พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน ปี 2559 มีน้ำหนัก 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อย้อนกลับไปประมาณปลายปี พ.ศ. 2557 ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันต้นแม่ ที่สวนคุณลี ได้ออกดอกและติดผลก่อนฤดูและติดผลดกมาก ผู้เขียนได้ทดลองไว้ผล พวงละ 1-5 ผล โดยเลือกซอยแต่งผลที่มีความสมบูรณ์เอาไว้ ปรากฏว่าการไว้ผลที่ 3-5 ผล ต่อช่อ จะมีความเหมาะสมที่สุด ผลชมพู่มีขนาดผลใหญ่สม่ำเสมอ เฉลี่ยน้ำหนักผลรวมต่อช่อพวงได้ 600-1,000 กรัม ทีเดียว พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลใหญ่กว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยพบมา โดยมีคุณสมบัติของผล ดังนี้

“ผลมีขนาดใหญ่มาก และมีน้ำหนักผลประมาณ 200-300 กรัม หรือ 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง เมื่อแก่จัดมีสีชมพูเข้มถึงแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ ทรงยาว มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตร และความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวาน กรอบ มีความหวานประมาณ 13-15 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ความจริงแล้วการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นชมพู่ไม่ให้สูงเกินไป ได้มีเกษตรกรไทยบางรายได้นำมาปฏิบัติแล้ว ต่างก็ยอมรับว่าได้ผลดี สะดวกต่อการจัดการ โดยเฉพาะในการห่อผลและการเก็บเกี่ยว ในการตัดแต่งต้นชมพู่ทุกปีจะต้องควบคุมความสูง ไม่ให้เกิน 4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีควรจะควบคุมให้สูงประมาณ 3 เมตร วิธีการตัดจะไม่ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก (Heavy Pruning) แตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งมะม่วง การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดกิ่งที่อยู่ใต้ใบ หรือยอดที่แตกข้างใบล่าง โดยย้ำว่าไม่ควรตัดแต่งกิ่งแล้ว บริเวณที่ตัดนั้นโดนแสงแดด จะทำให้กิ่งใหม่ที่แตกออกมาจะเป็น 3-4 ยอด จะทำให้จัดการได้ยากมาก รวมถึงควบคุมการออกดอกและติดผลได้ยาก ดังนั้น จะต้องตัดกิ่งที่มีใบบังอยู่ ต้นชมพู่มีปัญหาว่าจะขาดปุ๋ยหรือต้นไม่สมบูรณ์ จะแสดงอาการให้เห็นที่ใบก่อน เช่น ใบซีดและไม่สดชื่น เกษตรกรจะต้องดูแลโคนต้นชมพู่ให้สะอาด และจะต้องมีความรู้ว่ารากฝอยที่มีหน้าที่ดูดน้ำและปุ๋ย รากฝอยของต้นชมพู่จะอยู่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 1 ศอก หรือประมาณ 0.5 เมตร ดังนั้น ในการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใส่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 0.5 เมตร ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการฉีดพ่นโพแทสเซียมไนเตรต (สูตร 13-0-46) เพื่อเพิ่มความหวาน ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงคุณภาพของชมพู่ในประเทศไทย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระยะเลี้ยงผลของชมพู่นั้นสั้นมาก หลังจากระยะถอดหมวก คือ ติดผลเท่ากับนิ้วก้อยจนแก่และเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน เท่านั้น

สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 มีความเชื่อที่ว่า ชมพู่ยักษ์ไต้หวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกชมพู่ในประเทศไทย เพราะมีความโดดเด่นในเรื่องขนาดผลที่ใหญ่มากและรสชาติมีความอร่อยหวาน กรอบ มาก ไม่แพ้ชมพู่พันธุ์การค้าสายพันธุ์อื่น ยิ่งได้อากาศหนาว สีผลยิ่งมีสีชมพูเข้มสวย รสชาติจะหวานอร่อยมากยิ่งขึ้น

“ชมพู่สตรอเบอรี่” สีแดงสด ผลสวย รสชาติอร่อย

ไต้หวัน เป็นแหล่งผลิตชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการสวนและการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ผู้เขียนได้เข้าไปดูในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่ง จะต้องยอมรับว่าเป็นแปลงปลูกชมพู่ที่มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้น เฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตร เท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศ คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่ ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่า ได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิตวางขายในไต้หวัน เจ้าของสวนได้ชมพู่พันธุ์นี้มาปลูกประมาณ 3 ปี และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม โดยปลูกแซมในแปลงชมพู่เดิม เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อแข็ง อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบลักษณะใบคล้ายกับใบของชมพู่ม่าเหมี่ยว เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจที่ตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด ไม่แข็ง (แต่กรอบ) เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีสีสันสวยงาม แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ระบบการจัดจำหน่ายชมพู่ของสวนแห่งนี้ มีการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และชมพู่ทุกเกรดมีตลาดรองรับทั้งหมด นอกจากนั้น จากการเดินสำรวจและสอบถามข้อมูลจากเจ้าของสวน ทำให้ทราบถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการปลูกชมพู่ในประเทศไทยได้

ทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้ยอดพันธุ์ชมพู่สตรอเบอรี่มาเสียบยอดกับต้นชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ต้นชมพู่สตรอเบอรี่ใหญ่เต็มที่ เริ่มออกดอกและติดผล พบว่า ให้ผลผลิตดกมาก มีลักษณะติดผลเป็นพวง เมื่อผลชมพู่แก่สีของผลมีสีแดงเลือดนก ผิวมันเงา สีแดงโดดเด่นมาก มีน้ำหนักผล 150-200 กรัม และรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก ที่สำคัญเมื่อปล่อยชมพู่ให้แก่จัดบนต้น พบว่า เน่าเสียได้ยากกว่าชมพู่พันธุ์อื่น สรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ทนต่อการขนส่ง ชมพู่สตรอเบอรี่จะมีความแตกต่างจากชมพู่การค้าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ลักษณะของใบจะใหญ่มาก คล้ายใบชมพู่ม่าเหมี่ยว และปัจจุบัน ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร มีปลูกอยู่รายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย

การปลูกชมพู่ไต้หวัน

ซึ่งจะยกแปลงลูกฟูก ให้กว้างประมาณ 6 เมตร หลังยกร่องแล้ว ก็จะตากดินไว้อีก 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดิน หรือชาวสวนปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวได้ก็จะยิ่งดี เพื่อฆ่าเชื้อและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ส่วนระยะปลูกนั้น ใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร (ระยะปลูกสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ในบางพื้นที่อาจจะปลูกถี่กว่านี้ แต่เน้นการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่ม) ในการเตรียมหลุมปลูก จะขุดใช้ขนาด กว้างxยาวxลึก (50x50x30 เซนติเมตร) การขุดหลุมปลูก จะขุดแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่ง และดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอก ประมาณ 10 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1 : 1 และ ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 กำมือ แล้วกลบดินลงไปในหลุมจนพูนสูงเป็นเนินหลังเต่า เพื่อจะได้ระบายน้ำดีในช่วงแรก จากนั้นใช้จอบขุดเป็นหลุมปลูก ขนาดเท่ากับตุ้มดินปลูกบนยอดหลังเต่า การปลูกนำต้นพันธุ์ชมพู่ซึ่งตอนนั้นเป็นกล้ากิ่งตอนที่ชำไว้พร้อมปลูก นำมาถอดหรือกรีดถุงเพาะชำออก วางกิ่งพันธุ์ให้กึ่งกลางหลุมที่ขุดเตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่น ปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น ปลูกเสร็จต้องรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก การให้น้ำเนื่องจากชมพู่เป็นพืชชอบน้ำ ดังนั้น ในการผลิตชมพู่จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำต้นชมพู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงการเลี้ยงผล ซึ่งจะช่วยขยายขนาดผลให้ใหญ่และผลไม่แตก

การให้ปุ๋ย บำรุงต้นชมพู่

“ปุ๋ยคอก” ซึ่งนอกจากใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า อีกประมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น ตามความสมบูรณ์ของต้นและสภาพดินของเกษตรกร ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยมูลไก่ มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่าและมีการสลายตัวเรียบร้อยแล้ว หว่านในบริเวณรอบทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อย ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สามารถทำเองได้และใช้ได้ผลดี ส่วนการให้ “ปุ๋ยเคมี” สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้ เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต อายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้น ชมพู่ที่ปลูกปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง ส่วนในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปีขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้น กิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นหรือประมาณ 500 กรัม ต่อต้น ช่วงก่อนออกดอก เพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม ต่อต้น ช่วงพัฒนาผล หลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรก จะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม ต่อต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่จะเก็บผล 15 วัน เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24, 0-0-60 ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อต้น (การใส่จะพิจารณาตามอายุและขนาดของต้น) และสามารถใส่ได้ทุกเดือนในช่วงที่เลี้ยงผลเน้นใส่บ่อย แต่ให้ปุ๋ยทีละน้อย

ส่วนปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเจริญเติบโตของชมพู่ เช่น จะฉีดปุ๋ยที่เพิ่มคุณภาพผล และเน้นสูตรปุ๋ยที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น “ไฮโปส” ที่ช่วยเพิ่มความหวานและทำให้เข้าสี ทำให้ชมพู่สีแดงเข็มด้วย โดยจะฉีดชมพู่ตั้งแต่ห่อผลเสร็จไปตลอด ทุกๆ 7 วัน โดยอัตราที่ใช้ คือ ไฮโปส อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความหวานของชมพู่ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลิตชมพู่

การดูแลตัดแต่งกิ่งชมพู่

การตัดแต่งกิ่งนอกจากทำให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการแล้ว ยังช่วยลดปริมาณโรคแมลง และสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ที่ฉีดพ่นด้วย การตัดแต่งทรงพุ่ม ควรเริ่มทำเมื่อชมพู่มีขนาดเล็กหลังจากปลูกใหม่ โดยการเลี้ยงลำต้นประธานเพียงต้นเดียว และที่ความสูงจากพื้นดินสัก 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดชมพู่ จะทำให้กิ่งที่แตกแขนงมาใหม่ 2 กิ่ง ที่ระยะ 6-12 นิ้ว ให้ตัดกิ่งทั้ง 2 แล้ว ให้แตกเพิ่มเป็น 4 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปจะได้กิ่งแขนง 8 กิ่ง ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้ต้นชมพู่มีโครงสร้างแข็งแรง และแสงส่องผ่านกิ่งโคนต้นได้ การปฏิบัติงานใต้ทรงพุ่มก็จะสะดวกด้วย และการตัดแต่งเมื่อต้นชมพู่โต การตัดแต่งโดยเลือกตัดแต่งกิ่งดังนี้ กิ่งไขว้ หรือกิ่งซ้อนทับกัน ให้เลือกกิ่งที่เป็นโครงสร้างหลักไว้ กิ่งที่โรคแมลงหรือกาฝากอาศัย กิ่งฉีกหัก หรือกิ่งแห้ง กิ่งกระโดงที่เจริญเติบโตจากในทรงพุ่มทะลุออกเหนือทรงพุ่ม ส่วนยอดที่สูงจากพื้นดินเกิน 2 เมตร เป็นต้น

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: