ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

“ดอกรัก” นับว่าเป็นไม้ดอกอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยต้องการใช้ตลอดปี เพราะนำมาใช้ในการร้อยพวงมาลัย บางพื้นที่มีการปลูกต้นรักเอาไว้เก็บดอก เพื่อนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยไว้ขายเองโดยเฉพาะ และมักจะปลูกร่วมกับต้นมะลิ เพราะต้องใช้ประกอบเป็นพวงมาลัยที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด และดอกยังสามารถนำมาใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย หรือในพิธีงานแต่งของคนไทยภาคกลาง นอกจากเราจะใช้ดอกรักนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้ว ก็ยังใช้ใบของต้นรักนำมารองก้นขันใส่สินสอดและขันใส่เงินทุนที่ให้แก่คู่สมรสอีกด้วย

เกษตรกรในเขตตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกดอกรักกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียว ต้นทุนในการบำรุงรักษาน้อยมาก ที่สำคัญมีรายรับทุกวัน ตัวอย่างเกษตรกร คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว ตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (091) 397-5931 ว่าปลูกมานานมากกว่า 10 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รับจ้างเพื่อนเกษตรกรแกะดอกรักจนหันมาปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกเอง โดยอาศัยปลูกตามข้างทางถนนที่กรมทางหลวงอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อปลูกรักได้

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ดอกรัก มีหลายสายพันธุ์ ที่เลือกปลูก คือ “รักแก้ว” ซึ่งจะมีลักษณะดอกใหญ่ สีขาวใสมันเงา เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดที่ตำบลหัวดง และมีอีก 2 พันธุ์ คือ “รักตุ้ม” จะมีดอกขนาดเล็กที่เขาเอาไปร้อยมาลัย แต่ไม่นิยมปลูก เพราะดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีน้ำหนัก เก็บยาก ส่วนอีกพันธุ์คือ “รักจิ้งจก” ดอกจะยาว ทรงแหลมๆ ก็มีเกษตรกรบางรายปลูกอยู่เช่นกัน ต่อมาการปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกก็มีชาวบ้านได้นำพันธุ์มาปลูก จากนั้นก็แพร่กระจายพันธุ์ออกไป นำมาปลูกริมรั้วริมทาง, ปลูกตามคันนาหรือปลูกแซมในพื้นที่เกษตรที่ว่างเปล่า ข้อดีของไม้ชนิดนี้ก็คือ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด เป็นไม้ที่ทนแล้งมาก ซึ่งตนเองได้ปลูกไว้ราว 150 ต้น เพื่ออาศัยได้เก็บดอกรักขาย สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ในทุกๆ เช้า

วิธีการปลูกต้นรัก

คุณเพ็ญศรี บอกว่า การปลูกต้นรักไม่ต้องบำรุงอะไรมาก โดยเฉพาะหน้าแล้งหรือช่วงอากาศร้อน ต้นรักจะออกดอกมากอยู่แล้ว แต่ต้นรักจะไม่ชอบที่ชื้นแฉะน้ำขัง ส่วนช่วงหน้าฝน ดอกรักจะมีขนาดเล็กและดอกร่วงง่าย เพราะมีเชื้อราทำลายดอก จึงต้องดูแลเพิ่มด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกกระตุ้นให้ออกดอกบ้างตามสมควร ซึ่งดอกรักที่นี่จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงบ้าน โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนรวบรวมดอกรักจากเพื่อนเกษตรกรหลายๆ บ้าน ในพื้นที่เพื่อนำไปส่งที่ตลาดปากคลองตลาด ที่จะเป็นจุดศูนย์กลางส่งไปขายต่อทั่วประเทศ

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ต้นรักมีอายุยาวนาน 15-20 ปี ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งอากาศร้อนจัด ดอกรักจะมีราคาถูก หรือต้นโทรม ชาวสวนจะตัดต้นรักให้เหลือแต่ตอสูงจากพื้น 30-50 เซนติเมตร (เหมือนการทำสาว) ให้แตกยอดสร้างทรงพุ่มขึ้นมาใหม่ หลังตัดแต่งต้นเพียง 2 เดือน ก็สามารถมีดอกให้อีกครั้ง ซึ่งเกษตรกรบางคนเวลาจะตัดจึงต้องวางแผนให้มีทดแทนกัน ไม่ตัดต้นพร้อมกันทั้งหมด เพื่อจะให้มีดอกเก็บตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ไม่ขาดมือ

ซึ่งวิธีปลูกจะตัดกิ่งต้นรักให้เป็นท่อนๆ ควรเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนจนเกินไป นิยมใช้กิ่งแก่หรือกลางแก่กลางอ่อน ตัดให้มีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร หลุมปลูกขุดให้ กว้างxยาว ประมาณ 30 เซนติเมตร ขุดพรวนหลุมปลูกลึกสัก 20-30 เซนติเมตร หลังจากนั้นให้วางท่อนพันธุ์ให้เฉียง 45 องศา ใน 1 หลุม (คล้ายการปลูกตะไคร้) ใช้ท่อนพันธุ์ 3-5 กิ่ง เผื่อกิ่งที่อาจแห้งตายไป เพราะเราจะหวังผลให้มันรอดอย่างน้อย 1-2 ต้น ก็เพียงพอแล้ว หลังจากวางท่อนพันธุ์ลงดินแล้ว จากนั้นให้ใช้ดินกลบ รดน้ำให้ชุ่ม แนะนำว่าควรจะปลูกหน้าฝนจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นภาระในการรดน้ำในช่วงแรกที่ปลูก

ถ้าปลูกในพื้นที่ว่างเปล่า แนะนำให้ใช้ระยะปลูก 3×3 เมตร ควรจะปลูกในช่วงฤดูฝน หลังจากปลูกไปได้เพียง 3 เดือน จะเริ่มเก็บดอกรักรุ่นแรกส่งขายตลาด แต่อาจจะยังมีปริมาณน้อย เพราะต้นยังเล็กและมีทรงพุ่มไม่โตมากนัก แต่หลังจากปลูกได้ 6-8 เดือน ขึ้นไป ต้นรักก็จะมีความพร้อม มีทรงพุ่มที่มีขนาดใหญ่ ที่จะให้ผลผลิตได้พอสมควรและผลผลิตจะมากขึ้นตามขนาดของทรงพุ่ม

เรื่องการดูแลรักษาดอกรัก

ถือว่าน้อยมากในการดูแลรักษา ทำให้มีต้นทุนต่ำ แต่ต้นรักต้องตัดต้น ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ตัดให้สั้น ให้ตอต้นรักเหลือความสูงจากพื้นสัก 30-50 เซนติเมตร ต้นรักจะแตกยอดออกมาใหม่เป็นจำนวนมาก ยิ่งฝนตกมาช่วยช่วงหลังตัดแต่งกิ่ง ก็จะทำให้ต้นรักแตกกิ่งสร้างทรงพุ่มได้เร็ว แล้วจะเริ่มเก็บใหม่อีกครั้งช่วงเดือนเมษายนหรือราวๆ ช่วงหลังสงกรานต์ เราก็จะกลับมาเก็บดอกรักขายอีกครั้ง ซึ่งจะตัดแต่งต้นทำอย่างนี้ทุกๆ ปี ส่วนเราก็จะช่วยบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ย ยูเรีย สูตร 46-0-0 (หรือ สูตรเสมอ 15-15-15) ซึ่งจะเริ่มใส่ให้หลังจากเห็นว่าต้นรักมียอดแตกมาใหม่ ยาวได้สัก 30 เซนติเมตร ปุ๋ยจะช่วยเร่งการแตกยอดสร้างทรงพุ่ม แต่วิธีการใส่ปุ๋ยของเกษตรกรที่นี่มักจะใช้วิธีขุดหลุมแล้วฝังกลบปุ๋ยไว้ระหว่างต้น หลุมละ 1-2 กำมือ เนื่องจากการปลูกรักที่นี่ปลูกกันตามข้างทาง ดังนั้น จะไม่ได้รดน้ำเลย อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ส่วนโรคแมลงก็ต้องดูแลด้วย ฉีดป้องกันโรคและแมลงอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อลดการทำลายจากพวกแมลงศัตรู เช่น หนอน เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยแป้ง ฯลฯ ก็จะฉีดสลับตัวยาไปเรื่อยๆ ตามการระบาดของแมลงนั้นๆ โดยมากจะฉีดสารป้องกันแมลงให้เดือนละ 1 ครั้ง เท่านั้น ตามความเหมาะสมและการระบาด ยกตัวอย่าง สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น

– สารกลุ่มกำมะถันผง ก็จะฉีดควบคุมไรแดงได้ดี

– สารกลุ่มไซเพอร์เมทริน, ไดคลอร์วอส, อะบาเม็กติน ก็จะคุมพวกหนอนต่างๆ

– สารกลุ่มอะบาเม็กติน, อิมิดาคลอพริด, คอร์บาริล ฟิโปรนิล, คาร์โบซัลแฟน, ไทอะมีโซแซม ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟและเพลี้ยต่างๆ

– สารกลุ่มคลอร์ไพรีฟอส, ไวท์ออยล์ ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน

ข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกดอกรักในเชิงพาณิชย์ และจะต้องสัมผัสกับดอกรักทุกวัน จะต้องระวังยางของต้นรัก จะมีพิษต่อผิวหนังได้ ในการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะต้องสวมถุงมือยางและสวมแว่นตาป้องกันยางกระเด็นเข้าตา สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด การเก็บดอกรักต้องระวังยาง เนื่องจากยางของต้นรักเป็นเอนไซม์ประเภทหนึ่ง มีฤทธิ์กัดกร่อน หากถูกผิวหนังหรือเข้าปากจะทำให้ระคายเคือง แสบคัน มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนและถ่ายอย่างแรง หากถูกศีรษะจะทำให้ผมร่วงได้ และถ้าเข้าตา จะทำให้ตาพร่ามัวหรือตาบอดได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง หากโดนยางของต้นรักบริเวณผิวหนังต้องรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หากยางเข้าตาหลังจากล้างน้ำแล้วให้รีบไปพบแพทย์

สำหรับการป้องกันยางต้นรัก เวลาจะเก็บดอกต้องแต่งกายให้มิดชิด ใส่เสื้อแขนยาว สวมแว่นตา สวมหมวก ใส่ถุงมือยางหรืออาจใช้ถุงหิ้วพลาสติกแทนถุงมือ และอาจนำลูกโป่งมาใส่นิ้วมือแทนปลอกนิ้ว เป็นต้น เพื่อให้ปลอดภัยจากยางต้นรักที่จะกัดผิวหนัง

การเก็บดอกรักจากต้น

จะเลือกเก็บดอกตูมที่กลีบเลี้ยงปริแตก (เกือบจะบาน) และดอกบาน ถ้าดอกรักที่อ่อนหรือดอกยังตูมอยู่ ดอกนั้นจะมีสีเขียว ดอกจะยังไม่เป็นสีขาวยังเก็บไม่ได้ ควรจะเด็ดให้ก้านดอกติดมาด้วย และนำมาแกะแยกเอากลีบดอกรักออกทีหลัง ช่วงเวลาเก็บดอกรักคือ ช่วงเช้าของทุกวัน จากการสำรวจพบว่า ปริมาณการเก็บดอกรักต่อคน จะได้เฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการเก็บ อย่างการเก็บดอกรักในช่วงฤดูหนาวนั้น จะเก็บได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เท่านั้นเพราะดอกรักจะบานช้ามาก แต่ถ้าในฤดูร้อนดอกรักจะบานเร็ว ดอกเยอะมาก สามารถเก็บดอกได้ทุกๆ 2 วัน ทีเดียว

การเก็บ อย่างช่วงหน้าแล้ง ซึ่งดอกรักออกดอกจำนวนมาก สามารถเก็บได้ 5-7 กิโลกรัม ต่อครั้ง (ช่วงเวลาเช้า) ราคาก็จะเฉลี่ย 20-50 บาท ในช่วงฤดูแล้ง หรืออย่างช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงที่ดอกรักออกดอกน้อย ราคาก็จะแพงขึ้น ก็จะเก็บได้ 3-5 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับจำนวนต้นด้วย) ก็จะขายได้ กิโลกรัมละ 50-250 บาท อย่างเราไม่มีเวลานั่งแกะเอง ก็จะจ้างแกะ โดยจะคิดเป็นกิโลกรัมและราคารับซื้อในวันนั้นๆ เช่น ราคารับซื้อดอกรักในวันนั้น กิโลกรัมละ 20 บาท คนแกะก็จะได้ 8 บาท ถ้ารักราคา 40 บาท ขึ้นไป ก็ได้ค่าแกะ กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ถ้ากิโลกรัมละ 100 บาท ก็ให้ค่าแกะ 20 บาท เป็นต้น ซึ่งโดยมากจะเป็นคนแก่ หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็จะมารวมกลุ่มกันช่วยกันนั่งแกะดอกรักเพื่อแก้เหงาได้พูดคุยกัน

การเก็บรักษาดอกรัก

ถ้าเกษตรกรออกเก็บรักในช่วงเช้าและก่อนเที่ยงก็มานั่งแกะดอกรักใส่ถุงไว้ในที่ร่ม ตอนเย็นพ่อค้าก็จะมารับซื้อที่บ้าน จ่ายเงิน แต่ช่วงที่ดอกรักออกเยอะๆ เกษตรกรมีความขยันก็จะออกเก็บอีกในช่วงเวลาเย็น ก็ต้องแกะดอกรักต่อให้เสร็จ เพราะถ้าเก็บมาแล้วยังไม่แกะกลีบเลี้ยงออก จะแกะยาก เพราะฐานรองกลีบดอกจะเหนียวไม่สด กรอบ

ฉะนั้น หลังเก็บดอกรักออกจากต้นก็ต้องแกะกลีบดอกทันที ถ้าแกะดอกรักตอนเย็นก็จะใส่ถุงแช่ตู้เย็นเอาไว้ ถ้ากรณีที่ต้องเก็บรักษาข้ามคืนเพื่อไม่ให้ดอกรักเสียหรือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง การเก็บรักษาดอกรักโดยใช้อุณหภูมิต่ำจะสามารถช่วยยืดอายุและชะลอการเสื่อมสภาพของดอกรักได้นาน 7 วัน ส่วนดอกรักที่เก็บในอุณหภูมิห้องปกติจะมีอายุการเก็บรักษาโดยเฉลี่ยเพียง 1-2 วัน การเก็บรักษาดอกรัก ควรเก็บโดยการนำมาบรรจุลงในถุงพลาสติก แล้วแช่ในน้ำแข็งจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาดอกรักได้ดีที่สุด โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์

คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกดอกรักขายเป็นอาชีพเสริมของตนเองและครอบครัว หลังว่างเว้นจากการทำนาและปลูกพืชไร่ ช่วงเช้าจะออกจากบ้านไปเก็บดอกรัก ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็กลับบ้าน ทำอย่างนี้ได้ทุกวันตลอดทั้งปี อย่างน้อยได้เงินจากการเก็บดอกรักขายเป็นค่ากับข้าว ค่าใช้จ่ายประจำวันในครอบครัว วันละ 100-300 บาท มีรายได้ตามความขยันของเกษตรกรเอง ซึ่งบางรายก็ปลูกเป็นอาชีพหลัก ไม่ต้องออกไปรับจ้างไกลบ้าน ยิ่งช่วงอากาศร้อนดอกรักออกดอกดกๆ ก็เก็บได้เกือบทุกวันเป็นจำนวนมาก เพื่อชดเชยราคารับซื้อที่อาจจะถูกลงตามฤดูกาล เกษตรกรที่ใช้พื้นที่ว่างปลูกรักก็จะมีรายได้เสริมจากช่วงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ ทำนา และต้นรักปลูกแค่ครั้งเดียวแต่สามารถอยู่ได้นาน 15-20 ปีทีเดียว แม้การปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกขาย จะไม่ได้เงินก้อนหลักพันหลักหมื่นเหมือนไม้ดอกอย่างอื่นที่ต้องผลิตเป็นรุ่น 2-3 เดือน จึงจะรู้ต้นทุนและกำไร แต่เกษตรกรที่ปลูกรักและเก็บดอกรักจะมีเงินใช้จ่ายเกือบทุกวันจากต้นรักที่ปลูกเอาไว้ตามริมถนน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: