ชาวบ้านคำเกิ้ม นครพนม เพาะ-เลี้ยง/แปรรูปไก่งวง ส่งขายโมเดิร์นเทรดและโรงแรมหรู

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้านคำเกิ้ม นครพนม เพาะ-เลี้ยง/แปรรูปไก่งวง ส่งขายโมเดิร์นเทรดและโรงแรมหรู

ขณะนี้ความนิยมเลี้ยง “ไก่งวง” ดูเหมือนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการจับกลุ่มเลี้ยงไก่งวงกันหลายจังหวัด เพราะมีตลาดทางฝั่งลาวและเวียดนามให้ความสนใจสั่งซื้อ ทั้งนี้ ถึงแม้ไก่งวงจะเป็นสัตว์ปีกจากต่างประเทศ แต่เมื่อนำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรากลับพบว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย หากินเก่ง โตเร็ว แข็งแรง ทนทานต่อโรค และน้ำหนักตัวดี ประกอบกับมีราคาแพง

โดยสายพันธุ์ไก่งวงที่นิยมเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์อเมริกันบรอนซ์ พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ และไก่งวงลูกผสม เป็นต้น ดังนั้น ไก่งวงจึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ชนิดหนึ่งของเกษตรกร

เช่นเดียวกันกับที่บ้านคำเกิ้ม ตำบลอาจสามารถ จังหวัดนครพนม มีชาวบ้านรวมตัวกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม” โดยมี คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ เป็นผู้เลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ ในชื่อ “ฟาร์มไก่งวงลุงโย” แล้วยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงไก่งวงกัน เนื่องจากมีราคาดี พร้อมกับมีตลาดรองรับที่มั่นคง

แรกเริ่มยังไม่แพร่หลาย จึงเลี้ยงเป็นรายได้เสริม

คุณเชษฐา ย้อนอดีตว่า สมัยก่อนในพื้นที่นี้ยังไม่ใครเลี้ยงไก่งวง เนื่องจากไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ประกอบกับหลายคนชี้ว่าไก่งวงเลี้ยงยากเพราะไม่ใช่สัตว์พื้นบ้านของไทย การปฏิเสธเลี้ยงไก่งวงของชาวบ้านจึงเป็นสิ่งท้าทายทำให้เขาต้องการลองเลี้ยงดู

คุณเชษฐา เริ่มเลี้ยงไก่งวงครั้งแรกเมื่อปี 2545 คราวนั้นที่เลี้ยงเพราะต้องการมีรายได้เสริม โดยใช้ช่วงเวลาหลังจากเลิกงานประจำ ช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงไปเสาะหาแม่พันธุ์จากหลายพื้นที่มารวบรวมไว้ 10 ตัว มีตัวผู้ 2 ตัว เป็นพันธุ์อเมริกันบรอนซ์ โดยเน้นให้เป็นสีเดียวกัน เลี้ยงมาไม่นานก็สามารถเพาะลูกไก่ได้จำนวนมากถึง 300 ตัว แต่ในปี 2546 เกิดไข้หวัดนกระบาด แล้วเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงเลิกเลี้ยงขายทิ้งทั้งไก่และอุปกรณ์ทุกอย่าง แต่ในใจยังคิดว่าถ้ามีโอกาสอีกในอนาคตจะหวนกลับมาเลี้ยงอีก เพราะมองดูว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่ยากถ้าเอาใจใส่เต็มที่

หลังจากนั้นอีก 8 ปี กระแสไก่งวงเป็นที่รู้จักของตลาดมากขึ้น อีกทั้งทางภาคราชการมีการส่งเสริมการเลี้ยงเพื่อให้แพร่หลาย ดังนั้น จึงทำให้คุณเชษฐาสนใจแล้วกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง เนื่องจากตัวเองมีประสบการณ์การเลี้ยงแล้วจึงไม่ลังเล ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นสะพานไทย-ลาวกำลังจะเปิด จึงมองเห็นตลาดว่าต้องขายได้แน่ จึงชักชวนเพื่อนสนิท มิตรสหายหลายคนมาเลี้ยงไก่งวงแล้วให้ไปเรียนรู้การเลี้ยงไก่งวงจากภาคราชการที่เปิดอบรม

แต่หลังจากอบรมเสร็จแล้วเพื่อนกลุ่มนี้ขาดแคลนทุนที่จะซื้อพันธุ์ไก่ จึงทำให้ตัดสินใจซื้อมาเองจำนวน 3 ชุด ราคา 15,000 บาท (1 ชุด มีตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 4 ตัว) แล้วนำมาเลี้ยง ได้ลูกไก่ครอกแรกจำนวน 200 ตัว จากนั้นจึงแบ่งให้เพื่อนในกลุ่มนำไปเลี้ยง รายละ 10-20 ตัว

เลี้ยงกันมาก แต่หาตลาดไม่ได้ จัดตั้งเป็นกลุ่มผลักดันขายเอง

ภายหลังจากที่เพื่อนในกลุ่มและชาวบ้านอีกหลายแห่งประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ทำให้มีไก่งวงจำนวนมาก แต่กลับพบปัญหาว่าจะนำไปขายที่ไหน เพราะยังไม่มีตลาดรองรับ อีกทั้งทางราชการก็ยังไม่ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องพึ่งพากันเองด้วยการจัดตั้งเป็นกลุ่มแล้วไปขึ้นทะเบียนกลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงสัตว์จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อให้ถูกกฎระเบียบ

เมื่อทำงานกันมาสักระยะจึงเห็นว่ามีทิศทางที่ดีเลยขยายผลจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจในปี 2554 ในชื่อกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม” แล้วต่อยอดการเลี้ยงไก่ด้วยการเปิดร้านอาหารแล้วนำไก่งวงที่รับซื้อมาจากสมาชิกกลุ่มมาแปรรูปเป็นอาหารอีสาน เนื่องจากมองดูแล้วยังไม่มีใครทำ มีเมนูเด็ดจากไก่งวงหลายรายการ โดยเฉพาะลาบไก่งวง เป็นที่นิยมกันมาก ตลอดจนถึงเมนูอื่นตามสั่ง

คุณเชษฐา ชี้ว่า ต้นทุนหลักสำหรับการเลี้ยงไก่งวงคือ อาหาร ที่ต้องใช้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังที่เลี้ยงมาสักระยะพบว่าเกิดการขาดแคลนรำข้าวที่เป็นอาหารสำคัญ เนื่องจากในช่วงนั้นราคาเนื้อสัตว์สูงจึงทำให้ชาวบ้านแห่มาเลี้ยงสัตว์กันเพิ่มมาก

ประสบปัญหาต้นทุนอาหารสูงมาก หาทางปรับสูตรให้ต่ำ

เมื่อเป็นเช่นนั้นมองว่าควรจะต้องหาวิธีลดต้นทุนอาหารให้ได้มากที่สุด จึงมีความเห็นร่วมกันว่าควรแยกออกมาอีกกลุ่มที่ดูแลเฉพาะด้านการผลิตอาหารอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อมุ่งลดต้นทุน แล้วให้สมาชิกทุกรายนำอาหารจากกลุ่มนี้ไปเลี้ยงไก่งวงอันเป็นการช่วยลดต้นทุนอาหารได้อย่างดี ฉะนั้น กลุ่มวิสาหกิจนี้จึงมี 2 กิจกรรมในกลุ่ม คือกลุ่มผู้เลี้ยงไก่งวง กับกลุ่มผู้ผลิตอาหาร

ผลจากการปรับสูตรอาหารเลี้ยงไก่ด้วยการใช้กากมันสำปะหลังที่ผ่านการบดแป้งออกนำมาหมักร่วมกับยีสต์ไปพร้อมกับธาตุอาหารที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารไก่สามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ แต่ยังคงพบปัญหาตามมาเพราะสูตรอาหารนี้กลับช่วยเร่งเนื้อได้ดี แต่ไม่ช่วยเรื่องการขยายพันธุ์ จึงนำสูตรนี้ไปใช้เฉพาะในช่วงทำให้ไก่เจริญเติบโต

นอกจากนั้นแล้ว แนวทางการลดต้นทุนเพื่อให้ต่ำลง ขณะเดียวกันไก่ต้องมีคุณภาพด้วย จึงปรับสูตรการใช้รำข้าวผสมกับอาหารเม็ดชนิดเข้มข้น โดยใช้รำข้าวจำนวน 30 กิโลกรัม ต่ออาหารสำเร็จรูป 10 กิโลกรัม แล้วนำไปผสมกับหญ้าเนเปียร์บด ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีต้นทุนค่าอาหารเพียง 9 บาท ถือเป็นแนวทางที่มีคุณค่าทางอาหาร แถมยังช่วยลดต้นทุนลงได้มาก อย่างไรก็ตาม คุณเชษฐา บอกว่า ต้นทุนทั้งหมดสำหรับการเลี้ยงไก่งวงเฉลี่ยกิโลกรัมละ 137 บาท

ฟาร์มเลี้ยงไก่งวงของคุณเชษฐาให้ความสำคัญกับสายพันธุ์ไก่อย่างมาก มีแม่พันธุ์จำนวน 170 ตัว พ่อพันธุ์จำนวน 30 ตัว จะเลี้ยงแบบคัดสายพันธุ์ตลอดเวลา เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าปัญหาที่เกิดจากสายพันธุ์ผิดเพี้ยนจะทำให้ไก่ขาดคุณลักษณะเด่นหลายอย่าง กระทั่งนำไปสู่คุณภาพไก่ที่ด้อยลงทั้งขนาด น้ำหนัก และเนื้อ ส่งผลให้ราคาขายต่ำลงด้วย

การเพาะ-เลี้ยงเริ่มจากนำไข่ไปเข้าตู้ฟักรวมใช้เวลาฟักจำนวน 28 วัน แล้วนำลูกไก่อายุราว 1 เดือน ขายให้สมาชิกในกลุ่มในราคาตัวละ 100-120 บาท ไก่งวงที่เลี้ยงขายจะมีอายุตั้งแต่ 7 เดือน โดยกำหนดว่าถ้าเป็นตัวผู้ควรมีน้ำหนักประมาณ 6 กิโลกรัม และถ้าเป็นตัวเมียควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม

แปรรูปส่งเข้าร้านอาหาร/ส่งขายตลาดโมเดิร์นเทรดกับโรงแรมหรู

ด้านการตลาด คุณเชษฐา บอกว่า ไก่งวงที่โตเต็มที่ส่วนหนึ่งจะส่งขายให้กับร้านคำเกิ้ม ลาบไก่งวง ที่เป็นร้านอาหารพื้นบ้านของกลุ่ม และได้นำไก่งวงมาแปรรูปเป็นอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นลาบ ต้มแซ่บ ไส้อั่ว หรือเนื้อไก่ทอดปรุงรส เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามาอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสถานที่/บรรยากาศแบบสบายโล่งโปร่ง มีการจัดเตรียมที่นั่งรับประทานทั้งแบบในร้านหรือใครที่มาเป็นหมู่คณะชอบส่งเสียงก็เลือกแบบนั่งตามซุ้มที่ตั้งรายรอบสระน้ำ

สำหรับตลาดอีกส่วนหนึ่งทางกลุ่มได้เข้ายึดตลาดบนที่เป็นโมเดิร์นเทรดกับโรงแรมหรูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ยอมรับมาตรฐานการเลี้ยงและคุณภาพไก่ สำหรับไก่งวงที่สมาชิกเลี้ยงสามารถขายให้กับกลุ่มหรือนำไปขายเองก็ได้

“ความจริงแล้วพบว่าตลาดความต้องการไก่งวงภายในประเทศมีความต้องการมาก อย่างที่ผ่านมาแบบเงียบๆ ก็มีความต้องการถึงปีละ 30-40 ตัน แต่กำลังการผลิตทั้งประเทศทำได้เพียงปีละ 10 ตันเท่านั้น นี่ยังไม่รวมตลาดต่างประเทศถ้าสามารถเลี้ยงอย่างมีคุณภาพ”

คุณเชษฐา ชี้ว่า การเลี้ยงไก่งวงต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องพยายามหาวิธีและแนวทางการเลี้ยงแบบต้นทุนต่ำ แต่ต้องยังคงมีคุณภาพด้วย และที่ผ่านมาปัญหาคือชาวบ้านยังมีความรู้การเลี้ยงไก่งวงน้อยเกินไป อย่างกรณีเรื่องเลือดชิดที่มักปล่อยให้ไก่ผสมพันธุ์กันเองโดยที่ไม่ได้คัดสายพันธุ์ หรืออีกกรณีคือการที่เจ้าหน้าที่อาจยังไม่เข้าถึงไก่งวงอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อจำนวนการผลิตไก่งวงเพื่อส่งเข้าสู่ตลาดเป็นอันมาก นอกจากนั้น ในเรื่องต้นทุนก็เป็นปัญหาต่อการเลี้ยงไก่

“ท่านที่สนใจต้องการเลี้ยงไก่งวงแนะนำให้มาคุยด้วยตัวเองดีกว่า ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการขายให้ เพียงแต่ที่ผ่านมาพบว่าหลายคนสนใจตามกระแสแล้วซื้อไปตายมากกว่า ดังนั้น ถ้าสนใจจริงขอให้มาคุยด้วยตัวเอง เพราะจะได้เห็นสภาพการเลี้ยงไก่งวงของจริง รวมถึงการคุยเรื่องการตลาดด้วย” เจ้าของฟาร์มไก่งวง กล่าว

สอบถามรายละเอียดการเลี้ยงไก่งวงหรือมองหาไก่งวงคุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณเชษฐา โทรศัพท์ (085) 014-9679, (042) 512-813

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: