ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

หลังจากที่ผู้เขียนและทีมงาน ทั้งคณะใหญ่ และคณะเล็ก ได้มีโอกาสเดินทางออกเยี่ยมเยือนชุมชน ในความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เกือบครบทุกแห่งแล้ว ในท้ายที่สุดของโครงการเยี่ยมเยือน ในหัวข้อ “การเสริมสร้างศักยภาพทางการตลาด ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่มีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ ก็จะเป็นการสรุปความเห็นตามภูมิความรู้ของแต่ละท่านในคณะ

โดยในคณะนี้ ได้จัดกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย อีก 3 กลุ่มก็คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มสื่อมวลชนท่องเที่ยว ซึ่งผู้เขียนเองก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และความเห็นต่อจากนี้ไป ก็จึงเป็นความเห็นในมุมมองส่วนตัว ในฐานะนักเขียน สื่อมวลชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย ผสมปนเปกันไป และเป็นความเห็นที่มุ่งไปสู่องค์รวม ไม่ระบุสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นพิเศษ และบทสรุปนี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นแนวกึ่งบทสรุปผู้บริหาร ของโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน กึ่งขยายความ ก็เป็นได้

วัตถุประสงค์ขององค์กรอำนวยการโดยรวม (ผู้เขียน) คือ เป็นการพัฒนาชุมชนให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นอาชีพเสริม โดยมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ มีภูมิต้านทานเรื่องหลักการตลาดแบบทุนนิยม และมีแนวความคิดแบบ “ระเบิดจากข้างใน” คือเมื่อเกิดปัญหา ชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนได้ผลประโยชน์ หรือเป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งประเทศเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สถาพรสืบไป

ขยายความเรื่องการ “ระเบิดจากข้างใน” หมายถึง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และคนในชุมชนส่วนใหญ่มีมติในที่ประชุมเห็นว่า มันเป็นปัญหาของชุมชน และชุมชนต้องแก้ไข ยกตัวอย่างเรื่องนักท่องเที่ยวไม่ยอมแวะเข้ามาเที่ยว หรือพักค้างในชุมชน ซึ่งมติของประชาคมหมู่บ้าน หรือชุมชน ตกลงร่วมกัน ให้เป็นปัญหาของชุมชน ดังนั้น ในที่ประชุมจึงตกลงใจร่วมกัน ให้มีการตั้งคณะทำงานของชุมชน เพื่อศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยการคัดเลือกผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ที่มีประสบการณ์เรื่องการท่องเที่ยว และวัยรุ่นอีก 3-4 คน ซึ่งมีประวัติการศึกษา ด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยว เข้าร่วมดูแลรับผิดชอบ โดยให้มีระยะเวลาการศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขภายใน 30 วัน และงบประมาณ 5,000 บาท

เมื่อได้เอกสารรายงานนี้มาแล้ว ทางผู้นำชุมชนจึงพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หากยังไม่เรียบร้อย หรือไม่สำเร็จ หรือไม่สามารถ เกินกว่ากำลัง จึงทำเรื่องเสนอเบื้องบน ขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ คือขอวิชา เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ขอวิธีการแก้ปัญหา หรือของบประมาณ และทั้งหมดนี้ มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แบบนี้จึงเรียกว่า เป็นการระเบิดจากข้างใน อย่างแท้จริง ส่วนในแบบที่ไม่ใช่คือ พอทำรายงานสรุปปัญหาเบื้องต้น และแนวทางแก้ไข เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำเรื่องเสนอไปยังเบื้องบน เพื่อของบประมาณ แบบนี้ กลายเป็นหมู่บ้าน หรือชุมชนล่างบประมาณไป

ดังนั้น ชุมชนที่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก อพท. อย่างแรกที่ควรทำก็คือ 1. ถามความเห็นของคนส่วนใหญ่ในชุมชนเสียก่อน ว่าต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะมันมีทั้งข้อดี คือรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น และข้อเสีย คือความเป็นส่วนตัวจะลดลง และข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ก็จะเพิ่มมากขึ้น 2. เมื่อชุมชนตกลงใจ เห็นพ้องร่วมกัน ในทั้งข้อดีและข้อเสียแล้ว ก็สมควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบ 3. มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่การปกครองของตนเอง รวมถึงในบริเวณใกล้เคียง 4. เพิ่มเติมด้วยการสำรวจกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น งานประเพณีวัฒนธรรมประจำปี วิถีชีวิต เพลง การละเล่น อาหารคาว หวาน 5. เปรียบเทียบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ และกิจกรรมในพื้นที่ ว่ามีความแตกต่าง มีจุดเด่นกว่าในพื้นที่อื่นอย่างไร 6. และถ้าหากในพื้นที่ไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ เลย ชุมชนโดยผู้นำชุมชน ร่วมกับ คณะกรรมการชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่จัดตั้งขึ้น จะมีวิธีแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้มีจุดเด่น ได้อย่างไร และทั้งหมดที่ว่ามานี้ต้อง “ระเบิดจากข้างใน”

ด้วยวิธีการ ระเบิดจากข้างใน นี้เองชุมชนสามารถนำไปใช้กับประเด็นปัญหาอื่นได้ ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของชุมชน คือ 1. การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการประชุมเหมือนเดิม แล้วก็ถกเถียง หาข้อสรุปว่า มันเป็นปัญหาของชุมชนหรือไม่ สำหรับบางชุมชนที่มีลูกบ้าน ชอบเที่ยว ชอบพนัน ชอบดื่ม ชอบอู้ สโลว์ไลฟ์ ไม่ชอบอย่างเดียวคือทำงาน แล้วผลก็คือ ไม่มีเงิน แบบนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้นะครับ ยกเว้นว่า ชุมชนของเราเป็นชุมชนที่แตกออกมาจากชุมชนใหญ่ ย้ายออกมาอยู่ห่างๆ แต่ใกล้ป่า ไม่มีเอกลักษณ์ใดเป็นของตัวเองเลย งานประเพณีก็จัดในวัดกลางหมู่บ้านเดิม ชาวบ้านในชุมชนใหม่นี้เมื่อว่างเว้นจากงานไร่ งานนา ก็อยากจะมีรายได้เสริมด้านการท่องเที่ยวบ้าง แบบนี้การท่องเที่ยวจะช่วยเสริมรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ได้หรือไม่ มากน้อยอย่างไร ป่าหลังบ้านจะช่วยเสริมการท่องเที่ยวได้รึเปล่า รายงานที่คณะกรรมการชุมชนทำเอง จะเป็นคำตอบ

2. จุดไหนที่เรียกว่าความยั่งยืน นี่ก็เป็นปัญหาของแทบทุกชุมชน ซึ่งนอกจากจะใช้ กระบวนการระเบิดจากข้างในแล้ว กรณีนี้ยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยสอน คอยให้ความเห็น และเสนอทางเลือกให้กับผู้นำชุมชนด้วย โดยงานของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะเป็นการสอนวิธี ให้กับผู้เข้ารับการอบรม สอนวิธีการประเมินสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยว ทรัพยากรการท่องเที่ยว วัฏจักรของการท่องเที่ยว การตลาดด้านการท่องเที่ยว การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังต้องมีการประเมินผู้เข้าร่วมรับการอบรมด้วย ว่าไหวรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของกิจกรรมเที่ยวชมป่าโกงกาง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการไปแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมก็ลงพื้นที่ เพื่อวัดดัชนีชี้วัดที่ชุมชนช่วยกันกำหนดเอง เช่น ความดังของเสียงเครื่องยนต์ ความแรงของคลื่นที่กระทบตลิ่ง ปริมาณขยะที่เกิดจากนักท่องเที่ยว การลดลงของจำนวน และชนิดของสัตว์น้ำ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน ช่วงระยะเวลาที่เปิดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว และจุดวิกฤตที่ต้องหยุดกิจกรรมการท่องเที่ยว แบบนี้ เป็นต้น เพราะขาหนึ่งของความยั่งยืนตามหลักวิชาการก็คือ จะต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนเอง อาจกำหนดเอาไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งความยั่งยืน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยว ในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ก็เป็นไปได้

ในท้ายที่สุด สุดยอดของแนวคิดของความยั่งยืนก็คือ “ขาดเธอฉันก็อยู่ได้ แต่ขาดธรรมชาติ ฉันขาดใจ” ซึ่งก็หมายความว่า แม้นไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในชุมชนสักคนเดียว ชุมชนของฉันก็ไม่เดือดร้อน เพราะทุกคนมีที่ดินทำกิน มีสัมมาอาชีพ รู้จักการอดออม ไม่ชอบอวดกัน มีความมั่นคงครบทุกด้านปัจจัยสี่ มีป่าไม้ ลำธาร สัตว์ป่า ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ตามสภาพ มีกินมีใช้ ไม่รู้จักหมด และมีระบบป้องกันการเอาเปรียบจากทุนภายนอก อย่างเข้มแข็ง

ส่วนเรื่องหลัก เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง 3. ภูมิต้านทานต่อระบบทุนนิยม ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบทุนนิยม เป็นกระบวนการที่เร่งทุกอย่าง ทั้งการผลิต ทั้งการบริโภค ทุนนิยมเกาะเกี่ยวอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ แม้นการเร่งการผลิต และการเร่งการบริโภค จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ระบบทุนนิยมก็ไม่สน เพราะสามารถย้ายไป “ถล่ม” ที่อื่นต่อได้ แต่ประชาชนผู้ที่เกิดในพื้นที่ ไม่สามารถย้ายไป หรือปิดกิจการ แบบบริษัท นิติบุคคลได้ นอกจากเสียว่าตายเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเป็นหลักการเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในเรื่องของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น ชุมชนไหนน้อมนำเอาแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ให้เกิดผลเป็นแปลงทดลอง เป็นฐานทดลอง นู่นนี่นั่น ก็ถือว่า ชุมชนนั้นมีทั้งเซรุ่ม และวัคซีน เกิดขึ้นในชุมชนแล้ว ก็เหลือแค่ว่า ใครจะทนเจ็บตอนเอาเข็มทิ่มเข้าก้น เข้าแขน ได้มากกว่า หรือจะแค่เพียงเก็บไว้มองก็ไม่ว่ากัน

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปในเกือบทุกบริบทการบริหารประเทศ ชุมชนซึ่งถือว่าเป็นสังคมที่เล็กที่สุด และเป็นสังคมพื้นฐานของประเทศ ก็ควรจะตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตนเอง เพื่อการเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจ ดิจิตอล ในยุคที่ 4.0 ครอบครัว ชุมชน บริษัท องค์กร สำนัก สถาบันไหน ที่ล้าสมัยก็จะถูกยุบรวมไปอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ในระดับประเทศชาติ ก็จะถูกกลืนกินแผ่นดิน ร่างกาย จิตวิญญาณ ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ของกลุ่มชนไปทีละน้อย และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะเข้ามาช่วยดูแล การท่องเที่ยวโดยชุมชนอีกแรงหนึ่งครับ

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: