‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

Published August 13, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506815

‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ จึงจะเรียกความสนใจของคนได้

ไม่เว้นแม้แต่อาหารและขนม เพราะเมื่อใส่ความครีเอทลงไปและทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและต่อยอดไอเดียนี้ไปสู่ธุรกิจหรือสิ่งอื่นๆ ได้อีกด้วย

ดูอย่าง พญ.นวพร ผิวผัน หรือ หมอแป๊ก แพทย์ที่ปรึกษาด้านผิวพรรณและความงาม ประจำ วีวา คลินิก (Viva Clinic) เป็นอีกหนึ่งต้นแบบคนวัยทำงานผู้รักสุขภาพและชอบสร้างสรรค์งานศิลปะ จนนำไปสู่ข้าวปั้นน่ารักๆ ที่โด่งดัง

“จากจุดเริ่มต้นที่ชอบทำข้าวกล่องกินเองเป็นประจำ โดยตื่นมาทำตอนเช้าทุกวันและใช้เวลา 1 ชั่วโมง วันหนึ่งก็รู้สึกเบื่อขึ้นมา แต่บังเอิญได้ไปเห็นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นทำข้าวปั้นน่ารักๆ ใส่เบนโตะแล้วถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ก็เลยอยากลองทำดูบ้าง ทำไปทำมาก็รู้สึกสนุกดี จึงทำมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 2 ปีแล้วค่ะ

ดิฉันว่าการที่เราเตรียมมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันกินเองนั้นเป็นข้อดี เพราะสามารถเลือกวัตถุดิบโดยทำเป็นข้าวกล่องเพื่อสุขภาพได้ ว่าจะกินแป้งแค่ไหน กินเนื้อสัตว์แค่ไหน ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเตรียมข้าวกล่องโดยปั้นเป็นรูปการ์ตูน เช่น หมีแพนด้า แมว กระต่าย หมาจิ้งจอก เพนกวิน ฯลฯ แล้วยังมีการ์ตูนที่คนนิยม เช่น ชินจัง โดเรมอน โปเกมอน โตโตโร่ และอื่นๆ ด้วย”

หมอแป๊กบอกว่า สำหรับข้าวที่ใช้ปั้นจะใช้ข้าวหอมมะลิไทยที่หุงสุกใหม่ๆ โดยมีอุปกรณ์เสริมคือแผ่นแร็ปพลาสติกสำหรับห่อแล้วปั้นข้าว กรรไกรตัดสาหร่าย และที่คีบอาหาร ส่วนสีที่ใช้ผสมในข้าวจะใช้สีธรรมชาติ เช่น สีชมพูจากน้ำบีตรูต สีฟ้าจากดอกอัญชัญ และสีเหลืองจากไข่แดง เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่าเมนูส่วนใหญ่จะเป็นข้าวปั้น แล้วก็มีขนมปังทาเนยถั่ว ที่วาดเป็นรูปหน้าการ์ตูนน่ารักๆ ด้วย จากการ์ตูนแบบง่ายๆ ตอนนี้ก็เริ่มท้าทายตัวเองโดยทำในรูปแบบที่ยากขึ้น เพราะมองว่ามันคืองานศิลปะอย่างหนึ่ง จากที่ทำเป็นตัวแบนๆ ก็เริ่มทำเป็นตัวละคร 3 มิติจากภาพยนตร์ดังที่เราชอบ เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือมินเนียน ซึ่งทำเป็นตัวยืนได้โดยใช้ข้าวปั้นเป็นหลัก แล้วนำวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ไข่ต้ม ไส้กรอก ไข่ดาว แครอต ผักต้ม มาตกแต่งให้เป็นธีมอีกที ที่ผ่านมาก็เคยทำเป็นร้อยๆ แบบแล้วค่ะ ตัวการ์ตูนที่คนชอบที่สุดฝั่งญี่ปุ่นก็คือ โตโตโร่ ส่วนฝั่งดิสนีย์ก็จะเป็นหมีพูห์และผองเพื่อน

สำหรับเรื่องการสอนเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นนั้น ตอนแรกดิฉันก็แค่อัดคลิปแนะนำสั้นๆ ลงในไอจีเฉยๆ ไม่ได้คิดจะเปิดสอนจริงจัง แต่ก็มีคุณแม่ที่ตามไอจีอินบอกซ์มาถามว่า ลูกเขากินข้าวยากจัง จะทำยังไงดี ดิฉันก็เลยเปิดเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นขึ้นมา โดยจะประกาศลงในเพจเฟซบุ๊กล่วงหน้า และไปเช่าพื้นที่ของคาเฟ่ที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าเพื่อจัดเวิร์กช็อป แต่ไม่ได้สอนบ่อยนะ อาจจะเปิดแค่เดือนละครั้ง ที่ผ่านมาก็เปิดไปได้ 6-7 ครั้งแล้ว ซึ่งก็มีคนมาเรียนครั้งละเกือบ 20 คนได้ โดยจะคิดค่าเรียน 2,000 บาท และสอน 4 ชั่วโมงรวดเดียวจบเลย”

พญ.นวพร ผิวผัน

หมอแป๊กทิ้งท้ายว่า บางครั้งมีพ่อแม่หลายคนพาลูกมาเวิร์กช็อปด้วย เพราะลูกๆ ชอบงานศิลปะเช่นกัน จึงเป็นการช่วยให้เด็กฝึกความคิดสร้างสรรค์ มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ที่สำคัญถ้าเด็กๆ ทำข้าวปั้นเป็นแล้ว พวกเขาก็จะสนุกกับมันและทำเบนโตะกินเองได้ แล้วยังช่วยให้พวกเขากินข้าวง่ายขึ้นอีกด้วย เท่านี้ก็สร้างความสุขให้ กับเธอได้อย่างดีแล้วละ…ติดตามที่ FB : Cutefoodies by Peaceloving Pax และ IG : @peaceloving_pax

ด้าน วิรุฬห์ นวทิศพาณิชย์ หรือ ครูแพง จากโครงการอนุรักษ์ขนมไทย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ด้านศิลปกรรมและปริญญาโท ด้านดิจิทัลฟิล์ม & แอนิเมชั่น จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมโทรโพลิแทน เขาก็ใช้ความสามารถและมุมมองใหม่ๆ มาปรับใช้กับการทำขนมไทย เพื่อให้เกิดรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับขนม

“ด้วยความที่คุณแม่ผม (อาจารย์จันทิรา นวทิศพาณิชย์) เป็นผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์ขนมไทย (อยู่ในซอยสุขุมวิท 101/1) ซึ่งเปิดสอนทำขนมมากว่า 30 ปี ผมจึงซึมซับความชอบเกี่ยวกับขนมไทยมาตั้งแต่เด็กและทำขนมเป็นหลายชนิด ปัจจุบันผมเป็นครู สอนทำขนมไทยอยู่ที่โครงการและยังเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

ที่โครงการของเราจะสอนทำขนมไทยเป็นหลัก แต่ก็จะมีรับทำตามออร์เดอร์บ้าง จะไม่ได้ทำขายโดยตรง เมื่อก่อนงานของเราคือเดินทางไปทั่วประเทศไทย รวมทั้งต่างประเทศด้วย เพื่อสอนการทำขนมไทยตามศาลากลางจังหวัดหรือตามสถานทูตไทย ให้คนทำขนมเป็นและสามารถประกอบอาชีพได้ การที่ผมได้ไปเรียนทำขนมอบเพิ่มเติมที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี และเรียนด้านแอนิเมชั่นมา ทำให้ผมหยิบไอเดียที่ได้มาใส่ในขนมไทยโดยจัดเป็นธีมต่างๆ ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

ครูแพงบอกว่า กลุ่มคนที่มาเรียนทำขนมกับเขา จะเป็นวัยรุ่นตอนปลายและวัยทำงานที่เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีวัยอื่นๆ ที่มาเรียนกับคุณแม่ของเขาด้วย พูดง่ายๆ ว่ามีครบทุกช่วงอายุเลยละ

“ตั้งแต่ผมเริ่มสอนทำขนมไทยมา ปีนี้ก็เป็นปีที่ 7 แล้ว ผมจะสอนโดยเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กควบคู่ไปด้วย เพราะยุคนี้คนใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะ นอกจากนี้ผมยังชอบถ่ายรูปขนมสวยๆ ลงในเพจ โดยจัดพร็อพให้เป็นธีมที่ดูสวยๆ เท่ๆ และดูแตกต่างจากขนมไทยทั่วไป จึงได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพจดีพอสมควร

ขนมไทยที่คนชอบมาเรียนกันมาก คือ ‘ช่อม่วง’ ซึ่งผมครีเอทเป็นรูปตัวเม่น และเรียกมันใหม่ว่า ‘ช่อเม่น’ ขนมส่วนใหญ่ที่ผมสอน จะผสมผสานความเป็นไทยและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นขนมที่แปลกใหม่ อย่าง ‘ลูกชุบ’ ทั่วไปที่ปั้นเป็นรูปผลไม้ ผมก็จะนำมาปั้นเป็นรูปเป็ดบ้าง ตัวการ์ตูนดังอย่างโปเกมอนบ้าง แล้วจัดพร็อพถ่ายรูปลงเพจ จนมีลูกค้าออร์เดอร์ขนมกันเข้ามาเยอะพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมี ‘ขนมเปี๊ยะ’ ที่ทำเป็นรูปดอกบัวและดอกไม้ โดยใส่ความครีเอทลงไป ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากๆ เช่นกัน เพราะคนที่เรียนสามารถทำเป็นของขวัญของฝาก ให้กับเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่นับถือได้ นอกจากคนที่ได้รับจะชอบแล้ว คนที่ทำให้ยังได้ความภาคภูมิใจอีกด้วย”

ครูแพงบอกว่า ค่าเรียนทำขนมแต่ละชนิดจะคิดราคาไม่เท่ากัน เอาเป็นว่า ถ้าเริ่มต้นเรียนทำขนม 2 ชนิด จะคิดราคา 2,000 บาทขึ้นไป

“ในอนาคตผมอยากจะพัฒนาให้ขนมไทยของเราเป็นขนมที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม น่าสนใจ และมีมิติมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ‘ขนมวากาชิ’ ของญี่ปุ่น ที่เป็น ถั่วกวนแล้วใส่กับวุ้น ซึ่งมีทั้งเท็กซ์เจอร์ของความทึบและความใสของขนมอยู่ในชิ้นเดียวกัน ที่สำคัญคือสีสันของญี่ปุ่นจะมาเป็นฤดูกาล เช่น ฤดูซากุระ หรือฤดูที่คนญี่ปุ่นสวมใส่กิโมโนกัน เขาก็จะทำขนมออกมาเป็นสีของดอกซากุระ หรือสีสันของกิโมโนเลยละ

ผมว่าขนมไทยของเรายังขาดคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนตรงนี้อยู่ ด้วยความที่ขนมไทยจะใช้วัตถุดิบชนิดเดียวเลย ใช้แป้งก็แป้งกวนอย่างเดียว ไม่มีวัตถุดิบอื่นมาตัด พอเห็นขนมของชาติอื่นที่มีเรื่องราว มีคอนเซ็ปต์ ผมจึงอยากส่งเสริมให้ขนมไทยเป็นแบบนั้นบ้าง ให้กลายเป็นทั้งของกินได้และเป็นงานศิลปะไปพร้อมกัน ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าและเอกลักษณ์ให้กับขนมไทยเราได้อย่างดี

ที่สำคัญ ต้องใช้วัตถุดิบดีๆ จากทุกที่ทั่วไทยด้วยนะ เรื่องนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งก็น่าจะทำออกมาได้สำเร็จครับ”…ติดตามได้ที่ FB : kanomthai.school และ Line ID : arnurakkanomthai n

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: