รถไฟพระที่นั่ง

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

รถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ นับตั้งแต่มีการเดินรถไฟครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องมาแห่งราชจักรีวงศ์

เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จฯ ไปในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทอดพระเนตรวิถีชีวิตชุมชน ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2558 พสกนิกร 3 จังหวัดรายทางต่างปลื้มปีติเฝ้ารอรับเสด็จอย่างคับคั่งด้วยความจงรักภักดี

โดยปกติแล้วเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ ทางรถไฟ ทางกรมรถไฟหลวง (หรือการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) จะถวายรถไฟพระที่นั่ง เพื่อให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯ โดยเฉพาะ

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยามคือ การเสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพฯ-กรุงเก่า (อยุธยา) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปบางปะอินโดยทางรถไฟอีกหลายครั้ง ตลอดจนการเสด็จฯ เพื่อเปิดเส้นทางรถไฟในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นแปดริ้ว นครราชสีมา เพชรบุรี

ในช่วงแรกไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งมาเมื่อใด แต่ลักษณะของรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันเป็นรถ 2 เพลา (รถ 4 ล้อ) จำนวน 1 คัน และเป็นรถขนาด 8 ล้อ อีก 1 คัน สำหรับทางกว้าง 1.435 เมตร (สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ) และสำหรับเส้นทางสายใต้ ซึ่งเป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร จะเป็นรถพระที่นั่งแบบ 4 ล้อ จำนวน 1 คัน ใช้การมาจนถึงปี 2460

ต่อมาใน พ.ศ. 2469 กรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งบรรทมเพิ่ม 1 คัน และรถพระที่นั่งกลางวันอีก 1 คัน เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชพาหนะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันที่จัดซื้อในปี 2469 นั้นเป็นรถโดยสาร 8 ล้อ (แบบโบกี้) สำหรับทางกว้าง 1.000 เมตร เนื่องจากในขณะนั้นทางรถไฟทั่วประเทศได้เป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร แล้ว

ตัวรถพระที่นั่ง สร้างด้วยไม้อย่างวิจิตรบรรจง การตกแต่งภายในสวยงามตระการตา โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาทรงเป็นต้นตระกูล “บุรฉัตร”) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟในขณะนั้น ทรงแนะนำการออกแบบเบื้องต้นโดยละเอียด และดำเนินการสร้างโดยบริษัท The Metropolitan Carriage Wagon & Finance Company Limited, Manchester England และได้นำมาใช้เป็นพระราชพาหนะจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2511 จึงเลิกใช้การ รวมอายุการใช้งานทั้งสิ้น 52 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 ในรัชกาลปัจจุบัน ทางการเห็นสมควรจัดหารถพระที่นั่งใหม่จำนวน 3 คัน เพื่อทดแทนรถพระที่นั่ง 2 คันแรกที่ปลดระวางไป โดยทั้ง 3 คัน ประกอบด้วย

1. รถพระที่นั่งประทับกลางวัน (พนก.) : His Majesty”s Day Saloon

2. รถพระที่นั่งกลางวันและบรรทม (พกท.) : Royal Day and Night Saloon

3. รถพระที่นั่งบรรทม (พนท.) : His Majesty”s Royal Night Saloon)

โดยรัฐบาลได้มอบให้การรถไฟฯ ดำเนินการจัดหาในปี พ.ศ. 2506 และบริษัทผู้สร้างคือบริษัท คราเวนส์ (Cravens) แห่งประเทศอังกฤษ ภายในรถตกแต่งด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงามเช่นเดียวกับรถพระที่นั่ง 2 คันแรก โดยรถพระที่นั่งกลางวัน และรถพระที่นั่งบรรทม มีรูปแบบการตกแต่งคล้ายคลึงกับคันเดิม รวมมูลค่าก่อสร้าง 695,030 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านบาท (ในขณะนั้น)

รถไฟพระที่นั่งทั้ง 3 คันติดตราครุฑตู้ละ 4 ตัว ทำจากทองคำเปลวแท้ ตัวตู้รถไฟใช้สีเหลืองไข่ไก่สีเข้มและอ่อนไล่สีอย่างสวยงาม สร้างด้วยเหล็กชนิดเบา ใช้แคร่รับน้ำหนักที่ทันสมัย สามารถใช้ความเร็วได้ถึง 90 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

การรถไฟฯ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายรถพระที่นั่งชุดใหม่ทั้ง 3 คัน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2510 เวลา 12.00 น. และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับจากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีหัวหิน ในคราวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดภาคใต้เป็นปฐมฤกษ์ และทรงใช้เป็นพระราชพาหนะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศไทยมานับแต่นั้น

ประวัติการเสด็จฯ ทางรถไฟ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีดังนี้

ครั้งที่ 1 : 29 เมษายน 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามเสด็จ

ครั้งที่ 2 : 12 ธันวาคม 2496 เสด็จฯ เปิดสะพานพระราม 6 (พระนคร) หลังซ่อมบำรุงจากสภาวะสงคราม

ครั้งที่ 3 : 18 พฤษภาคม 2498 เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 4 : 2-20 พฤศจิกายน 2498 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ครั้งที่ 5 : 7 กุมภาพันธ์ 2500 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท

ครั้งที่ 6 : 18 มีนาคม 2500 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 7 : 27 กุมภาพันธ์-18 มีนาคม 2501 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

ครั้งที่ 8 : 6-28 มีนาคม 2502 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้

ครั้งที่ 9 : 7 เมษายน 2502 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 10 : 16 เมษายน 2504 เสด็จฯ ทรงต้อนรับประธานาธิบดี ซูการ์โน แห่งประเทศอินโดนีเซีย จากดอนเมือง- จิตรลดา

ครั้งที่ 11 : 8 มิถุนายน 2504 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 12 : 8 ธันวาคม 2504 ทรงต้อนรับ ประธานาธิบดี อาร์เจนตินา ที่สถานีจิตรลดา (ไม่ได้ประทับบนรถไฟพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 13 : 12 มกราคม 2505 เสด็จฯ ทรงต้อนรับ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด จากสถานีดอนเมือง-จิตรลดา

ครั้งที่ 14 : 15 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน และการคล้องช้างในเพนียด

ครั้งที่ 15 : 16 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อทรงเปิดฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค

ครั้งที่ 16 : 26 มีนาคม 2506 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 17 : 2 พฤษภาคม 2506 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 18 : 26 ตุลาคม 2506 เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน และทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดกาญจนบุรี (การรถไฟฯ ถวายรถดีเซลรางเป็นขบวนพิเศษพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 19 : 16 พฤศจิกายน 2508 เสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดแก้วพิจิตร จังหวัดปราจีนบุรี

ครั้งที่ 20 : 19 มีนาคม 2508 เสด็จฯ ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 21 : 6 มิถุนายน 2508 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 22 : 3 มิถุนายน 2509 เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา

ครั้งที่ 23 : 3 กุมภาพันธ์ 2510 (เริ่มใช้รถพระที่นั่งคันปัจจุบัน) เสด็จนิวัติจากการเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ทางจังหวัดภาคใต้ มาประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 24 : 23 พฤษภาคม 2510 เสด็จฯ กลับจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยา

ครั้งที่ 25 : 22-23 พฤษภาคม 2517 เสด็จฯ ไปประทับแรม ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทรงเททองหล่อพระประธานวัดโคกเมรุ อำเภอฉวาง และเสด็จฯ กลับไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 26 : 4 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส

ครั้งที่ 27 : 25-28 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ไปประทับแรม ณ ที่ประทับแรม โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง

ครั้งที่ 28 : 22 กันยายน 2517 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ครั้งที่ 29 : 5 กรกฎาคม 2531 เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเส้นทางจิตรลดา-อยุธยา อันเป็นครั้งล่าสุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ด้วยรถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งที่ 29 นับเป็นครั้งล่าสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หลังจากนั้นรถไฟพระที่นั่งก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานนานหลายปี จนกระทั่งครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว สายแรก ในวันที่ 5 มีนาคม 2552 พระองค์ได้ประทับรถไฟพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง จากสถานีรถไฟหนองคายข้ามไปยังสถานีท่านาแล้ง เมืองหาดทรายฟอง สปป.ลาว

สำหรับการเสด็จฯ โดยรถไฟของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อนหน้าการเสด็จฯ ไปจังหวัดกาญจนบุรีครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ทรงนำข้าราชการ นักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษากิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ ณ สถานีรถไฟบางซื่อ ไปยังสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)

ในการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรวิถีชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้ ราษฎรริมทางรถไฟต่างเตรียมตัวเฝ้ารับเสด็จอย่างคึกคัก ที่สถานีรถไฟ จังหวัดนครปฐม มีการจำลองวิถีชีวิตชุมชนบริเวณสถานีรถไฟในอดีต ด้วยการตกแต่งบรรยากาศร้านขายผัดไทย ข้าวแกงรถไฟ ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าวเหนียว ถั่วต้ม มันต้ม เผือกต้ม รวมถึงผลไม้และสินค้าขึ้นชื่อของนครปฐม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ได้แก่ ส้มโอ น้ำมะพร้าว และข้าวหลาม และรถไฟพระที่นั่งจะจอดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ด้วย

บริเวณสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นางปราณี หรือ ป้าน้อย เกิดจันทร์ทอง อายุ 68 ปี เจ้าของร้าน “ข้าวแกงป้าน้อย” หลังสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก ซึ่งเป็นร้านขายข้าวแกงกระทงใบตองแบบโบราณ ชนิดแบกถาดเดินขายให้กับนักท่องเที่ยวบนขบวนรถไฟมายาวนานกว่า 50 ปี ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดเครื่องเสวยกลางวันบนรถไฟแบบกระทงใบตอง ประกอบด้วย พะแนงเนื้อ พะแนงหมู เขียวหวานไก่ และไข่พะโล้ เป็นสิริมงคลและปลาบปลื้มแก่ป้าน้อยอย่างล้นพ้น

รถไฟพระที่นั่งแวะจอดที่ชุมทางหนองปลาดุกประมาณ 10 นาที เพื่อทอดพระเนตรวิถีชุมชน จากนั้นมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อเตรียมการรับเสด็จอย่างคึกคักเช่นกัน

บันทึกการเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย หลังจากขบวนรถไฟพระที่นั่งชุดนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วเกือบกึ่งศตวรรษ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: