เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

“…หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา”

“รดน้ำต้องรดที่โคนต้นไม้ ดินต้องพรวนให้ร่วน ให้น้ำลงไปได้ อากาศลงไปได้ ต้นไม้จึงจะงอกงามบริบูรณ์” คำคนโบราณสอนไว้ ในเรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูก

ส่วนการจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เรียกว่า “การบริโภค หรือ Consumption” เดินหน้าได้ ต้องมีกลไกขับเคลื่อนในเวลานี้

เพราะเหตุว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ…สำหรับประเทศไทย กล่าวคือ

หนึ่ง คนที่เคยมีรายได้จากภาคเกษตร สินค้าเกษตรที่ขายได้ดันมีราคาลดลงตามราคาน้ำมันและตามความต้องการในตลาดโลกลดลง

สอง เพาะปลูกได้น้อย เนื่องจากภัยแล้ง ปริมาณที่ควรได้ก็น้อยลงไปอีก

สาม คนที่พอมีเงิน ก็ไม่ยอมใช้จ่าย ลดการใช้จ่าย ไม่ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เพราะยังกังวลโน่น นี่ นั่น

สี่ คนที่อยากจะใช้จ่าย ก็มีหนี้มาก เดือนๆ หนึ่งต้องตัดเอาเงินที่ได้ไปจ่ายหนี้ก่อน เหลือจึงเอามากินใช้ ซึ่งอาจไม่พอ

ห้า คนหรือธุรกิจที่เรียกว่า SMEs รายเล็กรายน้อย เริ่มติดขัดเพราะยอดขายไม่เข้า รายได้ไม่เข้า แต่เงินทุนหมุนเวียนยังต้องเพิ่มเพราะเมื่อกระแสเงินสดจากการขาย การรับชำระจากลูกหนี้การค้ายาวขึ้น การเปลี่ยนสินค้าคงคลังเป็นเงินสดยาวขึ้น ย่อมทำให้ต้องหาเงินมาก้อนหนึ่งยันเอาไว้ก่อนในส่วนที่ต้องสำรองจ่าย ที่อาจจะหนักหน่อยคือ ต้องหาเงินจำนวนหนึ่งไปจัดหาวัตถุดิบ หรือว่าจ้างการผลิตเพราะว่ามีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากคนซื้อทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแล้วแต่ยังผลิตเพื่อส่งมอบไปยังคนซื้อไม่ได้สะดวกเพราะเงินสดมีจำกัด แบบนี้เท่ากับเสียโอกาส

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการ ทำอย่างไรไม่ให้ระดับฐานราก ระดับโคนต้น ตรงที่เป็นจุดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ให้เขาเหล่านั้นยากลำบากไปกว่านี้

เลยต้องใส่เม็ดเงินผ่านเครื่องมือที่รองรับในปัจจุบัน บนแนวคิด “ซ่อมเร็วกว่าสร้าง ทำให้เร็ว มีพลัง เห็นผลชัดเจน จับต้องได้…และต้องไม่มีการโกงกินกัน”

มาตรการเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท และเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับเกรด A เกรด B จึงมีความจำเป็น

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ มีการอนุมัติเงินตามมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท ให้ทุกจังหวัดรวมทั้งสิ้น 19,156.36 ล้านบาท จากทั้งหมด 36,275 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน มีการเบิกจ่ายเงินให้กองทุนแล้ว 36,888 กองทุน วงเงิน 35,708 ล้านบาท จากทั้งหมด 40,460 กองทุน วงเงิน 39,150.93 ล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนละ 1 ล้านบาท มีการจัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัดแล้ว 40,318.5 ล้านบาท

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด เพราะต้องการดูหน้างานถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งอยากให้ผู้คนมีกำลังใจ

ท่านกล่าวว่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนในการลงพื้นที่ เลยอยากให้จังหวัดอื่นนำกรณีตัวอย่างของชาวบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นต้นแบบคือ การนำเงินที่ได้รับจากมาตรการของรัฐไปลงทุนในกิจการที่สร้างรายได้ เช่น เปิดร้านขายของ ร้านตัดผม ทำรถเข็นขายสินค้า เพื่อสร้างความยั่งยืน

พร้อมทั้งได้กำชับให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังมีความล่าช้าให้รวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ธนาคารของรัฐ ถือว่ามีบทบาทโดดเด่นขึ้นในการต่อสู้กับปัญหานี้ เพราะสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง เป็นเครื่องมือเป็นกลไกของรัฐในการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ตัวผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จะต้องมีความระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ หรือการสร้างหนี้เสีย การไปทำให้วินัยทางการเงินหย่อนยานลงตามมาด้วย เรียกว่าการเสริมนโยบายรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวมควบคู่กับรักษาความสามารถในการป้องกันและการทำกำไร ไม่ให้มาเป็นภาระของรัฐควบคู่กันไป…งานมันจึงไม่ง่าย

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย กำหนดว่า ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ SMEs เติบโต 9% โดยจะมีสินเชื่อคงค้างที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นแสนกว่าล้านบาท เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน SMEs ของรัฐบาลจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เน้นไปยังกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจเกี่ยวกับยารักษาโรค

ปกติธนาคารจะตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มในอัตรา 1.5-2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทายคือ จะเติบโตมากกว่าระบบให้ได้ เชื่อว่านอกจากผลของนโยบายรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแล้ว การพิจารณาสินเชื่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็มีผลให้ยอดสินเชื่อขยายตัวได้ดี

“ธนาคารจะสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าได้ภายใน 10 วันเท่านั้น” ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลางธนาคารกรุงไทย กล่าวไว้อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มุมมองในธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน จึงต้องเพิ่มวิธีบริหารจัดการหนี้เสียและระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงและเป็นหนี้เสียสูงให้มากขึ้น อาทิ กลุ่มที่เป็น SMEs รายย่อย คนค้าขายที่มีรายได้ด้านเดียว เพราะเมื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีรายได้ลดก็กระทบความสามารถในการชำระหนี้ด้วยทันที เป็นที่รู้กันแล้วว่ารายได้ SMEs ลดลงประมาณ 20-50% ที่มีปัญหาหนักมากคือกลุ่มเกษตรซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ

ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 อาจจะยังได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น ในปีหน้า จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย

และที่สำคัญ ต้องหยุด “หนี้เสีย” ให้ได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: