เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

“…เข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง”

เงินกู้เพื่อช่วยเหลือ SMEs กระดูกสันหลังของโครงสร้างธุรกิจไทย ในอัตราดอกเบี้ย 4% วงเงินรวมจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่ได้ออกมาเพื่อรักษาสถานการณ์ของ SMEs ไม่ให้ทรุดลงไป จนกลายไปเป็นหนี้มีปัญหา หนี้เสีย หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับสถาบันการเงิน หรือ NPL นั้น

เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่าถ้าไม่ทำก็จะทำให้ระบบธุรกิจอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงมากเกินไปและที่สุดจะเป็นภาระในอนาคต

เราต้องเข้าใจจุดนี้ก่อนว่า เงินกู้ก้อนนี้ไม่ใช่ทำให้เกิดความฟู่ฟ่า หรือเป็นยาสารพัดนึกให้ SMEs เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เงินกู้นี้เป็นการช่วยให้ SMEs มีเงินหมุนไปก่อนในช่วงนี้ ช่วงที่ยอดขายตกเพราะคนซื้อของมีแรงซื้อน้อยลงกว่าเดิมไม่ว่าคนซื้อจะเป็นคนในประเทศหรือต่างประเทศ

เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้วว่า ทำไมต้องมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วย SMEs 4% แล้วก็มาดูความเป็นจริงหลังเงินก้อนนี้ถูกกระจายลงไปผ่านธนาคารออมสิน “ต่อท่อ” ไปที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อเบิกจ่ายต่อไปยัง SMEs ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ซึ่งเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่ 18 กันยายน 2558 และได้รับการอนุมัติและเบิกจ่ายภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้นเป็นการปล่อยกู้หมดก่อนกำหนดที่กำหนดไว้คือ 31 ธันวาคม 2558

เรื่องที่มีการ “บ่นปนโวย” ออกมามีดังนี้

1. เงินกระจายไปไม่ถึง SMEs ตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาจริงๆ

2. คนที่ได้วงเงินเป็น SMEs ที่เข้มแข็งและได้วงเงินไปสูง ดูได้จากจำนวนรายหลักหมื่น

3. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่าเงินกระจายไปตามนโยบายหรือไม่

4. อยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินแบบนี้มาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เช่น 50,000 ล้านบาท เป็นรอบสอง แต่อยากให้กำหนดเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาเกินกว่าจะแบกรับในเวลานี้ประมาณนั้น

จากที่พอจะเห็นภาพของประเด็นที่มีอารมณ์แล้ว ลองมามองในมุมของธนาคารที่ปล่อยกู้ในโครงการนี้บ้าง เช่น

1. ธนาคารยืนยันว่า SMEs ได้ประโยชน์ เพราะสามารถเอาไปลดต้นทุนได้ เช่น ไม่ต้องไปกู้นอกระบบมาจุนเจือสภาพคล่อง

2. ธนาคารต่างยืนยันเงื่อนไขการอนุมัติ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ผิดเงื่อนไข

ความเห็นของระดับหัวๆ ของธนาคารรัฐและเอกชนมีดังนี้นะครับ ผมรวบรวมจากที่ท่านทั้งหลายให้ข่าวออกมาตามสื่อมวลชน

1. รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี แบงก์ ระบุตามที่เปิดเผยต่อสื่อว่า

1.1 SMEs ที่กู้ไม่ทันขอให้รีบมายื่นเรื่องกับสินเชื่อ Policy Loan ที่คิดดอกเบี้ยในอัตรา 4% เป็นเวลา 7 ปี ภายใน 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ

โดยโครงการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง และที่ต้องการลงทุนเพื่อการปรับปรุงกิจการหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

1.2 มีการปรับเงื่อนไขเรื่องหลักประกันโดยการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในส่วนของการยื่นกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมจะค้ำประกันวงเงินรวมไม่เกิน 5 พันล้านบาท จะขยายเป็นค้ำประกันทั้งหมดของวงเงินโครงการ

1.3 กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายสูงสุดของ SMEs ไม่เกิน 15 ล้านบาท

2. ข่าวจาก ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ของธนาคารไทยสีม่วง ระบุว่า

2.1 ทุกกระบวนการและเงื่อนไขมีความชัดเจน ดูได้จากการตั้งวงเงินใหม่ จดจำนองใหม่ ไม่มีการให้เอาเงินกู้ไปรีไฟแนนซ์หนี้ตัวเองกับสถาบันการเงินอื่น

2.2 เรื่องขนาดของวงเงินการอนุมัติจากวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับจัดสรรมานั้น จะมีลูกค้าตั้งแต่วงเงิน 10-20 ล้านบาท ต่อราย

2.3 ตอนนี้ยังมีลูกค้าคงค้างอีกกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วยกลุ่มที่อนุมัติจำนองและเซ็นสัญญาแล้วแต่พอจะเบิกเงินกู้วงเงินดันหมด กับอีกกลุ่มคือเซ็นสัญญาเงินกู้แล้วแต่วงเงินหมดก่อน

2.4 ธนาคารตัดสินใจพิจารณากรณีรายไหนต้องการวงเงินเพราะร้อนเงินมาก จะอนุมัติเป็นรายๆ โดยจะกำหนดดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได (กลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้เงินแม้ไม่มีเงินกู้แสนล้านก็ตาม)

2.5 รายที่เหลือก็เก็บไว้รอเวลาเผื่อทางการจะอนุมัติเงินก้อนใหม่มาอีกรอบ

3. ข่าวจาก ธนาคารดอกบัวสีน้ำเงิน ระบุว่า เรื่องการใช้วงเงินผิดวัตถุประสงค์นั้น เชื่อว่าทุกธนาคารดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดห้ามนำวงเงินไปรีไฟแนนซ์ไม่ว่าจะเป็นหนี้กับธนาคารเดิมหรือหนี้ของธนาคารอื่น เพราะหากพบว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญา ลูกค้า SMEs ที่ทำผิดเงื่อนไขจะถูกคิดดอกเบี้ยปรับในอัตราประมาณ 14% การอนุมัติของธนาคารเป็นการให้สินเชื่อตามธุรกิจที่มีคุณสมบัติที่กำหนด มีความหลากหลายในกลุ่มที่ได้รับเงินกู้ โดยมีวงเงินรวมแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

4. ข่าวที่ออกมาของ ธนาคารสีเขียว ระบุว่า ธนาคารยังมีลูกค้า SMEs ขอวงเงิน 20,000-30,000 ล้านบาท หลังจากอนุมัติไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท

4.1 มีการทำตามเงื่อนไขมติ ครม. และที่กระทรวงการคลังกำหนดว่าห้ามรีไฟแนนซ์ เรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตนั้นจะมาจากความเข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่า

4.2 ส่วนของลูกค้าคงค้างที่ไม่ทันวงเงินครั้งนี้นั้น ธนาคารก็มีการพิจารณาวงเงินให้ตามความจำเป็น โดยคิดดอกเบี้ยอัตราตามความเสี่ยง เช่น กรณีลูกค้ามีความเสี่ยงต่ำอาจกำหนดดอกเบี้ยที่อัตรา 5-6% ต่อปี ส่วนในรายที่มีความเสี่ยงสูงคิดอัตรา 8-9% ต่อปี ว่ากันตามเนื้อผ้า

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่าย นับตั้งแต่ คนที่อยากจะกู้ ธนาคารที่ให้กู้ตามโครงการ และทางการ ต่างต้องเข้าใจว่า

1. การให้กู้มีความเสี่ยง ธนาคารออมสินหาเงินฝากดอกถูกมาให้และรับเงินชดเชยดอกเบี้ยที่ขาดไปจากกระทรวงการคลังเท่านั้น เมื่อครบกำหนดแล้วธนาคารที่กู้จากออมสินไปก็ต้องเอามาคืน ทีนี้ถ้าลูกค้า SMEs ของตนดันไม่เอามาคืนหรือกลายเป็นหนี้มีปัญหาแล้ว ไหนจะต้องเอาเงินฝากของตัวเองไปคืนแล้ว ยังต้องกันสำรองหนี้เสียอีกบานเลยครับทีนี้ มันไม่ได้มีแต่มุมได้อย่างเดียว

2. SMEs รายกลาง รายเล็ก รายจิ๋ว ท่านผู้อ่านว่าขนาดไหนจะมีปัญหามากกว่ากัน ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนให้กู้ในโครงการนี้ ท่านผู้อ่านจะให้สัดส่วนอย่างไรจึงจะเหมาะสม อย่าลืมนะครับมันมีเวลากำหนดว่าต้องจบภายในสิ้นปีนี้ (31 ธันวาคม 2558) คนท่านก็มีจำกัดที่จะมาหาธุรกิจสินเชื่อ หาลูกค้าให้ถูกฝาถูกตัว ต้นทุนการทำสินเชื่อขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ขนาดกลาง มันต่างกันหรือไม่ จะตัดสินใจอย่างไร

3. ขนาดของกำไรต่อรายหรือส่วนต่างของดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยเงินฝากใน SMEs ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ต่างกันหรือไม่ ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง คือ ธนาคารออมสินปล่อยกู้ที่อัตรา 0.1% ต่อปี โดยให้กับธนาคารทั้งหลายเอาไปปล่อยกู้ต่อในอัตรา 4% ต่อปี ทุกราย ขณะที่ธนาคารเจ้าหนี้ในฐานะคนปล่อยกู้จะต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและต้นทุนในการดำเนินงานทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นปัจจัยให้ SMEs รายเล็ก รายจิ๋ว เข้าไม่ถึงเงินกู้แสนล้าน 4% ดังกล่าวใช่หรือไม่

จึงเป็นข้อสังเกตว่าสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ 19 แห่ง มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้เดิมนั้น

จบเรื่องนี้แล้ว ขอข้ามไปเรื่องใหม่ ที่อยากนำเสนอ คือ เรื่อง Credit Scoring

เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้เคยติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อของบุคคล นิติบุคคล SMEs เช่น ไม่มีข้อมูลรายละเอียดลูกค้ามากพอ ไม่รู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างดีพอ ใช้ความเชื่อบางเรื่อง/บางสิ่งในการตัดสินใจ ใช้ประวัติการก่อหนี้/การชำระหนี้บางช่วงบางเวลาโดยไม่ดูภาพรวมทั้งหมด แต่ในต่างประเทศเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า คะแนนเครดิต หรือ Credit Scoring ตัวช่วยในการทำให้วิเคราะห์สินเชื่อเร็ว แม่นยำ ลดการใช้ดุลพินิจ เพราะมันใช้สถิติแบบวิทยาศาสตร์ โดยการประเมินจากพฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้ของลูกค้าคนหนึ่งๆ ที่ได้ดำเนินการไปในอดีตช่วงเวลาหนึ่ง

เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ ขอเริ่มจากคำนิยามและความหมายกันก่อน

จากพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า คะแนน และคำว่า เครดิต ไว้ดังนี้

คะแนน หมายถึง เครื่องหมายในการนับ หน่วยที่ใช้กำหนดค่าในการสอบหรือการแข่งขัน เป็นต้น

เครดิต หมายถึง ชื่อเสียงหรือความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความเชื่อถือในฐานะทางการเงินของบุคคลหรือสถาบัน

จากคำนิยาม ในกฎหมายการทำธุรกิจเครดิตบูโรได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “คะแนนเครดิต” ไว้ โดยมีความหมายว่า คะแนนเครดิตนั้น หมายถึง ตัวชี้วัดความน่าจะเป็นในการชำระคืนหนี้โดยใช้วิธีการทางสถิติในการประมวลผลข้อมูลโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ดังนั้น คำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป จึงควรพิจารณาจากความหมายอย่างเป็นทางการตามกฎหมายและความหมายที่เป็นมาตรฐานทางภาษาประกอบกันแล้วกำหนดเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

สำหรับประชาชนทั่วไป ในส่วนของคำว่า คะแนนเครดิต นั้นหมายถึง

“เครื่องหมายหรือตัวเลขที่เป็นผลรวมจากการประเมินทางสถิติของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ว่ามีโอกาสที่จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อไว้ อันเป็นผลมาจากประวัติการก่อหนี้ และการชำระหนี้ของตนเองในอดีตที่ผ่านมา”

ประโยชน์ของคะแนนเครดิตที่จะเกิดขึ้นคือ เพิ่มโอกาสให้คนที่เป็นลูกค้าหรือ SMEs ได้รับบริการสินเชื่อ ที่สอดคล้องกับข้อมูล ความสามารถในการชำระหนี้ มีความรู้ที่จะไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินให้แก่ตนเองเกินสมควร ตลอดรวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เรื่องทางการเงิน การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในฐานะที่เครดิตบูโรเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินจะมีข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในส่วนของลูกค้า หรือเจ้าของข้อมูล เครดิตบูโรจะเปิดเผยคะแนนเครดิตให้กับลูกค้าที่มาแจ้งความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตและร้องขอให้มีการเปิดเผยคะแนนเครดิตของตนเองตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

ฉะนั้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสีย มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องคะแนนเครดิต เครดิตบูโรในทุกประเทศ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการสื่อสารให้ข้อมูลความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาข้อโต้แย้ง ร้องเรียน บนความไม่เข้าใจ เข้าใจผิด หรือไม่ยอมเข้าใจ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: