Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

Published August 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/405039

Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ  เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เส้นทางชีวิต เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ นับว่าหลากหลายรสชาติ กับถนนสายมายาแห่งนี้ เพราะมีหักเหตลอดเวลา ดีบ้าง ร้ายบ้าง ปะปนกันไป ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขาจะหนักหนาสาหัสเพียงใด รวมถึงชีวิตครอบครัวที่เคยเถลไถล หายออกจากบ้านไปนานกว่า 2 ปี!!อะไรคือจุดเปลี่ยน!? วันนี้เขาพร้อมเปิดใจเล่าสู่กันฟัง

เดินเข้าสู่ถนนสายบันเทิง

การเข้ามาเล่นละครของผม เป็นการจับผลัดจับผลูมากกว่า เพราะเมื่อก่อนตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็เล่นละครเวทีด้วย แต่พอจบก็มีแพลนคิดว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก อยากไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็บอกพ่อกับแม่ว่า ถ้าไปแล้ว ไม่รวยไม่กลับ เขาก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งตอนนั้นไปสมัครจัดการเรื่องเรียนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วนะ แต่ช่วงที่รอจะไปเรียน มีเวลาว่าง 7-8 เดือน เพื่อนก็บอกว่าจะมีเปิดละคร ของพี่หนก-กนกวรรณลองไปแคสดูสิ เราก็แบบ จริงเหรอ.. ก็ไปแคส แล้วปรากฏว่าได้ ซึ่งต้องถ่ายเลย ผมคิดว่าคงไม่นานหรอก น่าจะ 4-5 เดือน แล้วได้ค่าตอนแสดง 800 บาท/ตอน ก็เลยรับ ซึ่งคือเรื่อง “ครูมาลัย” เล่นกับป้าจุ๊-จุรี ส่วนนางเอกเป็นนางเอกใหม่ แล้วก็มี อากำธร สุวรรณปิยะศิริเป็นคนกำกับฯ ตื่นเต้นมากตอนนั้น เป็นพระเอกเรื่องแรกด้วย พอได้เล่นละคร ก็มีคนสนใจ และกำลังจะไปได้ดี แต่ก็ใกล้กำหนดไปเรียนต่อแล้ว ทำไงล่ะคราวนี้ แต่เรากำลังสนุกกับงานในวงการ อยากเข้าไปอยู่ในวงการบันเทิง เลยตัดสินใจบอกแม่ว่า ตกลงไม่ไปเรียนต่อแล้วนะโดนแม่ดุเลย (หัวเราะ) ก็สมควรน่ะ เราก็แบบ เอาน่ะ ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเดือดร้อนทางบ้าน ยังไงก็เล่นละครได้ตอนละ 800 บาททุกวัน ก็เล่นไปเรื่อยๆ ถ่ายละครเสร็จ 4 ทุ่ม ไปเที่ยวต่อ เป็นอยู่อย่างนั้นสักพักเลย เพราะคิดว่าไม่เป็นไร เที่ยวหมดไป เดี๋ยวก็ทำงานได้มาใหม่ ตอนนั้นสนุก(หัวเราะ) สนุกกับงาน แถมได้เงิน ได้เจอคนใหม่ๆ ตอนนั้นจะเริงร่ามาก หลังจากนั้นก็เล่นละครมาเรื่อยๆ

ผลงานสร้างชื่อ

เป็นมิวสิกวีดีโอของ “หยาด นภาลัย” เป็นอะไรที่คนจำมากที่สุด ตอนที่เข้ามาเล่นละครช่อง 5 ใหม่ๆ ประมาณเรื่องที่สอง ก็มีคนชวนไปเล่น แล้วสมัยก่อน คนที่เล่นมิวสิกวีดีโอ คือคนที่ไม่มีงานแล้ว แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร ถามเขาว่าได้เพลงเท่าไหร่ เขาก็บอกว่า 1,000 บาท ถ่าย 2 วัน 3 เพลง ฉะนั้นก็จะได้ 3,000 บาท ผมก็ตอบตกลงเลย อะไรเป็นเงินเอาหมดล่ะ (หัวเราะ) ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมาก ก็ไปเล่น ไม่ยาก เดิน นั่ง เศร้า เหม่อลุกขึ้นเดิน แสดงอารมณ์ต่างๆ ตามที่เขาบรีฟ พอเสร็จกอง5 โมงเย็น ก็ไปเที่ยวต่อคนเดียว โคตรมีความสุขเลยเล่นมาเรื่อยๆ จนประมาณน่าจะเกือบ 200 กว่าเพลง เกือบ 50 ชุด ตอนนั้นคนจำว่าผมคือ “หยาด นภาลัย” นะเพราะสมัยก่อนเขาไม่ค่อยออกตัวกัน ผมก็พยายามแก้ว่าไม่ใช่ แต่คนก็ไม่เชื่อ (หัวเราะ) หลังๆ ก็ปล่อยไป

งานแสดงกว่า 100 เรื่อง

ผมเล่นตั้งแต่บทพระเอก พระรอง ทุกบทบาท ยกเว้นตัวร้าย ที่มีไม่ถึง 10 เรื่อง คือเพิ่งจะมาลองเล่นช่วงหลัง แต่คนก็บอกว่าเล่นไม่เนียน เพราะหน้าตาเราใจดี สุภาพ อบอุ่น (หัวเราะ) แต่ผมกลับชอบเล่นบทร้ายนะ เพราะว่าเวลาเป็นพระเอกหรือตัวสอง พี่ น้า ลุง แอบชอบนางเอก สุดท้ายก็อด (หัวเราะ) คือผมเริ่มเข้าวงการตอนที่อายุเยอะแล้ว เกือบ 30 ปี ซึ่งจริงๆ สมัยก่อนคนที่เข้ามาในวงการบันเทิง จะเริ่มสักประมาณ 24-25 แล้วตอนนั้นก็คิดแค่ว่าอะไรก็ได้ ที่ทำแล้วได้เงิน เอาหมด เล่นหมดรับทุกอย่าง เพราะสมัยก่อนผมค่อนข้างจะเที่ยว ปาร์ตี้ เปรี้ยว ซ่าส์ กินเหล้า ใช้ชีวิตสนุกสนานมาก แต่ไม่ได้เจ้าชู้นะ เป็นลักษณะผู้ชาย (หัวเราะร่วน) เพราะเจ้าชู้นี่คือไม่เลือก แต่ผมเลือกนะ

งานเสริมที่โดนใจ

ผมเป็นคนทำงานเยอะ เปลี่ยนงานบ่อย ทำนู่น ทำนี่ คิดว่าตัวเองจะชอบอะไร ซึ่งเราทำหลายอย่างมากเพื่อหาเงิน ไม่ได้งกนะ หาเงินเที่ยว เราชอบเที่ยว เคยสมัครที่ไทยอินเตอร์ เป็นสจ๊วต แต่ไม่ได้ กลับได้อีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ทำ แล้วก็มาอยู่สยามดนตรียามาฮ่า ก็สนุกดี แล้วหลังจากนั้นก็ไปทำที่ AIA เป็นงานที่สนุกอีก ไม่ผูกพันดี ตอนนี้ทำ AIA มาแล้ว 26 ปี ควบกับการเล่นละครไปด้วย คือเรามองว่างานขายเป็นงานที่น่าสนใจ ผมเปลี่ยนงานมาทั้งหมด 40 กว่าที่ เราไปทำงานก็ไปทะเลาะกับเขา เพราะเรารู้สึกว่าเขาเอาเปรียบเรา จริงๆ เราเป็นนักต่อสู้นะ เป็นคนตรงมีอุดมการณ์

ชิมลาง งานเบื้องหลัง

ถือว่าผมทำน้อยมากนะ เพราะก้อย (ปาริฉัตรไพรหิรัญ) ภรรยากับลูกจะทำมากกว่า ผมมีหน้าที่อย่างเดียวคือ การดีลกับคนนู้นคนนี้ เกี่ยวกับ สถานที่ ช่วยในการวางตัวนักแสดง ดูเรื่องบทคร่าวๆ ว่าสนุกไหม ช่วยเหลือเขาประมาณ 30% ลูกกับก้อยจะประมาณ 70% เราจะเน้นเรื่องคอนเนคชั่นมากกว่า ซึ่งในการเป็นผู้จัดฯนี้ ที่ทำก็เพราะว่ามีโอกาสเข้ามา จึงลองดู แล้วลูกเรียนด้านนี้ด้วย เขาก็ชอบวงการบันเทิง เลยสรุปว่าลองเป็นผู้จัดดู ซึ่งสำหรับลูกเขาเริ่มสนุก แต่สำหรับเราเหนื่อย (หัวเราะ) คือมันก็เป็นงานที่หลากหลาย แก้ไขปัญหาตลอด แต่ถ้าไม่คิดว่าเป็นปัญหา มันสนุกมากนะ มันเหมือนเราเล่นเกม มีแก้ไขทุกวัน ต้องตัดสินใจทันทีทุกวัน แต่เราก็บอกเขาว่าผิดถูกทำไปเถอะ ประสบการณ์จะทำให้เราผิดน้อยลงไปเอง

ความสนุกของวงการบันเทิง

จริงๆ ไม่ได้คิดว่า จะอยู่ในอาชีพนี้ถาวร หรือมานานขนาดนี้ ผมเล่นเพื่อความสนุก ถามว่าใจชอบไหม ชอบ แต่ไม่ได้สนใจ อย่างผู้กำกับก็ไม่คิดจะทำ เพราะผมว่าเครียด ขนาดเราเป็นผู้จัดที่ว่าความรับผิดชอบเยอะแล้ว แต่ผู้กำกับผมว่าหนักกว่าอีกนะ ในหัวคิดตลอดเวลา แต่ความสนุกของวงการนี้ก็แตกต่างกันนะ เบื้องหน้าอีกแบบ ส่วนเบื้องหลังก็อีกแบบ เช่นเบื้องหน้าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไปถึงกองถ่ายให้ตรงเวลา ดูบทให้แม่นจะต้องไม่เป็นภาระคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องบท ผมจะต้องเป๊ะให้มากที่สุด และจะไม่ถือบทเข้าฉากเลย รับผิดชอบแค่นี้ แต่เบื้องหลังความรับผิดชอบเยอะมาก ปวดหัวสุดๆ ต้องแก้ไขทุกอย่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราไม่เคยทำความยุ่งยากให้คนอื่น เวลาเราทำเบื้องหน้า ฉะนั้นบุญกุศลน่าจะทำให้เราไม่ต้องเจอแบบนั้น (หัวเราะร่วน) ก็ต้องเข้าใจแหละว่ากองถ่ายมีหลายคน ต่างความคิด บางคนไม่รับผิดชอบเรื่องเวลา บางคนไม่รับผิดชอบเรื่องแอ๊กติ้ง และเราก็ต้องยอมรับว่า เด็กรุ่นใหม่ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ มากนะ นักแสดงรุ่นผมนี่เขาครบเครื่องนะ อันดับแรกที่เราถูกสอนกันมาคือ วินัย เทคนิคการแสดง แต่เด็กสมัยนี้ก็คิดเองทำเอง แล้วก็เถียง คิดว่าตัวเองเจ๋ง อย่างนักแสดงรุ่นก่อนๆ ถ้าเขาเป็นผู้กำกับมาก่อน แต่เวลาเขามาเป็นนักแสดง เขาจะไม่แนะนำอะไรเลย ถามด้วยซ้ำว่าจะให้เล่นแบบไหน อย่างผมไปเล่นก็เหมือนกัน จะคอยถามผู้กำกับตลอดว่า ผมเล่นเป็นยังไง ประมาณไหน เราต้องเคารพเขา เราเป็นผู้เล่น แต่เด็กรุ่นใหม่จะแบบไม่ได้ ต้องเล่นอย่างนี้ อย่างที่บอกนักแสดงใหญ่กว่าทุกอย่าง เป็นไปตามยุคสมัย แต่ใครที่ทำดีก็อยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นเราอยู่เบื้องหลัง เราจะเห็นทุกๆ อย่างเลย ผมก็จะต้องคอยบอกลูก ว่าต้องค่อยๆ คุย บางอย่างก็ต้องระวัง ผมสอนเขาเสมอว่าบรรยากาศของกองถ่ายต้องดี ใครเข้ามากองถ่ายเรารับรองได้ว่าอารมณ์ดี ไม่มีนินทา อาหารอิ่ม บรรยากาศกองถ่ายดี ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญนะ

ชีวิตครอบครัว

ตอนแต่งงาน ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย ทั้งฝั่งผมและฝั่งก้อย เพราะพ่อแม่ก้อย เขาก็รู้ว่าเราแสบมาก แต่เมื่อสองคนตกลงใจว่าจะดูแลกัน เขาก็ยอมพอแต่งงานเสร็จ มีลูกปุ๊บ ผมก็กลับไปเลวอีก ครอบครัวก้อยเขาก็ยิ่งไม่ชอบใหญ่เลย กว่าจะพิสูจน์ให้เขาเห็น เป็นปีเลยนะ เดินเข้าบ้านก็เดินเข้าห้องเลย คือตอนที่เราหายไป 2 ปี แล้วกลับมาอีกครั้ง คือเราพร้อมที่จะขอโทษทุกอย่าง ยอมรับผิด คือผมก็คุยกับเขาว่าผมเป็นคนเพื่อนเยอะ ซึ่งเขาก็จะขอว่า 1. อย่าค้าง 2. อย่ามีคนในวงการ 3.มีแล้วอย่าระรานเขา 4. กลับบ้านก่อนที่แม่เขาจะออกไปทำงาน ซึ่งผมทำไม่ได้สักข้อเลย เลยกลายเป็นปัญหา แต่ด้วยความที่เขาให้อภัย ให้โอกาสเราอีกครั้ง เราถึงได้กลับมา นี่แหละคือความดีของเขาที่เรานึกถึง บางอย่างที่ต้องชดใช้ แต่ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดหรอก เพราะว่ามันไม่ใช่ค้าขายกำไร ขาดทุน มันใช้ไม่หมดหรอกกับสิ่งที่เขาดูแล เราทำเขาไว้เยอะ เกินกว่าที่เราจะชดใช้เขาหมด ก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ ฉะนั้นผมบอกเลยว่าชีวิตผมหักเหเยอะมาก ตอนที่ออกจากบ้านไป 2 ปี แล้วกลับมา มันก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับตัว คิดได้ ก็คือลูก และก้อย และยิ่งลูกคนที่ 2 ที่เป็นผู้หญิง เรายิ่งรู้สึกว่าไม่อยากจะทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว เริ่มมีกรอบให้ตัวเอง ส่วนก้อย เราก็รู้สึกเห็นใจเขาเพราะเขาดีมากๆ ก็บอกเขานะว่าพี่รู้แล้วล่ะ พี่จะพยายามไม่ทำแบบนั้นอีก

ทำหน้าที่ของคุณพ่อ

ผมถูกพ่อแม่บังคับ จนเราคิดว่าถ้าเราโตขึ้น เราจะไม่บังคับลูกแบบนี้ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดี ในจำนวนพี่น้อง 4 คนของผม ทุกคนอยู่ตามกรอบหมดเลย มีผมคนเดียวที่เขาเรียกว่า กบฏในบ้าน (หัวเราะ) คือที่บ้านอยากให้เป็นข้าราชการ หรือไม่ก็ทำงานธนาคาร แต่ผมไม่เอาไม่ชอบ อยากทำอะไรที่เป็นเอกชน ทำงานได้เงินรวดเร็วดีไม่ต้องรอบั้นปลาย (หัวเราะร่วน) ฉะนั้นก็จะบอกลูกว่า แน่ใจนะ มั่นใจนะ เลือกเองนะ จะเรียนอะไร และถ้าเลือกแล้วต้องรับผิดชอบให้ดีด้วย จะเกรดดีหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เรียนให้จบ อย่าเกเร เท่านั้นพอ ถ้ารับผิดชอบแล้วเกรดได้เท่าไหร่ไม่ว่า แต่เขาก็เรียนดีกันทั้งนั้น 3 กว่า ผมก็คิดว่าผมให้เสรีภาพ ให้การตัดสินใจเขาทุกอย่าง จนกระทั่งเหมือน Spoil แต่ผมมองว่าไม่ใช่ นี่คือเสรีภาพที่เขาจะได้คิดเอง เพราะชีวิตเขา เรามีอย่างเดียวคือหน้าที่อธิบายจุดดี จุดเสีย แล้วให้เขาเลือก ทุกอย่างเลือกเองหมดโดยที่เราจะให้คำแนะนำ ไม่ได้บังคับอะไร

ความภาคภูมิใจในฐานะพ่อแม่

ภูมิใจนะ ถือว่าโอเคในจุดจุดหนึ่ง เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหน ที่ไม่พอใจในลูกตัวเองหรอก อาจจะมีข้อที่น่าจะได้มากกว่านี้บ้าง แต่ตอนนี้ก็ตัดใจปล่อยวาง ระหว่างที่เราเป็นพ่อแม่ สิ่งที่เราทำได้คือดูแลเขา หาเงินมาได้ก็เที่ยวด้วยกัน ทุกคนจะรู้ว่าบ้านผมเป็นคนชอบเที่ยวมาก แต่เราก็มีการแบ่งเงินเก็บไว้นะ เพราะเราเริ่มต้นจาก 0 ผมไม่เคยขอพ่อแม่เลยนะ แม่ถามบอกมีตลอด ทั้งๆ ที่
แต่ก่อนก็ไม่มี อย่างตอนที่คลอดลูกคนแรก ตังค์ไม่มี ไม่ได้บอกพ่อแม่ พยายามดิ้นรนเอง อย่างตอนแต่งงานก็ไม่ได้บอกเขาเหมือนกัน บอกตอนหลังแต่ง คือเมื่อเราตัดสินใจที่จะมีชีวิตคู่ ด้วยการแยกครอบครัวแล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องอยู่ให้ได้ ก็บอกก้อยเหมือนกันว่าถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องยืมใคร ไม่มีก็คือไม่มี ชีวิตผมนี่จองหองมากนะ ฐิติ อีโก้ จนก็จน มีศักดิ์ศรี ซึ่งบางทีก็เยอะไป (หัวเราะร่วน)

เรียนรู้การใช้ชีวิต จากงานในวงการบันเทิง

สิ่งแรกเลยคือ การ Management เงินของตัวเอง ผมจะไม่เป็นหนี้ ไม่เคยซื้อของผ่อน มีก็ซื้อ ไม่มีก็ไม่ซื้อ ก็จะบอกลูกเสมอว่ามีก็ใช้ อย่าหัดเป็นหนี้ และแน่นอนตอนที่เรามีชื่อเสียงเฟื่องฟู พอยามหมดก็หมด เพราะไม่เคยคิดจะเมเนจฯ ซึ่งเดี๋ยวนี้นักแสดงรุ่นใหม่ก็น่าจะมีบ้าง อย่างที่เขาพูดกัน วงการบันเทิงมันมีทั้งขึ้นทั้งลง เพราะเราเคยผ่านมาหมดแล้ว สุดท้ายมันก็จะสอนว่า เราต้องดูแลตัวเอง ไม่มีใครดูแลเราหรอก อย่างที่สองคือคำสอนของรุ่นผู้ใหญ่ รวมถึงเด็กๆ บางส่วนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และอย่างที่สามคือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เพราะวงการบันเทิงคือเราเล่นละครบนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งนั้นตัวละครที่เราเล่นก็คือความเป็นจริงในอนาคตทั้งนั้น ผมสัมผัสมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะตัวที่เราเล่นเอง หรือตัวที่เล่นกับเรา เพราะทุกตัวละครก็คือชีวิตจริงของเราไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า มันคือเรื่องจริงของคนทุกคน แต่คนไม่ค่อยคิด คิดแค่ว่าเป็นละคร คนที่อยู่ในวงการนานๆ ก็มีหลายๆ อย่าง ไม่ใช่จะเล่นเก่งและหล่ออย่างเดียว แต่ว่าวงการบันเทิงไทยเสียอยู่อย่างเดียวคือ แก่แล้วค่าตัวตก (หัวเราะ) ถ้าเราไปอยู่ที่ Hollywood นะ รับเชิญแค่ตอนเดียว อยู่ได้นานเลย แล้วเด็กสมัยนี้ก็ไม่มีสัมมาคารวะ ฉะนั้นเราจะสอนลูกเสมอว่า ยกมือไหว้คือการสวัสดีใครก็ได้อายุน้อยอายุมาก สวัสดีครับ/ค่ะ จะมีความน่ารักเกิดขึ้น สวัสดีทุกคนไม่เสียหายอะไรเลยทำไปเถอะ

กิจกรรมพิเศษที่ทำเป็นประจำ

เมื่อสักประมาณ 30 ปีย้อนหลังไป นักแสดงสมัยก่อนสมมุติว่าวันนี้เรามีเพื่อนคนหนึ่งแล้วเขาขอความช่วยเหลือมา พวกเราจะแห่กันไป แล้วเขาก็จะให้ค่าน้ำมัน ค่าขนมกันมา เช่น 15,000 -20,000 บาท แล้วพวกเราก็ไปงานโชว์ตัวกันงานหนึ่ง ตอนนั้นไปประมาณสัก 10 กว่าคน พอได้เงินมา เอ๊ะ..จะแบ่งกันยังไงดี ก็เลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเอาไปทำบุญดีกว่า ก็เลยเริ่มเก็บ และทำบุญ ทำผ้าป่า ทำกันทุกปี สร้างวัด สร้างเมรุ สร้างศาลา ฯลฯ ทำเรื่อยๆ อยู่ 15 ปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เราขับรถไปเห็นนักเรียนเดินเท้าเปล่า ก็เลยคิดว่า เราสร้างโรงเรียนกันดีไหม จากนั้นเลยเริ่มสร้างโรงเรียน ทำต่อเนื่องมาอีก 9-10 ปีแล้วจนกระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบ 60 พรรษา เลยคิดกันว่าเราสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกันไหม สร้างเสร็จถวายสมเด็จพระเทพฯ เลยหันไปสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ที่แม่สอด, ภาคใต้ ที่ชุมพร, ภาคอีสาน ที่เลย, ภาคตะวันตก ที่กาญจนบุรี ทั้งหมด4 โรงเรียน เป็นเงิน 10 ล้านบาท แล้วหลังจากนั้น คุยกันว่าต่อไปนี้สร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกัน เพราะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เวลาเราเข้าพื้นที่ไป เห็นเขาน่าสงสารมากนะ คือหนึ่งตำรวจชายแดนป้องกันเหตุตอนโรงเรียนปิดเทอม แล้วก็สอนหนังสือตอนเปิดเทอม แล้วเป็นทั้งพยาบาล นักจิตวิทยา เป็นทุกอย่าง เราเห็นเราก็เลยเริ่มสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ทุกปี จนตอนนี้ทำหลังที่ 6 แล้ว ซึ่งอีกสองที่ก็คือ อุบลราชธานี ที่ อำเภอกุดข้าวปุ้น กับ อำเภอเขมราฐ ซึ่งตอนนี้เรามีมูลนิธิเพื่อนศิลปิน สำหรับรับบริจาค และหารายได้เพื่อรวบรวมเงินกันไปช่วย อย่างล่าสุดจัดกอล์ฟการกุศล หามาได้ประมาณ 3 ล้านบาท ก็เอาไปช่วยทั้งหมดซึ่งครั้งนี้เราทำเป็นอาคารพยาบาลครบสูตร พยายามบอก ไก่-วรายุฑ กับ เป็ด เชิญยิ้ม เราจะสร้างให้ได้ทุกปีอย่างน้อยๆ ก็ทำบุญทำความดีเล็กๆ น้อยๆ ด้วย และช่วยสมเด็จพระเทพฯ ปีละ 2 ล้านบาท น่าจะทำได้ เชื่อเถอะ ถ้าได้เข้าไปเห็น ไปสัมผัส เราจะมีความสุข ผมก็ลงไปทุกโรงเรียน ดูว่าเราควรจะทำอะไรบ้าง ไปกับก้อย เดี๋ยวนี้ก็จะพาลูกไปด้วย ให้เขาได้ซึมซับ และได้เห็นว่ายังมีคนที่เขาแย่กว่าเราเยอะมากเลยนะ อยากให้เขาซึมซับในเรื่องของการเป็นผู้ให้

บั้นปลายชีวิต

ผมไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะชีวิตเรารู้อยู่แล้ว เราผ่านตั้งแต่จุดที่เริ่มจาก 0 จนกระทั่งจุดที่ว่าสบาย พอมาวันนี้ถ้าเราจะมีเงินแค่ 20-30 บาท อยู่บ้าน เราก็อยู่ได้นะ ผมเคยบอกกับนักแสดงหลายๆ คนที่เราสนิทว่า จำไว้นะ เมื่อยามมีซื้อบ้าน แล้วรีบผ่อนให้หมด เพราะถ้ามีบ้านมีเงินอยู่ 20 บาท อยู่บ้านได้ 5 วัน แต่ถ้าอยู่ในรถไม่ได้นะ เด็กรุ่นใหม่จะซื้อแต่รถ คือเราขับรถอะไรก็ได้ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า อย่าไปอาย

ธุรกิจที่ใฝ่ฝันในอนาคต

อยากจะทำร้านกาแฟ เพราะเป็นคนชอบกินกาแฟมาก ทั้งที่หมอห้าม (หัวเราะ) หมอไม่ให้กินเยอะ สมัยก่อนผมกินกาแฟวันละ 10 กว่าแก้ว ตอนนี้ก็กำลังหาพื้นที่ ริมถนนสายเอเชียเข้าไปในนาหน่อย เห็นเขาทำแล้วอยากทำ น่าจะสนุกดี

หมั่นเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง

คนเราพออายุมากขึ้น อย่าทำตัวให้แก่ ต้องมี Activity บางอย่างที่ทำให้ตัวเอง Alert ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายนะ ต้องทำให้ตัวเอง Active อยู่เสมอ อย่างผมตอนนี้อยู่บ้าน งานหลักเลยคือ ซักผ้า ตากผ้า กวาดบ้าน ก้อยรีด จ้างบ้าง ส่วนกิจกรรมออกกำลังกายก็มี 2 อย่าง ตีกอล์ฟ กับ ปั่นจักรยาน ว่างๆ ก็จะปั่นไปอยุธยา หรือไม่ก็พุทธมณฑล ชอบออกกำลังกาย Outdoor ครับ

ผลงานมีให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง

ผลงานแสดงตอนนี้มีละครเรื่อง “ดั่งดวงหฤทัย” ทางช่อง 3 แล้วก็ละครเรื่อง “ดั่งตกกะได หัวใจพลอยโจน” ช่อง GMM25 รับเชิญ “กลิ่นกาสะลอง” ทางช่อง 3 ส่วนผู้จัดฯ ตอนนี้ก็กำลังจะเปิดของ ช่อง PPTV เรื่อง “เกมรัก เกมพยาบาท” เป็นเรื่องที่เราพล็อตเอง น่าจะได้ดูปลายปีครับ

และนี่คืออีกหนึ่งนักแสดงรุ่นเก่า ที่ยังเก๋า ทั้งฝีไม้ลายมือ และความคิดที่น่าชื่นชม… เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ

กุหลาบสีเงิน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: