้างหน้า จะมีบัณฑิตกำลังจะจบจากมหาวิทยาลัยอีก 3 แสนคน ซึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะตกงาน ทำให้มีบัณฑิตกำลังจะตกงานรวมกว่า 5 แสนคน รัฐบาลจึงมอบให้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำโครงการยุวชนชาติสร้างชาติ  ใช้งบประมาณ 8,600 ล้านบาท

โครงการยุวชนสร้างชาติจะรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและบัณฑิตจบใหม่ จำนวนกว่า 50,000 คน ลงไปพัฒนาพื้นที่ในชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญระยะเวลา 12 เดือน ได้เงินเดือน 10,000-15,000 บาท สมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

โครงการบัณฑิตอาสารับนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยไปทำงานพัฒนาชนบท โครงการที่สองคือโครงการอาสาประชารัฐ งบประมาณ 500 ล้านบาท ให้นักศึกษาปี 3-4 จำนวน 10,000 คน ทำงาน 4-5 เดือนหรือ 1 ภาคเรียน ร่วมกับชาวบ้านและสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งหมดมีค่าเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5 พันบาท และสุดท้ายโครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น งบประมาณ 100 ล้านบาท ให้นิสิตนักศึกษาร่วมกับบุคลากรมหาวิทยาลัย ระยะเวลา 3-5 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจ นวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมสร้างสรรค์

จะช่วยลดจำนวนบัณฑิตตกงานได้ประมาณร้อยละ 10 โดยจะเริ่มโครงการอาสาประชารัฐก่อนในเดือนธันวาคม นำร่องในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศ เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาชุมชนในมิติต่างๆ และก่อให้เกิดอาชีพใหม่ด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: