ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เกษตรเทรนด์ใหม่

อันติกา

ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี”

“แผนอนาคต คือทำธุรกิจด้านค้าปลีก เพื่อรองรับในวันวัยเกษียณ”

นี่คือสิ่งที่ คุณเจส คาลโว ตั้งไว้ในโปรแกรมชีวิต และเขาก็เดินตามเส้นทางนั้น ด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านค้าปลีกในบริษัทต่างๆ จนกระทั่งความฝันของเขาเดินทางมาสู่ความจริง แต่ไม่ใช่ในวัยเกษียณ แต่เกิดขึ้นในวัยเลข 4

คุณเจส ก้าวออกจากงานประจำในตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เขาทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพื่อมาปลูกผักขาย ค่อยๆ ขยายสู่การแปรรูป และเปิดร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มรักดี” ฟาร์มที่เติบโตต่อยอดจนมีรายได้เดือนละหลายแสนบาท

เงิน 6 แสนหมดไป

แต่ไม่ทำลายฝัน

คุณเจส เริ่มบทสนทนาถึงแผนที่ชีวิต “ผมทำงานบริษัทมาโดยตลอด ทำมาหลายที่ และเกี่ยวข้องกับการค้าปลีกทั้งหมด ผมมองแล้วว่าอนาคตต้องมีธุรกิจของตัวเอง รองรับวัยเกษียณ จึงศึกษาธุรกิจค้าปลีกอย่างละเอียด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับความตั้งใจในการทำงานให้ดีที่สุด แต่ยังไม่ถึงอายุเกษียณ ผมก็เลือกเกษียณตัวเองก่อน เหตุผลของผมคือ เพื่อลูก และเพื่อสุขภาพกายใจของผมเอง”

ด้วยเพราะเป็นคนชอบทานผักในทุกมื้ออาหาร แต่ยังหวั่นๆ ว่าที่ทานไปจะปลอดสารพิษจริง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลงมือปลูก เพื่อไว้กินและขายไปพร้อมๆ กัน

การศึกษาข้อมูลไม่ละเอียด หลงเชื่อผู้ขายอุปกรณ์ ทำให้เงินลงทุนครั้งแรก 600,000 บาท มลายหายไป แต่ทว่าเขาไม่คิดถอย เพราะเชื่อว่าถ้ารักแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ

“ตอนแรกผมเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากการถาม ไม่ได้ศึกษาจริงจัง ตอนนั้นสร้างโต๊ะปลูก โดยคนขายอุปกรณ์มาติดตั้งให้ ภายใน 1 ปีต้องโละทิ้ง ไม่ได้ผล เพราะความรู้รับมาแบบผิดๆ และเมื่อตัดสินใจเดินตามความรัก นี่คืออาชีพที่จะทำต่อไปในอนาคต ผมจึงตัดสินใจไปเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ ใช้เวลาเรียนอยู่นาน ให้แน่ใจ จนกระทั่งไปเจออาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์ ท่านแนะนำ ให้ความรู้ดีมาก คราวนี้ผมจึงตัดสินใจจริงจังอีกครั้ง ลงทุนก้อนใหม่ 800,000 บาท ซึ่งก็ไปได้ดี อย่างตอนฤดูฝน ผักมักจะมีปัญหา ผมก็ได้รับความช่วยเหลือ แก้ไขด้วยการปรุงสารอาหารขึ้นมาเอง โดยซื้อวัตถุดิบเกรดเอมาใช้ แล้วก็ปรุงใช้ให้เหมาะกับในแต่ฤดูกาล ส่งผลให้ไม่ว่าฤดูกาลไหนจะมาเยือน ปัญหาความเสียหายก็ไม่กระทบ”

ปลูกผักคุณภาพ

ปลอดสารพิษ ไม่ติดขม

ตลาดคือสิ่งสำคัญ หลายคนอาจต้องเดินออกไปหาผู้ซื้อ แต่ทว่ากับ ฟาร์มรักดี กลับมีผู้ซื้อเดินเข้ามาเอง โดยเริ่มต้นจากคนในชุมชน และเมื่อการโพสต์บนโลกโซเชียลของผู้ซื้อเกิดขึ้น ทำให้ฟาร์มรักดีเริ่มเป็นที่รู้จัก จากนั้นคุณเจสจึงเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา ยอดผู้ซื้อก็ยิ่งถาโถม จนกล้าบอกได้เลยว่า โซเชียล คือกระบอกเสียงหลักนำพาผู้คนสู่ฟาร์มรักดี

“ผมตั้งใจจะปลูกผักคุณภาพ เพื่อขายตลาดบน ฉะนั้น ผักต้องปลอดสารพิษ ไม่ติดรสขม กรอบอร่อย ขนาดว่าเด็กๆ ที่ไม่ชอบทานผัก ก็สามารถทานผักของฟาร์มเราได้ ซึ่งตอนนี้จะมีทั้งลูกค้าซื้อผักไปทาน นำไปต่อยอดธุรกิจ อย่างการนำไปทำสลัด ทำสลัดม้วน บางคนซื้อไปเป็นของขวัญของฝากในวาระโอกาสต่างๆ ด้วย”

เมื่อฟาร์มรักดี เริ่มเป็นที่รู้จัก และมียอดขายผักตามมาต่อเนื่อง คุณเจสจึงวางแผนต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ

“พื้นที่ปลูกไม่ถึงครึ่งไร่ (ย่านวงศ์สว่าง-นนทบุรี) เพราะส่วนหนึ่งเป็นบ้าน ก็คิดว่าทำอย่างไรจะเพิ่มมูลค่าในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงนำผักมาแปรรูปเป็นสลัด ปรากฏว่าขายดีมาก จากนั้นจึงสานต่อไปสู่ธุรกิจร้านอาหาร โดยเลือกเมนูอาหารฝรั่งแต่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย โดยเมนูเด่นของเราคือ สเต๊ก และสลัด”

ร้านอาหารในชื่อ ฟาร์มรักดี เปิดให้บริการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งก็ได้ลูกค้าฐานเดิมเดินทางเข้ามาอุดหนุน บวกลูกค้าใหม่จากการบอกต่อ โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล ส่งผลยอดขายแตะตัวเลข 300,000-500,000 บาท

“จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 350 เปอร์เซ็นต์ เรามีที่นั่งรองรับลูกค้าได้รอบละประมาณ 64 คน ซึ่งในวันธรรมดาลูกค้ามาประมาณ 100 คน วันพุธ และวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าไม่ต่ำกว่า 500 คน ทั้งที่มาเที่ยวชมฟาร์ม มาทานอาหาร มาซื้อสลัด แต่สุดท้ายคือ ลูกค้ามาแล้วมักจะซื้อ มักจะทานอาหารกัน”

เปิดบ้านเป็นร้าน

ราคาขายไม่ต้องสูง

คุณเจส ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงตัวเลขลูกค้าในวันพุธ นั่นเพราะจัดให้เป็นวันโปรโมชั่นทานสลัดไม่อั้นท่านละ 60 บาท ลูกค้าจึงแวะเวียนมาหลักหลายร้อยคน

กับราคาอาหารตั้งไว้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงคำว่าคุ้มค่า โดยเมนูสเต๊กเนื้อโคขุนนำเข้าจากออสเตรเลีย 390 บาท สเต๊กหมูพอร์คช็อพ 180 บาท สเต๊กไก่ และสเต๊กปลาแซลมอน 120 บาท สลัดผักชามใหญ่ 80 บาท เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด 3 รสชาติ

“ลูกค้ามาทานแล้วเขารู้สึกว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพเดียวกัน ที่ขายไม่แพงได้ก็เพราะทำเลไม่ต้องเช่า บ้านของเราเอง ผักก็ปลูกเอง เลือกวัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุง แม้กระทั่งเครื่องปรุงผมยังคัดสรร คุณภาพต้องมาก่อน”

ส่วนเรื่องรสชาตินั้น คุณเจส ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยไปเรียนรู้สูตรการปรุงรสจากผู้เชี่ยวชาญ และหนึ่งในนั้นคือคุณพ่อชาวสเปน ที่มีความชำนาญด้านการปรุงอาหาร สอนสูตรให้ แล้วนำมาปรับรสให้เข้ากับลิ้นคนไทย

ธุรกิจค้าปลีก “ทำเล” คือสิ่งสำคัญ แต่นั่นคือความเข้าใจของคนทำการค้าในยุคก่อนหน้านี้

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี บวกกับมีที่จอดรถ ลูกค้าเขารู้สึกแล้วว่า เขามาแล้วสบาย”

ยกมือไหว้ลูกค้า

มืออาชีพควรทำ

คุณเจส ยังกล่าวถึง บริการ ว่าคือหัวใจหลัก ฉะนั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร คุณเจสพร้อมพนมมือไหว้ และต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง “ลองมองถึงตอนที่เราเป็นลูกค้า เราต้องการอะไร การยกมือไหว้ การบริการอย่างเต็มอกเต็มใจ คือสิ่งชี้วัดถึงความเป็นมืออาชีพ ผมว่าด้วยบริการแบบนี้แหละครับ ทำให้ฟาร์มรักดี มีลูกค้าตั้งแต่ชาวบ้าน นักธุรกิจ อาจารย์ วิศวกร นักศึกษา ชาวต่างชาติ หลายคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เรียกว่าทุกกลุ่มจริงๆ” การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง คือเป้าหมายของคุณเจส นั่นหมายถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริงใจที่จะมอบให้ลูกค้า ให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจลูกค้า ซึ่งนั่นย่อมมาจากพลังความรักของผู้ทำธุรกิจควรมีมาตั้งแต่ต้น

และเมื่อแบรนด์และธุรกิจแข็งแรงดีแล้ว คุณเจสวางแผนสู่การขยายในรูปแบบแฟรนไชส์

แล้วอย่างนี้ อนาคตหากขยายธุรกิจ ผักสลัดที่ปลูกไว้จะเพียงพอรองรับหรือไม่

คุณเจส กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ถูกวางแผนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเช่นกัน ด้วยวิธีจัดตั้งศูนย์อบรมการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ขึ้น ซึ่งบัดนี้ผ่านมาถึง 5 รุ่นแล้ว (เดือนละ 1 รุ่น) โดยเป้าหมายของคุณเจส คือต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้นำไปทำได้จริง

ฉะนั้น จึงต้องวางกรอบรับผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ครั้งละไม่เกิน 10 คน ส่วนค่าบริการสอน ท่านละ 3,500 บาท ใช้เวลา 2 วัน (เสาร์-อาทิตย์) โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี 30 เปอร์เซ็นต์ และลงมือจริง 70 เปอร์เซ็นต์

“ปัญหาของผู้สนใจปลูก คือขายที่ไหน ทั้งๆ ที่ตอนนี้สินค้ามีในตลาดไม่พอขาย ผมจึงต้องหาตลาดให้เขา อย่างตอนนี้ก็มีการรับผักสลัดของผู้เรียนที่ลงมือกลับไปปลูกมาจำหน่ายที่ร้านด้วย แต่ทว่าต้องปลูกตามระบบที่เราอบรมให้ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ ฉะนั้น ในอนาคตกับรูปแบบแฟรนไชส์ จึงไม่ต้องหวั่นเรื่องไม่มีวัตถุดิบรองรับ”

นอกจากมองรูปแบบขยายในส่วนของแฟรนไชส์แล้ว กับหน้าร้านขณะนี้ก็มีเป้าหมายจะขยายเช่นกัน เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มากขึ้นๆ

“ทุกธุรกิจที่ทำ สามารถคืนทุนภายใน 1 ปี ซึ่งผมมองว่าเหตุที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือจุดเริ่มต้น ต้องรักในสิ่งที่ทำ และมีความจริงใจกับลูกค้า เพราะถ้ามีตรงนี้นอกจากจะนำสู่ความสำเร็จ ยังทำให้เมื่อเกิดปัญหาก็จะยินดีอยู่ต่อ” คุณเจส กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจต้องการเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อ ฟาร์มรักดี ได้ ซึ่งในส่วนของนักเรียน นักศึกษา เปิดสอนฟรี รวมไปถึงยังมีโครงการมอบความรู้สู่ผู้พิการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย ส่วนใครต้องการลิ้มรสเมนูอร่อย พร้อมเดินชมฟาร์มรักดี คลิกข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Farmluckdee หรือโทรศัพท์ (092) 281-7788

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: