“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ที่ 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนชาวมอญอพยพมาตั้งภูมิลำเนาเมื่อเกือบ 200 ปี มาแล้ว ครั้งนั้นคนมอญจำนวนราว 40,000 คน ได้อพยพจากเมืองหงสาวดีเข้าสู่กรุงสยาม ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประมาณปี พ.ศ. 2352-2367 ส่วนหนึ่งได้แยกย้ายกันเข้ามาก่อตั้งชุมชนบริเวณนี้ในเวลาต่อมา

บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ที่มีน้ำทะเลท่วมถึง เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ชายเลนประเภท ลำพู ตะบูน แสม โกงกาง กอจาก อีกทั้งมีอาหารทะเลครบครัน โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำมีชุกชุมมาก เนื่องจากเป็นน้ำกร่อย

ครอบครัวคนมอญกลุ่มแรกๆ มีสกุล ละโว้ สมิงนราเรืองพก ขาวสว่าง เป็นต้น คนมอญได้ตั้งวัดขึ้นกลางชุมชน ชื่อ “วัดบางด้วน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คุ้งตำหนัก” ด้วยเหตุผลที่มีพระมหากษัตริย์ “พระเจ้าเสือ” เสด็จทางเรือผ่านมาตามลำน้ำเพชรบุรี และได้ทรงเบ็ดปลากระโห้ ผู้คนในแถบนั้นจึงเรียกว่า “องค์พระทรงปลา” อีกทั้งมีตำหนักให้เสด็จพักผ่อน สุนทรภู่ กวีเอกรัตนโกสินทร์ ได้เขียนนิราศเมืองเพชร พรรณนาย้อนอดีตเมื่อครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา ถึงสถานที่แห่งนี้ว่า

จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่ ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม

นกกะรางยางกรอกกระรอกกระแต เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดาร

ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากระโห้ไม่สังหาร

ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่า องค์พระทรงปลา

แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา

ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน

เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน

เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน นึกสะอื้นอายใจมาในเรือ

คุณลุงสนม (สรศักดิ์ สุจริตลักษณ์) ในวัย 64 ปี ท่องคำกลอนข้างต้นประหนึ่งว่าอยู่ในเหตุการณ์ เหมือนเมื่อครั้งสุนทรภู่ได้ประสบพบเห็น ทั้งยังอธิบายเสริมอีกว่า ในครั้งกระโน้นพระเจ้าเสือเสด็จทางเรือมาทางคลองยี่สาร คลองวัด คลองโคน คลองช่อง คลองสุนัขหอน คลองโคกขาม คลองลัด มาออกปากทางบางตะบูน พลางขยับถึงบทนิราศของสุนทรภู่ อีกว่า

ข้ามยี่สารบ้านสองพี่น้องแล้ว ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน

คุณลุงสนม ยังอ้างถึง คุณลุงสนิท คู่แฝดของตนว่า “เกิดที่คุ้งตำหนักนี่แหละ อยู่ด้านบางตะบูนออก” หมายถึง หมู่บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเพชร ที่จริงมีอีกหลายหมู่บ้านในตำบลนี้ เช่น บ้านแสมชาย บ้านเขาตะเครา บ้านสามแพรก เป็นต้น ซึ่งก็มีคนมอญอยู่ปะปนทั่วไป แต่ไม่หนาแน่นเท่าบ้านคุ้งตำหนัก ปัจจุบัน มีราว 80 หลังคาเรือน ล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญทั้งหมด แต่ก็มีบางรายแทรกเข้ามาเป็นเขย เป็นสะใภ้อยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ยังดำรงชีพและปฏิบัติตามประเพณีพิธีกรรมของบรรพชนคนมอญอยู่เช่นเดิม เป็นต้นว่า การบูชาเซ่นสรวงผีมอญ ลอยกระทง ปั้นหุ่นใส่ในเรือสำเภา พร้อมผลไม้ เงินทอง ทำพิธีไล่โรคห่า สะเดาะเคราะห์ แล้วปล่อยเรือสำเภาไป

สำหรับลวดลายลีลาการละเล่นในเทศกาลของคนมอญคุ้งตำหนัก คุณลุงสนม ยังออกท่าทางพร้อมร้องเพลงลิงลมให้ฟังว่า

ลิงลมเอยมาดมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสองมาทัดดอกจิก

เข้าหัวเข้าหางตรงกลางนกพริก พญาการวิกเล่นเบี้ยกินเหล้า

แล้วมาเข้าลิงลม…

คุณลุงสนม ร้องพลางทำท่าทางถือสากตำข้าวคู่หนึ่งตำไปที่หาง ขณะที่ใช้เชือกคล้องเอวไว้ เอามือปิดหู ผ้าปิดตา ทำท่าทางเป็นลิง

ภายในบริเวณวัดบางด้วน หรือวัดคุ้งตำหนัก มีพระครูนิเทศวัชรธรรม หรือพระอาจารย์สุพจน์ สีโร เป็นเจ้าอาวาส มีญาติโยมคนไทยเชื้อสายมอญจากพื้นถิ่นต่างๆ มาร่วมทำบุญกันมากหน้าหลายตา เขียนบันทึกด้วยภาษามอญไว้บนแผ่นป้ายเป็นหลักฐาน ยังมีสิม (โบสถ์) เก่า รูปทรงงดงามมาก อีกทั้งมีศาลเจ้าแม่อบนาค ซึ่งผู้คนชาวมอญที่ออกมาเล่นสนุกสนานในวันเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังนำดอกไม้ไปไหว้เจ้าแม่ด้วยทุกครั้ง

ถ้าพูดถึงวิถีของผู้คนตั้งแต่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเพชรแล้ว ต่างดำรงชีวิตเรียบง่าย ตัดไม้เผาถ่าน เย็บใบจากสำหรับจำหน่ายไว้เพื่อมุงหลังคา แม่มณฑา ขาวสว่าง วัย 69 ปี เล่าว่า

“ราคาจากที่เย็บเป็นตับแล้ว ในช่วงก่อนๆ ขายได้ตับละสลึง ถือว่าได้ราคาดี ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้กันมาก ราคาก็ขายกันตับละสามบาท…

นอกจากนี้ ยังเก็บลูกตะบูนไปขายได้อีก เขานิยมใช้ฟอกหนัง…”

อาหารการกินก็ยังคงสืบทอดจากคนเฒ่าคนแก่ มีทั้งแกงกระเจี๊ยบ มะตาด แกงลูกจาก หัวตาล มีปลาดุก ปลากด ปลากระบอก ปลาอีทู่ ปลาบู่ กุ้งแม่น้ำ ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นองค์ประกอบ อีกทั้งผักชะคราม ยอดปรง ยังมี เมี่ยง ใส่ตะลิงปลิงเป็นเครื่องเคียง หรือจะนำลูกตะลิงปลิงไปตากแห้ง กวน เชื่อมกับน้ำตาล ก็ยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้

คุณบุปผา ขาวสว่าง สาวมอญอีกคนหนึ่ง เล่าย้อนอดีต เมื่อครั้งพ่อและแม่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองเพชรบุรี แต่ละครั้งต้องพายเรือกระแชงจากบ้านคุ้งตำหนัก ออกเรือตั้งแต่ 6 ทุ่ม

กว่าจะถึงเมืองเพชร ก็สว่างพอดี

การหาน้ำจืดมาดื่ม มาใช้ ก็แสนยาก คุณบุปผา อธิบายว่า ต้องตะแคงเรือใส่น้ำบริเวณหน้าวัดใหม่สุธาวาส วัดกุฏท่าแร้ง ได้น้ำจืดมาค่อนลำเรือ ถึงท่าน้ำหน้าบ้าน จึงช่วยกันตักเข้าเก็บในโอ่ง ไว้กิน ไว้ใช้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ

กล่าวได้ว่า ผู้คนชาวมอญที่ได้อพยพโยกย้ายถิ่นมาอยู่ปลายแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนจะไหลลงปากอ่าว ก. ไก่ ยังคงใช้ชีวิตอันอบอุ่น ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นนากุ้ง และกำลังจะเป็นผืนนากุ้งร้าง น้ำทะเลยังคงหนุนท่วมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ท่าน้ำหลายท่ากำลังหดหาย สะพานข้ามแม่น้ำเพชรผุดโผล่ขึ้นก็ตาม แต่สำนึกและจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะชาวมอญคุ้งตำหนัก ยังโหยหาอดีตที่หวานชื่นอยู่มิรู้วาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: