จับชาย-หญิงแยกหออยู่ สกัด‘ท้องวัยเรียน’ได้ผล?

Published June 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/262263

วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยเป็น “ดราม่า” เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปเมื่อปลายปี 2557 กับ “ข่าวลือ” ว่ารัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิด “อายุต่ำกว่า 25 ถ้ายังเรียนก็ห้ามชาย-หญิงพักอยู่ด้วยกัน” ด้วยการออก “กฎหมายหอพัก” ฉบับใหม่ หวังแก้ปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ทำให้ถูกมองว่า“ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล” มากเกินไป เนื่องจากตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดช่วงอายุการมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวแล้วจะมีความผิดไว้ที่ “อายุต่ำกว่า 18 ปี” ในข้อหา “พรากผู้เยาว์” ซึ่งเกณฑ์นี้อิงตาม..

หลักสากล!!!

กระทั่งต่อมาที่ได้ข้อสรุปว่าที่ลือกัน “ไม่เป็นความจริง” กฎหมายฉบับใหม่ “พ.ร.บ.หอพัก พ.ศ.2558” ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 22 เม.ย. 2558 สาระสำคัญเพียงเน้นไปที่ 1.ให้คำว่า “หอพัก” เป็นคำควบคุม ด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายนี้ เช่น แยกหอพักชาย-หญิง ห้ามคนนอกเข้าไปภายใน ห้ามปล่อยปละละเลยเป็นแหล่งมั่วสุม ฯลฯ ดังนั้นผู้ประกอบการรายใดที่ไม่ประสงค์ปฏิบัติตาม จะไม่สามารถใช้คำว่าหอพักกับอาคารของตนได้ หากฝ่าฝืนจะมีความผิด

กับ 2.ส่งเสริมช่วยเหลือ จูงใจให้บรรดาผู้ประกอบการ หันมาทำ “ที่พักสีขาว” เหมาะสมกับผู้เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษามากขึ้น “ผู้ปกครองจะได้สบายใจ” ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี และการสนับสนุนอื่นๆ แต่ก็ยังให้สิทธิของบุคคลอายุ 18 ปีขึ้นไป เลือกได้ว่า “จะพักที่ใด” ทั้งหอพักตามกฎหมายนี้ หรือห้องเช่าประเภทอื่นๆ..

ไม่บังคับ!!!

ที่งานเสวนา “แค่ต่างเพศ ต้องต่างหอ? : ประเด็นทางกฎหมายในการบังคับใช้พ.ร.บ.หอพัก พ.ศ. 2558” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) เมื่อเร็วๆ นี้ ณรงค์ จันทร์บูรณะพินิจ ผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้ร่วมออกกฎหมายดังกล่าว เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องมี พ.ร.บ.หอพัก พ.ศ.2558 เพราะอยากให้หอพักนั้นเสมือน..

บ้านหลังที่ 2!!!

ณรงค์ ระบุว่า ที่ผ่านมา ปัญหาที่พบมากที่สุดในหอพัก คือยาเสพติดกับเรื่องเพศ เช่น การอยู่กันเป็นคู่ การล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะแม่วัยใส “อายุต่ำกว่า 20 ปีตั้งครรภ์ประมาณ 400 กว่าคนต่อวัน” นำมาสู่แนวคิด “แยกชายหญิงออกจากกัน” ให้อยู่กันคนละหอเสีย ในกรณีนักศึกษาอายุไม่เกิน 25 ปี นอกจากนี้ กฎหมายหอพักยังเพิ่ม “ความปลอดภัย” ของผู้พัก เพราะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้อง“ทำประกัน” คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้พักด้วย

ขณะที่ทรรศนะจาก “นักวิชาการ” หรือก็คือบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย “ผู้ใกล้ชิด” กับนิสิต นักศึกษา ก็แตกต่างกันไป อาทิ ผศ.ดร.มาตาลักษณ์ ออรุ่งโรจน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.นี้ ควรจะ “แบ่งเกณฑ์ให้ชัด” ระหว่าง “มัธยม-มหาวิทยาลัย” ไม่ใช่กล่าวรวมๆ เพียงว่าอายุ 18-25 ปี

โดยนอกจากจะเน้นเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารที่พักแล้ว ควรเน้น “มาตรการป้องกันเหตุร้าย” ควบคู่กันด้วย เช่น บังคับติดกล้องวงจรปิด ขณะเดียวกันสถานศึกษาควรจะจัดโซนเพื่อให้เอื้อต่อการศึกษา โดยให้ระยะ 3-5 กิโลเมตรรอบๆ สถานศึกษาอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัด ปลอดจาก..

อบายมุข!!!

ด้าน ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อีกท่านหนึ่ง มองว่า กฎหมายนี้ออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องเพศในวัยรุ่น แต่ด้วยความ“คลุมเครือ” ในตัวกฎหมายเอง อาจมีผลกระทบอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนหอพักตาม พ.ร.บ.นี้แล้ว คนภายนอกที่ไม่ใช่นักศึกษาก็ไม่สามารถเข้ามาอยู่ในหอพักได้เลยใช่หรือไม่? หรือถ้าไม่ได้จดทะเบียนหอพัก นักศึกษาจะไม่สามารถพักได้ใช่หรือไม่?

หรือหอพักควรมีลักษณะอาคารแบบไหน? เพราะในพ.ร.บ.ไม่ได้กำหนดไว้ หรือหากไปดูนิยามคำว่าสถานศึกษา ที่หมายความว่า โรงเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้ ไม่หมายความรวมถึงสถาบันหรือมหาวิทยาลัยของรัฐที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งอ่านแล้วค่อนข้างสับสน เป็นต้น รวมถึงการกำหนดให้แยกหอพักชาย-หญิง จะกลายเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบการมากเกินไปหรือไม่?

“การห้ามบุคคลอื่นขึ้นหอพักในมาตรา 64 ผู้จัดการหอพักมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดูแลไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้พักเข้าไปในห้องพัก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการหอพัก แตกต่างจาก พ.ร.บ.ในปี 2507 ที่ระบุชัดเจนว่า ไม่ให้ผู้ชายขึ้นหอพักผู้หญิงและไม่ให้ผู้หญิงขึ้นหอพักผู้ชาย ฉะนั้น ถ้าตีความตามนี้ ผู้ประกอบการก็ควรที่จะมีหอพัก2 หอ เพื่อแยกหอพักชายและหอพักหญิง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่เคยมีหอพักที่เป็นชายล้วน

ในขณะเดียวกัน การระบุเช่นนี้เหมือนเป็นการบีบบังคับให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะรับหรือไม่รับนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของเขา ดังนั้นจึงมองว่าไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องแยกเพศ แต่ควรจะไปดูว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาทางเพศ แล้วแก้ตรงจุดนั้นแทน” อาจารย์ปูนเทพ ตั้งข้อสังเกต

อีกมุมหนึ่ง ผศ.โสพิน โตธิรกุล อาจารย์กลุ่มวิชาสหวิทยาการสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มองว่า การแยกชาย-หญิงด้วย พ.ร.บ. ดังกล่าว “ทำได้ยาก” เพราะเรื่องเพศนั้น “ห้ามกันไม่ได้” พร้อมยกงานวิจัยที่เคยทำไว้เมื่อปี 2546 ชื่อ “อยู่ก่อนแต่ง” ซึ่งศึกษาพฤติกรรมการอยู่ด้วยกันของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย พบว่า มีเหตุผล 3 ประการ คือ 1.มีเพศสัมพันธ์ได้แบบไม่ต้องไปซื้อบริการ 2.ประหยัดและสะดวกสบาย เพราะมีการแชร์ค่าห้อง หรือฝ่ายหญิงอาจช่วยทำงานบ้านให้ และ 3.รักจริง รู้สึกดีต่อกันจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นจะแต่งงานกัน

“ผู้ชายจะมีสองข้อแรกในสัดส่วนมากกว่า แต่ผู้หญิงมองว่าเป็นความรักจริงแต่ไม่ถึงขั้นแต่งงาน และไม่ใช่การอยู่ก่อนแต่ง เนื่องจากทั้งสองก็ไม่ได้อยู่กันฉันท์สามีภรรยา อย่างไรก็ตาม นักศึกษาให้เหตุผลว่า พวกเขาโตแล้ว ถึงจะมีเพศสัมพันธ์กัน แต่ก็สามารถไปเรียน และรับผิดชอบตัวเองได้ ถือเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหนึ่งที่มีโลกทัศน์ต่างจากการอยู่กับเพื่อน” อาจาย์โสภิณ ระบุ

ซึ่งก็สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ “แนวหน้า” เคยนำเสนอมุมมองของวัยรุ่นมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการอยู่กินกันของนักศึกษาชาย-หญิง (“สกู๊ปแนวหน้า” : “อยู่ก่อนแต่ง-รักวัยเรียน” แง้มประตู “หอพักนักศึกษา”) พบว่า หลายคนมองเป็น “เรื่องปกติ” ไม่มีอะไรเสียหาย ตราบเท่าที่ไม่ก่อปัญหาตามมา เช่น เรียนไม่จบหรือท้องไม่พร้อม เป็นต้น

เช่นเดียวกับผลการสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในหัวข้อ “สภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต (ความสุข) คนไทย พ.ศ. 2557” เผยให้เห็นว่าจำนวนคนไทยที่ “รับไม่ได้” กับการที่หญิงและชายมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานนั้น “ลดลง” อย่างมีนัยสำคัญ โดยจากหญิงร้อยละ 23.3 และชายร้อยละ 20.1 ที่ตอบว่ารับไม่ได้ในปี 2554 เหลือเพียงหญิงร้อยละ 19.9 และชายร้อยละ 17.5 ในปี 2557 หรือการสอบถามในประเด็นการอยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน ผู้ที่ตอบว่ารับไม่ได้ จากเดิมร้อยละ 18.2 ในปี 2554 เหลือเพียงร้อยละ 15.4 ในปี 2557

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพ “ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป” จึงไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงแรกๆ ของข่าวการร่างกฎหมายหอพักฉบับใหม่ ข้อกังวลและเสียงคัดค้านจะค่อนข้างดัง ดังนั้นแล้ว บางทีการ “ยอมรับ-เข้าใจ” และให้ความรู้ “เพศศึกษา” อย่างตรงไปตรงมา อย่ากลัว “ชี้โพรงให้กระรอก” ซึ่งผ่านการพิสูจน์จากนานาชาติแล้วว่า “ลด” ปัญหาท้องไม่พร้อม-โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์..

ได้ดีกว่าการ “ห้าม” อย่างเดียว!!!

เบญจมินทร์ อุทัยรุ่งเรือง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: