โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) ทางเลือกของเด็กรุ่นใหม่

Published December 26, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273382

โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) ทางเลือกของเด็กรุ่นใหม่

โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) ทางเลือกของเด็กรุ่นใหม่

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นโรงเรียนที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับเด็กๆ อีกหนึ่งโรงเรียน สำหรับ โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) ซึ่งเป็นโรงเรียนสายอาชีพที่สร้างเด็กให้มีอาชีพมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น ทางรายการ“ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 พิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” ได้พามาพูดคุยกับ3 ผู้บริหาร “ดร.สันทนีย์ ผาสุก”, “คุณครูอาภาภรณ์เทียนขาว” และ “คุณครูจุฬาลักษณ์ คุปตรัตน์” ถึงที่มาที่ไปของโรงเรียน

เริ่มจาก คุณครูหมู-ดร.สันทนีย์ ผาสุก กล่าวว่า “โรงเรียนเรามีอายุตอนนี้ 13 ปี แล้วสิ่งที่สอนก็คือเรื่องของอาชีวะ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพ แล้วก็สายพระเนตรที่ก้าวไกลขององค์บริหารโรงเรียนจิตรลดาสายวิชาชีพ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ก็ทรงมีรับสั่งว่าให้เรียกสายวิชาชีพ ไม่ต้องเรียกอาชีวะ

ตอนนี้เราสอน 3 ภาควิชา อันแรกก็คือ บริหารธุรกิจ อันที่สองคือคหกรรม อันที่สามก็คือ อุตสาหกรรม แต่แยกย่อยเป็น 7 สาขาวิชา อันแรกก็จะเป็นสาขาบริหารธุรกิจ ก็จะเป็นการตลาด และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ถ้าเป็นทางด้านคหกรรมก็เป็นสาขาเรื่องของอาหารและโภชนาการ ถ้าเป็นทางด้านช่างอุตสาหกรรม ก็จะแบ่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้ากำลัง เครื่องมือกล และยานยนต์

ถามว่าแต่ละปีเรารับเด็กมากน้อยแค่ไหน คือจริงๆ แล้วเราไม่ต้องการเด็กมาก อย่างน้อยไม่ควรเกิน30 คนต่อ 1 ห้อง แต่ไม่เคยบอกว่า เราปิดนะคะ เรารับสมัครมาตลอด ยิ่งมาเยอะ ก็ยิ่งดีค่ะ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะพอประกาศผลแล้วก็ไม่มาอยู่กับเรา ซึ่งโรงเรียนเราไม่มีค่าเล่าเรียนนะคะ โรงเรียนจิตรลดาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานค่าเล่าเรียนให้นักเรียนจิตรลดาทุกคนไม่ว่าจะเป็นสายสามัญหรือสายอาชีพ แต่ส่วนที่เราเก็บกับนักเรียนเราเรียกว่า ค่าบำรุง ค่าบำรุงของเราก็จะเป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่านม ค่าเครื่องมือมาเรียนหนังสือที่นี่เรามีอาหารให้กิน 1 มื้อ แต่เติมตามสบาย แล้วก็มีให้ดื่มนม แล้วก็ค่าเครื่องมือ คือเด็กจะเรียนคหกรรม ก็ต้องมีค่าเครื่องมือ เด็กจะเรียนช่างก็ต้องมีเครื่องมือ เด็กอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องมีเครื่องมือ ทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นทั้งหมดแล้ว โดยเฉลี่ยที่เด็กจะต้องจ่ายอยู่ที่ประมาณ 23,000 บาท แต่ส่วนใหญ่เด็กช่างอาจจะเสียเยอะหน่อย เพราะเครื่องมือเยอะ แล้วก็มีชุดฝึกงานด้วย มีชุดช็อป ทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นหมดแล้ว

ด้าน คุณครูอาภาภรณ์ เทียนขาว (ฝ่ายปกครอง) กล่าวว่า “เวลาพูดถึงนักเรียนสายวิชาชีพ หรือนักเรียนอาชีวะ จะต้องถามว่านักเรียนดื้อมั้ย นักเรียนทุกคนมีความดื้อ มีความดีเท่ากัน แต่ของเราเราใช้คุณธรรมและวัฒนธรรมไทย และก็ใช้ความเป็นจิตรลดานำนักเรียนค่ะ ช่วงแรกอาจจะดูว่าดื้อมากหน่อย ก็ค่อยๆ ปรับกันไป แล้วสุดท้ายก็เป็นจิตรลดา เรื่องยกพวกตีกันโรงเรียนนี้ด้วยพระบารมีไม่มีค่ะมีเข้าใจผิดกันบ้าง แต่ว่าก็จับมานั่งคุยกัน

ที่บอกว่าเด็กไม่มาอยู่กับเรา หรือเด็กมาอยู่ตรงนี้แล้วบางทีอยู่สักพักก็ไป ถามว่าแล้วเขาไปเรียนที่ไหน เด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนอาชีวะ ทางโรงเรียนอาชีวะปกติทั่วๆ ไป การเรียนหน่วยกิตจะตามกฎกระทรวง แต่ของเราการเรียนการสอนทางด้านวิชาการก็เพิ่มส่วนของหน่วยกิตขึ้นมา จึงทำให้ระยะเวลาในการเรียนแต่ละวันของเราเลิกเย็น ประมาณ 15.30-16.30 น. แต่โรงเรียนอาชีวะปกติเขาจะเป็นรอบเด็กก็จะเรียนประมาณครึ่งวัน มีเช้ามีบ่าย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ตัวนักเรียนไม่ค่อยชอบ แต่ผู้ปกครองชอบ แล้วเวลาเด็กเลิกเรียน ก็ตรงกับเวลาคุณพ่อคุณแม่เลิกงานพอดี

ปีล่าสุดถามว่าเรารับเด็กกี่คน สมมุติว่าเรารับ 210 คน แต่ถึงเวลาที่มามอบตัวจริงๆ ก็จะลดลงเหลือ 128 อันนี้ก็เด็กมีทางเลือกด้วย พ่อแม่บางคนที่อาจจะไม่เข้าใจเรื่องของการศึกษา ก็ให้เด็กไปเรียนของรัฐบาลดีกว่า เพราะว่า 12 ปีภาคบังคับ เรียนฟรี เขาก็เลยไม่ส่งลูกหลานมาที่นี่ แต่มีนะคะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แล้วเวลาเขาปลื้ม เขาปลื้มมาก แม้แต่เขามีน้อง มีลูก ก็ให้มาเรียนที่นี่

เด็กที่เรียนที่นี่ถามว่าเช้าทำอะไร กลางวันทำอะไร จนถึงกลับบ้านสี่โมงครึ่ง นักเรียนของเราจะมาโรงเรียนแต่เช้า เพราะว่าเนื่องจากในกรุงเทพฯ พ่อแม่มาส่งบ้าง มาเองบ้าง แต่ส่วนมากก็จะมาเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะเด็กโต พอมาถึงโรงเรียนปั๊บเด็กก็จะเข้ามาเซ็นชื่อเข้า เสร็จเขาก็วางกระเป๋าที่โต๊ะประจำของเขา แล้วเขาก็เดินไปรับประทานอาหาร บางคนพ่อแม่ทำอาหารมาให้ ก็นั่งรับประทานตรงนั้น

พอถึงเวลา 07.45 น. เราก็จะเปิดเพลงพระราชนิพนธ์เพื่อเรียกแถว พอเด็กได้ยินปุ๊บเด็กก็จะเดินมาเข้าแถวตามที่เราชี้แจงตั้งแต่ต้นไว้ พอเพลงจบก็จะเริ่มกิจกรรม กิจกรรมก็จะเหมือนกับโรงเรียนอื่นปกติแต่จะมีเพิ่มมานิดหน่อย ร้องเพลงชาติ สวดมนต์แต่ของเราจะมีสวดมนต์ที่เป็นบทสวดเฉพาะของโรงเรียนจิตรลดา เป็นบทร้อยกรองบทประพันธ์แล้วพอเสร็จแล้วก็จะนั่งสมาธิ เราก็จะมีบทนั่งสมาธิอีกขออุทิศส่วนกุศลผลบุญนี้อะไรก็ว่าไป และสุดท้ายแผ่เมตตา เพื่อให้เด็กเขารู้จักว่าการนั่งสมาธิจริงๆเป็นแบบไหน แล้วก็มีแผ่เมตตาให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าและผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว คือเราสอนให้จิตใจเด็กอ่อนโยนตั้งแต่เช้า

พอสวดมนต์เสร็จ ก็จะมีคุณครูเวรขึ้นพูดเราเป็นโรงเรียนสายเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นไปต้องมีสิ่งฝากเด็ก ที่เป็นเรื่องใหม่ๆ เราก็จะมีครูทุกคนต้องขึ้น จะเป็นเวรขึ้นไป ปีหนึ่งเราจัดเป็นเทอมๆ ก็ขึ้นไปพูด ถึงเวลาปั๊บนักเรียนขึ้นเรียนคาบแรกก็ 08.30 น.พอเรียนไป 2 ชั่วโมงปั๊บ 10.10 น. นักเรียนก็จะต้องลงมาดื่มนมของจิตรลดา เป็นกล่องยูเอชที แช่เย็นบ้างไม่แช่เย็นบ้าง แล้วแต่คนจะชอบ แรกๆ เด็กก็จะดื่มไม่ค่อยเป็น จะขอนมเปรี้ยว เราก็บอกไม่มี ให้ฝึก สุดท้ายเด็กก็จะติดนม

พอทานนมเสร็จ 10 นาทีเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ล้างหน้าล้างตาขึ้นไปเรียนต่อ แล้วถึงเวลาเที่ยงตรงก็ลงมาทานอาหารกลางวัน จะมีแบบนี้ค่ะ เด็กทุกคนต้องนำช้อน-ส้อม ต้องนำแก้วน้ำเป็นของตัวเองลงมาแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะทานอาหารเพื่อรอครูประจำชั้นลงมาเพื่อตรวจว่าเรียบร้อยไหม แล้วถึงจะเดินไปรับอาหารเป็นแถวโดยมีครูประจำชั้นคอยกำกับดูแลในช่วงแรกๆ รับอาหารเสร็จก็ต้องมานั่ง แล้วรอทานพร้อมกันแต่ถ้าวันไหนเป็นอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว ไม่ต้องรอ เดี๋ยวอืด ก็ทานได้เลย พอเสร็จแล้วครูประจำชั้นก็จะปล่อยเด็กเอาถาดไปคืน แล้วก็ล้างช้อน-ส้อม ล้างแก้วแล้วก็ซื้อขนมร้านสะดวกซื้อ แล้วก็มานั่งทาน แล้วสนทนากัน เราไม่ให้ใช้โทรศัพท์ค่ะ”

สุดท้าย คุณครูจุฬาลักษณ์ คุปตรัตน์(ฝ่ายวิชาการ) กล่าวว่า “เด็กนักเรียนที่นี่เวลาคนได้ยินคำว่าจิตรลดา ต้องบอกว่าคนกลัว ชื่อน่ากลัว เพราะดูสูงส่ง เด็กที่มาเรียนที่นี่ถามว่าต้องเก่งขนาดไหนหรือหัวกะทิมาจากไหน สำหรับนักเรียนจิตรลดาสายวิชาชีพ เราจะมีเปิดรับสมัครช่วงประมาณต้นมกราคมของทุกปี แล้วเด็กที่จบ ม.3 หรือเทียบเท่า ม.3 ก็สามารถมาสมัครได้ โดยที่เราไม่ได้ดูเกรดเลยตามนโยบายของท่านรองผู้อำนวยการ เราจะสัมภาษณ์ก็มีการสอบข้อเขียน วัดความถนัด แล้วก็มีทัศนคติหรือทางด้านจิตวิทยา

อย่างเช่นที่ท่านรองผู้อำนวยการ เล่าให้ฟังว่าบางทีเด็กติดศูนย์มาจากโรงเรียนของเขา แล้วก็มาสมัคร เราก็ยังรับอยู่ คือรับสมัครนะคะ แต่พอวันที่จะต้องมามอบตัว เขาต้องซ่อมของเขาให้เรียบร้อย ถามว่าเราไม่ดูเกรด แล้วเราดูจากอะไร เราจะดูหลายอย่างนะคะ ในเรื่องของการมีสอบด้านวิชาการด้านข้อเขียน มีสอบเลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

แล้วก็มีในเรื่องของการสัมภาษณ์ บางสาขาอย่างสาขาอาหารและโภชนาการ สถานประกอบการมาสัมภาษณ์เอง เพราะว่าเด็กเราต้องไปฝึกงานกับสถานประกอบการนั้นๆ ด้วย สาขาอาหารโภชนาการก็จะมีสถานประกอบการที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ของเรามาตลอดก็คือ เอสแอนด์พี จะมาสัมภาษณ์เองเลย แล้วก็ท่านผู้อำนวยการสัมภาษณ์เองด้วย รองผู้อำนวยการเข้าสัมภาษณ์นักเรียนเองด้วย ก็จะดูทัศนคติ แล้วก็ในการสัมภาษณ์นี้ก็จะมีผู้ปกครองพ่อแม่ เข้าร่วมสัมภาษณ์ด้วย ก็คือจะดูหมดผู้ปกครองมากับนักเรียน แต่ว่ามาคุยกัน มาสัมภาษณ์ด้วยกันร่วมกัน”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: