Star Retro : ‘เบิร์ด-กุลพงศ์’ พักร่าง สมานแผลหลังอักเสบ

Published January 29, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/253437

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงนักร้องหนุ่มดูโอคู่แรกๆ ของวงการเพลงบ้านเรา แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีคู่เพื่อนรักนักร้องนักดนตรี “เบิร์ดกะฮาร์ท” เจ้าของเพลงฮิตมากมายที่มาทำให้หัวใจสาวๆ ยุค90 เต้นผิดจังหวะ วันนี้สตาร์เรโทรมีโอกาสเจอะเจอ “เบิร์ด-กุลพงศ์ บุนนาค”ซึ่งเขาจะมาบอกเล่าเรื่องราววันวานสุดประทับใจ และพร้อมกับอัพเดทชีวิตและโปรเจกท์พิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ก่อนหน้านี้จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพนิดหน่อยก็เป็นอุทาหรณ์ให้กับน้องๆ นะครับว่าควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติผมเป็นคนที่ว่ายน้ำ แต่พอหยุดว่ายน้ำไปสักครึ่งปี มันกลับมาเลยคือหลังเจ็บ ด้วยความที่เรานั่งอยู่ในที่เดิมนานๆ คือผมนั่งรถไปทำกิจกรรมกับลูกของโรงเรียนมาแตร์ที่สวนผึ้ง แล้วนั่งรถทัวร์ไปกลับ6 ชม. ก็เลยทำให้หลังอักเสบ ซึ่งตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ผมก็พยายามพักร่างกายดูแลตัวเองแล้วกลับมาว่ายน้ำตามปกติ แต่ถ้าจะให้มันหายขาดก็คงจะต้องใช้เวลา เพราะว่าเราก็ยังต้องนั่งรถไปนู่นไปนี่อยู่ ไหนจะครอบครัวลูกๆ แล้วยังจะงานที่ทำอีก”

กับงานประจำที่ทำอยู่

ที่ผ่านมางานในวงการบันเทิงผมทำอยู่หลายที่ เคยทำที่โซนี่มิวสิค ที่ฟิล์มสีฟูจิ จนวันหนึ่งก็มีคนมาชวนผมว่าสนใจที่จะทำธุรกิจบันเทิงที่เกี่ยวกับหนังไหม และเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะสามารถให้คุณดูหนังได้นั่นก็คือบริษัทที่ชื่อว่าฮุค (HOOQ) เป็น Country Manager ผู้จัดการประจำระหว่างประเทศ ซึ่งธุรกิจฮุคจริงๆ แล้วเป็นแอพพลิเคชั่นที่ดูหนังเรียกว่า SVOD เป็นธุรกิจที่เรียกว่า OTT คือตัว Instructure ของมันเป็นเครือข่ายของโทรศัพท์ หรือว่าเป็นไฟเบอร์ที่เข้ามาในบ้านก็ได้โดยที่เราจะมีหนังอยู่ในเซิร์ฟเวอร์แล้วคุณสามารถดูได้โดยการติดต่อเราผ่านทางอินเตอร์เนต http://www.hoog.tv หรือผ่านเครือข่ายมือถือต่างๆ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรคุณจ่ายเงิน 119 บาท แล้วคุณได้อะไรบ้าง อยากให้ลองดูเข้ามาเถอะครับ

เรามีผู้ถือหุ้นอยู่ 3 ราย ได้แก่ สิงเทล โซนี่ พิคเจอร์สเทเลวิชั่นส์ และวอร์เนอร์บราเธอร์สโดยฮุคนำเสนอภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย รวมถึงโปรแกรมยอดนิยมจากภายในประเทศกว่า 10,000 เรื่อง ให้ลูกค้าได้รับชมอย่างจุใจ ทุกเวลา ทุกสถานที่งานนี้ทำมาได้ประมาณปีหนึ่งแล้วครับ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่เหมาะกับปัจจุบันนี้มาก ในเวลาที่เราเคยเสพหนังหรือว่าดูหนังผ่านโรงภาพยนตร์ ซื้อดีวีดีมาดูหรือว่าดูผ่านช่องทีวีต่างๆ แต่ทุกวันนี้โลกมันถูกย่อลงมาแล้ว นั่นคือเสน่ห์ของมันเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากแล้วก็เป็นธุรกิจที่ในอนาคตอีกสัก 5 ปี จะมีคนใช้มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ตรงกับไลฟ์สไตล์

คนที่ชอบทั้งหนังไทยและเทศ รวมทั้งซีรี่ส์ ฮุคตอบโจทย์ให้ครับ และเรียกว่าเป็นการตอบโจทย์ของตัวผมเองด้วย ผมว่ามันสนุกนะถ้าจะบอกว่าวันหนึ่งผมนั่งทำงานอยู่ที่บ้านหรือว่าที่ออฟฟิศก็สามารถเปิดหนังดูได้ มันก็เลยเหมือนว่าเรายังทำงานอยู่ เหมือนตอนที่เราทำงานเป็นผู้บริหารค่ายเพลงแล้วเราฟังเพลงก็คือเราทำงานอยู่ เป็นธุรกิจที่ทำแล้วค่อนข้างจะมีความสุข เหมือนเวลาที่เราร้องเพลง ร้องไปเราก็มีความสุข ให้ความสุขกับคนฟังแล้วได้ตังค์ด้วย (หัวเราะ) สนุกดีนะกับงานนี้เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่มันฝืนใจ สองไม่ได้ทำอะไรที่ดูแล้วเหนื่อย จะบอกว่างานทุกงานเหนื่อยหมดแหละแต่ว่าทำไปแล้วเรามีความสุขก็เลยหายเหนื่อย

ยังไม่อิ่มตัวกับงานเพลง

การร้องเพลงผมไม่ได้มองว่าเป็นงานเลยครับ เพลงสำหรับผมมันเป็นฮอบบี้ เพราะว่าผมไม่เคยคิดจะทำมาหากินจากงานร้องเพลง ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักดนตรีประจำแค่เล่นสนุกๆ ผมทำงานประจำมาตลอดแล้วพอมีเวลาว่างก็มานั่งทำเพลง มีชุดหนึ่งของเบิร์ดกะฮาร์ทชื่อว่าชุด Moonlighting ซึ่งเป็นศัพท์แสลงแปลว่างานที่เราทำภายใต้แสงจันทร์ หรือว่างานกลางคืน ณ วันนี้เราเล่นดนตรีกันก็เพื่อความสนุกสนาน คนมาจ้างก็สนุกด้วยได้เจอกันได้ตังค์ด้วย บางทีได้ไปเที่ยวด้วย เดือนหนึ่งก็จะมีงานที่เขาจ้างไปร้องอยู่สัก 3-4 ครั้ง เพลงของเบิร์ดกะฮาร์ทมันเป็นเพลงเก่าครับเราก็จะได้ไปแจมกับเขา เพลงยังคงเป็นชีวิตที่ผมยังมีความสุขอยู่ ผมกับพี่ฮาร์ทเกิดวันเดียวเดือนเดียวกันนะ ต่างกันแค่ปีเท่านั้นเองคือผมเกิดก่อน ความเป็นเพื่อนของเรามันมีมายาวนานอย่างเมื่อปีที่แล้วเราเพิ่งจะมีคอนเสิร์ตครบรอบ 30 ปี เบิร์ดกะฮาร์ท แต่เราเป็นเพื่อนกันมา 35 ปี การที่จะมีเพื่อนซึ่งเป็นเพื่อนรักกันถึง 35 ปี มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าวิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ

วันวานของเด็กชายกุลพงศ์

ผมเป็นเด็กชายกุลพงศ์ที่เรียนอยู่เซนต์คาเบรียลแล้วก็ย้ายไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่ 9 ขวบ จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย รวม 15 ปีที่อยู่อเมริกา ก่อนที่จะมาทำเพลงกับพี่ฮาร์ทผมเป็นเด็กที่เงียบๆ ขี้อายคุยกับใครไม่ค่อยเก่ง ชอบดนตรีและเล่นกีตาร์เป็น คือตอนที่อยู่อเมริกาในวันคริสต์มาสก็จะมีกองไฟแล้วพี่ๆ เขาก็ร้องเพลงกันพอเขาวางกีตาร์น้องก็หยิบมาเล่นบ้าง เล่นไปเล่นมาก็รู้สึกสนุก พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มแต่งเพลงจีบสาวตอนนั้นอายุประมาณ 16 แต่งเพลงสากล ส่วนเพลงไทยก็มีแต่งกับพี่ฮาร์ทแล้วก็เพื่อนๆ

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ

สมัยนั้นผมน่าจะอยู่ประมาณปีหนึ่งที่ UCLAยังไม่รู้จักพี่ฮาร์ท แล้วก็มีพี่อยู่คนหนึ่งเขาอยากจะตั้งวงดนตรี เขาก็ไปเห็นพี่ฮาร์ทเล่นดนตรีในวันอาทิตย์อยู่ที่วัดไทยในแอลเอ พี่คนนั้นเขาก็เลยจับเรามารวมกันเป็นวง ตอนนั้นจะมี “พี่โจ๋” “พี่จั๋ม” ด้วย คือก่อนที่จะมาเป็นเบิร์ดกะฮาร์ทเราเคยทำวงชื่อว่าSystem 4 ดังนั้นช่วงแรกเราก็จะเล่นดนตรีกันอยู่ 4 คน แต่ตอนที่กลับมาเมืองไทยแล้วนำเพลงมาเสนอ “พี่วินิจ” (วินิจ เลิศรัตนชัย) ที่ไนท์สปอตเนี่ย เป็นเพลงที่เราแต่งและเปิดให้เพื่อนที่อเมริกาฟังแล้วเขาก็แนะนำว่าเขารู้จักคนที่นี่ให้เราเอาเพลงมาเสนอ โดยเรานำมา 3 เพลงคือ ลืม, อาลัยเธอและ Susan Joan หลังจากนั้นก็มีเพลงไม่ลืม รวมเป็น4 เพลงที่มานำเสนอ ตอนนั้นเราก็มั่นใจมากคือเราเดินเข้าไปหาค่ายเพลงนั้นด้วยเพลงลืม แล้ว “คุณไชยยงค์นนทสุต” ที่เป็นผู้จัดการทั่วไปของไนท์สปอตเขาก็บอกว่าไม่ต้องเสียใจนะที่เราจะไม่ได้ทำงานร่วมกัน อ้าวเขาปฏิเสธเรานี่นา แต่โดยคำปฏิเสธนั้นเขาก็ให้โอกาสเรา คือเขาบอกว่าจะเอาเพลงนี้ไปให้ดีเจอันดับหนึ่งของเขาที่คลื่น 100.5 โลกสวยด้วยเพลง ซึ่งก็คือพี่วินิจ

ที่มาของชื่อวง

มันมีเรื่องเล่าที่มีทั้งจริงและไม่จริงนะ และมุขที่เราเล่นแล้วคนเชื่อก็คือผมบอกทุกคนว่าเราไม่ได้ชื่อเบิร์ด-ฮาร์ทกันหรอก ผมหน้าตาตี๋ขนาดนี้จริงๆ แล้วชื่อย้ง ส่วนพี่ฮาร์ทก็ชื่อใช้ แต่ว่าเราเพิ่งเป็นถึงเด็กนักเรียนนอกแต่งเพลงมา 2 หนุ่มจากอเมริกาย้งกับใช้เวรกรรม (หัวเราะ) เขาก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ คนฟังก็เชื่อ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ ด้วยความที่เราเป็นคนขี้เล่นไงครับ อย่างตอนที่เล่นคอนเสิร์ตสมัยก่อน 4 ชม.ร้องเพลงไปจริงๆ แค่ชม.ครึ่งอีก 2 ชม.ครึ่งเล่าเรื่องปล่อยมุขกัน ที่ผมชื่อเบิร์ดก็เพราะว่าตอนสมัยเด็กๆ แม่อยากให้ผมชื่อนกแล้วพ่อมีเพื่อนรักชื่อเบิร์ตพ่อเลยเรียกเราว่าเบิร์ตแม่ก็เรียกนก คนก็เลยคิดว่าเบิร์ตคือเบิร์ดส่วนพี่ฮาร์ทเป็นดวงใจพ่อ-แม่ พอเราบังเอิญมาอยู่ด้วยกันก็เลยเป็นเบิร์ดกะฮาร์ท จริงๆ น่าจะเป็นฮาร์ทกะเบิร์ดซะด้วยซ้ำนะ เพราะว่าพี่ฮาร์ทเก่งกว่าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแต่งเพลง เล่นดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ แต่ในวันที่เพลงนั้นถูกไปเปิดที่โลกสวยด้วยเพลง ทางคุณไชยยงค์ไม่ได้บอกพี่วินิจว่าเพลงนี้มาจากใครบอกแต่ว่าเด็กนักเรียนนอก2 คนเอามาให้เปิด เพลงมันกำลังดังเขาก็ต้องการที่จะรู้ชื่อคนร้อง เราด้วยความที่ยังเขียนภาษาไทยไม่คล่องพี่ฮาร์ทเลยเขียนชื่อโดยการให้เกียรติเขียนชื่อเราก่อน พอพี่วินิจได้ไปก็จะอ่านตามที่พี่ฮาร์ทเขียน คือ2 หนุ่มจากอเมริกา เบิร์ดกะฮาร์ท (หัวเราะ) เชื่อว่าพี่ฮาร์ทตอนแรกต้องมีเคืองบ้างล่ะน่าจะเป็นฮาร์ทกะเบิร์ดเพราะว่าเขาเป็นหัวหน้าวง ถ้าตอนนี้จะมาบอกว่าฮาร์ทกะเบิร์ดมันก็ไม่ใช่แล้ว ที่มาของชื่อวงเพราะว่าพี่ฮาร์ทเขาให้เกียรติเรา แต่เราไม่ได้คิดว่าจะใช้เป็นชื่อวงนะพี่วินิจเป็นคนตั้งชื่อให้ด้วยซ้ำเบิร์ดกะฮาร์ท ไม่ใช่กับ ก็เลยกลายเป็นว่าใช้ชื่อนี้ตลอดมาแต่เราก็รู้สึกผิดเพราะว่าตอนนั้นที่นำเพลงมาเสนอเราไม่ได้จะเสนอเป็นนักร้องคู่ แต่มาเสนอเป็นวงโดยมีเพื่อนอีก2 คนคือเบสกับกลองแต่ว่าเขายังกลับมาเมืองไทยไม่ได้เพราะว่าติดเรียน ในแง่ของสมัยนั้นเราเป็นคู่ดูโอ้คู่แรกของเมืองไทย จริงจริ๊งสมัยก่อนมันไม่มีใครร้องคู่เราทำมาก่อน “พี่ป้อม-พี่โต๊ะ” อีกนะ

หลากหลายบทเพลงที่ประทับใจ

เราออกอัลบั้มประมาณ 5-6 อัลบั้ม ที่ทำกับไนท์สปอต เพลงเราส่วนมากจะเป็นเพลงช้าซึ่งถ้าฟังติดๆ กันคนดูก็อาจจะหลับได้ ดังนั้นเวลาเล่นคอนเสิร์ตเราก็เลยจะต้องมีการพูดคุยเพื่อที่จะให้คนหัวเราะแล้วค่อยกลับมาฟังเพลงการพูดคุยบนเวทีก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกันเลยนะอาจจะคุยเรื่องต้นไม้ พี่ฮาร์ทชอบเลี้ยงไส้เดือนก็เล่าไปเรื่อยแล้วก็หันมาร้องเพลงเพลงที่คนมักให้ผมร้องให้ฟังก็คือเพลงฝน ส่วนเพลงที่แต่งเองคือเพลงเพียงเรา เพลงที่ผมชอบร้องแล้วคนเซอร์ไพรส์คือเพลงเพ้อเพราะว่ามันเป็นเพลงที่ไม่ได้โปรโมทอะไรแต่คนรู้จักเยอะถ้าเพลงที่ชอบมากที่สุดน่าจะเป็นเพลงฝน เพราะว่าพี่ฮาร์ททำดนตรีได้ดีมาก เป็นเพลงที่วงดนตรียุคนี้หลายวงฟังแล้วรู้สึกว่าอินกับเพลงไม่ใช่แค่เนื้อร้องและทำนอง แต่ว่าจากดนตรีที่พี่ฮาร์ททำขึ้นมา เนื้อเพลงมันจะมีประโยคหนึ่ง “รู้เป็นเพียงอากาศ แต่ไม่อาจห้ามใจ”

เพลงที่มาจากประสบการณ์ตรง

(หัวเราะ) รู้สึกว่าจะหมดทุกเพลงนะจ๊ะ คือเอาง่ายๆ อย่างพี่ฮาร์ทเนี่ยอกหักเพียงครั้งเดียวกับผู้หญิงที่ชื่อ Susan Joanได้มา 5 เพลงเลย ทำมาหากินไปอีก 30 ปีแต่จริงๆ พี่ฮาร์ทเขาก๊อปผมนะเพราะว่าผมแต่งเพลงชื่อผู้หญิงก่อนเขา เพลงผม Christine Maria ในอัลบั้มนา นา นา ของวง System 4 เราไม่เคยแต่งด้วยกันนะครับ ส่วนมากเราก็จะแต่งมาก่อน อย่างเพลงเพ้อ “อยากจะรู้ใจทำไมรักเธอ” แต่พอท่อนแยกเรายังไปไม่สุดเราก็จะมาบอกให้เขาแต่งต่อ ผมกับพี่ฮาร์ทไม่เคยมานั่งแต่เพลงด้วยกัน จะเป็นแบบคนนี้มีต้น คนนั้นมีกลาง ไม่ก็เรามีทั้งต้นทั้งกลางแล้วเขาก็มาขัดเกลาเนื้อหน่อย

ความดังของเพลงทำให้ชีวิตเปลี่ยน

ต้องนึกสภาพนะครับตอนอยู่ที่อเมริกาผมชื่อ “คูปอง บุนนาค” เพราะว่ากุลพงศ์ Kulpong ฝรั่งเขาก็ไม่ได้อ่านว่ากุลพงศ์ เขาอ่านว่าคูปอง ดังนั้นนายคูปองหรือว่ากุลพงศ์ที่อยู่ที่ UCLA เดินไปไหนก็คือตี๋หนึ่งคน ทำงานอยู่ในร้านอาหารในโรงหนัง พอวันหนึ่งเรามาเป็นเบิร์ดกะฮาร์ทอยู่ที่เมืองนอกก่อนขึ้นเครื่องบินไม่มีใครรู้จักเราเลย แต่พอกลับมาเมืองไทยมีคนมารอที่สนามบินเป็นพันๆ คน เพราะฉะนั้นเราก็เลยทำตัวไม่ถูก ตอนจะกลับอเมริกาคนก็ไปส่งที่สนามบิน ในระหว่างที่จะออกมีผู้หญิงคนหนึ่งมองหน้าผมแล้วหยิบแหวานออกมาใส่มือให้แล้วสิ่งที่ตลกคือ 3 เดือนหลังจากนั้นเขาก็ได้เขียนจดหมายมาหาผมว่าแหวนที่ให้ไปเป็นแหวนคุณย่าไม่ทราบว่าจะขอคืนได้ไหม (หัวเราะ) พอกลับมาเมืองไทยเขาก็ซื้อแหวนอีกวงมาเพื่อแลกกับวงเดิมที่ให้เราไป

เพราะการเขียนจดหมายที่ทำให้ภาษาไทยแข็งแรงขึ้น

เราพยายามตอบจดหมายทุกฉบับครับ คือในสมัยนั้นถ้าเกิดว่ามันมีเฟซบุ๊คเราก็จะสามารถพูดคุยเล่นกันได้ ต้องบอกว่าพอเราโปรโมทเพลงแค่ 3 อาทิตย์แล้วเพลงมันดังเราก็เหมือนศิลปินต่างประเทศ มันไม่สามารถไปเจอเดินโต๋เต๋ที่สยามได้ เขาก็จะต้องเขียนจดหมายมาหาเรา บุรุษไปรษณีย์มาที่บ้านจะเอาจดหมายมาให้เป็นปึ้งเลยวันละเป็นร้อยฉบับ ที่ผมเขียนภาษาไทยได้ก็เพราะการตอบจดหมายแฟนเพลงนี่แหละ ร้อยฉบับเราก็เลือกมาสัก20แล้วเขียนกลับไปฉบับหนึ่งต้องใช้เวลา 15 นาทีเขียน 3 ประโยค แต่ประเด็นที่มันเกิดขึ้นเมื่อตอนคอนเสิร์ต 30 ปี ที่เราได้นำจดหมายเหล่านั้นทั้งที่ตอบและยังไม่ตอบ รวมทั้งที่ไม่ได้แกะ บางอันก็ฉีกเดี๋ยวนั้นแล้วก็ตามหาใครสักคนตอนนั้นเรียนอยู่เซ็นโย คอนเสิร์ต 30 ปีมันเลยประสบความสำเร็จมากเพราะว่าเป็นการรวมรุ่นที่มองออกไปเด็กมาแตร์อยู่ตรงนั้นเด็กเซ็นโยเด็กบดินทร์ เขาไม่ได้มาดูเราหรอกแต่ว่าเขามารียูเนียนกัน

บทบาทของหัวหน้าครอบครัว

ผมมีภรรยาคนเดียวเนาะ (หัวเราะ) ชื่อปนิตา บุนนาค มีลูกสาวอยู่ 3 คน คนโตปีนี้ก็ 18 คนที่สอง 15 คนเล็ก 12 แต่ไม่มีใครอยากจะเป็นเหมือนคุณพ่อเลย แต่ผมเห็นภาพหนึ่งแล้วชอบมากคือลูกชายคนโตของพี่ฮาร์ทชื่อบาสเล่นกีตาร์เก่งเหมือนพ่อมาก แล้ววันหนึ่งเขามาเจอลูกสาวคนโตของผมชื่อเนเน่ เราก็นึกในใจว่ามันคงน่ารักดีนะถ้าให้ 2 คนมานั่งร้องเพลงด้วยกัน เป็นลูกเบิร์ดกะลูกฮาร์ท คือเนเน่เขาเล่นเปียโนได้เคยขึ้นคอนเสิร์ตกับผมมาแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะเป็นศิลปิน เราเองก็ไม่ได้น้อยใจอะไรนะแค่รู้สึกก็เสียดาย (หวงลูกสาวไหม?) ไม่หรอกครับ เลี้ยงลูกสาวในลักษณะที่แบบว่าผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน เราไม่เคยบอกเขาว่าโตขึ้นมาหนูจะต้องเป็นนางงามจักรวาล โตขึ้นมาหนูจะเป็นอะไรก็ได้เราไม่ได้เป็นห่วงเขาเพราะสิ่งที่เราสอนเราปลูกฝังความถูกไม่ถูก สุดท้ายคือมันอยู่ที่เขาว่าจะเอาไปใช้หรือไม่ใช่ส่วนมากจะเลี้ยงเขาแบบไทยๆ แต่ผมนับถือคาทอลิกลูกจะนับถือพุทธทั้ง 3 คน ความสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ศาสนาแต่ถ้าอยู่ในเมืองไทยศาสนาพุทธมันจะดูเป็นธรรมชาติดีนะ วันนี้เป็นวันพระนะ มีเทศกาลอะไรก็ไปวัดไหว้พระ

หลากเรื่องเล่าชวนฮา

เวลาเดินไปไหนกับลูกๆ ผมก็จะชอบเดินข้างหน้าคนก็จะซุบซิบกันนั่นมันเบิร์ดกะฮาร์ทนี่หว่า แล้วทำไมมันตัวเตี้ยจัง (หัวเราะ) ลูกๆ ผมเขาก็จะได้ยินตลอดเวลา เขาอาจจะไม่อยากจะเป็นเซเลบฯก็ได้เพราะว่าคนคอมเม้นต์ตลอด แต่เราก็ไม่เคยถามเขา จะมีคุณครูที่โรงเรียนฝากมาบอกบ้างว่าอยากได้แผ่นซีดี แล้วมีเรื่องตลกที่ลูกมาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาบอกว่าสมัยแม่เขาเด็กๆ ฮาร์ทมาจีบแม่เขา ตกลงพ่อเธอเบิร์ดหรือฮาร์ทเนี่ย ผมก็บอกว่าผมไม่เคยนะน่าจะเป็นฮาร์ทมากกว่า (หัวเราะ) คนมักจะจำผิดบ่อยๆ และมีอีกครั้งหนึ่งไปที่สนามบินเชียงใหม่เดินลงมาจากบันไดเลื่อน มีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งหน้าตาตื่นเต้นดีใจมากแล้วมาบอกว่าชอบมากๆ เลยคุณฮาร์ท ผมก็เอิ่มผมชื่อเบิร์ดครับ ตกลงว่าชอบผมหรือชอบฮาร์ท

โปรเจกท์ที่อยากจะทำ

มีอยู่สองอย่างที่อยากจะทำคือหนึ่งอยากจะชวนน้องๆ ก็ได้ทาบทาม ป๊อด หนึ่ง อีทีซี มาทำเพลงกัน คือเขาเอาเพลงเราไปทำใหม่ แต่จะมีหลากหลายศิลปิน ซึ่งเราอาจจะทำดนตรีให้หรืออาจจะไปร้องด้วยประสานเสียงกันส่วนอีกอย่างที่อยากทำก็คือคอนเสิร์ต ความเป็นเบิร์ดกะฮาร์ทถ้าบอกว่าอยากจะจัดคอนเสิร์ต 31 ปี มันก็คงแปลกๆ มั้ง ก็เลยอยากทำเบิร์ดกะฮาร์ทที่เป็นแบบทอล์กโชว์ มาฟังผมคุยเถอะ แต่ยังไงก็ยังมีเพลงให้ฟังแน่นอน ก็คิดว่าจะจัดกันในปลายปีนี้

ถ้าไม่ใช่เบิร์ดกะฮาร์ท จะเป็นเบิร์ดกะ?

ไม่เคยคิดเลยครับ แต่มันคงจะออกมาไม่ดีหรอก เพราะว่าผมกับพี่ฮาร์ทก็แปลก พออยู่บนเวทีคนเดียวมันดูไม่มีเสน่ห์นะแต่ถ้ายืนอยู่ด้วยกันในสิ่งที่พูดในสิ่งที่เป็นมันดูกลมกลืนอย่างบอกไม่ถูกพี่ฮาร์ทจะเป็นคนที่ตลกลงใต้สะดือตลอด ถ้าให้ยืนคุยคนเดียวก็จะลามกมาก ผมก็จะแบบเสี่ยวๆ พอมาผสมกันแล้วมันดูพอดีๆ ถ้าในเรื่องของการร้องเพลงถ้าไม่มีทั้งคู่ก็จะไม่มีความเป็นเบิร์ดกะฮาร์ทแน่นอน รู้สึกไม่สนุกด้วยล่ะคนเดียว

คำนิยามของเบิร์ดกะฮาร์ท

เป็นเพื่อนที่กลายเป็นพี่เป็นน้องไปแล้ว แต่โดยความรู้สึกผมกับพี่ฮาร์ท คือเพื่อนรักที่กลายเป็นพี่เป็นน้องกันไปแล้ว มันคงไม่เลิกคบกันแล้วละครับ คือคนเราเป็นเพื่อนกันหรือว่าแฟนกัน มันไม่ได้คบกันด้วยความดีหรอก คนเป็นเพื่อนกันความดีทุกคนชอบหมด แต่การที่เราเป็นเพื่อนกันได้คือการยอมรับในข้อบกพร่องซึ่งกันและกัน จุดบอดของกันและกันเรารับได้ไหม และถ้ามาวัดแล้วจุดบอดของผมกับพี่ฮาร์ทมันรับกันหมดแล้วมันไม่มีเพิ่มเติมเพราะว่าเราก็มาถึงขนาดนี้แล้ว

ก็อยากให้ทุกคนยังมีความสุขได้ความสบายใจจากการที่ฟังเพลงของพวกเรา แล้วหวังว่าเพลงนั้นมันจะยังมีความหมายกับหลายๆ คนด้วย ในอนาคตก็คงจะมีโอกาสเจอกันตามงานวัดงานบวช ก็ยินดีเจอกันก็ทักกันไม่ต้องเคอะเขินครับแก่ขนาดนี้แล้ว (อมยิ้ม)บอกกันตรงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: