Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

Published July 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนึ่งในตลกชื่อดังที่แฟนๆ รู้จักกันดี ต้องมีชื่อของ เกมศักดิ์ แจ้งทิพย์นาง หรือ เหลือเฟือ มกจ๊ก คนบันเทิงที่ผ่านเรื่องราวร้ายดีมาอย่างโชกโชนเส้นทางของเขาต้องต่อสู้กับสิ่งใดบ้าง รวมถึงลูกๆทั้งสามคนที่เขาเฝ้าฟูมฟัก สัปดาห์นี้ Star Retro จะพาไปอัพเดทชีวิตตลกที่ไม่ตลกของ เหลือเฟือ มกจ๊ก

เดินหาฝันมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร

ผมเป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากเห็นว่า กทม. เป็นยังไง ซึ่งอยู่ที่บ้าน จังหวัดขอนแก่น พ่อแม่ ไม่เคยให้อดอยาก ที่บ้านค้าขาย อยู่กันแบบไม่ได้เดือดร้อน ผมเข้ามา กทม. ตอนอายุ 14 ปี เข้ามากับเพื่อน 3 คน ด้วยการชักนำของรุ่นพี่คนหนึ่งว่าจะให้เข้ามาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเราก็หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเลย พอถึง กทม. ปุ๊บ โคตรตื่นเต้น เหมือนในหนังเลย แล้วเพื่อนที่ชวนมา สรุปไม่ใช่ทำงานร้านอาหารภัตตาคารอะไรเลย แต่เป็นร้านข้าวต้ม (หัวเราะร่วน) แล้วปรากฏว่าร้านนั้นเขาบอกไม่ได้จะรับคนงานนะ (หัวเราะ) เราก็คิดต่อแล้วว่าจะเอาไงดี คืนนั้นก็เคว้งขว้างอยู่ตรงป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้วยความตื่นเต้นเข้า กทม.ครั้งแรก นอนไม่หลับ ตระเวนหางานทำ เดินไปเรื่อยๆ จากอนุสาวรีย์ฯ ข้ามสะพานสาทรเดินสะพายกระเป๋าหางาน เงินก็เหลือไม่กี่บาท แล้วก็ไปเจอเพื่อนอีกคน ชวนไปหางานทำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งพอได้เข้าไปสักพัก ร้านเขาปิดอีก ก็ดิ้นรนกันต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งผมขึ้นรถเมล์เที่ยวสุดท้ายกลับที่พัก กำลังจะลงจากรถ แต่รถจอดไม่สนิทผมกระโดดลง ปรากฏว่าตกท่อน้ำท่วมหัว ขี้โคลนเต็มไปหมด เดินไปเห็นร้านอาหารเขาเปิดไฟอยู่ก็เข้าไปขอล้างตัว แต่ก็โดนไล่ เราก็พยายามอ้อนวอนขอร้อง จนเขายอมฉีดน้ำล้างตัวให้ แล้วเขาก็คงเห็นหน้าตาเราพอใช้ได้ หน่วยก้านดี ก็เลยได้เข้าทำงานที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กล้างจาน มาเป็นผู้ช่วยมือเขียง เป็นกุ๊ก จนขยับขึ้นไปนั่งตีกลองในคณะตลก “เต่าทอง” เพราะวันนั้นมือกลองประจำวงเขาไม่ว่าง เขาก็เลยให้เราขึ้นไปลองดู เราก็เลยขึ้นไปตีกลอง ตึก โต๊ะ ตึก ตึก พอตีได้ ก็เลยยาวเลย ซึ่งการตีกลองให้คณะตลกนี่ยากนะ จะไม่เหมือนกับตีกลองดนตรีทั่วไป เพราะเวลาตีตบมุขตลกอย่าง ตึ่งโป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง ลูกหนัก ลูกเบา จังหวะยากน่ะ แต่ผมก็พอทำได้ เพราะก็เคยเรียนที่โรงเรียนอยู่แล้ว

เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี

เมื่อก่อนไว้ผมยาวถึงก้นเลย คือมือกลองสมัยก่อนก็ต้องแบบนี้แหละ (หัวเราะ) เชื่อไหมว่าเมื่อก่อนผมหน้าตาดี ผมพูดเลย ตอนนั้นหน้ากลม ขาว หล่อเลย เป็นคนสำอาง ผมต้องหมักไข่นะ ซึ่งพอไปอยู่ในคณะตลก พอเขาเห็นว่าเราหน้าตาดี เขาก็จับเรามาเล่นหน้าเวที พวกเด็กเสิร์ฟอะไรต่อมิอะไรก็กรี๊ดเลย ก็เริ่มมีการขยับตำแหน่ง จากมือกลอง ออกหน้าเวทีเรื่อยๆ แรกๆ ผมก็ยังเล่นไม่ค่อยเป็นหรอก เราก็เล่นไปเรื่อยๆ หลังๆ ชักเริ่มกล้าเล่น เราเล่นจนชิน ทีนี้เขาก็หามือกลองมาแทนผมเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้นมาเราก็เข้าสู่วงการตลก แล้วก็ก้าวหน้าเร็วมาก จาก “เต่าทอง”มาคณะ “รวมยิ้ม” แล้วก็มาคณะ “เชิญยิ้ม” อยู่กับเต๋อ อยู่กับตูมตาม แล้วเราก็มาอยู่กับพี่จาตุรงค์ หลังจากนั้นพอทีวี.เริ่มเข้ามา คุณต้นก็จับเข้าทำงานที่ JSL ทำทุกอย่างเกือบทุกรายการ ผู้ช่วยพิธีกร เบื้องหลัง เบื้องหน้าอยู่ที่นั่น 10 ปี อย่างรายการฮา 7 ดวง, ขบวนการจี้เส้น เมื่อก่อนพิธีกรเขาก็ต้องมีผู้ช่วยเป็นตลกอย่าง พี่ตั้ว-ศรัณยู, พี่ตุ้ม-ผุสชา ก็จะมีผมเป็นพิธีกรช่วยผมว่าผมเป็นดาราตลกลำดับต้นๆ ที่มีใบผู้ประกาศนะผมมีใบผู้ประกาศเรียบร้อย เพราะตอนนั้นเขาเคร่งมาก พิธีกรต้องใช้ใบผู้ประกาศ ผมนี่นอนไม่หลับเลยเครียด ต้องมีใบผู้ประกาศไปยืนยัน ฉะนั้นเลยต้องไปสอบใบผู้ประกาศให้ผ่าน เพราะเมื่อก่อนตอนทำรายการ เขาบอกว่าต้องมีใบผู้ประกาศ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวต้องปลดนะ

ลงสนามสอบใบผู้ประกาศ

สอบ 3 ครั้งผมจำได้ติดปากหมดเลยนะ คือเวลาสอบ เราต้องอ่านข่าวพระราชสำนัก ข่าวต่างประเทศ บทร้อยกรอง เราต้องอ่านในห้องเล็กๆ เวลาเข้าไป ขนลุกเลย คิดดูว่าพิธีกรระดับใหญ่ๆ หลายคนยังสอบไม่ผ่านเลย ก็มี วันแรกที่สอบ ผมนั่งดื่มเหล้า เครียด ดื่มไปก็อ่านไป ขับรถผ่านอะไรที่ไหนเราก็อ่าน ตัว ร ตัว ล ควบกล้ำอะไรทุกอย่าง วันแรกที่ไปสอบ จำได้เลย ผม…เอ่อ (เสียงเรอ) แล้วก็พูด อุ๊ย..ขอโทษครับ รู้เลยว่าไม่ผ่าน ซึ่งก็จริง หลังจากนั้นไปสอบอีกครั้งรอบสอง ซึ่งครั้งนี้ไม่ดื่มเหล้า พักผ่อนให้เพียงพอ ท่องมาอย่างมั่นใจ พอเข้าห้องปุ๊บ เราก็อ่านเลยข่าวในพระราชสำนัก เราเป๊ะทุกอย่าง ก็คิดในใจว่าผ่านแน่ๆ พอถึงตอนประกาศคะแนน เขาก็เรียกชื่อเรา เราก็ยืนอย่างมั่นใจเลย เกมศักดิ์ไม่ผ่านนะคะ เอาใหม่ไปสอบอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้เรารู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ต้องเกร็ง หรือกดดันอะไร สบายๆ ปรากฏว่าผ่าน บางคน 11 รอบนะ ผมยังโชคดีที่ผ่านในสามรอบ

เริ่มงานแสดงที่หลากหลายทั้งละครและภาพยนตร์

ละครเรื่องแรก ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่อง “กากับหงส์” เป็นน้องนางเอกของ เปิ้ล-ชไมพร มี อ๋อม-สกาวใจ ด้วย ผมเล่นหลายเรื่องนะ แต่จำไม่ได้ (หัวเราะ) แต่คนดู แฟนๆ ส่วนใหญ่จะจำได้จากรายการมากกว่า แล้วก็พวก ซิทคอม บางรักซอย 9, กองร้อย 501, นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว ประมาณนี้ ส่วนภาพยนตร์จะน้อยหน่อย จะมีของพี่หม่ำบ้าง ที่เป็นตัวหลักก็เรื่อง “อีนางเอ้ย เขยฝรั่ง”

สิ่งที่ได้จากอาชีพตลก

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา วงการตลกให้เราทุกอย่าง ให้สังคม ให้ความรู้หลายอย่าง ถ้าผมตายแล้วเลือกเกิดได้ ระหว่างพระเอกกับตลก ผมจะเลือกเป็นตลก เพราะตลกอยู่นานมากกว่า เชื่อไหมว่ารุ่นผมนี่ผ่านพระเอกมาหลายรุ่นแล้วนะ ผมเล่นเป็นเพื่อนพระเอกตั้งแต่ กองร้อย 501 เพราะที่เป็นพระเอกจริงๆตอนนี้หายไปหมดแล้ว แก่แล้ว จนมาหลังๆ ผมก็เป็นเพื่อนพระเอกอยู่ อย่าง นิว (วงศกร ปรมัตถากร)ในเรื่อง นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว จนเราอายุมากขึ้น ก็ยังเล่นได้อยู่ เพราะเราจะเป็นตัวที่คอยสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกสนานกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

เกือบจะล้ม แต่ยังสามารถลุกได้

2-3 ปีที่ผ่านมา เหมือนละครเราห่างหายไป เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เราก็ไม่ได้โทษผู้จัดฯ นะ บ้านเรามีแนวคิดที่ว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร สนิทกับใครก็เอาคนนั้นมาเล่น เพราะว่าบ้านเราดาราเยอะ แล้วนิสัยของผมเป็นคนอีสานที่ออกแนวฝรั่ง คือผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วผมจริงจังกับงานตรงนั้น ผมจะไม่อีเหละเขะขะ ผมจะจริงจัง มีคนบอกว่าหน้าผมแบบนี้ ผมเป็นคนหยิ่ง อย่างช่วงหนึ่งผมชอบตีกอล์ฟ ผมไม่ได้ตีเล่น ๆ ผมตีเป็นเรื่องเป็นราว ผมเล่นจนกระทั่งเป็นประธานชมรมกอล์ฟ ซึ่งชมรมของผมก็คือ ชมรมกอล์ฟปันใจให้กัน

จริงจังทุกอย่าง อย่างทุ่มเท

คืออย่างการตีกอล์ฟน่ะ เหตุเกิดจากว่ามีอยู่วันหนึ่ง หลังจากที่ผมเล่นตลกเสร็จ ก็มีโปรกอล์ฟเดินผ่านหน้าผมทุกวัน ผมก็นั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้าน ผมก็จะเรียกเขามากินด้วย เขาก็ชวนผมไปเล่นกอล์ฟผมก็บอกไม่เอา ไม่เล่น เขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมผม 4-5 เดือน ทีนี้ผมไปงานที่มาบุญครอง ผมก็ไปเห็นถุงกอล์ฟขายไม่แพง เฮ้ย..ราคาไม่แพง ผมก็เลยหิ้วขึ้นรถเลย แต่ซื้อไปก็ไม่ได้เล่น แขวนประดับบ้านไว้ จะได้โม้ (หัวเราะ) แล้วต่อมาโปรฯ คนเดิมนี่แหละ เขาก็มาเห็น อ้าว..เล่นแล้วหรอ ทำไมไม่บอก ก็เลยลองไปที่สนามกอล์ฟดู แล้วโปรฯ ก็บอกว่าให้ลองตีดู ลองจับ ลองซ้อม เราก็จับ ตั้งวงสวิงแล้วตี แต่ตีไม่โดน เราก็เลยบอกว่าไม่เอาแล้ว ผมอาย แล้วสักพักหนึ่งมันจะมีพวกหัดใหม่ ตีไม่โดนเหมือนกัน เราก็ลองใหม่ ตีไป 5 ครั้งจะโดนลูกสักครั้งหนึ่ง พอเราตีโดน เราก็เริ่มใจชื้นแล้ว เราก็คิดในใจว่า เราจะไม่แพ้มัน จะเอาให้ได้ จะชนะให้ได้ หลังจากนั้นทุกเย็นเราก็ฝึก ให้โปรฯ ช่วยดูทั้งทฤษฎี ทั้งปฏิบัติ จนเริ่มได้ และลงแข่งขัน มีที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ไปแข่งของลิโพ เราได้อันดับที่ 4ของทั่วเอเชีย แล้วก็อีกหลายรายการ ผมจำไม่ได้ แล้วก็มีจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร แล้วก็มีจัดกิจกรรมการกุศลต่างๆ

ใส่ใจทุกรายละเอียด

ด้วยความที่เราอยู่ตรงนี้มานาน ผมเป็นคนชอบสังเกต ผมชอบดูการทำงานของเด็กๆ ผมดูตั้งแต่เด็กไฟ เด็กกล้อง Stage ทีมงาน ผมทำหมด อย่างในกองของผม ผมทำ MV เล็กๆ รายการอะไรพวกนี้ ที่ผ่านๆ มา ยังไม่เคยทำละครหรอก สมมุติอย่างผมกำกับ หรือใครกำกับก็แล้วแต่ เก้าอี้ล้มผมต้องสามารถยกขึ้นเองได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้แผนกอื่นมายก เราต้องสามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นในกองต้องสามารถช่วยกันได้ ผมจะสามารถเห็นการทำงานของทุกกองได้ อย่างกองถ่ายที่ผมถ่ายอยู่ตอนนี้เรื่อง “นางมาร” ที่จะออนแอร์ทางช่อง GMM 25 กองนี้ถือว่าโอเคนะ ทุกคนสามารถรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดี พี่มะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) จะไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ แล้วผมก็บอกกับพี่มะเดี่ยวว่า ถ้าตรงไหนผมติดขัดหรือไม่โอเค ให้บอกผมได้เลย อย่าปล่อยผ่านไป ซึ่งบางครั้งเราก็มองตัวเราไม่ออกหรอก ไม่อย่างนั้นจะมีผู้กำกับไว้ทำไม เราก็ต้องมีคนอื่นไว้คอยแนะนำเราบ้าง ผมถามแม้กระทั่งเด็กไฟ เด็กกล้องว่าเป็นยังไง ผมเล่นโอเคไหม

ปรับเปลี่ยนการทำงานให้ทันยุค

เมื่อก่อนเป็นนะ เข้าบ้านตอนตี 4 พอตี 5 มีรถตู้อีกบริษัทมารอรับแล้ว เป็นช่วงที่ผู้จัดการเป็นคนรับ แล้วก็ทางค่ายก็รับด้วย แล้วก็เป็นงานของบริษัทด้วย กลางคืนเราต้องไปคอนเสิร์ต กลางวันเราต้องเป็นพิธีกร บางวันก็ถ่ายละคร พอมีละครงานก็เข้ามาเรื่อยๆ เวลานอนยังแทบจะไม่มีเลย ต้องอาศัยการนอนตามรถศิลปิน นอนในรถกินในรถ แต่ก็สนุกดี ตอนนี้ก็เปลี่ยนวิถีชีวิตแบบนั้นแล้ว เอาเท่าที่ทำได้ดีกว่า บวกกับยุคสมัยก็เปลี่ยนไปด้วย ก็ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ของสังคมยุคใหม่กันไป

คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวลูก 3 คน

ลูกผม 3 คน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งลูกชายคนเล็ก “น้องมิ๊กซ์” ตอนนี้กำลังทำเพลง ที่ออกมาแล้ว 1 เพลง ชื่อเพลง “ขอเงินแน” MV ก็ทำกันเอง ซึ่งน้องเขาก็ชอบนะ เราก็พยายามฝึกให้เขาร้องให้เขากล้าแสดงออก ก็ฝากเข้าไปดูไปชมกันได้นะครับทาง YOUTUBE ช่อง เหลือเฟือ แชลแนล แล้วเดี๋ยวก็จะทำไปเรื่อยๆ ทำของพี่ด้วย ลูกด้วย เวลาไปงานจะได้มีเพลงของเราเอง จะได้ไม่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์ ส่วนลูกสาวสองคนไปฝึกงานอยู่ที่ภูเก็ต เรียนจบปริญญาตรีเรียบร้อยแล้วทั้งคู่

คู่ชีวิตในอนาคต

ถ้าเข้ามา แล้วเข้าใจ รับลูกเราได้ ก็โอเค แรกๆ ผมปิดกั้นมาก แต่หลังๆ ก็เปิดละ บางคนมองว่าผมเจ้าชู้ แต่ด้วยการทำงานแบบนี้ด้วยลูกก็จะถามนะเหงาไหม ผมก็ปกตินะ ไม่เหงา ถามว่ามีคนเข้าหาเยอะไหม ก็มีเยอะ แต่เราจะคุยไหม ก็อีกเรื่อง ซึ่งทักมา ผมก็ลบแชท กลัวลูกเห็น อย่างในเฟซ มาชวนคุย 18+ คือโซเชียลน่ากลัวมาก ผมก็จะไม่เล่นนะ ผมมีสติ เรื่องพวกนี้น่ากลัวนะ ต้องมีสติและระมัดระวังดีๆ เอาเป็นว่าตอนนี้เราขอเลี้ยงลูกให้ดีเป็นฝังเป็นฝาให้เรียบร้อย ผมเคยคิดนะว่าถ้าเขาเป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้ว ผมก็กะจะบวช เพราะคิดว่าเราใช้ชีวิตคุ้มละ (ยิ้ม)

ตลอดการเดินทาง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ได้เรียนรู้ว่าตราบใดที่หัวใจยังสู้ ทุกสิ่งที่หวังและตั้งใจ ย่อมสำเร็จได้ไม่ช้าก็เร็ว

กุหลาบสีเงิน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: