ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย” บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร.(084)906-0967 เกษตรกรที่ผันตัวเองจากเดิมที่เคยทำไร่ข้าวโพด ทำนา มาปลูกพริกไทย เพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี

ลุงแดงย้อนกลับไปว่าเดิมก็เหมือนเพื่อนเกษตรกรทั่วไปในแถบนี้ที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และทำนาข้าว ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ต้องทำทุกปีซึ่งทำมานานมากแต่ก็ได้เพียงพอใช้จ่าย

เมื่ออายุมากขึ้นก็มองหาพืชชนิดใหม่ที่ทำงานหนักน้อยลง ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นาน

ลุงแดงเล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้เจอเพื่อนเกษตรกรปลูกพริกไทยอยู่จึงได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องการปลูกพริกไทยและทราบว่าเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นานนับ 10 ปี แล้วยังให้ผลผลิตเป็นอย่างดีในพื้นที่โซนนี้

ที่สำคัญราคาพริกไทยสดมีราคาค่อนข้างดีและมีความต้องการมากพอสมควร

ในครั้งแรกลุงแดงได้ขอซื้อพันธุ์กลับมาทดลองปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อนำมาทดลอง แต่ผลพบว่าพริกไทยที่นำมาปลูกให้ผลผลิตเป็นอย่างดี ติดผลดก ใช้กินในครัวเรือน แบ่งเพื่อนบ้าน

จากนั้นจึงตัดสินใจปลูกแบบจริงจัง จำนวน 360 หลัก โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร และในปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 หลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2559 น่าจะให้ผลผลิตแล้ว

ในปีหน้าลุงแดง กำลังจะขยายพื้นที่เพิ่มออกไปอีกประมาณ 1,000 หลัก

ลุงแดงเล่าย้อนกลับไปว่า ตอนที่ปลูกพริกไทยครั้งแรกนั้น กว่าจะเตรียมแปลงและระบบน้ำเสร็จราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งและอากาศหนาว แต่ลุงแดงก็ลองปลูกดู เพราะดูแล้วว่าพริกไทยค่อนข้างทนแล้งได้ แต่ขอให้มีน้ำช่วยก็ปลูกเลย พอปลูกไป

แม้อากาศจะแล้งแต่เมื่อต้นพริกไทยได้น้ำอย่างสม่ำเสมอพบว่าต้นพริกไทยอยู่ได้ แตกยอดมาใหม่ใบเขียว จับมัดขึ้นเสาไปเรื่อยๆจนสูงท่วมหลัก ซึ่งหลักในตอนนั้นใช้เสาสูง 2.50เมตร ฝังเสาลงดินไป 50เซนติเมตร ประมาณ 9 เดือนหลังปลูก ต้นพริกไทยก็ออกดอกเต็มไร่เลย ผลผลิตดีและสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังปีที่ 2 ขึ้นมา

ต่อมาก็ลองขยายพันธุ์ดูบ้างก็มีปักชำ โดยตัดกิ่งมาเป็นท่อนๆ ชำในถุงดำแล้วทำกระโจมมุงหลังคาพลาสติกอบไว้สัก 1 เดือน แต่เปอร์เซ็นต์การรอดไม่ค่อยดีนักจะได้ต้นพันธุ์แค่ 50% เท่านั้น ก็มาเปลี่ยนวิธีการขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง

ซึ่งนำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้สัก 1 คืน บีบน้ำให้พอหมาดแล้วยัดใส่ถุงขนาดเล็ก ใช้มีดกรีดถุงผ่าครึ่งถุงนำไปประกบตามข้อพริกไทย เพราะส่วนข้อจะเป็นส่วนที่จะออกราก เพียง 30-45วันรากพริกไทยก็จะเดินเต็มถุง พอรากเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลก็จะเหมาะสมในการตัดส่งขายหรือมาอนุบาลชำลงถุง

แต่มีข้อจำกัดคือสามารถตอนได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น จึงจะได้ผลดีเกือบ 100% ลุงแดงกล่าว

พื้นที่ปลูก และการลงเสา

ขั้นตอนแรก คือการไถแปรหน้าดิน และปรับสภาพความร่วนซุยของหน้าดิน โดยการไถพรวน เนื่องจากบริเวณแปลงปลูกมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางส่วนเป็นดิน บางส่วนเป็นดินปนหินกรวด ก็ได้มีการไถพรวน และกำจัดสิ่งกีดขวางออกไปก่อน ประเด็นสำคัญคือ ควรจะมีการไถพรวนเพื่อให้ดินร่วนซุยก่อนเริ่มปลูกเนื่องจากรากของพริกไทยจะขยายออกไปในดิน

ถ้าหากดินมีความร่วนซุย รากก็จะขยายออกไปรอบข้างได้ดี ทำให้ต้นโตไว

ขั้นตอนต่อไปคือการขุดหลุมลงเสา โดยระยะห่างระหว่างเสา คือ 2.5×2.5 เมตร(สาเหตุที่เว้นระยะห่างค่อนข้างมาก เนื่องจากเมื่อต้นโตเต็มที่ จะได้มีพื้นที่สำหรับเข้าไปเก็บผลผลิตหรือตัดหญ้าใส่ปุ๋ย) โดยหลุมที่ขุดมีขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ผสมกับสารป้องกันปลวกแมลง (ฟูราดาน)

หลังจากลงเสาเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือวางระบบน้ำ ทางไร่เลือกใช้ท่อ PE สาเหตุที่ใช้ท่อ PE เนื่องจากทนแดดทนฝนได้ดี เหยียบได้ไม่แตกหัก อายุการใช้งานนานกว่าท่อ PVC โดยท่อใหญ่ที่ต่อจากปั๊มสำหรับจ่ายน้ำแต่ละแถว ใช้ท่อ PE ขนาด 60มิลลิเมตรและต่อเข้าแถวด้วยท่อ PE ขนาด 20mm. 2 bar. จากนั้นส่วนที่ต่อเข้าเสาแต่ละเสาใช้ท่อ PE mini เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้มาลงปลูกได้เลย

โดยปลูกเสาละ 4 ต้นมัดลำต้นพริกไทยติดกับหลักไว้ เพื่อให้ต้นโตเกาะหลักขึ้นไปเรื่อยๆ

วิธีปลูกและดูแลรักษา

การเตรียมการก่อนปลูกเริ่มจากการเตรียมดินแปลงปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีปรับพื้นที่ไม่ให้มีสภาพน้ำขังไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งน้ำ

ไถพรวนดินลึก 40-60 เซนติเมตรปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2-3 ตันต่อไร่เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีหากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์เพื่อให้ความเป็นกรดน้อยลงตากดิน 15 วันยกแปลงเป็นลอนลูกฟูก

วิธีปลูกปลูกค้างละ 1 หลุมปลูกห่างจากโคนค้าง ประมาณ 15 เซนติเมตรขุดหลุมพรวนรอบเสาผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกเก่านำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ขุดหลุมปลูกแค่เท่าถุงดินเดิม ปลูกหลุมละ1ต้น รอบเสา 4 ด้านก็จะใช้ทั้งหมด4ต้นต่อเสาให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้างหันด้านที่มีราก (ตีนตุ๊กแก) ออกด้านนอกค้างกลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม

เทคนิคนำกิ่งลงชำถุง

ลุงแดงแนะนำว่า ถ้าได้รับกิ่งพันธุ์แบบตุ้มตอนแกะถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มรากออกก่อนอย่างเบามือ พยายามอย่าให้ขุยมะพร้าวที่รากยึดไว้แตกตัดตุ้มโดยใช้กรรไกรหรือมีดคัตเตอร์ตัดเชือกปอที่รัดตุ้มไว้หัวท้ายออกทั้งหมด

เมื่อแกะตุ้มเสร็จก็นำกิ่งพันธุ์ลงถุงดำโดยใส่ดินไปก่อนประมาณครึ่งถุงแล้วค่อยเอากิ่งพันธุ์ส่วนที่เป็นรากวางลงไปกลางถุงเอามืออีกข้างจับยอดไว้ไม่ให้ต้นพันธุ์เอนไปมาแล้วเอามืออีกข้างตักดินใส่ให้เต็มถุงกดดินบริเวณรอบๆกิ่งพันธุ์ให้แน่น

จากนั้นรดน้ำรออีกประมาณ45วันจึงค่อยนำลงปลูกในแปลงปลูก อย่ารดน้ำมากเกินเอาแค่ชื้นพอดี และควรพักต้นพันธุ์ไว้ในที่ร่มรำไรอากาศถ่ายเทได้ดีขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้

พื้นที่วางต้นชำควรวางบนพื้นดินที่มีความชื้นตลอด แต่น้ำไม่ขัง

ข้อควรระวังการชำกิ่ง

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามนำถุงกล้าพริกไทยวางบนปูนหรือแผ่นพลาสติกใดๆเพราะพริกไทยจะแตกยอดสวยงามให้เห็นในระยะแรกเท่านั้น แต่ต่อมารากจะค่อยๆถูกทำลายด้วยเชื้อรา เช่นเชื้อราไฟทอปทอร่าที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและจะยืนต้นตายในที่สุดเพราะการระบายน้ำที่ก้นถุงไม่ดีรวมถึงอุณหภูมิบนพื้นผิววัสดุด้วย

การดูแลรักษา

เริ่มจากการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งปุ๋ยดังกล่าวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกไทยและช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย สามารถดูดซับความชื้นและเพิ่มแร่ธาตุปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 8-24-24 และ 12-12-17+Mg ให้พิจารณาเลือกใส่สูตรใดสูตรหนึ่งตามความเหมาะสม เช่น

ปีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 กรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งต่อปี หรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี 1กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 3 และปีถัดไปใส่ปุ๋ยเคมี 1.5 กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลังจากเก็บเกี่ยวพริกไทยเพื่อฟื้นความสมบูรณ์ของต้นพริกไทย

ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเพื่อเร่งการออกดอกและติดผล

ครั้งที่ 3 ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17+Mg ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมเพื่อบำรุงผล

ส่วนปุ๋ยทางใบและฮอร์โมนบำรุง สามารถใช้ได้ตามความสะดวก ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ดีขึ้น

ลุงแดง อธิบายว่า การใส่ปุ๋ยไม่มีสูตรตายตัว คงขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและระยะของการให้ผลผลิตบนต้นและการสังเกตของเจ้าของไร่

การให้น้ำ

เลือกระบบน้ำตามสภาพแวดล้อมที่ให้พริกไทยได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงการให้น้ำแบบร่องต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเท

การใช้มินิสปริงเกลอร์เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า

ระยะเวลาการให้น้ำหลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวันเมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้งพริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วันต่อครั้งตามสภาพดินฟ้าอากาศ

ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้นควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรคเตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็วและขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลงจะทำให้ดินแน่นทึบรากเสียหายได้

การขึ้นค้าง

หลังจากปลูกพริกไทยได้ประมาณ 30-50 วันพริกไทยจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เลือกยอดอ่อนที่สมบูรณ์ไว้ต้นละประมาณ 3 ยอดที่เหลือตัดทิ้งไปจัดยอดให้เรียงขนานขึ้นรอบค้างอย่าให้ยอดทับกันเพราะจะทำให้ได้ทรงพุ่มที่ไม่ดีใช้เชือกฟางผูกยอดให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อผูกยอดจนกระทั่งยอดท่วมค้างใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน

กรณีที่ต้องการเลี้ยงเถาเพื่อใช้ทำพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกในปีต่อไปหรือเพื่อจำหน่ายยอดคืนทุน

เมื่อพริกไทยอายุ 1 ปีตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตรจากระดับผิวดินเมื่อพริกไทยแตกยอดจัดยอดขึ้นค้างเช่นเดียวกับปีแรกจนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตรให้ผูกไว้บนยอดค้าง

ลุงแดงมุงซาแรนพรางแสง60 เปอร์เซ็นต์ ให้แปลงปลูกพริกไทยใน1ปีแรก โดยอธิบายว่า ปัจจุบันอากาศบ้านเราร้อนมาก การปลูกพริกไทยจึงมีต้นทุนเพิ่ม คือต้องมุงซาแรน เพื่อช่วยพรางแสงให้เพื่อลดความร้อนจากแสงแดดให้ต้นพริกไทยและรักษาความชื้น

แต่หลังจากที่ต้นพริกไทยปลูกไปได้สัก 1ปี ก็จะรื้อซาแรนพรางแสงออกไป เพราะพริกไทยสามารถปรับสภาพได้และทรงพุ่มสูงถึงยอดเสาปูนซึ่งจะมีร่มเงาขึ้นมาทดแทน

การขายผลผลิต

ลุงแดง เล่าว่าตอนนี้พริกไทยสดไม่พอขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่สั่งเข้ามา ยังมารวมถึงออเดอร์จากบริษัทที่เข้ามาติดต่อที่ต้องการให้จัดส่งวันละหลายๆตัน ให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 95 บาท

“แต่เราคือที่ไร่กับเพื่อนเกษตรกรที่เริ่มปลูกยังไม่สามารถรวบรวมจำนวนได้มากขนาดนั้นตอนนี้ขายแค่พ่อค้าหลายๆเจ้าก็ไม่เพียงพอ เราต้องจัดสรรแบ่งให้พ่อค้า โดยพยายามไม่ผูกมัดผูกขาดกับพ่อค้าเพียงเจ้าเดียว พ่อค้าบางเจ้าถึงกับช่วยออกค่าเก็บให้เจ้าของไร่เลยทีเดียว อย่างเช่นให้ค่าเก็บกิโลกรัมละ 10 บาท ก็เงินค่าเก็บทั้งเจ้าของไร่และคนงานทีเดียว”

“ราคาก็มีขึ้นลง อย่างหน้าแล้งหรือหน้าร้อนที่ราคาแพง กิโลกรัมละ 250-280 บาทหรือช่วงเวลาถูก คือราวๆช่วงหลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ที่พริกไทยออกเยอะ เป็นช่วงฤดูของพริกไทย ก็เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-80บาทแล้วราคาจะมาขยับสูงขึ้นอีกก็หลักร้อยบาทขึ้นไปในช่วงหน้าหนาวคือราวเดือนธันวาคมเป็นต้นไป”

ลุงแดงยังอธิบายเพิ่มว่า พริกไทยเป็นพืชที่ออกดอกติดผลแบบทะวายออกเกือบทั้งปีเฉลี่ยจะออกดอกติดผลราวๆ 5-6 รุ่น จะออกดอกต่อเมื่อมีการแตกยอดใหม่แล้วหลังออกดอกได้สัก 1เดือนก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ หรือถ้าราคาไม่ดี เกษตรกรก็สามารถดึงเวลาไม่เก็บออกจากต้นก็ได้ พริกไทยสามารถอยู่บนต้นได้ 2-3 เดือนทีเดียว แถมยิ่งเก็บช้าน้ำหนักก็ยิ่งดีด้วย

ถือเป็นข้อดีอีกอย่างของการปลูกพริกไทย เกษตรกรรอราคาที่พอใจก็จะเก็บได้ การขายลุงแดงจะขายแบบรวม ไม่คัดแยกเกรด ซึ่งพ่อค้าก็จะเอาไปคัดแยกเกรด เช่นช่อยาว ช่อตรง เม็ดเต็มช่อ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

แต่สำหรับเกษตรกรจะขายแบบคละรวมจะดีกว่า หนึ่งลดขั้นตอน ผลผลิตถูกรับซื้อไปทั้งหมด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: