จัดหนักหนี้นอกระบบ รัฐช่วย “คนจน” มีทางสู้

Published June 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970057

“จน เครียด เป็นหนี้”…วงเวียนชีวิตของคนไทย จำนวนไม่น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตแบบวนไปๆ

ชีวิตต้องวนเวียนหาหยิบยืมเจ้าหนี้รายใหม่มาจ่ายดอกเจ้าหนี้รายเก่า …ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ บวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังสาละวันเตี้ยลงอย่างหนัก ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ 3 ปีติดต่อกัน…ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกระทบต่อกลุ่มคนฐานล่างของประเทศ ลูกจ้างโรงงาน เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ…ต้องประสบปัญหาปากท้องและหันไปกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะ “กู้เงินนอกระบบ” มาใช้จ่าย

ย้อนภาพบรรยากาศหลังจากที่รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารบ้านเมืองเมื่อปลายปี 2557 ได้มีนโยบายเร่งด่วน ในการเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร

ด้วยเพราะการเป็น “หนี้นอกระบบ” เป็นต้นเหตุสำคัญที่ส่งผลร้ายสร้างปัญหาสังคมตามมา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแก้หนี้นอกระบบจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล พร้อมกับบรรจุให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก ที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอีกด้วย

ตลอดสอง…สามปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก ทำงานบูรณาการร่วมกันกว่า 12 องค์กร เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาครบทุกมิติ ผลงานที่โดดเด่นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามมาเฟียเจ้าหนี้โหด การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชาวบ้านไปใช้คืนหนี้นอกระบบ

นับรวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเข้ามาปล่อยกู้อย่างถูกกฎหมาย ตลอดจนจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความระหว่าง “เจ้าหนี้” กับ “ลูกหนี้”

ในการบังคับใช้กฎหมาย ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฉบับ พ.ศ.2560 หัวใจสำคัญป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบลูกหนี้เก็บดอกแพงหรือเก็บดอกรายวัน โดยบังคับให้เจ้าหนี้ทุกประเภทห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี หากฝ่าฝืนลูกหนี้สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

หรือ…กรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า

กฎหมายอีกฉบับเป็นการออก พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ห้ามเจ้าหนี้ทวงหนี้โดยวิธีข่มขู่ลูกหนี้ หากฝ่าฝืนติดคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจจับเจ้าหนี้นอกระบบที่ยังทำผิดทั่วประเทศ จนถึงปัจจุบันสามารถดำเนินคดีได้แล้ว 507 ราย

อีกมิติที่สำคัญ “จัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” ให้ชาวบ้าน กระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดโครงการสินเชื่อแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560

เพื่อใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว หรือนำไปใช้คืนหนี้นอกระบบ โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของธนาคารออมสิน 5,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท

พร้อมกับให้เงื่อนไขการปล่อยกู้ที่พิเศษเพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เช่น กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายถึง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หรือคิดเป็น 18.83% ต่อปี ผ่อนชำระยาวสุด 5 ปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันให้กันได้

มาตรการนี้มีประชาชนสนใจลงทะเบียนขอสินเชื่อมากกว่าแสนคน ธนาคารสามารถปล่อยกู้ช่วยเหลือไปได้แล้วกว่า 1,800 ล้านบาท แก้ปัญหาหนี้สินและหนี้นอกระบบให้ชาวบ้านได้แล้ว 39,300 ราย

ยังไม่จบเพียงแค่นี้ รัฐบาลยังได้เปิดโครงการให้เจ้าหนี้นอกระบบที่อยู่นอกกฎหมาย ให้เข้ามาทำธุรกิจปล่อยกู้อย่างถูกต้อง ด้วยการอนุญาตให้ธุรกิจเงินกู้เข้ามาลงทะเบียนประกอบธุรกิจสินเชื่อรูปแบบใหม่ 2 รูปแบบ คือ “นาโนไฟแนนซ์”… สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย และ “พิโกไฟแนนซ์” สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย

โดยกำหนดให้คิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ได้ไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี

ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการได้รับความสนใจจากเจ้าหนี้นอกระบบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพิโกไฟแนนซ์มีผู้สมัครจากทั่วประเทศถึง 224 ราย โดยเฉพาะจากภาคอีสานเข้ามามากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง และกระทรวงการคลังให้ใบอนุญาตไปแล้ว 58 ราย ทำให้เจ้าหนี้นอกระบบกลับมาปล่อยกู้ได้อย่างถูกกฎหมาย

ข้อมูลเปิดเผย ในช่วงเริ่มต้นให้กู้ไปแล้ว 97 ราย วงเงิน 2.6 ล้านบาท …ขณะที่โครงการนาโนไฟแนนซ์มีผู้ยื่นขอใบอนุญาต 29 ราย เปิดให้บริการแล้ว 21 ราย สามารถปล่อยกู้ได้แล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

สุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรของรัฐบาลถือว่าดีมาก ที่ผ่านมาชาวไร่ชาวนาที่ยังไม่มีความรู้ต้องตกเป็นเหยื่อของนายทุนนอกระบบมาตลอด เช่น พอฝนแล้งข้าวเสียหายก็ต้องไปกู้นอกระบบ หรือเอาที่ดินไปค้ำประกันจำนองบ้าง บางคนไม่รู้หนังสือเวลาทำสัญญาก็เสียเปรียบ ถูกคิดดอกเบี้ยแพงๆ ผ่อนเท่าไรก็ไม่หมด

ซ้ำร้าย…ถ้าผ่อนไม่ไหวก็ถูกยึดที่นาไปก็มี

“การช่วยเหลือสินเชื่อดอกเบี้ยถูก การเข้ามาใช้ศูนย์ดำรงธรรมช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความแก่ลูกหนี้ หรือการออกจับกุมพวกเงินกู้นอกระบบจริงๆจังๆ ทำให้ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับหนี้นอกระบบลดลงไปเยอะ เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้ยินปัญหาเหล่านี้…พวกเราส่วนใหญ่ก็ตื่นตัว กลัวเรื่องเงินกู้นอกระบบมากขึ้น”

ชีวิตมีแต่กู้กับกู้นั้นไม่ดีแน่…รัฐบาลยังสร้างกลไกสกัดการเพิ่มหนี้นอกระบบ จัดไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ผ่านคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ทุกจังหวัด เพื่อช่วยคลี่คลายข้อพิพาทลูกหนี้และเจ้าหนี้ก่อนขึ้นศาล

ปัจจุบันสามารถยุติเรื่องไปได้แล้วถึง 360 เรื่อง รวมถึงยังให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อรับผิดชอบในการให้คำปรึกษาเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบ ส่งเสริมให้ความรู้ทางการเงิน การประกอบอาชีพสร้างรายได้แก่ลูกหนี้ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนให้มีความเข้มแข็งแทนที่เงินกู้นอกระบบได้

แนวทางแก้ไขหนี้นอกระบบครบวงจร แนวโน้มว่า “หนี้นอกระบบ” จะลดลง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุว่า มูลหนี้นอกระบบผู้มีรายได้น้อยที่มาลงโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 เทียบกับปี 2559 ปรับลดลงไปถึง 20,000 ล้านบาท…จากปีก่อนที่มีมูลหนี้นอกระบบที่มาลงทะเบียนเกือบแสนล้านบาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนว่า ในอดีตช่วงปี 56-57 ประเทศไทยมีปัญหาน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบซึ่งปรับตัวขึ้นมาก โดยทยอยปรับขึ้นจาก 10% ของจีดีพี ไปเป็น 15-20% ของจีดีพี เนื่องจากชาวบ้านรายรับไม่พอรายจ่ายก็ต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ

วันนี้…สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป “หนี้นอกระบบ” เริ่มลดลง โดยเฉพาะในการสำรวจสถานภาพแรงงานไทย ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เหลือ 53.6% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 60.62% ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ขณะเดียวกันภาคแรงงานก็หันมาหาหนี้ที่อยู่ในระบบเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 46.4%

สาเหตุสำคัญมาจากโครงการแก้หนี้นอกระบบของภาครัฐ และหากดำเนินการจริงจังไปอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า…หนี้นอกระบบของประเทศจะกลับมาลดเหลือ 10% ของจีดีพีได้อีกครั้ง

เหล่านี้นับเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาหนี้ และสอดคล้องกับคำพูดนายกฯประยุทธ์ ที่ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้นอกระบบ และต้องการขจัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย.

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: