กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

การออกหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ที่เรียกว่า 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้

นอกจากไม่ได้ช่วยให้เกิดความกระจ่างกับประชาชน เพราะดึงเอาข้อความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาเขียนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ไม่ได้ยกตัวอย่าง ไม่ได้อธิบายข้อสงสัย แถมบางอย่างกำหนดขึ้นมาโดยไม่ได้อิงกฎหมาย

ยังสร้างปัญหาให้ดูหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก กกต. เป็นผู้จัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แต่กลับเป็นตัวปัญหาเสียเอง เช่น

ข้อ 5 การกำหนดข้อห้ามด้วยข้อความ “ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียง ห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิด ในวัน เวลาออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนเสียง ด้วยวิธีการดังนี้”

“การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่ประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง”

ในพระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องเป็นหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา หรือสื่อมวลชนเท่านั้น ถึงจะจัดเวทีสัมมนา อภิปราย

จึงเป็นหลักเกณฑ์ ข้อห้ามที่ กกต. ออกมาบังคับใช้ที่เกินเลยไปจากกฎหมาย

แต่ถึงอย่างไร ตัวกฎหมายหรือตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้เดินหน้าไม่ได้ เนื่องจากคนกลัวจะติดตะราง

มาตราที่พูดถึงกันมาก คือมาตรา 61 เป็นบทบัญญัติที่ระบุการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายมี 7 ประการ และต้องรับโทษ

ที่สำคัญ คือ (1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนั้นในวรรคสองของมาตรา 61 ได้ขยายความว่า กระทำการอย่างไรถึงจะเข้าข่ายตาม (1) ซึ่งข้อความบัญญัติไว้ ดังนี้

“ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ในวรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

น่ากลัวไหมล่ะ สำหรับโทษที่วางไว้ทั้งจำคุกและปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปดูวรรคสองที่เป็นปัญหาให้ถูกพูดถึงและเกิดปฏิกิริยาคัดค้านต่อต้านโจมตีมาตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559

ความหมายของวรรคสองก็คือ ใครก็ตามในการสื่อสารเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ไม่ว่าจะในลักษณะใดผ่านสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ รวมทั้งสื่อออนไลน์ และช่องทางอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไข

– ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง

– มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

– โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เริ่มจาก “ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง” ไม่รู้ว่า อะไรคือข้อเท็จจริง เมื่อมีปัญหาใครจะเป็นผู้วินิจฉัยและการวินิจฉัยนั้นจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า ถ้าผิดข้อเท็จจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ชอบที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนหรือหน่วยงานให้สังคมได้รับทราบ ประชาชนก็จะรับรู้และใช้วิจารณญาณได้เองว่าจะเชื่อหรือไม่ การผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อไม่ได้เข้าข่ายหมิ่นประมาท อันเป็นการใส่ความในประการที่จะทำให้ได้รับความเสียหาย ก็ไม่ควรจะให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับต้องดำเนินคดีให้ต้องติดคุกติดตะราง

ต่อมาคือ “มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่” ถ้าไปเปิดพจนานุกรมก็จะพบความหมายของคำแต่ละคำ แปลความทั้งหมดตามข้อความดังกล่าว การพูด การเขียนผ่านสื่อหรือไม่ผ่านสื่อก็ตาม ต้องไม่ก้าวร้าว ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดม หรือไม่ข่มขู่ ถ้าเป็นไปตามนี้ จะให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญหรือตำหนิร่างรัฐธรรมนูญให้เข้มข้นถึงพริกถึงขิงคงไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นหยาบคายทันที

แม้จะกำหนดเรื่องความมุ่งหวังอันเป็นเจตนา แต่คนก็ยังเกรงและกลัวกันอยู่

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขต้องห้ามนี้ คล้ายกับต้องการให้คนมีสมบัติผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ต่างไปจากเวลานั่งก็ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งยกเข่าไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นไม่สุภาพ

เมื่อตัวเนื้อหาในพระราชบัญญัติเป็นปัญหาหลัก การบังคับใช้ก็จะเป็นปัญหาตามมา กกต. ในฐานะผู้จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก็ไม่กล้าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงออกได้เต็มที่ แถมยังบอกด้วยว่า ใครจะทำอะไร ไม่ใช่ระวังแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีกฎหมายอื่นอีก เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์, คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ

ดูแนวโน้มแล้ว การออกเสียงประชามติในอีก 2 เดือนเศษข้างหน้านี้ ประชาชนจะตกอยู่ในสภาพถูกปิดหู ปิดตา และปิดปาก ความกลัวจะเข้าครอบงำคนในสังคม ขณะเดียวกัน จะได้เห็น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกไปอธิบายชี้แจงและพูดแสดงออกได้เต็มที่ อ้างว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทำได้ เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือได้โดยไม่ถือว่ามีความผิด

ทางออกของปัญหานี้คือ ต้องแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้เปิดกว้างในการแสดงออกของประชาชนและสื่อ หาไม่แล้ว จะส่งผลกระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติไปอย่างเที่ยงธรรม เสมอภาค เท่าเทียมกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: