กาลามสูตร

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

กาลามสูตร

คุณโยมคนหนึ่งมาเลี้ยงเพลที่วัดพุทธธรรม แล้วถามว่า กาลามสูตร เป็นอย่างไร ทำไมเมื่อมีปัญหาเรื่องคำสอนผิดเพี้ยนแปลกๆ ปรากฏออกมาทางสังคม มักจะมีนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแนะนำว่า ให้ไปอ่านกาลามสูตรแล้วจะสามารถแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ออกมาว่าอะไร เป็นอะไร ควรเชื่อหรือไม่

เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในเบื้องต้น จะเรียงลำดับความเป็นมาของพระสูตรนี้ ดังนี้

พระสูตรที่กล่าวถึงชาวกาลามะ เรียกว่า เกสปุตตสูตร แต่เนื่องจากพระสูตรนี้กล่าวถึงเรื่องราวของชาวกาลามะมาก พุทธศาสนิกชนจึงพลอยเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร ไปด้วย

เป็นที่ทราบกันในหมู่พุทธศาสนิกชนว่า สำนวนและภาษาในพระสูตร อ่านเข้าใจยาก เพราะเป็นสำนวนแปลที่พยายามรักษารูปแบบศัพท์และประโยคภาษาบาลีไว้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับสำนวนที่แปลก็เก่าแก่ไกลจากภาษาร่วมสมัยมาก หากอ่านกันทั้งดุ้นไม่มีศัพท์ร่วมสมัยเข้าช่วยบ้าง ก็แทบจะไม่เข้าใจทั้งศัพท์แสงและเนื้อหา จึงต้องจัดเรียงลำดับขั้นตอนและปรับภาษาให้ร่วมสมัยบ้าง แต่ถ้าภาษาที่แปลอยู่เดิม ที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายก็จะคงไว้ตามเดิม

สถานที่แสดงพระสูตรนี้

1. โกศลชนบท เขตชนบทในแคว้นโกศล ถ้าเทียบกับอเมริกาปัจจุบันนี้ แคว้นโกศล เท่ากับรัฐแคลิฟอร์เนีย เขตชนบทคือพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวง

2. เกสปุตตนิคม สถานที่ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเทียบเท่าเมือง เช่น เมืองโพโมน่า เมืองแคลมอนต์ เมืองโควินา

สถานที่แสดงพระสูตรนี้เป็นเมือง เกสปุตตะ จึงเรียกพระสูตรนี้ตามนามเมือง

ประชากรที่อยู่ในเมืองเกสปุตตะนี้ เรียกว่า กาลามะ เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันในตระกูล กาลามะที่สืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วคน คนส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้นามสกุล กาลามะ เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มก็เรียกว่า เป็นนิคมของพวกกาลามะคล้ายๆ เมืองไทยเคยจัดนิคมการเกษตรในจังหวัดต่างๆ มาตั้งแต่ยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโน้นแล้ว

ทำเลของเมืองเกสปุตตะ จะเป็นคล้ายศูนย์กลางทางการค้าและการคมนาคมไปยังเมืองต่างๆ พ่อค้าคหบดีนักการศาสนาจะผ่านมาเมืองนี้บ่อยๆ การที่มีนักบวชและนักการศาสนาผ่านเมืองนี้มิได้ขาด ทำให้ชาวเมืองกาลามะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั่วสารทิศ จนทำให้ชาวกาลามะสับสนในบางเรื่องว่า เรื่องใดควรเชื่อได้ หรือเรื่องใดเชื่อไม่ได้

เมื่อชาวกาลามะทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองนี้ จึงมาเข้าเฝ้ากันอย่างเนืองแน่น ชาวกาลามะที่ได้สดับพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ขจรขจายไปแล้วเลื่อมใส มีใจปรารถนาจะมาเฝ้าก็มีมากมาย ส่วนชาวกาลามะที่ได้ทราบพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้วแต่ยังไม่เลื่อมใส แค่มาฟังธรรมหรือมาชมพระบารมีของพระพุทธเจ้าเป็นขวัญตาขวัญใจก็มีมาก บางกลุ่มกราบไหว้ รายงานตัวบอกชื่อตระกูลครบถ้วน แต่บางกลุ่มนั่งเฉยๆ ไม่กราบ ไม่ไหว้ ไม่รายงานตัว เงี่ยหูฟังว่า พระพุทธเจ้าจะมีอะไรมาตรัสบ้าง

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระพุทธเจ้ามีใจความว่า

นักบวชทุกพวกที่เดินทางผ่านมาทางนี้ ล้วนยกย่องลัทธิความเชื่อของตนแล้วโจมตีลบล้าง หักล้าง ดูหมิ่นเหยีดหยามลัทธิความเชื่อของคนอื่นให้หมดความน่าเชื่อถือ เข้ากับสำนวนไทยที่ว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูกร กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย” แล้วพระองค์จึงตรัสหลักแห่งความไม่ต้องเชื่อ ดังนี้

1. ท่านทั้งหลาย จงอย่าเชื่อตามที่ได้ยินได้ฟังมา

2. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

3. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินมาอย่างนี้

4. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา

5. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง

6. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน

7. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตรองเอาตามอาการ

8. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกับทิฐิของตัว

9. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

10. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสหลักแห่งความไม่น่าเชื่อดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสหลักในการตัดสินความเชื่อไว้ว่า

“เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย”

“เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้น”

พระพุทธเจ้าทรงประทานหลักการทั้งที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อไว้ให้แก่ชาวกาลามะเป็นเวลาสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่สถานการณ์ที่ทำให้ชาวพุทธสับสน จนต้องใช้หลักกาลามสูตรในฝ่ายหลักแห่งการตัดสินยังคงมีอยู่ต่อไป เมื่อชาวพุทธจับหลักแห่งกาลามสูตรได้แล้ว พึงใช้กาลามสูตรนี้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากลัทธิต่างๆ ที่มุ่งหมายทำให้เหยื่อตายใจแล้วตบทรัพย์เอาอย่างง่ายดาย ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ไม่มีสินค้าประเภทใดที่จะทำให้ผู้ค้าขายได้กำไรมากมายเท่ากับการค้าขายความเชื่อแก่ศรัทธาชนผู้ลุ่มหลงอีกแล้ว พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เร่งเร้าเช่นนี้ พึงมีหลักกาลามสูตรเป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากการปล้นชิงทรัพย์ของพ่อค้าความเชื่อที่มาในคราบนักบุญที่กระจายตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งเถิด ระวัง ระวัง และระวัง คือมนต์ขลังป้องกันการต้มตุ๋นจากโจรร้ายในคราบนักบุญทุกประเภท

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: