มจธ.พบวิธีผลิตเอทานอลจากผักตบชวา ได้ปริมาณค่อนข้างสูง40-48เปอร์เซ็นต์

Published June 17, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238291

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ คงเกียรติขจร อาจารย์สายวิชาเทคโนโลยีชีวเคมี คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนาการผลิตเอทานอลโดยกระบวนการทำให้เป็นน้ำตาลก่อนการหมักจากผักตบชวา” เปิดเผยถึงงานวิจัยดังกล่าวว่า เกิดขึ้นจากปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่การปลูกพืชพลังงานเพื่อนำมาใช้ภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ทำให้นักวิจัยต้องมองหาพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทน โดยมีวัชพืชเป็นโจทย์สำคัญ เมื่อย้อนกลับไป เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราเริ่มหาพืชชนิดอื่นเพื่อทดแทนพืชอาหารที่จะนำมาผลิตเอทานอล เราพบว่าผักตบชวา ซึ่งเป็นวัชพืชที่ใช้ประโยชน์ได้น้อยมากแต่กลับสร้างปัญหามากมายทั้งขัดขวางทางเดินทางของน้ำ เจริญเติบโตเร็วแบบทวีคูณ รวมถึงเมื่อมีจำนวนมากจะไปแย่งอากาศและอาหารของสัตว์น้ำขณะเดียวกันก็เป็นพืชอายุสั้นเมื่อตายก็เกิดเป็นของเน่าเสียในแม่น้ำลำคลอง เบื้องต้นเราเอามาทดสอบก่อนว่าผักตบชวาแปรรูปเป็นน้ำตาลได้หรือไม่เพราะหลักการของการผลิตเอทานอลคือต้องใช้น้ำตาลเป็นตัวตั้งต้น และใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อยในการหมักน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งพืชส่วนใหญ่ที่นำมาผลิตเป็นพืชประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย และพืชจำพวกแป้ง เช่น มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด สามารถทำได้แต่มีต้นทุนสูง เพราะจะเสียไปกับกระบวนการต้นน้ำ เช่น การปลูกพืชที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก จึงเป็นที่มาของงานวิจัยการผลิตเอทานอลจากผักตบชวาไทย และแม้ว่าในต่างประเทศเคยทำได้แต่ผลวิจัยของเราได้เอทานอลในปริมาณมากกว่าและมีกระบวนการที่ไม่เหมือนกัน

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ เปิดเผยว่า ผักตบชวามีสารตั้งต้นที่ต่างไปจากพวกมันสำปะหลังหรือซังข้าวโพดและน้ำตาล คือ มีความเหมือนต้นไม้ทั่วๆ ไป ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ความเป็นแป้งแทบไม่มีเลย ดังนั้นขั้นตอนของการวิจัยจึงมีความยุ่งยากในกระบวนการต้นน้ำที่จะหมักผักตบชวาให้อยู่ในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว อีกทั้งต้องคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ส่วนขั้นตอนการนำผักตบชวามาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอลแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ คือขั้นตอนของกระบวนการต้นน้ำ เริ่มต้นจากการนำผักตบชวาซึ่งมีความอวบน้ำ 50-60 เปอร์เซ็นต์ มาปรับสภาพกระทั่งอยู่ในรูปของโฮโมจีเนท ขั้นตอนต่อไปเรียกว่าขั้นการย่อยสลายเพื่อให้ได้น้ำตาล คือ เอาโฮโมจีเนทมาย่อยด้วยเอนไซม์ ให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก โดยขั้นตอนนี้จะใช้เอนไซม์ทุกตัวที่อยู่ในระบบการย่อยคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ขั้นสุดท้ายคือการหมัก จะต้องใช้เชื้อจุลินทรีย์ ในสภาพอากาศที่ถูกควบคุม ทั้งเวลา อุณหภูมิ และความดัน ซึ่งทั้ง 3 ขั้นล้วนอยู่ในกระบวนการวิจัยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผักตบชวาในประเทศไทย สามารถผลิตเอทานอลได้ปริมาณค่อนข้างสูง 40-48 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ในการผลิตเอทานอล โดยผักตบ 100 กรัม (ผักตบแห้งและทำให้เป็นผง) นำมาผ่านกระบวนการจนได้น้ำตาล 60 เปอร์เซ็นต์ และสามารถนำไปผลิตเอทานอลได้ราว 25 กรัม

ผศ.ดร.จิรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่าข้อดีของการนำผักตบชวามาผลิตเอทานอลคือ ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชพลังงานหรือแย่งพื้นที่การปลูกพืชอาหาร ช่วยลดการแข่งขันเรื่องอาหาร ไม่มีต้นทุนการปลูกเพราะเป็นวัชพืชที่ขึ้นเอง ทั้งยังช่วยลดมลพิษทางน้ำได้อีกด้วย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: