ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

“มะม่งแก้วขมิ้น” มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชาและปลูกกันแพร่หลายทั่วประเทศ เพราะสภาพดิน ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก มีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อ “มะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น” แต่มีชื่อเป็นทางการว่า พันธุ์ “แก้วละเมียด” ข้อมูล ปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ มากที่สุด 39,000 เฮกตาร์ (6 ไร่ 1 งาน) หรือ 243,750 ไร่ กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตะบองขมุม เสียบเรียบ พระตะบอง บันเตียเมียนเจย

มะม่วงแก้วขมิ้น พืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชามีผลผลิตจำนวนมาก ปลูกได้ทั่วไป มากที่สุดที่จังหวัดกำปงสะปือ ปีละประมาณ 600,000-700,000 ตัน ส่งขายไทย 30% และเวียดนาม 70% ซึ่งส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฤดูกาล 1 ปี ให้ผลผลิต 6 เดือน ต้นฤดูกาลเริ่มเดือนตุลาคม-พฤษภาคม แต่เว้นระยะหมดรุ่นเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เดือนมีนาคม-เมษายนมีผลผลิตออกมาก ราคาจะถูกสุด การนำเข้ามาขายในไทย มีมาประมาณ 8-10 ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักแพร่หลายเมื่อ 5-6 ปี

ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย เนื้อหนา สีเหลืองสวย เมื่อมะม่วงไทยขาดตลาด และโรงงานต้องการจำนวนมากเพื่อนำไปแปรรูป แช่แข็ง อบแห้งส่งตลาดต่างประเทศ ประมาณว่ามะม่วงแก้วขมิ้นส่งเข้าไทย วันละ 1,000 ตัน ทีเดียว ที่ผ่านมาการนำเข้าเป็นการอะลุ้มอล่วยระหว่างเมืองชายแดนด้วยกัน จนกระทั่งกรมวิชาการเกษตร ปลดล็อกให้นำเข้าได้เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพให้กัมพูชาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อเสียภาษี อัตรา 0%

รอง ผวจ. ตราด

เยือน กำปงสะปือ

เจรจา ซื้อ-ขาย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำขบวนตัวแทนภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย น.อ. ปรีชา รัตนสำเนียง รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ คุณอาทิชา วุฒิสาร จากสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดตราด คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล และ คุณสิระ กลั่นผล จากชมรมเครือข่ายบิสคลับ จังหวัดตราด และ คุณภราดร ลิ้มพลอยพิพัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดน จังหวัดตราด และล่ามภาษากัมพูชา คุณวิยะดา ซวง จากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดตราด บุกจังหวัดกำปงสะปือ แหล่งผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นแหล่งใหญ่ที่สุดในกัมพูชา

การเดินทางครั้งนี้ ก็เพื่อพบปะตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เกษตรกรผู้ปลูกและจัดจำหน่ายมะม่วง และขอความชัดเจนจาก นายเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ เรื่องการออก ใบรับรองสุขอนามัยพืชจากองค์กรอารักขาพืช (National Plant Protection Organizion) หรือ “NPPO” ราชอาณาจักรกัมพูชา และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) และยืนยันความพร้อมการนำเข้ามะม่วงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐและความเชื่อมั่นระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

เส้นทาง หมายเลข 48

เกาะกง เชื่อมต่อ หมายเลข 4

มุ่งสู่ กำปงสะปือ 230 กม.

คณะตั้งต้นกันที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม จังหวัดเกาะกง ราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากใช้พาสสปอร์ตทำพิธีการผ่านด่านศุลกากรทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว คณะได้เช่ารถตู้ของกัมพูชามุ่งสู่กำปงสะปือ คุณวิยะดา ซวง หรือ “ท่านทูตเปา” สมญานามที่ ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแต่งตั้งให้ เพราะจังหวัดต้องขอแรงให้ช่วยเป็นล่ามทุกทริป นอกจากเชี่ยวชาญทางภาษากัมพูชาแล้ว ยังคุ้นเคยกับพื้นที่ในกัมพูชาอย่างดี เป็นผู้นำทริปกึ่งทางราชการครั้งนี้เพลิดเพลิน และอิ่มเอมไปกับความรู้ไปพร้อมกันตลอดเส้นทาง

จากเกาะกงตามเส้นทางถนน หมายเลข 48 ถึงแยกสะแรอัมปึล ระยะทาง 152 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าถนน หมายเลข 4 ไปพนมเปญ ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงจังหวัดกำปงสะปือ สองข้างทางตลอดเส้นทางและลึกเข้าไปด้านในมีไร่มะม่วงยาวเหยียดต่อเนื่องสุดตาเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น ยกเว้นเฉพาะที่เป็นชุมชน เราแวะรับประทานอาหารกลางวันก่อนถึงที่หมาย 30-40 กิโลเมตร ลักษณะเป็นร้านข้าวแกง คุณวิยะดา แนะนำให้ลิ้มลอง “สะรอกะหรี” รับประทานกับขนมจีนอาหารพื้นเมืองที่นี่ รสชาติคล้ายแกงเขียวหวาน แต่สีออกแดงๆ ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า “อร่อยดี” ถึงกำปงสะปือ รวมระยะทาง 230 กิโลเมตร ด้วยถนนสะดวกลาดยางตลอด แต่ถนนยังเป็น 2 เลน ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง หากเปรียบเทียบกับด้านจังหวัดจันทบุรีแล้ว ต้องผ่านถึง 5 จังหวัด มีระยะทางถึง 500 กิโลเมตรเศษ

เจรจากลุ่มสหกรณ์ราบรื่น

คณะได้มีโอกาสเข้าพบกับ คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ ที่สำนักงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการผลิตมะม่วง หลังจากนั้นจึงได้เข้าพบหน่วยงานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการส่งออกมะม่วงแก้วขมิ้น ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ นำโดย ประธานเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association)

คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) ประธานพาณิชย์จังหวัด ให้ข้อมูลว่า กำปงสะปือ อยู่ห่างพนมเปญ 48 กิโลเมตร มีประชากรเกือบ 1,000,000 คน ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม พื้นที่ปลูกมะม่วง 50,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 25,000 เฮกตาร์ ซึ่ง 3 ปี ที่ผ่านมาราคามะม่วงต่ำมาก เวียดนามกดราคาและไม่มีตลาด ปี 2557 จึงผลักดันให้จัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงเพื่อแก้ปัญหาตลาด โดยการทำสัญญาการลงทุน การซื้อขายกับสมาชิกเกษตรกร จากนั้นผู้ซื้อจะมาติดต่อซื้อขายกับกลุ่มสหกรณ์ โดยตกลงราคาล่วงหน้า ปี 2559 กลุ่มสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเพียงแห่งเดียวนี้ มีผลผลิตส่งออกถึง 700,000 ตัน โดยไม่รวมที่มีผู้ซื้อรายย่อยอีก โดยส่งไปไทย 50% และเวียดนาม 50% ซึ่งจะส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

“การทำการค้ากับไทยต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) นั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ กรมอนามัยพืชของกัมพูชาดำเนินการให้ได้ การซื้อขายกับสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างจังหวัดตราดและจังหวัดกำปงสะปือ กำหนดราคาซื้อขายที่หน้าสวนหรือขนส่งมาชายแดนหน้าด่านจังหวัดตราด เพราะทันทีที่เก็บผลผลิตต้องมีตลาดอย่างช้าไม่เกิน 20 วัน” ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ กล่าว

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan) ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association) กล่าวว่า ที่ผ่านมามะม่วงที่ส่งเข้าทางจังหวัดจันทบุรี 70% มาจากกำปงสะปือเป็นมะม่วงเบอร์ 2-4 ตอนนี้พื้นที่การปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น ปีต่อๆ ไปผลผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอีก ตลาดที่ชายแดนจันทบุรีไกล 500-600 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ดีที่มีตลาดใกล้ๆ อย่างจังหวัดตราดมาติดต่อซื้อ การออกเอกสารใบรับรองนำเข้าจากกัมพูชาขอศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ผ่านมาเป็นการค้าอย่างมิตรภาพและทางเวียดนามไม่ได้ใช้เอกสารแต่อย่างใด ในเบื้องต้นสามารถเจรจาตกลงซื้อขายกันก่อนได้ ต้องให้ชัดเจนเรื่องพื้นที่ขนถ่ายสินค้า การอนุญาตให้รถบรรทุกเข้าไปในพื้นที่ของไทย

ตราดขานรับ

ลุ้นผู้ประกอบการนำเข้า

แปรรูปเพิ่มมูลค่า

ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า ประกาศกรมวิชาการเกษตร อนุญาตนำเข้ามะม่วงได้ เป็นโอกาสของจังหวัดตราดที่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและระยะทางระหว่างชายแดน-กำปงสะปือ เพียง 232 กิโลเมตร อนาคตเร็วๆ นี้ จังหวัดตราด-กำปงสะปือ จะทำการค้ามีข้อตกลงร่วมกัน การประสานกับหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ของราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้รับการตอบรับที่ดีพร้อมที่จัดทำให้ ส่วนจังหวัดตราดได้แจ้งถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่รองรับการขนถ่ายสินค้าบริเวณชายแดนด้วยเช่นกัน

“การนำหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการบางส่วนพบปะเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงกับกำปงสะปือครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อ-ขาย และการนำเข้า คาดว่าเร็วๆ นี้ ทางด้านผู้ประกอบการในจังหวัดตราดน่าจะเห็นลู่ทางนำเข้าเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า หรือเป็นศูนย์กระจายผลผลิต”

ปิดท้ายทริป คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) กำปงสะปือพาคณะไปเที่ยวชมสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่ อำเภอคีรีรม อยู่ห่างจังหวัดกำปงสะปือ 30-40 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงขนาดใหญ่และคุณภาพดี ผลผลิตเต็มต้น จะเริ่มเก็บขายปลายเดือนตุลาคมนี้ คณะเราซื้อกลับมาด้วยราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 20-25 บาท เป็นไซซ์ขนาดใหญ่ 2 ลูกเศษๆ ต่อกิโลกรัม การรุกคืบในเชิงการค้าชายแดนของจังหวัดตราด อนาคตมะม่วงจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ไทยจำนวนไม่น้อย

ขอบคุณ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้นำขบวน คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ผู้จัดโปรแกรมดีๆ และ คุณวิยะดา ซวง “ท่านทูตเปา” ที่ช่วยสื่อสาร นำทางให้คณะสำรวจ เจรจาครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย…

กลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกมะม่วง กำปงสะปือ

ตลาดหลัก เวียดนาม-ไทย

คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ เล่าว่า สหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง มีสมาชิกจากแหล่งปลูกมะม่วงหลายแห่ง เช่น กำปงสะปือ กำปงชนัง กำปงธม กำปอต เพราะมะม่วงแต่ละแห่งออกไม่พร้อมกัน ปริมาณไม่เท่ากัน สมาชิกขึ้นทะเบียนมีประมาณ 300 ราย ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเฉลี่ยรายละ 300-400 ไร่ โดยใช้ปุ๋ย 2 ชนิด คือ ปุ๋ยขี้ไก่ และปุ๋ยเคมี การซื้อ-ขาย ต้องผ่านกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกรเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว เวียดนามที่เข้ามาซื้อจะทำข้อตกลงกับกลุ่มสหกรณ์และจ่ายเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่งให้ เพราะหน่วยราชการไม่ได้สนับสนุนเงินทุนให้ กลุ่มสหกรณ์จะให้เงินเกษตรกรไปก่อนเพื่อดูแลสวนมะม่วง เสมือนเป็นการผูกมัดเมื่อผลผลิตออก สมาชิกต้องขายให้กับกลุ่มสหกรณ์ และจะขายให้เวียดนามตามที่ทำข้อตกลงไว้

ราคาขายตามขนาดและผิวของมะม่วง ที่คัดแยก 4 เกรด ในช่วงฤดูกาลผลผลิตที่จัดเก็บ เบอร์ 1 วันละ 300 ตัน เบอร์ 2-3 วันละ 200 ตัน และเบอร์ 4 วันละ 100 ตัน เวียดนามจะซื้อเบอร์ 1 ทั้งหมด ส่งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อบริโภคผลสุก ส่วนคนไทยนิยมซื้อ เบอร์ 2-4

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ กล่าวว่า ข้อตกลงการซื้อของเวียดนาม จะกำหนดตั้งแต่ปลูกว่าต้องการให้ใส่ปุ๋ยชนิดไหน ถ้าออร์แกนิกส์ 100% ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อย่างเดียว เมื่อถึงช่วงเก็บผล ออเดอร์แต่ละครั้งจะกำหนดเกรดมะม่วงเกรดและจำนวนที่ต้องการ สหกรณ์แจ้งให้เกษตรกรเก็บมาส่งและเป็นผู้คัดแยกตามออเดอร์ ฉะนั้น ถ้าใครจะเข้ามาซื้อต้องทำข้อตกลงติดต่อกันล่วงหน้า จะเข้ามาซื้อทันทีไม่ได้ เพราะได้ทำข้อตกลงกับรายอื่นๆ ไว้แล้ว ส่วนใหญ่จะขายให้เวียดนามประมาณ 70% เพราะเวียดนามจะส่งขายต่อให้จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อีกประมาณ 30% ขายไปไทย

ในอนาคต หากไทยจะซื้อจำนวนมาก ต้องทำข้อตกลงล่วงหน้า ถ้าได้ตลาดไทยเพิ่มขึ้นจะมีตลาดแข่งขันกับเวียดนาม เพราะบางครั้งมะม่วงออกตลาดจำนวนมาก เวียดนามซื้อกดราคาถูกๆ แต่ต้องขายให้ เพราะรับเงินล่วงหน้ามา หากการค้าขายมีรายได้ดีขึ้น กลุ่มสหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรด้านเงินทุน ดูแลรักษาโรค จะได้ไม่ต้องถูกกดราคา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: