ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือละมัย

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นยุคของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ของ “ตลาดโบราณ” จำนวนมากตามท้องถิ่นต่างๆ ในเมืองไทยนะครับ เราท่านคงเคยได้ยินติดหู หรือหลายคนคงเคยไปเที่ยวตลาดสามชุก, เก้าห้อง, ดำเนินสะดวก, ท่าคา กระทั่งตลาดน้ำเขาใหญ่ แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ผ่านการให้นิยามความหมายใหม่ ตลอดจนกำหนดกิจวัตรของตลาดให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในโลกสมัยใหม่ เช่น สนองรับการท่องเที่ยว ส่งเสริมพืชผลเกษตรอินทรีย์ เป็นอาทิ จนสามารถมีรายได้หมุนเวียนพอต่อลมหายใจไปได้

พูดง่ายๆ ว่า ตลาดโบราณเหล่านี้ ไม่ได้ “โบราณ” จริงๆ แต่โบราณตามความต้องการและความเข้าใจของคนปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับ “คนสร้างตลาด” มันยากตรงที่จะเก็งยังไงให้คนติด ให้คนมาเที่ยวจับจ่ายซื้อของ หรือมารับ “สาร” บางอย่างที่เราตั้งใจจะสื่อออกไปนั่นแหละครับ

อยู่ๆ เรื่องแบบนี้ก็ใกล้ตัวผมเข้ามาครับ เนื่องจากที่วัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง ราชบุรี ใกล้ๆ บ้านที่ผมเกิด ได้ผุด “ตลาดอมยิ้ม” หมายฟื้นภาพสังคมย้อนยุคของทุ่งจอมบึงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

ตลาดอมยิ้ม ริเริ่มโดย พระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร เลขานุการเจ้าคณะอำเภอจอมบึง และชาวชุมชนบ้านตลาดควาย ริมทุ่งจอมบึง อำเภอจอมบึง ใช้ลานหลังวัดตลาดควายเป็นสถานที่ติดตลาดช่วงบ่ายถึงค่ำทุกวันเสาร์อาทิตย์ มีซุ้มเล็กๆ กำหนดเฉพาะให้เป็นร้านของกลุ่ม 8 ชาติพันธุ์ โดยอนุโลมตามกรอบที่ทางส่วนราชการจังหวัดราชบุรีใช้นิยามความหลากหลายของประชากรในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น ก็เลยจะมีซุ้มไทยกะเหรี่ยง, ไทยทรงดำ, ลาวเวียง, จีน, เขมร, มอญ, ไทยยวน และไทยพื้นบ้าน นอกเหนือจากซุ้มย่อยอื่นๆ ซึ่งก็ขายอาหารบ้าง ของที่ระลึกบ้าง ผักไฮโดรโปนิกส์บ้าง เหมือนที่ตลาดโบราณเกิดใหม่ทั่วๆ ไปเขามีกัน

“คนที่มาเที่ยวนี่ก็คือ พวกที่กลับจากเที่ยวสวนผึ้งมาแล้วน่ะครับ เขาได้ข่าวก็แวะ เพราะมันเป็นทางผ่าน คนก็เลยจะมากช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ส่วนคนแถวนี้จะมาช่วงเย็นครับ…” น้าชายคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

นอกจากซุ้มชาติพันธุ์ที่ดูไปก็ยังไม่มีสินค้าเอกลักษณ์เท่าไหร่ ร้านรวงที่ขายของเองผมก็ยังไม่เห็นงานที่จะเป็น “จุดขาย” ชนิดไม่มีที่อื่นนะครับ ไปๆ มาๆ ซุ้มที่คึกคักที่สุดในวันที่ผมไป กลับเป็นของแม่ค้ามอญพม่าจากทางสังขละ กาญจนบุรี ที่เอาสินค้าและเครื่องประทินโฉมแบบพม่าๆ มาจำหน่ายลูกค้าที่เป็น “แรงงานฯ” ไป กับอีกอย่างหนึ่งคือซุ้มไอติมหม้อไฟ ที่ดูจะโฆษณากันคึกคักดีทีเดียว

ด้านใน มีอาคารเก่าที่ดัดแปลงแสดงเครื่องมือจักสาน เครื่องจับปลาเก่าๆ แต่ไม่มีคำบรรยาย ส่วนข้างๆ ติดกันเป็นเรือนแบบไทยดำหลังใหญ่สร้างใหม่ หมายให้เป็นตัวแทนเอกลักษณ์ของชาวบ้านตลาดควาย ที่ส่วนใหญ่เป็นไทยทรงดำ ตั้งชุมชนมานานกว่าสองศตวรรษบนเส้นทางเดินโบราณระหว่างตัวเมืองราชบุรีกับชายแดนตะวันตก ก่อนที่ผู้คนยุคหลังจะเปลี่ยนมาใช้ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ดังปัจจุบัน

แต่ครั้นผมถามน้าชายคนนั้นว่า เคยเห็นเรือนใต้ถุนสูง หลังคาคลุมนอกชานกว้างแบบนี้ที่ตลาดควายหรือเปล่า น้าเขาก็ว่าไม่เคยเห็น ดังนั้น เรือนโซ่งใหม่หลังนี้จึงน่าจะสร้างจากการค้นคว้าแผนผังรายละเอียดจากเอกสารวิชาการด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั่นเอง

ในที่สุดแล้ว ก็เป็นเรื่องเล่าของน้าๆ ลุงๆ ชาวบ้านตลาดควายนั่นเอง ที่เติมเต็มสีสันให้แก่อดีตของตลาดอมยิ้มแห่งนี้

นักเรียนโบราณคดีที่สนใจคติชนวิทยาอยู่บ้างจะต้องเคยได้ยินนิทานท้องถิ่น อย่าง “ตำนานสำเภาล่ม” ที่เล่ากันในแถบชายทะเลภาคตะวันตก ว่าด้วยเรือสำเภาใหญ่ที่แล่นเข้ามาในทุ่งจอมบึง ชนเกาะแก่งต่างๆ ที่ต่อมากลายเป็นเขา เช่น เขาทะลุ แล้วที่สุดก็อับปางลง…ดังนั้น ผมเลยขนลุกหน่อยๆ ที่น้าชายคนนั้นเล่าว่า “เนี่ย ยังทันเห็นเสากระโดงเรือเลยนะ แต่ก่อนพอน้ำแห้ง จะเห็นตั้งอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ…” ที่ว่าเรื่องเล่าเก่าๆ มีพลังนั้น คงเป็นแบบนี้นี่เอง

เรื่องเล่าของน้าเขามาทับซ้อนกับประสบการณ์วัยเด็กของผมในที่สุด นักเรียนประถมรุ่นต้นทศวรรษ 2520 ทุกคนต้องจำห้องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนบ้านจอมบึงริมทุ่งนั่นได้ มันเต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ทั้งหมีคนตัวใหญ่ นกตะกรุมหัวเหม่ง ชะมด อีเห็น งู เสือลายเมฆ ฯลฯ พวกมันเคยมีชีวิตอยู่จริงในป่าชายทุ่งอันเคยกว้างใหญ่ที่สุดแห่งนั้น

“สมัยก่อน เวลาไปวัดจอมบึง เราก็นั่งเรือไปนะ ลัดทุ่งไปเลย” ผมจำทุ่งนั่นได้ดี ตอน ป. 4 ยังเคยไปแข่งขว้างกระเบื้องเล่นให้มันร่อนบนผิวน้ำเป็นทอดๆ แถมผมยังเคยเจอขวานหินขัดแบบมีบ่าสมัยหินใหม่อันหนึ่งด้วยซ้ำ มันยืนยันการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ชายขอบบึงมาตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปีมาแล้วได้ดี

พ่อผมบอกว่า หลวงพ่อคูณ อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึงเคยเล่าถึง ละมั่ง กวางป่า ที่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว ว่า มันชอบอยู่กลางทุ่ง พอลมพัดเย็นมันก็ “วิ่งโพ้งๆ” ไปทางหนองสังโน่น ไหนยังจะเรื่องเสือโคร่งไปด้อมๆ อยู่ใต้ถุนบ้านปลัดอำเภอ ทำเอาพอตกเย็น คนไม่กล้าลงจากบ้านไปไหน ฯลฯ

ผมยังนึกไม่ออกหรอกครับ ว่าถ้าตลาดอมยิ้มประสงค์จะ “อวด” ตัวตนของคนตลาดควาย จะทำยังไงให้เรื่องเล่าพวกนี้สื่อกับคนมาเที่ยวได้

ท่ามกลางเงื่อนไขอันจำกัดของงบประมาณและเทคนิคการจัดแสดงแบบมิวเซียมที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการ ผมไพล่ไปนึกถึงพิพิธภัณฑ์วัดเล็กๆ บางแห่งที่เคยไป สภาพที่เกือบเป็นโกดังเก็บของ ชนิดที่คงไม่เคยผ่านมือภัณฑารักษ์คนใดมาก่อนนั้นกลับน่าสนใจจนถึงขั้นชวนติดตาม เพราะป้ายลายมือโย้เย้บอกชื่อเจ้าของวัตถุ ประวัติการได้มา (ได้จากไหน ตอนไปเที่ยวเมืองไหน) ที่เป็นเสื้อผ้านักเรียนก็ยังมีชื่อเจ้าตัวปักด้ายสีน้ำเงินซีดจาง บางอย่างก็เหมือนจะทันเห็น แต่ไม่ทันใช้ อย่างเตารีดถ่าน ส่วนที่เป็นพาหนะ เช่น เรือ ก็ระบุว่าเคยใช้พายไปไหนมาไหนบ้าง?แค่นี้ก็สนุกแล้วล่ะครับ และแน่นอนว่าไม่มีใครจะรู้ข้อมูลแบบนี้ดีไปกว่าชาวบ้านเอง

หรือแม้แต่ของที่ขายในตลาด ผมก็ยังนึกถึงว่าทำยังไงจะได้กินแกงหน่อส้มแบบไทยดำ แจ่วมะเอือดด้าน จุ๊บผัก หรือยังไม่ต้องนึกถึงการมีส่วนร่วมของแม่ค้าเลยก็ได้ อย่างน้อยสำหรับกระแสผักปลอดสาร ผมแค่อยากให้พี่คนที่ปลูกผักอินทรีย์อยู่ห่างทางเข้าวัดไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ได้เอาผักมาขายบ้าง เพราะผมเคยซื้อถั่วฝักยาวจากสวนเขาแล้วพบว่าอร่อยมาก เป็นต้น

กุศลเจตนาของท่านพระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร สมควรแก่การอนุโมทนานะครับ ผมจึงได้แต่หวังใจว่า ตลาดอมยิ้มแห่งนี้จะค้นพบแนวทางของตนเองได้ในเร็ววัน…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: