เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160403/225222.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559
เปิดรัฐธรรมนูญ 'ฉบับปราบโกง'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม

                    คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ได้เปิดร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ มีเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต จนมีการให้คำนิยามว่า เป็น “ฉบับปราบโกง” ซึ่งเป็น “จุดขาย” อันหนึ่งในการนำไปทำ “ประชามติ”
                    เริ่มตั้งแต่ “คำปรารภ” ซึ่งบอกให้ทราบถึง “เจตนารมณ์” ในการมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนหนึ่งว่า “…การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ”
                    ทั้งนี้ หากพลิกไปดูอย่างละเอียดในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็จะพบว่า มีการวางกลไกเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แยกกันอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ซึ่งเมื่อนำมาต่อ “จิ๊กซอว์” เข้าด้วยกันก็จะเห็นภาพที่ชัดเจน
                    หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (10) บัญญัติว่า ประชาชนคนไทยมีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ  ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่ได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้ไว้
                    หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นหมวดใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมี ในมาตรา 63  บัญญัติว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ
                    หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 76 บัญญัติว่า รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนด “ประมวลจริยธรรม” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ
                    ใน “ทางการเมือง” ก็ได้มีการกำหนดเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ “คนทุจริต” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
                    มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
                    (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
                    (9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
                    (10) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ ความผิดฐานฟอกเงิน
                    (11) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง
                    (18) เคยพ้นจากตำแหน่ง จากกรณีที่เป็น ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี เสนอแปรญัตติที่มีผลให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายและถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง  หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่
                    และลักษณะต้องห้ามข้างต้นนี้ เป็นลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), รัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรี ด้วย และหากดำรงตำแหน่ง  ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง
                    นอกจากนี้ยังมีการกำหนด ห้าม “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืิอง” มีส่วนได้เสียในเรื่องการแปรญัตติงบประมาณในสภา โดยมาตรา 144  วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้
                    ส่วนวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ ส.ส. หรือ  ส.ว. มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนฯ ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็น ส.ส. หรือ  ส.ว. ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าว แต่ไม่ได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
                    ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ถึงกับบัญญัติเป็น “หมวด” โดยเฉพาะในหมวด 9  เช่น  ห้าม ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี รับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งข้อห้ามนี้ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี และยังรวมถึงผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ได้รับมอบหมายจาก ส.ส. ส.ว, รัฐมนตรี ด้วย
                    ร่างรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ “องค์กรอิสระ” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมาตรา 224 (4) บัญญัติให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี   เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
                    มาตรา 226 บัญญัติว่า  เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำผิด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น เป็นเวลา 10 ปี
                    และยังมีการสร้างกลไกของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการไต่สวนกรณีมีกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คนใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิด ในส่วนของการร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริต ก็จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    ในกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็จะส่งไปยังศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 10 ปีด้วยก็ได้
                    ส่วนขององค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กร คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  (คตง.) ในมาตรา 245 ให้อำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  เสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อ คตง. เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ และในกรณี คตง.เห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว คตง.ก็จะปรึกษาหารือร่วมกับ กกต. และ ป.ป.ช. ซึ่งหากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนด้วย
                    สำหรับกรณีที่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่  หรืออาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่เป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการได้ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้ง ป.ป.ช. กกต. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจขององค์กรนั้นๆ ต่อไป
                    ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้บัญญัติให้องค์กรอิสระต่างๆ ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร โดยถ้าองค์กรอิสระใดเห็นว่า มีผู้กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ก็ให้แจ้งให้องค์กรอิสระนั้นทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
                    นอกจากนี้ ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ  มีการกำหนดว่า ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีการคัดเลือกผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                    รวมทั้งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ให้มีการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ส่วนในด้านกฎหมาย ก็ให้มีการปฏิรูปให้มีการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
                    ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปฯ ในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และคาดหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 5 ปี
                    ดังนั้น “จุดเด่น” ในเรื่อง “การปราบโกง” นี่เอง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน “ประชามติ” ก็เป็นได้
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เปิดรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับปราบโกง’ : โดย…โอภาส บุญล้อม)
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: