น้อมคารวะบรรพชน! ยลความงาม ‘มรดกโลกแห่งใหม่’เอเชีย (เสียดาย..ไม่มีไทย)

Published August 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003407

(ขอบคุณภาพจาก UNESCO)

และแล้ว การประชุมประจำปีของคณะกรรมการมรดกโลก ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่เมืองคราคูฟ ประเทศโปแลนด์ ระหว่าง 2-12 ก.ค.60 ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ในปี 2560 จำนวน 21 แห่ง จากสถานที่สำคัญที่ถูกเสนอให้พิจารณา 33 แห่งทั่วโลก

แหล่งมรดกโลก คือ สถานที่อันทรงคุณค่า อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่ละแห่งนั้น ถือเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เป็นเจ้าของดินแดนที่มรดกโลกตั้งอยู่ แต่ได้ถูกพิจารณาให้เป็นผลประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศในการอนุรักษ์มรดกโลกที่บ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และการอนุรักษ์ปกป้องแหล่งมรดกโลกเหล่านี้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

สำหรับแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในปี 2560 จำนวน 21 แห่งนั้น ประกอบด้วย แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง และเมืองโบราณ 18 แห่ง โดยครอบคลุมหลายภูมิภาคของโลก ตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ซึ่งไทยรัฐออนไลน์ ขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จัก มรดกโลกน้องใหม่ในเอเชียของเรา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกประจำปี 2560

1.เขตปราสาทสมโบร์ ไพรกุก แหล่งโบราณคดีแห่งอิศนาปุระ ที่กัมพูชา

เขตปราสาทสมโบร์ ไพรกุก ซึ่งในภาษาเขมร หมายถึง ‘ปราสาทในป่าที่อุดมสมบูรณ์’ แหล่งโบราณคดีสมัยอาณาจักรอิศนาปุระ หรืออาณาจักรเจนละ ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณ เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 โดยเขตปราสาทสมโบร์ไพรกุก เป็นกลุ่มปราสาทโบราณ มีอายุมากกว่า 1,390 ปี ตั้งอยู่ในป่าลึกของจังหวัดกัมปงธม ทางตอนเหนือของกรุงพนมเปญ

จากการที่เขตปราสาทสมโบร์ ไพรกุกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ ทำให้ชาวกัมพูชาปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่ง และมีการทำพิธีสงฆ์ในกรุงพนมเปญ เพื่อเฉลิมฉลองในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย จนนับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 3 ในกัมพูชา ต่อจากเมืองพระนคร (Angkor) และปราสาทพระวิหาร (Temple of Preah Vihear)

2.เกาะศักดิ์สิทธิ์ โอกิโนะชิมะ และสถานที่ในเขตมุนากาตะในญี่ปุ่น

เกาะศักดิ์สิทธิ์ โอกิโนะชิมะ ในญี่ปุ่น ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเกาะคิวชู ไปทางตะวันตก 60 กม. โดยเกาะโอกิโนะชิมะ ตั้งอยู่ในเขตมุนากาตะ จังหวัดฟูกูโอกะ เป็นที่ตั้งของศาลเจ้ามุนาคาตะ ไทฉะ โอคิสึมิยะ ซึ่งบูชาเทพีแห่งท้องทะเล และเป็นสถานที่ประกอบพิธีขอพรเพื่อให้เดินเรือได้อย่างปลอดภัยมาแต่โบราณ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมการติดต่อแลกเปลี่ยนสำคัญระหว่างญี่ปุ่น จีน และคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงศตวรรษที่ 4-9

ต้องทึ่งที่โบราณสถานหลายแห่งบนเกาะโอกิโนะชิมะได้รับการดูแลรักษาจนอยู่ในสภาพที่ดี ทั้งที่ผ่านกาลเวลามายาวนานหลายศตวรรษ ขณะเดียวกัน ยังมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุบนเกาะมากมาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งของที่ผู้คนนำมาถวายแก่เทพเจ้า ซึ่งมีตั้งแต่แหวนทองจากเกาหลี ไปจนถึงแก้วจากเปอร์เซีย นอกจากนั้น เกาะโอกิโนะชิมะ ยังเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามผู้หญิงเหยียบย่างเข้าไป และทางการจะเปิดให้ประชาชนเฉพาะผู้ชาย เข้าไปเยือนเกาะโอกิโนะชิมะได้เพียงปีละครั้ง ในวันที่ 27 พ.ค. ซึ่งเป็นวันสักการะศาลเจ้า และจำกัดเพียงแค่ 200 คนเท่านั้น

3.เกาะกู่ล่างอวี่ Kulansu : ที่อยู่อาศัยของผู้คนจากหลายชาติในประวัติศาสตร์ ที่จีน

เกาะกู่ล่างอวี่ หรือเกาะที่เปิดประตูจีนสู่โลกภายนอก ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ Chiu-lung ฝั่งตรงข้ามของเมืองเซี่ยเหมิน ในมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นมณฑลชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยยูเนสโกได้พิจารณาให้เกาะกู่ล่างอวี่ เป็นมรดกโลก ในฐานะเป็นเมืองท่าพาณิชย์ของเมืองเซี่ยเหมิน ในช่วงปี ค.ศ.1843 ซึ่งทำให้จีนเปิดประตูการค้ากับโลกภายนอกมาตั้งแต่ 184 ปีก่อน

เกาะกู่ล่างอวี่ ได้กลายเป็นเกาะที่ชาวต่างชาติมาอาศัยเพื่อมาทำมาค้าขายกับจีน จนกลายเป็น ‘หน้าต่าง’ สำคัญ ของการแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างจีนกับต่างชาติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บ้านเรือนอาคารสถานที่ต่างๆ บนเกาะกู่ล่างอวี่ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ผสมผสานทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมของมณฑลฝูเจี้ยนและสถาปัตยกรรมต่างชาติ

ปัจจุบัน เกาะกู่ล่างอวี่ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ มีพื้นที่เพียง 2 ตาราง กม. ชื่อมีที่มาจากการกระทบของน้ำกับหิน แล้วจะเกิดเสียงดังเหมือนกับตีกลอง หรือมีชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักกันว่า ‘เกาะเปียโน’ โดยปัจจุบัน เกาะกู่ล่างอวี่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำจากฝั่งเมืองเซี่ยเหมิน มายังเกาะกู่ล่างอวี่ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

4.เมืองโบราณ อาห์เมดาบัด ในอินเดีย

นครที่มีกำแพงล้อมรอบแห่งเมืองโบราณ อาห์เมดาบัด  ก่อตั้งโดยพระเจ้าอาห์หมัด ชาห์ สมัยศตวรรษที่ 15 เมืองอาห์เมดาบัดซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของรัฐคุชราต ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซาบามาตี

เมืองอาห์เมดาบัด ร่ำรวยด้วยสถาปัตยกรรมตั้งแต่สมัยยุคพระเจ้าอาห์หมัด ชาห์ โดยเฉพาะวิหารภาทรา บ่อน้ำชุมชนโบราณและประตูเข้าเมือง โดยเมืองอาห์เมดาบัด ยังคงเป็นเมืองหลวงของรัฐคุชราต มาตั้งแต่สมัยยุคคริสต์ศตวรรษที่ 6 จนมาถึงปัจจุบัน

5.เมืองโบราณ ยาซ์ด ในอิหร่าน

เมืองยาซ์ด เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในอิหร่าน ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางที่ราบสูงอิหร่าน ห่างจากเมืองอิสฟาฮาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 270 กม. และอยู่ใกล้กับเส้นทางค้าขายผ้าไหมและเครื่องเทศสมัยโบราณ โดยเมืองยาซ์ด มีระบบการส่งน้ำแบบคานัต (ระบบชลประทานใต้ดิน) เพื่อดึงน้ำจากใต้ดินมาใช้ โดยสถาปัตยกรรมของเมืองยาซ์ดที่สร้างบ้านอาคารด้วยดินเผา สามารถรอดพ้นจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ได้ทำลายเมืองที่บ้านเรือนสร้างจากดินเผาจำนวนมากไปแล้ว

นอกจากนั้น เมืองยาซ์ด ซึ่งเป็นเมืองในทะเลทราย และเป็นเมืองเก่าแก่ในประวัติศาสตร์อายุ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ยังสามารถรักษาวิถีชุมชนและโบราณสถาน ทั้งระบบส่งน้ำคานัต บ้านเรือนโบราณ ตลาดขายของ ฮัมมัม (ในภาษาอาหรับแปลว่าการแพร่กระจายของความอุ่น) หรือคือการอาบน้ำอุ่นในห้องที่มีอุณหภูมิสูง) มัสยิด สุเหร่า วิหาร และสวนโบราณ โดลัต-อาบัด

6.เมืองเก่า เฮบรอน/อัล-คาลิล ในปาเลสไตน์

เมืองเก่าเฮบรอน/อัล-คาลิล ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัย ค.ศ.1250-1517 โดยศูนย์กลางที่น่าสนใจในเมืองเฮบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ ของปาเลสไตน์ คือ มัสยิดอัล-อิบราฮิม หลุมศพของสังฆราช จนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งชาวคริสเตียน อิสลาม และยูดาย ขณะที่เมืองเก่าเฮบรอน ยังเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของเส้นทางการค้ากองคาราวานสมัยโบราณที่เดินทางรอนแรมมาจากตอนใต้ของปาเลสไตน์ คาบสมุทรไซนาย ตะวันออกของจอร์แดน รวมทั้งตอนเหนือของคาบสมุทรอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อาณาจักรออตโตมัน (1517-1917) ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาถึงเมืองเฮบรอน ตลอดจนพื้นที่โดยรอบ และได้นำรูปแบบสถาปัตยกรรมมากมายเข้ามาด้วย โดยเฉพาะหลังคาบ้านที่สูงขึ้นเพื่อทำให้บ้านมีหลายชั้นมากขึ้น แต่อาคารบ้านเรือนในเมืองเฮบรอน กลับยังคงสามารถรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ได้ รวมทั้งการจัดพื้นที่ตามระบบระดับขั้น รวมทั้งย่านที่อยู่อาศัย ยังขึ้นอยู่กับกลุ่มเชื้อชาติ ศาสนา หรืออาชีพเดียวกัน อีกทั้งบ้านยังประกอบด้วยกลุ่มที่วางเรียงในรูปแบบระบบของต้นไม้

7.เมืองโบราณ แอฟโฟรดีเซียส ในประเทศตุรกี

เมืองแอฟโฟรดีเซียส เป็นเมืองโบราณของโรมัน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งอยู่ในเขตอนาโตเลีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี และอยู่บนที่สูงของหุบเขาที่มีแม่น้ำมอร์ซีนุสไหลผ่าน

ชื่อแอฟโฟรดีเซียส ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เทพแอฟโฟรไดท์ เทพแห่งความรักของชาวกรีก หรือวีนัสของชาวโรมัน โดยในสมัยโบราณ เมืองแอฟโฟรดีเซียส เป็นศูนย์กลางของการแพทย์ ปรัชญา และการแกะสลักหินอ่อน โดยซากของเมืองและโบราณวัตถุหลายส่วนยังอยู่ในสภาพที่ดี แม้จะผ่านกาลเวลาหลายพันปีมาแล้วก็ตาม.

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: