อุทาหรณ์ ‘สายแว้น-ขาซิ่ง’ ‘วิสัยทัศน์อุโมงค์’ ยิ่งเร็วยิ่งเสี่ยง!!

Published August 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264151

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“บนถนนเมืองไทย..ไม่ต่างอะไรกับสนามรบ”

คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวเช่นนั้น อาทิ สถิติ “7 วันอันตราย” ปีใหม่และสงกรานต์ของทุกปี ที่ระยะหลังๆ จำนวนคน “เจ็บ-ตาย” กลายเป็นเรื่องชินชา เช่นเดียวกับชาวต่างชาติ หลายคนจากที่เพียงมาท่องเที่ยว กลับกลายเป็น “เอาชีวิตมาทิ้ง” ที่เมืองไทย จนองค์การอนามัยโลกจัดอันดับให้ไทยเป็น “รองแชมป์”ประเทศที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในโลก หรือสถิติของ ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ (เว็บไซต์ thairsc.com) ที่ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีผู้สังเวยชีวิตให้กับถนนเมืองไทยไปทั้งสิ้น “8,470 ศพ” และบาดเจ็บอีก 765,597 คน

เมื่อพูดถึงสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาล ส่วนใหญ่ภาครัฐบ้าง สังคมบ้าง พุ่งเป้าไปที่ “เมา” ดื่มสุรา-เสพยาเสพติดแล้วขับขี่ยานพาหนะ มีการขยับกันทุกภาคส่วนทั้งการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทว่าหากไปดูข้อมูลตลอดทั้งปี พบว่าปัจจัยสำคัญ เอาเข้าจริงแล้วมาจากพฤติกรรมประเภท “สายแว้น-ขาซิ่ง” ขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

เช่น ข้อมูลจาก สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง (เว็บไซต์ bhs.doh.go.th) ระบุว่า การขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุถึงร้อยละ 76.87 สูงกว่าเมาสุราซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 1.71 และหลับใน ร้อยละ 5.30 หรือข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ปรากฏในรายงาน “การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน” ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ชี้ตรงกันว่า ตลอดปี 2555-2558 การขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด เป็นสาเหตุ “อันดับ 2” ของอุบัติเหตุบนท้องถนน รองจากการขับขี่ตัดหน้าระยะกระชั้นชิดเท่านั้นตัวอย่างหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นข่าวใหญ่ คือกรณีลูกชายนักแสดงตลกชื่อดัง ขับรถเก๋ง BMW ชนเข้ากับรถเก๋งอีกคันที่กำลังกลับรถ บริเวณถนนรังสิต-นครนายก ส่งผลให้ฝ่ายหลังเสียชีวิต ซึ่งแม้ผลตรวจผู้ขับขี่รถเก๋ง BMW จะไม่พบแอลกอฮอล์ในเลือด จึงไม่เข้าข่ายขับรถขณะมึนเมา แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการใช้ความเร็วสูงถึง “152 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.)” ดังนั้นจึงยากที่จะเบรกได้ทันหากมีอะไรพุ่งเข้ามาขวางกะทันหัน

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงข่าวโครงการ “ลดเร็ว ลดเสี่ยง วิสัยทัศน์อุโมงค์ ฆ่าคุณได้ง่าย” อธิบายถึงอันตรายต่อการขับขี่บนท้องถนนด้วยความเร็วสูง พร้อมนำผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาบอกเล่าเรื่องราว อาทิ กัญจน์ภวิศ ใจกว้าง อายุ 42 ปีกล่าวว่า เมื่อปี 2558 ขณะที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ “บิ๊กไบค์” (Big Bike) กลับจากบ้านเพื่อน

อยู่ดีๆ ก็ “นึกสนุก” อยากลองทำความเร็ว จึง “ถอดหมวกกันน็อก” ออกเพราะอากาศร้อน และ “บิดคันเร่ง” ทำความเร็วไปถึง “140 กม./ชม.” จนครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรมาวิ่งตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน ซึ่ง ณ วินาทีนั้น เขาทำไม่ได้แม้แต่จะ “ตัดสินใจ” เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียง “ชั่วพริบตา” เท่าที่จำได้ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือสุนัขเข้าไปอยู่ในวงล้อรถด้านหน้า ทำให้ล้อหลังยกจนตัวรถลอยขึ้น และล้มไถลไปตามพื้น จากนั้นทุกอย่างก็มืดลง รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

“หมอบอกว่ากะโหลกร้าว ต้องเย็บถึง 40 เข็ม” เขากล่าว

กัญจน์ภวิศ เล่าต่อไปว่า เขาต้องพักฟื้นถึง 1 ปีเต็ม กว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังจากนั้นจึงตัดสินใจขายบิ๊กไบค์คันนั้นทิ้งทันที ทว่าด้วยความที่เหตุการณ์ครั้งนั้นยังตาม “หลอกหลอน”ทำให้จนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้กลับไปขี่มอเตอร์ไซค์อีกเลย เพราะ “ไม่อยากเสี่ยง” ไม่ว่าต่อชีวิตตนเองหรือผู้อื่น หากไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกแล้วไป “ชนคน” เข้าจริงๆ ก็จะสร้างความ “สูญเสีย” ให้กับญาติพี่น้องหรือครอบครัวของคนเหล่านั้นไปด้วย

“ตอนที่ขับเร็ว ยอมรับเลยว่ามองด้านข้างไม่ชัด จะเห็นชัดแต่ด้านหน้า ยิ่งกลางคืน ยิ่งเพิ่มเป็นสองเท่า ถ้าใครขับรถด้วยความเร็วที่ 140 -160 กม./ชม.อย่างผม จะรู้เลยว่าถ้ามีอะไรมาตัดหน้า คุณต้องทำใจไว้เลย เพราะไม่มีเวลาแม้แต่จะตัดสินใจเหยียบเบรก ชนอย่างแน่นอน ผมยังโชคดีที่รอดตายมาได้ แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดี และมีโอกาสรอดชีวิตหากขับรถด้วยความเร็วแบบผมในวันนั้น” หนุ่มรายนี้ กล่าวย้ำ

ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น..เพราะสำหรับกรณีของ จิตราภา เซี่ยงอึ๋ง อายุ 42 ปี หญิงรายนี้ “ไม่โชคดี” อย่างหนุ่มรายแรก เธอเล่าว่า ด้วยความที่ทำงานขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของและมักใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ จึงคิดว่าตนเอง “แน่” มั่นใจในฝีมือการขับขี่ ประกอบกับรถที่ขี่ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี กระทั่งวันหนึ่งตัดสินใจควบเจ้า 2 ล้อคู่ชีพ จากราชบุรีบึ่งเข้า กทม. หมายจะไปเยี่ยมลูก ซึ่งหากให้บรรยาย คงต้องใช้ศัพท์ของผู้ชอบทำความเร็วบนท้องถนนว่า..

บิดหมดปลอก!!!

กระทั่งมีรถบรรทุก 18 ล้อ วิ่งอยู่ข้างหน้า จึงคิดแซงจากเลนซ้ายไปเลนขวาด้วยความเร็วเต็มที่เพื่อให้พ้น แต่ด้วยความเร็วบวกกับ “แรงต้านของลม” ที่เกิดขึ้น ทำให้รถสะบัดและประคองไม่อยู่ ร่างของเธอกระเด็นจากรถ หล่นกลางถนน รถบรรทุกหยุดไม่ทัน “ล้อรถเหยียบขาแหลกละเอียดไป 1 ข้าง จนต้องถูกตัดขาทิ้งทันที” ทำให้จาก “คนปกติครบ 32” ต้องมากลายเป็น “ผู้พิการ” ขาขาดเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

“หากย้อนเวลาได้จะไม่ขับเร็ว ไม่ประมาท เพราะบนถนนมีความเสี่ยงตลอดเวลา การที่เราขับเร็ว เราจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จะสนใจแต่ข้างหน้าอย่างเดียว ถ้ามีรถมาตัดหน้า หยุดรถไม่ทันชนปะทะแน่นอน สุดท้ายทำให้ชีวิตเปลี่ยน อย่าเสี่ยงกับอุบัติเหตุที่คุณมองไม่เห็นจนต้องพิการไปตลอดชีวิต” จิตราภา ฝากเตือน

จากอุทาหรณ์ของทั้ง 2 เหตุการณ์ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า โดยปกติสายตาคนเราจะมีองศาการมองเห็น 180 องศา มีมุมมองรับรู้ตื่นตัวที่ 20-30 องศา และมีเพียง 2-4 องศา ที่มองเห็นชัดเจน ซึ่งมุมมองนี้จะ “ลดลง” ตามการใช้ความเร็วที่สูงขึ้น เช่น หากขับรถด้วยความเร็ว “ไม่เกิน 20 กม./ชม.”เราจะยังมีมุมการมองเห็นโดยรอบอยู่ที่ 180 องศา

แต่เมื่อเร่งเครื่องเป็น “30 กม./ชม.” การมองเห็นจะ “ลดลงเหลือ 100 องศา” หากขับรถที่ความเร็ว “90 กม./ชม.” จะลดลง “เหลือแค่ 50 องศา” และเมื่อขับรถมาด้วยความเร็ว “100 กม./ชม.” เราก็จะเหลือมุมการมองเห็น “เพียง 40 องศา” และยังลดลงได้อีกหากใช้ความเร็วสูงกว่านั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “วิสัยทัศน์อุโมงค์” ที่หมายถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ผู้อยู่หลังคันเร่งจะเห็นสิ่งต่างๆ รอบข้าง “วูบผ่าน” ไปอย่างรวดเร็วจน “มองไม่ทัน” คล้ายกับการขับขี่อยู่ในอุโมงค์ที่มองเห็นได้แต่ด้านหน้าเท่านั้น

“ถ้าหากมีวัตถุหรืออะไรมาตัดหน้า เราจะมีเวลาเพียง 2 วินาที ในการตัดสินใจแตะเบรก ซึ่งก็ใช้ระยะทาง 25 เมตร กว่ารถจะหยุดสนิทจะต้องใช้ระยะเบรกอีก 58 เมตร รวมระยะเบรกที่ต้องใช้ทั้งหมด 83 เมตร ดังนั้นการตอบสนองที่ช้าลงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลให้มีความรุนแรงสูงมากขึ้น หากมีเด็กหรือสุนัขวิ่งข้างทาง ข้ามถนนอย่างกะทันหัน หรือมีรถที่กำลังจะออกจากซอย หรือขับรถผ่านแหล่งชุมชน โรงเรียน ตลาด ฯลฯ ล้วนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น” ผู้จัดการ ศวปถ. อธิบาย

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2560 เชื่อว่าการเดินทางกลับภูมิลำเนาคงเริ่มตั้งแต่เย็นวันศุกร์ที่ 7 เมษายน เป็นต้นไปเนื่องจากบางคนคงถือโอกาสใช้สิทธิ์พักร้อนลายาว รวมถึงแม้ปีนี้จะมีประกาศห้ามใช้ยานพาหนะในการเล่นสาดน้ำ แต่ก็เชื่อว่าทำได้ยาก คงมีคนนำออกมาเล่นกันมากอย่างเช่นทุกปี ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตือนกันนอกจาก “ดื่มไม่ขับ-เมาไม่ขี่” แล้วก็ต้อง“ขับไม่ซิ่ง-ขี่ไม่แว้น” ด้วย เพื่อที่วันสงกรานต์จะได้เป็น “ช่วงเวลาแห่งความสุข” ไม่ต้องเศร้าโศกเพราะสูญเสียคนที่รัก

อนึ่ง..การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ จำเป็นต้อง “ทำต่อเนื่อง” ไม่เน้นแต่เพียงช่วงเทศกาล ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องของเมาแล้วขับ สังคมไทยตื่นตัวและตระหนักถึงอันตรายกันพอสมควรแล้ว สิ่งที่ภาครัฐต้องทำต่อไป คือต้อง “เอาจริง” เรื่องขับขี่เร็วกว่าที่กฎหมายกำหนดให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ลดจำนวนคนเจ็บ-ตาย-พิการจากอุบัติเหตุ และประเทศไทยจะได้หลุดจากอันดับถนนอันตราย ซึ่งเป็น..

ชื่อ “เสีย” ที่ไม่มีใครต้องการ!!!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: